Monday, 8 June 2026
NEWS FEED

‘ผบ.ทหารสูงสุด’ หารือ!! ‘ดร.เอ้ สุชัชวีร์’ ออกแบบบังเกอร์!! ปกป้องประเทศ

(6 ก.ย. 68) พลเอก ทรงวิทย์ หนุนภักดี ผบ.ทหารสูงสุด หารือ 'ดร.เอ้' สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ ในฐานะวิศวกร ในการทำโครงการออกแบบบังเกอร์ การใช้วัสดุ ที่แข็งแรงทนทาน ปกป้องชีวิตทหาร โดย ดร.เอ้ พร้อมสนับสนุน อีกทั้ง ตรงกับแนวทางของ 'พรรคไทยก้าวใหม่' ที่สนับสนุนฝ่ายความมั่นคง ในการปกป้องประเทศ

ทั้งนี้ แม้ พลเอก ทรงวิทย์ จะเกษียณ30 กย.นี้ และตั้งใจจะไป บวช สัก1-2 เดือน แล้วจะกลับมาช่วยสนับสนุน กองทัพ ในด้านต่างๆ ต่อไป
ดร.เอ้ มา ร่วมงาน 'สดุดีวีรชนทหารกล้า – ประชาชนผู้บริสุทธิ์' ที่ กองบัญชาการกองทัพไทย

ทีมนักกีฬาสำนักงานตำรวจแห่งชาติของไทย คว้าชัยการจัดแข่งขันกีฬารักบี้ฟุตบอลประเพณีระหว่างตำรวจไทย – มาเลเซีย ชิงถ้วยรุจิรวงศ์ ครั้งที่ 36 

เมื่อวานนี้ (5 ก.ย. 68) พล.ต.อ.กรไชย คล้ายคลึง รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะประธานคณะทำงานการจัดการแข่งขันกีฬารักบี้ฟุตบอลประเพณีระหว่างตำรวจไทยและตำรวจมาเลเซีย เปิดเผยว่า ในปีนี้สำนักงานตำรวจแห่งชาติของไทยเป็นเจ้าภาพการแข่งขันกีฬารักบี้ฟุตบอลประเพณีระหว่างตำรวจไทยและตำรวจมาเลเซีย ชิงถ้วยรุจิรวงศ์ ครั้งที่ 36 ประจำปี 2568 ระหว่างวันที่ 3 - 6 กันยายน 2568 โดยมีการแข่งขันจริงเมื่อวันที่ 4 กันยายน 2568 ที่ผ่านมา ณ สนามกีฬารักบี้ฟุตบอล โรงเรียนปริ้นส์รอยแยลส์วิทยาลัย อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ โดยมีผู้บังคับบัญชาระดับสูงของตำรวจมาเลเซีย, พล.ต.อ.อัคราเดช พิมลศรี ที่ปรึกษาพิเศษสำนักงานตำรวจแห่งชาติ, พล.ต.ท.กฤตธาพล ยี่สาคร ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5, พล.ต.ต.เทอดศักดิ์ รุจิรวงศ์ ที่ปรึกษาคณะทำงานฯ ร่วมชมและเชียร์นักกีฬาในสนาม

สำหรับผลการแข่งขันปรากฏว่าทีมนักกีฬารักบี้ฟุตบอลของสำนักงานตำรวจแห่งชาติของไทย ชนะในการแข่งขันทั้งสองประเภท ได้แก่ ประเภทอายุไม่เกิน 45 ปี ด้วยสกอร์ 22 ต่อ 5 และประเภทอาวุโส อายุเกิน 45 ปีขึ้นไป ด้วยสกอร์ 15 ต่อ 14 คว้าถ้วยรุจิรวงศ์มาครองได้สำเร็จ จากนั้นในวันที่ 5 กันยายน 2568 ได้มีการจัดงานเลี้ยงเพื่อมอบรางวัลให้กับนักกีฬาทั้ง 2 ประเทศ ที่โรงแรมแชงกรี-ลา เชียงใหม่ โดย พล.ต.อ.กรไชยฯ เป็นประธานมอบถ้วยรางวัลให้กับนักกีฬาที่ชนะการแข่งขันทั้ง 2 ประเภท 

ทั้งนี้ การแข่งขันกีฬารักบี้ฟุตบอลประเพณีดังกล่าว ช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างตำรวจไทยและตำรวจมาเลเซีย ในการบูรณาการทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนเพิ่มศักยภาพการป้องกันปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติที่จะมาคุกคามประชาชนระหว่างสองประเทศ และสำหรับการแข่งขันรักบี้ฟุตบอลประเพณีตำรวจไทย – มาเลเซีย ครั้งที่ 37 สำนักงานตำรวจแห่งชาติของประเทศมาเลเซียจะรับเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันต่อไป

กองบัญชาการกองทัพไทย จัดพิธี “สดุดีวีรชนทหารกล้า 15 นาย อาลัยประชาชนผู้บริสุทธิ์”

(5 ก.ย. 68) เวลา 08.29 น.ที่ลานพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช กองบัญชาการกองทัพไทย ได้จัดพิธี “สดุดีวีรชนทหารกล้า–ประชาชนผู้บริสุทธิ์” เพื่อเชิดชูเกียรติ และตอบแทนความเสียสละสดุดีวีรชนเหล่าทหารกล้าทั้ง 15 นาย และประชาชนผู้บริสุทธิ์ที่เสียชีวิต พลีชีพเพื่อปกป้องอธิปไตย จากเหตุปะทะกันที่ชายแดนไทยเขมร โดยมี พลเอก ทรงวิทย์ หนุนภักดี ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เป็นประธานในพิธี มีบุคคลสำคัญ “นักรบแห่งสมรภูมิ” ร่วมสดุดี อาทิ พลตรี ประจักษ์ วิสุตกุล, อาสาสมัครทหารพราน บัณฑิต คำศรีเมือง และพลเอก พิเชษฐ์ วิสัยจร พร้อมผู้แทนส่วนราชการ ภาคเอกชน และประชาชนกว่า 4,440 คน ร่วมอาลัยในบรรยากาศแห่งความสำนึกในคุณงามความดี

และในเวลา 09.15 น.พิธีบำเพ็ญกุศล เพื่ออุทิศส่วนกุศลแด่วีรบุรุษทหารกล้า และประชาชนผู้บริสุทธิ์ ที่ห้องนเรศวร กองบัญชาการกองทัพไทย

