Monday, 8 June 2026
NEWS FEED

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จับมือจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดคอร์ส 'รู้ทันภัยไซเบอร์' บน Thai MOOC เรียนฟรี พร้อมรับ 1 หน่วยกิต

(9 ส.ค.68) พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร จเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ร่วมกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พัฒนาหลักสูตรการเรียนรู้ออนไลน์ผ่านระบบ Thai MOOC ภายใต้ชื่อ “รู้ทันภัยไซเบอร์” เพื่อยกระดับความรู้และทักษะในการป้องกันภัยคุกคามจากอาชญากรรมทางเทคโนโลยี โดยเฉพาะการหลอกลวงในรูปแบบคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งสร้างความเสียหายต่อประชาชนอย่างกว้างขวางในปัจจุบัน

หลักสูตรนี้มุ่งเน้นให้ผู้เรียนสามารถเข้าใจพฤติกรรมของมิจฉาชีพออนไลน์ วิเคราะห์รูปแบบการโจมตี และเรียนรู้วิธีการป้องกันภัยไซเบอร์อย่างมีประสิทธิภาพ เรียนฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย พร้อมรับใบประกาศนียบัตร และนับเป็นหน่วยกิตทางวิชาการได้ 1 หน่วยกิต โดยหลังสูตรดังกล่าวได้รับการถ่ายทอดองค์ความรู้จากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้แก่ พ.ต.อ.ก้องกฤษฎา กิตติถิระพงษ์ รองผู้บังคับการตรวจสอบและวิเคราะห์อาชญากรรมทางเทคโนโลยี กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (รอง ผบก.ตอท. บช.สอท.) , พ.ต.อ.เกรียงไกร พุทไธสง ผู้กำกับการ กลุ่มงานสนับสนุนทางไซเบอร์ บก.ตอท.บช.สอท. และ พ.ต.ต.พากฤต กฤตยพงษ์ สารวัตรฝ่ายอำนวยการ บก.สอท.2 

หลักสูตรนี้เหมาะสำหรับนักเรียน นักศึกษา โดยเฉพาะระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ที่สามารถนำไปเทียบโอนเป็นหน่วยกิตในการศึกษาต่อระดับอุดมศึกษาได้ รวมถึงประชาชนทั่วไปที่ต้องการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันทางไซเบอร์ให้กับตนเองและครอบครัว สมัครเรียนฟรีผ่านระบบ Thai MOOC เว็บไซต์ https://thaimooc.ac.th คลิกเลือกหมวดหมู่รายวิชา “ทักษะชีวิตและการพัฒนาตนเอง” จากนั้นคลิกเลือกวิชา “อาชญากรรมทางเทคโนโลยีเบื้องต้น” หรือคลิกลิงก์ https://learn.thaimooc.ac.th/courses/course-v1:CU+00868+0/about
 

‘ฮุนเซน’ โพสต์โซเชียล!! ฟ้องชาวโลก จี้!! ผู้นำไทย สั่งหยุด!! ‘สงครามหนังสติ๊ก’

(9 ส.ค. 68) สมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภาของกัมพูชา ได้โพสต์ข้อความผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียส่วนตัว อ้างว่า ทหารไทยใช้หนังสติ๊กที่บรรจุลูกปืนและเม็ดโลหะยิงใส่ทหารกัมพูชา ขอให้รัฐบาลไทยสั่งให้หยุดใช้ทันที โดยระบุว่า …

จริงๆไม่อยากพูดหรอก แต่ถ้าไม่พูด กลัวผู้นำไทยไม่รู้ ชุมชนนานาชาติไม่เข้าใจ สงครามชายแดนกัมพูชา-ไทย เปลี่ยนจากสงครามติดอาวุธมาทำสงคราม ใช้กระสุนยาง กระสุนเหล็ก

เรื่องนี้ ถ้าดูแล้ว มันดูเป็นเรื่องตลก หรือเรื่องเล็ก แต่ถ้าดูแล้ว เรื่องใหญ่ ถ้าเราไม่ห้าม จะเปลี่ยนจากการใช้ไม้ยางพารา ไปจนถึงการใช้อาวุธทุกชนิด ซึ่งจะทำให้ความเป็นผู้นำกัมพูชา-ไทย ได้รับความช่วยเหลืออย่างกระตือรือร้นจากนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย และการมีส่วนร่วมจากจีน สหรัฐฯ หาดูยาก

สำหรับกัมพูชาถ้าใช้ ขอให้รัฐบาลสั่งกองทัพหยุดใช้ทันที หวังว่าผู้นำไทยจะสั่งกองทัพหยุดใช้อาวุธ ตามภาพที่แนบไว้

ในความเป็นจริงแล้ว ฉันไม่ได้ต้องการที่จะพูดเกี่ยวกับปัญหานี้ อย่างไรก็ตาม การนิ่งเงียบอาจทำให้ความเป็นผู้นำของไทยไม่ตระหนัก และชุมชนระหว่างประเทศเข้าใจสถานการณ์ผิด ความขัดแย้งชายแดนของกัมพูชา– ประเทศไทย ได้เปลี่ยนจากสงครามโดยใช้อาวุธไปยังหนังสลิงช็อตที่เต็มไปด้วยลูกปืนและเม็ดโลหะ

ในแวบแรก นี่อาจดูเหมือนเป็นเรื่องเล็กน้อยหรือแม้แต่เรื่องตลก แต่เมื่อมีการตรวจสอบลึกซึ้งขึ้น มันเป็นปัญหาที่ร้ายแรง หากเราไม่แทรกแซง มันจะเพิ่มขึ้นจากสลิงช็อตไปจนถึงการใช้อาวุธทุกชนิด ในที่สุดก็ทำลายข้อตกลงการหยุดยิงอย่างเจ็บปวดโดยผู้นำกัมพูชาและไทย ด้วยการไกล่เกลี่ยอย่างกระตือรือร้นโดยนายกรัฐมนตรีมาเลเซียและการมีส่วนร่วมจากจีนและสหรัฐอเมริกา

