Tuesday, 14 July 2026
LITE

25 สิงหาคม พ.ศ.2475 ก่อตั้ง ‘สมาคมคณะราษฎร’ พรรคการเมืองแรกของไทย ต้นแบบของพรรคการเมืองไทยในปัจจุบัน

ย้อนกลับไปเมื่อ 25 สิงหาคม พ.ศ.2475 หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองโดยคณะราษฎร ก็ได้เกิด 'สมาคมคณะราษฎร' ขึ้นมา ถือเป็นต้นแบบของพรรคการเมืองในประเทศไทย แม้ขณะนั้นยังไม่มีกฎหมายรองรับก็ตาม

การก่อตั้งสมาคมคณะราษฎรมี ‘พระยานิติศาสตร์ไพศาล’ เป็นนายกสมาคม เปิดรับสมาชิกทั่วประเทศ และมีรายงานว่าสมาชิกทะลุ 10,000 คน แต่ไม่นานนัก ในสมัยรัฐบาลพระยามโนปกรณนิติธาดา ได้มีคำสั่งห้ามตั้งสมาคมการเมือง ทำให้ต้องเปลี่ยนชื่อเป็น ‘สโมสรราษฎร์สราญรมย์’ แทน

ต่อมา หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ประชาธิปไตยเริ่มเปิดกว้าง จึงเกิดพรรคการเมืองจริงภายใต้รัฐธรรมนูญ แม้ยังไม่มีกฎหมายรองรับอย่างเป็นทางการ โดยพรรคแรกที่เกิดขึ้นคือ พรรคก้าวหน้า นำโดย ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ก่อนที่จะเข้าสู่ช่วงที่ จอมพล ป. พิบูลสงคราม ผลักดัน พระราชบัญญัติพรรคการเมือง พ.ศ.2498 ให้มีผลบังคับใช้

พรรคแรกที่จดทะเบียนตามกฎหมายดังกล่าวคือ พรรคเสรีมนังคศิลา ของจอมพล ป. ตามมาด้วยพรรคประชาธิปัตย์ แต่การเมืองในเวลานั้นเต็มไปด้วยข้อครหาเรื่องการเลือกตั้งไม่โปร่งใส จนกระทั่งปี 2501 จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ทำรัฐประหารและยกเลิกกฎหมายพรรคการเมือง ส่งผลให้พรรคทั้งหมด รวมถึงพรรคเสรีมนังคศิลา สิ้นสุดลงทันที

ปัจจุบัน การกำกับดูแลพรรคการเมืองอยู่ภายใต้ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ซึ่งจัดตั้งขึ้นตามรัฐธรรมนูญปี 2540 ในฐานะองค์กรอิสระ ทำหน้าที่กำกับให้การเลือกตั้งเป็นไปอย่างโปร่งใสและยุติธรรม ถือเป็นกลไกสำคัญของประชาธิปไตยไทยที่สืบต่อมาจนถึงทุกวันนี้

24 สิงหาคม พ.ศ.2502 ถือกำเนิด ‘บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน)’ ดำเนินธุรกิจการบินพาณิชย์ ในฐานะสายการบินแห่งชาติของไทย

วันนี้ในอดีต 24 สิงหาคม พ.ศ. 2502 คือวันก่อตั้ง “บริษัท การบินไทย จำกัด” สายการบินแห่งชาติของไทย โดยเกิดจากการร่วมทุนระหว่างบริษัท เดินอากาศไทย จำกัด กับสายการบินสแกนดิเนเวียน แอร์ไลน์ ซิสเต็ม (SAS) ทุนจดทะเบียนเริ่มต้น 2 ล้านบาท แบ่งเป็น เดินอากาศไทยถือหุ้น 70% และ SAS ถือหุ้น 30% ก่อนจะเปิดบินเที่ยวแรก กรุงเทพฯ-ฮ่องกง เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2503

ต่อมาในปี 2520 บริษัท เดินอากาศไทยได้ซื้อหุ้นทั้งหมดคืนจาก SAS ทำให้การบินไทยกลายเป็นของคนไทยอย่างสมบูรณ์ โดยมีการถือหุ้นร่วมกับกระทรวงการคลัง และในปี 2534 คณะรัฐมนตรีมีมติให้นำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เพื่อระดมทุนจากเอกชน พร้อมเปลี่ยนชื่อเป็น “บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน)”

ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา การบินไทยได้รับการยอมรับในฐานะสายการบินแห่งชาติของไทย มีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงเส้นทางบินระหว่างประเทศ และยังเป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งเครือข่ายสายการบิน “สตาร์อัลไลแอนซ์” 

นอกจากนี้ การบินไทยยังถูกจัดอยู่ในระดับความปลอดภัยสูงสุด “A” จากสถิติสะสมตั้งแต่ปี 2513 และเคยได้รับการยกย่องด้านบริการติดอันดับสายการบินชั้นนำของโลกมาอย่างต่อเนื่อง ถือเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ที่สร้างภาพลักษณ์ด้านการบินและการท่องเที่ยวให้แก่ประเทศไทย

23 สิงหาคม พ.ศ. 2483 รัชกาลที่ ๒ พระราชทานนามใหม่แก่ ‘บ้านสามโคก’ โดยใช้ชื่อ ‘เมืองประทุมธานี’ เพื่อเป็นเกียรติแก่ชาวมอญ ที่จงรักภักดี

วันนี้ในอดีต 23 สิงหาคม พ.ศ. 2483 บ้านสามโคกซึ่งเป็นชุมชนเก่าแก่ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ได้รับพระราชทานนามใหม่เป็น 'เมืองประทุมธานี' พระราชทานโดยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 เพื่อเป็นเกียรติแก่ชาวมอญที่อพยพมาตั้งถิ่นฐานและจงรักภักดีต่อแผ่นดินไทย

สามโคกถือเป็นเมืองเก่า มีร่องรอยมาตั้งแต่สมัยพระบรมไตรโลกนาถ และมีหลักฐานชัดเจนในสมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททองว่าเป็นเมืองขึ้นกับกรมพระกลาโหม ต่อมาในรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ได้โปรดให้ชาวมอญที่อพยพหนีพม่าเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารตั้งถิ่นฐานที่สามโคก ทำให้เมืองค่อย ๆ เจริญขึ้น

ในสมัยกรุงธนบุรีและรัตนโกสินทร์ตอนต้น ชาวมอญยังคงอพยพเข้ามาหลายครั้ง โดยเฉพาะในรัชกาลที่ 2 เมื่อปี พ.ศ.2358 มีการอพยพครั้งใหญ่จากเมืองเมาะตะมะ พระองค์โปรดให้ตั้งบ้านเรือนที่สามโคก นนทบุรี และพระประแดง จนทำให้สามโคกกลายเป็นชุมชนมอญที่สำคัญ

วันที่ 23 สิงหาคม พ.ศ.2483 รัชกาลที่ 2 เสด็จประพาสสามโคกในเทศกาลออกพรรษา พสกนิกรนำดอกบัวมาถวายสักการะเป็นจำนวนมาก พระองค์จึงพระราชทานนามเมืองใหม่ว่า 'ประทุมธานี' หรือเมืองแห่งดอกบัว พร้อมแต่งตั้ง “พระยาพิทักษ์ทวยหาร” เป็นเจ้าเมือง ถือเป็นจุดกำเนิดชื่อจังหวัดปทุมธานีที่ใช้สืบมาจนถึงปัจจุบัน

22 สิงหาคม พ.ศ. 2503 วันสิ้นพระชนม์ ‘พระองค์เจ้าวิวัฒนไชย’ บุคคลสำคัญด้านการเงิน ทรงปูทางกระทรวงการคลัง และก่อตั้งธนาคารแห่งประเทศไทย

เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2503 พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวิวัฒนไชย นักการเงินการคลังคนสำคัญของไทย สิ้นพระชนม์ พระองค์ทรงเป็นพระโอรสในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นมหิศรราชหฤทัย และหม่อมส้วน ไชยันต์ ประสูติเมื่อวันที่ 29 เมษายน 2442 และทรงสำเร็จการศึกษาด้านรัฐศาสตร์ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ก่อนกลับมารับราชการในกระทรวงพระคลังมหาสมบัติ

พระองค์เจ้าวิวัฒนไชยทรงมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาระบบการเงินของประเทศ ทรงดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมสรรพากร อธิบดีกรมศุลกากร และต่อมาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นอกจากนี้ยังทรงมีบทบาทสำคัญในการผลักดันร่างพระราชบัญญัติจัดตั้งธนาคารชาติไทย จนนำไปสู่การก่อตั้งธนาคารแห่งประเทศไทยในปี 2485