สมุทรปราการ-เที่ยวงานนมัสการ 'องค์พระสมุทรเจดีย์' ยกขบวนอาหารเจ้าดัง Tiktok โดยผู้จัดมือทอง ธนาภรณ์ โปรโมชัน 

สำหรับการจัดงานนมัสการองค์พระสมุทรเจดีย์ พระเพณีชาวสมุทรปราการ ประจำปี 2568 โดยการบริหารงานของ ทีมงาน ธนาภรณ์ โปรโมชั่น หรือซ้อแป๋ว ปากน้ำ ฉายาเจ้าแม่งานมหกรรม ซึ่งซ้อแป๋วนั้นเป็นคนสมุทรปราการโดยกำเนิด มีความตั้งใจที่จะทำงานรับใช้พี่น้องคนสมุทรปราการ 

โดย ซ้อแป๋ว เปิดใจว่า งานนมัสการองค์พระสมุทรเจดีย์ ปี 2568 นี้ ทีมงานธนาภรณ์ โปรโมชั่น ยกขบวนอาหารของกิน ของอร่อย เจ้าดังTiktok มากมาย สะอาด ปลอดภัย รวมถึงมีการแสดงจำหน่ายสินค้ามากมาย แสง สี เสียง ทั้งนี้ยังเป็นการสนับสนุนเชื่อมการท่องเที่ยวของจังหวัดสมุทรปราการ ให้คนไทยและคนต่างชาติได้มาเที่ยวชมประเพณีของคนสมุทรปราการ คืองานนมัสการองค์พระสมุทรเจดีย์ และเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์อีกแห่งหนึ่งของสมุทรปราการที่หลายๆ คนต้องมาเที่ยวชมและมากราบขอพรเพื่อความเป็นสิริมงคล

ซึ่งประวัติงานนมัสการองค์พระสมุทรเจดีย์ องค์พระสมุทรเจดีย์ หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า "พระเจดีย์กลางน้ำ" อยู่คู่จังหวัดสมุทรปราการมานานกว่า 200 ปี ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ฝั่งตำบลปากคลองบางปลากด อำเภอพระสมุทรเจดีย์ จังหวัดสมุทรปราการ เป็นปูชนียสถานศักดิ์สิทธิ์ที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อชาวเมืองปากน้ำ และเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ของจังหวัดสมุทรปราการ

เจดีย์องค์นี้เริ่มก่อสร้างในสมัย พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (รัชกาลที่ 2) เมื่อประมาณปี พ.ศ. 2365 และแล้วเสร็จในรัชกาลที่ 3 โดยมีวัตถุประสงค์ให้เป็น “พระสถูปบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ” เพื่อให้ชาวบ้านและทหารเรือได้กราบไหว้บูชา เนื่องจากบริเวณนั้นเคยเป็นป้อมปราการสำคัญในการป้องกันการรุกรานทางทะเล

ในอดีต พื้นที่รอบองค์เจดีย์เป็นเกาะเล็ก ๆ กลางน้ำ การเดินทางไปสักการะต้องใช้เรือเท่านั้น ภายหลังได้มีการถมดินเชื่อมต่อกับฝั่ง ปัจจุบันจึงสามารถเดินทางโดยรถยนต์ได้สะดวก งานนมัสการองค์พระสมุทรเจดีย์ เป็นหนึ่งในเทศกาลท้องถิ่นที่มีความสำคัญที่สุดของจังหวัดสมุทรปราการ จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี 

โดยมีความโดดเด่นทั้งในด้านประเพณี ความเชื่อ ความศรัทธา และกิจกรรมทางวัฒนธรรมที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวจำนวนมากให้เดินทางมาร่วมงานจากทั่วประเทศ ประเพณีนมัสการองค์พระสมุทรเจดีย์จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี ในช่วงเดือน 11 ตามปฏิทินจันทรคติ (ประมาณเดือนตุลาคม–พฤศจิกายนของทุกปี) ภายในงานมีทั้งพิธีทางศาสนา ขบวนแห่ผ้าห่มองค์พระ และกิจกรรมบันเทิง อาหารเจ้าดังมากมาย เเสง สี เสียง ซึ่งในปีนี้มีกำหนดการจัดงานนมัสการองค์พระสมุทรเจดีย์และงานกาชาดจังหวัดสมุทรปราการ ประจำปี 2568 ระหว่างวันที่ 12 – 23 ตุลาคม 2568 นี้

นอกจากนี้ ยังมีขบวนแห่ผ้าห่มองค์พระสมุทรเจดีย์ ทั้งทางบกและทางน้ำ ซึ่งถือเป็นไฮไลต์ของงาน การเวียนเทียนและทำบุญตักบาตร รอบองค์พระเพื่อเสริมสิริมงคล ตลาดนัดย้อนยุคและร้านอาหารท้องถิ่น ให้นักท่องเที่ยวได้เลือกชิมของดีเมืองปากน้ำ กิจกรรมเวที วงดนตรี การแสดงพื้นบ้าน และมหรสพสมโภช การเดินทาง ที่อยู่สถานที่ : หมู่ 3 ถนนสุขสวัสดิ์ ตำบลปากคลองบางปลากด อำเภอพระสมุทรเจดีย์ จังหวัดสมุทรปราการ

กองทัพกัมพูชา ไร้แสนยานุภาพทางอากาศ แม้พยายามเข็นเครื่องบินรบหมดสภาพหวังต่อกรไทย

ย้ำอีกครั้งว่า บทความนี้ ไม่ได้ความมุ่งหมายหรือประสงค์ในการเหยียดเชื้อชาติแต่อย่างใด เพียงต้องบอกเล่าอธิบายถึงความน่าเวทนา สงสาร ในความไม่รู้เรื่องรู้ราวของประชาชนคนเขมร พลเมืองประเทศเพื่อนบ้านผู้ไม่เคยรู้สำนึกในบุญคุณของราชอาณาจักรไทยซึ่งเคยโอบอุ้มดูแลชาวเขมรหลายแสนคนในช่วงเวลาที่มืดมนที่สุดในประวัติศาสตร์ของเขมรเองเลยแม้แต่น้อย

