Saturday, 25 July 2026
ECONBIZ NEWS

กฟผ. จัดเต็ม 4 ฐานกิจกรรมสร้าง 'ฮีโร่ด้านพลังงาน' ปลูกฝังเรื่องพลังงานผ่านฐานการเรียนรู้ที่น่าตื่นตาตื่นใจ

กลับมาอีกครั้งกับการร่วมออกบูทเพื่อการเรียนรู้ของ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ภายในงานมหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ประจำปี 2568 ซึ่ง กฟผ. ได้ออกแบบเส้นทางการเรียนรู้ผ่าน 4 ฐานกิจกรรมที่จะช่วยปลุกพลังการเป็นฮีโร่ในตัวเด็กๆ ให้เป็น ‘ฮีโร่พลังงาน’ โดยในแต่ละฐานมุ่งสร้างประโยชน์และทักษะที่แตกต่างกันให้แก่เด็ก ๆ ได้เรียนรู้ในเรื่องที่ยากและซับซ้อนให้กลายเป็นการเรียนรู้ที่น่าตื่นตาตื่นใจ

สำหรับในปีนี้ กฟผ. ได้เตรียมกิจกรรมในรูปแบบ 'EGAT FINDING HEROES FOR ALL' ผ่าน 4 ฐานกิจกรรมที่จะช่วยปลุกความเป็นฮีโร่ที่ซ่อนอยู่ในตัวเด็ก ๆ ด้วยการเปลี่ยนเรื่องพลังงานที่ซับซ้อนให้กลายเป็นการผจญภัยที่น่าตื่นเต้น เป็นการปลูกฝังความรู้เรื่องพลังงานในวันนี้ สร้างความเข้าใจและตระหนักถึงความรับผิดชอบต่อโลก ก่อนที่พวกเขาจะเติบโตขึ้นเป็นผู้ใช้งานในอนาคต ซึ่งที่ผ่านมาได้สร้างเหล่าฮีโร่ด้านพลังงานออกไปร่วมพิทักษ์โลกของเราแล้วเป็นจำนวนมาก ผ่านการเรียนรู้จากฐานกิจกรรมต่าง ๆ ที่เน้นการเรียนรู้จริง เพื่อสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ ดังนี้

เริ่มตั้งแต่ฐาน E: Energy Innovation ฐานนี้ เด็ก ๆ จะได้เรียนรู้เรื่องนวัตกรรมพลังงานสะอาดที่ กฟผ. พัฒนาขึ้น ไม่ว่าจะเป็น การจำลองโรงไฟฟ้า SMR (Small Modular Reactor หรือ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก) ที่จะให้เด็ก ๆ ได้สัมผัสถึงหลักการทำงานโดยตรง รวมไปถึงระบบกักเก็บพลังงาน Energy Storage System (ESS) โรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับ และโรงไฟฟ้าโซลาร์เซลล์ลอยน้ำ ซึ่งเทคโนโลยีเหล่านี้ล้วนเป็นพลังงานสะอาด ที่จะช่วยปลุกจินตนาการให้เด็ก  ๆ สนใจในการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และด้านพลังงานได้เป็นอย่างดี

ฐานถัดมา G: Green Learning Society เป็นฐานที่จะสร้างจิตสำนึกรักษ์โลก ให้กับเด็ก ๆ เริ่มจากการ ฝึกสร้างโลกสมดุลคาร์บอน เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ 'ห้องเรียนสีเขียว' แหล่งความรู้ด้านสิ่งแวดล้อมและการประหยัดพลังงาน พร้อมสร้างสรรค์ผลงานศิลปะผ่านกิจกรรม Interactive 3D Painting เป็นการเรียนรู้และลงมือทำด้วยตัวเอง ซึ่งจะช่วยปลูกฝังให้เด็ก ๆ ได้ตระหนักถึงความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมตั้งแต่วันนี้

จากนั้นจะนำพาเด็ก ๆ ได้เรียนรู้ทักษะการใช้พลังงานในชีวิตประจำวันกับฐาน A: Appliances & Energy ซึ่งฐานการเรียนรู้นี้ จะเสริมทักษะการประหยัดพลังงาน เรียนรู้และเข้าใจความสำคัญของฉลากประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5 ที่ไม่ใช่แค่ฉลาก แต่เด็ก ๆ จะสามารถเรียนรู้และตัดสินใจในการเลือกซื้อและเลือกใช้สินค้าที่ประหยัดไฟฟ้าได้ด้วยตัวเองและความรู้เหล่านี้จะติดตัวเด็ก ๆ ตลอดไป