สำหรับกัมพูชา หากการกระทำดังกล่าวเกิดขึ้น ฉันขอให้รัฐบาล หลวง ออกคำสั่งให้กองกำลังทหารหยุดการใช้งานทันที ผมหวังว่าภาวะผู้นำไทยจะออกคำสั่งที่คล้ายกับกองทัพให้หยุดใช้อาวุธ ตามภาพที่แนบมา

นอกจากนี้ สมเด็จฮุน เซน ยังโพสต์ข้อความอีกว่า “สมเดช เตโช ฮุนเซน กล่าวว่า สงครามชายแดนกัมพูชา-ไทย เปลี่ยนจากการใช้อาวุธเป็นไม้ยางเทนนิสและโลหะ หากไม่ป้องกัน จะนำไปสู่การทำลายข้อตกลงการหยุดยิง”

ผบ.ตร.และนายกสมาคมแม่บ้านตำรวจ ช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่ประสบอุทกภัยจากพายุ 'วิภา' 

ผบ.ตร.และนายกสมาคมแม่บ้านตำรวจ ห่วงใยข้าราชการตำรวจที่ประสบอุทกภัยในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน และได้มอบเงินช่วยเหลือจำนวน 1,339,000 บาท ตามนโยบาย"ครอบครัวตำรวจเราไม่ทิ้งกัน"

คุณกนกวรรณ พันธุ์เพ็ชร์ นายกสมาคมแม่บ้านตำรวจ ได้อนุมัติจัดสรรงบประมาณจำนวน 1,339,000 บาท เพื่อจัดซื้อสิ่งของ เครื่องใช้ที่จำเป็นให้กับข้าราชการตำรวจรวมจำนวน 1,339 นาย ในพื้นที่ 4 จังหวัดภาคเหนือตอนบน ได้แก่ น่าน เชียงราย พะเยา และแพร่ ที่ให้ความช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่ประสบอุทกภัยจากพายุ 'วิภา' แม้ว่าครอบครัวตำรวจก็ประสบปัญหาอุทกภัยเช่นเดียวกัน 

โดย พล.ต.ท.กฤตธาพล ยี่สาคร ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 มอบหมายให้ คุณพจนารถ กรึงไกร ประธานชมรมแม่บ้านตำรวจภูธรภาค 5 ร่วมกับ พล.ต.ต.ดเรศ กัลยา ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดน่าน พร้อมด้วย คุณละมัย กัลยา ประธานแม่บ้านตำรวจภูธรจังหวัดน่าน , พล.ต.ต.มานพ เสนากูล ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดเชียงราย พร้อมด้วย แพทย์หญิงทรงพร เสนากูล ประธานแม่บ้านตำรวจภูธรจังหวัดเชียงราย ,พล.ต.ต.พงษ์สวัสดิ์ ไชยบาล ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดพะเยา พร้อมด้วย คุณมลธิชา ไชยบาล ประธานแม่บ้านตำรวจภูธรจังหวัดพะเยา , พล.ต.ต.พงษ์เดช คำใจสู้ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดแพร่ พร้อมด้วย คุณศุภรัตน์ การะเกตุ ประธานแม่บ้านตำรวจภูธรจังหวัดแพร่ นำคณะข้าราชการตำรวจ – แม่บ้านตำรวจ ร่วมดำเนินการบรรจุถุงยังชีพ และ ดำเนินการส่งมอบสิ่งของดังกล่าวให้กับข้าราชการตำรวจและครอบครัวในสังกัด ทั้งสิ้น 1,339 ครัวเรือน ระหว่างวันที่ 2 - 8 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา  เป็นที่เรียบร้อย ทำให้ข้าราชการตำรวจและครอบครัวมีขวัญกำลังใจมากขึ้นในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อพี่น้องประชาชนอย่างเต็มที่ต่อไป

‘ททท.’ จับมือพันธมิตร!! เปิดแคมเปญ กระตุ้น!! นักท่องเที่ยวต่างชาติ ส่งมอบ!! ประสบการณ์ท่องเที่ยวเหนือระดับ ด้วยโปรโมชั่นสุดพิเศษ

(9 ส.ค. 68) การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ร่วมกับผู้ประกอบการแบรนด์ชั้นนำเปิดตัวแคมเปญ “Amazing Grand Privilege in Amazing Summer Family Month” ส่งมอบประสบการณ์ท่องเที่ยวเหนือระดับด้วยโปรโมชั่นสุดพิเศษให้แก่นักท่องเที่ยวต่างชาติ พร้อมสร้างกระแสบอกต่อความประทับใจการท่องเที่ยวไทยผ่านคนรุ่นใหม่ในตลาดยุโรปด้วยกิจกรรม Online Contest “Your Dream of Thailand Academy” ในช่องทาง AXN Asia เพื่อกระตุ้นให้เกิดการเดินทางท่องเที่ยวกลุ่ม Family & Multigeneration ตลอดทั้งเดือนสิงหาคมและกันยายนนี้

นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. เปิดเผยว่า แคมเปญ “Amazing Grand Privilege in Amazing Summer Family Month” เป็นหนึ่งกิจกรรมในปี “Amazing Thailand Grand Tourism and Sports Year 2025” ที่ ททท. ดำเนินการร่วมกับพันธมิตรผู้ประกอบการแบรนด์ชั้นนำจัดเตรียมสิทธิพิเศษต่าง ๆ ให้แก่นักท่องเที่ยว ภายใต้แนวคิด “Thai’d Up This Summer” เพื่อยกระดับประสบการณ์ท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวต่างชาติกลุ่มครอบครัวและนักท่องเที่ยวหลายช่วงวัย (Family & Multigeneration) ที่เดินทางมาเยือนประเทศไทยระหว่างเดือนสิงหาคม–กันยายน 2568 โดยในช่วงเวลาเดียวกัน ซึ่งเป็นช่วง Summer ของตลาดยุโรป ททท. ยังได้ร่วมกับ AXN Asia จัดกิจกรรม Online Contest “Your Dream of Thailand Academy” ชวน Gen Z ของตลาดยุโรปร่วมสร้างกระแสบอกต่อความประทับใจการท่องเที่ยวไทยผ่านโพสต์ Social media ในช่องทาง AXN Asia เพื่อคัดเลือกผู้โชคดี 8 คน เดินทางถ่ายทอดประสบการณ์ตลอด 10 วันในประเทศไทย สร้างแรงบันดาลใจในการเดินทางมาท่องเที่ยวประเทศไทย ทั้งนี้ ททท. หวังว่ากิจกรรมดังกล่าวจะสามารถสร้างกระแสการเดินทางท่องเที่ยว กระตุ้นการใช้จ่ายสินค้าและบริการในประเทศไทยของนักท่องเที่ยวต่างชาติตลอดเดือนสิงหาคมและกันยายน และช่วยเติมเต็มจำนวนนักท่องเที่ยวช่วง Green Season ของประเทศไทย