ผลจากสงครามชายแดนไทย-เขมร ซึ่งไทยได้ใช้เครื่องบินรบแบบ F-16 และ Jas39 C Gripen โจมตีที่มั่นทางทหารของเขมรหลายระลอก สร้างความเสียหายให้กองทัพเขมรมากมาย ทำให้เขมรออกมาโวยวายเมื่อกองทัพอากาศไทยได้ทำสัญญาจัดซื้อเครื่องบินขับไล่แบบ JAS 39 E/F Gripen ระยะที่ 1 จำนวน 4 ลำแรก รัฐบาลเขมรได้ส่งหนังสือทางการถึงสวีเดน แสดงความกังวลและเรียกร้องให้ทบทวนการขายเครื่องบินขับไล่ Gripen ให้แก่ไทย โดยอ้างว่ามีความเสี่ยงที่ไทยจะนำไปใช้โจมตีเขมร อันเป็นการคุกคามอธิปไตยของเขมร ซึ่งรัฐบาลสวีเดนได้ตอบกลับว่า ประเทศไทยมีสิทธิ์ใช้เครื่องบินขับไล่แบบ JAS 39 E/F Gripen ในการปกป้องอธิปไตยตามกฎหมายระหว่างประเทศ

ทำไมรัฐบาลเขมรต้องเดือดร้อนโวยวาย ทั้งนี้เป็นเพราะกองทัพอากาศเขมรไม่ขีดความสามารถในการรบทางอากาศ ด้วยปัจจุบันกองทัพอากาศเขมรไม่มีเครื่องบินรบเลยแม้แต่ลำเดียว กองทัพอากาศเขมรก่อตั้งในปี 1954 และในระยะแรกเริ่มต้นด้วยฝูงบินขนาดเล็ก เรียกกันอย่างไม่เป็นทางการว่า "Royal Flying Club" เนื่องจากมีฝูงบินที่เครื่องบินหลากหลายและไม่เป็นระบบ โดยได้รับการสนับสนุนจากฝรั่งเศส อดีตเจ้าอาณานิคม ภายหลังการรัฐประหารในปี 1970 ยุคสาธารณรัฐเขมร (1970-1975) ภายหลังการรัฐประหารนำโดย นายพลลอน นอล หน่วยงานทางทหารรวมถึงกองทัพอากาศได้เปลี่ยนชื่อเป็นกองกำลังติดอาวุธแห่งชาติเขมร (FANK) กองทัพอากาศได้รับการตั้งชื่อใหม่ว่า กองทัพอากาศแห่งชาติเขมร (KAF) ได้รับการสนับสนุนอย่างมากมายจากสหรัฐอเมริกา ภายใต้สาธารณรัฐเขมร กองทัพอากาศเขมรได้ปฏิบัติการด้วยเครื่องบินโจมตีแบบ T-28 เครื่องบินลำเลียงแบบ C-47 และเครื่องบินธุรการ/ตรวจการณ์แบบ AU-24 Stallion และต้องเผชิญข้อจำกัดด้านการบำรุงรักษาและบุคลากรอยู่เสมอ จึงต้องพึ่งพาการโจมตีทางอากาศเชิงยุทธวิธีของกองทัพสหรัฐฯ ที่ให้การสนับสนุนอย่างสำคัญแก่กองกำลังรัฐบาลเขมรในขณะนั้น หลังจากที่การสนับสนุนของสหรัฐฯ ลดลงอย่างมาก ในเดือนตุลาคม 1975 กองทัพอากาศแห่งชาติเขมรก็ต้องเผชิญกับความท้าทายในการปฏิบัติการเนื่องจากมีการส่งอาวุธที่มีจำกัด

ในปี 1975 เมื่อเขมรแดงเข้ามามีอำนาจ และกองทัพอากาศเขมรกลายมาเป็นกองทัพอากาศเขมรประชาธิปไตย และภายหลังการรุกรานของเวียดนามในปี 1979 กองทัพอากาศสาธารณรัฐประชาชนเขมร (PRKAF) ได้ถูกก่อตั้งขึ้น ในช่วงเวลานี้ เขมรได้รับอาวุธยุทโธปกรณ์จากสหภาพโซเวียต โดยมีเครื่องบินรบแบบ MiG-21 ซึ่งได้รับความช่วยเหลือจากเวียดนาม และเครื่องบินรบแบบอื่น ๆ อาทิ L-39C Albatross, J-6C, MiG-17F, J-5, MiG-15UTI และ CM.170R Magister (ปัจจุบันเครื่องบินรบทั้งหมดของเขมรไม่สามารถใช้งานได้แล้ว) หลังจากการเลือกตั้งภายใต้องค์การสหประชาชาติในปี 1993 กองทัพอากาศเขมร (RCAF) ได้รับการจัดตั้งขึ้นใหม่ในปี 1993 โดยมีตราสัญลักษณ์ใหม่เป็นรูปปราสาทนครวัด ในช่วงทศวรรษ 1990 กองทัพอากาศเขมรได้รับการสนับสนุนและการฝึกอบรมจากอิสราเอลสำหรับเครื่องบินรบแบบ MiG-21 และเฮลิคอปเตอร์แบบ Mi-26 จากยูเครนก็ถูกเพิ่มเข้ามาในฝูงบินด้วย

ปัจจุบัน กองทัพอากาศกัมพูชาเป็นกองกำลังที่เล็กที่สุดของกองทัพเขมรมีกำลังพลราว 2,500 นาย โดยปฏิบัติการในทุกจังหวัดที่มีสนามบิน ทุกวันนี้กองทัพอากาศเขมรคงมีแต่เครื่องบินลำเลียงและเฮลิคอปเตอร์ โดยไม่มีเครื่องบินรบติดอาวุธเลยแม้แต่ลำเดียว โดยมักมีการนำภาพเครื่องบินรบแบบ MiG-21 ที่ไม่สามารถบินได้แล้วมาโพสต์ใน Social media ต่าง ๆ เป็นประจำ และมีความพยายามที่จะติดเครื่องยนต์เครื่องบินรบแบบ MiG-21 ให้ได้ด้วยวิธีการที่แปลกประหลาดต่าง ๆ ซึ่งอันที่จริงแล้วจะต้องจัดส่งเครื่องบินเหล่านี้ไปทำการซ่อมแซมฟื้นฟูสภาพยังประเทศที่มีขีดความสามารถและยังคงใช้เครื่องบินรบแบบนี้อยู่ อาทิ เวียดนาม หรือ อินเดีย เพราะมีเพียงไม่กี่ประเทศที่ยังคงใช้เครื่องบินรบแบบ MiG-21 อยู่ ทั้งยังต้องฝึกฝนนักบินให้มีความสามารถในการบินเครื่องบินรบรุ่นนี้ ซึ่งเข้าใจว่า ไม่มีนักบินเขมรที่สามารถบินเครื่องบินรุ่นนี้แล้ว ที่สำคัญคือ หากเขมรใช้เครื่องบินรบแบบ MiG-21 ทำการรบกับไทยก็คงถูกเครื่องบินรบของกองทัพอากาศไทยยิงตกด้วยความรวดเร็วอย่างแน่นอน

