Saturday, 25 July 2026
ECONBIZ NEWS

‘อินเตอร์ลิ้งค์’ ประกาศผล 5 ทีม กทม. เข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ รอวัดฝีมือทักษะโครงข่ายสายสัญญาณ “Cabling Contest ปีที่ 13”

5 ทีมกรุงเทพฯ พร้อมแล้ว! อินเตอร์ลิ้งค์ฯ ประกาศสถาบันสุดเก่ง เยาวชนผู้มีทักษะโครงข่ายสายสัญญาณ เข้ารอบชิงชนะเลิศ คว้าถ้วยพระราชทานฯ ก้าวสู่แชมป์ บนเวที 'Cabling Contest ปีที่ 13'

เข้มข้น สนามประลองสายสัญญาณลุกเป็นไฟ ! ตัวแทน 5 ทีมกรุงเทพฯ พร้อมแล้ว เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2568 บริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) ตอกย้ำบทบาทผู้นำด้านระบบโครงข่ายสายสัญญาณของประเทศ เฟ้นหาเยาวชนคนเก่งต่อเนื่อง จัดการแข่งขัน “INTERLINK Cabling Contest ปีที่ 13” รอบคัดเลือกเขตกรุงเทพมหานคร พร้อมประกาศผล 5 ทีมเยาวชนฝีมือเยี่ยม ที่ผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศระดับประเทศ เพื่อชิงถ้วยพระราชทานฯ จาก สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี รวมมูลค่ารางวัลกว่า 400,000 บาท

ซึ่งได้เดินทางมาถึงในรอบการแข่งขันของกรุงเทพมหานคร โดยจัดการแข่งขันในรูปแบบออนไลน์ ณ สำนักงานใหญ่ บริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) โดยมี เป้าหมายเพื่อพัฒนาเยาวชนไทยในสายเทคนิค ผ่านการส่งเสริมทักษะ และการเรียนรู้เชิงปฏิบัติด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสาร โดยเฉพาะในระบบโครงข่ายสายสัญญาณ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศในยุคปัจจุบัน และอนาคต

การแข่งขันในครั้งนี้ จัดขึ้นภายใต้ความร่วมมือระหว่าง บริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) ร่วมกับ สำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และกระทรวงศึกษาธิการ โดยเปิดโอกาสให้เยาวชน นิสิต นักศึกษาจากสถาบันอาชีวศึกษาในเขตกรุงเทพมหานคร เข้าร่วมประชันทักษะ ทั้งด้านความรู้ และทักษะเชิงเทคนิคในรูปแบบที่เข้มข้น ครบทั้งภาคทฤษฎี และปฏิบัติ

ภายในงาน ได้รับเกียรติจาก นายสมบัติ อนันตรัมพร ประธานกรรมการ บริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวต้อนรับ และให้โอวาทแก่ผู้เข้าแข่งขัน พร้อมถ่ายทอดแรงบันดาลใจจากประสบการณ์ตรงในฐานะผู้นำธุรกิจสายสัญญาณของไทยกว่า 38 ปี เพื่อปลุกพลังแห่งความมุ่งมั่นในหมู่เยาวชน พร้อมขับเคลื่อนสู่อนาคตสายงานเทคโนโลยีสารสนเทศอย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ ยังมีการบรรยายพิเศษในหัวข้อ “Moving Forward with Innovation: Cabling Infrastructure for Future Solutions (Design – Installation – Solution)” โดย นายภาคภูมิ พลธร Technical and Products Training Manager ถ่ายทอดองค์ความรู้เชิงลึกด้านการออกแบบ ติดตั้ง และการเลือกใช้อุปกรณ์ในระบบสายสัญญาณ โดยอ้างอิงจากมาตรฐานระดับสากล ทั้งจากประสบการณ์จริง และอุปกรณ์ที่ใช้จริงในวงการ

ทั้งนี้ อุปกรณ์ที่ใช้ในการแข่งขันทั้งหมด เป็นผลิตภัณฑ์มาตรฐานสูงจากแบรนด์ LINK AMERICAN และ GERMAN RACK ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีความเสถียร ทนทาน และได้รับการยอมรับในระดับสากล ครอบคลุมโซลูชันระบบสายสัญญาณแบบครบวงจร เพื่อให้นผู้เข้าร่วมแข่งขันทุกท่านได้สัมผัสกับประสบการณ์จริงจากเครื่องมือที่ใช้ในภาคสนามอย่างแท้จริง

โดยการแข่งขันแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ ภาคทฤษฎี ทดสอบความรู้ความเข้าใจด้านระบบสายสัญญาณ เช่น มาตรฐานการออกแบบ การติดตั้ง การวางระบบ และการตรวจสอบคุณภาพ ต่อมาเป็นภาคปฏิบัติ ซึ่งนับว่าท้าทายผู้เข้าแข่งขันด้วยโจทย์จำลองจากสถานการณ์จริง โดยให้ลงมือปฏิบัติงานติดตั้งสายสัญญาณภายใต้ข้อจำกัดของเวลา และความแม่นยำ

บรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยความคึกคัก และความมุ่งมั่นของเยาวชนจากหลากหลายสถาบัน ผู้เข้าแข่งขันต่างแสดงศักยภาพได้อย่างน่าประทับใจ ภายใต้การใช้ทักษะ ความคิดวิเคราะห์ และการทำงานเป็นทีมอย่างเข้มข้น โดยบริษัทฯ ได้เปิดถ่ายทอดสดการแข่งขันตลอดวันผ่านระบบ Zoom เพื่อเปิดโอกาสให้คณาจารย์ นักศึกษา เข้าร่วมรับชมอย่างทั่วถึง

เมื่อสิ้นสุดการแข่งขัน คณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิได้ทำการพิจารณา และประกาศผล 5 ทีมตัวแทนกรุงเทพมหานคร ที่ผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศระดับประเทศ ดังนี้

วิทยาลัยเทคโนโลยีสยามบริหารธุรกิจ (สะพานใหม่)
วิทยาลัยพาณิชยการอินทราชัย
วิทยาลัยเทคโนโลยีสยามบริหารธุรกิจ (นนทบุรี)
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (บางมด)
สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา

โดยทีมตัวแทนเหล่านี้ จะได้ไปประชันฝีมือกับตัวแทนจากภูมิภาคต่าง ๆ ของประเทศ เพื่อเฟ้นหา “หนึ่งเดียวของโครงข่ายสายสัญญาณ” ที่จะครองตำแหน่งสุดยอดดาวรุ่งสายเทคนิคในปีนี้

สำหรับการแข่งขันในสนามถัดไป 'Cabling Contest ปีที่ 13' จะเดินหน้าสู่ ภาคกลาง ในวันที่ 20 สิงหาคม 2568 เพื่อค้นหาสุดยอดเยาวชนอีก 5 ทีม เข้าสู่รอบชิงชนะเลิศต่อไป

‘สรวงศ์’ ย้ำปลดล็อกโป๊กเกอร์ทำตามขั้นตอน ยันขึ้นทะเบียนเป็นกีฬาที่ทั่วโลกยอมรับแล้ว

นายสรวงศ์ เทียนทอง รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวผ่านรายการโทรทัศน์กรณีนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ลงนามคำสั่งให้เล่นโป๊กเกอร์ที่เป็นกีฬาเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวได้นั้นว่า เป็นไปตามไทม์ไลน์ แต่ยืนยันว่าไม่มีเกี่ยวกับ Entertainment complex และยืนยันว่า การเล่นไพ่ที่เป็นการพนัน ยังถือว่าผิดกฎหมาย

รมว.ท่องเที่ยวฯ ชี้แจงการปลดล็อก 'โป๊กเกอร์เป็นกีฬา' เป็นไปตามขั้นตอน ไม่เกี่ยวข้องกับ Entertainment Complex ย้ำว่าโป๊กเกอร์ในฐานะกีฬาได้รับการยอมรับทั่วโลก และอยู่ระหว่างจัดตั้งสมาคมดูแลการแข่งขัน งาน WPT Exhibition ได้รับอนุญาตเฉพาะกิจ ไม่มีการสนับสนุนงบจากรัฐ และมีผู้สมัครเข้าร่วมกว่า 2,000 คน

นายสรวงศ์ ระบุว่า เรื่องนี้มีการตรวจสอบหลายรอบแล้ว ก่อนที่จะนำเรื่องเข้าบอร์ดการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) จนมีความชัดเจนแล้วว่า 1. โป๊กเกอร์เป็นกีฬาแน่นอน ทั่วโลกยอมรับ และ 2. จะถูกบรรจุเข้าไปเป็นกีฬาเอเชียนเกมส์ และโอลิมปิกในอนาคต ซึ่งบอร์ด กกท. ได้ประกาศเป็นชนิดกีฬา สำหรับขั้นตอนต่อไป คือ การจัดตั้งสมาคมกีฬา เพื่อมาดูแลและรับผิดชอบในการจัดแข่งขัน