การดำเนินกิจกรรม “Amazing Grand Privilege in Amazing Summer Family Month” ททท. ได้ผสานความร่วมมือกับพันธมิตรผู้ประกอบการแบรนด์ชั้นนำ ทั้ง ห้างสรรพสินค้า โรงแรม รถเช่า และสวนสนุก มอบสิทธิพิเศษให้กับนักท่องเที่ยวต่างชาติ อาทิ HarborLand สวรรค์ของเด็กและครอบครัว : เพียงซื้อตั๋วเข้าชมสำหรับ 1 ผู้ใหญ่ + 1 เด็ก รับฟรี! ถุงเท้ากันลื่น HarborLand 2 คู่ มูลค่า 120 บาท, ห้างในเครือ The Mall Group (เอ็มโพเรียม, เอ็มควอเทียร์, เอ็มสเฟียร์) : รับส่วนลดต่าง ๆ และรับคืนภาษีได้สะดวกด้วยระบบ VAT Refund อิเล็กทรอนิกส์, ห้างสรรพสินค้าชั้นนำในเครือสยามพิวรรธน์ ได้แก่ สยามเซ็นเตอร์, สยามดิสคัฟเวอรี่, และสยามพารากอน ONESIAM GLOBAL Visitor Card เพื่อรับสิทธิพิเศษสูงสุดถึง 80%,  บริการ AVIS Executive VAN : รถตู้ VIP รับ–ส่งสนามบิน เริ่มต้นเพียง 2,000 บาทต่อเที่ยว เมื่อจองล่วงหน้า พร้อมใส่รหัส “TATATF25”, Grab Thailand Travel Pass: รับสิทธิพิเศษสำหรับบริการ GrabCar Premium, GrabFood, GrabMart และ Grab Airport Rides ผ่านหน้า GrabRewards บนแอป Grab โดยสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ เว็บไซต์ www.tourismthailand.org/AmazingGrandPrivileges

สำหรับกิจกรรม “Your Dream of Thailand Academy” เป็นกิจกรรมการประกวด Online Contest ผ่านช่องทาง Social Media มุ่งเจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะ Gen Z ในตลาดยุโรป เพื่อสร้างกระแสบอกเล่าเรื่องราวประสบการณ์ในการเดินทางท่องเที่ยวประเทศไทย โดยเปิดรับเยาวชนอายุระหว่าง 18-25 ปี จากภูมิภาคยุโรป ร่วมโพสต์แชร์แรงบันดาลใจในการเดินทางมายังประเทศไทยผ่าน Social Media ในช่องทาง AXN Asia กว่า 25 ประเทศทั่วภูมิภาคยุโรป จำกัดข้อความไม่เกิน 100 คำ เปิดรับผู้เข้าร่วมกิจกรรมถึงวันที่ 12 สิงหาคม 2568 เพื่อเฟ้นหาเยาวชนผู้โชคดี 8 คนมาเปิดประสบการณ์สุดพิเศษ พร้อมเรียนรู้วัฒนธรรมไทย และร่วมถ่ายทอดประสบการณ์ตลอด 10 วันในประเทศไทย เพื่อเป็นการสร้างแรงบันดาลใจในการเดินทางมาประเทศไทยให้กับผู้อื่นต่อไป โดยจะประกาศผู้โชคดีในวันที่ 15 สิงหาคม 2568 และเดินทางมาท่องเที่ยวประเทศไทยในช่วงวันที่ 18 – 28 สิงหาคม 2568 ซึ่งคาดว่าจะสามารถสร้างการรับรู้ได้ไม่ต่ำกว่า 10 ล้านคน/ครั้ง โดยสามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.facebook.com/axnasia

เชียงใหม่-กองบิน 41 จัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 12 สิงหาคม 2568

เมื่อวันที่ (5 ส.ค.68) นาวาอากาศเอก ปรธร จีนะวัฒน์ ผู้บังคับการกองบิน 41 เป็นประธานในกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 12 สิงหาคม 2568 โดยมี รองผู้บังคับการกองบิน 41, รองประธานคู่สมรสทหารอากาศกองบิน 41, หัวหน้าหน่วยขึ้นตรงกองบิน 41, ข้าราชการ, สมาชิกชมรมคู่สมรสทหารอากาศกองบิน 41 และ ทหารกองประจำการกองบิน 41 ร่วมพิธี ณ หอประชุมเดชะตุงคะกองบิน 41

ภายในกิจกรรมได้นิมนต์พระสงฆ์ จำนวน 10 รูป เจริญพุทธมนต์ ถวายเป็นพระราชกุศล และกล่าวคำถวายพระพรชัยมงคล เพื่อเทิดทูนและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระพันปีหลวง ที่ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจนานัปการเพื่อพสกนิกรชาวไทยมาอย่างยาวนาน

นอกจากนี้ ยังมีการจัดกิจกรรมลงนามถวายพระพร เพื่อให้ผู้เข้าร่วมงานได้ร่วมแสดงความจงรักภักดีและถวายพระพรชัยมงคลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสอันเป็นมงคลยิ่งนี้ด้วย

2 พี่น้องคนเก่ง ‘น้องอิน-น้องเอม ทองแตง’ ได้รับคัดเลือก เข้าร่วมโครงการ!! ‘Thailand Youth Climate Action’

