Tuesday, 14 July 2026
LITE

14 กรกฎาคม พ.ศ. 2332 วันทลายคุกบัสตีย์ จุดเริ่มต้นการปฏิวัติฝรั่งเศส

วันทลายคุกบัสตีย์ ตรงกับวันที่ 14 กรกฎาคม ซึ่งเป็นวันชาติฝรั่งเศส เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในปี 1789 และถือเป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิวัติฝรั่งเศส การทลายคุกบัสตีย์เป็นการแสดงออกถึงการต่อต้านอำนาจของระบอบกษัตริย์และการเรียกร้องเสรีภาพของประชาชน 

เหตุการณ์การทลายคุกบัสตีย์ (La Prise de la Bastille) เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม ค.ศ. 1789 ในกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส การทลายคุกบัสตีย์เป็นสัญลักษณ์ของการสิ้นสุดระบอบเก่าและการเริ่มต้นของการปฏิวัติฝรั่งเศส 

คุกบัสตีย์เป็นสัญลักษณ์ของอำนาจและการกดขี่ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ การทลายคุกบัสตีย์ไม่ได้มีจุดมุ่งหมายหลักเพื่อปล่อยนักโทษ เพราะในขณะนั้นมีนักโทษเพียงไม่กี่คน แต่เป็นการแสดงออกถึงการต่อต้านการใช้อำนาจโดยมิชอบของผู้ปกครอง และความไม่พอใจของประชาชนต่อสภาพความเป็นอยู่ 

การทลายคุกบัสตีย์เป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่สำคัญในฝรั่งเศส เหตุการณ์นี้เป็นแรงบันดาลใจให้เกิดการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ไปสู่ระบอบสาธารณรัฐ 

ปัจจุบัน วันที่ 14 กรกฎาคม ถูกกำหนดให้เป็นวันชาติฝรั่งเศส เพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์การทลายคุกบัสตีย์และการปฏิวัติฝรั่งเศส การเฉลิมฉลองมักจะมีการจัดงานเฉลิมฉลองต่างๆ เช่น การสวนสนาม การแสดงดอกไม้ไฟ และการจัดคอนเสิร์ต

13 กรกฎาคม วันคล้ายวันประสูติ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ

เปิดพระประวัติ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ พระมารดาในสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา 

พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ มีพระนามเดิมว่า 'หม่อมหลวงโสมสวลี กิติยากร' ประสูติเมื่อวันเสาร์ 13 กรกฎาคม 2500 ณ โรงพยาบาลกายส์ เขตเซาท์วาร์ก กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ เป็นธิดาพระองค์ใหญ่ของหม่อมราชวงศ์อดุลกิติ์ กิติยากร พระเชษฐาในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง กับท่านผู้หญิงพันธุ์สวลี กิติยากร

พระนาม 'โสมสวลี' หมายความว่า 'น้ำผึ้งพระจันทร์' เป็นชื่อที่ได้รับพระราชทานมาจากพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร

พระชนม์ชีพในวัยเยาว์ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ ได้รับโปรดเกล้าฯ ให้เข้าศึกษาในระดับอนุบาลที่โรงเรียนจิตรลดา รุ่นที่ 5 เมื่อปี พ.ศ. 2504 รุ่นเดียวกับสมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้ากรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี

แต่เมื่อสำเร็จการศึกษาในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 หม่อมราชวงศ์อดุลกิติ์ ย้ายไปเป็นผู้พิพากษาศาลจังหวัดเชียงใหม่ ในปี 2510 พระองค์ก็ทรงลาออกจากโรงเรียนเดิม และย้ายไปประทับที่จังหวัดเชียงใหม่ โดยเข้าศึกษาที่โรงเรียนเรยีนาเชลีวิทยาลัย เป็นเวลา 2 ปี

เมื่อบิดาได้ย้ายกลับมายังกรุงเทพมหานคร ทรงเข้าศึกษาในโรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยระยะหนึ่ง แต่ด้วยมิสะดวกต่อการรับส่ง จึงได้ย้ายมาศึกษาอยู่ที่โรงเรียนราชินี เนื่องจากเป็นเส้นทางเดียวกับเส้นทางที่ไปยังที่ทำงานของบิดา

พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ และน้องสาว (หม่อมหลวงสราลี กิติยากร) เติบโตในวังเทเวศร์และได้รับการเลี้ยงดูอย่างสามัญ มีพระบิดาไปรับส่งที่โรงเรียน พระองค์ทรงปฏิบัติหน้าที่งานบ้านด้วยพระองค์เอง เช่น จัดที่นอนให้เป็นระเบียบ กวาดบ้าน ถูพื้น รวมไปถึงการปลูกผักและตัดหญ้า

รวมถึงโปรดการประกอบอาหาร และวิชาภาษามากกว่าวิชาใด ๆ แต่พระองค์ไม่ถูกกับวิชาคำนวณ เมื่อพระองค์สำเร็จการศึกษาระดับ ม.ศ. 2 พระองค์ก็ขอร้องกับบิดามารดา เพื่อขอออกมาศึกษาวิชาที่พระองค์ชอบ

อภิเษกสมรส
วันที่ 17 ธันวาคม 2519 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ประกอบพิธีหมั้นระหว่างพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ขณะทรงดำรงพระอิสริยยศเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร กับ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน พระราชวังดุสิต

วันที่ 3 มกราคม 2520 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดพระราชพิธีอภิเษกสมรส ณ พระตำหนักสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี วังสระปทุม และ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาขึ้นเป็น “พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรชายาในสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร”

พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ มีพระประสูติกาลพระธิดา คือ “สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา” ในวันที่ 7 ธันวาคม 2521

