Saturday, 25 July 2026
ECONBIZ NEWS

‘เอกนัฏ’ ส่งทีมสุดซอย บุกค้นบ่อฝังกลบโรงงานปราจีนบุรี พบผิดเงื่อนไขหลายจุด!! กระทบวิถีชีวิตประชาชนในพื้นที่

(13 ส.ค. 68) นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม มอบหมาย 'ทีมสุดซอย' นำโดยนางสาวฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ ร่วมกับกรมโรงงานอุตสาหกรรม และ บก.ปทส. เข้าตรวจสอบบริษัท เวสต์ 2 เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด ในอำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี หลังประชาชนร้องเรียนว่ากิจการส่งผลกระทบต่อชุมชน โดยใช้หมายค้นจากศาลจังหวัดกบินทร์บุรี

จากการตรวจสอบ พบว่าบริษัทได้รับอนุญาตทำกิจการ 3 ประเภท ได้แก่ ผลิตเชื้อเพลิงทดแทน, คัดแยกและฝังกลบของเสียไม่อันตราย แต่กลับพบปัญหาหลายจุด เช่น ไม่มีเครื่องจักรตามอนุญาต มีการตั้งโรงงานบำบัดน้ำเสียโดยไม่ได้รับอนุญาต กากของเสียจำนวนมากถูกกองไว้ และหลุมฝังกลบมีน้ำชะกากล้นไหลเสี่ยงออกนอกพื้นที่ รวมทั้งไม่เว้นระยะ Buffer Zone ตามเงื่อนไข

เจ้าหน้าที่สั่งให้บริษัทหยุดการฝ่าฝืน พร้อมรังวัดแนวเขตที่ดินใหม่ จัดให้มีระบบบำบัดน้ำเสียที่ได้มาตรฐาน และนำน้ำที่ผ่านการบำบัดมาใช้หมุนเวียนในโรงงาน ห้ามปล่อยออกนอกพื้นที่ หากไม่แก้ไขตามคำสั่ง อาจถูกเพิกถอนใบอนุญาตทันที

นอกจากนี้ ศูนย์วิจัยและเตือนภัยมลพิษโรงงานภาคตะวันออกได้เก็บตัวอย่างน้ำและกากของเสียไปตรวจวิเคราะห์ หากพบค่าผิดปกติจะดำเนินคดีตาม พ.ร.บ.วัตถุอันตราย โดยทั้งหมดเป็นไปตามนโยบาย 'ปิดประตูตีมาร' เพื่อจัดระเบียบโรงงานรีไซเคิลและปกป้องสิ่งแวดล้อม รวมถึงสุขภาพของประชาชน

เคทีซี เตือน ระวัง! กลโกงบัตรเครดิตยุคดิจิทัล พร้อมแนะวิธีรับมือ ก่อนเงินหายไม่ทันตั้งตัว

เมื่อวานนี้ (19 ส.ค.68) บมจ. บัตรกรุงไทย หรือ เคทีซี ได้เผยแพร่บทความชื่อว่า ระวัง! กลโกงบัตรเครดิตยุคดิจิทัล ก่อนเงินหายไม่ทันตั้งตัว โดยระบุว่าทุกวันนี้ใคร ๆ ก็ช้อปออนไลน์ จ่ายผ่านมือถือ หรือจองตั๋วเครื่องบินจากแอปได้ในไม่กี่คลิก แต่ความสะดวกสบายเหล่านี้อาจมาพร้อมความเสี่ยงเพราะมิจฉาชีพก็อัปเดตสกิลไม่แพ้กัน ไม่ว่าจะลิงก์ปลอม เว็บปลอม หรือแอปปลอม ทำให้ข้อมูลบัตรของคุณอาจรั่วไหลได้แบบไม่รู้ตัว

จากข้อมูลของกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท) พบว่าในปี 2567 มีการแจ้งความเกี่ยวกับอาชญากรรมไซเบอร์มากกว่า 400,000 คดี คิดเป็นมูลค่าความเสียหายกว่า 60,000 ล้านบาท ขณะที่ครึ่งแรกของปี 2568 มีคดีสะสมสูงถึง 166,600 คดี โดยส่วนใหญ่เป็นคดีเกี่ยวกับการซื้อขายออนไลน์ เห็นได้ชัดว่าเรื่องนี้ใกล้ตัวกว่าที่คิด เคทีซีจึงขอร่วมส่งต่อความรู้ด้านความปลอดภัยทางการเงิน พร้อมรวบรวมกลโกงที่พบบ่อยในปี 2568 ที่ผู้ใช้งานบัตรเครดิตโดยเฉพาะสายช้อปออนไลน์ควรระวังดังนี้

1.ลิงก์ปลอม (Phishing Links) SMS หรืออีเมลที่ดูผ่านๆ เหมือนจากธนาคาร ร้านค้า หรือขนส่ง แจ้งว่าต้องยืนยันตัวตนแล้วแนบลิงก์มาให้ คลิกเมื่อไหร่ ข้อมูลส่วนตัว ข้อมูลบัตรเครดิตก็บินทันที แนะนำให้ copy ลิงก์ไปเช็กในเว็บนี้ก่อน Google Safe Browsing และ VirusTotal

2.เว็บไซต์ปลอมที่หน้าเหมือนของจริง เห็นโฆษณารองเท้าลดราคาบน IG แล้วเผลอกดเข้าไป? ถ้าโชคร้ายอาจหลงเข้าเว็บปลอมที่ออกแบบเหมือนเว็บดังทุกกระเบียดนิ้ว กรอกข้อมูลปุ๊บ ยอดเงินตัดแต่อาจจะไม่ได้ของ อีกทั้งข้อมูลบัตรเครดิตก็ตกไปอยู่ในมือของมิจฉาชีพ

3.แอปพลิเคชันปลอม หลายกรณีมิจฉาชีพปลอมแอปพลิเคชันธนาคารให้เหมือนจริง แล้วหลอกล่อให้เหยื่อติดตั้งแอปนอก Store เมื่อเผลอกรอกข้อมูลเข้าสู่ระบบและกดยินยอม ก็จะโดนดึงข้อมูลหรือถูกควบคุมมือถือ (remote access) เพื่อโอนเงินในบัญชีธนาคารออกไปยังบัญชีม้า หลอกกดเงินสดจากบัญชีบัตรเครดิต นำข้อมูลส่วนตัวออกไปขายหรือเรียกค่าไถ่