ส่วนฐานสุดท้ายจะเป็นเรื่องของการสร้างแรงบันดาลใจสู่การเป็นฮีโร่พลังงาน กับฐาน  T: Transformative Learning เป็นการสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ไปกับศูนย์การเรียนรู้ กฟผ. 8 แห่งทั่วประเทศ พร้อมทั้งให้เด็ก ๆ ได้จำลองการเแปลงร่างผ่าน AI เป็นฮีโร่ด้านพลังงาน และสามารถสแกนภาพถ่ายเก็บไว้เป็นที่ระลึกได้ด้วย          

นายสไกร คงธรรม ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายจัดการด้านการใช้พลังงาน กฟผ. ย้ำว่า บูทนิทรรศการ 'EGAT FINDING HEROES FOR ALL' ที่ กฟผ. จัดเตรียมไว้ต้อนรับผู้ที่สนใจในปีนี้ จะมีทั้งความสนุกสนาน และจะเป็นห้องเรียนมีชีวิตที่จะสร้างทั้งองค์ความรู้และแรงบันดาลใจให้กับเด็ก ๆ โดยคาดหวังว่า เมื่อเขาเติบโตขึ้น จะไม่ได้เป็นแค่ผู้ใช้พลังงาน แต่จะเป็นผู้สร้างความยั่งยืนให้กับโลกใบนี้ เพื่อก้าวไปเป็น 'ฮีโร่ด้านพลังงาน' ได้อย่างแท้จริง

เหลือเวลาอีกเพียง 2 วัน ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 17 สิงหาคมนี้เท่านั้น สำหรับน้อง ๆ ที่สนใจอยากร่วมฐานฝึกเป็นฮีโร่ด้านพลังงานกับบูทนิทรรศการของ กฟผ. แล้วพบกันที่งานมหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ประจำปี 2568 ระหว่างเวลา 09.00-19.00 น. ณ Exhibition Hall 5 ชั้น LG ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

ECOT องค์กรเอกชนไทยปรับตัวเข้าสู่เศรษฐกิจดิจิทัล เร่งพัฒนาทักษะบุคลากรให้พร้อมรับมือการแข่งขันระดับโลก

(15 ส.ค.68) ในยุคที่เทคโนโลยีเปลี่ยนเกมธุรกิจอย่างรวดเร็ว ภาคเอกชน กำลังเผชิญกับความท้าทายสำคัญ สภาองค์การนายจ้างแห่งประเทศไทย (ECOT) ดึง ICDL Thailand และ ICDL Foundation พันธมิตรมาตรฐานโลก ร่วมมือกันจัดตั้ง 'สถาบันพัฒนาทักษะดิจิทัลของสภาฯ' (ECOT Digital Academy) พร้อมเปิดตัว “ตรารับรององค์การนายจ้างดิจิทัลระดับสากล” (International Digital Employer Recognition) อย่างเป็นทางการ ผลักดันให้องค์กรเอกชนไทยตื่นตัวและปรับตัวเข้าสู่เศรษฐกิจดิจิทัลอย่างเป็นระบบ โดยเน้นการพัฒนาทักษะดิจิทัลของบุคลากรให้มีมาตรฐานสากล พร้อมรับมือการแข่งขันระดับโลก

ยกระดับองค์กรไทยด้วยมาตรฐานทักษะดิจิทัลที่วัดผลได้จริง โครงการนี้เป็นไปเพื่อส่งเสริมให้องค์กรธุรกิจในประเทศไทยให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะดิจิทัลของแรงงานอย่างจริงจัง ทั้งในระดับนโยบายและภาคปฏิบัติ โดยมุ่งหวังให้เกิดการเปลี่ยนผ่านจาก 'การใช้เทคโนโลยี' ไปสู่ “การสร้างขีดความสามารถด้านดิจิทัลของคนในองค์กร” อย่างยั่งยืน มุ่งหวังการยกระดับทักษะแรงงานให้สอดคล้องกับความท้าทายด้านการเกณฑ์ค่าจ้างแรงงานที่เพิ่มสูงขึ้น รวมไปถึงการพัฒนาทักษะแรงงานไทยให้ปฏิบัติงานอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้ธุรกิจ ส่งผลสู่การขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศให้เกิดขึ้นได้จริง

