Monday, 8 June 2026
NEWS FEED

สำนักงานตำรวจแห่งชาติจัดพิธีมอบรางวัล “โครงการสุภาพบุรุษจราจร ประชาชนสัญจรปลอดภัย” ให้กับตำรวจจราจรและหน่วยที่มีผลการปฏิบัติงานดีเด่นในการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนน

(29 ส.ค. 68) เวลา 13.30 น. พล.ต.อ. กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.), พล.ต.อ.ไกรบุญ ทรวดทรง รอง ผบ.ตร., พล.ต.ท.สำราญ นวลมา ผู้ช่วย ผบ.ตร. มอบหมายให้ พล.ต.ท.ธนพล ศรีโสภา รองจเรตำรวจแห่งชาติ รักษาราชการแทน ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นประธานในพิธีมอบรางวัล “โครงการสุภาพบุรุษจราจร ประชาชนสัญจรปลอดภัย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2567” ครั้งที่ 2 ห้วงเดือนกันยายน ถึงเดือนธันวาคม 2567 พร้อมทั้งแถลงเปิด “โครงการสุภาพบุรุษจราจร ประชาชนสัญจรปลอดภัย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2568” ณ ห้องศรียานนท์ ชั้น 2 อาคาร 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยมี คุณประยูร ภู่แส รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท กลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ จำกัด, นายแพทย์ อนุชา เศรษฐเสถียร รองประธานแผนงานสนับสนุนการป้องกันอุบัติเหตุจราจรระดับจังหวัด (สอจร.), 

นายแพทย์ ธนะพงษ์ จินวงษ์ ผู้จัดการศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน (ศวปถ.), คุณก่องกาญจน์ ทักษ์หิรัญฤทธิ์ ผู้จัดการ สำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงทางสังคม (สสส.), คุณพรหมินทร์ กัณธิยะ ผู้อำนวยการสำนักงานเครือข่ายลดอุบัติเหตุ, แพทย์หญิง ศิริรัตน์ สุวรรณฤทธิ์ ผู้อำนวยการกองป้องกันการบาดเจ็บ กรมควบคุมโรค พร้อมด้วย พล.ต.ท.จิรสันต์ แก้วแสงเอก ที่ปรึกษาคณะทำงานโครงการสุภาพบุรุษจราจร, พล.ต.ต.ธวัช วงศ์สง่า รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล, หน่วยงานในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ, ภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐและเอกชน ร่วมพิธีมอบรางวัลสุภาพบุรุษจราจร ประเภทบุคคลและหน่วยงาน ตามโครงการ “สุภาพบุรุษจราจร ประชาชนสัญจรปลอดภัย” เพื่อพัฒนาศักยภาพการทำงานของตำรวจจราจร ลดอัตราการเสียชีวิตและบาดเจ็บจากอุบัติเหตุทางถนน เพื่อให้ประชาชนมีความพึงพอใจและสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างประชาชน ภาคีเครือข่าย และตำรวจผู้ปฏิบัติหน้าที่ สร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับตำรวจจราจร ประชาชนมีความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน 

สำหรับ “โครงการสุภาพบุรุษจราจร ประชาชนสัญจรปลอดภัย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2567” เป็นความร่วมมือระหว่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กับบริษัท กลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ จำกัด ซึ่งเป็นการดำเนินการโครงการต่อเนื่องปีที่ 3 โดยมีวัตถุประสงค์ในการคัดเลือกตำรวจจราจรและหน่วยงานที่มีผลการปฏิบัติงานดีเด่นในด้านการบังคับใช้กฎหมาย การป้องกันและลดอุบัติเหตุ รวมทั้งการอำนวยการจราจรและการให้บริการประชาชนในพื้นที่ โดยให้ทุกกองบัญชาการ กองบังคับการ และสถานีตำรวจในสังกัดทั้ง 1,484 สถานี ดำเนินการให้ข้าราชการตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่จราจรทุกนาย ปฏิบัติหน้าที่โดยยึดหลัก 5S อันได้แก่ SMILE (ยิ้มแย้มแจ่มใส), SMART (มีบุคลิกภาพที่ดี), SALUTE (ปฏิบัติต่อประชาชนด้วยความสุภาพ), SERVICE MIND (ปฏิบัติหน้าที่ด้วยจิตใจบริการ), STANDARD (ยกระดับการปฏิบัติให้มีมาตรฐานเดียวกัน) ทั้งนี้ ในการประเมินผล 

วัดจากจำนวนผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุ ต้องลดลงได้มากกว่าร้อยละ 5 หรือ 10 คนขึ้นไปเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 3 ปี, ข้อมูลการตั้งด่านตรวจ จุดตรวจกวดขันวินัยจราจร เพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่าร้อยละ 5 จากค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 3 ปี และผลการการบังคับใช้กฎหมาย (ขับรถในขณะเมาสุรา/ขับรถเร็วเกินกำหนด และไม่หมวกนิรภัย) เพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่าร้อยละ 5 จากค่าเฉลี่ย 3 ปีย้อนหลัง ตามปีปฏิทิน รวมทั้งมีการตรวจสอบติดตามประเมินผล เพื่อพิจารณาคัดเลือก สุภาพบุรุษจราจรประเภทบุคคล กองบังคับการละ 2 นาย แบ่งเป็น ระดับชั้นสัญญาบัตร 1 นาย และชั้นประทวน 1 นาย รวมจำนวนทั้งสิ้น 194 นาย และคัดเลือกสุภาพบุรุษจราจรประเภทหน่วยงาน ในสังกัดแต่ละกองบัญชาการที่ชนะเลิศ 1 หน่วยงาน รองชนะเลิศ 2 หน่วยงาน รวมทุกกองบัญชาการจำนวนทั้งสิ้น 32 หน่วยงาน โดยมอบรางวัลปีละ 2 ครั้ง และยังมีการมอบรางวัลผลงานนวัตกรรมให้กับหน่วยงานนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้ในการลดอุบัติเหตุทางถนน 

ในวันนี้เป็นการมอบรางวัลสำหรับปีงบประมาณ พ.ศ.2567 รวมทั้งสิ้น 57 รางวัล ได้แก่
- หน่วยที่ได้รับรางวัลดีเด่นระดับกองบัญชาการ 3 ลำดับแรก ได้แก่ ตำรวจภูธรภาค 1, ตำรวจภูธรภาค 3 และตำรวจภูธรภาค 6 
- หน่วยที่ได้รับรางวัลดีเด่นระดับกองกองบังคับการ ได้แก่ กองบังคับการตำรวจจราจร, ตำรวจภูธรจังหวัดลพบุรี (ภ.จว.ลพบุรี), ภ.จว.ระยอง, ภ.จว.นครราชสีมา, ภ.จว.ขอนแก่น, ภ.จว.เชียงราย, ภ.จว.นครสวรรค์, ภ.จว.เพชรบุรี,  ภ.จว.สุราษฎร์ธานี, ภ.จว.พัทลุง และกองบังคับการตำรวจทางหลวง
- หน่วยงานที่มีผลงานดีเด่นด้านนวัตกรรม 3 ลำดับแรก ได้แก่ ตำรวจภูธรภาค 3, ตำรวจภูธรภาค 8 และกองบัญชาการตำรวจนครบาล

นอกจากนี้ มีการมอบรางวัลระดับบุคคลอีกจำนวน 30 รางวัล พร้อมทั้งมีการนำเสนอบูธของหน่วยงานที่ได้รับรางวัลดีเด่นในพิธีวันนี้ด้วย  