และ4.ข้อมูลบัตรรั่วไหลจากแอปที่ผูกไว้ แม้จะไม่ได้ทำธุรกรรมอะไรเลย แต่ก็มีหลายเคสที่บัตรเครดิตถูกนำไปใช้ต่างประเทศ เพราะเคยผูกกับแอปไว้ แล้วข้อมูลหลุด ยิ่งเว็บที่ไม่ต้องยืนยัน OTP ก็มีความเสี่ยง เพราะยอดแปลกๆ ที่ตัดทันที มักมาตอนเราอาจจะกำลังนอนหลับสบายอยู่ก็ได้ แนะนำใช้บัตรเครดิตที่ปลอดภัย ปัจจุบันมีบัตรเครดิตไร้หมายเลขมั่นใจว่าปลอดภัยในการใช้จ่ายในทุกครั้ง

วิธีป้องกันเบื้องต้น

หลีกเลี่ยงการคลิกลิงก์จาก SMS หรืออีเมลที่ไม่น่าไว้ใจ

ตรวจสอบ URL ของลิงก์ก่อนเปิด

ตรวจสอบความน่าเชื่อถือของเว็บไซต์ก่อนกรอกข้อมูลบัตรทุกครั้ง

ดาวน์โหลดแอปเฉพาะจาก App Store หรือ Google Play เท่านั้น

ตั้งแจ้งเตือนการใช้บัตรเครดิต เพื่อรู้ตัวทันทีหากมีธุรกรรมผิดปกติ

ควบคุมวงเงินบัตรเครดิต และเลือกใช้บัตรเครดิตที่ปลอดภัยสำหรับทุกการใช้จ่าย

ถ้าในลิงก์อ้างชื่อหน่วยงานใด ลองติดต่อผ่านช่องทางที่คุณไว้ใจ เช่น Call Center หรือเว็บไซต์หลัก เพื่อยืนยันว่าเรื่องนั้นเป็นเรื่องจริง

เสริมเกราะป้องกันการตกเป็นเหยื่อ ด้วยบัตรเครดิตที่ปลอดภัยกว่า

อีกทางเลือกหนึ่งที่ช่วยลดความเสี่ยงคือการเลือกเครื่องมือทางการเงินที่ออกแบบมาเพื่อป้องกันความเสี่ยงโดยเฉพาะ อย่างการใช้บัตรเครดิต KTC Digital ที่ไม่มีหมายเลขพิมพ์อยู่บนบัตร และใช้ระบบ Dynamic CVV ซึ่งต้องขอรหัสใหม่จากแอปทุกครั้งก่อนซื้อของออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นการใช้จ่ายผ่านแอป จองตั๋วเครื่องบิน หรือซื้อของบนเว็บไซต์ที่ ทำให้แม้ข้อมูลบัตรที่กรอกไปจะรั่วไหล มิจฉาชีพไม่สามารถนำรหัส CVV ไปใช้ซ้ำได้ ตอบโจทย์การใช้จ่ายของคนยุคใหม่ บัตรเครดิตใสไร้หมายเลขจาก KTC จึงเหมาะสำหรับผู้ที่มองหาเรื่องความปลอดภัย และยังคงไว้ของสิทธิพิเศษเต็มประสิทธิภาพของบัตรเครดิตที่ผู้ใช้พึงได้รับ เช่นคะแนนสะสม ส่วนลด เครดิตเงินคืน

‘พงษ์กวิน’ เผย ครม.อนุมัติความร่วมมือศรีลังกา นำเข้าแรงงานทดแทนกัมพูชาที่แห่กลับประเทศ

(19 ส.ค.68) นายพงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า วันนี้ ประชุมคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบมาตรการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงาน เพื่อส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจและเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยมาตรการนี้จะช่วยตอบสนองความต้องการแรงงานของนายจ้างและสถานประกอบการทั้งในภาคการผลิตและบริการ มีรายละเอียด ดังนี้

1. เห็นชอบแนวทางการบริหารจัดการคนต่างด้าวที่มีสถานะไม่ถูกต้อง โดยผ่อนผันให้แรงงานต่างด้าว 4 สัญชาติกัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม ที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป และมีหนังสือเดินทางหรือเอกสารใช้แทนหนังสือเดินทางที่หมดอายุหรือมีรอยตราประทับ แต่การอนุญาตทำงานหรือการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรสิ้นสุดลง แต่ไม่ได้เดินทางออกนอกราชอาณาจักร (Overstay) หรือระยะเวลาการอนุญาตยังไม่สิ้นสุดลง แต่ทำงานกับนายจ้างโดยไม่ได้รับอนุญาต นอกจากนี้ยังรวมถึงคนต่างด้าว 3 สัญชาติ (กัมพูชา ลาว และเมียนมา) ที่เข้าเมืองผิดกฎหมายก่อนที่คณะรัฐมนตรีจะให้ความเห็นชอบและต้องการทำงาน อนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวเพื่อทำงานได้ 1 ปี

2. เห็นชอบแนวทางการนำเข้าแรงงานต่างชาติอื่นๆ ผ่านระบบ MOU เพื่อเป็นทางเลือกเพิ่มเติมให้กับนายจ้าง และสถานประกอบการในการบริหารจัดการกำลังคน ในระยะแรกจะเริ่มนำเข้าแรงงานสัญชาติศรีลังกา 

ด้านนายสมชาย มรกตศรีวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน กล่าวว่า กรมการจัดหางานได้กำหนดแนวทางการดำเนินการบริหารจัดการคนต่างด้าวที่มีสถานะไม่ถูกต้อง ดังนี้ 

1. นายจ้าง ยื่นบัญชีรายชื่อพร้อมคำขออนุญาตทำงานแทนคนต่างด้าว และชำระเงินค่าธรรมเนียมใบอนุญาตทำงาน เป็นเวลา 15 วัน 

2. จัดเตรียมเอกสารตามที่กำหนดในแบบคำขอ เช่น ใบรับรองแพทย์ หลักฐานการประกันสุขภาพ หรือหลักฐานการขึ้นทะเบียนเป็นผู้ประกันตน แล้วแต่กรณี ยื่นให้สำนักงานจัดหางานจังหวัด สำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ ภายใน  60 วัน