นายสรวงศ์ กล่าวว่า เนื่องจาก World Poker Tour (WPT) อยากมาจัดงานที่ประเทศไทย จึงนำเรื่องเสนอรมว.มหาดไทย ลงนาม ส่วนการจัดงาน Exhibition ในเดือนส.ค. รมว.มหาดไทย ได้มีการลงนามอนุญาตให้จัดงานเฉพาะรายการนี้ ดังนั้น ทุกครั้งถ้าจะมีการจัดงาน จะต้องให้ รมว.มหาดไทย อนุมัติอยู่

ส่วนที่มีข้อกังวลว่า การจัดงานโป๊กเกอร์จะเป็นรูปแบบเดียวกับ MotoGP และ EDM ที่ภาครัฐจะต้องซัพพอร์ตค่าใช้จ่ายบางส่วน นายสรวงศ์ ยืนยันว่า ครั้งนี้ภาครัฐไม่ต้องซัพพอร์ตใด ๆ มีแต่รายรับอย่างเดียว โดยที่ได้รับรายงานมางาน Exhibition ครั้งนี้มีผู้สมัครเกินกว่า 2,000 คน แต่จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมีการยกเลิกไปบ้าง

ก.อุตสาหกรรม เผยภาพรวมงาน 'อุตสาหกรรมแฟร์ 2568' ช่วยลดค่าครองชีพปชช. พร้อมกระตุ้นเศรษฐกิจช่วงกลางปี

(6 ส.ค. 68) ปิดฉากไปแล้วกับงาน 'อุตสาหกรรมแฟร์ 2568' บิ๊กอีเวนต์แห่งปี ซึ่งจัดโดยกระทรวงอุตสาหกรรม ผนึกกำลังครั้งสำคัญกับ กระทรวงคมนาคม และภาคเอกชน ภายใต้แนวคิด “รถไฟอุตสาหกรรม นำความสุขสู่คนไทย" ระหว่างวันที่ 31 กรกฎาคม – 3 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา ณ สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ บางซื่อ 

ดร.ณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า การจัดงาน “อุตสาหกรรมแฟร์ 2568 : รถไฟอุตสาหกรรม นำความสุขสู่คนไทย” นับว่าประสบความสำเร็จอย่างงดงาม โดยตลอดระยะเวลา 4 วันของการจัดงาน พบว่ามีประชาชนสนใจเข้ามาร่วมงานและจับจ่ายซื้อสินค้าภายในงานเฉลี่ยถึงวันละ 30,000 คน หรือรวมกว่า 120,000 คน มีเงินสะพัดจากการซื้อขายรวมกว่า 20 ล้านบาท และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจในช่วงกลางปีได้กว่า 300 ล้านบาท

งานดังกล่าวได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากหน่วยงานพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชน ได้แก่ กระทรวงคมนาคม การรถไฟแห่งประเทศไทย บริษัท สหพัฒนาอินเตอร์ โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) ในเครือสหพัฒน์ สมาคมยานยนต์แห่งประเทศไทย บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ในฐานะ MIND Ambassador และบริษัท ปูนซีเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) ในการจัดงาน 'อุตสาหกรรมแฟร์ 2568' ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งแรก เพื่อเป็นอีกหนึ่งพื้นที่ในการทดสอบตลาดและเพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้าให้กับผู้ประกอบการ SME ไทย และวิสาหกิจชุมชน 

อีกทั้งผู้ประกอบการโรงงาน SMEs และวิสาหกิจชุมชน ยังได้มีพื้นที่ในการกระจายสินค้าถึงผู้บริโภคโดยตรง ซึ่งจะเป็นการสร้างรายได้อีกทางหนึ่ง รวมถึงสร้างความเชื่อมั่นของผู้บริโภคต่อสินค้าอุตสาหกรรมไทยที่มีคุณภาพและราคาเป็นธรรม เพื่อให้ผู้บริโภคได้เข้าถึงสินค้าคุณภาพดีในราคาเหมาะสม รวมผู้ประกอบการกว่า 330 บูธ แบ่งเป็น 4 โซน ซึ่งประกอบด้วย
1. โซนมหกรรมสินค้าอุปโภค - บริโภคราคาประหยัดจากเครือสหพัฒน์ ที่ได้นำสินค้าคุณภาพราคาประหยัดมาให้ประชาชนได้เลือกซื้ออย่างจุใจ
2. โซน 'รถที่ใช่ดีลที่ชอบ' กับข้อเสนอสุดพิเศษ จากค่ายรถยนต์และรถจักรยานยนต์ถึง 19 แบรนด์
3. โซนมหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้า ที่บรรดาผู้ประกอบการได้นำเครื่องใช้ไฟฟ้าคุณภาพมีมาตรฐาน มอก. ราคาประหยัด มาจัดโปรโมชันอย่างมากมาย อาทิ พัดลม หม้อหุงข้าว ตู้เย็น เครื่องปรับอากาศ และโทรทัศน์ 
และ 4. โซนมหกรรมจำหน่ายสินค้าจากผู้ประกอบการ SME ไทย และวิสาหกิจชุมชนทั่วประเทศ เช่น เสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า เครื่องประดับ ของใช้ของตกแต่งบ้าน งานคราฟต์ สินค้าสายมู อาหารพร้อมทาน เครื่องดื่มชงสด อาหารแปรรูป และเครื่องดื่มแปรรูป เป็นต้น ซึ่งเป็นหนึ่งในไฮไลต์ของงานในครั้งนี้ที่ได้พาผู้ประกอบการมาเปิดขายสินค้าให้กับผู้บริโภคโดยตรง

และในภาวะสถานการณ์ชายแดนที่ไม่ปกติกระทรวงอุตสาหกรรมได้จัดจุดรับบริจาคสิ่งของอุปโภคบริโภค "อุตสาหกรรมรวมใจ ช่วยพี่น้องชาวไทย" เพื่อส่งต่อน้ำใจช่วยเหลือผู้ประสบภัยชายแดนและผู้ประสบภัยน้ำท่วม ให้สำหรับผู้เข้าร่วมจับจ่ายสินค้าภายในงานที่ต้องการแบ่งปันขอแสดงความห่วงใย พร้อมส่งกำลังใจให้กับผู้ประสบภัย โดยสามารถนำส่งผ่านจุดรับบริจาคอุตสาหกรรมรวมใจ หรือจุดรับของไปรษณีย์ไทย ภายในงาน ซึ่งพัสดุที่บริจาคน้ำหนักไม่เกิน 5 กิโลกรัม สามารถรับบริการโดยไม่คิดค่าจัดส่ง และภายในงานยังมีกิจกรรมตลอดทั้งวันไม่ว่าจะเป็นเวิร์กช็อปสร้างอาชีพ กิจกรรมนาทีทองเล่นเกมชิงรางวัล กิจกรรมการประกวดแข่งขันร้องเพลงของกระทรวงอุตสาหกรรม (Voice of MIND 2025) และ มินิคอนเสิร์ตจากศิลปินชื่อดัง อาทิ ไอซ์ ศรัณยู, อะตอม ชนกันต์, ป๊อป ปองกูล และ อ๊อฟ ปองศักดิ์ ที่ผลัดเปลี่ยนมาสร้างสีสันและความสนุกสนานให้กับผู้เข้าชมงานตลอดทั้ง 4 วัน นอกจากนี้ ยังมีโซนการจัดแสดงเทคโนโลยีและนวัตกรรมจาก บริษัท ปูนซีเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) และ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ในฐานะ MIND Ambassador ของกระทรวงอุตสาหกรรม ซึ่งได้รับรางวัลอุตสาหกรรมยอดเยี่ยมในปี 2568 

ทั้งนี้ กระทรวงอุตสาหกรรม ร่วมกับ World Bank จัดกิจกรรม “Ozone Run : วิ่งฟิน อินแฟร์” มีผู้สนใจสมัครเข้าร่วมวิ่งกว่า 1,350 คน แบ่งระยะการวิ่งออกเป็น 1) Fun Run ระยะทาง 5 กิโลเมตร และ 2) มินิมาราธอน ระยะทาง 10 กิโลเมตร ใช้เส้นทางโดยรอบสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ ซึ่งนอกจากจะส่งผลดีต่อสุขภาพที่ดีแล้ว ยังเป็นรณรงค์ให้เห็นความสำคัญเกี่ยวกับการปกป้องชั้นบรรยากาศโอโซนและสภาพภูมิอากาศโลก   