สำนักงานตำรวจแห่งชาติเน้นย้ำให้ทุกหน่วยร่วมกันขับเคลื่อนโครงการประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2568 ให้เกิดความต่อเนื่อง เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพของตำรวจจราจรเพื่อให้ประชาชนได้รับการบริการที่ดี สามารถใช้รถใช้ถนนอย่างปลอดภัย ส่งผลให้ลดจำนวนการเกิดอุบัติเหตุ ลดจำนวนผู้ได้รับบาดเจ็บและผู้เสียชีวิตอย่างเป็นรูปธรรม ตามเป้าหมายของรัฐบาลต่อไป 

สมุทรปราการ-เลขาฯ รัฐมนตรีกระทรวงคมนาคม ร่วมพิธีฟังสวดพระอภิธรรม นายฉะโอด รุ่งเรือง อดีตนักการเมืองอาวุโส 

นายสรวุฒิ เนื่องจำนงค์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงตมนาคม ให้เกียรติมาเป็นประธานในพิธีสวดพระอภิธรรม นายฉะโอด รุ่งเรือง อดีตไวยาวัชกรวัดบางพลีใหญ่กลาง ที่ปรึกษานายก อบจ.สมุทรปราการ และอดีตนายก อบต.บางพลีใหญ่ 

นอกจากนี้ ทางครอบครัวรุ่งเรือง ยังได้รับเกียรติจาก นางนิศากร วิศิษฎ์สรอรรถ ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสงคราม พร้อมด้วย นายกรกฎ วงษ์สุวรรณ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสงคราม คณะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หัวหน้าส่วนราชการ คณะเจ้าหน้าที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ นักการเมืองท้องถิ่น

คณะครูโรงเรียนบางพลีราษฎ์บำรุง ข้าราชการตำรวจ ไวยาวัจกรวัดบางพลีใหญ่กลาง ตลอดจนแขกผู้มีเกียรติ พี่น้องประชาชนในเขตพื้นที่และพื้นที่ใกล้เคียงจำนวนมากร่วม 1,000 คน เดินทางมาร่วมฟังสวดพระอภิธรรมและไว้อาลัยต่อการจากไปของ นายฉะโอด รุ่งเรือง อดีตไวยาวัชกรวัดบางพลีใหญ่กลาง ที่ปรึกษานายก อบจ.สมุทรปราการ และอดีตนายก อบต.บางพลีใหญ่ 

ที่ได้เสียชีวิตลงด้วยโรคประจำตัว ที่โรงพยาบาลบางพลี สมุทรปราการ อายุรวม 81 ปี โดยมี ดร.วีร์สุดา รุ่งเรือง นายก อบต.บางพลีใหญ่ พร้อมด้วย ครอบครัวรุ่งเรือง ร่วมให้การต้อนรับ

ซึ่งการสวดพระอภิธรรม นายฉะโอด รุ่งเรือง จะมีพิธีสวดพระอภิธรรมไปจนถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2568 โดยได้รับความเมตตาจาก พระเดชพระคุณ ท่านเจ้าคุณวชิรคณาทร (เจ้าคุณแจ้) เจ้าอาวาสวัดบางพลีใหญ่กลาง และคณะสงฆ์วัดบางพลีใหญ่กลาง

'Warroom IAC' ปราบแก๊งคอลเซ็นเตอร์ อายัดเงินมีประสิทธิภาพมากขึ้น นำคืนให้แก่ผู้เสียหาย 'MONEY CASH BACK' ได้อีก 5 ราย กว่า 2 ล้านบาท

(29 ส.ค. 68) เวลา 11.30 น. พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร จเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้บัญชาการ ศูนย์บริหารเหตุการณ์แก๊งคอลเซ็นเตอร์และค้ามนุษย์นานาชาติ (ผบ.ศกค.) หรือ International Anti-Scam and Human Trafficking Syndicate Command Center (IAC) มอบหมายให้ พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผู้บัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ผบช.สอท.)/ที่ปรึกษา ศกค. แถลงผลการปฏิบัติของ “Warroom IAC” ในการกวาดล้างเครือข่าย ระงับบัญชี ติดตามเงินคืนผู้เสียหาย ตามปฏิบัติการ “MONEY CASH BACK ปิดบัญชี ตามล่าม้า คว้าเงินคืน” โดยมี พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ ผบก.สอท.1 พร้อมเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องร่วมแถลง ณ ห้อง “Warroom IAC” สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

ในการปฏิบัติการของ “Warroom IAC” จะบูรณาการทำงานกับหลายภาคส่วนในการเดินหน้าปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้การดำเนินการเห็นผลอย่างเป็นรูปธรรม ไปสู่เป้าหมายที่วางไว้ภายใน 3 เดือน พบว่าตั้งแต่เปิด “Warroom IAC” วันที่ 4 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา มีการปราบปรามเห็นผลชัดเจนขึ้น และสามารถอายัดเงินของผู้เสียหายทั้งบัญชีธนาคารและคริปโตเคอเรนซี ได้รวดเร็วขึ้นและมากขึ้นตามลำดับ โดยตั้งแต่วันที่ 4 - 28 สิงหาคม 2568 มีจำนวนเคสที่นำเข้าวอร์รูม 426 เคส มูลค่าความเสียหายรวม 225,093,192 บาท จากการดำเนินการของวอร์รูม สามารถอายัดได้ 201 เคส มูลค่าทรัพย์สินที่อายัดได้ 75,246,769 บาท นอกจากนี้ ยังพบเคสที่ถอนเงินสด 170 เคส มูลค่าเงินสดที่ถูกถอนรวม 92,145,130 บาท

ทั้งนี้ จากการทำงานแบบบูรณาการร่วมกับหน่วยต่างๆ เพื่อปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ รวมทั้งประสานความร่วมมือกับธนาคารและสถาบันการเงินทุกแห่ง ทำให้ “Warroom IAC” สามารถตรวจสอบเส้นทางการเงิน และอายัดเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น สามารถติดตามนำคืนให้แก่ผู้เสียหายตามขั้นตอนในโครงการ “MONEY CASH BACK” ไปแล้วหลายครั้ง รวมจำนวนเงินกว่า 234 ล้านบาท และล่าสุดสามารถติดตามเงินของผู้เสียหายที่ถูกหลอกลวงให้โอนเงินเพิ่มเติมได้อีก จำนวน 5 ราย จำนวน 2,058,920 บาท เพื่อนำคืนให้แก่ผู้เสียหายทั้ง 5 ราย

กรณีที่ 1 : ผู้เสียหายเป็นหญิงรายหนึ่ง ได้ใช้งานเฟซบุ๊ก พบบัญชีแฟนเพจของคนร้าย ชื่อ “ทิวา ชินธาดาพงศ์” ที่ลงข้อมูลแอบอ้างเป็น อาจารย์ทิวา ชินธาดาพงศ์ หรือ เซียนมี่ นักลงทุนชื่อดัง โดยเพจดังกล่าวได้ลงโฆษณาเชิญชวนให้เล่นหุ้น ผู้เสียหายจึงได้ติดต่อเพจดังกล่าวไป ต่อมาได้แอดไลน์ และได้สนทนากับผู้ใช้ชื่อไลน์ว่า “มาย” ที่อ้างว่าเป็นเลขาของ อ.ทิวา ชินธาดาพงศ์ จากนั้นผู้เสียหายได้ถูกดึงเข้ากลุ่ม “SET Up 17” โดยในกลุ่มจะบอกราคาหุ้น จากนั้นให้ผู้เสียหายย้ายกลุ่มไปยังอีกกลุ่ม ชื่อ “Class A SET UP” เป็นกลุ่มเกี่ยวกับการเล่นหุ้น ต่อมา คนร้ายได้แจ้งให้ผู้เสียหายโอนเงินเพื่อเล่นหุ้น ผ่านโปรแกรมชื่อ “Macquaie Prime” ผู้เสียหายหลงเชื่อโอนเงินไปหลายครั้ง โดยได้กำไรจริงในช่วงแรก ต่อมาคนร้ายจึงชักจูงให้ผู้เสียหายโอนเงินเพิ่ม เพื่อกำไรที่เพิ่มขึ้น สุดท้ายไม่สามารถถอนเงินออกมาได้ รวมความเสียหายทั้งหมด 4,719,820.58 บาท