ต่อมาในปี 2498 พระองค์เจ้าวิวัฒนไชยได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยพระองค์แรก ต้องเผชิญความท้าทายจากปัญหาเศรษฐกิจช่วงสงคราม และภาวะเงินเฟ้อในประเทศ พระองค์ทรงเสนอแนวทางแก้ไขแก่รัฐบาลจนสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ ถือเป็นบุคคลสำคัญที่วางรากฐานระบบการเงินการคลังของไทยจนถึงปัจจุบัน

21 สิงหาคม พ.ศ. 2417 รัชกาลที่ ๕ ประกาศกฎหมายเลิกทาสแบบผ่อนปรน จุดเริ่มต้นการปลดแอกคนไทยจากระบบทาส

เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2417 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงมีพระชนมายุเพียงราว 20 พรรษา โปรดเกล้าฯ ให้ตรา พระราชบัญญัติพิกัดเกษียณอายุลูกทาส ร.ศ. 93 ซึ่งเป็นกฎหมายสำคัญที่เริ่มวางแนวทางการเลิกทาสแบบผ่อนปรน เพื่อลดแรงกระทบระหว่างเจ้านายเงินกับตัวทาส

ก่อนหน้านั้นในสมัยรัชกาลที่ 3 สถานการณ์ในสังคมไทยมีทาสมากถึงกว่าหนึ่งในสามของประชากรทั้งหมด ลูกที่เกิดจากพ่อแม่ที่เป็นทาสก็ต้องตกเป็นทาสตามไปด้วย หากไม่มีเงินไถ่ตัวก็ต้องอยู่ในฐานะทาสตลอดชีวิต เพราะกฎหมายถือว่ามี “ค่าตัว” ติดตัวอยู่เสมอ

กฎหมายที่รัชกาลที่ 5 ทรงประกาศครั้งนี้ กำหนดให้ลูกทาสที่เกิดตั้งแต่ปี พ.ศ. 2411 เป็นต้นมา มีการลดค่าตัวลงเรื่อย ๆ เริ่มตั้งแต่อายุ 8 ขวบ และเมื่ออายุครบ 21 ปี จะกลายเป็นไทอย่างสมบูรณ์ อีกทั้งยังห้ามซื้อขายบุคคลที่มีอายุมากกว่า 20 ปีเป็นทาสอีก

ต่อมาใน พ.ศ. 2448 พระองค์จึงตรา พระราชบัญญัติเลิกทาส ร.ศ. 124 กำหนดให้ลูกทาสทุกคนเป็นไทตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2448 เป็นต้นมา นับเป็นการปิดฉากระบบทาสในสังคมไทยอย่างถาวร และยังมีมาตรการป้องกันไม่ให้คนที่พ้นจากความเป็นทาสแล้วต้องกลับไปสู่วังวนเดิมอีกด้วย

20 สิงหาคม พ.ศ. 2447 ‘นางล้วน’ นักโทษหญิงคนสุดท้ายของไทย ถูกประหารชีวิตด้วยการตัดศีรษะ ที่วัดหนองจอก

วันนี้ในอดีต 20 สิงหาคม พ.ศ. 2447 ถือเป็นวันสุดท้ายที่ประเทศไทยใช้การประหารชีวิตด้วยการตัดศีรษะ โดยเหตุเกิดที่วัดหนองจอก ริมคลองแสนแสบ อำเภอมีนบุรี จังหวัดพระนคร (กรุงเทพมหานคร) ผู้ถูกประหารครั้งนั้นคือ “นางล้วน” ต้องโทษด้วยข้อหาฆ่าผัวตายและเผาทั้งบ้าน กลายนักโทษหญิงคนสุดท้ายที่ต้องสูญเสียชีวิตด้วยวิธีนี้ 

หลังจากนั้นในปี พ.ศ. 2477 ประเทศไทยได้บัญญัติในประมวลกฎหมายอาญามาตรา 19 กำหนดให้การประหารชีวิตใช้วิธีการยิงเป้า โดยครั้งแรกมีการดำเนินการที่แดนประหารคุกบางขวางเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2487 การเปลี่ยนแปลงนี้ถือเป็นการปรับวิธีลงโทษให้ทันสมัยและมีมาตรฐานมากขึ้น