3. ให้คนต่างด้าวต้องไปดำเนินการจัดเก็บข้อมูลอัตลักษณ์บุคคลที่กองบังคับการตรวจคนเข้าเมือง 1 สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ตรวจคนเข้าเมืองจังหวัด หรือสถานที่อื่นที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองกำหนด ภายใน 60 วัน กรณีคนต่างด้าวสัญชาติกัมพูชา ต้องรายงานตัวต่อเจ้าพนักงานตรวจคนเข้าเมืองครั้งแรกภายใน 60 วัน และหลังจากนั้นให้รายงานตัวทุก 60 วัน 

4. ให้คนต่างด้าวสัญชาติลาว เมียนมา และเวียดนาม หนังสือเดินทางหรือเอกสารใช้แทนหนังสือเดินทางที่ยังไม่หมดอายุ สามารถขอรับการตรวจอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวเท่าระยะเวลาที่ได้รับอนุญาตทำงาน ณ สถานที่ที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองกำหนด กรณีไม่มีหนังสือเดินทางหรือเอกสารใช้แทนหนังสือเดินทาง ให้ดำเนินการเพื่อให้ได้มาซึ่งเอกสารดังกล่าวและไปขอรับการตรวจลงตรา สำหรับการจัดทำหรือปรับปรุงทะเบียนประวัติและออกบัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย ให้กรมการปกครองและกรุงเทพมหานครดำเนินการตามกฎหมายปกติ

นอกจากนี้ สำหรับผู้ติดตามซึ่งเป็นบุตรของแรงงานต่างด้าวที่มีอายุไม่เกิน 18 ปีบริบูรณ์ จะมีสิทธิอยู่ในราชอาณาจักรตามสิทธิของบิดาหรือมารดา โดยให้ผู้ติดตามหรือบิดามารดาจัดทำหรือปรับปรุงทะเบียนประวัติ นับตั้งแต่บิดาหรือมารดาได้รับอนุญาตทำงาน หากผู้ติดตามมีอายุครบ 18 ปี และประสงค์จะทำงาน จะได้รับอนุญาตให้อยู่ในประเทศเป็นกรณีพิเศษอีก 60 วัน เพื่อยื่นขออนุญาตทำงาน 

ทั้งนี้ การดำเนินการของคนต่างด้าวทั้ง 2 กลุ่มจะสามารถเริ่มดำเนินการได้หลังจากประกาศกระทรวงมหาดไทยและประกาศกระทรวงแรงงานมีผลบังคับใช้แล้ว หากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1 – 10 หรือสำนักงานจัดหางานจังหวัดทั่วประเทศ หรือที่สายด่วนกระทรวงแรงงาน โทร 1506 กด 2 กรมการจัดหางาน หรือสายด่วนกรมการจัดหางาน โทร. 1694” นายสมชาย กล่าว

สิงคโปร์ยกทัพนักลงทุน 200 คน เยือนไทย ผลักดันความร่วมมือด้านนวัตกรรมและพลังงานสะอาด

(19 ส.ค. 68) นักลงทุนสิงคโปร์กว่า 200 คนเดินทางเยือนไทย ร่วมงาน Singapore Regional Business Forum ครั้งที่ 9 ที่กรุงเทพฯ โดยบีโอไอและสภาธุรกิจสิงคโปร์ (SBF) จัดงานเพื่อประกาศความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์และเฉลิมฉลองครบรอบ 60 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–สิงคโปร์ เน้นดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงและอุตสาหกรรมสีเขียว

เลขาธิการบีโอไอ นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ ระบุว่า งานนี้ถือเป็นครั้งแรกที่จัดในไทย และมีนักธุรกิจและผู้บริหารภาครัฐจากสิงคโปร์เข้าร่วมกว่า 200 คน รวมถึงผู้เข้าร่วมจาก 25 ประเทศทั่วโลกกว่า 450 คน ภายในงานเน้นแสดงศักยภาพไทยในการรองรับการลงทุนด้านดิจิทัล พลังงานสะอาด และนวัตกรรม

นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ไทย–สิงคโปร์มีความร่วมมือยาวนานในหลายมิติ ทั้งเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรมอนาคต โดยสิงคโปร์เป็นนักลงทุนต่างชาติอันดับ 1 ของไทย และการลงทุนครอบคลุมโครงการสำคัญ เช่น SATS Food, Oatside และ CapitaLand พร้อมกรอบความร่วมมือระดับภูมิภาคอย่าง AFTA และ RCEP

นายตัน ซี เหล่ง จากสิงคโปร์กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้มุ่งเน้นนวัตกรรมและความยั่งยืน เช่น พลังงานสะอาด การดูแลสุขภาพ อีคอมเมิร์ซ ฟินเทค และการลดก๊าซเรือนกระจก โดยสองประเทศตั้งเป้าสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่และรองรับการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีและเศรษฐกิจโลก

ทั้งนี้ นายนฤตม์ระบุเพิ่มเติมว่า ไทยพร้อมเป็นฐานการผลิตอุตสาหกรรมใหม่ เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า แบตเตอรี่ เซมิคอนดักเตอร์ และดิจิทัล รวมทั้งลงนาม MOU กับ SBF เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือด้านอาหาร อิเล็กทรอนิกส์ การแพทย์ เทคโนโลยีชีวภาพ และการท่องเที่ยว ช่วง 5 ปีที่ผ่านมา สิงคโปร์ลงทุนไทยกว่า 8.1 แสนล้านบาท โดยเน้นดิจิทัล อิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ และเทคโนโลยีสูง

‘ไปรษณีย์ไทย’ เปิดกำไร 6 เดือนแรก ปี 68 กว่า 631 ล้าน เดินหน้าดันหลากโซลูชันหนุนอีคอมเมิร์ช - ศก. ดิจิทัลไทย

บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ประกาศผลประกอบการในช่วงครึ่งปีแรก 2568  มีกำไรสุทธิ 631.56 ล้านบาท เติบโตขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันในปีที่ผ่านมา 362.34% รายได้รวม 11,544 ล้านบาท  เติบโตขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันในปีที่ผ่านมา 8.88% 