องค์การนายจ้างดิจิทัลระดับสากล (IDE Recognition) จะมอบให้แก่องค์กรที่มีนโยบายและแนวทางการพัฒนาทักษะดิจิทัลของพนักงานตามเกณฑ์ที่กำหนดและมีแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนและสอดคล้องกับ 4 มาตรฐานหลัก ได้แก่:
• การฝึกอบรมทักษะที่จำเป็นต่อการทำงานในยุคดิจิทัล
• การประเมินผลตามมาตรฐานสากล ICDL 
• การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีในกระบวนการทำงานจริง
• การส่งเสริมการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องภายในองค์กร

ส่งผลเชิงบวกแบบทวีคูณต่อองค์กร
องค์กรที่ได้รับตรารับรอง 'องค์การนายจ้างดิจิทัลระดับสากล' (IDE Recognition) ไม่เพียงแค่สร้างความเชื่อมั่นในหมู่พันธมิตรทางธุรกิจและองค์กรคู่ค้าทั้งในประเทศและต่างประเทศเท่านั้น แต่ยังช่วยเสริมภาพลักษณ์ความน่าเชื่อถือให้กับแบรนด์ในสายตาของลูกค้าในอุตสาหกรรมต่าง ๆ เช่น อุตสาหกรรมการผลิต อสังหาริมทรัพย์ โลจิสติกส์ เทคโนโลยีสารสนเทศ การเงิน การท่องเที่ยว รวมถึงธุรกิจบริการระดับพรีเมียม ที่

ให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพ ความปลอดภัย และมาตรฐานการดำเนินงานที่เทียบเท่าระดับสากล นอกจากนี้ยังช่วยให้องค์กรสามารถบริหารจัดการค่าแรงอย่างมีประสิทธิภาพ โดยการยกระดับทักษะดิจิทัลของบุคลากรให้ผลิตงานที่มีคุณภาพสูงขึ้น คุ้มค่ากับค่าแรงที่เป็นต้นทุนสำคัญ พร้อมทั้งเสริมสร้างความแข็งแกร่งในการบริหาร Business Ecosystem ทำให้องค์กรมีโอกาสขยายตลาดและสร้างธุรกิจใหม่ได้อย่างเหนือกว่าองค์กรคู่แข่งที่ยังขาดมาตรฐานด้านทักษะดิจิทัลหลายเท่าตัว

นอกจากนี้ยังได้รับสิทธิประโยชน์จากการเผยแพร่ผ่านช่องทางประชาสัมพันธ์ของสภาองค์การนายจ้างแห่งประเทศไทย และมาตรฐานสากล ICDL ทั้งในระดับประเทศ ระดับภูมิภาค และระดับนานาชาติ พร้อมสิทธิในการเข้าร่วมกิจกรรมเสวนา และเครือข่ายความร่วมมือด้านการพัฒนาองค์กรในยุคดิจิทัล ตลอดจนได้รับการยกย่องเป็น ต้นแบบ (Best Practice) ด้านการพัฒนาทุนมนุษย์ขององค์กรไทยสู่ความเป็นเลิศในเศรษฐกิจดิจิทัล

ความร่วมมือนี้ จัดขึ้น ณ ศูนย์สอบมาตรฐานสากล ICDL by Adeptus โดย นายเอกสิทธิ์ คุณานันทกุล ประธานสภาองค์การนายจ้างแห่งประเทศไทย และ Dr. Hugh O’Connell กรรมการบริหาร ICDL Thailand ร่วมประกาศความร่วมมืออย่างเป็นทางการ โดยมี Mr. Damien O’Sullivan, CEO ของ ICDL Foundation และ Ms. Tina Wu, CEO ของ ICDL Asia เดินทางมาเยือนประเทศไทยและร่วมเป็นสักขีพยานในความร่วมมือระดับนานาชาติครั้งนี้

