Monday, 8 June 2026
NEWS FEED

‘นารา เครปกะเทย’ รอดคุก ม.112 คดีโพสต์เฟซบุ๊กปี 63 ศาลให้โอกาส รอลงอาญา 2 ปี พร้อมคุมประพฤติ 1 ปี

(3 ก.ย. 68) ศาลอาญานัดฟังคำพิพากษาคดี “นารา เครปกะเทย” หรือ อนิวัติ ประทุมถิ่น คอนเทนต์ครีเอเตอร์ วัย 26 ปี ในข้อหาตามมาตรา 112 และพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ จากการโพสต์เฟซบุ๊กและคอมเมนต์ใต้โพสต์ของตัวเองในปี 2563 เกี่ยวกับเหตุการณ์สลายการชุมนุมที่แยกปทุมวัน

ศาลพิพากษาว่า นารามีความผิดตามฟ้อง โดยจำคุก 3 ปี แต่ลดโทษกึ่งหนึ่งเหลือ 1 ปี 6 เดือน เนื่องจากให้การรับสารภาพและสำนึกผิด โดยโทษจำคุกให้รอลงอาญา 2 ปี คุมประพฤติ 1 ปี รายงานตัวต่อเจ้าพนักงานทุก 3 เดือน และให้บำเพ็ญประโยชน์สาธารณะรวม 24 ชั่วโมง ในวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพและวันคล้ายวันสวรรคตของรัชกาลที่ 9 พร้อมห้ามกระทำผิดซ้ำ

หลังฟังคำพิพากษา นาราโพสต์ผ่านเฟซบุ๊กว่า “รอดค่ะ ขอบคุณที่ให้โอกาสหนู รอลงอาญา 2 ปีค่ะ” และกล่าวว่ารู้สึกโล่งใจ ดีใจที่ศาลให้โอกาส จะเริ่มต้นชีวิตใหม่ ทำงานหาเงินใช้หนี้ และหากมีเวลาอยากบวชให้น้อง

คดีนี้เป็นคดีมาตรา 112 คดีที่ 2 ของนารา โดยคดีแรกศาลอาญาพิพากษายกฟ้องจากกรณีถูกกล่าวหาว่าร่วมแสดงในคลิปโฆษณาแคมเปญของลาซาด้าในเดือนพฤษภาคม 2565 ขณะที่คดีปัจจุบันมีผู้แจ้งความคือ อานนท์ กลิ่นแก้ว แกนนำกลุ่ม ศปปส. ซึ่งร้องทุกข์ต่อ บก.ปอท. ก่อนที่จะเข้าสู่กระบวนการสอบสวน ฟ้อง และประกันตัวตามลำดับ

‘ฮุน เซน’ จากนักรบเขมรแดงสู่บัลลังก์ ‘ผู้นำกัมพูชา’ ผู้ครองอำนาจและทรงอิทธิพลทางการเมืองกว่า 40 ปี

(4 ก.ย. 68) ย้ำอีกครั้งว่า บทความนี้ ไม่มีความมุ่งหมายหรือประสงค์ต่อการเหยียดเชื้อชาติแต่อย่างใด เพียงเพื่อบอกเล่าอธิบายถึงความเวทนา สงสาร ถึงความไม่รู้เรื่องรู้ราวของประชาชนคนเขมร พลเมืองประเทศเพื่อนบ้านผู้ไม่เคยรู้สำนึกในบุญคุณของราชอาณาจักรไทยที่เคยโอบอุ้มดูแลชาวเขมรหลายแสนคนในช่วงเวลาที่มืดมนที่สุดในประวัติศาสตร์ของเขมรเองแม้แต่น้อย 

เมื่อพูดถึงเขมรยุคปัจจุบันแล้ว ย่อมต้องพูดถึงบุคคลนี้ “ฮุน เซน” ผู้มีบทบาทและอิทธิพลอย่างมากมายต่อประเทศเขมรต่อเนื่องยาวมานานหลายทศวรรษจนทุกวันนี้ ฮุน เซน (Hun Sen) เขาเกิดเมื่อ 5 สิงหาคม 1952 ที่เมืองเพียม เกา สนา จังหวัดกำปงจามในชื่อ ฮุน บุนาล หรือ ฮุน นาล (Hun Bunal) เป็นบุตรคนที่สามจากพี่น้องทั้งหมดหกคน ฮุน เนียง กับ ดี ยอน มารดาของฮุน เซน ในช่วงทศวรรษที่ 1940 ปู่ ย่า ตา ยาย ของฮุน เนียง เป็นเจ้าของที่ดินผู้มั่งคั่งเชื้อสายจีน โดยบรรพบุรุษชาวจีนอยู่ที่หมู่บ้านจ้วนสุ่ย เมืองตันเจียงเขตเฟิงชุน ฮุน เซน ย้ายไปเข้าโรงเรียนในพนมเปญในปี 1965 เปลี่ยนชื่อจาก ฮุน บุนาล เป็น ฮุน เซน (นาล มักเป็นชื่อที่ชาวเขมรเรียกเด็กอ้วนหรือเด็กที่มีน้ำหนักเกิน) ในปี 1972 

เมื่อ ลอน นอล ทำรัฐประหาร กษัตริย์นโรดมสีหนุ ในปี 1970 ฮุน เซนได้ทิ้งการเรียนเข้าร่วมกับเขมรแดง หลังจากกษัตริย์สีหนุเรียกร้องให้ร่วมกันต่อต้านรัฐบาล โดย ฮุน เซน ได้อ้างว่า ได้รับแรงบันดาลใจให้ต่อสู้กับการแทรกแซงจากต่างชาติเมื่อบ้านเกิดของเขาถูกเครื่องบินสหรัฐฯ ทิ้งระเบิดในปฏิบัติการเมนู และอ้างว่า ในขณะนั้น เขาไม่มีความคิดเห็นหรืออุดมการณ์ทางการเมืองแต่อย่างใด ฮุน เซน ได้เลื่อนตำแหน่งในกองกำลังเขมรแดงอย่างรวดเร็ว และได้เข้าร่วมรบในช่วงที่พนมเปญแตก จนสูญเสียดวงตาข้างหนึ่งอย่างถาวรและเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลเป็นระยะเวลาหนึ่ง 