เมื่อวานนี้ (18 ส.ค.68) นายรัฐพล ภักดีภูมิ ประธานกรรมการ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด เปิดเผยว่า เพื่อสอดรับกับยุทธศาสตร์ชาติและนโยบายกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม การดำเนินงานของไปรษณีย์ไทยในยุคดิจิทัลจึงได้ขับเคลื่อน  ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยีดิจิทัลควบคู่กับการยกระดับคุณภาพบริการให้ได้มาตรฐานสากล รวมถึงการพัฒนาศักยภาพบุคลากรให้พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงของตลาด และความต้องการของประชาชน เพื่อรักษาความเป็นผู้นำในธุรกิจขนส่งและโลจิสติกส์ของไทย พร้อมกันนี้ ยังให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการที่โปร่งใสตรวจสอบได้

และยึดหลักธรรมาภิบาลเพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชนและภาคธุรกิจ โดยมุ่งให้ไปรษณีย์ไทยไม่เพียงเป็นผู้ให้บริการขนส่ง แต่เป็นกลไกสำคัญในการผลักดันเศรษฐกิจดิจิทัล และสร้างคุณค่าทางสังคมในระยะยาว นอกจากนี้ ได้วางแผนขยายความร่วมมือกับพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ ทั้งภาครัฐ เอกชน และชุมชนท้องถิ่น เพื่อเพิ่มโอกาสทางการค้าและการเข้าถึงบริการดิจิทัลอย่างทั่วถึง พร้อมทั้งผลักดันโครงการสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อยและวิสาหกิจชุมชนให้สามารถใช้แพลตฟอร์มไปรษณีย์ไทยเป็นช่องทางสร้างรายได้ และเข้าถึงตลาดใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ด้าน ดร.ดนันท์ สุภัทรพันธุ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด กล่าวว่า ในช่วงครึ่งปีแรก ปี 2568 ไปรษณีย์ไทยยังคงมีการดำเนินงานที่แข็งแกร่ง สะท้อนจากรายได้รวม 11,544 ล้านบาท มีกำไรสุทธิ 631.56 ล้านบาท โดยรายได้รวมเติบโตเพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันของปี 2567 ถึง 8.88% กำไรสุทธิเติบโตขึ้น 362.34% กลุ่มธุรกิจที่สร้างรายได้สูงสุด คือ กลุ่มธุรกิจขนส่งและโลจิสติกส์ คิดเป็น 46.83% ของรายได้ทั้งหมด โดยมีรายได้รวม 5,406 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11.56% จากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ปริมาณชิ้นงานเพิ่มขึ้น 6%

เพื่อตอกย้ำศักยภาพสื่อสารและขนส่งของชาติ ในวาระ 142ปี ไปรษณีย์ไทยได้มุ่งการเสริมสร้างทุกความสัมพันธ์ ส่งเสริมทุกการเติบโต พร้อมวางกลยุทธ์ "1-4-2" ให้เป็นกลไกสำคัญขับเคลื่อนองค์กร โดย "1" คือการเป็นขนส่งอันดับ 1 ของคนไทย ที่โดดเด่นทั้งคุณภาพบริการตั้งแต่ระบบรับฝาก ส่งต่อ และนำจ่ายทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยมีเครือข่ายครอบคลุมเข้าถึงทุกพื้นที่ทั่วประเทศรวมกว่า 50,000 แห่ง ทำให้สามารถให้บริการแบบมืออาชีพ และเหนือความคาดหวังของลูกค้าในทุก Touch point อีกทั้งยังยกระดับองค์กรสู่การเป็น Tech Post อย่างเต็มรูปแบบด้วยการนำเทคโนโลยี AI มาขับเคลื่อนองค์กรในทุกมิติ  ซึ่งในปีที่ผ่านมาไปรษณีย์ไทย มีคะแนน Top of Mind ของแบรนด์ 99.54% และมีคะแนนความไว้วางใจในแบรนด์ 96.11% สะท้อนถึงการเป็นแบรนด์ที่ได้รับความเชื่อมั่นและไว้ใจจากคนไทย

"พลัง" ขับเคลื่อนองค์กร ได้แก่ พลังความเร็ว ที่มุ่งส่งมอบการให้บริการที่รวดเร็ว แม่นยำที่มีความโดดเด่น และได้รับความนิยมสูงที่สุดยังคงเป็นบริการส่งด่วน EMS ที่ทำรายได้คิดเป็น 43.31% ของรายได้รวมไปรษณีย์ไทย พลังเพื่อธุรกิจ ที่ออกแบบโชลูชันรองรับตั้งแต่ผู้ประกอบการรายเล็กถึงรายใหญ่ เช่น คลังสินค้าครบวงจร หรือ THP Fulfillment ในพื้นที่ยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจที่มีภาคธุรกิจขนาดใหญ่ลงทุนมีการเติบโต และขยายตัวของธุรกิจขนาดเล็ก - กลาง ตลอดจนโครงสร้างพื้นฐานที่จะเอื้อต่อการขยายฐานลูกค้าเป้าหมายของผู้ใช้บริการ พลังเชื่อมโลก ที่พร้อมพาธุรกิจไทยเติบโตได้ครอบคลุม 205 ปลายทาง 193 ประเทศ พลังความล้ำ ที่นำเทคโนโลยีดิจิทัล และนวัตกรรมใหม่มาปรับใช้ในการพัฒนาบริการเพื่อตอบโจทย์โครงสร้างเศรษฐกิจ เช่น Digital Postbox บริการตู้ไปรษณีย์ดิจิทัลจาก Prompt Post ที่ต่อยอดการส่งจดหมายแบบ Physical สู่ Digital สามารถรับ-ส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ รวดเร็ว ใช้งานง่าย ปลอดภัย ติดตามสถานะได้ บริการ D/ID ระบบการจ่าหน้าแบบดิจิทัล ที่สามารถแปลงข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ส่งและผู้รับเป็นรหัส 6 หลัก ซึ่ง 2 บริการนี้พร้อมจะเปิดตัวในเดือนกันยายนนี้