ร่วมด้วยผู้บริหารและที่ปรึกษาสำคัญ อาทิ นายบวรศักย์ กล้าหาญ และ นายศิริพงศ์ อินทวดี ที่ปรึกษาสภาองค์การนายจ้างฯ พร้อมด้วย นางสาวกฤษฎิ์กัญญา กานต์จิรธันย์ กรรมการบริหาร ICDL Thailand และ นางสาวเมลดา ศรีนวล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท อะเดปตัส ดิจิทัล คอร์ปอเรชั่น จำกัด ผู้บริหารศูนย์สอบมาตรฐานสากล ICDL by Adeptus

โครงการนี้นับเป็นก้าวสำคัญของภาคเอกชนไทยในการขับเคลื่อนประเทศด้วย “ทรัพยากรบุคคล” ที่มีศักยภาพด้านดิจิทัลอย่างแท้จริง ตอกย้ำบทบาทขององค์กรนายจ้างไทยในการนำพาธุรกิจเข้าสู่โลกแห่งอนาคตได้อย่างมั่นคงและมีคุณภาพ

ทั้งนี้องค์กรใดที่เล็งเห็นความสำคัญของการพัฒนาทักษะดิจิทัลของบุคลากร และต้องการยกระดับขีดความสามารถองค์กรให้สอดรับกับมาตรฐานในระดับสากล สามารถสมัครเข้าร่วมโครงการ ตรารับรององค์การนายจ้างดิจิทัลระดับสากล (IDE Recognition)” ได้ตั้งแต่วันที่ 8 สิงหาคม 2568 เป็นต้นไป ผ่านเว็บไซต์ www.ecot.or.th/IDER  หรือ www.adeptusdigital.com  และ Line Official: ECOT Digital Academy (@ecotdigitalacademy) หรือทางอีเมล์ [email protected]

‘มาคาเลียส’ เสิร์ฟโปรเด็ดต้อนรับเดือนวันแม่ ขนที่พักติดทะเลเอาใจคุณแม่ตลอดเดือนสิงหาคม

นางสาวณีรนุช ไตรจักร์วนิช ประธานกรรมการบริหาร บริษัท มาคาเลียส ประเทศไทย จำกัด (Makalius) แหล่งรวม อี-วอเชอร์ที่พัก ร้านอาหาร สถานที่ท่องเที่ยว อันดับ 1 ของประเทศไทย เปิดเผยว่า ในเดือนสิงหาคม 2568 ตลอดทั้งเดือน ทางมาคาเลียส ได้จัดเตรียมโปรโมชั่นเด็ดไม่ซ้ำใครต้อนรับวันแม่ ในแคมเปญ “มาคาเลียสชวนแม่เที่ยว รับลมทะเล” ขนที่พักติดทะเลให้ลูก ๆ ควงแขนคุณแม่ไปฟินกันตลอดเดือน อาทิ

• Garden Cliff Resort & Spa (การ์เด้น คลิฟ รีสอร์ท แอนด์ สปา พัทยา) รีสอร์ทสุดหรูติดหาดส่วนตัว เอาใจคุณแม่ด้วยบริการสปาครบวงจรผ่อนคลายกับทรีตเมนต์สปาสุดฟิน ได้พักผ่อนแบบเงียบสงบ จิบกาแฟในคาเฟ่ริมทะเล ในราคาเริ่มต้นเพียง 2,299 บาท/ห้อง

• Grand Pacific Sovereign Resort & Spa (แกรนด์ แปซิฟิก ชะอำ) โรงแรมระดับ 5 ดาว ติดทะเล พร้อมให้คุณแม่ได้ฟินกับการว่ายน้ำในสระขนาดใหญ่ พักผ่อนสบายในห้องพักหรู ชมวิวทะเล ในราคาเริ่มต้นเพียง 1,999 บาท/ห้อง รวมอาหารเช้าและเครื่องดื่ม

• Greenhills Resort Siracha (กรีนฮิลส์ รีสอร์ท ศรีราชา) ที่พักท่ามกลางธรรมชาติ เงียบสงบ เหมาะกับคุณแม่ที่มีลูกเล็กเพราะมีสนามเด็กเล่นขนาดใหญ่ และมีกิจกรรมสำหรับครอบครัวให้ทำทั้งวัน ในราคาเริ่มต้นเพียง 1,999 บาท/ห้อง รวมอาหารเช้าและอาหารเย็น