โดยทางกระทรวงคมนาคมได้เตรียมการอำนวยความสะดวกให้ประชาชนที่เดินทางมาร่วมงานได้รับความสะดวก รวดเร็ว และประหยัด ด้วยระบบขนส่งสาธารณะที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น รถไฟชานเมือง (สายสีแดง) เชื่อมต่อจากพื้นที่กรุงเทพฯ รอบนอกได้อย่างรวดเร็ว รถไฟฟ้า MRT (สายสีน้ำเงิน) ครอบคลุมเส้นทางสำคัญในเมืองในอัตราค่าโดยสาร 20 บาท ตลอดสาย รถไฟทางไกลที่จะอำนวยความสะดวกสำหรับผู้เดินทางมาจากต่างจังหวัด รวมทั้งรถโดยสารสาธารณะที่สามารถเดินทางเข้าถึงยังพื้นที่จัดงาน ซึ่งจะช่วยลดปัญหาการจราจร หรือหากนำรถยนต์ส่วนบุคคลมาร่วมงาน ทางการรถไฟแห่งประเทศไทย มีพื้นที่จอดรถและจุดรับ-ส่ง ที่จัดเตรียมไว้อย่างเพียงพอ

ขณะเดียวกัน การจัดงานในครั้งนี้ยังมีอีกหนึ่งความร่วมมือครั้งสำคัญที่เกิดขึ้น คือ การลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) การยกระดับระบบคมนาคมขนส่งทางรางและการสร้างฐานการผลิตรถไฟมาตรฐานสากลภายในประเทศ ระหว่าง กระทรวงอุตสาหกรรม โดย กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือดีพร้อม (DIPROM) กับ กระทรวงคมนาคม โดย สถาบันวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีระบบราง (องค์การมหาชน) (สทร.) เพื่อร่วมขับเคลื่อนและยกระดับอุตสาหกรรมราง พร้อมผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางระบบขนส่งโลจิสติกส์ของภูมิภาคอาเซียนต่อไป

เชียงใหม่-ธปท. สำนักงานภาคเหนือแถลง 'ภาวะเศรษฐกิจและการเงินภาคเหนือ ไตรมาส 2 ปี 2568'

เมื่อวันที่ (4 ส.ค.68) ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคเหนือ (ธปท. สภน.) โดยนางพรวิภา ตั้งเจริญมั่นคง ผู้อำนวยการอาวุโส แถลงข่าว “ภาวะเศรษฐกิจและการเงินภาคเหนือ ไตรมาส 2 ปี 2568”ณ ห้องเขลางค์นคร อาคารสำนักงาน ชั้น 1 ธปท. สำนักงานภาคเหนือ 

นางพรวิภา ตั้งเจริญมั่นคง ผู้อำนวยการอาวุโส ธปท. สำนักงานภาคเหนือ เปิดเผยว่า ภาพรวมเศรษฐกิจภาคเหนือ ไตรมาส 2 ปี 2568 ปรับลดลงจากไตรมาสก่อน ตามกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ลดลงโดยการบริโภคหดตัวเล็กน้อย กำลังซื้อและความเชื่อมั่นที่ลดลง การลงทุนภาคเอกชนหดตัวทั้งด้านการก่อสร้างและการผลิต ผลผลิตอุตสาหกรรมหดตัวตามการผลิตน้ำตาล ผลิตภัณฑ์นม และสินค้าฟุ่มเฟือย อย่างไรก็ดี การท่องเที่ยวขยายตัวเล็กน้อยเนื่องจากในช่วงต้นไตรมาสมีเทศกาลและการจัดกิจกรรมในพื้นที่ ด้านการเบิกจ่ายภาครัฐขยายตัวต่อเนื่องจากทั้งรายจ่ายลงทุนและรายจ่ายประจำ

รายได้เกษตรกร ขยายตัว จากด้านผลผลิตที่เพิ่มขึ้นตามข้าวนาปรังเพราะช่วงเพาะปลูกปริมาณน้ำและสภาพอากาศเอื้ออำนวย ประกอบกับลิ้นจี่เพิ่มขึ้นจากฐานต่ำปีก่อนที่ผลผลิตน้อยเป็นประวัติการณ์ ส่วนด้านราคายังหดตัวต่อเนื่อง ตามราคาข้าวเปลือกและมันสำปะหลังที่ปรับลดลงตามการส่งออก ประกอบกับราคาลิ้นจี่ที่ลดลงตามคุณภาพและปริมาณที่มีมากในปีนี้

ภาคอุตสาหกรรม หดตัว จากการผลิตน้ำตาลที่ลดลงหลังเร่งผลิตไปในช่วงก่อน ผลิตภัณฑ์นมแปรรูปลดลงตามการส่งออกไปอาเซียน และกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือย อาทิ เซรามิก ผลิตภัณฑ์ไม้ และเฟอร์นิเจอร์ ปรับลดลงตามความต้องการของคู่ค้าที่ชะลอลง อย่างไรก็ดี ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ขยายตัวส่วนหนึ่งจากการเร่งสั่งซื้อของคู่ค้าก่อนมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ มีผลบังคับใช้
     
การท่องเที่ยว ขยายตัวชะลอลง ตามจำนวนนักท่องเที่ยวชาวไทยที่ขยายตัว จากการจัดกิจกรรมในช่วงต้นไตรมาสและวันหยุดยาว อย่างไรก็ตาม จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติทรงตัว จากชาวจีนที่ลดลง แม้ชาวเกาหลีใต้จะเพิ่มขึ้น สะท้อนจากจำนวนผู้โดยสารผ่านท่าอากาศยานภาคเหนือ และชาวต่างชาติผ่าน ตม. เชียงใหม่ อย่างไรก็ดี อัตราเข้าพักแรม และรายรับรวมภาคท่องเที่ยวยังขยายตัว 
     
การอุปโภคบริโภค หดตัวเล็กน้อย ตามกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ลดลงจากปริมาณฝนที่มากและนานกว่าปีก่อน กำลังซื้อที่ลดลง และการระมัดระวังการใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ดี การบริโภคเกี่ยวเนื่องกับภาคบริการปรับดีขึ้นในช่วงเทศกาลและวันหยุดยาว และรถยนต์นั่งที่ปรับดีขึ้นจากการส่งมอบหลัง motor show ในรุ่นที่เปิดตัวใหม่ และการปรับลดราคาโดยเฉพาะ EV ขณะที่รถกระบะและจักรยานยนต์ยังหดตัว

การลงทุนภาคเอกชน หดตัว ตามการลงทุนเพื่อการก่อสร้างในหมวดยอดจำหน่ายวัสดุก่อสร้างและพื้นที่ได้รับอนุญาตก่อสร้างโดยเฉพาะที่อยู่อาศัยแนวราบหดตัว เช่นเดียวกับการลงทุนเพื่อการผลิตหดตัวจากการนำเข้าสินค้าทุนของธุรกิจผลิตชิ้นส่วนและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ชะลอลง และยอดจดทะเบียนรถยนต์เชิงพาณิชย์หดตัวจากรถกระบะและรถบรรทุก

การค้าผ่านด่านศุลกากร ขยายตัว ตามการส่งออกทุเรียนและมังคุดไปจีน น้ำมันเชื้อเพลิงไป สปป.ลาว ที่ขยายตัว ขณะที่หลายหมวดสินค้าไปเมียนมาหดตัว เนื่องจากการขนส่งสินค้าเข้าพื้นที่ชั้นในเมียนมาช่วงฤดูฝนทำได้ยากขึ้น ขณะที่การนำเข้าหดตัวเล็กน้อย ตามการนำเข้ากระแสไฟฟ้าจาก สปป.ลาว และผลไม้จากจีนที่หดตัว อย่างไรก็ดี แร่พลวงจากเมียนมาขยายตัว

อัตราเงินเฟ้อ ติดลบเล็กน้อย จากราคาหมวดพลังงานที่ลดลง ตามราคาน้ำมันเชื้อเพลิงและค่าไฟฟ้า รวมถึงอาหารสดที่ลดลงจากผักและผลไม้สด

ตลาดแรงงาน ขยายตัวจากไตรมาสก่อน สะท้อนจากจำนวนผู้ประกันตน ม.33 ที่เพิ่มขึ้นในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว อย่างไรก็ตาม เริ่มเห็นสัญญาณการจ้างงานชะลอตัวตามภาวะเศรษฐกิจ 

แนวโน้มเศรษฐกิจภาคเหนือไตรมาส 3 ปี 2568 คาดว่าหดตัวจากไตรมาสก่อน จากการบริโภคภาคเอกชนที่หดตัวเล็กน้อยตามกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ลดลง รายได้ภาคเกษตรมีทิศทางหดตัวตามราคาพืชสำคัญ การผลิตภาคอุตสาหกรรมคาดว่าจะหดตัวจากปัจจัยกดดันทั้งผลกระทบจากนโยบายการค้าของสหรัฐฯ และอุปสงค์ของคู่ค้าชะลอลง การลงทุนภาคเอกชนหดตัว