ในรัฐบาลกัมพูชาประชาธิปไตยของเขมรแดง ฮุน เซนดำรงตำแหน่งผู้บังคับการกองกำลังเขมรแดงระดับกองพันในภาคตะวันออก โดยมีทหารในอาณัติประมาณ 2,000 นาย แม้ว่า การมีส่วนร่วมหรือบทบาทของ ฮุน เซน ในการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์เขมรจะไม่ชัดเจน และเขาได้ปฏิเสธว่า ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้อง แต่องค์กรฮิวแมนไรท์วอทช์กล่าวว่า เขาอาจมีบทบาทในการสังหารหมู่เพื่อปราบปรามความไม่สงบของชาวมุสลิมจามระหว่างกันยายนถึงตุลาคม 1975 ซึ่ง ฮุน เซนปฏิเสธ โดยอ้างว่า ได้หยุดปฏิบัติตามคำสั่งของรัฐบาลกลางแล้ว ฮุน เซนอ้างว่า เขามีความขัดแย้งกับเจ้าหน้าที่เขมรแดงในรัฐบาลมากขึ้นเรื่อย ๆ ตลอดช่วงปี 1975 ถึง 1977 

ในปี 1977 ระหว่างการกวาดล้างภายในของระบอบเขมรแดง ฮุน เซนและทหารของเขาได้แปรพักตร์หลบหนีไปยังเวียดนาม ระหว่างสงครามเขมร-เวียดนาม ฮุน เซนกลายเป็นหนึ่งในผู้นำกองทัพกบฏที่ได้รับการสนับสนุนจากเวียดนาม โดยมีชื่อลับภาษาเวียดนามว่า ไม ฟุก ซึ่งตั้งโดยผู้นำเวียดนาม ภายหลังความพ่ายแพ้ของระบอบเขมรแดงในปี 1979 ฮุน เซนได้รับการแต่งตั้งจากเวียดนามให้เป็นรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีต่างประเทศของสาธารณรัฐประชาชนกัมพูชา/รัฐกัมพูชา (PRK/SOC) ขณะที่เขามีอายุ 26 ปี รัฐบาลที่เวียดนามแต่งตั้งให้ทำให้ ฮุน เซนมีอำนาจบางส่วนในแผน K5 ซึ่งเป็นกลยุทธ์การปิดล้อมเขมรแดงที่ระดมแรงงานพลเรือนจำนวนมากเพื่อสร้างสิ่งกีดขวางและทุ่นระเบิด แต่ขอบเขตการมีส่วนร่วมของเขาไม่ปรากฏชัดเจนเท่าใดนัก

สาเหตุที่ ฮุน เซน ร่วมมือกับเวียดนาม มาจากการต่อต้านระบอบเขมรแดง ซึ่งครั้งหนึ่งเขาเคยเป็นส่วนหนึ่งของระบอบนี้ เขมรแดงภายใต้การนำของพล พต ดำเนินนโยบายฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ซึ่งส่งผลให้มีชาวกัมพูชาเสียชีวิตราว 1.7 ถึง 2 ล้านคนจากการประหารชีวิต การอดอาหาร และการใช้แรงงานบังคับ ในปี 1977 การกวาดล้างภายในของระบอบเขมรแดงเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ และแพร่กระจายไปทั่ว แม้กระทั่งเจ้าหน้าที่ระดับสูงของระบอบเขมรแดงหลายคนก็ตกเป็นเป้าหมาย ดังนั้น ฮุน เซนซึ่งมีความหวาดกลัวเมื่อการกวาดล้างของเขมรแดงทวีความรุนแรงขึ้นใกล้เขตตะวันออก อันเป็นเขตรับผิดชอบของเขา ฮุน เซนจึงแปรพักตร์ไปอยู่กับเวียดนามในเดือนมิถุนายน 1977 ด้วยหวังการสนับสนุนจากเวียดนาม อันเนื่องมาจากความขัดแย้งตามแนวชายแดนและความแตกต่างทางอุดมการณ์ เวียดนามยินดีต้อนรับผู้แปรพักตร์เขมร เช่น ฮุน เซน การร่วมมือกับเวียดนามทำให้เขาได้รับการคุ้มครองและกลับมาสู่อำนาจภายใต้ระบอบการปกครองใหม่ 

เมื่อเวียดนามรุกรานกัมพูชาในเดือนธันวาคม 1978 และล้มล้างรัฐบาลเขมรแดงในเดือนมกราคม 1979 และสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนกัมพูชา (PRK) ขึ้น ฮุน เซนได้รับการสนับสนุนจากเวียดนามให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศในปีนั้นเอง (เขาจึงกลายเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศที่อายุน้อยที่สุดในโลก) และขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีครั้งแรก ในเดือนมกราคม 1985  เมื่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติพรรคเดียวได้รับการสนับสนุนจาก นายไซ พูทัง หัวหน้าพรรคโปลิตบูโร แต่งตั้งให้เขาสืบทอดตำแหน่งต่อจาก ชาน ซีซึ่งเสียชีวิตขณะดำรงตำแหน่งในเดือนธันวาคม 1984 ภายใต้การสนับสนุนอย่างแข็งขันจากเวียดนาม

ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและต่อมาเป็นนายกรัฐมนตรี ฮุนเซนมีบทบาทในการเจรจาสันติภาพที่ปารีสในปี 1991ซึ่งเป็นตัวกลางในการไกล่เกลี่ยสันติภาพในกัมพูชาและยุติสงครามกัมพูชา-เวียดนามอย่าง เป็นทางการ เขาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในช่วงรัฐบาลเปลี่ยนผ่านแห่งสหประชาชาติในเขมร (UNTAC) จนถึงการเลือกตั้งที่สหประชาชาติสนับสนุนในปี 1993 เขาได้นำพรรคประชาชนเขมร (Cambodian People’s Party: CPP) เข้าสู่การเลือกตั้ง พรรค FUNCINPEC นำโดย นโรดม รณฤทธิ์ชนะการเลือกตั้ง แต่ ฮุน เซนกลับปฏิเสธผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ ด้วยการสนับสนุนจากหน่วยงานของรัฐส่วนใหญ่ รวมถึงกองทัพและตำรวจ ฮุน เซน และนโรดม จักรพงษ์ รองนายกรัฐมนตรีขู่ว่า จะแยก 7 จังหวัดออกไป และกองกำลังที่ได้รับการสนับสนุนจากพรรค CPP ได้ก่อเหตุรุนแรงกับกองกำลังของสหประชาชาติและพรรค FUNCINPEC จนทำให้ UNTAC และพรรค FUNCINPEC ต้องยอมรับข้อตกลงแบ่งปันอำนาจพิเศษโดยให้ ฮุน เซนดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่สองร่วมกับ นโรดม รณฤทธิ์ นายกรัฐมนตรีคนที่ 1