วันที่ 12 สิงหาคม 2534 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร  ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศเฉลิมพระนาม เป็น “พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ”

โดยสร้อยพระนาม 'พระวรราชาทินัดดามาตุ' หมายถึง “พระมารดาของพระราชนัดดาพระองค์แรกแห่งพระมหากษัตริย์ผู้ประเสริฐ” กล่าวคือ พระองค์ทรงเป็นพระมารดาของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา

วันที่ 5 พฤษภาคม 2562 เมื่อพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จขึ้นเถลิงถวัลราชสมบัติและทรงประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษก มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ สถาปนาเป็นพระองค์เจ้าต่างกรมฝ่ายใน ความว่า พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ ด้วยเป็นพระมารดาผู้ทรงอภิบาล พระราชธิดาพระองค์ใหญ่

ด้วยพระวิริยอุตสาหะและพระทัยเมตตา จนทรงเจริญพระชนมายุ และทรงปฏิบัติสรรพกรณียกิจอันควรแก่ขัตติยนารี กอปรกับพระเจ้าวรวงศ์เธอ ผู้พระมารดานั้น ก็ได้ทรงปฏิบัติพระกรณียกิจน้อยใหญ่ สนองพระเดชพระคุณมาตั้งแต่ครั้งรัชกาลก่อน

สืบเนื่องมาจนถึงรัชกาลปัจจุบัน ได้ราชการเป็นอันมาก เป็นที่ไว้วางพระราชหฤทัย สมควรจะยกย่องพระเกียรติยศตามโบราณราชประเพณี จึงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ สถาปนาเป็นพระองค์เจ้าต่างกรมฝ่ายใน

มีพระนามตามที่จารึก ในพระสุพรรณบัฏว่า “พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ” และพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นโบราณมงคลนพรัตนราชวราภรณ์ กับเหรียญรัตนาภรณ์ รัชกาลที่ 10 ชั้นที่ 1

12 กรกฎาคม พ.ศ. 2417 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงประกาศพระราชดำริให้ ‘เลิกทาส’

วันที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2417 หรือวันนี้ เมื่อ 151 ปีก่อน คือจุดเริ่มต้นที่ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 ทรงมีพระราชดำริที่จะ 'เลิกทาส' 

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงประกาศพระราชดำริของพระองค์ว่าจะ ‘เลิกทาส’ กลางที่ประชุมคณะที่ปรึกษาราชการแผ่นดิน ณ พระที่นั่งสมมติเทวราชอุปบัติ อันเป็นสถานที่พระราชสมภพของพระองค์เอง ในวันที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2417

จนถึงวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2448 หรือ 31 ปีต่อมา พระองค์จึงจะทรงสามารถออก ‘พระราชบัญญัติเลิกทาส ร.ศ. 124’ อันเป็นการสิ้นสุดระบบทาสโดยถาวรไปจากสยามประเทศ

40 วัน หลังจากทรงประกาศพระราชดำรินี้ คือวันที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2417 รัชกาลที่ 5 ทรงออก ‘พระราชบัญญัติพิกัดเกษียณลูกทาสลูกไทย’ คือการแก้พิกัดค่าตัวทาสใหม่ เพื่อกำหนดเกณฑ์มาตรฐานของค่าตัวทาส ซึ่งมักจะมีการโก่งและขึ้นราคา เนื่องจากนายทาสมักจะนิยมสะสมทาสเพื่อแสดงศักดิ์ และบารมีของตนเอง โดยพระราชบัญญัตินี้บังคับให้ลดค่าตัวทาสลงตั้งแต่อายุ 8 ขวบ จนกระทั่งหมดค่าตัวเมื่ออายุได้ 20 ปี เมื่ออายุได้ 21 ปี ผู้นั้นก็จะเป็นอิสระ แต่จะมีผลกับทาสที่เกิดตั้งแต่ปี พ.ศ. 2411 เป็นต้นมาเท่านั้น และห้ามมิให้มีการซื้อขายบุคคลที่มีอายุมากกว่า 20 ปีเป็นทาสอีก

1 เมษายน พ.ศ. 2448 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงประกาศใช้ ‘พระราชบัญญัติเลิกทาส ร.ศ. 124’ และ ‘พระราชบัญญัติลักษณะเกณฑ์ทหาร ร.ศ. 124’ ถือเป็นการเลิกระบบทาสและระบบไพร่ในสยามประเทศ โดยในส่วนของทาสนั้น ‘พระราชบัญญัติเลิกทาส ร.ศ. 124’ ให้ลูกทาสทุกคนเป็นไทตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2448 ส่วนทาสประเภทอื่นที่มิใช่ทาสในเรือนเบี้ย ทรงให้ลดค่าตัวเดือนละ 4 บาท นับตั้งแต่เดือนเมษายน พ.ศ. 2448 เป็นต้นไป นอกจากนี้ยังมีบทบัญญัติป้องกันมิให้คนที่เป็นไทแล้วกลับไปเป็นทาสอีก ทำให้วันที่ 1 เมษายนเป็นที่รู้จักกันใน ‘วันเลิกทาส’

11 กรกฎาคม พ.ศ. 2231 ‘สมเด็จพระนารายณ์มหาราช’ เสด็จสวรรคต สิ้นสุดราชวงศ์ปราสาททองแห่งกรุงศรีอยุธยา

เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2231 หรือวันนี้เมื่อ 337 ปีก่อน สมเด็จพระนารายณ์มหาราช กษัตริย์องค์สุดท้ายแห่งราชวงศ์ปราสาททอง กรุงศรีอยุธยา พระมหากษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่พระองค์หนึ่งในประวัติศาสตร์ไทย เสด็จสวรรคต ณ พระที่นั่งสุทธาสวรรย์ พระราชวังนารายณ์ราชนิเวศ เมืองลพบุรี หลังจากประชวรหนักในช่วงที่ ‘พระเพทราชา’ กระทำการชิงราชสมบัติ