ต่อมาในวันที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2546 การประหารชีวิตด้วยการยิงเป้าได้ถูกยกเลิก และประเทศไทยหันมาใช้วิธีการฉีดยาพิษแทนตามมาตรา 19 แห่งพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 16) ซึ่งถือเป็นการสิ้นสุดยุคการประหารชีวิตแบบเก่าและปรับไปสู่วิธีที่ถือว่ามนุษยธรรมมากขึ้น

19 สิงหาคม พ.ศ. 2488 ไทยรอดพ้นสถานะผู้แพ้สงคราม หลังสหรัฐฯ ยืนยัน “ไม่เคยถือว่าไทยเป็นศัตรู”

19 สิงหาคม พ.ศ. 2488 สหรัฐอเมริกาออกแถลงการณ์ประกาศชัด “ไม่เคยถือว่าไทยเป็นศัตรู” แม้ไทยจะเคยประกาศสงครามต่อสหรัฐฯ และอังกฤษในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยให้เหตุผลว่า ไทยคือมิตรประเทศที่ถูกบังคับมากกว่าจะเป็นฝ่ายตรงข้ามโดยเจตนา

ในแถลงการณ์ของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุว่า ช่วง 4 ปีที่ผ่านมา วอชิงตันมองว่าไทยต้องได้รับการปลดปล่อยจากอำนาจศัตรู และหวังว่าเมื่อสงครามสิ้นสุด ไทยจะกลับคืนสู่ประชาคมโลกในฐานะประเทศเอกราช เสรี และมีอธิปไตยเต็มที่

ไม่กี่วันก่อนหน้านั้นเอง (16 สิงหาคม 2488) ไทยได้ออก “ประกาศสันติภาพ” ชี้ชัดว่าการประกาศสงครามเมื่อ 25 มกราคม 2485 เป็นโมฆะ เพราะไม่ตรงกับเจตจำนงของประชาชน และขัดต่อรัฐธรรมนูญ ทำให้ท่าทีของสหรัฐฯ สอดรับกับการฟื้นคืนภาพลักษณ์ของไทยบนเวทีโลก

เหตุการณ์นี้จึงถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ ที่ทำให้ไทยไม่ถูกนับเป็นประเทศผู้แพ้สงครามโดยตรง และเปิดทางให้ฟื้นความสัมพันธ์กับนานาชาติได้อย่างรวดเร็ว

18 สิงหาคม พ.ศ. 2411 รัชกาลที่ ๔ เสด็จทอดพระเนตร 'สุริยุปราคาเต็มดวง' ณ หว้ากอ จ.ประจวบคีรีขันธ์ และได้รับเชื้อมาลาเรียเป็นเหตุให้เสด็จสวรรคต

วันนี้ในอดีต 18 สิงหาคม 2411 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ทรงพิสูจน์ความแม่นยำด้านดาราศาสตร์ ด้วยการคำนวณการเกิด 'สุริยุปราคาเต็มดวง' ล่วงหน้าถึง 2 ปี และเกิดขึ้นจริงที่หว้ากอ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พระองค์ยังทรงเชิญเซอร์ แฮรี ออด เจ้าเมืองสิงคโปร์ มาร่วมเป็นพยานในเหตุการณ์สำคัญนี้

แม้โหรราชสำนักในเวลานั้นจะไม่เชื่อว่าจะเกิดสุริยุปราคาเต็มดวง แต่เมื่อปรากฏการณ์เกิดขึ้นจริง ก็เป็นหลักฐานชัดเจนถึงพลังของวิทยาศาสตร์ อย่างไรก็ตาม การเสด็จทอดพระเนตรครั้งนี้ทำให้พระองค์ติดพระโรคไข้ป่าจากพื้นที่หว้ากอ ซึ่งกลายเป็นจุดเริ่มต้นของพระอาการประชวร

การเสด็จครั้งนั้น เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ (ต่อมาคือรัชกาลที่ 5) ก็ทรงประชวรด้วยพระโรคเดียวกันจนเกือบสิ้นพระชนม์ ขุนนางในราชสำนักถึงกับต้องปิดข่าว ไม่ให้รัชกาลที่ 4 ทรงทราบ เพราะเกรงว่าพระอาการของพระองค์จะทรุดลงยิ่งกว่าเดิม

หลังจากเสด็จกลับจากหว้ากอเพียง 1 เดือน พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ก็เสด็จสวรรคตอย่างสงบและมีสติ จนถึงวินาทีสุดท้าย ทรงพลิกพระองค์หันพระพักตร์ไปทางตะวันตก ก่อนตรัสว่า “จะตายเดี๋ยวนี้แล้ว” แล้วเสด็จสวรรคตในท่าเดียวกับพระไสยาสน์วัดบวรนิเวศวิหาร