ในปี 1997 รัฐบาลผสมเริ่มไม่มั่นคงเนื่องจากความตึงเครียดระหว่าง 2 นายกรัฐมนตรี พรรค FUNCINPEC ได้หารือกับกลุ่มกบฏเขมรแดงที่เหลืออยู่ซึ่งเป็นพันธมิตรต่อต้านรัฐบาลฮุน เซนที่ได้รับการสนับสนุนจากเวียดนามในช่วงทศวรรษ 1980 โดยมีเป้าหมายที่จะรวมเขมรแดงที่เหลือเข้าพรรค FUNCINPEC หากสำเร็จจะเป็นการเปลี่ยนแปลงสมดุลของอำนาจทางทหารและการเมืองในเขมร ฮุน เซน ตอบโต้ด้วยการทำรัฐประหารในปี 1997 และให้ อึง ฮวดดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 1 และเขายังคงดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 2 ต่อ 

การเลือกตั้งในเดือนกรกฎาคม 2003 ส่งผลให้พรรค CPP ได้เสียงข้างมากในสภาแห่งชาติเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม เสียงข้างมากของพรรค CPP ยังไม่ถึงสองในสามตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ทำให้พรรค CPP สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้เพียงลำพัง ความขัดแย้งนี้ได้รับการแก้ไขเมื่อมีการจัดตั้งรัฐบาลผสมระหว่างพรรค CPP และพรรค FUNCINPEC ขึ้นในกลางปี 2004 โดย นโรดม รณฤทธิ์ได้รับเลือกเป็นประธานสภาแห่งชาติ และ ฮุน เซนกลายเป็นนายกรัฐมนตรีเพียงคนเดียวซึ่งอยู่ในอำนาจต่อเนื่องยาวนานจนถึงปี 2023 หลังจากชัยชนะ 120 จาก 125 ที่นั่งในการเลือกตั้งทั่วไปปี 2023 ฮุน เซนได้ประกาศลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการเพื่อสนับสนุน ฮุน มาเน็ต (Hun Manet) ลูกชายของเขา โดยยังคงดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรค และในปี 2024 เขาได้รับการแต่งตั้งเป็นประธานวุฒิสภาเพื่อให้มั่นใจว่าเขาจะยังคงมีอิทธิพลทางการเมืองของเขมรต่อไป

หมายเหตุ 
ขณะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ฮุน เซนได้คัดค้านการสอบสวนและการดำเนินคดีที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมที่กระทำโดยอดีตผู้นำเขมรแดง โดยศาลคดีเขมรแดงซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสหประชาชาติ

ฮุน เซน เลือกใช้ราชอาณาจักรไทยเป็นเป้าในการสร้างกระแสคลั่งชาติของคนเขมร เพื่อเบี่ยงเบนปัญหาต่าง ๆ ภายในประเทศ คะแนนนิยมที่ตกต่ำ ฯลฯ หลายครั้งหลายหนต่อเนื่องมาจนปัจจุบันทุกวันนี้ 

(ยังมีต่อ)

‘ผู้ว่าฯ สระแก้ว’ เอาจริง!! ส่งหนังสือถึง ‘ผู้ว่าฯ บันเตียเมียนเจย’ ขอให้ย้ายชาวเขมร 170 ครอบครัว ที่รุกล้ำออกนอกแผ่นดินไทย

(4 ก.ย. 68) นายปริญญา โทธิสัตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว ออกแถลงการณ์ถึงผู้ว่าราชการจังหวัดบันเตียเมียนเจย ประเทศกัมพูชา ขอให้ย้ายราษฎรชาวกัมพูชาที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานในพื้นที่บ้านหนองจานและบ้านหนองหญ้าแก้ว อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว กลับออกนอกราชอาณาจักรไทยโดยเร็ว

ผู้ว่าฯ สระแก้วชี้ว่า พื้นที่ดังกล่าวเป็นดินแดนของไทย และอยู่นอกเขตพื้นที่อ้างสิทธิ์ตามบันทึกความเข้าใจ (MOU 43) ระหว่างไทย–กัมพูชา ที่ลงนามเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2543 การปลูกสร้างบ้านเรือนของราษฎรกัมพูชาจึงถือเป็นการละเมิดอธิปไตยและผิดกฎหมายไทย

ข้อมูลล่าสุดระบุว่า มีราษฎรกัมพูชารุกล้ำพื้นที่บ้านหนองจาน 135 ครัวเรือน และบ้านหนองหญ้าแก้ว 35 ครัวเรือน รวม 170 ครัวเรือน จังหวัดสระแก้วจึงขอความร่วมมือจากฝ่ายกัมพูชาให้เร่งย้ายออก เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยและปกป้องอธิปไตยของไทย

สถานทูตจีนจัดเวทีเสวนาเยาวชนจีน-ไทย หัวข้อจดจำประวัติศาสตร์ พร้อมรำลึก 80 ปีต้านญี่ปุ่น

(4 ก.ย. 68) สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยจัดการเสวนาเยาวชนจีน-ไทย ภายใต้หัวข้อ “จดจำประวัติศาสตร์ ทะนุถนอมสันติภาพ และร่วมกันสร้างมิตรภาพ” เมื่อวันที่ 1 กันยายนที่ผ่านมา เพื่อรำลึกครบรอบ 80 ปีแห่งชัยชนะในสงครามต่อต้านการรุกรานของญี่ปุ่นและสงครามต่อต้านฟาสซิสต์โลก โดยมีเอกอัครราชทูตจาง เจี้ยนเว่ย เข้าร่วมพร้อมทั้งกล่าวสุนทรพจน์

นอกจากนี้ ภายในงานยังมี ดร. อุษณีษ์ เลิศรัตนานนท์ ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายวิเทศสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พร้อมคณาจารย์และนักศึกษากว่า 50 คนเข้าร่วม บรรยายโดยนายจ้าว เมิ่งเทา ที่ปรึกษาสถานทูต เกี่ยวกับนโยบายต่างประเทศของจีนและความสัมพันธ์จีน-ไทยในปัจจุบัน