จากกรณีดังกล่าว บก.สอท.1 ได้นำกำลังสืบสวนจนทราบว่า นายภาคภูมิฯ อายุ 24 ปี หนึ่งในเจ้าของบัญชีธนาคารที่ใช้กระทำความผิด ได้พักอาศัยอยู่ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร จึงได้เดินทางไปส่งหมายเรียกดังกล่าว ซึ่งต่อมาเจ้าตัวได้เข้าพบพนักงานสอบสวน เพื่อรับทราบข้อกล่าวหา ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถประสานธนาคารเพื่ออายัดเงินในบัญชีธนาคารของ นายภาคภูมิฯ ไว้ได้ ซึ่งผู้เสียหายได้โอนเข้าบัญชีดังกล่าวตามที่ถูกหลอกลวง จำนวน 1 ครั้ง เป็นเงิน 500,000 บาท อายัดได้ทันเต็มจำนวน 500,000 บาท โดยผู้ต้องหาไม่โต้แย้งในกรรมสิทธิ์ และยินยอมให้เจ้าหน้าที่ตำรวจส่งมอบเงินในบัญชีตามจำนวนดังกล่าวคืนให้แก่ผู้เสียหาย

กรณีที่ 2 : ผู้เสียหายเป็นข้าราชการรายหนึ่ง ได้รับโทรศัพท์จากมิจฉาชีพที่อ้างตนว่าเป็นเจ้าหน้าที่ด้านกฎหมายของสถานีตำรวจในจังหวัดขอนแก่น แจ้งให้ผู้เสียหายรอรับโทรศัพท์จาก DSI จากนั้นได้มีคนร้ายอ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่ DSI โทรมาหา แจ้งว่าผู้เสียหายยักยอกเงินของทางราชการ และได้หลอกให้ผู้เสียหายเพิ่มเพื่อนผ่านทางแอปพลิเคชัน LINE หลังจากพูดคุยคนร้ายได้แจ้งให้ผู้เสียหายเปิดบัญชีธนาคารเพื่อรับผลประโยชน์ จำนวน 10 เปอร์เซ็นต์ จากการทำธุรกรรมในบัญชีดังกล่าว จากนั้นคนร้ายข่มขู่ให้ผู้เสียหายแจ้งทรัพย์สินที่ผู้เสียหายมีอยู่ให้คนร้ายทราบ เพื่อจะได้ไม่มีผลกระทบต่อการรับราชการของผู้เสียหาย และคนร้ายจะให้การช่วยเหลือกรณีดังกล่าว ต่อมาคนร้ายแจ้งให้ผู้เสียหายให้โอนเงินทั้งหมดให้ตรวจสอบ ผู้เสียหายหลงเชื่อ จึงโอนเงินไปจำนวน 497,900 บาท จากนั้นคนร้ายแจ้งให้โอนเงินค่าทนายอีก จำนวน 100,000 บาท ต่อมาคนร้ายแจ้งให้โอนเงินค่าทนายอีก จำนวน 170,000 บาท แต่ผู้เสียหายหมดเงินแล้ว จึงไม่ได้โอนไปให้ รวมความเสียหายที่ถูกหลอกลวงไปทั้งสิ้น จำนวน 767,900 บาท

จากกรณีดังกล่าว บก.สอท.5 ได้รวบรวมพยานหลักฐานและสืบสวนติดตามผู้ต้องหาในขบวนการได้แล้วบางส่วน และเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถประสานงานธนาคารเพื่ออายัดเงินในบัญชีธนาคารของ นายอนุชิต ฯ หนึ่งในผู้ต้องหาไว้ได้ ซึ่งผู้เสียหายได้โอนเข้าบัญชีดังกล่าวเพื่อลงทุนตามที่ถูกหลอกลวง จำนวน 1 ครั้ง เป็นเงิน 497,900 บาท ซึ่งภายหลังรับทราบข้อกล่าวหา นายอนุชิต ฯ ผู้ต้องหา ให้ถ้อยคำว่า ตนเองไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเงินที่อายัดไว้ ไม่โต้แย้งในกรรมสิทธิ์ และยินยอมให้เจ้าหน้าที่ตำรวจส่งมอบเงินในบัญชีตามจำนวนดังกล่าวคืนให้แก่ผู้เสียหาย เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงสามารถอายัดได้ทันทั้งหมด จำนวน 497,900 บาท 

กรณีที่ 3 : ผู้เสียหายเป็นอดีตข้าราชการรายหนึ่งได้ถูกหลอกลวง โดยมิจฉาชีพติดต่อมาอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ไปรษณีย์ แจ้งว่ามีเอกสารที่ยังไม่ได้เซ็นรับ ซึ่งเอกสารดังกล่าวจ่าหน้าซองว่าถูกส่งมาจากกรมบัญชีกลาง ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงได้เพิ่มเพื่อนทางไลน์ตามคำแนะนำ โดยคนร้ายใช้ชื่อบัญชีไลน์ว่า“กลุ่มผู้เกษียณอายุ” และ “กนกรัตน์ หิรัญบูรณะ” ต่อมาคนร้ายได้ให้ทำตามขั้นตอนที่แนะนำ กระทั่งได้ถูกหลอกให้โอนเงินออกจากบัญชีธนาคาร รวมความเสียหายกว่า 768,020 บาท 

จากกรณีดังกล่าว บก.สอท.1 ได้รวบรวมพยานหลักฐานและสืบสวนติดตามผู้ต้องหาในขบวนการได้แล้วบางส่วน และเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถประสานงานธนาคารเพื่ออายัดเงินในบัญชีธนาคารของ นางสาววรรณนิษาฯ หนึ่งในผู้ต้องหาไว้ได้ ซึ่งผู้เสียหายได้โอนเข้าบัญชีดังกล่าวตามที่ถูกหลอกลวง จำนวน 1 ครั้ง เป็นเงิน 411,010 บาท ซึ่งอายัดได้ทันจำนวน 411,010 บาท

กรณีที่ 4 : ผู้เสียหายรายหนึ่งได้สั่งซื้อของออนไลน์ เมื่อโอนเงินไปแล้วปรากฎว่าไม่ได้รับสินค้าตามที่สั่ง ต่อมาได้มีคนร้ายแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่กระทรวงยุติธรรมได้ติดต่อมาหาอ้างว่าจะช่วยเอาเงินคืนให้ จากนั้นให้เพิ่มเพื่อนในไลน์ คนร้ายได้แล้วดึงเข้ากลุ่มไลน์ชื่อ “DDos ชุดที่ 88” จากนั้นได้เริ่มให้ผู้เสียหายโอนเงินครั้งแรกเป็นค่าเข้ากลุ่ม ต่อมาคนร้ายได้ใช้กลอุบายหลอกให้ผู้เสียหายโอนเงินเพิ่มอีกหลายครั้งเพื่อเป็นค่าดำเนินการในการติดตามเงินค่าสินค้าคืน สุดท้ายผู้เสียหายโอนเงินไปทั้งหมด 15 ครั้ง รวมทั้งสิ้น 3,691,061.54 บาท 

จากกรณีดังกล่าว บก.สอท.1 ได้รวบรวมพยานหลักฐานและสืบสวนติดตามผู้ต้องหาในขบวนการได้แล้วบางส่วน และเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถประสานงานธนาคารเพื่ออายัดเงินในบัญชีธนาคารของ นางสาวสุนีย์ฯ หนึ่งในผู้ต้องหาไว้ได้ ซึ่งผู้เสียหายได้โอนเข้าบัญชีดังกล่าวตามที่ถูกหลอกลวง จำนวน 1 ครั้ง เป็นเงิน 400,000 บาท ซึ่งอายัดได้ทันจำนวน 370,010 บาท