ขณะที่ '2' คือ 2 แกนหลักที่เป็นผู้เชื่อมทั้งความสัมพันธ์และความสำเร็จ นอกจากนี้ยังมุ่งขับเคลื่อน ดูแลสังคมอย่างยั่งยืน ภายใต้ 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ ด้านสิ่งแวดล้อม โดยได้นำยานยนต์ไฟฟ้ามาใช้ในระบบงาน มุ่งดำเนินงานด้าน Circular Economy ผลักดันโครงการ Green Hub ร่วมกับหน่วยงานโครงการ reBOX โครงการ reBAG โครงการ e-Waste ฯลฯ ซึ่งช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้กว่า 4,670 ตันคาร์บอนเทียบเท่าในปีที่ผ่านมา นอกจากนี้ยังได้ปรับเปลี่ยนเสื้อเครื่องแบบเจ้าหน้าที่ไปรษณีย์ไทยโดยเครื่องแบบแต่ละชุดใช้ผ้าที่ใช้กรรมวิธีช่วยลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซดได้ถึง 0.77 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า หรือเท่ากับการลดระยะทางขับรถยนต์ได้ประมาณ 3.08 กิโลเมตร ซึ่งจากปริมาณการผลิตทั้งหมดสามารถลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 53,360 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า หรือเท่ากับการลดระยะทางขับรถยนต์ได้ประมาณ 213,440 กิโลเมตร เท่ากับการเดินทางรอบโลก 5 รอบ

ด้านสังคม มุ่งเน้นการสร้างชุมชนที่ยั่งยืน ด้วยการสร้างงาน สร้างอาชีพ ซึ่งไปรษณีย์ไทยมุ่งสนับสนุนเกษตรกรไทยกระจายสินค้า และผลผลิตผ่านเครือข่ายไปรษณีย์กว่า 1,200 แห่ง และแพลตฟอร์ม ThailandPostMan โดยครึ่งปีแรกของปี 2568 สร้างรายได้แล้วกว่า 360 ล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาถึง 10% และคาดว่าในปี 2568 จะสามารถสร้างรายได้รวมที่ 760 ล้านบาท นอกจากนี้ ไปรษณีย์ไทยยังสนับสนุนบริการเชิงสังคม (PSO) ตั้งแต่ปี 2554 จนถึงปัจจุบัน รวมกว่า 28,000 ล้านบาท และในช่วงที่เกิดการปะทะในพื้นที่ชายแดนไปรษณีย์ไทยได้เปิดแคมเปญเชิญชวนคนไทยร่วมส่งสิ่งของช่วยเหลือผู้ประสบภัยชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งมีน้ำใจจากคนไทยส่งผ่านไปรษณีย์ไทยแล้วกว่า 34,302 กล่อง รวมน้ำหนักมากกว่า 104,365 กิโลกรัม

ด้านธรรมาภิบาลและการกำกับดูแล ที่มุ่งเน้นการให้ความสำคัญในเรื่องของการดำเนินธุรกิจที่ถูกต้อง โปร่งใส ตรวจสอบได้ โดยในปี 2567 ที่ผ่านมาผลการประเมินคะแนนคุณธรรมและความโปร่งใส (ITA) อยู่ที่ 91.70 คะแนน และยังได้รับรางวัลระบบบริหารจัดการความเสี่ยงการทุจริตระดับ "ดีเยี่ยม" จากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) อีกด้วย

"นอกจากกลยุทธ์ "1-4-2" แล้ว ไปรษณีย์ไทยยังมุ่งสร้างความแตกต่างให้กับแบรนด์ที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งในช่วงครึ่งปีหลังนี้จะมีการสร้างการจดจำ และสร้างประสบการณ์ใหม่ทั้งในด้านสินค้า บริการ และไลฟ์สไตล์ ภายใต้แนวคิด "POSTsible Together เป็นไปรฯ ได้ ไปรฯ ด้วน" อาทิ การเปิดตัว Super App แอปพลิเคชัน ที่รวบรวมบริการหลากหลายของไปรษณีย์ไทยไว้ในแพลตฟอร์มเดียว เพื่อให้ผู้ใช้สามารถติดตามพัสดุ สร้างใบจ่าหน้า เรียกรับพัสดุชำระค่าบริการ และเข้าถึงสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ได้อย่างครบวงจร พร้อมรองรับการเชื่อมต่อกับบริการภาครัฐและพันธมิตรภาคเอกชน มุ่งเสริมศักยภาพ SME ไทย ให้สามารถเติบโตอย่างยั่งยืน ซึ่งที่ผ่านมา ไปรษณีย์ไทยได้ร่วมกับ แพลตฟอร์ม Amazon ในการส่งสินค้าจากผู้ประกอบไทยเข้าคลัง Amazon FBA (Fulfillment by Amazon) ซึ่งออกแบบมาสำหรับผู้ขายบน Amazon.com ที่ต้องการส่งสินค้าเข้าคลังในสหรัฐอเมริกา โดยไปรษณีย์ไทย เป็นผู้รวบรวมสินค้าในประเทศไทย ดำเนินพิธีการศุลกากร และส่งสินค้าสู่คลัง FBA เพื่อสนับสนุนผู้ค้ารายย่อยและSME ไทยกระจายสินค้าสู่ตลาดอเมริกา

นอกจากนี้ ยังมีการต่อยอดแนวคิดการขนส่ง Parcel Defined Logistics ให้มีความเฉพาะตัวมากยิ่งขึ้นในรูปแบบ Specialized Logistics เช่น Healthcare Logistics for Pet หรือการขนส่งสินค้าเพื่อกลุ่มสัตว์เลี้ยง  ส่งสินค้ามูลค่าสูง และการขนส่งนมแม่ เป็นต้น ขณะที่ในด้านบริการทางการเงิน ไปรษณีย์ไทยพัฒนา e-Payment ให้รองรับการชำระ COD และเชื่อมต่อกับพันธมิตรหลากหลาย ทั้งภาครัฐและเอกชน เช่น กรมการขนส่งทางบก ทิพยประกันภัย WeChat Pay และ Alipay เพื่อขยายช่องทางชำระเงินอย่างครอบคลุมทุกความต้องการ อีกหนึ่งกลยุทธ์สำคัญคือการต่อยอดข้อมูลขนาดใหญ่สู่ "Data as a Service" ที่จะสร้างรายได้เชิงพาณิชย์ โดยใช้การวิเคราะห์เชิงลึกเพื่อพัฒนาบริการที่ตอบสนองความต้องการเฉพาะบุคคลและภาคธุรกิจได้อย่างแม่นยำ" ดร.ดนันท์ กล่าวทิ้งท้าย