เอกอัครราชทูตจาง เจี้ยนเว่ย กล่าวว่า สงครามต่อต้านญี่ปุ่นของประชาชนจีนถือเป็นสงครามที่ยาวนานและสำคัญยิ่ง ซึ่งช่วยนำไปสู่ชัยชนะของประชาคมโลกต่อฟาสซิสต์ พร้อมย้ำถึงอธิปไตยของไต้หวันที่เป็นส่วนหนึ่งของจีน และเน้นว่าจีนยังคงยึดมั่นในระเบียบโลกหลังสงคราม รวมถึงการสร้างประชาคมที่มีอนาคตร่วมกัน หวังว่าเยาวชนไทยจะเรียนรู้บทเรียนทางประวัติศาสตร์ และร่วมกันรักษาสันติภาพโลก

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง เร่งกระจายกำลังช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม ระดมทีมกู้ชีพ กู้ภัย จัดตั้งโรงครัวฯ จัดกำลังช่วยเหลือชาวเพชรบูรณ์ และส่งทีมสังคมสงเคราะห์ แผนกสาธารณภัยฟื้นฟูหลังน้ำลดแก่ชาวเชียงราย พะเยา น่าน สุโขทัย

ตามที่ประเทศไทยได้เกิดอุทกภัยในหลากหลายพื้นที่ประชาชนได้รับผลกระทบเป็นจำนวนมาก มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง โดย นายวิเชียร เตชะไพบูลย์ ประธานกรรมการ มอบหมายให้นายอรัณย์ โตทวด ผู้จัดการใหญ่มูลนิธิฯ เร่งกระจายทีมบูรณาการช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม โดยวานนี้ (วันจันทร์ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2568 ) ได้เร่งจัดทีมบรรเทาสาธารณภัย นำโดย นายวรพจน์ จรัสเศรษฐสิริ ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการ นำทีมกู้ภัย กู้ชีพ อาสาสมัคร พร้อมเรือท้องแบน อุปกรณ์กู้ภัยทางน้ำ เครื่องกำเนิดไฟฟ้า รถกู้ภัยและรถพยาบาลขับเคลื่อน 4 ล้อ เสื้อชูชีพ น้ำดื่ม ชุดยาสามัญประจำบ้าน อาหารสุนัขและแมว เร่งลงพื้นที่จังหวัดเพชรบูรณ์ ให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมในทันที โดยกองอำนวยการฯ และโรงครัวเคลื่อนที่ จัดตั้ง ณ บริเวณสมาคมกกไทร พ่งไล้ยี่จับเซียวเกาะ อำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ ซึ่งในขณะนี้ ทีมบรรเทาฯ กำลังปฏิบัติภารกิจการช่วยเหลือผู้ประสบภัยในพื้นที่ โดยท่านสามารถติดตามข่าวสารกิจกรรม การช่วยเหลือของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่ เฟซบุ๊ก แฟนเพจ www.facebook.com/atpohtecktung หรือดูรายละเอียดช่องทางที่สะดวกได้ที่ https://linktr.ee/pohtecktung

พร้อมกันนี้ ระหว่างวันที่ 27 สิงหาคม -1 กันยายน พ.ศ. 2568 แผนกสาธารณภัย ฝ่ายสังคมสงเคราะห์ นำโดย นายชุมพล บุญภักดี ผู้ช่วยหัวหน้าแผนกสาธารณภัย จัดทีมเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย 4 จังหวัดเหนือ ได้แก่ จังหวัดเชียงราย พะเยา น่าน และสุโขทัย แจกจ่ายเครื่องอุปโภคบริโภค ประกอบด้วย ข้าวสาร ปลากระป๋อง บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป น้ำมันพืช และน้ำปลา รวมทั้งสิ้น 8,000 ชุด รวมมูลค่าทั้งสิ้น 3,600,000 บาท (สามล้านหกแสนบาทถ้วน) โดยมี ผู้แทนจากหน่วยงานรัฐเป็นประธานในพิธี พร้อมทั้งมูลนิธิสงเคราะห์ 14 จังหวัดภาคใต้ และ สมาคม/มูลนิธิแต่ละจังหวัด เป็นผู้ประสานงานและร่วมให้ความช่วยเหลือ

เมื่อเกิดอุทกภัย มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้จัดทีมบรรเทาสาธารณภัย พร้อมเรือท้องแบน และ โรงครัวเคลื่อนที่เพื่อประกอบอาหารกล่อง พร้อมถุงยังชีพ ชุดยาเวชภัณฑ์ และอาหารสุนัขและแมว นำแจกจ่ายแก่ผู้ประสบภัย เพื่อการบรรเทาทุกข์และช่วยเหลือผู้ประสบภัยในพื้นที่ต่างๆ ในเบื้องต้น พร้อม ฝ่ายสังคมสงเคราะห์ โดยแผนกสาธารณภัย จะประสานหน่วยงานในพื้นที่เพื่อฟื้นฟูหลังน้ำลด โดยแจกเครื่องอุปโภคบริโภคที่จำเป็น รวมถึงมอบเงินค่าฌาปนกิจศพแก่ญาติผู้เสียชีวิตจากอุทกภัย รายละ 20,000 บาท และกรณีมีผู้เสียชีวิตจากเหตุอุทกภัย ญาติของผู้เสียชีวิตสามารถขอรับเงินช่วยเหลือค่าฌาปนกิจศพจากมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่ สายด่วนป่อเต็กตึ๊ง 1418 ต่อ ฝ่ายสังคมสงเคราะห์ นอกจากนี้ ในปี พ.ศ.2568 ฝ่ายสังคมสงเคราะห์ โดยแผนกส่งเสริมการศึกษาและอาชีพ ริเริ่มโครงการมอบวัสดุอุปกรณ์ประกอบอาชีพให้แก่ผู้ประสบอุทกภัยยากไร้ โดยร่วมกับกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย โดยได้ทำพิธีมอบไปแล้ว 2 จังหวัดภาคเหนือ รวมงบประมาณการดำเนินงานโครงการฟื้นฟูหลังน้ำลด และมอบอุปกรณ์ประกอบอาชีพให้กับผู้ประสบอุทกภัยยากไร้ในปี 2568 กว่า 20.6 ล้านบาท