กรณีที่ 5 : ผู้เสียหายรายหนึ่งได้ใช้งานแอปพลิเคชัน facebook ต่อมาได้ถูกชักชวนจากในโซเชียลให้นำเงินไปลงทุนในแพลตฟอร์ม vips-psl .com ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงได้โอนเงินลงทุน ต่อมาไม่สามารถถอนเงินออกมาได้ ผู้เสียหายโอนเงินไปทั้งหมด จำนวน 9 ครั้ง ความเสียหายรวม จำนวน 4,315,000 บาท

จากกรณีดังกล่าว พ.ต.อ.ปกรณ์กิตติ์ ธนวรินทร์กุล ผกก.3 บก.สอท.2 ได้สั่งการให้ชุดสืบสวนและพนักงานสอบสวน
ในสังกัด รวบรวมพยานหลักฐานเพื่อขออำนาจศาลออกหมายจับผู้ต้องหาในขบวนการ จนสามารถออกหมายจับได้แล้วหลายราย โดยล่าสุดได้นำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจในสังกัด ติดตามจับกุม นายสิทธิศักดิ์ฯ อายุ 42 ปี หนึ่งในขบวนการได้ในพื้นที่ จ.ชุมพร เจ้าตัวสารภาพว่าได้ถูกว่าจ้างให้เปิดบัญชี โดยตนไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเงินที่อายัดไว้ จึงขอไม่โต้แย้งในกรรมสิทธิ์และยินยอมให้เจ้าหน้าที่ตำรวจส่งมอบเงินในบัญชี ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถประสานงานธนาคารเพื่ออายัดเงินในบัญชีธนาคารของ นายสิทธิศักดิ์ฯ ไว้ได้ จำนวน 280,000 บาท 

โดยวันนี้ “Warroom IAC” หรือ ศกค. นำโดย พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร จเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะ ผบ.ศกค. ได้นำเงินจำนวน 2,058,920 บาท คืนให้แก่ผู้เสียหายทั้ง 5 ราย ตามปฏิบัติการ “MONEY Cash Back ปิดบัญชี ตามล่าม้า คว้าเงินคืน”

รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติแถลงข่าวการจัดแข่งขันกีฬารักบี้ฟุตบอลประเพณีระหว่างตำรวจไทย – มาเลเซีย ชิงถ้วยรุจิรวงศ์ ครั้งที่ 36 ประจำปี 2568

(29 ส.ค.68) เวลา 10.30 น. พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ มอบหมาย พล.ต.อ.กรไชย คล้ายคลึง รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะประธานคณะทำงานการจัดการแข่งขันกีฬารักบี้ฟุตบอลประเพณีระหว่างตำรวจไทยและตำรวจมาเลเซีย พร้อมด้วย มูฮัมหมัด ฮาฟิซ อาบู บาการ์ เลขานุการเอก/ผู้ช่วยทูตตำรวจ ประจำสถานเอกอัครราชทูตมาเลเซีย ประจำประเทศไทย และ พล.ต.ต.เทอดศักดิ์ รุจิรวงศ์ ที่ปรึกษาคณะทำงานฯ แถลงข่าวการแข่งขันกีฬารักบี้ฟุตบอลประเพณีระหว่างตำรวจไทยและตำรวจมาเลเซีย ชิงถ้วยรุจิรวงศ์ ครั้งที่ 36 ประจำปี 2568 ณ ห้องสารสิน อาคาร 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

สำหรับการแข่งขันกีฬารักบี้ประเพณีระหว่างตำรวจไทยและตำรวจมาเลเซีย มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างตำรวจไทยและตำรวจมาเลเซีย ก่อให้เกิดความรักความสามัคคีระหว่างตำรวจไทยกับตำรวจมาเลเซียอย่างแน่นแฟ้น ในการบูรณาการทำงานร่วมกัน ตลอดจนเพิ่มศักยภาพการป้องกันปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติที่จะมาคุกคามประชาชนระหว่างสองประเทศ โดยการจัดการแข่งขันครั้งแรก เมื่อปีพุทธศักราช 2504 ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ในยุคสมัยของ พล.ต.อ.ประเสริฐ รุจิรวงศ์ ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมตำรวจ ได้ดำเนินมาจนถึงปัจจุบัน เป็นระยะเวลานานกว่า 64 ปี มีการจัดการแข่งขันมาแล้ว 32 ครั้ง โดยหมุนเวียนผลัดเปลี่ยนเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน 

การแข่งขันกีฬารักบี้ฟุตบอลชิงถ้วย "รุจิรวงศ์" ครั้งที่ 36 สำนักงานตำรวจแห่งชาติของไทย ได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน ระหว่างวันที่ 3 - 6 กันยายน 2568 และจะมีการแข่งขันจริงในวันที่ 4 กันยายน 2568 ณ สนามกีฬารักบี้ฟุตบอล โรงเรียนปริ้นส์รอยแยลส์วิทยาลัย อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ โดยแบ่งการแข่งขันออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่
1. การแข่งขันชิงถ้วย "รุจิรวงศ์" ประเภทอายุไม่เกิน 45 ปี
2. การแข่งขันชิงถ้วยรางวัลชนะเลิศ ประเภทอาวุโส อายุเกิน 45 ปีขึ้นไป

พล.ต.อ.กรไชยฯ กล่าวว่า การแข่งขันในครั้งนี้มุ่งเน้นความสัมพันธ์ มิตรภาพของหน่วยงานระหว่างประเทศ โดยทีมสโมสรรักบี้ฟุตบอลของสำนักงานตำรวจแห่งชาติของไทย มีความพร้อมร่วมการแข่งขัน นักกีฬารักบี้ฟุตบอลทุกคนได้ฝึกซ้อมและมุ่งมั่นที่จะเข้าร่วมการแข่งขันอย่างเต็มที่ แต่อย่างไรก็ตาม สำหรับผลการแข่งขันแพ้ชนะ ไม่ได้เป็นการบ่งชี้มากไปกว่าความสัมพันธ์ระหว่างตำรวจทั้งสองประเทศที่จะยั่งยืนตลอดไป

ทั้งนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติขอประชาสัมพันธ์เชิญชวนพี่น้องประชาชนและข้าราชการตำรวจ ร่วมรับชมและส่งกำลังใจแก่นักกีฬาตำรวจไทย ในการแข่งขันกีฬารักบี้ฟุตบอลประเพณีระหว่างตำรวจไทยและตำรวจมาเลเซีย ชิงถ้วย "รุจิรวงศ์" ครั้งที่ 36 ในวันพฤหัสบดีที่ 4 กันยายน 2568 เวลา 15.00 น. เป็นต้นไป ณ สนามกีฬารักบี้ฟุตบอล โรงเรียนปริ้นส์รอยแยลส์วิทยาลัย อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ หรือผ่านช่องทาง Facebook : Royal Thai Police Rugby Club

ทัพเรือภาคที่ 1 จัดการประชุมคณะกรรมการพัฒนาเพื่อความมั่นคงในระดับพื้นที่ในเขตทัพเรือภาคที่ 1 ครั้งที่ 2/2568