ปัจจุบัน กองบัญชาการกองทัพอากาศเขมรตั้งอยู่ที่ฐานทัพอากาศโปเชงตง (ท่าอากาศยานนานาชาติพนมเปญ) เครื่องบินที่ปฏิบัติการอยู่มีเพียงฝูงบินลำเลียงและวีไอพีเท่านั้น ทุกวันนี้กองทัพอากาศเขมรประกอบด้วยเครื่องบินลำเลียงและ VIP 4-5 ลำ และเฮลิคอปเตอร์ลำเลียงและ VIP อีกราว 20 ลำ เท่านั้น โดยเร็ว ๆ นี้ กระทรวงกลาโหมกัมพูชาได้ประกาศแผนการจัดซื้อเครื่องบินขับไล่แบบ L-39NG จำนวน 5 ลำจากสาธารณรัฐเช็ก โดยกองทัพอากาศเขมรระบุว่า ขณะนี้ ภารกิจของกองทัพมุ่งเน้นไปที่ การขนส่ง VIP, การอพยพทางการแพทย์, การสนับสนุนด้านโลจิสติกส์, การตอบสนองต่อภัยพิบัติ, การสนับสนุนความมั่นคงชายแดน และการเคลื่อนย้ายด้วยเฮลิคอปเตอร์โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบทห่างไกล ห้วงเวลาที่มีความขัดแย้งและตึงเครียดระหว่างไทยและเขมร มักจะพบเห็นเกรียนคีย์บอร์ดของเขมรนำเครื่องบินรบของชาติต่าง ๆ มาทำ photoshop หรือ AI แล้วโพสต์ใน Social media โดยอ้างว่าเป็นของกองทัพอากาศเขมรเสมอจนกลายเป็นความบันเทิงประจำของนักท่อง Social ชาวไทย ทั้ง ๆ ที่อากาศยานของกองทัพอากาศเขมรทั้งหมดมีรวมกันแล้วยังไม่ถึง 40 ลำ

(ยังมีต่อ)

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ร่วมพิธีสดุดีวีรกรรมนักรบกล้าและอาลัยประชาชนผู้บริสุทธิ์ที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์ความไม่สงบชายแดนไทย - กัมพูชา ณ กองบัญชาการกองทัพไทย เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ

(5 ก.ย. 68) มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายธฤต โอภาสวงศ์ ผู้ช่วยกรรมการ พร้อมด้วย นายอรัณย์ โตทวด ผู้จัดการใหญ่ นายวันชิด ศิรสีห์ รองผู้จัดการใหญ่ นางศิริพร กระจ่างหล้า ผู้จัดการฝ่ายสังคมสงเคราะห์ นายยุทธนา ทาโคตร์ ผู้ช่วยหัวหน้าแผนกบรรเทาสาธารณภัยฯ ฝ่ายปฏิบัติการ ร่วมสดุดีวีรชนทหารกล้า อาลัยประชาชนผู้บริสุทธิ์ ที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์ความไม่สงบชายแดนไทย - กัมพูชา เพื่อเชิดชูเกียรติและตอบแทนความเสียสละอันยิ่งใหญ่ของกำลังพลที่พลีชีพเพื่อปกป้องผืนแผ่นดินไทย  พร้อมแสดงความเสียใจและไว้อาลัยต่อประชาชนผู้บริสุทธิ์ที่จากไป โดยมี พลเอก ทรงวิทย์ หนุนภักดี ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เป็นประธานในพิธี ณ บริเวณลานพระบรมราชานุสาวรีย์ สมเด็จพระนเรศวรมหาราช กองบัญชาการกองทัพไทย เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ

เมื่อเกิดเหตุปะทะบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา เมื่อปลายเดือนกรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง โดย นายวิเชียร เตชะไพบูลย์ ประธานกรรมการ ได้เร่งมอบหมายให้คณะกรรมการ นำทีมสาธารณภัยลงพื้นที่ศูนย์พักพิงชั่วคราว เพื่อมอบสิ่งของเครื่องใช้จำเป็น ให้แก่ผู้อพยพจากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา หลังจากนั้นได้เข้ามอบเงินปลอบขวัญนายละ 10,000 บาท พร้อมกระเช้าสุขภาพ ให้แก่ทหารกล้าและประชาชนที่บาดเจ็บจากเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา ที่พักรักษาตัวอยู่ ณ โรงพยาบาลในขณะนั้น รวมงบประมาณที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ส่งต่อธารน้ำใจจากผู้มีจิตศรัทธา สู่ทหารกล้าและประชาชนในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา นับตั้งแต่เกิดเหตุจนถึงปัจจุบันคิดเป็นมูลค่ากว่า 4.9 ล้านบาท ซึ่งมูลนิธิฯ ยังคงติดตามสถานการณ์เพื่อพิจารณาการให้ความช่วยเหลือตามนโยบายการดำเนินงานของแผนกสาธารณภัย ฝ่ายสังคมสงเคราะห์ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งต่อไป

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ขอขอบพระคุณผู้มีจิตศรัทธาที่ร่วมบริจาคทรัพย์ เครื่องอุปโภคบริโภค สมทบทุนช่วยเหลือพี่น้องประชาชนในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ขอบุญบารมีหลวงปู่ไต้ฮง (ไต้ฮงกง) ดลบันดาลให้ท่านและครอบครัว มีความสุขความเจริญ สุขภาพแข็งแรงตลอดไป และขอส่งกำลังใจให้เจ้าหน้าที่-อาสาสมัครทุกท่าน ทุกหน่วย ที่ปฏิบัติภารกิจ รวมถึงพี่น้องประชาชนในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ขอให้ทุกท่านปลอดภัย และขอให้สถานการณ์คลี่คลายโดยเร็ววัน