ทั้งนี้ มูลนิธิฯ ยังคงเฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อประเมินและเข้าให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยด้านต่าง ๆ ต่อไป

สุโขทัย-ผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย นำทีมคณะผู้บริหารและส่วนราชการในจังหวัดสุโขทัย ร่วมบันทึกภาพประชาสัมพันธ์การจัดงานประเพณีลอยกระทง เผาเทียน เล่นไฟ จังหวัดสุโขทัย ประจำปี 2568

เมื่อวันที่ (2 ก.ย. 68) เวลา 16.00 น. ณ วัดมหาธาตุ อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย ตำบลเมืองเก่า อำเภอเมืองสุโขทัย จังหวัดสุโขทัย นายนพฤทธิ์ ศิริโกศล ผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย พร้อมด้วย นางฐิติพร ศิริโกศล นายกเหล่ากาชาดจังหวัดสุโขทัย นำทีมคณะผู้บริหารและส่วนราชการในจังหวัดสุโขทัย ร่วมบันทึกภาพประชาสัมพันธ์การจัดงานประเพณีลอยกระทง เผาเทียน เล่นไฟ จังหวัดสุโขทัย ประจำปี 2568 โดยมี นางสาวสรินรัตน์ เกิดสกุลรุ่งโรจน์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย นายสมลักษ์ ยกน้อยวงษ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย นายธีรยุทธ สำราญทรัพย์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย พันเอกพิทยา ราชะพริ้ง รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดสุโขทัย (ฝ่ายทหาร) พลตำรวจตรี สถาพร ศรีภิรมย์ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสุโขทัย นายภูริวัจน์ โชตินพรัตน์ ปลัดจังหวัดสุโขทัย นายเขตพงศ์ กุลนาถศิริ รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุโขทัย และหัวหน้าส่วนราชการเข้าร่วมกิจกรรมเพื่อเชิญชวนประชาชนและนักท่องเที่ยวเข้าร่วมงานดังกล่าว เพื่ออนุรักษ์และส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมและประเพณีอันดีงาม ตลอดจนส่งเสริมการท่องเที่ยวของจังหวัดสุโขทัย

ทั้งนี้ จังหวัดสุโขทัยกำหนดจัดงานประเพณีลอยกระทง เผาเทียน เล่นไฟ จังหวัดสุโขทัย ประจำปี 2568 ณ อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย ตำบลเมืองเก่า อำเภอเมืองสุโขทัย จังหวัดสุโขทัย ระหว่างวันที่ 27 ตุลาคม 2568 ถึงวันที่ 5 พฤศจิกายน 2568

โรงพยาบาลค่ายสุรศักดิ์มนตรี คว้ารางวัลชมเชย 'สิ่งประดิษฐ์ทางทหารด้านหลักการ' ระดับกองทัพบก ประจำปี 2568

โรงพยาบาลค่ายสุรศักดิ์มนตรี เป็นโรงพยาบาลกองทัพบก ระดับ 80 เตียง ในสังกัดกองทัพภาคที่ 3 ดูแลรับผิดชอบการตรวจสุขภาพให้กับกำลังพล, ครอบครัว รวมทั้งประชาชนทั่วไป ในพื้นที่จังหวัดลำปาง โดยมีมีวิสัยทัศน์เป็นโรงพยาบาลทหารชั้นนำระดับทุติยภูมิของกองทัพบก และได้มียุทธศาสตร์ของโรงพยาบาล ในด้านการพัฒนาเทคโนโลยีที่ทันสมัย 
    
ซึ่งในยุคปัจจุบันมีเทคโนโลยีหลายอย่างที่ถูกพัฒนา เพื่อทดแทนการทำงานโดยคน ซึ่งช่วยลดความผิดพลาดและข้อจำกัดของคนได้มากขึ้น โรงพยาบาลค่ายสุรศักดิ์มนตรี จึงได้คิดค้นนวัตกรรม “สะดวกสบายด้วยระบบบริการสุขภาพ Surasak Healthcare” โดยได้นำแนวคิดเทคโนโลยีดิจิทัลกลุ่ม Healthtech โดยใช้ระบบการให้บริการทางการแพทย์แบบครบวงจรออนไลน์ ผ่านแอปพลิเคชัน LINE Officail Account เป็นช่องทางเชื่อมต่อสู่บริการ เพื่อให้บริการผู้ป่วยที่มีอยู่จำนวนมากลดความแออัดในโรงพยาบาล และยังสามารถเป็นเครื่องมือช่วยยกระดับบริการด้านสาธารณสุขของหน่วยงานทางการแพทย์ สู่การเป็น HealthTech แบบจริงจัง สร้างรูปแบบบริการที่ทันสมัย ให้ความช่วยเหลือผู้ป่วยได้รวดเร็วทันใจและมีประสิทธิภาพ พร้อมสร้างประสบการณ์ที่ดีกับคนไข้เข้าถึงบริการทางการแพทย์ได้สะดวกทันที ทั้งนี้ ผู้ป่วยสามารถพูดคุยสอบถามข้อมูลเบื้องต้นกับบุคคลากรได้โดยตรง ดูผลตรวจสุขภาพ ดูผลตรวจเลือด จองคิว/นัดหมายออนไลน์ เช็คตารางแพทย์ รวมถึงมีระบบแจ้งเตือนนัดล่วงหน้า 1 วัน ระบบแจ้งเตือนคิวตรวจโรค ระบบแจ้งเตือนคิวรับยา ระบบแจ้งคำแนะนำต่างๆ พร้อมข้อแนะนำการปฏิบัติตนก่อนตรวจตามนัดออนไลน์ ตลอด 24 ชั่วโมง ผ่านอุปกรณ์พกพา เช่น อุปกรณ์ สมาร์ทโฟน, แท็บเล็ต เป็นต้น

จากนวัตกรรมดังกล่าวของ โรงพยาบาลค่ายสุรศักดิ์มนตรี ในผลงาน “สะดวกสบายด้วยระบบบริการสุขภาพ Surasak Healthcare” ทำให้สามารถคว้ารางวัลชมเชย “สิ่งประดิษฐ์ทางทหาร ด้านหลักการ” ของกองทัพบก ประจำปี 2568 จากผู้บัญชาการทหารบก นับเป็นเกียรติประวัติแก่หน่วยสืบไป