17 สิงหาคม พ.ศ. 2474 ‘เจ้ามหาพรหมสุรธาดา’ ถึงแก่พิราลัย สิริชนมายุ 85 ปี สูญสิ้นเจ้าผู้ครองนครน่านองค์สุดท้าย ที่สืบต่อกันมายาวนาน 600 ปี

เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2474 มหาอำมาตย์โท พลตรี ราชองครักษ์พิเศษ เจ้ามหาพรหมสุรธาดา (เจ้าน้อย มหาพรหม ณ น่าน) เจ้าผู้ครองนครน่านองค์ที่ 64 และองค์สุดท้าย สิ้นพระชนม์ด้วยโรคชรา สิริชนมายุ 85 ปี ถือเป็นจุดสิ้นสุดของระบบเจ้าผู้ครองนครในประวัติศาสตร์เมืองน่าน ก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475

เจ้ามหาพรหมสุรธาดา ประสูติเมื่อ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2389 ณ บ้านช้างเผือก ตำบลเวียงเหนือ เป็นโอรสองค์ที่ 3 ของเจ้าอนันตวรฤทธิเดช เจ้านครน่าน และเจ้าหญิงขอดแก้ว ทรงศึกษาพระธรรมที่วัดพระธาตุช้างค้ำตั้งแต่วัยเยาว์ ก่อนจะลาสิกขาและเข้ารับราชการ รับใช้บ้านเมืองทั้งด้านการทูต การทหาร และการปกครอง

ตลอดชีวิตราชการ เจ้ามหาพรหมสุรธาดา ปฏิบัติหน้าที่สำคัญหลายประการ อาทิ นำเครื่องราชบรรณาการถวายรัชกาลที่ 5 ปราบปรามกบฏฮ่อ จัดตั้งบ้านเมืองชายแดน รับเสด็จพระมหากษัตริย์ และได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์และเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นสูงหลายรายการ จนได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าผู้ครองนครน่านใน พ.ศ. 2461

พิธีพระราชทานเพลิงศพจัดขึ้นเมื่อวันที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2475 ณ สุสานดอนชัย จังหวัดน่าน พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าทศคิริวงศ์ เสด็จแทนพระองค์ จุดเพลิงพระราชทานท่ามกลางข้าราชบริพารและบุตรหลาน นับเป็นการปิดฉากตำนานเจ้าผู้ครองนครน่านที่สืบต่อกันมายาวนานกว่า 600 ปี

ผลสลากกินแบ่งรัฐบาล งวดประจำวันที่ 16 สิงหาคม 2568

รางวัลที่ 1 รางวัลละ 6,000,000 บาท : 994865
รางวัลเลขหน้า 3 ตัว รางวัลละ 4,000 บาท : 602  247
รางวัลเลขท้าย 3 ตัว รางวัลละ 4,000 บาท : 834  989
รางวัลเลขท้าย 2 ตัว รางวัลละ 2,000 บาท : 63
รางวัลข้างเคียงรางวัลที่ 1 จำนวน 2 รางวัล รางวัลละ 100,000 บาท : 994864  994866

ตรวจผลสลากกินแบ่งรัฐบาล รางวัลที่ 2 จำนวน 5 รางวัล รางวัลละ 200,000 บาท : 614735  125498  186972  214818  470306

ตรวจผลสลากกินแบ่งรัฐบาล รางวัลที่ 3 จำนวน 10 รางวัล รางวัลละ 80,000 บาท : 143483  863033  999696  266113  882121  
529861  287931  637633  745255  513832  

ตรวจผลสลากกินแบ่งรัฐบาล รางวัลที่ 4 จำนวน 50 รางวัล รางวัลละ 40,000 บาท
373039  563319  482573  428105  565227  
014009  162627  056218  061418  855063  
710608  468121  085364  013278  310000  
068914  414365  459608  405963  625936  
601842  238882  144860  480296  996640  
499611  312875  237001  963590  184058  
966871  892195  391483  389053  390112  
321760  269016  671937  297657  633043  
901394  744031  473791  634439  591320  
848933  880096  381344  746746  590879  