ติดตามข่าวสารกิจกรรม การช่วยเหลือของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่ เฟซบุ๊ก แฟนเพจ www.facebook.com/atpohtecktung หรือดูรายละเอียดช่องทางที่สะดวกได้ที่ https://linktr.ee/pohtecktung

สตูล ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเลจังหวัดสตูล จัดกิจกรรม พัฒนาสัมพันธ์หน่วยงานความมั่นคงทางทะเลจังหวัดสตูล (ไทย) - รัฐเปอร์ลิส รัฐเคดาห์ (มาเลเซีย)

ที่ ท่าเทียบเรือตำมะลัง อำเภอเมืองสตูล พลเรือโท สุวัจ ดอนสกุล ผอ.ศรชล.ภาค 3 มอบหมายให้ นาวาเอก แสนย์ไท บัวเนียม รองผอ.ศรชล.จว.สตูล/ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจพื้นที่ตอนใต้ ศรชล.ภาค 3 จัดกิจกรรมพัฒนาสัมพันธ์หน่วยงานความมั่นคงทางทะเลจังหวัดสตูล (ไทย) - รัฐเปอร์สิส รัฐเคดาห์ (มาเลเซีย)

ในการนี้ กิจกรรมดังกล่าวดำเนินการนำโดย นาวาเอก แสนย์ไท บัวเนียม รอง ผอ.ศรชล.จว.สตูล/ผบ.นก.พตต.ศรชล.ภาค 3 และหัวหน้าศูนย์ควบคุมความมั่นคงท่าเรือจังหวัดสตูล, ศรชล.ภาค 3 พร้อมด้วยหัวหน้าหน่วยงานใน ศรชล.จว.สตูล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย สำนักงานประมงจังหวัดสตูล, ด่านศุลกากรสตูล, สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดสตูล, สำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคสาขาสตูล, หน่วยปฏิบัติการต่อสู้อากาศยานและรักฝั่งที่ 452, กองกำกับการ 9 กองบังคับการตำรวจน้ำ ศูนย์อนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลจังหวัดสตูล ,หน่วยป้องกันและปราบปรามประมงทะเลเกาะหลีเป๊ะ (สตูล), ตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดสตูล ,หน่วยสืบสวนปราบปรามศุลกากร (สตูล - ปากบารา) สำนักงานประสานชายแดนไทย - มาเลเซีย , ประธาน พสบ.จว.สตูล ฯลฯ

ในส่วนฝ่ายเจ้าหน้าที่ รัฐเปอร์ลิส  รัฐเคดาห์ (มาเลเซีย)นำโดย พลเรือจัตวา รอมหลี บิน มุสตาฟา ผู้บัญชาการหน่วยยามฝั่งมาเลเซียเขตรัฐเคดาห์–รัฐเปอร์ลิส (มาเลเซีย) พร้อมคณะเจ้าหน้าที่จากตำรวจน้ำ กรมประมง ศุลกากร และตรวจคนเข้าเมืองมาเลเซีย เดินทางเยือนจังหวัดสตูล ตามคำเชิญ ของนาวาเอก(พิเศษ) แสนย์ไทย บัวเนียม รองผู้อำนวยการศูนย์รักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเลจังหวัดสตูล เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนข่าวสารด้านความมั่นคงและมิตรภาพชายแดน ประเทศไทยยังคงเดินหน้าสร้างความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคอันดามัน หลังจากนั้นได้ร่วมแข่งขันกีฬาฟุตบอลนัดกระชับมิตรและร่วมรับประทานอาหารค่ำ

การพบปะครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้าง ความเชื่อมั่นและความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ทางทะเล ผ่านการแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านความมั่นคง การบริหารจัดการชายแดน และความร่วมมือในการแก้ปัญหาการประมงผิดกฎหมาย ขณะเดียวกันก็มีการจัด กิจกรรมกีฬาเชื่อมความสัมพันธ์ เพื่อสะท้อนถึงมิตรภาพและความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างเจ้าหน้าที่ทั้งสองประเทศ

แม้จะเป็นก้าวเล็ก ๆ การจัดกิจกรรมครั้งนี้ของไทยสะท้อนถึงเจตนารมณ์ที่จะรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล ควบคู่กับการสร้างสภาพแวดล้อมแห่งมิตรภาพและการอยู่ร่วมกันอย่างสันติระหว่างไทย–มาเลเซีย

สวธ. จัดพิธีมอบรางวัลถ้วยพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี และมอบรางวัลการประกวดเยาวชนต้นแบบด้านมารยาทไทย และมารยาทในสังคม ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๘

วันพุธที่ ๓ กันยายน ๒๕๖๘ เวลา ๑๑.๐๐ น. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม มอบหมายให้นายประสพ เรียงเงิน ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานในพิธีมอบรางวัลถ้วยพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี และมอบรางวัลการประกวดเยาวชนต้นแบบด้านมารยาทไทย และมารยาทในสังคม ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๘ โดยมี นางสาวลิปิการ์ กำลังชัย รองอธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม (ผู้แทนอธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม) นายวิรุฬ  เตชะไพบูลย์ รองประธานคณะอนุกรรมการกองทุน ดร.อุเทน  เตชะไพบูลย์ มูลนิธิปอเต็กตึ๊ง นางมงคลทิพย์ รุ่งงามฤกษ์ ผู้อำนวยการสถาบันวัฒนธรรมศึกษา กรมส่งเสริมวัฒนธรรม ผู้บริหารกระทรวงวัฒนธรรม คณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านมารยาทไทย ผู้บริหารกรมส่งเสริมวัฒนธรรม และผู้รับรางวัล เข้าร่วมพิธี ณ อาคาร ๕ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี

ในการนี้ ผู้รับรางวัลชนะเลิศ รับมอบถ้วยพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี จากนั้น นายประสพ เรียงเงิน ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม มอบเงินรางวัล และเกียรติบัตรให้แก่ผู้รับรางวัลชนะเลิศ พร้อมทั้งมอบถ้วยรางวัล เงินรางวัล และเกียรติบัตร รางวัลรองชนะเลิศอันดับ ๑ และรางวัลรองชนะเลิศอันดับ ๒ ดังนี้