โดยเฉพาะหมวดก่อสร้างในกลุ่มที่อยู่อาศัยที่ยังมีอุปทานเหลือขายจำนวนมาก ประกอบกับสถาบันการเงินระมัดระวังการให้สินเชื่อทางด้านการท่องเที่ยวคาดว่าทรงตัวหลังหมดฤดูกาลท่องเที่ยวการเบิกจ่ายภาครัฐชะลอลงหลังการเบิกจ่ายงบลงทุนที่เร่งตัวในช่วงก่อนหน้า ทั้งนี้ ยังต้องติดตามผลของนโยบายการค้าต่อประเทศคู่ค้า ความเชื่อมั่นและกำลังซื้อของผู้บริโภค แนวโน้มราคาผลผลิตเกษตร ตลอดจนมาตรการภาครัฐในระยะต่อไป

นอกจากนี้ ธปท. สภน. ได้ประชาสัมพันธ์โครงการ “คุณสู้ เราช่วย” เฟส 2 (โครงการฯ) ที่ได้ปรับปรุงเงื่อนไขของมาตรการเดิมและมีมาตรการใหม่เพิ่มเติม เพื่อให้ความช่วยเหลือลูกหนี้กลุ่มเปราะบาง   ได้ครอบคลุมมากขึ้น สำหรับลูกหนี้ของธนาคารพาณิชย์ สถาบันการเงินเฉพาะกิจ และผู้ประกอบธุรกิจที่มิใช่สถาบันการเงินที่เป็นบริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงินของธนาคารพาณิชย์ ดังนี้

1. ขยายระยะเวลาเข้าร่วมโครงการฯ จากเดิมสิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2568 เป็นวันที่ 30 กันยายน 2568 เนื่องจากลูกหนี้ยังให้ความสนใจเข้าร่วมโครงการฯ อย่างต่อเนื่อง แต่ยังคงการพิจารณาสถานะหนี้ของลูกหนี้ไว้ ณ วันที่ 31 ตุลาคม 2567 เช่นเดียวกับเฟสแรก และต้องเป็นสัญญาที่ทำก่อนวันที่ 1 มกราคม 2567

2. ปรับเงื่อนไขของมาตรการเดิมและเพิ่มมาตรการใหม่ 
มาตรการ “จ่ายตรง คงทรัพย์” ขยายคุณสมบัติลูกหนี้ที่เข้ามาตรการให้ครอบคลุมถึง 
1) ลูกหนี้ที่มีวันค้างชำระเกิน 365 วัน และ 2) ลูกหนี้ที่เคยมีประวัติค้างชำระ 1-30 วัน และเคยปรับโครงสร้างหนี้ตั้งแต่ 1 มกราคม 2565 เพื่อช่วยเหลือลูกหนี้ที่วงเงินไม่สูงมากให้สามารถรักษาทรัพย์สินที่เป็นหลักประกัน ทั้งบ้าน รถ และสถานประกอบการไว้ได้

มาตรการ “จ่าย ปิด จบ” ขยายเพดานภาระหนี้ของลูกหนี้บุคคลธรรมดาที่เป็นหนี้เสีย NPL โดย 1) สินเชื่อที่ไม่มีหลักประกัน เช่น สินเชื่อส่วนบุคคล บัตรเครดิต ขยายเพดานภาระหนี้คงค้างเป็นไม่เกิน 10,000 บาทต่อบัญชี 2) สินเชื่อที่มีหลักประกัน ที่หลักประกันถูกยึดหรือขายทอดตลาดแล้ว และมีวงเงินสินเชื่อตอนทำสัญญาไม่เกินกว่าที่กำหนด ขยายเพดานภาระหนี้คงค้างเป็นไม่เกิน 30,000 บาทต่อบัญชี และ 3) สินเชื่อทุกประเภท ที่มียอดหนี้รวมดอกเบี้ยค้างจ่ายไม่เกิน 5,000 บาท

มาตรการ “จ่าย ตัด ต้น” เป็นมาตรการใหม่ ช่วยเหลือลูกหนี้บุคคลธรรมดาและนิติบุคคลที่เป็นหนี้เสีย NPL โดยมียอดหนี้สินเชื่อที่ไม่มีหลักประกันไม่เกิน 50,000 บาทต่อบัญชี ซึ่งจะได้รับการปรับโครงสร้างหนี้ให้มีเงื่อนไขการผ่อนชำระคืนเป็นงวด โดยให้ผ่อนชำระ 2% ของเงินต้นคงค้าง เป็นระยะเวลา 3 ปี และค่างวดที่ชำระจะนำไปตัดเงินต้นทั้งจำนวน สำหรับดอกเบี้ยจะพักไว้ และหากอยู่จนจบโครงการและปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนด จะได้รับยกเว้นไม่ต้องจ่ายดอกเบี้ยในช่วง 3 ปีที่อยู่ในโครงการ

ลูกหนี้ที่สนใจเข้าร่วมมาตรการภายใต้โครงการ "คุณสู้ เราช่วย" ทั้งเฟส 1 และเฟส 2 สามารถศึกษารายละเอียดและสมัครเข้าร่วมโครงการฯ ได้ที่ https://www.bot.or.th/khunsoo ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 30 กันยายน 2568 หรือติดต่อสาขาของสถาบันการเงินที่เข้าร่วมโครงการฯ และสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ได้ที่ call center ของสถาบันการเงินที่เข้าร่วมโครงการฯ หรือ BOT Contact Center ของ ธปท. โทร. 1213 

สำหรับลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากสาธารณภัยและสถานการณ์ชายแดน สามารถติดต่อสถาบันการเงินเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนได้ โดยมีแนวทางการให้ความช่วยเหลือดังนี้ (1) สินเชื่อบัตรเครดิต ปรับลดอัตราการผ่อนชำระหนี้บัตรเครดิตให้ต่ำกว่าอัตราขั้นต่ำที่ ธปท. กำหนด เป็นระยะเวลาไม่เกิน 12 เดือน (2) สินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับของ ธปท. และสินเชื่อส่วนบุคคลดิจิทัล ให้วงเงินชั่วคราวกรณีฉุกเฉินเกินกว่าระดับที่ ธปท. กำหนดได้ (3) สินเชื่อทุกประเภท พิจารณาให้ความช่วยเหลือด้านเงินทุนและสภาพคล่องแก่ลูกหนี้ เพื่อซ่อมแซมที่อยู่อาศัย ให้สามารถประกอบอาชีพ / ดำเนินธุรกิจต่อได้ และดูแลให้มีการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ โดย ธปท. ผ่อนปรนหลักเกณฑ์ เพื่อให้สถาบันการเงินสามารถช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

เชฟรอน - BCPR ประกาศร่วมสำรวจปิโตรเลียม ในแปลงสำรวจในทะเลอ่าวไทยหมายเลข G2/65

(5 ส.ค. 68) เมื่อเร็วๆ นี้ นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน เป็นประธานในพิธีประกาศความร่วมมือระหว่าง บริษัท เชฟรอน ออฟชอร์ (ประเทศไทย) จำกัด (เชฟรอน) และบริษัท บีซีพีอาร์ จำกัด (BCPR) ในกลุ่มบริษัทบางจาก ในการเข้าเป็นพันธมิตรร่วมประกอบกิจการปิโตรเลียมในแปลงสำรวจปิโตรเลียมในทะเลอ่าวไทยหมายเลข G2/65 (แปลงสำรวจ G2/65) ภายใต้ระบบสัญญาแบ่งปันผลผลิต ซึ่งได้รับการอนุญาตลงนามอนุญาตจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานแล้ว โดยให้ออกเป็นสัญญาแบ่งปันผลผลิตเพิ่มเติม (ฉบับที่ 1)  พิธีดังกล่าวมีนายวรากร พรหโมบล อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ คณะผู้บริหารจากกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ พร้อมด้วยผู้บริหารจากเชฟรอน ได้แก่ นายชาทิตย์ ห้วยหงษ์ทอง ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด และ นายรณรงค์ ชาญเลขา ผู้จัดการใหญ่ บริษัท เชฟรอน ออฟชอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมด้วยคณะผู้บริหารกลุ่มบริษัทบางจาก ได้แก่ นายไพโรจน์ กวียานันท์ กรรมการ บริษัท บางจากฯ และ BCPR, นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทบางจากและกรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัท บางจากฯ, นางสาวภัทร์ภูรี ชินกุลกิจนิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงิน และรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มงานบัญชีและการเงิน บริษัท บางจากฯ และ กรรมการ BCPR และ นายโกมุท มณีฉาย ผู้อำนวยการ BCPR เข้าร่วมด้วย

นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า “กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กระทรวงพลังงาน  ในฐานะหน่วยงานภาครัฐที่กำกับดูแลการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม ได้พิจารณาตรวจสอบหลักเกณฑ์การเข้ามาเป็นผู้ร่วมประกอบกิจการปิโตรเลียม ของแปลงสำรวจในทะเลอ่าวไทยหมายเลข G2/65  ภายใต้ระบบสัญญาแบ่งปันผลผลิตของบริษัท บีซีพีอาร์ จำกัด อย่างครบถ้วน ถูกต้องตามขั้นตอนของกฎหมายแล้ว และสัญญาแบ่งปันผลผลิตดังกล่าวได้รับความเห็นชอบจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานแล้ว นับเป็นโอกาสอันดีสำหรับธุรกิจปิโตรเลียมที่มีนักลงทุนรายใหม่ที่เป็นบริษัทไทยเข้ามาร่วมลงทุน และยังเป็นโอกาสให้บุคลากรในบริษัท บีซีพีอาร์ จำกัด ได้เรียนรู้การดำเนินงานการพัฒนาแหล่งปิโตรเลียม  ที่มีสภาพทางธรณีวิทยาที่ซับซ้อนของอ่าวไทยจากบริษัท เชฟรอนฯ ที่มีประสบการณ์สูงในด้านการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมทั้งในไทยและในระดับสากล เพื่อช่วยเตรียมความพร้อมของบริษัท บีซีพีอาร์ จำกัด ในการก้าวเข้ามาเป็นอีกหนึ่งผู้ดำเนินงานไทยในธุรกิจการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมของประเทศไทยในอนาคตต่อไปได้ โดยการลงนามในสัญญาแบ่งปันผลผลิตเพิ่มเติมนี้นับว่ามีส่วนสำคัญในการสร้างความต่อเนื่องของการจัดหาแหล่งพลังงานภายในประเทศ เพื่อเป็นรากฐานสำคัญของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสร้างความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ” 

นายชาทิตย์ ห้วยหงษ์ทอง ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด กล่าวว่า “อนาคตทางพลังงานที่มั่นคงของประเทศจะเกิดขึ้นได้ ด้วยความร่วมมืออย่างจริงจังของทุกภาคส่วน ที่มีวิสัยทัศน์ที่สอดคล้องกันในเรื่องการพัฒนาอุตสาหกรรมพลังงานให้แข็งแกร่งเพื่อให้เป็นเฟืองจักรสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ โดยการผนึกกำลังกับบริษัทไทยอย่าง BCPR บริษัทในกลุ่มบริษัทบางจาก ที่เป็นบริษัทพลังงานชั้นนำของประเทศในครั้งนี้ ถือเป็นการผสานองค์ความรู้และนวัตกรรมของเชฟรอนในระดับมาตรฐานโลก รวมถึงประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในอ่าวไทย ซึ่งถือเป็นธุรกิจพลังงานต้นน้ำ เข้ากับศักยภาพอันแข็งแกร่งและความเป็นผู้นำของกลุ่มบริษัทบางจากในธุรกิจพลังงานของประเทศทั้งในระดับกลางน้ำและปลายน้ำ ซึ่งการร่วมมือครั้งนี้จะช่วยสนับสนุนการพัฒนาแปลงสำรวจ G2/65 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งจะยังมีการถ่ายทอดความรู้ความชำนาญ รวมถึงการสร้างบุคลากรเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศในระยะยาว  ความร่วมมือนี้ยังตอกย้ำเจตนารมณ์ของเชฟรอนในการมุ่งมั่นที่จะเป็นพันธมิตรที่ได้รับความไว้วางใจในการร่วมงานด้วย เพื่อส่งมอบพลังงานที่เชื่อถือได้ ในราคาที่เหมาะสม และสะอาดยิ่งขึ้นให้กับประเทศ”

นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทบางจาก และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจากฯ กล่าวว่า “ความร่วมมือครั้งนี้สะท้อนถึงพลังระหว่างกลุ่มพันธมิตรที่มีเป้าหมายเดียวกันในการเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานของประเทศไทย การที่ BCPR บริษัทในกลุ่มบริษัทบางจาก ซึ่งเป็นองค์กรพลังงานไทยที่เติบโตจากความเชื่อในพลังของคนไทย เข้าร่วมพัฒนาแปลงสำรวจ G2/65 ในอ่าวไทย ร่วมกับเชฟรอน องค์กรพลังงานระดับโลกที่มีบทบาทสำคัญในธุรกิจพลังงานของไทยมายาวนาน ถือเป็นก้าวสำคัญที่มีความหมายอย่างยิ่ง เป็นโอกาสที่ดีที่เราจะได้เรียนรู้จากพันธมิตรที่มีความเชี่ยวชาญ ทั้งในด้านเทคโนโลยี กระบวนการ การบริหารจัดการโครงการขนาดใหญ่ รวมทั้งด้านการพัฒนาบุคลากรในภาคพลังงาน และเป็นการต่อยอดองค์ความรู้จากการลงทุนใน OKEA ประเทศนอร์เวย์ของ BCPR ความร่วมมือในครั้งนี้เกิดขึ้นได้ด้วยการสนับสนุนจากกระทรวงพลังงาน และกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ด้านพลังงานของประเทศ และการที่เชฟรอนเปิดโอกาสให้กลุ่มบริษัทบางจากได้ร่วมเป็นพันธมิตรครั้งนี้ ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของความร่วมมือที่มีศักยภาพและยั่งยืนในอนาคต” 

ทั้งนี้ ในปี พ.ศ. 2566 เชฟรอนได้รับสิทธิเป็นผู้รับสัญญาแบ่งปันผลผลิตสำหรับแปลงสำรวจ G2/65 จากกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กระทรวงพลังงาน ซึ่งขณะนี้ดำเนินการอยู่ในระยะการสำรวจ  ภายใต้ความร่วมมือนี้ เชฟรอนได้โอนสิทธิ ประโยชน์ และพันธะตามสัญญาแบ่งปันผลผลิต ในสัดส่วนร้อยละ 30 ให้แก่ BCPR เพื่อเข้ามาเป็นผู้ร่วมประกอบกิจการ (Co-venturer) ในแปลงสำรวจ G2/65 ซึ่งมีเชฟรอนเป็นผู้ดำเนินการ (Operator) โดยความร่วมมือนี้มีจุดประสงค์เพื่อเพิ่มศักยภาพในการสำรวจทรัพยากรปิโตรเลียมในแปลงสำรวจ G2/65 อันจะเป็นการส่งเสริมความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศในระยะยาวต่อไป

กระทรวงอุตฯ บุกจับโรงงานกระดาษไร้ใบอนุญาต หลัง ปชช. ร้องเรียนปล่อยน้ำเสียผ่านไลน์ “แจ้งอุต”

(4 ส.ค. 68) นายพงศ์พล ยอดเมืองเจริญ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมและโฆษกกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆนี้ ได้มีประชาชนแจ้งเบาะแสผ่านแพลตฟอร์ม “แจ้งอุต“ ที่ทาง นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม จัดตั้งขึ้นเพื่อให้ประชาชนทั่วไปร้องเรียนเรื่องปัญหาอุตสาหกรรม ว่าพบมีการปล่อยน้ำเสียลงในลำน้ำสาธารณะ ที่ อ.บางเสาธง จ.สมุทรปราการ 

หลังได้รับเรื่องร้องเรียน ทางสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดสมุทรปราการ ร่วมกับเจ้าหน้าที่องค์การบริหารส่วนตำบลบางเสาธง ซึ่งเป็นผู้ดูแลพื้นที่ดังกล่าวเข้าตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างเร่งด่วน พบว่าแหล่งปล่อยน้ำเสียมาจาก โรงงาน บริษัท หัวผู่ เปเปอร์ (ไทยแลนด์) จำกัด ตั้งอยู่ที่ ต.บางเสาธง อ.บางเสาธง จ.สมุทรปราการ มีกรรมการบริษัท ชื่อ นายฉวน หลี่ ประกอบกิจการผลิตกระดาษลูกฟูก โดยไม่ได้ขออนุญาต ซึ่งมีความผิดตาม พ.ร.บ.โรงงาน พ.ศ. 2535 จากการตรวจสอบพบของเสียในพื้นที่จริง จึงได้เก็บตัวอย่างของเสียที่เกิดจากการประกอบกิจการ ส่งไปตรวจวิเคราะห์ เพื่อประกอบการพิจารณาตามกฎหมาย และได้ลงบันทึกประจำวันไว้ที่สถานีตำรวจภูธรบางเสาธง เพื่อดำเนินคดีกับบริษัทแล้ว จำนวนรวม 2 ข้อหา ดังนี้

1) ตั้งโรงงานโดยไม่ได้รับอนุญาต โทษจำคุก 2 ปี ปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
2) ประกอบกิจการโรงงานโดยไม่ได้รับอนุญาต โทษจำคุก 2 ปี ปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