(9 ส.ค. 68) ‘กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม’ ได้มีประกาศทางเฟซบุ๊ก Children & Youth : CCE – กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ระบุว่า …

ประกาศผลการคัดเลือกเยาวชนเข้าร่วม โครงการ Thailand Youth Climate Action 2025 เพื่อเข้าร่วมเวทีหรือกิจกรรมด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทั้งในระดับประเทศ และระดับนานาชาติ พร้อมทั้งโอกาสในการเข้าร่วมกิจกรรมด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศร่วมกับองค์กรภาคีเครือข่ายต่างๆ รวมถึงการเสริมศักยภาพและความรู้ให้กับเยาวชน ในการเตรียมความพร้อมเป็นผู้แทนเยาวชนเข้าร่วมเวทีหรือกิจกรรมด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่างๆ เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานภายใต้กรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

สามารถดูรายชื่อผู้ผ่านการคัดเลือก ตามลิงก์ประกาศด้านล่างนี้
https://www.dcce.go.th/9456/

โดยผู้ที่มีรายชื่ออยู่ในลำดับที่ 1-10 จะได้รับสิทธิในการเสนอชื่อให้กับแหล่งทุน เพื่อสนับสนุนการเข้าร่วมเวทีประชุมด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศระดับนานาชาติ และหากได้รับการจัดสรรแหล่งทุนเพิ่มเติม ลำดับที่ 11-22 จะได้รับสิทธิในการเสนอชื่อลำดับถัดไป

จากการตรวจสอบรายชื่อพบว่า มีผู้ผ่านเข้ารวม 41 คน โดยในลำดับที่ 2 และ 4 พบว่า มีรายชื่อ น.ส.อริสา หรือ 'น้องเอม' ทองแตง นักเรียน Year 11 และ นายอริณชย์ หรือ 'น้องอิน' ทองแตง นักเรียน Year 12 จาก โรงเรียนนานาชาติโชรส์เบอรี กรุงเทพฯ ได้รับการประกาศชื่อเป็นหนึ่งในผู้ผ่านการคัดเลือกเข้าร่วมโครงการดังกล่าว ตามลำดับ ซึ่งทั้งสองถือเป็นเยาวชนที่มีหัวใจนักอนุรักษ์ อย่างแท้จริง ร่วมกันทำกิจกรรมเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมมาอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งยังเป็นผู้ก่อตั้ง ผู้ก่อตั้งกลุ่ม 'Below the Tides' มีรางวัลการันตีมากมาย อาทิล่าสุด คว้ารางวัลเหรียญทอง ในการประชุมเคมีนานาชาติ ACC 2025 สร้างชื่อเสียงให้ประเทศไทย เมื่อเดือนมิ.ย.2568 ที่ผ่านมา

ผบ.ตร.เดินหน้าขับเคลื่อนปราบปรามยาเสพติด อาชญากรรมออนไลน์ คนต่างด้าวที่เข้ามากระทำผิด และเกาะติดสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา กำชับทุกหน่วยต้องดำเนินการอย่างเต็มที่และบูรณาการทุกภาคส่วน

เมื่อวานนี้ (8 ส.ค.68) เวลา 13.30 น. พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เป็นประธานการประชุมบริหารสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ครั้งที่ 3/2568 ณ ห้องศรียานนท์ ชั้น 2 อาคาร 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พร้อมด้วย รอง ผบ.ตร. , จเรตำรวจแห่งชาติ (จตช.) , ผู้ช่วย ผบ.ตร. , รอง จตช. , ผู้บัญชาการทุกหน่วย และข้าราชการตำรวจ เฝ้าฟังทั่วประเทศ โดยเป็นการขับเคลื่อนงานด้านอาชญากรรมที่เกิดขึ้น , งานด้านยาเสพติด ตามนโยบาย No Drugs No Dealers , การปราบปรามเว็บไซต์พนันออนไลน์และอาชญากรรมออนไลน์ , การปราบปรามคนต่างด้าวที่กระทำผิดกฎหมาย , การแก้ไขปัญหาด่านตรวจคนเข้าเมืองแนวชายแดนไทย-กัมพูชา , การปราบปรามหนี้นอกระบบ บุหรี่ไฟฟ้า , การปรับแผน มาตรการ และแนวทางการแก้ไขปัญหาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ (การปรับสถานที่ , อุปกรณ์ป้องกันตัวเจ้าหน้าที่ , เสริมขีดความสามารถ) , การแก้ไขปัญหางานสอบสวนที่ได้สั่งการให้พนักงานสอบสวนจากระดับกองบังคับการลงไปช่วยในระดับสถานีตำรวจ , รายงานสถิติและผลการดำเนินการทางวินัย ตลอดจนผลการใช้จ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ.2567 - 2568

ผบ.ตร. ได้ขับเคลื่อนการทำงานของสำนักงานตำรวจแห่งชาติภายใต้นโยบาย 15 ข้อ และเร่งแก้ไขปัญหาหนี้สินของข้าราชการตำรวจโดยใช้กลไกสหกรณ์และสภาพปัญหาที่เกิดขึ้นจริงของตำรวจแต่ละราย นอกจากนี้ ได้รับรายงานจากที่ประชุมว่า สถิติอาชญากรรมฉ้อโกงทางออนไลน์มีสถิติสูงขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม ได้กำชับให้ศปอส.ตร. (บช.สอท.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สืบสวน ปราบปราม จับกุม ตรวจยึด/อายัดทรัพย์สินให้มีประสิทธิภาพทุกคดี โดยพบว่าคดีออนไลน์เฉลี่ยเกิดขึ้นวันละ 1,100 ราย ค่าเสียหายวันละ 100 ล้านบาท จากการสืบสวนพบศูนย์กลางการกระทำความผิดอยู่ในพื้นที่ชายแดนและพื้นที่ชั้นในของประเทศกัมพูชา รวมกว่า 38 แห่ง/จุด สามารถพัฒนาปรับปรุงระบบให้มีการอายัดเงินได้เร็วขึ้น