สมเด็จพระนารายณ์มหาราชทรงเป็นกษัตริย์รัชกาลที่ 4 ของราชวงศ์ปราสาททอง ทรงเป็นพระโอรสของพระเจ้าปราสาททองและพระนางเจ้าสิริกัลยานี พระราชสมภพในปีพ.ศ. 2175 เสด็จขึ้นครองราชสมบัติเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2199 มีพระนามจารึกในพระสุพรรณบัฏว่า สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 3 เป็นพระมหากษัตริย์ลำดับที่ 27 แห่งกรุงศรีอยุธยา ขณะทรงมีพระชนมายุ 25 พรรษา

หลังจากประทับที่กรุงศรีอยุธยาได้ 10 ปี พระองค์ทรงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างเมืองลพบุรีขึ้นเป็นราชธานีแห่งที่ 2 ในปีพ.ศ. 2209 และเสด็จไปประทับทุก ๆ ปี ครั้งละเป็นเวลานานหลายเดือน กระทั่งเสด็จสวรรคตในปีพ.ศ. 2231 ขณะพระชนมายุได้ 56 พรรษา รวมเวลาที่ทรงครองราชสมบัติ 32 ปี

พระองค์ได้ทรงสร้างความเจริญรุ่งเรืองให้แก่กรุงศรีอยุธยาเป็นอย่างมาก ด้วยพระปรีชาสามารถหลายด้านของพระองค์ ทั้งด้านการปกครอง การทหาร ทรงชำนาญด้านการศึก ทรงปราบปรามหัวเมืองต่าง ๆ ให้มาสวามิภักดิ์ต่อกรุงศรีอยุธยาเป็นจำนวนมาก

สมเด็จพระนารายณ์มหาราช ครั้งเสด็จออกรับคณะทูต ฝีมือวาดช่างฝรั่งเศส จากหนังสือนวนิยายเรื่อง รุกสยาม ในนามของพระเจ้า โดย มอร์กาน สปอร์แตช

ด้านการทูต ทรงสร้างความสัมพันธ์กับต่างประเทศอย่างกว้างขวาง ทั้ง อังกฤษ ฝรั่งเศส ฮอลันดา จีน ญี่ปุ่น อิหร่าน เช่น พระองค์ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ส่งคณะราชทูตไปเชื่อมสัมพันธไมตรีกับฝรั่งเศส การค้ากับต่างประเทศจึงเจริญมาก มีชาวต่างชาติเข้ามารับติดต่อค้าขาย และบางส่วนเข้ารับราชการในพระราชอาณาจักรด้วย

อีกทั้งยังทรงรับวิทยาการสมัยใหม่ เช่น กล้องดูดาว และยุทโธปกรณ์บางประการ การวางระบบท่อประปาภายในพระราชวังอีกด้วย

นอกจากนี้ในรัชสมัยของพระองค์เป็นยุคที่วรรณคดีและศิลปะเจริญถึงขีดสุด มีงานวรรณคดีชิ้นสำคัญเกิดขึ้นหลายชิ้น อาทิ สมุทรโฆษคำฉันท์, คำฉันท์กล่อมช้าง, อนิรุทธคำฉันท์ และ จินดามณี ของพระโหราธิบดี ซึ่งจัดเป็นตำราเรียนเล่มแรกของไทย

10 กรกฎาคม พ.ศ. 2568 วันอาสาฬหบูชา ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 วันที่พระรัตนตรัยเกิดขึ้นโดยสมบูรณ์

วันอาสาฬหบูชา เป็นหนึ่งในวันสำคัญในพระพุทธศาสตรา ซึ่งตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 ก่อนวันเข้าพรรษา 1 วัน ในปี 2568 ตรงกับ วันที่ 10 กรกฎาคม 2568

อาสาฬหบูชา ย่อมาจากคำว่า 'อาสาฬหปูรณมีบูชา' แปลว่า 'การบูชาในวันเพ็ญเดือนอาสาฬหะ' อันเป็นเดือนที่ 4 ตามปฏิทินของประเทศอินเดีย ตรงกับวันเพ็ญ เดือน 8 ตามปฏิทินจันทรคติของไทย มักตรงกับเดือน ก.ค. หรือ ส.ค.

วันอาสาฬหบูชา เป็นวันสำคัญทาง พระพุทธศาสนา เป็นวันที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงปฐมเทศนา คือ เทศน์กัณฑ์แรก คือ 'ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร' เป็นครั้งแรกแก่ปัญจวัคคีย์ ทั้ง 5 ได้แก่ โกณฑัญญะ วัปปะ ภัททิยะ มหานามะ และอัสสชิ

การแสดงธรรมครั้งนั้นทำให้ พระโกณฑัญญะ หนึ่งในปัญจวัคคีย์ เกิดความเลื่อมใสในพระธรรมจนได้ดวงตาเห็นธรรม บรรลุเป็นพระอริยบุคคลระดับโสดาบัน ได้อุปสมบทเป็นพระอริยสงฆ์องค์แรกในพระพุทธศาสนา และทำให้พระรัตนตรัยครบองค์ 3 คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์

วันอาสาฬหบูชา ถูกกำหนดให้เป็นวันสำคัญทางพุทธศาสนาโดยคณะสังฆมนตรี เมื่อ พ.ศ.2501 ตามคำแนะนำของ พระธรรมโกศาจารย์ (ชอบ อนุจารี) พร้อมทั้งยังกำหนดพิธีขึ้นอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรกในประเทศไทย โดยมีพิธีปฏิบัติเทียบเท่ากับ 'วันวิสาขบูชา'