🔹รางวัลชนะเลิศ 🔹 
🔸 ระดับประถมศึกษา (ป.๑ - ป.๖) ได้แก่ โรงเรียนมูลนิธิวัดศรีอุบลรัตนาราม (ในพระอุปถัมภ์สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี) จังหวัดอุบลราชธานี (เด็กชายวีรภัทร  ลาภยิ่ง เด็กหญิงนิชาภา  ศรีแสง)
🔸ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น (ม.๑ - ม.๓) ได้แก่ โรงเรียนสตรีสิริเกศ จังหวัดศรีสะเกษ (เด็กชายปัณญ์  นิชานนท์ เด็กหญิงรดาศา  ทองสังข์)
🔸ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย (ม.๔ - ม.๖) และประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ได้แก่ โรงเรียนรัตนบุรี  จังหวัดสุรินทร์ (นายภพธรรม  สมศรี นางสาวกันต์พิชชา  อุไรล้ำ นางสาวกฤษกร  ศรเจริญ นางสาวชลธิชา  แปลนสูนย์)
🔸ระดับอุดมศึกษา และประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ได้แก่ มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม จังหวัดพิษณุโลก (นายสิงขร  ศรีเมือง นายปรัชญา  จันทวงษ์ นางสาวปิยาพัชร  พงษ์โสภณ นางสาวปรารถนา  เรืองขำ)

🔹รางวัลรองชนะเลิศอันดับ ๑ 🔹
รับถ้วยและเงินรางวัล พร้อมเกียรติบัตร จากปลัดกระทรวงวัฒนธรรม
🔸 ระดับประถมศึกษา (ป.๑ -ป.๖) ได้แก่ โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ ๕๑ จังหวัดบุรีรัมย์ (เด็กชายอนุสรณ์  สอนไธสงค์ เด็กหญิงสุวรรณา  เสประโคน)
🔸ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น (ม.๑ - ม.๓) ได้แก่ โรงเรียนอ้อมน้อยโสภณชนูปถัมภ์ จังหวัดสมุทรสาคร (เด็กชายเมธาวี  บุญส่ง เด็กหญิงญาณิศา  ฟ้าเกียรติ)
🔸ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย (ม.๔ - ม.๖) และประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ได้แก่ โรงเรียนบ้านบึง “อุตสาหกรรมนุเคราะห์” จังหวัดชลบุรี (นายเตชินท์  เลิศวัฒนะอมรกูล นางสาวธนัชญา  เหมือนใจงาม
นางสาวรชณกร  กิตเจริญกุล นางสาววนัชพร  เผ่าสกุลทอง)
🔸ระดับอุดมศึกษา และประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ได้แก่ มหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร (ทีมที่ ๒)  จังหวัดกำแพงเพชร นายภาณุวิชย์  ดำเนิน นางสาวชฎารัตน์  ปินะกาเส นางสาวฐิตาภา  วาทา นางสาวตันหยง  เต่าโพรง)

🔹รางวัลรองชนะเลิศอันดับ ๒ 🔹
รับถ้วยและเงินรางวัล พร้อมเกียรติบัตร จากปลัดกระทรวงวัฒนธรรม
🔸ระดับประถมศึกษา (ป.๑ - ป.๖) ได้แก่ โรงเรียนบ้านงาช้าง จังหวัดชุมพร (เด็กหญิงกัญญาพัชร์  ปานรอด
เด็กชายภาคิณ  พวงประเสริฐ)
🔸ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น (ม.๑ - ม.๓) ได้แก่ โรงเรียนจ่านกร้อง  
จังหวัดพิษณุโลก (เด็กชายยอดชาย  เขียวบ้านยาง นางสาวธนัชพร  ฉิมพุฒ)
🔸ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย (ม.๔ - ม.๖) และประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.)ได้แก่ โรงเรียนศรียานุสรณ์  จังหวัดจันทบุรี (นายภาคิน  แก้วอำภัย นางสาวศศินันท์  โพธิรักษ์ นางสาวสรารัญ  อภิวัฒน์อุดม นางสาวญาณิศา  ชุตินันท์)              
🔸 ระดับอุดมศึกษา และประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ได้แก่ วิทยาลัยอาชีวศึกษาเลย  จังหวัดเลย (นางสาวอนันตญา  กันพนม นางสาวโรซ่า  มาร์ติน่า ชาภักดี นายเกียรติภูมิ  ผุยมาตย์ นางสาวภรณ์ญวรรณ  เนตรแสงสี)

นอกจากนี้ นางยุถิกา อิศรางกูร ณ อยุธยา อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม มอบหมายให้นางสาวลิปิการ์ กำลังชัย รองอธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม มอบถ้วยรางวัลและเงินรางวัลชมเชย และนายวิรุฬ  เตชะไพบูลย์ รองประธานคณะอนุกรรมการกองทุน ดร.อุเทน  เตชะไพบูลย์ มูลนิธิปอเต็กตึ๊ง มอบเกียรติบัตรรางวัลชมเชย ดังนี้

🔸ระดับประถมศึกษา (ป.๑ - ป.๖) ได้แก่
▪️โรงเรียนอนุบาลยางชุมน้อย (หน่วยคุรุราษฎร์รังสรรค์) จังหวัดศรีสะเกษ (เด็กชายณรงค์ศักดิ์  แก้วเชียงหวาง เด็กหญิงกนกดารินทร์  แก้วคำ)
▪️โรงเรียนอนุบาลคลองลาน จังหวัดกำแพงเพชร (เด็กชายบุญยสิทธิ์  ประชาพัฒนานนท์ เด็กหญิงชญานิศ  วัฒโล)
▪️โรงเรียนอนุบาลพัทลุง จังหวัดพัทลุง (เด็กหญิงณฐิตา  อินแพง เด็กชายธนดล  ปานียโชติ)
▪️โรงเรียนบ้านโป่งน้อย จังหวัดเชียงใหม่ (เด็กหญิงชัชชญา  เผยกลิ่น เด็กชายสมบูรณ์  ธนาจิติ)
▪️โรงเรียนอำนวยวิทย์  จังหวัดสมุทรปราการ (เด็กชายพิชคุณ  ปั้นสุนา เด็กหญิงโชติกา  ชื่นเจริญ)