ตรวจผลสลากกินแบ่งรัฐบาล รางวัลที่ 5 จำนวน 100 รางวัล รางวัลละ 20,000 บาท
248778  375112  677505  106155  067602  
297637  901273  440544  926536  603032  
685690  137282  064427  011786  079001  
900034  156478  772390  785675  889693  
654692  186004  838185  445006  459485  
403109  317582  842653  637587  042655  
424177  615286  568807  014431  920575  
389192  758277  351638  156979  469741  
349672  276252  630146  205084  602978  
741573  269624  928960  952539  336799  
334912  723261  255463  499182  125019  
600999  307095  707559  278751  337330  
616672  873126  580474  992585  282595  
821010  273955  802817  264396  617086  
651213  450505  282577  719503  555875  
107168  843202  322164  200642  178897  
902587  207298  957037  937727  302404  
223344  344137  704621  909687  611866  
009012  298608  861656  171850  707162  
357666  778655  250059  224856  512548 

16 สิงหาคม พ.ศ. 2485 รัชกาลที่ ๔ พระราชทานฐานะเมืองปราณบุรี หรือเดิมคือชื่อเมืองนารัง กลายเป็นจังหวัดประจวบคีรีขันธ์

เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2485 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชทานฐานะให้เมืองปราณบุรีกลายเป็นจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โดยเดิมอำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์เคยมีชื่อว่า “เมืองนารัง” หรือ “เมืองบางนางรม” ตามหลักฐานในคำให้การชาวกรุงเก่า

หลังกรุงศรีอยุธยาเสียแก่พม่าในปี พ.ศ. 2310 เมืองนารังเลิกร้างไป จนถึงสมัยรัชกาลที่ 2 ได้โปรดเกล้าฯ ให้ตั้งเมืองบางนางรมขึ้นใหม่ แต่เนื่องจากที่ดินไม่เหมาะสม จึงย้ายไปตั้งที่เมืองกุย และต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 4 เปลี่ยนชื่อเป็น “เมืองประจวบคีรีขันธ์” รวมเมืองกุย เมืองคลองวาฬ และเมืองบางนางรมเข้าด้วยกัน

ในสมัยรัชกาลที่ 5 เมืองประจวบคีรีขันธ์ถูกจัดให้อยู่ในมณฑลราชบุรีเป็นอำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์ ต่อมาในปี พ.ศ. 2449 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้รวมเมืองปราณบุรีและอำเภอใกล้เคียงเข้าด้วยกัน ก่อนจะเปลี่ยนชื่อเมืองปราณบุรีเป็น “เมืองประจวบคีรีขันธ์” ในสมัยรัชกาลที่ 6

ปัจจุบันอำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์ตั้งอยู่กึ่งกลางจังหวัด ห่างจากกรุงเทพฯ 281 กิโลเมตร มีชายแดนติดประเทศไทย-เมียนมา ยาว 44 กิโลเมตร จุดผ่านแดนที่สำคัญคือช่องด่านสิงขร และมีอาณาเขตติดต่อกับอำเภอกุยบุรีทางเหนือ อ่าวไทยทางตะวันออก อำเภอทับสะแกทางใต้ และเขตตะนาวศรีของเมียนมาทางตะวันตก

15 สิงหาคม พ.ศ. 2417 รัชกาลที่ ๕ โปรดเกล้าฯ ตั้ง “สภาที่ปรึกษาในพระองค์” รากฐาน “องคมนตรี” ที่ดำรงหน้าที่คู่ราชบัลลังก์มาจนถึงปัจจุบัน

เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2417 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าฯ ให้ตั้ง 'สภาที่ปรึกษาในพระองค์' หรือ Privy Council ขึ้นเป็นครั้งแรก มีสมาชิก 49 คน ทำหน้าที่ถวายคำปรึกษาในราชกิจ ต่อมาในปี พ.ศ. 2435 จึงเปลี่ยนชื่อเป็น 'คณะองคมนตรี' ซึ่งสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน

ในสมัยรัชกาลที่ 6 องคมนตรีถูกปรับโครงสร้างเป็น 'สภากรรมการองคมนตรี' ทำหน้าที่พิจารณาร่างกฎหมาย พร้อมแต่งตั้งสมาชิกใหม่ทุกปีในพระราชพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา จนสิ้นรัชกาลมีสมาชิกสะสมถึง 233 คน แสดงถึงความสำคัญของบทบาทที่ปรึกษาในราชสำนัก