เมื่อวานนี้ (28 ส.ค.68) พลเรือโท อาภา ชพานนท์ ประธานคณะกรรมการพัฒนาเพื่อความมั่นคงในระดับพื้นที่ในเขตทัพเรือภาคที่ 1/ผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 1 เป็นประธานในการประชุมคณะกรรมการพัฒนาเพื่อความมั่นคงในระดับพื้นที่ในเขตทัพเรือภาคที่ 1 ครั้งที่ 2 ปีงบประมาณ 68 ณ โรงแรม โรงแรม เฮลท์แลนด์ รีสอร์ท แอนด์ สปา พัทยา เพื่อรับทราบผลการดำเนินงานตามแนวทางการเสริมสร้างความมั่นคงเชิงพื้นที่ ภายใต้นโยบายและแผนความมั่นคงที่ 17 การเสริมสร้างความมั่นคงเชิงพื้นที่ ปีงบประมาณ 68 รวมถึงรับทราบปัญหา อุปสรรค ข้อขัดข้องในการทำงานของหน่วยงานต่างๆ ในพื้นที่รับผิดชอบ ประกอบด้วยหน่วยงานระดับนโยบาย ในพื้นที่รับผิดชอบ เพื่อประสานความร่วมมือ และบูรณาการในการแก้ไขปัญหาร่วมกันให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

‘กัมพูชา’ ส่งหนังสือตรงถึง ‘สถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งสวีเดน’ เบรกดีลขาย ‘กริพเพน’ ให้ไทย!! อ้างจะถูกนำมาใช้รุกรานเขมร

(28 ส.ค. 68) คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนกัมพูชา (CHRC) ส่งหนังสือตรงถึงสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งสวีเดน เรียกร้องให้ยุติข้อตกลงขายเครื่องบินขับไล่กริพเพน (Gripen) ให้ไทย โดยให้เหตุผลว่าอาจบ่อนทำลายสันติภาพ และเสี่ยงถูกนำไปใช้รุกรานกัมพูชา ซ้ำรอยเหตุการณ์ความขัดแย้งทางประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา

นายแก้ว รามี ประธาน CHRC ระบุในจดหมายว่า แม้สวีเดนมีภาพลักษณ์เป็นผู้พิทักษ์สิทธิมนุษยชนและสันติภาพ แต่การขายเครื่องบินรบครั้งนี้กลับเป็นการขัดแย้งกับจุดยืนดังกล่าว เพราะนอกจากจะกระทบความมั่นคงแล้ว ยังเสี่ยงต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชนหากถูกใช้โจมตีพลเรือน

CHRC อ้างถึงกฎบัตรสหประชาชาติและอนุสัญญาเจนีวา พร้อมเรียกร้องให้สวีเดนคำนึงถึงพันธกรณีระหว่างประเทศมากกว่าผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ โดยเสนอข้อเรียกร้อง 3 ประการ ได้แก่ คัดค้านการขายกริพเพนให้ไทย ทบทวนและประเมินความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชนอย่างโปร่งใส และสนับสนุนการแก้ปัญหาชายแดนไทย–กัมพูชาด้วยสันติวิธี

ท้ายจดหมาย CHRC ยังเรียกร้องให้สวีเดนช่วยกดดันรัฐบาลไทยให้ปล่อยทหารกัมพูชา 18 นาย ที่ถูกควบคุมตัวอยู่โดยทันทีและไม่มีเงื่อนไข โดยย้ำว่าการละเว้นจากการติดอาวุธให้ประเทศที่อาจเป็นผู้รุกราน ไม่เพียงเป็นหน้าที่ตามกฎหมายระหว่างประเทศ แต่ยังเป็นเรื่องของจิตสำนึกเพื่อสันติภาพโลก

สวนนงนุชพัทยา จัดโปรแรง 'ไทยเที่ยวไทย' มา 3 จ่าย 2 ตลอดเดือนกันยายน


นายกัมพล ตันสัจจา ประธานสวนนงนุชพัทยา จัดโปรโมชั่นพิเศษเอาใจนักท่องเที่ยวในแคมเปญ 'ไทยเที่ยวไทย' เพียงมา 3 ท่าน จ่ายเพียง 2 ท่าน สำหรับบัตรผ่านประตู ตั้งแต่วันที่ 1–30 กันยายน 2568 เท่านั้น

นอกจากนี้ ยังมีสิทธิพิเศษอีกมากมาย ได้แก่เด็กสูงไม่เกิน 140 ซม. (ที่มากับครอบครัว) และผู้พิการ เข้าฟรีทุกวัน ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป เข้าฟรีทุกวันศุกร์ผู้สูงอายุ 80 ปีขึ้นไป เข้าฟรีทั้งปี โดยไม่มีเงื่อนไข


นักท่องเที่ยวจะได้เพลิดเพลินกับการแสดงสุดอลังการ 'นงนุชโชว์' และการแสดงช้างแสนรู้ ที่โรงละครสกาลา วันละ 4 รอบ (เช้า 2 รอบ – บ่าย 2 รอบ) พร้อมตื่นตากับสวนสวยกว่า 60 สวน บนพื้นที่กว่า 1,700 ไร่ อาทิ สวนตะบองเพชร 1 และ 2, สวนลอยฟ้า, สวนกล้วยไม้ และเนิร์สเชอรี่ไม้ประดับหลากหลายชนิด

สำหรับผู้ที่ชื่นชอบงานสะสม สามารถเข้าชม พิพิธภัณฑ์พุทธคุณ ที่รวบรวมพระเครื่องเก่าอายุกว่า 100 ปี และพิพิธภัณฑ์รถแปลกหรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าสวนรถ1และ2 ส่วนเด็ก ๆ จะได้สนุกสนานกับการผจญภัยท่ามกลางไดโนเสาร์กว่า 1,700 ตัว สวนนงนุชพัทยา เปิดบริการทุกวัน เวลา 08.00–18.00 น. ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.nongnoochpattaya.com

ย้อนรอยเขมรแดง - ทุ่งสังหาร บาดแผลลึกที่ยังหลอกหลอน

เมื่อประชาชนผู้บริสุทธิ์ถูกคร่าชีวิตราว 2 ล้านคน

ย้ำอีกครั้งว่า บทความนี้ ไม่มีความมุ่งหมายหรือประสงค์ต่อการเหยียดเชื้อชาติแต่อย่างใด แต่เพื่อบอกเล่าอธิบายถึงความน่าสงสารและความไม่รู้ของประชาชนชาวเขมร พลเมืองของประเทศเพื่อนบ้านที่ไม่เคยรู้สำนึกในบุญคุณของราชอาณาจักรไทยที่เคยโอบอุ้มดูแลชาวเขมรหลายแสนคนในช่วงเวลาที่มืดมนที่สุดในประวัติศาสตร์ของเขมรเองแม้แต่น้อย 

เรื่องที่น่าตกใจและประหลาดใจที่สุดคือ การศึกษาประวัติศาสตร์ในระบบการศึกษาของไทยค่อนข้างจะมีปัญหาเป็นอย่างยิ่ง เพราะประชาชนคนไทยส่วนใหญ่มักจะเข้าใจว่า “วัฒนธรรมทวารวดี” ที่เป็นโบราณสถานและโบราณวัตถุในบ้านเราเป็นจำนวนมากนั้นได้รับอิทธิพลมาจากวัฒนธรรมเขมร แต่ความเป็นจริงแล้ว “วัฒนธรรมทวารวดี” เป็นวัฒนธรรมที่ผู้คนในสุวรรณภูมิในสมัยนั้น (ราชอาณาจักรไทยในปัจจุบัน) รับเอามาจากวัฒนธรรมอินเดียผ่านศาสนาพุทธนิกายเถรวาท รวมทั้งศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ด้วยมีการติดต่อค้าขายระหว่างกันในยุคสมัยนั้น