นอกจากนี้ กำชับสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองให้ตรวจสอบ คัดกรองคนต่างด้าวที่เข้า-ออกราชอาณาจักร ต้องไม่ปล่อยปละละเลยให้บุคคลต้องห้าม บุคคลเฝ้าระวัง เข้ามาในราชอาณาจักร , ตรวจสอบคนต่างด้าวที่อาจแทรกซึมมาก่อเหตุ หรือกระทำการเป็นสายลับ โดยเฉพาะชายแดนไทย-กัมพูชา และให้คงความเข้มและการปฏิบัติทั้งในจังหวัดตากและจังหวัดแม่ฮ่องสอนอย่างต่อเนื่อง พร้อมให้พัฒนาต่อยอดกล้องตรวจจับใบหน้าตามหมายจับ (AI Police Cyborg) ขยายไปยังพื้นที่ทุกภาคทั่วประเทศ

ทั้งนี้ กำชับการปฏิบัติ 9 ข้อ ดังนี้

1. ด้านยาเสพติด ให้ดำเนินการเชิงรุก ค้นหาผู้ค้าและผู้เสพทุกตารางนิ้ว ขยายผลในทุกมิติ โดยให้ผู้บังคับบัญชาทุกระดับ (ผู้บัญชาการ , ผู้บังคับการ , ผู้กำกับการ) ต้องรับผิดชอบ

2. ด้านอาชญากรรมออนไลน์ ให้เร่งรัดการดำเนินคดี ออกหมายจับและยึดอายัดทรัพย์สินให้ได้โดยเร็ว เพื่อนำคืนให้กับผู้เสียหาย รวมทั้งคัดกรองคนไทยและคนต่างด้าวที่มาจากประเทศเพื่อนบ้านทุกราย 

3. กรณีคนต่างด้าวที่เข้ามาจะต้องมีการตรวจสอบข้อมูลคนต่างด้าวในพื้นที่ กำชับข้าราชการตำรวจทุกนายต้องไม่ยุ่งเกี่ยว พัวพัน ประพฤติตนไม่เหมาะสมในการขนคนที่ผิดกฎหมาย

4. กำชับกวดขันสถานบริการในพื้นที่รับผิดชอบ ปราบปรามยาเสพติดแหล่งมั่วสุม โดยเฉพาะกลุ่มเด็ก เยาวชน และในสถานศึกษา

5. ในปีงบประมาณ พ.ศ.2568 พบว่าคดีเกี่ยวกับทรัพย์มีแนวโน้มสูงขึ้น จึงให้สถานีตำรวจนครบาล/สถานีตำรวจภูธร/กองบังคับการตำรวจนครบาล/ตำรวจภูธรจังหวัด พิจารณาปรับแผนตามแต่ละพื้นที่ และแผนประทุษกรรมของผู้กระทำความผิด อาชญากรรมต่าง ๆ

6. กำชับข้าราชการตำรวจต้องเป็นแบบอย่างที่ดี ไม่กระทำสิ่งใดที่ผิดกฎหมายเสียเอง โดยเฉพาะความผิดที่เป็นนโยบายของรัฐบาลและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ. เช่น การปราบปรามบุหรี่ไฟฟ้า พืชกระท่อม กัญชา ฯลฯ

7. ให้ทุกหน่วยติดตามสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา การป้องกันชายแดนประเทศ พิทักษ์พื้นที่ส่วนหลัง รักษาความปลอดภัยบ้านเรือนประชาชนและสถานที่อพยพชั่วคราว ตลอดจนการกระทำความผิดที่อาจจะเป็นการซ้ำเติมประชาชน

8. การสืบสวนตามหมายจับ ให้สืบสวนหมายจับทุกหมาย บริหารจัดการการสืบสวน จับกุม การส่งตัวผู้ต้องหาไปยังสถานีตำรวจ การบริหารงบประมาณที่เกี่ยวข้องเพื่อไม่ให้เป็นภาระของเจ้าหน้าที่

9. ขับเคลื่อนการสร้างวินัยจราจร รวมถึงการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันและลดอุบัติเหตุบนท้องถนน

ผบ.ตร. กล่าวว่า ขอขอบคุณทุกหน่วยที่ได้รับปฏิบัติหน้าที่กันมาในระยะเวลาหนึ่งได้เป็นอย่างดี ขอบคุณกองวินัยที่ได้พัฒนาระบบงานวินัย , โรงเรียนนายร้อยตำรวจที่ได้รับรางวัลทางวิชาการและการแข่งขันทางไซเบอร์มาโดยตลอด และสำนักงานกฎหมายและคดีในการเสวนาการแก้ไขงานสอบสวนที่จะแก้ไขปัญหาได้อาจจะต้องใช้ในระยะเวลาหนึ่ง

พร้อมกันนี้ ผบ.ตร. ฝากเตือนประชาชนคนไทยอย่าไปร่วมขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ไม่ว่าจะกรณีใด หรือการเปิดบัญชีม้า เป็นธุระจัดหาบัญชีม้า เพราะตำรวจจะดำเนินคดีอย่างเด็ดขาดทุกรายและมีอัตราโทษสูง เช่นที่ผ่านมา ศาลได้พิพากษากรณีแก๊งธุระจัดหาฯ และบัญชีม้า คนไทย 6 ราย ข้อหา “อั้งยี่ ซ่องโจร ฉัอโกง , ความผิดต่อพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปราบปรามการมีส่วนร่วมใบองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ , ความผิดต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ , ความผิดต่อพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการพ่อกเงิน และความผิดต่อพระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี” จำคุกสูงสุดถึง 119 ปี 234 เดือน