🔸ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น (ม.๑ - ม.๓) ได้แก่
▪️โรงเรียนกู่จานวิทยาคม  จังหวัดยโสธร (เด็กชายเอกรินทร์  พันธุ์ปลาโด เด็กหญิงเพ็ญพร  เทียนทิพย์)
▪️โรงเรียนบุญวาทย์วิทยาลัย  จังหวัดลำปาง (เด็กชายธนากร  วงศ์คำแน่น เด็กหญิงธนัชญภร  ขันคำนันต๊ะ)
▪️โรงเรียนวังน้ำเย็นวิทยาคม  จังหวัดสระแก้ว เด็กชายภาณุศิษฏ์  คำไขสอน
เด็กหญิงทองนภา  บุญอินทร์)
▪️โรงเรียนอำนวยวิทย์  จังหวัดสมุทรปราการ (เด็กชายศิวกร  ทองดีเลิศ เด็กหญิงศรัญญา  ปอนพงา) 
▪️โรงเรียนรัตนบุรี  จังหวัดสุรินทร์ (เด็กชายบรรณวิชญ์  แสงราม เด็กหญิงพิชญาภัค  น้ำหวาน)

🔸ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย (ม.๔ - ม.๖) และประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ได้แก่                   
▪️โรงเรียนเบ็ญจะมะมหาราช  จังหวัดอุบลราชธานี (นายประวิณ  โสมรักษ์ นางสาวรุ่งฤดี  ใจผ่อง นางสาวอุปลมณี  วนมหากุล นางสาววงศ์พลอย  รังษีกาญจน์ส่อง)            
▪️โรงเรียนอ้อมน้อยโสภณชนูปถัมภ์ จังหวัดสมุทรสาคร (นายชนากร  ศรีวัฒนา นางสาวมาลินี  บุญส่ง นางสาวพลอยชมพู  พลแสน นางสาวณัฐฐินันท์  แซ่โต๊ะ)
▪️โรงเรียนดัดดรุณี  จังหวัดฉะเชิงเทรา (นางสาวชนม์นิภา  มาลาเวียง นางสาวณัฐวดี  สร้อยสุวรรณ นางสาวณัฐนิชา  แหล่งสนาม นางสาวภัทรธิดา  อั้งกิจ)
▪️โรงเรียนวารีเชียงใหม่  จังหวัดเชียงใหม่ (นายพีร  ทายะรังษี นางสาวพลอยนิตา  ธนะพงศ์นิธิศ นายจิรภัทร  กลิ่นขจร นางสาวณภาภัช  นาคเรืองศรี)
▪️โรงเรียนพยัคฆภูมิวิทยาคาร  จังหวัดมหาสารคาม (นายกษิติธร  ผิวทอง นายภัทรกฤต  เพชรแสนค่า นางสาวณัฐธีรา  สีหากุล นางสาวนาตาชา ณิชาภัทร ลิกเล็กคาซอย)

🔸ระดับอุดมศึกษา และประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ได้แก่
▪️วิทยาลัยการอาชีพเวียงเชียงรุ้ง  จังหวัดเชียงราย (นางสาวพาขวัญ  รักษาป่า นายธาดานุกูล  เมืองชื่น นายมงคลศักดิ์  แซ่เจียง นายชินกร  กาญจณาวิสุตย์)
▪️วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุราษฎร์ธานี จังหวัดสุราษฎร์ธานี
(นายกรวิษณุ  เมฆกล่อม นางสาวศุภสิริ  จิตต์มาก นางสาวสุภัคจิรา  แก้วชนะ นางสาวนิศาลักษณ์  หนูขวัญแก้ว) 
▪️วิทยาลัยนาฏศิลปอ่างทอง  จังหวัดอ่างทอง (นางสาวณัฐนันท์  ชุ่มสุวรรณ
นางสาวสราสินีย์  หอมจันทร์ นายนันทิพัฒน์  จุ้ยกระยาง นายปุญญพัฒน์  จุ้ยกระยาง)
▪️มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ (ทีมที่ ๑) จังหวัดบุรีรัมย์ (นางสาวสุฑาทิพย์  ศรีสุริยชัย นางสาวธันยชนก  ทองบ่อนายเนติพงษ์  มะณูธรรม นายนพกร  สีเหลือง)
▪️วิทยาลัยเทคนิคสตูล  จังหวัดสตูล (นายอภิพัฒน์  พึ่งแพง นายอานัฐ  สุขะปุญณะพันธ์ นางสาวปภาวรินท์  กังสถาน นางสาวปณิฏฐา  สิมมา)      

นายประสพ เรียงเงิน ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวแสดงความยินดีกับผู้ได้รับรางวัลและกล่าวชื่นชมผู้เข้าร่วมการประกวดจากทั่วประเทศในครั้งนี้ กระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมส่งเสริมวัฒนธรรมดำเนินงานร่วมกับกองทุนดร.อุเทน เตชะไพบูลย์ มูลนิธิปอเต็กตึ๊ง จัดการประกวดเยาวชนต้นแบบด้านมารยาทไทยและมารยาทในสังคม ประจำปีพุทธศักราช ๒๕๖๘ โดยตระหนักถึงภารกิจในการส่งเสริม สืบสาน รักษา ต่อยอด และปกป้อง มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม รวมทั้งการตอบสนองนโยบายและยุทธศาสตร์ชาติ ด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์โดยการปลูกฝังวัฒนธรรมและค่านิยมที่พึงประสงค์ รวมทั้งรณรงค์เรื่องการไหว้ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ประจำชาติประเภทการทักทายและการแสดงความเคารพแบบไทย ตามความเห็นชอบของมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๑๑ มิถุนายน ๒๕๖๗ อีกทั้ง กรมส่งเสริมวัฒนธรรมได้ถ่ายทอดและเผยแพร่ความรู้เรื่องมารยาทไทย มากว่า ๖๐ ปีซึ่งในปีนี้เป็นครั้งแรกที่จัดประกวดเยาวชนต้นแบบด้านมารยาทไทยและมารยาทในสังคมทั่วประเทศทุกจังหวัดและกรุงเทพมหานคร นายประสพ กล่าว

เชียงใหม่- พิธีบรรจุประจำการเครื่องบินโจมตีแบบที่ 8 (AT-6TH)

เมื่อวานนี้ (4 ก.ย. 68) พลอากาศเอก พันธ์ภักดี พัฒนกุล ผู้บัญชาการทหารอากาศ เป็นประธานในพิธีบรรจุประจำการเครื่องบินโจมตีแบบที่ 8 (AT-6) ณ กองบิน 41 จังหวัดเชียงใหม่ โดยมีอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ คณะผู้แทนการค้าของสหรัฐฯ และผู้แทนส่วนราชการ ตลอดจนผู้แทนจากบริษัทอุตสาหกรรมการบิน จำกัด บริษัท Textron Aviation Defense LLC บริษัท Sam Teltech และบริษัท RVC เข้าร่วมเป็นเกียรติในพิธีอย่างพร้อมเพรียง