อย่างไรก็ตาม วันอาสาฬหบูชาถือเป็นวันสำคัญที่กำหนดให้กับวันหยุดของรัฐเพียงแต่ในประเทศไทยเท่านั้น ส่วนในต่างประเทศที่นับถือพุทธศาสนานิกายเถรวาทอื่น ๆ ยังไม่ได้ให้ความสำคัญกับวันอาสาฬหบูชาเทียบเท่ากับวันวิสาขบูชา

9 กรกฎาคม พ.ศ. 2549 ‘ซีเนอดีน ซีดาน’ ยอดนักเตะทีมชาติฝรั่งเศส เฮดบัตต์ใส่ ‘มาร์โก มาเตรัซซี่’ นัดชิงฟุตบอลโลก 2006

ย้อนกลับไป ในนัดชิงฟุตบอลโลก 2006 ที่ประเทศเยอรมนีเป็นเจ้าภาพ ซึ่งเป็นการพบกันระหว่างทีมชาติ อิตาลี พบ ฝรั่งเศส ซึ่งในนัดนี้ ฝรั่งเศส ได้ประตูออกนำไปก่อน จากจุดโทษของ ซีเนอดีน ซีดาน จอมทัพทีมชาติฝรั่งเศส ก่อนที่ทีมชาติอิตาลี จะตามตีเสมอได้จาก มาร์โก มาเตรัซซี่ ก่อนจบ 90 นาที เสมอกัน 1-1 จนต้องต่อเวลาพิเศษไปอีก 30 นาที

และในช่วงต่อเวลาพิเศษนี้เอง ที่ทำให้แฟนบอลฝรั่งเศสและคนดูทั่วโลก ช็อกไปตามๆ กันเมื่อ ซีเนดีน ซีดาน เกิดฟิวส์ขาด จัดการเฮดบัตต์ เอาศีรษะโขกไปที่หน้าอก ใส่ มาร์โก มาเตรัซซี่ กองหลังทีมชาติอิตาลี ส่งผลให้ผู้ตัดสิน ชูใบแดง ให้กับ ซีดาน ทันที ทำให้เขาถูกไล่ออกจากสนาม ปิดฉากการค้าแข้ง แบบช็อกคนดูทั่วโลก เพราะนั่นคือการเล่นให้ทีมชาติครั้งสุดท้าย และก็เป็นเกมฟุตบอลระดับอาชีพเกมสุดท้ายของเขาเช่นกัน ก่อนประกาศแขวนสตั๊ดในเวลาต่อมา

และผลสรุปในที่สุด เมื่อจบเกมในช่วงต่อเวลาพิเศษ ทั้งสองทีม ทำอะไรกันไม่ได้ เสมอกันที่ 1-1 สุดท้ายต้องดวลจุดโทษกัน และ ฝรั่งเศส แพ้ อิตาลี ไปด้วยสกอร์ 5-4 ทำให้ ฝรั่งเศส พลาดแชมป์โลกในปีนั้นไปอย่างน่าเสียดาย และภาพเหตุการณ์เฮดบัตต์สะท้านโลก ยังมีการกล่าวถึงกันจนถึงทุกวันนี้

8 กรกฎาคม พ.ศ. 2503 ในหลาง รัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระพันปีหลวง เสด็จฯ บ้านหลังแรก ที่เคยประทับเมื่อครั้งยังทรงพระเยาว์

วันนี้ เมื่อ 65 ปีก่อน พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และ สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จฯ ณ อพาร์ตเม้นท์เลขที่ 63 ถนนลองวู้ดแอฟเวนิว ชานเมืองบอสตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งถือเป็นบ้านหลังแรกที่พระองค์เคยประทับเมื่อครั้งยังทรงพระเยาว์  

ในวันนั้นเจ้าของบ้านได้มารับเสด็จด้วยความปลาบปลื้มใจ พร้อมกับถือป้ายข้อความว่า “ขอต้อนรับกลับบ้าน ... Welcome home to the King.”

สำหรับบ้านหลังดังกล่าว เป็นที่ประทับเมื่อครั้งสมัยสมเด็จพระบรมราชชนก ทรงศึกษาวิชาการแพทย์อยู่ที่มหาวิทยาลัยฮาวาร์ด รัฐแมสซาชูเซตส์ ประเทศสหรัฐอเมริกา พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จพระราชสมภพที่ “โรงพยาบาลเมาท์ ออเบิร์น” และเสด็จประทับอยู่ที่ “บ้านเลขที่ 63” ถนนลองวู้ด เอเวนิว บรู๊คไลน์ ชานเมืองบอสตัน จนพระชันษา 9 เดือน แล้วจึงเสด็จนิวัติประเทศไทย ภายหลังสมเด็จพระราชชนกสำเร็จการศึกษา ซึ่งปัจจุบันสถานที่เหล่านี้ยังคงถูกอนุรักษ์ไว้ พร้อมกับแผ่นจารึกเรื่องราวของพระองค์ รวมถึงยังมี “จัตรัสภูมิพล” ที่ทางมูลนิธิ KTBF (The King of Thailand Birthplace Foundation) จัดตั้งไว้เพื่อเป็นที่ระลึกว่าเมืองแห่งนี้เป็นสถานที่ที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จพระราชสมภพอีกด้วย

7 กรกฎาคม พ.ศ. 2534 ในหลวง รัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระพันปีหลวง เสด็จฯ สวนหาดทรายใหญ่ จ.ประจวบคีรีขันธ์

วันนี้ เมื่อ 34 ปีก่อน พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จทอดพระเนตรโครงการพระราชดำริสวนหาดทรายใหญ่ อ.ปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ และมีพระราชกระแสว่า “...ขอให้ปลูกหญ้าแฝกไว้ด้วย เพราะหญ้าแฝกมีประโยชน์มากในการช่วยยึดดินไม่ให้พังทลาย ช่วยรักษาหน้าดินโดยเฉพาะที่โครงการฯ นี้ มีที่ลาดชันหลายแห่ง นอกจากนี้ หญ้าแฝกยังช่วยกักเก็บอินทรียวัตถุไว้ในดิน ใบอ่อนของหญ้าแฝกยังเป็นอาหารสัตว์ได้อีกด้วย...”