• Eco Cozy Beachfront Resort Chaam (อีโค โคซี่ บีชฟรอนท์ รีสอร์ท ชะอำ) รีสอร์ทแนว Eco สุดอบอุ่น ติดชายหาด เหมาะกับการพาคุณแม่มาชาร์ทพลัง เพราะที่พักให้บรรยากาศเหมือนอยู่บ้านริมทะเล เรียบง่ายแต่อบอุ่น ในราคาเริ่มต้นเพียง 2,299 บาท/ห้อง รวมอาหารเช้าและอิ่ม เซ็ตดินเนอร์แบบจัดเต็ม 

สนใจจองที่พักราคาพิเศษ ตลอดเดือนสิงหาคม 2568 ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.makalius.co.th/ หรือ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม Line Official @makalius

‘เอกนัฏ’ จับจริง ส่งชุดสุดซอย -บก.ปทส. - DSI บุกจับโจรลักของกลาง ช่วงดึกที่ปราจีนบุรี

(14 ส.ค. 68) นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า เมื่อคืนที่ผ่านมารับรายงานด่วนว่า มีการลักลอบเคลื่อนย้ายของกลางที่ได้มีการยึดอายัดไว้ ที่ จ.ปราจีนบุรี จึงได้มอบหมายให้นางสาวฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ หัวหน้าคณะทำงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และหัวหน้าทีมสุดซอย กระทรวงอุตสาหกรรม ประสานกับเจ้าหน้าที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (บก.ปทส.) ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ต. วัชรินทร์ พูสิทธิ์ ผบก.ปทส. และกรมสอบสวนกลางคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) วางแผนติดตามตรวจสอบ และจับกุม โดยมีสื่อมวลชนร่วมบันทึกคลิปหลักฐาน

นายเอกนัฏ กล่าวเพิ่มเติมว่า เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2568 เวลา 20.00 น. ได้รับแจ้งจากพลเมืองดีว่า มีกลุ่มบุคคลนำรถกระบะเข้ามาขนย้ายสิ่งของ ซึ่งเป็นของกลางที่ยึดอายัดไว้ จากบริษัทหัวไท่ เชิงเหอ จำกัด ตั้งอยู่ที่ หมู่ที่ 10 ต.ศรีมหาโพธิ อ.ศรีมหาโพธิ จ.ปราจีนบุรี ที่อยู่ระหว่างถูกคำสั่งปิดและอยู่ระหว่างการสอบสวนดำเนินคดีโดย กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) คดีพิเศษที่ 69/2568 โดยขณะเกิดเหตุพบรถกระบะบรรทุกสีขาว จำนวน 3 คัน ขับเข้าไปยังบริษัท และในเวลา 22.00 น. รถทั้ง 3 คันได้ทยอยออกมา มีการบรรทุกสิ่งของที่เป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เจ้าหน้าที่ที่วางกำลังอยู่จึงเข้าทำการจับกุม ผู้ขับรถของกลางทั้ง 3 ราย คือ 1.นายเยง ซาน ทุน สัญชาติเมียนมา 2.นายอาโย๊ะ หมื่อแล สัญชาติไทย และ 3.นายลี จิน ชุน สัญชาติจีน จึงทำการเชิญตัวไปทำการสอบสวนที่สถานีตำรวจภูธรระเบาะไผ่

ด้านนางสาวฐิติภัสร์ กล่าวว่า ภายหลังมีการควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยและของกลางมายังสถานีตำรวจฯ แล้วเจ้าหน้าที่ได้ทำการตรวจสอบสิ่งที่บรรทุกมาเพิ่มเติมและพบว่าเป็นของกลางที่ยึดอายัดไว้จริง จึงได้ทำการแจ้งข้อหา 1.ร่วมกันฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานเจ้าหน้าที่ พ.ร.บ.โรงงาน 2.รวมกันครอบครองวัตถุอันตรายโดยมิได้รับอนุญาต 3.ร่วมกันฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานเจ้าหน้าที่ พ.ร.บ.วัตถุอันตราย 4.ร่วมกันเอาไปเสีย หรือทำให้สูญหาย หรือไร้ประโยชน์ ซึ่งทรัพย์สินที่พนักงานยึดไว้ โดยผู้ต้องหาทั้ง 3 คนรับสารภาพตามข้อกล่าวหาทั้งหมดจึงจับกุม และคุมขังที่สถานีตำรวจภูธรระเบาะไผ่