ถัดจากนั้นในสมัยรัชกาลที่ 7 ทรงจัดระเบียบคณะที่ปรึกษาราชการแผ่นดินใหม่ แบ่งเป็น 3 องค์กรหลัก ได้แก่ อภิรัฐมนตรีสภา เสนาบดีสภา และสภากรรมการองคมนตรี แต่หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองปี 2475 องคมนตรีถูกยกเลิก และเว้นว่างไปนานถึง 15 ปี

จนกระทั่งในรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2490 และ พ.ศ. 2492 ได้รื้อฟื้นสถาบันองคมนตรีขึ้นใหม่ ภายใต้ชื่อ 'คณะองคมนตรี' ทำหน้าที่ถวายความเห็นต่อพระมหากษัตริย์ตามพระราชอัธยาศัย โดยต้องไม่เกี่ยวข้องกับการเมืองหรือตำแหน่งในหน่วยงานรัฐอื่น เพื่อคงความเป็นกลางและความน่าเชื่อถือ

ปัจจุบัน องคมนตรีประชุมกันสัปดาห์ละครั้งที่ทำเนียบองคมนตรี บริเวณพระราชอุทยานสราญรมย์ ใกล้พระบรมมหาราชวัง โดยยังคงเป็นสถาบันสำคัญที่มีบทบาทเป็นที่ปรึกษาส่วนพระองค์ของพระมหากษัตริย์แห่งราชอาณาจักรไทย

14 สิงหาคม พ.ศ. 2395 ‘คลองผดุงกรุงเกษม’ เสร็จสมบูรณ์ในรัชกาลที่ ๔ เปิดเส้นทางคมนาคมใหม่ ขยายพระนครสู่ชั้นนอก

เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2395 คลองผดุงกรุงเกษมแล้วเสร็จในวันนี้ สมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) ทรงมีพระราชดำริให้ขุดคลองขึ้นรอบนอกพระนคร เพื่อขยายเขตเมืองและเพิ่มพื้นที่อยู่อาศัย รวมทั้งช่วยให้การคมนาคมทางน้ำสะดวกขึ้น

คลองผดุงกรุงเกษมเริ่มขุดตั้งแต่ปี พ.ศ. 2394 โดยมีความยาวประมาณ 5.5 กิโลเมตร ล้อมรอบพระนครชั้นนอก เชื่อมต่อกับแม่น้ำเจ้าพระยาทั้งด้านเหนือและด้านใต้ ทำหน้าที่เป็น "คูเมืองชั้นนอก" ป้องกันเมืองจากการรุกราน และเป็นแนวเขตการขยายเมืองในสมัยนั้น

นอกจากประโยชน์ด้านป้องกันและการคมนาคมแล้ว คลองผดุงกรุงเกษมยังช่วยระบายน้ำในฤดูน้ำหลาก ลดปัญหาน้ำท่วมในเขตพระนคร และเปิดโอกาสให้เกิดชุมชนใหม่ ๆ เกิดขึ้นริมคลอง ทำให้เศรษฐกิจของพระนครเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว

ปัจจุบัน คลองผดุงกรุงเกษมยังคงเป็นสัญลักษณ์ทางประวัติศาสตร์ของกรุงเทพฯ แม้สภาพแวดล้อมจะเปลี่ยนแปลงไปมาก แต่คลองสายนี้ยังสะท้อนภาพการวางผังเมืองและภูมิปัญญาการจัดการน้ำของไทยในอดีตอย่างชัดเจน

13 สิงหาคม พ.ศ. 2413 กองทัพไทยสมัย ร.๕ ปรับเปลี่ยนระบบคำบอกแถวทหาร จากเดิมที่ใช้คำสั่งเป็นภาษาอังกฤษ เป็นภาษามคธ (บาลี)

เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2413 ในสมัยรัชกาลที่ 5 กองทัพไทยได้มีการปรับเปลี่ยนระบบคำบอกแถวทหาร จากเดิมที่ใช้คำสั่งเป็นภาษาอังกฤษ มาเป็น ภาษามคธ (บาลี) เพื่อให้สอดคล้องกับภาษาและวัฒนธรรมของชาติ รวมทั้งเสริมสร้างอัตลักษณ์ทหารไทยให้แตกต่างจากแบบแผนตะวันตก