"โรงงานแห่งนี้มีการลักลอบดำเนินการกิจการ เดินเครื่องจักรโดยไม่ได้ขออนุญาต เป็นเวลากว่า 2 ปี และไม่มีระบบบำบัดใด ๆ แอบปล่อยน้ำเสียที่อาจจะเจือปนโลหะหนักลงลำรางสาธารณะ ซึ่งจะส่งผลเสียกับสุขภาพของประชาชน จึงให้เจ้าหน้าที่ดำเนินคดีทั้งจำและปรับตามที่กฎหมายกำหนดโดยเด็ดขาด ทั้งนี้ ต้องขอบคุณประชาชนที่ช่วยแจ้งเบาะแสสำคัญผ่านทางแจ้งอุต อีกครั้ง ในกรณีนี้ใช้กระบวนการเพียงแค่ 5 วันเท่านั้น ตั้งแต่ขั้นตอนเข้าตรวจสอบ การแจ้งจับ และปิดโรงงาน ทำให้ผู้เดือดร้อนได้รับการแก้ไขปัญหาอย่างรวดเร็ว" นายพงศ์พล กล่าว

ทั้งนี้ หากประชาชนมีเบาะแสเกี่ยวกับโรงงานเถื่อน โรงงานปล่อยมลพิษ หรือได้รับความเดือดร้อนจากการประกอบกิจการ สามารถแจ้งเหตุมาได้ที่ไลน์ ”แจ้งอุต“ ผ่านระบบTraffy Fondue ได้ตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งเป็นช่องทางที่รวดเร็วที่สุดเชื่อมโยงกับชุดปฏิบัติการสุดซอย ที่ผ่านมามีผู้ร้องเรียนผ่านแจ้งอุต ที่พึ่งเปิดตัวช่วงเดือน ก.พ. 2568 จำนวนทั้งสิ้น 1,341 เรื่อง มากกว่าช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้วเกือบ 5 เท่า แสดงถึงความตื่นตัวของประชาชนในการมีส่วนร่วมแก้ปัญหาเรื่องทุนเทา อุตสาหกรรมศูนย์เหรียญ ที่ไม่มีความรับผิดชอบร่วมกับกระทรวงอุตสาหกรรมเป็นอย่างดี

DIT จับมือ เดอะมอลล์ ดันสินค้าชุมชนผ่าน “Farm Outlet” ชวนช้อปของดีช่วยสร้างรายได้เกษตรกร – กระตุ้นศก. ฐานราก

DIT ดันสินค้าชุมชนผ่าน “Farm Outlet” จับมือเดอะมอลล์ จัดกิจกรรม “Gourmet Market x DIT Farm Outlet” รับวันแม่

(4 ส.ค. 68) กรมการค้าภายใน DIT ส่งเสริมจัดตั้งศูนย์จำหน่ายสินค้าเกษตรชุมชน “Farm Outlet” เพื่อเป็นช่องทางการตลาดให้เกษตรกร สถาบันเกษตรกร และวิสาหกิจชุมชน นำสินค้าคุณภาพดี ทั้งผลผลิตสดและผลิตภัณฑ์แปรรูปมาจำหน่ายโดยไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง โดยดำเนินการต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2552 จนถึงปัจจุบัน รวม 57 แห่ง ใน 35 จังหวัด ควบคู่ไปกับการสนับสนุนการเรียนรู้เพิ่มศักยภาพให้ยกระดับสู่การเป็นผู้ประกอบการทั้งทักษะด้านการผลิตและการตลาด ชี้ให้เห็นความสำคัญของ “ตลาดนำการผลิต” สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภค มุ่งเน้นการสร้างมูลค่าเพิ่มของสินค้าเกษตรชุมชนด้วยสตอรี่ที่ถ่ายทอดเรื่องราว เกิดเป็นความโดดเด่นและแตกต่างแต่ละชุมชน ทั้งหมดนี้เพื่อสร้างอาชีพ สร้างรายได้ที่ไม่เพียงเกิดขึ้นกับเกษตรกรเท่านั้น แต่ยังเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากของชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม

นางสาวญาณี ศรีมณี รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า กรมการค้าภายในได้ผลักดันสินค้าชุมชนของศูนย์จำหน่ายสินค้าเกษตรชุมชน “Farm Outlet” ให้เข้าถึงผู้บริโภคกลุ่มใหม่ๆ ทั้งคนเมืองและนักท่องเที่ยวต่างชาติ ด้วยการเข้าสู่ห้างค้าปลีกชั้นนำ เพื่อเพิ่มช่องทางการตลาดให้กับเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน และผู้ประกอบการ พร้อมขานรับนโยบาย “ไทยทำ ไทยใช้ ไทยช่วยไทย” ในวันนี้จึงได้จับมือ “เดอะมอลล์ กรุ๊ป” จัดกิจกรรม “Gourmet Market x DIT Farm Outlet” ระหว่างวันที่ 15 กรกฎาคม – 15 สิงหาคม 2568  ณ กูร์เมต์ มาร์เก็ต สาขาพารากอน ขนทัพสินค้าเกษตรแปรรูปคุณภาพดี สดใหม่ ปลอดภัย ราคาย่อมเยาจากศูนย์จำหน่ายสินค้าเกษตรชุมชน “Farm Outlet” ทั่วประเทศ กว่า 100 รายการ มาจำหน่ายให้ผู้บริโภคได้เลือกอุดหนุนสินค้าของชุมชน โดยไม่ต้องเดินทางไปถึงแหล่งจำหน่าย สินค้าเด่นต้องโดน อาทิ กระยาสารทแม่สวิง เผือกหอม จมูกข้าวชงพร้อมดื่ม ข้าวหอมมะลิแดงอินทรีย์ ข้าวฮางงอก GI ปลาเสียดเค็มหยอง ปลาเค็มคั่วโบราณ ผงโรยข้าว พริกหอม น้ำมันงาดำ กระดูกปลาฉลามแห้ง หรืองานหัตถกรรม อาทิ ผ้าคลุมไหล่บาติกมัดย้อม หมวก ตะกร้าสานผักตบชวา นอกจากนี้ยังมีโปรโมชั่นพิเศษ อาทิ “ซื้อ 1 แถม 1” เพื่อให้ชาวกรุงได้ลองชิม และอุดหนุนสินค้าจากชุมชน 

“ขอเชิญชวนประชาชนร่วมอุดหนุนสินค้าคุณภาพจาก ศูนย์จำหน่ายสินค้าเกษตรชุมชน (Farm Outlet) เพื่อร่วมส่งต่อรอยยิ้มและเป็นกำลังใจให้เกษตรกรและชุมชนร่วมกันพัฒนาสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นออกมาจำหน่ายอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในโอกาส วันแม่แห่งชาติ 12 สิงหาคม นี้ สินค้า “Farm Outlet” ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับการเลือกซื้อของขวัญแทนใจให้คุณแม่ อาทิ ผลิตภัณฑ์สุขภาพ ผลิตภัณฑ์แปรรูป สมุนไพร เครื่องหอม งานหัตถกรรม และของใช้คุณภาพดีจากชุมชน หากผู้บริโภคที่กำลังเดินทางท่องเที่ยวก็สามารถแวะเลือกซื้อสินค้าได้ตามจุดจำหน่ายที่ตั้งอยู่ทั่วประเทศ ปัจจุบันกรมการค้าภายในได้สนับสนุนการจัดตั้งศูนย์จำหน่ายสินค้าเกษตรชุมชน (Farm Outlet) แล้ว 57 แห่ง ใน 35 จังหวัดทั่วประเทศ” รองอธิบดีกล่าว 

การจัดกิจกรรม “Gourmet Market x DIT Farm Outlet” ครั้งนี้ เกิดเป็นความร่วมมือต่อเนื่องในการเพิ่มช่องทางจำหน่ายสินค้าของศูนย์จำหน่ายสินค้าเกษตร “Farm Outlet” ถาวร กับ “เดอะมอลล์ กรุ๊ป” ต่อไปในอนาคต นอกจากนี้  ยังมีแผนเชื่อมโยงผลผลิตกุ้งจากเกษตรกรมาจำหน่ายด้วย ภายใต้แนวคิด “You Hunt We Cook เลือกเอง ให้เชฟทำ" เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคในเมือง ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จในการเพิ่มช่องทางการจำหน่ายให้สินค้าเกษตรและสินค้าชุมชนที่ช่วยให้เกษตรกรมีรายได้ ครอบครัวมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และชุมชนขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากให้เดินไปอย่างมั่นคงและแข็งแรง

‘บีโอไอ’ ชู!! จุดแข็งไทย พร้อมรับมือโลกการค้ายุคใหม่ หลังสหรัฐฯ ประกาศ!! อัตราภาษีนำเข้าจากไทย 19%