“วัฒนธรรมทวารวดี” เป็นวัฒนธรรมโบราณที่เคยเจริญรุ่งเรืองในดินแดนภาคกลางของประเทศไทย โดยมีเมืองสำคัญ ได้แก่ นครปฐม อู่ทอง และ ลพบุรี ซึ่งตั้งอยู่ใกล้แม่น้ำ เช่น แม่น้ำเจ้าพระยา และแม่น้ำท่าจีน เป็นศูนย์กลางทางวัฒนธรรมและการค้าระหว่างตะวันออกและตะวันตก “วัฒนธรรมทวารวดี” อยู่ในระหว่างพุทธศตวรรษที่ 11 ถึง 16 ได้รับอิทธิพลอย่างมากจากอินเดียผ่านเส้นทางการค้า ทั้งด้านศาสนา ศิลปกรรม และระบบการปกครอง โดยลักษณะสำคัญของ “วัฒนธรรมทวารวดี” มี ศาสนาพุทธนิกายเถรวาท เป็นศาสนาหลัก โดยรับอิทธิพลจากอินเดีย “วัฒนธรรมทวารวดี” จึงเป็นวัฒนธรรมที่มีการกำเนิดก่อเกิดในดินแดนสุวรรณภูมินี้เอง แล้วต่อมาด้วย “วัฒนธรรมสมัยสุโขทัย” “วัฒนธรรมสมัยอยุธยา” “วัฒนธรรมสมัยธนบุรี” (สั้น ๆ)  และ “วัฒนธรรมสมัยรัตนโกสินทร์” จนปัจจุบันทุกวันนี้

เรื่องราวของ "เขมร...ชนชาติที่ถูกคำสาป" ปรากฏชัดเจนที่สุดจนเป็นทั้งความโชคร้าย โศกเศร้า และมืดมนที่สุดในประวัติศาสตร์ของเขมร ได้แก่ ระบอบเขมรแดงอันโหดร้ายที่เกิดขึ้นในช่วงเวลา 1975–1979 เมื่อ พอล พต และระบอบคอมมิวนิสต์หัวรุนแรงเข้ายึดครองเขมร เขมรแดง (Khmer Rouge) เป็นชื่อเรียกของกลุ่มคอมมิวนิสต์ในกัมพูชา ที่มีบทบาทสำคัญทางการเมืองและการทหารในช่วงคริสต์ทศวรรษ 1970 และเป็นที่จดจำจากการก่อ การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ (Genocide) ที่โหดร้ายที่สุดในศตวรรษที่ 20 “เขมรแดง” หรือ พรรคคอมมิวนิสต์กัมพูชา (Communist Party of Kampuchea: CPK) มี พลพต เป็นผู้นำสูงสุด 

แม้ว่า กษัตริย์สีหนุจะทรงเป็นที่รักของชาวเขมรจำนวนมากก็ตาม แต่การปกครองแบบเผด็จการของพระองค์กลับก่อให้เกิดกองกำลังต่อต้านใต้ดิน โดยในปี 1960 ชาวเขมรกัมพูชากลุ่มเล็ก ๆ นำโดย สลอธ ซาร์ (เปลี่ยนชื่อเป็น พอล พต ในเวลาต่อมา) และนวน เจีย ได้จัดตั้งพรรคคอมมิวนิสต์กัมพูชาขึ้นอย่างลับ ๆ ขบวนการนี้ต่อมาเป็นที่รู้จักในชื่อเขมรแดง หรือ “เขมรแดง” โดยจัดตั้งเป็นกองกำลังติดอาวุธ ซึ่งมีฐานปฏิบัติการอยู่ในป่าเขาที่ห่างไกลและพื้นที่ภูเขาทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ ในช่วงแรกเริ่ม “เขมรแดง” มีความก้าวหน้าทางการเมืองและการทหารน้อยมาก แต่หลังจากการรัฐประหารโดยนายพลลอนนอลโค่นล้มกษัตริย์นโรดมสีหนุผู้นำแห่งรัฐในปี 1970 เขมรแดงก็เข้าร่วมเป็นพันธมิตรทางการเมืองกับกษัตริย์สีหนุ และเริ่มได้รับการสนับสนุนเพิ่มมากขึ้น จากสงครามกลางเมืองที่กินเวลานานเกือบห้าปี (1970 - 1975) อำนาจของเขมรแดงในชนบทก็ค่อย ๆ เพิ่มมากขึ้น จนในที่สุดกองกำลังเขมรแดงก็สามารถยึดครองกรุงพนมเปญเมืองหลวง และประเทศเขมรโดยรวมได้ในปี 1975

ด้วยแรงบันดาลใจจากคำสอนของเหมาเจ๋อตง เขมรแดงจึงได้ยึดถืออุดมการณ์เกษตรกรรมสุดโต่งที่ตั้งอยู่บนการปกครองแบบพรรคเดียวที่เข้มงวด ปฏิเสธแนวคิดแบบเมืองและแบบตะวันตก และยกเลิกทรัพย์สินส่วนบุคคล ผู้นำเขมรแดงเชื่อว่า การเพิ่มผลผลิตอาหารผ่านการทำเกษตรกรรมแบบรวมกลุ่มจะช่วยสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจให้กับประชากรชาวแขมรในหมู่บ้านที่ยากจนอย่างมากมาย นอกจากนั้นยังเน้นย้ำถึงการพึ่งพาตนเองและลัทธิชาตินิยมอันเข้มข้น ด้วยการปลุกปั่นว่า เขมรกำลังตกอยู่ในอันตรายจากการสิ้นชาติจากน้ำมือของศัตรูทางประวัติศาสตร์อย่าง เวียดนาม และไทย (สยาม ในอดีต) และพันธมิตรในยุคสงครามเย็น ภายใต้การปกครองของเขมรแดง ซึ่งบรรดาผู้นำเชื่อว่า เขมรจะกลับคืนสู่อำนาจและชื่อเสียงในระดับนานาชาติดังเช่นที่เคยเป็นในยุคจักรวรรดิขะแมร์

เขมรภายใต้การปกครองของเขมรแดง นำลัทธิคอมมิวนิสต์แบบสุดโต่งมาใช้ ด้วยต้องการที่จะลบล้างระบบชนชั้น สังคมเมือง การศึกษา ศาสนา และสถาบันดั้งเดิมทั้งหมด บังคับให้ประชาชนทั้งหมดให้เป็นชาวนา ย้ายผู้คนจากเมืองไปอยู่ชนบท ไม่มีเงิน ไม่มีตลาด ไม่มีโรงเรียน ไม่มีศาสนา ยกเลิกครอบครัว โดยแยกเด็กจากพ่อแม่ให้รัฐดูแล และเข้าสู่การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ประชาชนชาวเขมรถูกสังหารจำนวนมาก หากถูกระบุว่า เป็นศัตรูของรัฐ อาทิ ปัญญาชน ครู นักเรียน แพทย์ ข้าราชการ หรือแม้แต่คนสวมแว่นสายตา ตามสถานที่สังหารหมู่ต่าง ๆ เช่น ทุ่งสังหาร (Killing Fields) คุกตวลสเลง (Tuol Sleng/S-21) โรงเรียนที่กลายเป็นคุกและที่ทรมาน ประมาณว่า ประชาชนชาวเขมรเสียชีวิตราว 1.7 ถึง 2 ล้านคน หรือประมาณหนึ่งในสี่ของประชากรทั้งหมด ด้วยการประหารชีวิต การบังคับใช้แรงงาน ความอดอยาก และโรคภัยไข้เจ็บ จากจำนวนประชากรเขมรทั้งหมดในขณะนั้นประมาณ 7–8 ล้านคน