‘กองทุนดีอี’ ไฟเขียวงบรอบแรก 36 โครงการ 1.6 พัน ลบ. วางกรอบให้ทุนปี 69 หนุนพัฒนาด้าน AI ของประเทศ

เมื่อวันที่ (15 ส.ค. 68) นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการบริหารกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ครั้งที่ 4/2568 โดยมี นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และนางสาววรรณศิริ พัวศิริ ผู้อำนวยการกองบริหารกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พร้อมด้วยคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ เข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุม 801 ชั้น 8 อาคารสำนักงานใหญ่ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) กรุงเทพฯ

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ประธานในที่ประชุม กล่าวว่า การบริหารกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นการมุ่งเน้นการส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ ตามวัตถุประสงค์หลักของกองทุนฯ โดยมีเป้าหมายหลัก คือ การเพิ่มสัดส่วนมูลค่าเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital GDP) ของไทยให้เป็น 30% ภายในปี 2570 ซึ่งจะสอดคล้องและเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล รวมทั้งส่งเสริมการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ ก่อให้เกิดประโยชน์และผลต่อประชาชนในวงกว้าง อีกทั้งยังเป็นส่วนหนึ่งในการเปลี่ยนผ่านสู่การเป็นรัฐบาลที่ในอนาคต 

โดยคณะกรรมการฯ ในรอบแรกนี้ ได้มีมติเห็นชอบโครงการตามมาตรา 26 (1) และ (2) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 จำนวน 36 โครงการ งบประมาณ 1,599.8 ล้านบาท นอกจากนี้ คณะกรรมการฯ ได้เห็นชอบแผนปฏิบัติการระยะยาว (พ.ศ. 2569 - 2573) เพื่อเป็นการวางยุทธศาสตร์ระยะยาวของกองทุนฯ และแผนปฏิบัติการประจำปี 2569 ซึ่งประกอบด้วยแผนปฏิบัติการดิจิทัล แผนการบริหารทรัพยากรบุคคลของกองทุนฯ โดยได้ร่วมกันกำหนดการวางยุทธศาสตร์ และกรอบนโยบายการให้ทุน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 มุ่งยกระดับขีดความสามารถของประเทศ ความมั่นคงปลอดภัยทางดิจิทัล การสร้างพัฒนา ต่อยอดทุนมนุษย์ รวมไปถึงตอบสนองนโยบาย Cloud first policy ของรัฐบาล  สำหรับการให้ทุนเเบ่งเป็น 2 ประเภท ได้แก่ 1)  กรอบนโยบายการให้ทุนสนับสนุนแบบทั่วไป (Open Grant) 5 ด้าน ได้แก่ AI, Manpower, Agriculture, Technology & Security และ Health และ 2) กรอบนโยบายการให้ทุนสนับสนุนเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Grant) เน้นการพัฒนาด้าน AI ของประเทศ 

ทั้งนี้ ในที่ประชุม ได้มีการรายงานผลการดำเนินงานของกองทุนฯที่ผ่านมาประกอบด้วย การดำเนินงานของคณะอนุกรรมการ และคณะทำงานภายใต้คำสั่งแต่งตั้งของคณะกรรมการบริหารกองทุนฯ ประกอบด้วยคณะอนุกรรมการกลั่นกรองพิจารณาโครงการ คณะอนุกรรมการติดตามและประเมินผล คณะอนุกรรมการด้านกฎหมาย ข้อบังคับ และระเบียบของกองทุนฯ และคณะทำงานวิเคราะห์โครงการหรือกิจกรรมของกองทุนฯ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 จำนวน 3 ด้าน ได้แก่ ด้าน Digital Technology (High Impact & Scalability) ด้าน Digital Manpower ด้าน Digital Trust & Security สำหรับผลการปฏิบัติงานที่สำคัญของกองทุนฯ ได้แจ้งผลการดำเนินงานตามมติคณะกรรมการบริหารกองทุนฯ ครั้งที่ 3/2568 วันที่ 18 มิถุนายน 2568 รวมถึงระบบบริหารความเสี่ยง ระบบบริหารจัดการสารสนเทศ และระบบบริหารทรัพยากรบุคคล

ปตท.สผ. คว้า 2 รางวัลการกำกับดูแลกิจการที่ดี ระดับอาเซียนจาก ASEAN CG Scorecard 2567

(18 ส.ค. 68) น.ส.ชลิดา ศรีกรกุล ผู้จัดการอาวุโส ฝ่ายกำกับดูแลองค์กรและบริหารงานบริษัทย่อยบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. รับมอบรางวัล Top 50 ASEAN PLCs และ Top 5 PLCs from Thailand ในฐานะ 1 ใน 50 บริษัทจดทะเบียนในภูมิภาคอาเซียน และ 1 ใน 5 บริษัทจดทะเบียนจากประเทศไทย ที่มีการกำกับดูแลกิจการที่ดีจากการประเมิน ASEAN Corporate Governance Scorecard ประจำปี 2567 โดยมี Atty. Francisco Edralin Lim Chair, ASEAN Capital Markets Forum (ACMF) Working Group on Corporate Governance และ Dr. Ismet Yusoff ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Minority Shareholders Watch Group (MSWG) ให้เกียรติมอบรางวัล ในงาน ASEAN Corporate Governance Conference & Awards ประจำปี 2568 ซึ่งจัดขึ้น ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย

การมอบรางวัลจาก ASEAN CG Scorecard สนับสนุนโดย ACMF ร่วมกับ MSWG เพื่อยกย่องและประกาศเกียรติคุณให้แก่บริษัทจดทะเบียนในภูมิภาคอาเซียนที่ดำเนินธุรกิจโดยยึดหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดีตามมาตรฐานสากล

IEA คาดน้ำมันโลกปีหน้าอาจ ‘ล้นสต็อก’ สูงสุดเป็นประวัติการณ์ในปี 2026

(16 ส.ค. 68) สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) เผยคาดการณ์ล่าสุดว่า ตลาดน้ำมันโลกปี 2026 อาจเผชิญภาวะ 'น้ำมันล้นตลาด' สูงสุดเป็นประวัติการณ์ เนื่องจากอุปสงค์โตช้าลง แต่กำลังการผลิตจากทั้งกลุ่มโอเปกพลัสและนอกโอเปกเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ส่งผลให้ราคาน้ำมันโลกมีแนวโน้มถูกกดดันให้ลดลงอีก หลังจากปีนี้ปรับตัวลงไปแล้วกว่า 12% เหลือเฉลี่ยราว 66 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

รายงานของ IEA ระบุว่า ปริมาณสต็อกน้ำมันดิบทั่วโลกอาจเพิ่มขึ้นถึง 2.96 ล้านบาร์เรลต่อวัน สูงกว่าช่วงวิกฤตโควิด-19 ปี 2020 ขณะที่ความต้องการใช้น้ำมันทั้งปีนี้และปีหน้า จะเพิ่มขึ้นเพียงราว 680,000–700,000 บาร์เรลต่อวัน ซึ่งต่ำที่สุดนับตั้งแต่ปี 2019 โดยเฉพาะใน จีน อินเดีย และบราซิล ที่การบริโภคน้ำมันยังซบเซา

ในด้านอุปทาน กลุ่มโอเปกพลัส (OPEC+) นำโดยซาอุดีอาระเบีย ได้เร่งกลับมาผลิตน้ำมัน หลังจากช่วงก่อนหน้านี้ชะลอกำลังการผลิตลง อีกทั้งการผลิตนอกกลุ่มโอเปกก็กำลังขยายตัวต่อเนื่อง โดยเฉพาะจากภูมิภาคอเมริกา ทำให้ตลาดเผชิญภาวะ 'น้ำมันล้น' ชัดเจนมากขึ้น

IEA เตือนว่า หากไม่มีมาตรการจัดสมดุล อุปทานอาจแซงหน้าอุปสงค์ไปไกล แต่สถานการณ์ยังอาจเปลี่ยนได้ หากมีมาตรการคว่ำบาตรรอบใหม่ต่อรัสเซียหรืออิหร่าน ซึ่งจะทำให้ปริมาณน้ำมันในตลาดลดลง ขณะเดียวกัน IEA ยังคาดว่าความต้องการใช้น้ำมันทั่วโลกจะ หยุดเติบโตภายในสิ้นทศวรรษนี้ จากการเปลี่ยนผ่านสู่รถยนต์ไฟฟ้าและพลังงานสะอาด

‘เอกนัฏ’ ส่งทีมสุดซอยบุกโกดังย่านประเวศ ยึดพาวเวอร์แบงก์-อะแดปเตอร์เถื่อน มูลค่ากว่า 13.5 ล้าน

นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม มอบหมายทีม 'สุดซอย' ลงพื้นที่ตรวจโกดังย่านประเวศ กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 15 สิงหาคมที่ผ่านมา พบการนำเข้าและจำหน่ายเซลล์แบตเตอรี่ พาวเวอร์แบงก์ และอะแดปเตอร์ ที่ไม่ได้มาตรฐานอุตสาหกรรม (มอก.) รวมมูลค่ากว่า 13.5 ล้านบาท

การตรวจสอบพบว่า บริษัทผู้ประกอบการ 2 แห่งในพื้นที่เดียวกัน มีการนำเข้าเซลล์แบตเตอรี่กว่า 10,000 ชิ้น ที่ไม่มีเครื่องหมายมาตรฐาน และอะแดปเตอร์กว่า 1 แสนอัน ที่มีรายละเอียดผลิตภัณฑ์ไม่ตรงกับใบอนุญาต ซึ่งเข้าข่ายฝ่าฝืน พ.ร.บ. มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม พ.ศ. 2511 มีโทษทั้งจำและปรับตามกฎหมาย

เจ้าหน้าที่จึงอายัดสินค้าทั้งหมดเพื่อดำเนินคดีตามขั้นตอน โดยรวมมูลค่าของกลางที่ยึดไว้กว่า 13.5 ล้านบาท ขณะเดียวกันได้ย้ำว่าผู้ประกอบการที่ได้รับใบอนุญาตแล้วแต่ยังนำเข้าสินค้าไม่ได้มาตรฐาน จะต้องถูกตรวจสอบและลงโทษอย่างจริงจัง

ทั้งนี้ กระทรวงอุตสาหกรรมเตือนประชาชนให้ระมัดระวังการซื้อพาวเวอร์แบงก์และอะแดปเตอร์ที่ไม่มีเครื่องหมาย มอก. เพราะเสี่ยงต่อการระเบิด ไฟฟ้าลัดวงจร และอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สิน พร้อมยืนยันจะเดินหน้าตรวจสอบกวาดล้างสินค้าลักลอบและไม่ได้มาตรฐานอย่างต่อเนื่อง

ITEL จ่อผนึกพันธมิตรต่างชาติเสริมศักยภาพ รุกตลาดบริการ Cloud ครบวงจรทั้งในและต่างประเทศ

ITEL เล็งผนึกพันธมิตรต่างชาติ ที่มีโครงข่ายสื่อสารระหว่างประเทศ ศูนย์ (Data Center และระบบคลาวด์ระดับโลกเสริมศักยภาพ ปูทางสู่ Regional Player

ดร.ณัฐนัย อนันตรัมพร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ เทเลคอม จำกัด (มหาชน) หรือ ITEL เปิดเผยว่า ทิศทางการดำเนินงานในอนาคต บริษัทเร่งขับเคลื่อนองค์กรสู่การเป็น 'Cloud Implementor' หรือผู้ให้บริการติดตั้งและวางระบบคลาวด์ครบวงจร เพื่อรุกตลาดที่มีศักยภาพและอัตราการเติบโตสูง ควบคู่ไปกับการยกระดับ Interlink Data Center ให้ได้มาตรฐานความปลอดภัยระดับโลก PCI DSS เวอร์ชัน 4.0.1 เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าองค์กรที่ต้องการความปลอดภัยขั้นสูงของข้อมูล 