(2 ส.ค. 68) บีโอไอ แจงนักลงทุนไทย-ต่างชาติพร้อมเดินหน้าลงทุน หลังสหรัฐฯ ประกาศอัตราภาษีนำเข้าจากไทย ร้อยละ 19 ย้ำ!! ไทยยังเป็นแม่เหล็กดึงดูดการลงทุนที่แข็งแกร่งในภูมิภาค ชูจุดแข็งไทย 5 ด้าน พร้อมรองรับคลื่นการลงทุนภายใต้โลกการค้ายุคใหม่มุ่งสร้างซัพพลายเชนของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยสู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคต

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า จากที่ทีมไทยแลนด์ที่มีทั้งภาครัฐและเอกชน นำโดย นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง สามารถเจรจากับสหรัฐอเมริกาจนมีการประกาศอัตราภาษีศุลกากรที่เรียกเก็บจากไทยร้อยละ 19 ลดลงจากอัตราก่อนหน้าที่ร้อยละ 36 ถือเป็นข่าวดีที่ส่งผลบวกต่อการลงทุน เพราะเป็นอัตราภาษีที่ทำให้ไทยสามารถแข่งขันได้เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาค โดยนักลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมายจำนวนมากให้ความเชื่อมั่นและพร้อมเดินหน้าลงทุนในประเทศไทย เนื่องจากมองว่าไทยสามารถตอบโจทย์การลงทุนท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกยุคใหม่ และมีศักยภาพในการสร้างซัพพลายเชนสำหรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต  

ที่ผ่านมา ภาครัฐและเอกชนร่วมมือกันทำงานอย่างใกล้ชิด เพื่อพัฒนาระบบนิเวศ ลดอุปสรรค และสร้างโอกาสใหม่ ๆ ในการประกอบธุรกิจ ให้สอดรับกับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยอุตสาหกรรมเป้าหมายที่บีโอไอเร่งให้การส่งเสริม 5 สาขาหลัก ได้แก่ อุตสาหกรรมชีวภาพและเศรษฐกิจหมุนเวียน (BCG) ยานยนต์ไฟฟ้า เซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง ดิจิทัลและเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และกิจการศูนย์กลางธุรกิจระหว่างประเทศ ซึ่งประเทศไทยมีจุดแข็ง 5 ด้านสำคัญที่พร้อมรองรับคลื่นการลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ ได้แก่

1. โครงสร้างพื้นฐานที่มีคุณภาพ พร้อมรองรับการลงทุน ทั้งนิคมอุตสาหกรรม ระบบโลจิสติกส์ ท่าเรือน้ำลึก สนามบินนานาชาติ ระบบไฟฟ้าที่มีความเสถียรและมีศักยภาพด้านพลังงานหมุนเวียน โครงข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง โครงข่าย 5G ที่ครอบคลุมทั่วประเทศ และการจัดตั้ง Hyperscale Data Center จากนักลงทุนรายใหญ่ระดับโลก เช่น AWS, Google รวมทั้งสิ่งอำนวยความสะดวก
ที่พร้อมสำหรับนักลงทุนและผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศ ทั้งด้านที่พักอาศัย โรงเรียนนานาชาติ และโรงพยาบาลมาตรฐานสูง 

2. ซัพพลายเชนที่ครบวงจรสำหรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า ปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ เครื่องจักรและอุปกรณ์ ส่วนใหญ่รวมตัวเป็นคลัสเตอร์อยู่บริเวณภาคตะวันออก ซึ่งช่วยลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจ 

3. บุคลากรทักษะสูง ทั้งวิศวกร ช่างเทคนิค และแรงงานฝีมือ โดยบีโอไอร่วมมือกับกระทรวงการอุดมศึกษาฯ (อว.) ในการพัฒนาบุคลากรทักษะสูง และหลักสูตรเฉพาะด้าน เช่น เซมิคอนดักเตอร์, AI, IoT, ระบบอัตโนมัติ และโลจิสติกส์ โดยมีเป้าหมายสร้างแรงงานในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงจำนวน 280,000 คน ภายใน 5 ปี (2567 – 2571) ในสาขาที่ไม่สามารถพัฒนาได้ทัน บีโอไอมีเครื่องมือที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้ชาวต่างชาติสาขาดังกล่าวสามารถเข้ามาทำงานได้ ทั้งการอนุญาตภายใต้กฎหมายส่งเสริมการลงทุน, Smart VISA, LTR VISA และศูนย์ One Stop Service 
ที่บีโอไอทำงานร่วมกับ ตม. และกรมการจัดหางาน 

4. มาตรการสนับสนุนจากภาครัฐและนโยบายส่งเสริมการลงทุนที่ตอบโจทย์ภาคธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นสิทธิประโยชน์ด้านต่าง ๆ จากบีโอไอและกระทรวงการคลัง การพัฒนากลไกจัดหาพลังงานสะอาด หรือมาตรการส่งเสริมอุตสาหกรรมเป้าหมายต่างๆ เช่น มาตรการส่งเสริมรถยนต์ EV, เซมิคอนดักเตอร์, แบตเตอรี่, อุตสาหกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมทั้งมาตรการสนับสนุนการเชื่อมโยงซัพพลายเชนและการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ (Local Content) 

5. โอกาสในการเข้าสู่ตลาดโลก  ไทยมีศักยภาพในการเชื่อมต่อกับตลาดในภูมิภาค โดยอาศัยความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานและระบบโลจิสติกส์ 

นอกจากนี้ ไทยมีความตกลงการค้าระหว่างประเทศ (FTA) ที่ลงนามแล้ว 17 ฉบับกับ 24 ประเทศ อีกทั้งยังมีอีกหลายฉบับที่อยู่ระหว่างเจรจา เช่น สหภาพยุโรป แคนาดา และเกาหลี ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าสู่ตลาดในระดับภูมิภาคและระดับโลกได้ 

“อัตราภาษีร้อยละ 19 จากสหรัฐฯ ถือเป็นอัตราที่ทำให้ประเทศไทยแข่งขันได้ และส่งผลบวกต่อการลงทุน สถานการณ์ที่มีความชัดเจนมากขึ้น จะช่วยให้นักลงทุนตัดสินใจเดินหน้าลงทุนในประเทศไทย ด้วยปัจจัยพื้นฐานที่ดีของประเทศไทย ความพร้อมของซัพพลายเชน บุคลากรที่มีคุณภาพ บวกกับมาตรการสนับสนุนของบีโอไอและหน่วยงานรัฐต่าง ๆ เชื่อมั่นว่าจะทำให้ไทยยังคงเป็นฐานการลงทุนที่โดดเด่นของภูมิภาค และมีศักยภาพสูงที่จะพัฒนาต่อยอดไปสู่อุตสาหกรรมใหม่ ๆ ที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง และสร้างประโยชน์ที่ยั่งยืนให้กับ คนไทยในระยะยาว” นายนฤตม์ กล่าวทิ้งท้าย

‘นรินทร์ ทิจะยัง’ ชี้ยังมีโอกาสฟื้นท่องเที่ยวไทย ย้ำชัด เทคโนโลยีเป็นกลไกสำคัญหนุนสู่ Smart Tourism

นายนรินทร์ ทิจะยัง ผู้อำนวยการฝ่ายดิจิทัลและเทคโนโลยีสารสนเทศ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวถึงสถานการณ์การท่องเที่ยวของประเทศไทยในงาน GCNT Expo 2025 รวมพลังเร่งสร้างโลกที่ยั่งยืนว่า ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยต้องเปลี่ยนจากการพึ่งพาเพียงวัฒนธรรม มาใช้เทคโนโลยีเป็นกลไกสำคัญ สู่แนวทาง Smart Tourism และ การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน 

ทั้งนี้ ก่อนจะมีโควิด – 19 ประเทศไทยเคยเป็นหนึ่งในประเทศที่สร้างรายได้จากการท่องเที่ยวสูงสุดในโลก ติดอันดับ 5 เทียบเท่า สหรัฐอเมริกา อังกฤษ สเปน และฝรั่งเศส แต่ขณะนี้ตกมาอยู่อันดับ 10 ทั้งประเทศเพื่อนบ้านเราที่เขาเคยถูกมองว่าอยู่ในคนละลีกอย่างสิงคโปร์ เวียดนาม หรือมาเลเซีย แต่หลังจากได้พบปะกับกลุ่ม Travel Tech ต่าง ๆ แล้ว พบว่า ตอนนี้เริ่มใช้เทคโนโลยีเข้ามาเป็นหัวใจสำคัญ เพื่อวิเคราะห์พฤติกรรมนักท่องเที่ยว ซึ่งประเทศไทยยังละเลยในจุดนี้ จึงต้องรีบก้าวข้ามอุปสรรคต่าง ๆ ที่เคยมีในอดีต และเปลี่ยนแนวคิดจาก Volume สู่ Value แน่นอนว่าหากไม่เริ่มทำตั้งแต่วันนี้ เราอาจจะสู้ประเทศอื่น ๆ ที่เคยมองข้ามก็ได้