สำหรับหาดทรายใหญ่ เป็นผืนดินที่มีความเป็นมายาวนานสืบเนื่องมาจาก “อ่างเก็บน้ำเขาเต่า”ซึ่งเป็นโครงการชลประทานตามพระราชดำริแห่งแรกของในหลวง รัชกาลที่ 9 สร้างด้วยพระราชทรัพย์ ส่วนพระองค์ในปี พ.ศ.2506 เพื่อทรงช่วยราษฎรในพื้นที่ใกล้เคียงได้มีน้ำอุปโภคบริโภคเพราะที่บริเวณนี้ไม่มี แหล่งน้ำจืด จากนั้น พ.ศ.2508 ได้ทรงใช้พื้นที่ของหาดทรายใหญ่ ทำเป็นฟาร์มส่วนพระองค์เลี้ยงโค สุกร และไก่พันธุ์ไข่ เพื่อขยายพันธุ์แจกจ่ายให้กับราษฎรในพื้นที่ใกล้เคียงเป็นอาหารและเพิ่มรายได้

6 กรกฎาคม พ.ศ.2428 ‘หลุยส์ ปาสเตอร์’ นักเคมีชาวฝรั่งเศส ทดสอบวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าสำเร็จ

6 กรกฎาคม พ.ศ. 2428 หรือวันนี้ เมื่อ 140 ปีก่อน หลุยส์ ปาสเตอร์ (Louis Pasteur) นักเคมีชาวฝรั่งเศส ประสบความสำเร็จในการทดสอบวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า (Rabies) เป็นครั้งแรก โดยใช้รักษาให้กับเด็กชาย โจเซฟ เมสเตร์ (Joseph Meister) วัย 9 ขวบ 

ในสมัยนั้น โรคพิษสุนัขบ้าแม้ว่าจะไม่ใช่โรคระบาดที่ร้ายแรง แต่ก็สร้างความเดือดร้อนให้กับผู้คนมาก เพราะเมื่อผู้ใดที่ถูกสุนัขบ้ากัดแล้วต้องเสียชีวิตทุกราย สัตว์ที่ป่วยด้วยโรคนี้ก็จะต้องตายโดยไม่มีวิธีรักษาหรือป้องกันได้เลย 

จากการค้นคว้าปาสเตอร์พบว่าเชื้อสุนัขบ้าอยู่ในน้ำลาย ดังนั้นเมื่อถูกน้ำลายของสุนัขที่มีเชื้อโรคอยู่ไม่ว่าจะถูกเลียหรือถูกกัด เชื้อโรคในน้ำลายก็จะซึมเข้าไปทางแผลสู่ร่างกายได้ 

ปาสเตอร์ได้นำเชื้อมาเพาะวัคซีน แล้วนำไปทดลองกับสัตว์ ปรากฏว่าได้ผลเป็นอย่างดี แต่เขาก็ยังไม่กล้านำมาทดลองกับคน จนกระทั่งวันหนึ่งเด็กชายเมสเตร์ถูกสุนัขบ้ากัด ไหน ๆ ก็จะต้องตายอยู่แล้ว พ่อแม่จึงได้นำบุตรชายมาให้ปาสเตอร์ทดลองรักษา ปรากฏว่าเด็กน้อยไม่ป่วยเป็นโรคสุนัขบ้า 

การค้นพบครั้งนี้ทำให้เขามีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักมากขึ้น จากนั้นในปี 2431 ปาสเตอร์ได้ก่อตั้ง 'สถาบันปาสเตอร์' (Pasteur Institute) ขึ้นที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส และได้ขยายสถาบันปาสเตอร์ไปยังประเทศต่างๆ ทั่วโลก ในประเทศไทยใช้ชื่อว่า 'สถานเสาวภา' ก่อตั้งในปี 2455 โดย พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ปัจจุบันเป็นหน่วยงานในสังกัดสภากาชาดไทย

5 กรกฎาคม พ.ศ. 2503 ในหลวง รัชกาลที่ 9 เสด็จฯ ถนนบรอดเวย์ โดยมีประชาชนกว่า 7 แสนคน รับเสด็จ

เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 1960 (พ.ศ. 2503) ประชาชนกว่า 7.5 แสนคน (จากการประเมินของเจ้าหน้าที่ตำรวจ) ได้มาเฝ้ารอรับเสด็จ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ซึ่งประทับรถยนต์พระที่นั่งเปิดประทุนมาพร้อมกับขบวนพาเหรด บนถนนโลเวอร์บรอดเวย์ (Lower Broadway) นครนิวยอร์ก โดยมีแถบกระดาษขนาดเล็กจำนวนมากโปรยปรายลงมาระหว่างการเคลื่อนขบวนเสด็จ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์อันโดดเด่นของการต้อนรับขบวนพาเหรดในนครนิวยอร์ก

ขบวนพาเหรดดังกล่าวกินเวลาประมาณ 20 นาที นำเสด็จจากถนนโลเวอร์บรอดเวย์ ไปถึงศาลาว่าการนครนิวยอร์ก เมื่อเวลาประมาณ 12.25 นาฬิกา