กองทัพอากาศได้ดำเนินโครงการจัดหาเครื่องบินโจมตีเบา (AT-6TH) จำนวน 8 เครื่อง จากประเทศสหรัฐอเมริกา เพื่อเข้าประจำการ ณ ฝูงบิน 411 กองบิน 41 ทดแทนเครื่องบินขับไล่และฝึกแบบที่ 1 (L-39ZA/ART) ที่ปลดประจำการไปเมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2564 โดยการจัดหาดังกล่าวได้มีการลงนามสัญญาที่บริษัท Textron Aviation Defense LLC เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2564 ภายใต้ข้อตกลงคุณธรรม (Integrity Pact) เพื่อให้การใช้งบประมาณของรัฐเป็นไปด้วยความโปร่งใส คุ้มค่า มีประสิทธิภาพ และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติและประชาชน
     
ทั้งนี้ กองทัพอากาศได้ส่งนักบินจำนวน 8 นาย เข้ารับการฝึกบินกับเครื่องบินโจมตี AT-6TH ณ สหรัฐอเมริกา โดยสำเร็จหลักสูตรการบินและนักบินทดสอบครบถ้วน พร้อมผลการฝึกที่อยู่ในระดับดีเยี่ยม ทำให้การจัดหาเครื่องบินครั้งนี้ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการยกระดับเทคโนโลยีการบินของกองทัพอากาศให้ทันสมัยและมีความพร้อมรอบด้าน     

นอกจากนี้ อากาศยานแล้ว โครงการนี้ยังได้รับการสนับสนุนเครื่องมือ อุปกรณ์การฝึกอบรม และการปรับปรุงอาคารสถานที่สนับสนุน จากการช่วยเหลือของทหารบกสหรัฐฯ ใน US Title 10 Chapter 16 Section 333 Authority to Build Capability ของรัฐบาลสหรัฐฯ เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการปฏิบัติภารกิจที่โจมตีทางอากาศ การค้นหาและช่วยชีวิตในพื้นที่ชนบทลาดตระเวน การสนับสนุนภาคพื้นดิน การสกัดกั้นการลักลอบข้ามแดน และขนส่งยาเสพติด ตลอดจนการปฏิบัติภารกิจเพื่อสาธารณประโยชน์ เช่น การควบคุมไฟป่าและบรรเทาสาธารณภัยเป็นต้น

ผู้บัญชาการทหารอากาศได้กล่าวว่า การจัดหาในครั้งนี้ดำเนินไปด้วยความโปร่งใส โปร่งประโยชน์ และคุ้มค่าอย่างแท้จริง โดยปัจจุบันฝูงบิน 411 ได้รับมอบเครื่องบินครบจำนวน 8 เครื่องเรียบร้อยแล้ว ซึ่งท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา เครื่องบินโจมตีเบา AT-6TH ได้รับการพิจารณาในการปฏิบัติภารกิจลาดตระเวนติดอาวุธและสนับสนุนการป้องกันประเทศอย่างเต็มศักยภาพ  

การบรรจุประจำการเครื่องบินโจมตีแบบที่ 8 (AT-6TH) ในครั้งนี้ นับเป็นอีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์สำคัญของฝูงบิน 411 กองบิน 41 และกองทัพอากาศ ที่จะนำไปสู่การบูรณาการด้านการปฏิบัติการบินร่วมกับส่วนราชการด้านความมั่นคง เพื่อธำรงไว้ซึ่งอธิปไตยและความมั่นคงของชาติสืบไป
 

‘ผู้ว่าฯ บันเตียเมียนเจย’ ส่งหนังสือโต้ ‘ผู้ว่าฯ สระแก้ว’ ชี้รื้อหมู่บ้านเขมร ละเมิด MOU ควรรอผลหารือ GBC-JBC

(4 ก.ย. 68) ผู้ว่าราชการจังหวัดบันเตียเมียนเจยของกัมพูชา นายอุม เรียเตรย ได้ส่งหนังสือถึงนายปริญญา โพธิสัตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้วของไทย ขอให้ยุติการสั่งย้ายชาวกัมพูชาที่อยู่อาศัยในพื้นที่บ้านจกเจยและบ้านเปรยจัน ซึ่งตรงกับพื้นที่บ้านหนองจานและบ้านหนองหญ้าแก้ว ฝั่งไทย โดยย้ำว่าควรรอผลการหารือของคณะกรรมการชายแดนร่วม (JBC) และคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ที่มีหน้าที่โดยตรงด้านเขตแดน

ในหนังสือ ผู้ว่าฯ บันเตียเมียนเจยระบุว่า การดำเนินการฝ่ายเดียวที่กระทบต่อชาวบ้านถือเป็นการละเมิดบันทึกความเข้าใจปี 2543 และข้อตกลงหยุดยิงไทย-กัมพูชา รวมถึงเจตนารมณ์ของการประชุมระดับทวิภาคีที่ผ่านมา พร้อมเรียกร้องให้ทั้งสองประเทศคงสถานการณ์เดิมและส่งเรื่องให้กลไกอย่างเป็นทางการแก้ไขตามกระบวนการสันติ

กัมพูชายืนยันว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นดินแดนของตนมาโดยตลอด และชาวบ้านที่อยู่อาศัยอยู่ในปัจจุบันก็มีรากฐานจากผู้ลี้ภัยในยุคเขมรแดงซึ่งเคยอาศัยอยู่ที่นี่มาเป็นเวลานาน จึงไม่ควรถูกบังคับย้ายออกไปโดยไม่ได้รับการเจรจา

โดยความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นหลังจากผู้ว่าฯสระแก้วได้มีหนังสือถึงฝ่ายกัมพูชาเมื่อ 29 สิงหาคม ขอให้ย้ายชาวบ้าน 170 ครัวเรือนที่รุกล้ำเข้ามาในฝั่งไทยออกจากพื้นที่ โดยแบ่งเป็นบ้านจกเจย 135 ครัวเรือน และบ้านเปรยจัน 35 ครัวเรือน ซึ่งอยู่ในเขตอำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้วของไทย


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top