“การท่องเที่ยวยุคใหม่ต้องสู้กันด้วยเทคโนโลยี จะใช้รูปแบบเดิม ๆ อาศัยเพียงวัฒนธรรมอย่างเดิมคงไม่ได้ เพราะคู่แข่งมีศักยภาพเพิ่มมากขึ้น เราต้องร่วมมือกันทุกภาคส่วน ทั้งรัฐและเอกชน เพราะเทคโนโลยีหลาย ๆ อย่าง ทางภาครัฐก็ยังเข้าไม่ถึง แต่เราจำเป็นต้องทำ ต้องรีบขยับ พร้อมกับเปลี่ยนแนวคิดและวิธีการทำงาน เพื่อให้เราแข่งขันกับนานาประเทศได้”

นายนรินทร์ ย้ำว่า ประเทศไทยจะกลับมาเป็น Top การท่องเที่ยวได้ ต้องใช้เทคโนโลยี เป็น Smart tourism และมุ่งสู่การท่องเที่ยวที่ยั่งยืน ต้องมีระบบช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยว เพราะแค่วัฒนธรรม อาจไม่เพียงพอแล้ว เทคโนโลยี, ข้อมูล และความร่วมมือทุกภาคส่วน รวมถึงประชาชนคนไทยต้องร่วมด้วยช่วยกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ทางด้านการท่องเที่ยว ก็ให้มองเป็นเรื่องของประเทศชาติ อาจเป็นคำตอบของการฟื้นอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย ในสถานการณ์ที่อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยกำลังเผชิญความตกต่ำอยู่ในขณะนี้

‘อมรเทพ จาวะลา’ มอง 7 โอกาสไทยหลังปิดดีลภาษีสหรัฐต่ำเทียบเคียงเพื่อนบ้าน เตือนเร่งสร้างจุดขาย พร้อมหามาตรการเยียวยา SME และผู้ได้รับผลกระทบ

นายอมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย (CIMBT) โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวแสดงความคิดเห็นภายหลังไทยปิดดีลภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ที่ 19% ว่า ไทยบรรลุข้อตกลงการค้ากับสหรัฐได้ทันวันที่ 1 ส.ค. โดยไทยลดอัตราภาษีสินค้านำเข้าจากสหรัฐลงเหลือ 0% ในสินค้าส่วนใหญ่ แม้ไม่ใช่ทุกรายการเหมือนที่เวียดนามและอินโดนีเซียให้สหรัฐ และไทยน่าเจรจานำเข้าสินค้าจากสหรัฐมากขึ้น และวางแผนระยะยาวในการลดการเกินดุลการค้ากับสหรัฐ พร้อมเปิดตลาดภาคบริการและการลงทุนให้บริษัทสัญชาติอเมริกันมากขึ้น จนภาษีนำเข้าที่สหรัฐจัดเก็บกับไทยเหลือเพียง 19% ลดลงจาก 36% แล้วจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง

📌 โอกาสของไทยภายใต้ภาษีสหรัฐที่ต่ำลงเทียบเคียงเพื่อนบ้าน
1. 📦 ส่งออกไทยหดตัวน้อยกว่าคาด
ไทยน่าได้เปรียบจากอัตราภาษีที่ต่ำลงจนใกล้เคียงกับเพื่อนบ้าน → ทำให้สินค้าไทย "พอจะแข่งขันได้มากขึ้น"
สินค้าที่พอจะแข่งขันได้:
อิเล็กทรอนิกส์
ชิ้นส่วนยานยนต์
ยางรถยนต์
อาหารแปรรูป
ชิ้นส่วนโทรศัพท์มือถือ

แต่ถึงอย่างไร การเติบโตด้านส่งออกของไทยน่าจะหดตัวในช่วงครึ่งปีหลัง เพราะสหรัฐจะลดการนำเข้าโดยรวม (จากการเร่งสต๊อกล่วงหน้า + เศรษฐกิจชะลอจากเงินเฟ้อที่จะขยับขึ้น) ซึ่งจะทำให้ภาคการผลิตของไทยชะลอ การจ้างงาน ชั่วโมงการทำงานและการบริโภคเสี่ยงขยายตัวต่ำในช่วงครึ่งหลังของปี แต่ข่าวดีคือ ยังน่าพอประคองตัวได้ ไม่หดตัวเช่นกรณีถูกจัดเก็บภาษีในอัตราที่สูง

2. 🚢 ลดความเสี่ยงจากการ 'สวมสิทธิ' ส่งออก
ภาษีสหรัฐที่เข้มงวดทำให้ transshipment (การลักลอบใช้สิทธิไทย) ลดลง เพราะจะโดนภาษีเพิ่มอีก 40% แต่ไทยต้องระวัง: สินค้าที่มี import content สูง อาจถูกมองว่าไม่ได้ผลิตจริงในไทย
🛠 ทางแก้:
เร่งสร้างฐานการผลิตในสินค้าสำคัญ โดยเฉพาะสินค้าที่ใช้เทคโนโลยีสูง เน้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ พวกเซมิคอนดักเตอร์

3. 💼 การลงทุนโดยตรงจากต่างชาติ (FDI) อาจเพิ่ม
นักลงทุนย้ายฐานจากจีน มาสู่ไทย ไม่ต้องแย่งเวียดนาม อินโดนีเซียมากนัก
สินค้าเป้าหมาย: กลุ่มที่ถูกเก็บภาษีพอๆกันและเน้นตลาดส่งออกไปสหรัฐ เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า, แบตเตอรี่, ชิ้นส่วนยานยนต์ ฯลฯ

อย่าลืมว่าผู้ประกอบการไทยจะได้ประโยชน์จากต้นทุนวัตถุดิบที่ต่ำลงจากอัตราภาษีที่ไทยเก็บจากสินค้านำเข้าจากสหรัฐที่ลดลง เช่น ยาและเวชภัณท์ ผลิตภัณท์อาหาร และอาหารสัตว์ ข้าวโพด ถั่วเหลือง และอื่นๆ ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการลงทุนในกลุ่มนี้

⚠️ ข้อควรระวัง:
ไทยยังเสียเปรียบด้านโครงสร้างต้นทุน เช่น ค่าแรงสูง ค่าไฟแพง กฎระเบียบซ้ำซ้อน พยายามสร้างจุดขายพวก ESG พลังงานทดแทน

4. 💰 นโยบายการคลังควรเน้นประคองเศรษฐกิจ
ช่วยภาคที่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนนำเข้าสูง เช่น ภาคเกษตรบางกลุ่ม อุตสาหกรรมที่ไทยลดภาษีนำเข้า อาจต้องมี มาตรการเยียวยาแรงงาน หรือ กระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ

5. 🏦 นโยบายการเงินยังผ่อนคลายได้
เงินเฟ้อต่ำ → เปิดทางให้ดอกเบี้ยลดต่ำต่อไปได้
เศรษฐกิจโตช้า → เพิ่มสภาพคล่อง เร่งการปล่อยสินเชื่อ
ภาคท่องเที่ยวยังอ่อนแรง → เสริมความจำเป็นต้องกระตุ้นต่อ

6. 💱 บาทอาจแข็งค่าจากความเชื่อมั่น
นักลงทุนมองว่าไทย "เสี่ยงต่ำ" กว่าเวียดนาม อินโดฯ
ส่งผลให้มีเงินทุนไหลเข้าตลาดทุนไทยมากขึ้น
แต่ต้องคุมไม่ให้บาทแข็งเกินไป → กระทบผู้ส่งออก

7. 📉 GDP ไทยรอดภาวะถดถอยทางเทคนิค
แม้เศรษฐกิจไม่หดตัวแรง แต่การเติบโตยังต่ำในมุมไตรมาสต่อไตรมาสความหวังอยู่ที่: ครึ่งหลังของปีหน้า (H2/2026) หากส่งออก-ลงทุนฟื้น และการบริโภคภายในประเทศกลับมาแข็งแรง

✅ บทสรุป
แม้จะไม่ได้บูมเต็มตัว แต่ 'ภาษีต่ำลง' เปิดโอกาสให้ไทย รอดได้พร้อมๆ เพื่อนบ้าน ในสภาวะที่สหรัฐกีดกันการค้าเข้มขึ้น แต่ให้จับตาสงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับจีนที่อาจยังไม่จบ จนไทยโดนผลกระทบทางอ้อมได้ เช่นนักท่องเที่ยวจีนขยายตัวต่ำ หรือลดลงจากภาวะเศรษฐกิจจีนที่เปราะบางมากขึ้น

จุดแข็งที่ต้องเร่งต่อยอด:
พัฒนาห่วงโซ่การผลิตในประเทศ
ปรับต้นทุนธุรกิจให้แข่งขันได้
ใช้นโยบายการคลัง-การเงินอย่างแม่นยำ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top