นอกจากนี้ ผบ.ตร. กล่าวว่า ในข้อปฏิบัติที่สั่งการทุกเรื่อง ให้ทุกหน่วย ทุกพื้นที่ ดำเนินการอย่างเคร่งครัด โดยให้ผู้บังคับบัญชาทุกระดับ (ผู้บัญชาการ , ผู้บังคับการ , ผู้กำกับการ) ดูแลควบคุมการปฏิบัติอย่างใกล้ชิด หากปล่อยปละละเลยจะมีการคาดโทษเอาผิดกับผู้บังคับบัญชา และจะพิจารณาโดยนำผลการปฏิบัติงานในแต่ละด้านไปใช้ในการแต่งตั้งโยกย้ายวาระการแต่งตั้งที่ใกล้ห้วงเดือนกันยายนและตุลาคม 2568 นี้ และหากพบว่ามีข้าราชการตำรวจรายใดไปพัวพัน ยุ่งเกี่ยว ประพฤติตนไม่เหมาะสม จะดำเนินการทั้งในทางอาญา วินัย และทางปกครองโดยเด็ดขาดทันที

สภา ม.รามคำแหง มีมติเพิกถอนปริญญา ‘ฮุนเซน’ แล้ว ชี้ชัดเป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐไทยสวนทางคำประกาศเกียรติคุณ

สภา มหาวิทยาลัยรามคำแหง มติเอกฉันท์เพิกถอนปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ 'ฮุนเซน' มีผลทันทีวันนี้ หลังแสดงพฤติกรรมที่ตรงกันข้ามกับคำประกาศเกียรติคุณ

(8 สิงหาคม 2568) มหาวิทยาลัยรามคำแหง ออกแถลงการณ์ เรื่อง เพิกถอนปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สมเด็จ ฮุนเซน มีเนื้อหาระบุว่า เมื่อเวลา 13:30 น. วันนี้ สภามหาวิทยาลัยรามคำแหง ได้ประชุมสภามหาวิทยาลัยรามคำแหง ครั้งที่ 9/2568 โดยมีวาระสำคัญที่ขอชี้แจงให้สื่อมวลชนได้ทราบทั่วกัน คือ วาระที่ 5.1 เรื่อง ข้อเสนอเพิกถอนปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ของสมเด็จ ฮุนเซน

โดยที่ประชุมได้อภิปรายและพิจารณาอย่างรอบด้านแล้ว มีมติให้เพิกถอนปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชารัฐศาสตร์ ของสมเด็จ ฮุนเซน ด้วยเหตุผลดังนี้

ตามที่สภามหาวิทยาลัยรามคำแหง ในการประชุมสภามหาวิทยาลัยรามคำแหง ครั้งที่ 6/2544 วันจันทร์ที่ 16 กรกฎาคม 2544 วาระที่ 5.1 ได้มีมติอนุมัติปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชารัฐศาสตร์ ให้แด่ สมเด็จ ฮุนเซน นายกรัฐมนตรีแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา ในขณะนั้น โดยส่วนหนึ่งของคำประกาศเกียรติคุณได้ระบุว่า 

“สมเด็จ ฮุนเซนได้เสริมสร้างและส่งเสริมความเป็นเพื่อนบ้านที่ดี มิตรภาพ และความร่วมมืออย่างดี ความสัมพันธ์โดยเฉพาะระหว่างกัมพูชากับไทย เป็นไปอย่างมีมิตรภาพและภราดรภาพ ฯลฯ”

บัดนี้ ปรากฏว่า สมเด็จ ฮุนเซน ประธานพฤฒสภากัมพูชา สมาชิกรัฐสภากัมพูชา เสนาธิการทหารกองทัพกัมพูชา และพลเอกอาวุโสด้านการส่งกำลังบำรุงของกองทัพกัมพูชา ได้แสดงพฤติกรรมที่ตรงกันข้ามกับคำประกาศเกียรติคุณดังกล่าว 

โดยมีท่าทีที่เป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐไทยอย่างชัดแจ้ง มีการสนับสนุนส่งเสริมให้มีการใช้กำลังอาวุธอย่างรุนแรงอย่างไร้มนุษยธรรมต่อประชาชนชาวไทย เป็นเหตุให้ทหารและพลเรือนไทยต้องบาดเจ็บล้มตาย บ้านเรือนและทรัพย์สินของประชาชนเสียหายอย่างประเมินค่ามิได้

รวมตลอดทั้งสมเด็จ ฮุนเซน ส่งเสริมให้มีการรุกล้ำอำนาจอธิปไตยของไทย ซึ่งนำไปสู่การปะทะกันตามแนวพรมแดนของทั้งสองประเทศดังที่ทราบโดยทั่วกัน พฤติกรรมที่กล่าวมานี้สวนทางกับคำประกาศเกียรติคุณที่สมเด็จ ฮุนเซน เคยได้รับการยกย่องเชิดชูจากมหาวิทยาลัยรามคำแหง

ดังนั้น หากปล่อยให้สมเด็จ ฮุนเซน ถือครองสิทธิในปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ดังกล่าวต่อไปย่อมทำให้สังคมไทยเกิดความเข้าใจผิดในเจตนารมณ์ของการมอบปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชารัฐศาสตร์ ที่ได้เคยดำเนินการมาแล้ว 

เมื่อพฤติกรรมของผู้ได้รับมอบปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์เปลี่ยนแปลงไป คำประกาศเกียรติคุณดังกล่าวย่อมสมควรจักต้องถูกลบล้างไปด้วย ซึ่งการลบล้างคำประกาศเกียรติคุณดังกล่าว ดำเนินการได้ด้วยหนทางเดียวเท่านั้น คือ การเพิกถอนปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ที่ได้เคยมอบให้แด่สมเด็จ ฮุนเซน

กอรป์กับข้อบังคับมหาวิทยาลัยรามคำแหง ว่าด้วยการให้ปริญญากิตติมศักดิ์ พ.ศ. 2560 ข้อ 5 ระบุว่า “ผู้ที่สมควรได้รับปริญญากิตติมศักดิ์ต้องเป็นผู้ทรงคุณวุฒิสมควรแก่ปริญญานั้น ๆ มีชื่อเสียงเกียรติคุณดีเด่น มีคุณธรรมและต้องมีคุณสมบัติเฉพาะดังต่อไปนี้