“มันอลังการมาก เราเคยเห็นการต้อนรับแบบนี้ในภาพยนตร์หลายเรื่อง และเราก็ตื่นเต้นมากที่ได้รับการต้อนรับแบบเดียวกัน” พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ตรัสกับ โรเบิร์ต แวกเนอร์ (Robert Wagner) ผู้ว่านครนิวยอร์กในขณะนั้น

ทั้งนี้ ในช่วงเวลาดังกล่าวยังอยู่ในภาวะสงครามเย็น สื่อสหรัฐฯ จึงตั้งคำถามต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ถึงภัยคุกคามจากลัทธิคอมมิวนิสต์ซึ่งพระองค์ได้ทรงตอบว่า

“ประชาชนชาวไทยต้องการสันติภาพ สันติภาพอันมีเกียรติ…เราไม่เคยยั่วยุผู้ใด แต่เราพร้อมที่จะปกป้องตนเองจากการรุกรานจากภายนอก”

‘ลิซ่า’ ติดโผ 1 ใน 33 คนมีสไตล์แห่งปี 2025 จาก New York Times ในฐานะแฟชั่นไอคอนระดับโลก

(4 ก.ค.68) ลิซ่า ลลิษา มโนบาล หรือ 'ลิซ่า BLACKPINK' ศิลปินสาวไทยระดับโลก ติดอันดับ The Most Stylish People of 2025, So Far จาก The New York Times กลายเป็นหนึ่งในไม่กี่คนจากเอเชียที่ได้รับเลือกให้เป็นบุคคลผู้มีสไตล์โดดเด่นแห่งปี

ลิซ่าถูกยกย่องในฐานะแฟชั่นไอคอนที่สะกดสายตาผู้คนทั่วโลก ไม่ว่าจะบนเวที บนจอ หรือบนพรมแดง ซึ่งนอกจากการติดโผบุคคลที่มีสไตล์ที่สุดในปีนี้แล้ว ลิซ่ายังถูกกล่าวถึงในพาร์ทของ 'ลาบูบู้' เทรนด์อาร์ตทอยขนนุ่มพาสเทลที่เหล่าคนดังระดับโลกนิยมสะสม สะท้อนรสนิยมแฟชั่นและอิทธิพลของลิซ่าในหลากหลายมิติ

จากทั้งหมด 33 รายชื่อที่ The New York Times คัดเลือก ลิซ่าคือหนึ่งในชื่อที่โดดเด่นที่สุดของปี 2025 จนถึงตอนนี้ พร้อมสร้างหมุดหมายใหม่ในฐานะตัวแทนเอเชียที่โลกต้องจับตา

๔ กรกฎาคม วันคล้ายวันประสูติ สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี

สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ประสูติเมื่อ วันพฤหัสบดีที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ.2500 ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต 

ทรงเป็นพระราชธิดาพระองค์เล็กในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ได้รับพระราชทานพระนามว่า สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี

พระนาม จุฬาภรณ์ หมายถึง การอัญเชิญพระนาม 'จุฬา' ในพระปรมาภิไธยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มาเป็นคำต้นพระนามของพระองค์ เนื่องด้วยในวันประสูตินั้น เป็นวันมหาปีติของนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 เสด็จฯ ไปพระราชทานปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษา  

ทรงเริ่มศึกษาระดับอนุบาลที่โรงเรียนจิตรลดา ตั้งแต่ทรงพระเยาว์ทรงได้รับการปลูกฝังทางศิลปะ นาฏศิลป์และดนตรี จากพระอาจารย์ทั้งชาวไทยและต่างชาติ ทั้งยังทรงสนพระทัยวิชาคำนวณและวิทยาศาสตร์ ขณะเดียวกันโปรดศึกษาวิชาภาษาต่างประเทศ และวิชาศิลปะควบคู่กันไป โดยทรงเลือกเรียนสายวิทยาศาสตร์ ในระดับมัธยมปลาย เพื่อนำความรู้มาต่อยอดทำประโยชน์เพื่อความสุขของประชาชน

เมื่อสำเร็จการศึกษาระดับมัธยมปลาย ทรงเข้าศึกษาระดับปริญญาตรีคณะวิทยาศาสตร์ สาขาอินทรีย์เคมี เกียรตินิยมอันดับ 1 จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ทรงสอบได้ที่ 1 ในวิชาเคมีและชีววิทยา ทั้งยังทรงได้รับรางวัลเรียนดีจากมูลนิธิศาสตราจารย์ ดร.แถบ นีละนิธิ 

พ.ศ.2528 ทรงสำเร็จการศึกษาปริญญาดุษฎีบัณฑิต สาขาอินทรีย์เคมี มหาวิทยาลัยมหิดล ทั้งนี้ยังทรงสำเร็จการอบรมระดับหลังปริญญาเอก จากมหาวิทยาลัยอูล์ม สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี

พ.ศ.2550 ทรงสำเร็จการศึกษาปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

พ.ศ.2557 ทรงสำเร็จการศึกษาปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิทยาศาสตร์ชีวภาพสัตวแพทย์ (หลักสูตรนานาชาติ) จากคณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพื่อนำความรู้ไปช่วยเหลือสัตว์ต่างๆ

ทรงมีพระธิดา 2 พระองค์ คือ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสิริภาจุฑาภรณ์ และ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอทิตยาทรกิติคุณ

สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ฯ ทรงอุทิศพระวรกายเพื่ออาณาประชาราษฎร์ให้มีความสุข อยู่ดีกินดี และร่วมพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้าทัดเทียมอารยประเทศ ไม่ว่าจะในแขนงใด 

ด้านวิทยาศาสตร์และการแพทย์นั้น ทรงมีพระราชปณิธานในการนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาใช้ในการพัฒนาประเทศ โดยทรงแลกเปลี่ยนความร่วมมือกับต่างประเทศในการพัฒนาวิทยาศาสตร์ ทำให้เป็นที่ประจักษ์ของชาวโลก 