     

ทั้งนี้ จึงขอเรียนให้พี่น้องประชาชน ในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือทราบ เพื่อให้เกิดความมั่นใจได้ว่า กองทัพบก โดย กองทัพภาคที่ 3 จะมุ่งมั่น ตั้งใจพัฒนา นวัตกรรมให้ดียิ่งๆ ขึ้นไป เพื่อให้การช่วยเหลือพี่น้องประชาชน ให้มีประสิทธิภาพสูงสุดและยั่งยืนสืบไป

มุกดาหาร -​ ชาวบ้านร้อง!! ถูกแก๊งเงินกู้นอกระบบโหดข่มขู่ ยิงปืนโชว์ต่อหน้ากล้อง

(3 ก.ย. 68) จากกรณีเหตุการณ์ทวงหนี้ที่ปรากฏในสื่อโซเชียล เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2568 เวลาประมาณ 20.00 น พลตำรวจตรี ไพโรจน์ ไทยพุทรา ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดมุกดาหาร และ พันตำรวจเอก​ กิตเตชิษฐ์​ บำรุง​ รอง ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดมุกดาหาร ได้สั่งการให้ พันตำรวจเอกประยุทธ์ เรือนทองคำ ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรเมืองมุกดาหาร และพันตำรวจเอก วิจิตร บุญวรรณ ผู้กำกับการสืบสวนตำรวจภูธรจังหวัดมุกดาหาร ดำเนินการ สืบสวนติดตาม ผู้เกี่ยวข้องมาดำเนินคดีตามกฎหมาย อย่างเด็ดขาด โดย ชุดสืบสวน สภ.เมืองมุกดาหาร และกก.สส.ภ.จว.มุกดาหาร ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบ จากการสอบถามข้อมูล จากผู้เสียหายทราบว่า คลิปดังกล่าว เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2567​ ที่ผ่านมา และได้ให้ข้อมูลว่า การทวงหนี้ดังกล่าวเกิดจากการที่ตนได้กู้​เงินกับ นายทักษ์ดนัย หรือเล้ง ซึ่งเป็นเจ้าหนี้​ สภ.เมืองมุกดาหาร จึงได้สืบสวนจนทราบที่อยู่ของนายเล้ง และได้เดินทางไปตรวจสอบที่บ้านเช่าเลขที่ 14/1 ซอยตาดแคน 14 ตำบลมุกดาหาร อำเภอเมืองมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร ซึ่งนายทักษ์ดนัยฯ เป็นผู้เช่าอาศัย ตรวจค้นพบบัตรโฆษณาให้กู้เงิน จึงได้จับกุม ในความผิดฐาน ประกอบธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคล โดยไม่ได้รับอนุญาต พร้อมของกลาง นำส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมาย ส่วนผู้ก่อเหตุในคลิป ผู้เสียหายให้ข้อมูลว่าเป็นลูกน้องของนายเล้ง ชื่อ นายฟลุ๊ค และนายหนุ่ม ซึ่งได้นำอาวุธปืนแก๊ป แบบแก๊ปวง (ปืนเด็กเล่น)​ มากระทำลักษณะตามที่ปรากฏตามคลิป จากการสืบสวนทราบว่าปัจจุบันทั้งสองคนไม่ได้อยู่ในพื้นที่จังหวัดมุกดาหารแล้ว สภ.เมืองมุกดาหาร จะได้ดำเนินการสืบสวนขยายผล ติดตามตัวมาดำเนินคดีในฐานความผิดที่เกี่ยวข้องต่อไป

ภาพ​/ข่าว​ เด​วิท​ โชคชัย​ มุกดาหาร​ รายงาน

'ศบ.ทก.' ไฟเขียวสร้างรั้วชายแดนไทย – เขมร ยาว 16 กม. จี้ เขมรเลิกสร้างข่าวบิดเบือน บั่นทอนความเชื่อใจระหว่างกัน

'ศบ.ทก.' เห็นชอบแผนสร้างรั้วยาว 16 กม. บ้านหนองจาน-บ้านหนองหญ้าแก้ว จ.สระแก้ว แจง 'ไอโอที' ลงพื้นที่สังเกตการณ์ จ.ตราด แค่เก็บข้อมูล 'กต.' จี้ เขมรเลิกสร้างข่าวบิดเบือน บั่นทอนความเชื่อใจระหว่างกัน

(3 ก.ย. 68) ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ร.ต.สุรสันต์ คงสิริ โฆษกศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) แถลงผลการประชุม ศบ.ทก. ว่า สถานการณ์โดยทั่วไปทั้ง 2 ฝ่ายยังอยู่ในภาวะสงบไม่มีการเปลี่ยนแปลงจากช่วงเวลาที่ผ่านมา และจากการลงพื้นที่ของคณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราว (IOT) เดินทางไปสังเกตการณ์ในพื้นที่กองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด อำเภอคลองใหญ่ จังหวัดตราด เมื่อวันที่ 2 ก.ย. ที่ผ่านมาได้เน้นย้ำว่าไม่ได้มีหน้าที่ตัดสินว่าฝ่ายใดถูกหรือผิด แต่จะทำหน้าที่สังเกตการณ์เก็บข้อมูลและรายงานอย่างเป็นธรรม