ทั้งนี้ จากข้อมูลที่ชุดสุดซอย ตำรวจ บก.ปทส. ดีเอสไอ และสื่อมวลชน ได้ร่วมกันวางแผนติดตามตรวจสอบและจับกุม และบันทึกคลิปวีดีโอทั้งหมด จะนำไปเป็นหลักฐานเพื่อนำขึ้นสู่การพิจารณาดำเนินคดีและไต่สวนของศาลเพิ่มเติม ถึงพฤติกรรมของผู้ประกอบการที่ไม่เคารพกฎหมาย ฝ่าฝืนกฎหมายหลายข้อหา

“คาดว่าโรงงานดังกล่าวได้วางแผนลักลอบขนย้ายของกลางเพื่อนำไปขายต่อ และปกปิดอำพรางของกลาง แต่ในทางกฎหมายไม่สามารถทำได้เนื่องจากโรงงานฯ ได้มีคำสั่งปิดและยึดอายัดของกลาง พร้อมอยู่ระหว่างการดำเนินคดีของกรมสอบสวนคดีพิเศษ ซึ่งการกระทำในครั้งนี้ถือว่าอุกอาจมาก จึงต้องให้เจ้าหน้าที่เอาผิดดำเนินคดีให้ถึงที่สุด” นางสาวฐิติภัสร์ กล่าว

ILINK กวาดรายได้ครึ่งปีกว่า 3,092 ล้านบาท เดินหน้าปรับแผนรุกตลาดเสริมแกร่ง 3 กลุ่มธุรกิจหลัก

ครึ่งปีแรกยังโตมั่นคง ILINK รายงานผลประกอบการไตรมาส 2/2568 รายได้รวม 3,092.79 ล้านบาท กำไรสุทธิ 161.77 ล้านบาท ปรับกลยุทธ์เสริมความแข็งแกร่งธุรกิจจัดจำหน่ายสัญญาณ ชู LINK AMERICAN & GERMAN RACK และเตรียมลุยโครงการสายเคเบิลใต้น้ำมูลค่ารวมกว่า 1.08 หมื่นล้านบาท

บริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ILINK รายงานผลการดำเนินงานครึ่งปีแรก (มกราคม – มิถุนายน 2568) ทำรายได้รวม 3,092.79 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 161.77 ล้านบาท แม้เศรษฐกิจโดยรวมยังคงมีความท้าทาย แต่บริษัทยังคงรักษาความแข็งแกร่งในทั้ง 3 กลุ่มธุรกิจหลัก พร้อมปรับกลยุทธ์เน้นการเติบโตอย่างมีคุณภาพ (Quality Growth) และสร้างโอกาสจากโครงการขนาดใหญ่ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

ด้านธุรกิจจัดจำหน่ายสายสัญญาณ (Cabling Distribution Business) ยังคงเป็นหัวใจหลักของ ILINK ที่สร้างรายได้ต่อเนื่องมากว่า 38 ปี โดยในไตรมาส 2 นี้ สร้างรายได้รวม อยู่ที่ 1,356.80 ล้านบาท ลดลงเล็กน้อย 9.58% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ขณะที่กำไรสุทธิอยู่ที่ 144.88 ล้านบาท ลดลง 12.47% อย่างไรก็ตาม โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ LINK AMERICAN และ GERMAN RACK ที่ได้รับความนิยมสูง และมีความต้องการอย่างต่อเนื่องในตลาดปัจจุบัน ดังนั้น บริษัทได้ปรับกลยุทธ์การจัดจำหน่ายให้ลูกค้าเข้าถึงสินค้าได้ง่ายขึ้น ครอบคลุมทั้งสายสัญญาณ LINK AMERICAN และ 19"GERMANY EXPORT RACK โดยขยายช่องทางจัดจำหน่ายให้ครอบคลุมทุกภูมิภาค พร้อมเพิ่มไลน์สินค้าในกลุ่มสายสำหรับโซลาร์เซลล์ (Solar Cable) และสายสัญญาณสำหรับ Data Center ซึ่งมีแนวโน้มเติบโตจากการลงทุนด้านพลังงานสะอาด และดิจิทัล นอกจากนี้ หากการปรับลดอัตราภาษีนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ เป็น 0% เกิดขึ้นจริง จะส่งผลบวกต่อสินค้ากลุ่มสาย Solar ที่ ILINK พร้อมนำเข้าจากผู้ผลิตชั้นนำระดับโลกทันที