ทรงได้รับการทูลเกล้าฯ ถวายเหรียญทองอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ จากยูเนสโก ในปี พ.ศ.2530 ทรงก่อตั้งมูลนิธิจุฬาภรณ์ขึ้น ก่อนพัฒนาเป็นสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ต่อมา เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการศึกษาวิจัย ทั้งทรงก่อตั้งโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ให้บริการทางการแพทย์และการเงินแก่ผู้ป่วย โดยเฉพาะผู้ป่วยมะเร็งยากไร้ ทำให้ทรงได้รับการยกย่องเป็น เจ้าฟ้านักวิทยาศาสตร์

ทรงดำรงตำแหน่งประธานกิตติมศักดิ์มูลนิธิแพทย์อาสาสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี (พอ.สว.) และได้เสด็จฯไปทรงร่วมกับหน่วยแพทย์เคลื่อนที่มูลนิธิ พอ.สว. ให้การรักษาแก่ผู้ป่วยทุกภูมิภาคของไทย 

ทรงมีพระเมตตาแผ่ถึงบรรดาสัตว์ป่วยอนาถา ทรงรับเป็นประธานกรรมการขับเคลื่อนการดำเนิน “โครงการสัตว์ปลอดโรค คนปลอดภัย จากโรคพิษสุนัขบ้า ตามพระปณิธาน ทั้งยังมีพระดำริให้ก่อตั้งโรงพยาบาลสัตว์ขึ้นในภูมิภาคต่างๆ ของประเทศด้วย

พระอัจฉริยภาพด้านศิลปวัฒนธรรมของพระองค์ยังได้ฉายชัด ทรงดนตรี ทรงขับร้องเพลง ทรงนิพนธ์เพลง ทรงวาดภาพ และทรงออกแบบเครื่องประดับและเครื่องแต่งกาย ทรงเชี่ยวชาญเปียโน และกีต้าร์ 

พ.ศ.2543 ขณะเสด็จฯ ไปทรงเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีน รัฐบาลจีนได้บรรเลง 'กู่เจิง' ถวาย ทำให้ทรงประทับใจและมุ่งมั่นศึกษา ฝึกซ้อมอย่างจริงจัง จนถึงระดับสูงสุด โดยทรงมีพระดำริให้จัดการแสดงดนตรีและวัฒนธรรม 'สายสัมพันธ์สองแผ่นดิน' กระชับสัมพันธไมตรีไทยกับจีน 

ทรงออกแบบเครื่องประดับผนวกกับงานการกุศล เช่นโครงการ 'ถักร้อย สร้อยรัก' และโครงการ 'ดร.น้ำจิต' นำรายได้สมทบทุนมูลนิธิจุฬาภรณ์ ทั้งยังทรงจัดนิทรรศการภาพวาดฝีพระหัตถ์ของพระองค์เองด้วย ด้านการศาสนา ทรงดำรงพระองค์เป็นพุทธมามกะ และพุทธศาสนูปถัมภก เอาพระทัยใส่ในพุทธศาสนา ทั้งยังทรงเป็นประธานของโครงการก่อสร้างพิพิธภัณฑ์ธรรมเจดีย์ พระธรรมวิสุทธิมงคล (หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน) ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2562 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้อาลักษณ์อ่านประกาศกระแสพระบรมราชโองการเฉลิมพระนาม สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี เป็น “สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี” เข้าเฝ้าฯ รับพระราชทานน้ำพระมหาสังข์ ใบมะตูม ทรงเจิม พระราชทานพระสุพรรณบัฏและเหรียญรัตนาภรณ์ ร.10 ชั้นที่ 1

3 กรกฎาคม พ.ศ. 2440 ในหลวงรัชกาลที่ 5 เสด็จฯ เยือนรัสเซีย จุดเริ่มต้นสถาปนาความพันธ์สู่มิตรแท้ที่ยาวนาน

ย้อนอดีต 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2440 เมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เสด็จพระราชดำเนินเยือนรัสเซีย นับเป็นปฐมบทความสัมพันธ์ไทย – รัสเซีย มายาวนานครบ 128 ปี

ไทยและรัสเซียได้ยึดถือการเสด็จประพาสรัสเซียของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (3-11 กรกฎาคม พ.ศ. 2440/ค.ศ.1897) เป็นจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกัน โดยความสัมพันธ์ระหว่างพระราชวงศ์มีความใกล้ชิด 

การเสด็จฯ ในครั้งนั้น นับเป็นการเยือนยุโรปอย่างเป็นทางการครั้งแรก ซึ่งต่อมาได้ถือวันดังกล่าวเป็นวันสถาปนาความสัมพันธ์ไทยและรัสเซีย 

โดยก่อนหน้านั้น พระเจ้าซาร์ นิโคลัสที่ 2 เมื่อครั้งยังดำรงพระอิสริยศที่ "มกุฎราชกุมาร" แห่งรัสเซีย ได้เสด็จพระราชดำเนินมาเยือนราชอาณาจักรสยามอย่างเป็นทางการ ในฐานะพระสหายสนิทในสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง ระหว่างวันที่ 20 - 24 มีนาคม พุทธศักราช 2434 รวมเวลาทั้งสิ้น 5 วันโดยได้รับการต้อนรับอย่างสมพระเกีรยติเช่นกัน 

ว่ากันว่า ด้วยพระราชไมตรีอันแน่นแฟ้นของพระราชวงศ์ทั้งสองนี้ ก็ได้คานอำนาจของประเทศมหาอำนาจในยุโรปอย่างฝรั่งเศสและอังกฤษ ทำให้สยามดำรงเอกราชเพียงประเทศเดียวในภูมิภาคจวบจนกระทั่งทุกวันนี้