ข้อ 5.2 เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่หรือการงานที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่งแก่ประเทศชาติ หรือแก่สังคมนานาชาติ หรือบำเพ็ญประโยชน์ต่อสังคมที่เกี่ยวเนื่องกับปริญญาที่จะได้รับ” ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงเจตนารมณ์ของการมอบปริญญากิตติมศักดิ์ของมหาวิทยาลัยรามคำแหง ที่ผู้ได้รับมอบจักต้องธำรงไว้ซึ่งเกียรติศักดิ์และคุณค่าของปริญญากิตติมศักดิ์นั้น ๆ

ด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น สภามหาวิทยาลัยรามคำแหงจึงได้ลงมติด้วยคะแนนเสียงที่เป็นเอกฉันท์ให้เพิกถอนปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ของสมเด็จ ฮุนเซน โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ลงมติเป็นต้นไป

ขอนแก่น-'รพ.ขอนแก่น' ชู!ผลงานนวัตกรรมผ่าตัดรักษามะเร็งกระดูกข้อเข่า เข้าชิงรางวัลเลิศรัฐ ประจำปี 2568

ผลงานที่โรงพยาบาลขอนแก่นนำเสนอสู่การประกวดครั้งนี้ คือ “การผ่าตัดรักษาเนื้องอกและมะเร็งกระดูกบริเวณข้อเข่า โดยใช้กระดูกบริจาค หรือกระดูกตนเองร่วมกับข้อเข่าเทียมและแผ่นรองข้อชนิดหนา” ซึ่งเป็นเทคนิคการผ่าตัดที่พัฒนาขึ้นโดยทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญของโรงพยาบาลขอนแก่น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการรักษาให้กับผู้ป่วยที่ประสบปัญหาโรคมะเร็งกระดูกและเนื้องอกในบริเวณข้อเข่า

(8 ส.ค.68)  ผู้สื่อข่าวประจำจังหวัดขอนแก่นรายงานว่า ที่ห้องประชุมจำลอง มุงการดี โรงพยาบาลขอนแก่น นายแพทย์สุรสิทธิ์ จิตรพิทักษ์เลิศ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลขอนแก่น พร้อมด้วยคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ ให้การต้อนรับนายปวิณ ชำนิประศาสน์ ประธานคณะผู้ตรวจจากคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) และคณะ ในโอกาสเข้าเยี่ยมและประเมินผลงานนวัตกรรมเพื่อเข้าชิงรางวัลเลิศรัฐ ประเภทนวัตกรรมการบริการ ประจำปี 2568

นวัตกรรมดังกล่าวมีจุดเด่นอยู่ที่การผสานองค์ความรู้ทางการแพทย์ด้านศัลยกรรมกระดูกและข้อกับเทคโนโลยีการผลิตข้อเข่าเทียมและแผ่นรองข้อชนิดหนา ตลอดจนการใช้ชิ้นส่วนกระดูกจากผู้บริจาคหรือจากตัวผู้ป่วยเอง ทำให้สามารถรักษาพื้นที่ข้อเข่าที่ได้รับความเสียหายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดความจำเป็นในการตัดขา เพิ่มโอกาสให้ผู้ป่วยกลับมาใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงปกติ รวมทั้งลดภาวะแทรกซ้อนหลังการผ่าตัด

นายแพทย์สุรสิทธิ์ จิตรพิทักษ์เลิศ เปิดเผยว่า การได้รับโอกาสเข้ารับการประเมินรางวัลเลิศรัฐในครั้งนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจของโรงพยาบาลขอนแก่น และเป็นเครื่องยืนยันถึงความมุ่งมั่นตั้งใจของบุคลากรทุกฝ่ายที่ทำงานร่วมกันอย่างหนัก เพื่อคิดค้นและพัฒนานวัตกรรมการรักษาที่เป็นประโยชน์สูงสุดต่อผู้ป่วย พร้อมยกระดับคุณภาพมาตรฐานบริการด้านสาธารณสุขของภาครัฐให้ก้าวหน้าทัดเทียมมาตรฐานสากล

รางวัลเลิศรัฐ เป็นรางวัลเชิดชูเกียรติสูงสุดของภาครัฐ จัดโดยคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) เพื่อมอบให้กับหน่วยงานที่มีผลงานโดดเด่น ทั้งด้านการบริหารจัดการ การให้บริการ และการสร้างนวัตกรรมที่ก่อให้เกิดประโยชน์แก่ประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งการที่โรงพยาบาลขอนแก่นได้รับการคัดเลือกเข้าสู่รอบประเมินผลงานในปีนี้ ไม่เพียงแสดงถึงศักยภาพด้านวิชาการและเทคโนโลยีทางการแพทย์ แต่ยังสะท้อนถึงบทบาทของโรงพยาบาลในฐานะศูนย์กลางการรักษาพยาบาลของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

"การประเมินผลงานครั้งนี้เป็นเพียงอีกหนึ่งก้าวสำคัญของโรงพยาบาลขอนแก่นในการเดินหน้าพัฒนานวัตกรรมทางการแพทย์อย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างระบบบริการสุขภาพที่ยั่งยืน และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนในพื้นที่และทั่วประเทศว่า จะได้รับการรักษาที่มีคุณภาพ ปลอดภัย และเทียบเท่ามาตรฐานระดับโลก"

สำนักงานตำรวจแห่งชาติพร้อมดูแลความปลอดภัย และอำนวยความสะดวกด้านการจราจรให้กับพี่น้องประชาชน กลับบ้านวันแม่อย่างปลอดภัย

(8 ส.ค.68) พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) มีความห่วงใยพี่น้องประชาชน ในการเดินทางวันหยุดยาวต่อเนื่องช่วงวันแม่แห่งชาติ จึงได้สั่งการกำชับโดยให้ พล.ต.อ.ไกรบุญ ทรวดทรง รอง ผบ.ตร. ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารงานจราจร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และ พล.ต.อ.ประจวบ วงศ์สุข รอง ผบ.ตร. ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารงานป้องกันปราบปรามอาชญากรรม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปป.ตร.) กำกับดูแลและสั่งการให้ข้าราชการตำรวจสายงานจราจร และงานป้องกันปราบปราม ดำเนินการตามมาตรการเพื่อป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนน และป้องกันเหตุอาชญากรรมที่อาจเกิดขึ้นได้ในช่วงดังกล่าวดังนี้