จุดจบของเขมรแดง เกิดขึ้นในปี 1979 เมื่อเวียดนามส่งกำลังทหารบุกเขมร ด้วยเหตุผลที่เขมรแดงโจมตีชายแดนเวียดนาม และต้องการยุติการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ และโค่นล้มรัฐบาลเขมรแดง ทำให้เขมรแดงต้องล่าถอยไปยังชายแดนไทย เวียดนามได้ตั้งรัฐบาลหุ่นเชิดในพนมเปญ นำโดย เฮง สัมริน และฮุน เซน ในนามของ "สาธารณรัฐประชาชนกัมพูชา (People's Republic of Kampuchea)" ส่วนเขมรแดงยังคงเคลื่อนไหวในฐานะกองกำลังต่อต้านรัฐบาลอยู่นานหลายปี ในปี 1988 เวียดนามเริ่มถอนกำลังบางส่วนออกจากเขมร ต่อมาในปี 1989 เวียดนามประกาศถอนทหารทั้งหมดออกจากเขมร การถอนทหารเวียดนามสิ้นสุดในวันที่ 30 กันยายน 1989 นำไปสู่กระบวนการสันติภาพ โดยมี สหประชาชาติ (UN) เข้ามามีบทบาท เกิด “ข้อตกลงสันติภาพปารีส (Paris Peace Agreements)” ในปี 1991 โดยเขมรแดงยังคงเป็นกองกำลังต่อต้านรัฐบาลอยู่จนถึงปลายทศวรรษ 1990 ผู้นำเขมรแดงหลายคนถูกนำตัวขึ้นศาลอาญาระหว่างประเทศในเวลาต่อมา เช่น “คณะตุลาการพิเศษของกัมพูชา” (Khmer Rouge Tribunal)

เวลา 4 ปีที่เขมรแดงปกครองก่อให้เกิดผลกระทบและบทเรียนกับประเทศนี้อย่างมากมาย โดยเกิดความเสียหายอย่างรุนแรงในด้านเศรษฐกิจ การศึกษา และจิตใจของประชาชนชาวเขมร อันเป็นผลร้ายจากลัทธิอุดมการณ์สุดโต่งและการล้างสมอง จนเป็นเรื่องเตือนใจที่โด่งดังที่สุดในด้านสิทธิมนุษยชนของประวัติศาสตร์โลกสมัยใหม่ ชาวเขมรต้องทนทุกข์ทรมานกับทุ่งสังหาร ซึ่งคาดว่า มีผู้เสียชีวิตประมาณ 1.7 ถึง 2 ล้านคน ปัญญาชน ชนกลุ่มน้อย และบุคคลใดก็ตาม ที่ถูกมองว่าเป็นภัยคุกคามต่อระบอบการปกครอง จะตกเป็นเป้าในการสังหารของเขมรแดงทันที ดังนั้น สิ่งที่เขมรแดงทิ้งไว้ จึงฝังรากลึกและก่อให้เกิดบาดแผลทางทั้งทางจิตใจและวัฒนธรรมในระดับชาติ ซึ่งยังคงหลงเหลืออยู่จนถึงทุกวันนี้ ช่วงเวลาแห่งความรุนแรงและการสูญเสียชีวิตอันรุนแรงเช่นนี้ นำไปสู่แนวคิดเรื่องประเทศที่ต้องคำสาป  และเป็นที่มาของ “เดอะซีรี่ส์ เขมร...ชนชาติที่ถูกสาป”

(ยังมีต่อ)

สว.สงขลา เร่ง มหาดไทย แก้ปัญหา กลุ่มอิทธิพล ท้องที่ ท้องถิ่น เอี่ยว บีอาร์เอ็น เรียกค่าคุ้มครอง ผู้ประกอบการ ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เผย สัปดาห์เดียวมี โรงงานถูก และผู้รับเหมา ถูก วางเพลิง วางระเบิด 3 ราย หลังไม่จ่ายค่าคุ้มครอง

(28 ส.ค. 68) นายไชยยงค์ มณีรุ่งสกุล สมาชิกวุฒิสภา จ.สงขลา เปิดเผยถึง สถานการณ์ความไม่สงบใน 3 จังหวัด และ 4 อำเภอ ของ จ.สงขลา ว่า ในรอบสัปดาห์ ที่ผ่านมา สถานการณ์ความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งนอกจาก กองกำลังติดอาวุธของขบวนการแบ่งแยกดินแดนบีอาร์เอ็น จะมีเป้าหมายต่อ เจ้าหน้าที่รัฐ  โดยการ วางระเบิดคาร์บอมบ์ ต่อชุดคุ้มครองตำบลบ้านศาลาใหม่ อ.ตากใบ จ.นราธิวาส แล้ว ยังมีการ วางเพลิง วางระเบิด โรงงานผลิตไฟฟ้า ชีวมวล ที่ ต.กายูคละ อ.แว้ง จ.นราธิวาส วางเพลิง วางระบิด บริษัทเหมืองแร่เอเชีย จำกัด ในพื้นที่ ต.ช้างเผือก อ.จะแนะ จ.นราธิวาส และการ วางเพลิง เครื่องจักรกล ของ บริษัทซามะสัมพันธ์ ซึ่งเป็นผู้รับเหมาในการก่อสร้างแหล่งน้ำของ ชลประทาน ใน ต.ปล่องหอย อ.กระพ้อ จ.ปัตตานี ซึ่งผู้ประกอบการทั้ง 3 แห่ง ได้รับความเสียหาย เป็นจำนวนมาก และที่เหมืองแร่เอเชีย มีคนงาน ถูกกับระเบิด ขาขาด 1 ราย และ บาดเจ็บ 1 ราย แสดงให้เห็นว่า บีอาร์เอ็น มีเป้าหมายในการ ทำลายเศรษฐกิจ การลงทุนในพื้นที่ของ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งสร้างความ วิตกกังวล ให้กับ เจ้าของกิจการ ผู้ลงทุนรายอื่นๆเป็นอย่างมาก เพราะไม่รู้ว่า ธุรกิจ ของตนเอง จะถูก วางเพลิง วางระเบิด เมื่อไหร่ และมี ผู้ประกอบ หลายราย ได้ ร้องทุกข์มายัง สมาชิกวุฒิสภา ให้เรียกร้องต่อ รัฐบาล และ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อ คุ้มครองความปลอดภัยของผู้ประกอบกิจการในพื้นที่ ก่อนที่  อุตสาหกรรม ในพื้นที่จะกลายเป็น เหยื่อ ของ สถานการณ์

โดยผู้ที่ร้องทุกข์กับ สมาชิกวุฒิสภา ได้ให้รายละเอียดว่า หลังการก่อเหตุ บีอาร์เอ็น มีการ แขวนป้ายผ้า ที่มีข้อความว่า การ ก่อการร้าย ต่อ ผู้ประกอบอุตสาหกรรม ในพื้นที่ครั้งนี้ เป็นการ ปกป้อง ทรัพยากรธรรมชาติ ในพื้นที่ให้กับประชาชน ไม่ให้ถูก นายทุน เข้ามาหาประโยชน์ กับ ทรัพยากรในพื้นที่ ห้ามให้มีการ ขุดดิน ,หิน และ ทำเหมืองแร่ แสดงให้เห็นว่า กิจการ ที่เกี่ยวกับ การ ขุดดิน เหมืองหิน เหมืองแร่ จะถูก วางเพลิง วางระเบิด เพื่อให้ เสียหาย และ หยุด กิจการ

นายไชยยงค์ กล่าวว่า ข้อมูลที่ได้รับจากฝ่ายข่าวในพื้นที่คือ ก่อนที่ จะมีการ วางเพลิง วางระเบิด ต่อ เป้าหมาย มีการเรียกค่าคุ้มครอง จาก”แนวร่วม ในพื้นที่ ซึ่งเป็นผู้มีอิทธิพล ที่เกี่ยวข้องกับผู้นำท้องที่ ท้องถิ่น และ แต่ เจ้าของกิจการยังไม่ได้ตอบตงลง และบางรายได้แจ้งให้ หน่วยงานความมั่นคงได้รับทราบ บางรายไม่จ่าย เพราะเป็นคนในพื้นที่ เป็นอดีต นักการเมืองท้องถิ่น และเป็นนักการเมืองท้องถิ่น จึงถูก กองกำลังติดอาวุธ ของ บีอาร์เอ็น วางเพลิง และ วางระเบิด เพื่อแสดงถึง อิทธิพล และต้องการให้ ผู้ประกอบการเห็นว่า เจ้าหน้าที่ ไม่สามารถปกป้อง ดูแลความปลอดภัยให้กับ ผู้ประกอบการ และนักลงทุนได้  รวมทั้ง การ ทำลาย เศรษฐกิจ การลงทุน ใน จังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็น 1 ใน 5 นโยบายของ บีอาร์เอ็น ที่มีการประกาศเป็น ธงนำ เช่น 1 มุ่งเป้าก่อเหตุต่อเจ้าหน้าที่รัฐ 2 มุ่งเป้าก่อเหตุต่อการลงทุนของภาคเอกชน 3 มุ่งเป้าก่อเหตุทำลายสาธารณูประโภคที่เป็นของรัฐ 4 มุ่งเป้าก่อเหตุต่อสถานที่ราชการที่เป็นสัญลักษณ์ของการปกครอง 5.มุ่งเป้าการก่อเหตุเพื่อทำลายความเชื่อมมั่นของอำนาจรัฐในพื้นที่