ก่อนการเปลี่ยนแปลงนี้ กองทัพไทยรับแบบแผนฝึกจากตะวันตก โดยเฉพาะอังกฤษ ซึ่งรวมถึงคำสั่งบอกแถว เช่น การทำความเคารพ การเคลื่อนพล และการจัดระเบียบแถว แต่ต่อมา ทางราชการเห็นว่าควรปรับเป็นคำที่เข้าใจง่าย และมีรากทางวัฒนธรรมไทย-พุทธมากขึ้น จึงเลือกใช้ภาษามคธเป็นหลัก

ตัวอย่างคำบอกที่เปลี่ยนมาใช้ เช่น “วันทยาวุธ” แทนการทำความเคารพด้วยอาวุธ “วันทยาหัตถ์” แทนการทำความเคารพด้วยมือ

การปรับครั้งนี้ไม่เพียงแต่ช่วยให้ทหารไทยมีคำสั่งที่เป็นเอกลักษณ์ แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการปฏิรูปกองทัพในสมัยรัชกาลที่ 5 ซึ่งมุ่งผสมผสานความทันสมัยกับการคงไว้ซึ่งรากเหง้าทางวัฒนธรรมไทย

ศิลปินดารา รวมพลัง จัดคอนเสิร์ตระดมทุน ช่วย ‘จอย ทีสเกิ๊ต’ ป่วยมะเร็ง วันที่ 13 ส.ค. นี้

(11 ส.ค. 68) หลังจากที่ ‘จอย ทีสเกิ๊ต’ ดวงพร สนธิขันธ์ ออกมาเปิดเผยถึงอาการป่วยมะเร็งปากมดลูกระยะ 4 ที่ทำการรักษามา 1 ปีแล้ว ทำให้ต้องยกเลิกงานละครไปถึง 4 เรื่อง และงานอื่นๆ อีกมากมาย โดยหลังจากที่ข่าวเผยแพร่ออกไป ก็มีศิลปินดารายุค 90 นำโดย เท่ห์ อุเทน พรหมมินทร์ ร่วมกันจัดคอนเสิร์ต เพื่อนกันสำคัญเสมอ เพื่อร่วมเป็นกำลังใจ ให้จอย ในวันที่ 13 ส.ค. นี้ ที่ร้าน BAJIKA กับเพื่อนศิลปินมากมายที่จะมาร่วมร้องเพลงด้วยใจเพื่อส่งกำลังใจให้จอยเช่นกัน

งานนี้ศิลปินดารามาร่วมคอนเสิร์ตอย่างคับคั่ง เท่ห์ อุเทน / มอส ปฏิภาณ /แคทรียา อิงลิช / ลิฟท์ ออย /เจมส์ เรืองศักดิ์ / ศักดิ์สิทธิ์ แท่งทอง/ ฝันดี-ฝันเด่น /ยุ้ย ปัทมวรรณ /T-SKIRT /จอย ศิริลักษณ์ /เบนซ์ พรชิตา/ วาเนสซ่า บีเวอร์ / เกศ นารากร / เอ้ ชุติมา/บุ๋ม ตรีรัก / ฮันนี่ ภัสสร/สุรวุฑ ไหมกัน /อ๊อฟ - ต๊อก Dr.kids /โก้ ธีรศักดิ์/ ชรัส /วิยะดา /อ้วน วารุณี /นิตยา /อุ้ย ระวิวรรณ /แหม่ม พัชริดา / ชมพู ฟรุตตี้ /เจมส์ วีนัส /พีท พีระ /ต้าร์ Mr.Team/ ฟอร์ด สบชัย /ไท ธนาวุฒิ /ที Jet-setter/ลูกปัด /ซุปเปอร์เตย /ไวตามินเอ / โทมัส ไจแอนท์ / /แช่ม แช่มรัมย์ /อิน บูโดกัน / QQ Ingan/มิ้นท์ อรรถวดี

ขอเชิญทุกคนมาร่วมให้กำลังจอย วันที่ 13 สิงหาคม 2568 เวลา 18.00 น. - 24.00 น. ร้าน BAJIKA บัตรราคา 500 บาท ซื้อบัตรได้ที่หน้างาน /สำรองที่นั่ง 086 - 154 – 2896 หรือหากไม่สะดวกมาร่วมงานได้ แต่อยากจะส่งกำลังใจจอย สามารถร่วมสมทบได้ที่ บัญชี อุเทน พรหมมินทร์ ธ.กสิกรไทย เลขบัญชี 0578627820


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top