นอกจากการขยายธุรกิจแล้ว บริษัทยังให้ความสำคัญกับความยั่งยืน โดยตระหนักถึงผลกระทบของการขยายตัวของ Data Center ต่อการใช้พลังงานและการปล่อยก๊าซเรือนกระจก จึงได้ดำเนินโครงการ 'ITEL Green Data Center' เพื่อช่วยลดการใช้พลังงานและส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดอย่างเต็มรูปแบบ พร้อมได้รับรางวัล Climate Action Leader ซึ่งสะท้อนถึงบทบาทผู้นำด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืน โครงการนี้ไม่เพียงเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม แต่ยังรองรับการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมดิจิทัล เพิ่มศักยภาพการให้บริการ AI และ Cloud Infrastructure รวมถึงช่วยลดต้นทุนพลังงาน ซึ่งส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นและกำไรสุทธิของบริษัทเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ ด้วยกลยุทธ์และทิศทางที่ชัดเจน ทำให้บริษัทตั้งเป้าหมายรายได้รวมปี 2568 ไว้ที่ 3,500 ล้านบาท จากทุกบริษัทในกลุ่ม

ขณะเดียวกัน บริษัทกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงเวลาสำคัญของการขยายสู่เวทีระดับภูมิภาค ด้วยการเจรจากับพันธมิตรเชิงกลยุทธ์จากต่างประเทศ ซึ่งมีเครือข่ายโครงสร้างพื้นฐานด้านโทรคมนาคมครอบคลุมหลายประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเป็นผู้เล่นรายสำคัญในตลาดดิจิทัลของภูมิภาค 

“ความร่วมมือที่กำลังอยู่ระหว่างการหารือมีเป้าหมายเพื่อผสานศักยภาพของ ITEL เข้ากับโครงข่ายสื่อสารระหว่างประเทศ ศูนย์ข้อมูล (Data Center) และระบบคลาวด์ระดับโลก เพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่ครอบคลุมทั้งในและนอกประเทศ พร้อมรองรับการเติบโตของการใช้งานดิจิทัลในอนาคต” ดร.ณัฐนัย กล่าว 

ความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นก้าวยุทธศาสตร์ที่จะเสริมให้บริษัทขยับจากการเป็นผู้ให้บริการภายในประเทศ สู่การเป็น 'Regional Player' อย่างเต็มตัว ด้วยการขยายการเชื่อมโยงโครงข่ายและบริการสู่ประเทศเพื่อนบ้าน เปิดโอกาสเข้าร่วมโครงการดิจิทัลขนาดใหญ่ในภูมิภาค และสร้างเครือข่ายพันธมิตรที่แข็งแกร่งในหลายตลาด ทั้งหมดนี้จะช่วยยกระดับสถานะของ ITEL ให้เป็นศูนย์กลางดิจิทัลที่มีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาภูมิภาคในระยะยาว

ทั้งนี้ ปัจจุบัน ITEL และพันธมิตรได้ลงนามในหนังสือแสดงเจตจำนง (Letter of Intent – LOI) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว และอยู่ระหว่างการจัดทำรายละเอียดเชิงลึกของความร่วมมือ ก่อนเข้าสู่กระบวนการอนุมัติอย่างเป็นทางการ โดยบริษัทมีแผนที่จะเรียกประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น (EGM) เพื่อพิจารณาเรื่องดังกล่าวในลำดับถัดไป

สำหรับภาพรวมผลการดำเนินงานในไตรมาส 2/2568 บริษัทยังคงรักษาเสถียรภาพทางธุรกิจและความแข็งแกร่งของธุรกิจหลักอย่างต่อเนื่อง โดยบริษัทมีรายได้รวมทั้งสิ้น 663 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 21 ล้านบาท จากการดำเนินงานปกติ สะท้อนความแข็งแกร่งของธุรกิจหลัก ขณะที่บริษัทย่อยขาดทุนสุทธิ 18 ล้านบาท เนื่องจากการรับรู้รายการผลขาดทุนด้านเครดิตของลูกค้ารายหนึ่งที่เพิ่มขึ้นอย่างมีสาระสำคัญ ซึ่งทำให้ต้องมีการตั้งสำรองทางบัญชีเพื่อรองรับความเสี่ยงในอนาคต ส่งผลให้ผลประกอบการรวมขาดทุนเล็กน้อย

ทั้งนี้ รายได้หลักยังได้รับแรงหนุนจากรายได้ประจำ (Recurring Income) ที่เติบโตต่อเนื่องจากฐานลูกค้าองค์กรและเอกชนที่เหนียวแน่น พร้อมการเซ็นสัญญาลูกค้ารายใหม่อย่างสม่ำเสมอ คิดเป็นมูลค่าเพิ่มกว่า 10 ล้านบาท ซึ่งรายได้ประจำถือเป็นรากฐานที่มั่นคงและยั่งยืนของธุรกิจในระยะยาว โดย ณ สิ้นไตรมาส 2/2568 บริษัทมีงานในมือรอรับรู้รายได้ (Backlog) รวมมูลค่า 1,800 ล้านบาท 

นอกจากนี้ บริษัทเตรียมความพร้อมเต็มที่เพื่อคว้าโอกาสจากโครงการสำคัญของประเทศ ได้แก่ โครงการจัดให้มีบริการโทรคมนาคมพื้นฐานโดยทั่วถึงและเพื่อสังคม (USO Phase 3) ของสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่ห่างไกลสามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงได้อย่างเท่าเทียม โดยโครงการนี้คาดว่าจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญต่อการเติบโตของบริษัทในครึ่งปีหลังและต่อเนื่องในอนาคต

ดร.ณัฐนัย กล่าวว่า หัวใจของ ITEL คือการเตรียมความพร้อมอย่างรอบด้าน เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าในทุกมิติ บนพื้นฐานของมาตรฐานความปลอดภัยสูงสุดและการเติบโตอย่างยั่งยืน ความมุ่งมั่นในการรักษาเสถียรภาพ พร้อมขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง สะท้อนถึงรากฐานที่แข็งแกร่ง วิสัยทัศน์ที่ก้าวไกล และศักยภาพในการนำพา ITEL สู่การเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมดิจิทัลของประเทศไทยและภูมิภาค


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top