พล.ร.ต.สุรสันต์ กล่าวต่อว่า แผนงานในการจัดประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป(GBC) สมัยวิสามัญครั้งที่ 2/ 2568 มีกำหนดการจัดระหว่างวันที่ 7-10 ก.ย. 68 ในพื้นที่จังหวัดเกาะกง ประเทศกัมพูชา โดยรูปแบบการประชุมเหมือนครั้งที่ 1 แบ่งออกเป็น 2 ส่วน ส่วนที่ 1 คือการประชุมของฝ่ายเลขานุการร่วม ช่วงวันที่ 7-9 ก.ย.และจากนั้นวันที่ 10 ก.ย.เป็นการประชุม GBC หลัก และจะมีการแถลงข่าวหลังจากการประชุมในพื้นที่จังหวัดตราด ทั้งนี้ในส่วนของความมั่นคงเป็นเรื่องของการติดตามการดำเนินการบริหารจัดการบริเวณชายแดนพื้นที่บ้านหนองจานและบ้านหนองหญ้าแก้ว จังหวัดสระแก้ว โดยในวันเดียวกันนี้ที่ประชุมศบ.ทก. จังหวัดสระแก้ว โดยผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว ชี้แจงและนำเสนอแนวทางการดำเนินการเสริมสร้างความมั่นคง ปลอดภัยให้ประชาชนในพื้นที่บ้านหนองจานและพื้นที่บ้านหนองหญ้าแก้ว โดยมีแผนจัดสร้างรั้วระยะทาง 16 กิโลเมตร บริเวณหลักเขตแดนที่ 50 ถึง 51 ซึ่งถือว่าเป็นหลักเขตแดนที่มีการสำรวจและได้ข้อยุติเรียบร้อยแล้ว พร้อมกันนี้จะมีการสำรวจสิทธิการครอบครองที่ดินในพื้นที่อย่างละเอียด ตลอดจนมีมาตรการดำเนินการตามกฎหมายของไทยในการประกาศใช้กฎหมายกับชาวกัมพูชาที่บุกรุกพื้นที่และแจ้งความดำเนินการกับราษฎรกัมพูชาที่บุกรุกพื้นที่ป่าไม้ ตามพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)ป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 54 และมาตรา 72 ซึ่งที่ประชุมศบ.ทก.ในวันนี้เห็นชอบในหลักการที่จังหวัดสระแก้วได้เสนอมา และจะนำข้อมูลต่างๆนำเสนอต่อที่ประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ(สมช.) เพื่อขออนุมัติ

ด้าน นางมาระตี นะลิตา อันดาโม รองอธิบดีกรมสารนิเทศ และรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ แถลงว่า ประเด็นด้านการต่างประเทศเรื่องแรกการดำเนินการเชิงรุกของไทยในเวทีระหว่างประเทศ ซึ่งระหว่างวันที่ 26-28 ส.ค.ที่ผ่านมา นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รมว.การต่างประเทศ เดินทางไปนครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เพื่อนำข้อมูลและหลักฐานเกี่ยวกับสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างไทยกับกัมพูชา โดยเฉพาะกรณีการวางทุ่นระเบิดในเขตแดนไทย ไปชี้แจงกับกลุ่มบุคคลต่างๆที่มีอิทธิพลต่อการส่งเสริมให้เกิดการปฏิบัติตามอนุสัญญาออตตาวา การเยือนครั้งนี้นอกจากได้ชี้แจงข้อเท็จจริงแล้ว ไทยยังยืนยันความมุ่งที่จะปฏิบัติตามพันธกรณีภายใต้อนุสัญญา และเป็นโอกาสให้เขาได้สอบถามเพื่อปรับความเข้าใจเรื่องต่างๆให้ได้เข้าใจถูกต้อง นอกจากนี้ยังได้ประกาศว่าไทยจะเข้าร่วมในโครงการรณรงค์ระดับโลกเรื่องการลดอาวุธเพื่อมนุษยธรรมและดำเนินการด้านทุ่นระเบิด และในเวลาเดียวกันเอกอัคราชทูตผู้แทนถาวรไทย ณ นครนิวหยอก ได้เข้าพบเลขาธิการสหประชาชาติอีกครั้งเพื่อนำส่งข้อมูลและหลักฐานเชิงประจักษ์เพิ่มเติม ต่อกรณีการวางทุ่นระเบิดของกัมพูชาที่มีทหารไทยบาดเจ็บถึง 6 ครั้ง

นางมาระตี กล่าวอีกว่า ส่วนเรื่องการบิดเบือนข้อมูลข่าวสารตามที่ปรากฎรายงานข่าวของหนังสือพิมพ์ขแมร์ ไทม์ส อ้างกรณีที่ชาวกัมพูชาไม่สามารถเดินทางกลับภูมิลำเนาได้ว่าเป็นผลจากอาวุธที่ตกค้างของฝ่ายไทยจากการปะทะกันบริเวณชายแดนในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งเป็นข้อกล่าวหาที่บิดเบือนข้อเท็จจริง และการกระทำในพื้นที่สวนทางกับข้อกล่าวหาดังกล่าว โดยฝ่ายกัมพูชาเป็นฝ่ายที่ละเมิดข้อตกลงหยุดยิงมาโดยตลอด ทั้งด้วยการลอบวางทุ่นระเบิดสังหารบุคคล การใช้โดรน การปลุกระดมประชาชน และล่าสุดยังพบการใช้ระเบิดแสวงเครื่องในฝั่งไทย และเร็วๆนี้มีรายงานจากนิตยสาร JANES ซึ่งเป็นนิตยสารด้านความมั่นคง นำเสนอว่าจากหลักฐานภาพถ่ายดาวเทียมพบการก่อตั้งฐานปฏิบัติการทางทหารในฝั่งกัมพูชาบริเวณชายแดนหลายเดือนก่อนเกิดเหตุการณ์ปะทะระหว่างกัน ซึ่งสอดคล้องกับท่าทีไทยที่ชี้แจงมาโดยตลอดว่าฝ่ายกัมพูชาริเริ่มการโจมตี

“ไทยห่วงกังวลต่อการเผยแพร่ข้อมูลบิดเบือนและการโฆษณาชวนเชื่อของฝ่ายกัมพูชาที่ทำอย่างเป็นระบบ ซึ่งสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (OHCHR) ได้หยิบยกขึ้นหารือกับรมว.การต่างประเทศ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาด้วย โดย OHCHR มองเป็นปัญหาระดับโลกเรื่องการโฆษณาชวนเชื่อ การกระทำดังกล่าวไม่เพียงบั่นทอนความไว้เนื้อเชื่อใจ ความไว้วางใจระหว่างกัน และยังเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการหาทางออกโดยสันติ ไทยจึงเรียกร้องให้กัมพูชายุติการกระทำที่ไม่สร้างสรรค์ในลักษณะนี้ เพื่อประโยชน์ของประชาชนทั้งสองประเทศและสันติภาพในภูมิภาค สุดท้ายนี้ไทยหวังเป็นอย่างยิ่งว่ากัมพูชาจะให้ความร่วมมือกับฝ่ายไทยในการร่วมเก็บกู้ทุ่นระเบิดและการปราบปรามการหลอกลวงทางออนไลน์ ” นางมาระตี กล่าว