ด้านการอำนวยความสะดวกการจราจร : มอบหมายให้กองบังคับการตำรวจทางหลวง จัดการจราจรบนถนนทางหลวง และถนนสายหลัก จุดใดที่มีปัญหาการจราจรคับคั่ง ให้เร่งอำนวยความสะดวกการจราจรรีบระบายรถโดยเร็ว โดยให้กองบังคับการ/ตำรวจภูธรจังหวัด จัดเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรสนับสนุนการปฏิบัติ เช่น จุดทางร่วมทางแยกสำคัญที่มีปริมาณรถจำนวนมาก จุดที่เกิดอุบัติเหตุใหญ่บ่อยครั้ง หากมีความจำเป็นให้เปิดสัญญาณไฟวับวาบเพื่อแจ้งเตือนให้ชะลอความเร็วในจุดนั้นๆ , จัดกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ และอาสาจราจร อำนวยการจราจรสำหรับถนนสายรอง ในจุดที่มีการจราจรหนาแน่น  รวมถึงการจัดระเบียบการจอดรถสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ , เตรียมความพร้อมรถยกหรืออุปกรณ์ในการเคลื่อนย้ายรถกรณีมีรถเสียหรือเกิดอุบัติเหตุ รวมทั้งจัดชุดเคลื่อนที่เร็วอำนวยความสะดวกการจราจร และเข้มงวดกวดขันวินัยจราจร 10 ข้อหาหลัก โดยเฉพาะข้อหาที่เป็นสาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุร้ายแรง เช่น เมาแล้วขับ รวมถึงตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์พนักงานขับรถโดยสารประจำทาง

ด้านการป้องกันปราบปรามอาชญากรรม : ให้เพิ่มวงรอบในการกวดขันตรวจตรา การกระทำความผิดอาญาทุกประเภท เช่น การพนัน ยาเสพติด สถานการณ์เกี่ยวกับความมั่นคง  โดยบูรณาการร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่ เพื่อกำหนดแนวทางในการดูแลรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน , ป้องกันปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ที่อาจเกิดขึ้นในเคหะสถาน บริเวณสถานีขนส่ง/ที่พักผู้โดยสาร จุดพักรถ/สถานีบริการน้ำมัน สถานที่/แหล่งท่องเที่ยวสำคัญ โรงแรมที่พัก การป้องกันการโจรกรรมอุปกรณ์การเกษตร อุปกรณ์ไฟฟ้า การลักลอบตัดสายไฟฟ้า และสายเคเบิลสื่อสาร พร้อมกำชับป้องกันปราบปรามการแข่งรถในทาง หรือขับขี่โดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยของผู้อื่น การรวมกลุ่มหรือมั่วสุมในลักษณะหรือมีพฤติการณ์อันน่าจะเป็นการนำไปสู่การแข่งรถในทาง และการเตรียมการป้องกันและระงับเหตุทะเลาะวิวาท โดยเฉพาะในสถานพยาบาล รวมทั้งสนับสนุนการใช้เทคโนโลยี เช่น กล้องวงจรปิด ระบบแจ้งเหตุผ่านแอปพลิเคชัน หรือสายด่วนของตำรวจในพื้นที่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเฝ้าระวังและตอบสนองต่อเหตุการณ์ โดยให้ผู้บังคับบัญชาทุกระดับชั้นควบคุมดูแลการปฏิบัติอย่างใกล้ชิด

ทั้งนี้ เนื่องจากเป็นวันหยุดต่อเนื่อง จะมีประชาชนที่เดินทางกลับบ้านเป็นจำนวนมาก จึงกำชับให้เจ้าหน้าที่ตำรวจสายตรวจเพิ่มความเข้มออกตรวจตราร้านอาหาร สถานบริการ แหล่งท่องเที่ยว ป้องกันเหตุทะเลาะวิวาทจากการเมาสุรา และอาชญากรรมที่จะเกิดกับนักท่องเที่ยว พร้อมให้ดำเนินการประชาสัมพันธ์เชิงรุก เพื่อสร้างการรับรู้และความร่วมมือจากประชาชนในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม โดยเน้นการสื่อสารเชิงบวก เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นว่า “ตำรวจพร้อมอยู่เคียงข้างประชาชนทุกที่ ทุกเวลา”

ด้าน พล.ต.ท.นิธิธร จินตกานนท์ ผู้บัญชาการศึกษา ในฐานะหัวหน้าคณะทำงานส่งเสริมภาพลักษณ์ตำรวจจราจร และหัวหน้าฝ่ายประชาสัมพันธ์และเสริมสร้างภาพลักษณ์ตำรวจงานป้องกันปราบปราม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติพร้อมดูแลพี่น้องประชาชนเพื่อเดินทางกลับไปหาครอบครัว และท่องเที่ยวตามสถานที่ต่างๆ อย่างปลอดภัย ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดความปลอดภัยและคล่องตัวในการเดินทางมากที่สุด จึงขอความร่วมมือพี่น้องประชาชนวางแผนในการเดินทาง ผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าขอให้วางแผนในเรื่องจุดพักรถและจุดชาร์จไฟฟ้า ตรวจสอบความพร้อมของรถ เมาไม่ขับ และง่วงไม่ขับ เพื่อป้องกันอุบัติเหตุและความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้น เคารพกฎจราจร และช่วยเป็นหูเป็นตาในการแจ้งเบาะแสอาชญากรรมต่างๆ ร่วมกันสร้างความปลอดภัยเพื่อให้วันหยุดยาวนี้เป็นช่วงเวลาแห่งความสุขของทุกครอบครัวอย่างแท้จริง 

สำหรับผู้ที่ต้องการสอบถามข้อมูล แจ้งอุบัติเหตุบนท้องถนน หรือขอความช่วยเหลือ สามารถติดต่อสายด่วนกองบังคับการตำรวจจราจร หมายเลข 1197 , สายด่วนตำรวจทางหลวง หมายเลข 1193 , แจ้งเหตุด่วนเหตุร้าย สายด่วน 191 หรือสายด่วนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ 1599 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top