อย่างไรก็ตาม ไทยกับรัสเซียไม่มีการติดต่อกันทางการทูตนับแต่ปี 2460 (ค.ศ.1917) เมื่อเกิดการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองในรัสเซียจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เป็นระบอบสังคมนิยม ทั้งนี้ ได้มีการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับไทยครั้งใหม่ ในปี พ.ศ.2491 (ค.ศ.1948) โดยได้มีการแลกเปลี่ยนคณะทูตชุดแรกระหว่างกันในระดับอัครราชทูตวิสามัญผู้มีอำนาจเต็ม ต่อมา เมื่อสหภาพโซเวียตได้สลายตัวลงในปี 2534 (ค.ศ.1991) สหพันธรัฐรัสเซียได้เป็นผู้สืบสิทธิ์ของสหภาพโซเวียตทั้งหมด จึงถือได้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับรัสเซียดำเนินต่อมาโดยไม่หยุดชะงัก

'40 ศิลปินไทย' ผนึกกำลังหลอมรวมใจ ร่วมถ่ายทอดบทเพลงพระราชนิพนธ์ 'เราสู้'

(2 ก.ค.68) เพจเฟซบุ๊ก 'กองบัญชาการกองทัพไทย Royal Thai Armed Forces Headquarters' ได้โพสต์ข้อความระบุว่า ศิลปินไทยกว่า 40 ชีวิต ทุกรุ่น ทุกแนวเพลง พร้อมใจกันถ่ายทอดบทเพลงพระราชนิพนธ์ 'เราสู้' ในโครงการ '๑ ในล้านความดี' เรียบเรียงดนตรีใหม่โดย หนึ่ง จักรวาล เพื่อส่งกำลังใจให้ทหารแนวหน้าและคนไทยทุกคน มาร่วมรับชมและรับฟังบทเพลงแห่งพลังใจนี้พร้อมกัน วันที่ 2 กรกฎาคม 2568 ทางทุกช่องทางออนไลน์ พลังเล็กๆ ของเราทุกคน สร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ได้! รับชมได้จาก https://youtu.be/b7arRoRNFbk

#เราสู้ #หนึ่งในล้านความดี #คนไทยไม่ทิ้งกัน

‘พีช ทองเจือ’ กับลุค Daddy สุดปึ๋งปั๋งหลังใช้ MANDO ชาวเน็ตแห่คอมเมนต์หล่อไม่แผ่วจะ 60 ปียังแซ่บไฟลุก

(2 ก.ค.68) 'พีช ทองเจือ' ครบรอบวันเกิด จะ 60 ปี แต่ “สุขภาพยังดี ปึ่งปั๋งไม่มีตก” หลังกินผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร MANDO เป็นประจำ จนชาวเน็ตโฟกัสผิดจุด! เป้าตุงโซเชียลลุกเป็นไฟ แฟน ๆ แซว 

เรียกว่าเป็นวันเกิดที่ทำโซเชียลฮือฮาตั้งแต่เช้าสำหรับพระเอกตลอดกาล 'พี่พีช ทองเจือ' ที่ปีนี้ย่างเข้าสู่วัยเลขห้าแบบหล่อไม่มีแผ่ว! แต่สิ่งที่ทำให้ชาวเน็ตแทบหยุดหายใจกลับไม่ใช่เค้กวันเกิดหรือคำอวยพร… แต่อยู่ที่ 'เป้ากางเกง' ที่แน่นจนหลายคนต้องซูม! หลังจากใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร MANDO ซึ่งมีสารสกัดรวม 9 ชนิด ที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพท่านชาย ไม่ว่าจะเป็นหอยนางรมนำเข้าจากญี่ปุ่น, เห็ดหลินจือ, กระชายดำ, โกจิเบอร์รี่, โสมเกาหลี, ถั่งเช่าจากทิเบต, ซิงค์ เมโธโอนิน, แอลอาร์จินีน โมโนไฮคลอไรด์ และแอลแอสคอร์บิท แอซิด

ซึ่งทำให้ภาพวันเกิดสุดเรียบง่าย แต่ฟีลลิ่งกลับไม่เรียบ เพราะพี่พีชมาในชุดลำลองชิล ๆ แต่ดันชิลไม่ไหว! เป้าตุงแบบไม่ตั้งใจ ทำเอาชาวทวิตเตอร์ ฟีด IG และกรุ๊ป FC ต้องขยี้ตารัว ๆ จนแฮชแท็ก #พีชทองเจือ ติดเทรนด์ช่วงเช้า

ชาวเน็ตแห่แซวกันสนั่น
“หล่อยังไงไม่รู้ แต่สุขภาพดีแน่นอนค่ะคุณพี่”
“หล่ออมตะไม่พอ ปึ่งปั๋งยิ่งกว่าวัยรุ่นอีกกกก”
“สาวเล็กสาวใหญ่ LGBTQ ขอกราบหัวใจและร่างกายพี่พีชค่ะ!”

บ้างก็แซวแบบแฟนคลับตัวจริง
“คนอะไร๊ อายุ 5X แต่ใจสั่นกว่าเด็กวัย 20 อีก!”

เรียกได้ว่า พี่พีช ทองเจือ ยังคงครองใจแฟนคลับทุกเพศทุกวัยได้แบบไม่มีตก ทั้งรูปร่างที่ดูแลอย่างดี ไลฟ์สไตล์แอคทีฟ แถมยังเป็นไอดอลของสายสุขภาพที่แท้ทรู!

สุขสันต์วันเกิดนะคะพี่พีช ขอให้ปึ่งปั๋งแบบนี้ไปอีกหลายสิบปีเลยค่า 🎉💪


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top