ขณะที่ น.ส.ศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงว่า ในการประชุมครม.วันที่ 2 ก.ย. มีมติเห็นชอบยกเว้นภาษีเงินได้ สำหรับการเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ไทยกัมพูชา ซึ่งจะครอบคลุมกรณีผู้เสียชีวิตและทุพพลภาพ 17 ราย เป็นเงินทั้งสิ้น 136 ล้านบาท และกรณีผู้บาดเจ็บสาหัส 37 ราย เป็นเงิน 29.6 ล้านบาท รวมทั้งสิ้น 165.6 ล้านบาท ทั้งนี้มอบหมายให้กระทรวงการคลัง เป็นเจ้าภาพหลักในการดูแลประชาชน เพื่อให้ได้รับเงินเยียวยาในครั้งนี้อย่างครบถ้วนและเร็วที่สุด ขอให้ประชาชนทุกคนมั่นใจเราเร่งแก้ไข ฟื้นฟู และใส่ใจความเป็นอยู่ของทุกคนในพื้นที่อย่างใกล้ชิด และขอให้เชื่อมั่นว่าเราจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง รัฐบาลจะอยู่เคียงข้างพี่น้องประชาชนในทุกๆก้าว เพื่อก้าวผ่านวิกฤติครั้งนี้ไปด้วยกัน

‘ดร.สัญญา’ ฉายภาพ 36 ปี วิศวกรรมศาสตร์ มธ. กับบทบาทสร้างคนคุณภาพที่พร้อมเปลี่ยนแปลงสังคม

คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กับก้าวต่อไปสู่การพัฒนาวิศวกรรุ่นใหม่ ด้วยเจตนารมณ์เดินหน้าสร้าง “ผู้สร้าง” ที่มากกว่าวิศวกร และพร้อมก้าวไปกับโลกอนาคตอย่างไม่หยุดนิ่ง

ศาสตราจารย์ ดร.สัญญา มิตรเอม คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ ได้ถ่ายทอดเรื่องราวการเดินทางของคณะ ในโอกาสครบรอบ 36 ปี ตั้งแต่จุดเริ่มต้นที่ประเทศต้องการวิศวกรเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม สู่การสร้างบัณฑิตที่ไม่เพียงมีความรู้ทางเทคนิค แต่ยังมีจิตสำนึกต่อสังคม มีเสรีภาพ และความเป็นธรรม

โดย คณบดีได้เล่าถึงการพัฒนาหลักสูตรที่หลากหลายและทันสมัย การเปิดโอกาสให้นักศึกษาเรียนรู้กับมหาวิทยาลัยชั้นนำ Top 100 ของโลก ไปจนถึงผลงานวิจัยและนวัตกรรมที่สะท้อนบทบาทของคณะในการสร้างคุณค่าใหม่ให้กับประเทศ ว่า วิศวกรรม ธรรมศาสตร์ เริ่มต้นจากการที่ประเทศมีความต้องการวิศวกรเพิ่มขึ้น เพื่อช่วยพัฒนาอุตสาหกรรมและพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ และในช่วงที่ผ่านมา ได้มีการปรับปรุงหลักสูตรให้ตอบสนองต่อความต้องการของอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง

ดังนั้นในช่วง 36 ปีที่ผ่านมา สามารถกล่าวได้ว่าเป็นคณะวิศวกรรมศาสตร์ที่ได้สร้างบุคลากรที่สร้างคุณค่า ต่อเศรษฐกิจและสังคม ให้กับประเทศมาอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน ที่ธรรมศาสตร์มีแนวคิดในเรื่องของประชาธิปไตย เรื่องเสรีภาพ และเรื่องของความเป็นธรรม แน่นอนว่าสิ่งเหล่านี้ ได้ส่งต่อมาถึงตัวนักศึกษาของคณะวิศวกรรมศาสตร์ ธรรมศาสตร์เช่นเดียวกัน 

“เรามองว่าบัณฑิตของเรา นอกจากจะเป็นคนที่มีความรู้ทางด้านเทคนิคแล้ว ยังต้องเป็นคนที่มีจิตสำนึกต่อสังคมในการที่จะสร้างความเป็นธรรมให้กับสังคม โดยใช้ความรู้ทางด้านวิศวกรรมที่เขามีอยู่ ต่อยอดออกไป เพื่อสร้างคุณค่าให้กับสังคมได้ดียิ่งขึ้น”

และยิ่งไปกว่านั้น บัณฑิตของวิศวะ มธ. นั้น จะต้องเป็น “มากกว่าวิศวกรรม”  ซึ่งหมายถึงการสร้างบัณฑิต สร้างวิศวกรขึ้นมา แต่เป็นวิศวกรในแบบที่มีความรู้รอบด้าน ไม่ใช่เฉพาะสาขาวิศวกรรมศาสตร์เท่านั้น แต่เป็นความรู้ทางศาสตร์อื่น ๆ ด้วย โดยมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จะเปิดโอกาสให้นักศึกษาทุกคน สามารถเลือกเรียนวิชาในคณะอื่น ๆ ได้ด้วย นอกจากนี้ก็ยังมีกิจกรรมหลากหลาย ทำให้นักศึกษาจะได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมเหล่านั้นกับเพื่อนจากคณะอื่น ๆ ซึ่งจะช่วยเปิดมุมมองให้เกิดการพัฒนาไปเป็นบุคคลที่มีคุณค่าต่อสังคม ดังนั้น นิยามของวิศว มธ. คือ เราไม่ใช่แค่วิศวกรที่พร้อม จะออกไปช่วยสร้างคุณค่าต่อสังคมต่อไป

“จุดยืนของเราก็คือการสร้างบุคลากรวิศวกรที่สามารถตอบสนองต่อความต้องการของประเทศ และเป็นบุคลากรที่มีความเป็นธรรม ดังนั้นเราก็ยังหวังว่าในอีก 5-10 ปีข้างหน้า วิศว มธ. จะยังสร้างวิศวกรในระดับมาตรฐานสากล ที่มีแนวคิดมีมุมมองที่เป็นจิตวิญญาณของธรรมศาสตร์ก็คือรักความเป็นประชาธิปไตย มีเสรีภาพ และเชื่อมั่นในความเป็นธรรม ซึ่งเป็นสิ่งที่เราคาดหวังว่าจะคงอยู่กับวิศว มธ. ต่อไปในอนาคต”


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top