ที่สำคัญการ เรียกค่าคุ้มครอง มีคนของรัฐในพื้นที่เป็นแนวร่วมของบีอาร์เอ็น ซึ่งคนเหล่านี้เกี่ยวข้องกับ กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย โดยตรง เป็นหน้าที่ของ นายอำเภอ และ ผู้ว่าราชการจังหวัด ที่ต้องเข้าไป ตรวจสอบ และดำเนินการในการ แก้ปัญหา จึงขอเรียกร้องให้ นายภูมิธรรม เวชยชัย ในฐานะที่เป็นรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง และ รัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทย มีมาตรการ ทั้งในการให้การป้องกัน อุตสาหกรรม ในพื้นที่ รวมทั้ง การค้า การลงทุน อย่าให้ถูก วางเพลิง วางระเบิด เกิดขึ้น และให้ ตรวจสอบ เอาผิด กับ ผู้นำท้องที่ ท้องถิ่น ผู้มี อิทธิพล ที่เป็นคนของ นักการเมือง ซึ่งมีส่วนในการเป็น เครือข่าย ของ บีอาร์เอ็น ในการ เรียกค่าคุ้มครอง จากผู้ประกอบการใน จังหวัดชายแดนภาคใต้

นายปรีชา สถิตย์เรืองศักดิ์ / หาดใหญ่ จ.สงขลา

สำนักงานตำรวจแห่งชาติจัดประชุมเชิงปฏิบัติการครูศูนย์ฝึกฯ พัฒนาการสอนวิเคราะห์อุบัติเหตุทางถนน วางรากฐานสู่การขับเคลื่อนมาตรการถนนปลอดภัยอย่างยั่งยืนในระดับประเทศ

(28 ส.ค. 68) พล.ต.ท.นิธิธร จินตกานนท์ ผู้บัญชาการศึกษา เปิดเผยว่า พล.ต.อ.กรไชย คล้ายคลึง รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ อนุมัติให้จัดประชุมเชิงปฏิบัติการแก่ครูอาจารย์ที่ทำหน้าที่ในการสอบวิชาจราจรในศูนย์ฝึกอบรมตำรวจทั่วประเทศ เพื่อพัฒนาการสอนการวิเคราะห์อุบัติเหตุทางถนน สู่มาตรการถนนปลอดภัย ณ โรงแรมอมารี ดอนเมือง แอร์พอร์ต กรุงเทพมหานคร ซึ่งการประชุมครั้งนี้เป็นความร่วมมือระหว่างศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน (ศวปถ.) มูลนิธินโยบายถนนปลอดภัย (มนป.) และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เพื่อสร้างและพัฒนาองค์ความรู้ด้านการป้องกันอุบัติเหตุทางถนน พร้อมผลักดันการแก้ปัญหาความเสี่ยงหลักร่วมกับภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐ เอกชน และภาคประชาสังคม

การประชุมเชิงปฏิบัติการครั้งนี้ เป็นการอบรมการวิเคราะห์อุบัติเหตุทางถนนเชิงลึก เพื่อนำมาใช้วิเคราะห์ข้อมูลจากฐานข้อมูลอุบัติเหตุทางถนน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (PRS) ให้กับครู อาจารย์ ตามศูนย์และโรงเรียนต่างๆ ทั่วประเทศ หัวใจสำคัญของการวิเคราะห์คือ จะมองให้ลึกกว่าคำว่าอุบัติเหตุทางถนนเกิดจากความประมาท หรือการฝ่าฝืนกฎหมาย แต่อาจเกิดจากขีดจำกัดของมนุษย์ ซึ่งต้องแก้ไขโดยการปรับปรับปรุงเชิงระบบ โดยนำระบบมาช่วยจำกัดข้อผิดพลาดของมนุษย์

ในเวทีประชุมยังได้หยิบยกตัวเลขอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ผ่านมา ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับปี 2567 พบว่าตัวเลขการเกิดเหตุ ผู้บาดเจ็บ และผู้เสียชีวิต “เป็นสีเขียว” ในทุกหัวข้อ แสดงถึงทิศทางที่ถูกต้อง แต่ความท้าทายคือจะรักษาตัวเลขที่ดีเช่นนี้ให้ต่อเนื่องได้ทุกปี ซึ่งผู้เข้าร่วมประชุมถือเป็นบุคลากรสำคัญที่จะต้องนำความรู้ไปถ่ายทอดให้นักเรียนนายสิบตำรวจ เพื่อผลิตกำลังพลคุณภาพกระจายสู่ทุกภูมิภาค

ผู้เข้าร่วมยังได้แลกเปลี่ยนข้อมูลพื้นที่ที่มีอุบัติเหตุสูงสุด เพื่อใช้ประกอบการวางมาตรการในท้องที่จริง ตลอดจนตั้งคำถามเชิงท้าทายว่า “AI หรือมนุษย์ตำรวจวิเคราะห์ได้ดีกว่ากัน?” ซึ่งคำตอบคือ แม้ AI จะช่วยได้ แต่ก็ยังต้องอาศัยการวิเคราะห์เชิงมนุษย์ควบคู่ เพื่อปรับใช้ให้เหมาะสมกับบริบทจริง และการอบรมยังเน้นย้ำความสำคัญของ “ผู้เผชิญเหตุคนแรก” เนื่องจากเมื่อนักเรียนนายสิบตำรวจจบออกไป ทุกนายต้องทำหน้าที่เก็บข้อมูลและพยานหลักฐานเบื้องต้นในที่เกิดเหตุ ก่อนที่พนักงานสอบสวนจะเดินทางมาถึง การรู้จักวิเคราะห์หาสาเหตุเบื้องต้น ไม่เพียงช่วยในการสืบสวน แต่ยังช่วยให้เจ้าหน้าที่เองไม่ตกเป็นผู้ประสบอุบัติเหตุ ลดการบาดเจ็บและการสูญเสียชีวิตได้อีกด้วย

พล.ต.อ.กรไชยฯ กล่าวว่า การประชุมเชิงปฏิบัติการครั้งนี้จึงไม่เพียงสร้าง “ครูศูนย์ฝึกฯ ต้นแบบ” แต่ยังเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับศักยภาพบุคลากรด้านความปลอดภัยทางถนน และวางรากฐานสู่การขับเคลื่อนมาตรการถนนปลอดภัยอย่างยั่งยืนในระดับประเทศ

พล.ต.ท.นิธิธรฯ กล่าวระหว่างการเป็นประธานเปิดการประชุมว่า ข้อมูลคือหัวใจของการป้องกันอุบัติเหตุ การสร้างบุคลากรที่สามารถวิเคราะห์และใช้ข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพ จะช่วยให้มาตรการความปลอดภัยทางถนนมีความแม่นยำ สอดคล้องกับปัญหาที่แท้จริง และนำไปสู่ถนนที่ปลอดภัยสำหรับทุกคน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top