ส่วนธุรกิจวิศวกรรมโครงการ (Turnkey Engineering Business) ทำรายได้ในไตรมาสนี้อยู่ที่ 267.45 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิรวม 0.36 ล้านบาท ลดลงถึง 99.31% จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน แม้ปัจจุบันจะมี Backlog ไม่มาก และเป็นโครงการที่เลื่อนส่งมอบ หรือ ต้นทุนสูงซึ่งมีกำไรต่ำ แต่ผู้บริหารย้ำว่าผู้ลงทุนควรจับตาโครงการขนาดใหญ่ที่จะสร้างกำไรอย่างมีนัยสำคัญในอนาคต โดยเฉพาะ โครงการสายเคเบิลใต้น้ำระบบ 115 เควี ของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) ไปยังเกาะสมุย มูลค่า 1,800 ล้านบาท ซึ่ง ILINK ชนะการประมูลแล้ว และอยู่ระหว่างรอการอนุมัติจากบอร์ด PEA เพื่อเริ่มดำเนินการ และโครงการสายเคเบิลใต้น้ำระบบ 230 เควี ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (EGAT) มูลค่า 9,015 ล้านบาท ที่บริษัทเตรียมเข้าประมูลร่วมกับพันธมิตรทางธุรกิจ โดยหากผ่านคุณสมบัติ และชนะการประมูล จะถือเป็นความสำเร็จครั้งใหญ่ที่สามารถเปลี่ยนแปลงภาพรวมธุรกิจวิศวกรรมโครงการของ ILINK อย่างชัดเจน

สำหรับธุรกิจโทรคมนาคม และดาต้าเซ็นเตอร์ (Telecom Business & Data Center) ยังคงเป็นอีกหนึ่งเสาหลักของบริษัทฯ ในการให้บริการโครงข่ายไฟเบอร์ออฟติกที่ครอบคลุมทั่วประเทศ และเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของระบบสื่อสารในยุคดิจิทัล ในนาม บริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ เทเลคอม จำกัด (มหาชน) หรือ ITEL ได้เปิดเผยว่า ในไตรมาส 2/2568 ยังคงรักษาความแข็งแกร่งของธุรกิจหลัก พร้อมเตรียมเข้าร่วมโครงการโทรคมนาคมพื้นฐานโดยทั่วถึง และเพื่อสังคม (USO Phase 3) ของ กสทช. เพื่อขยายการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงในพื้นที่ห่างไกล ซึ่งคาดว่าจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในครึ่งปีหลังและต่อเนื่องในอนาคต

โดยบริษัทฯ มีรายได้รวมในไตรมาสนี้ อยู่ที่ 663 ล้านบาท มีกำไรสุทธิจากบริษัท (ITEL) 21 ล้านบาท แม้บริษัทย่อยขาดทุนสุทธิ 18 ล้านบาท จากการตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตของลูกค้ารายหนึ่ง แต่รายได้ประจำ (Recurring Income) ยังคงเติบโตต่อเนื่องจากฐานลูกค้าองค์กรและเอกชน พร้อมสัญญาลูกค้ารายใหม่กว่า 10 ล้านบาท โดย ณ สิ้นไตรมาส 2/2568 มีมูลค่า Backlog รวม 1.8 พันล้านบาท นับว่า ITEL เดินหน้าสู่การเป็นผู้ให้บริการติดตั้ง และวางระบบคลาวด์ครบวงจร (Cloud Implementor) พร้อมยกระดับ Interlink Data Center ให้ได้มาตรฐานความปลอดภัยสากล PCI DSS เวอร์ชัน 4.0.1 ควบคู่กับการดำเนินโครงการ “ITEL Green Data Center” เพื่อลดการใช้พลังงานและส่งเสริมพลังงานสะอาด รองรับบริการ AI และ Cloud Infrastructure และช่วยลดต้นทุนพลังงาน

นอกจากนี้ บริษัทฯ ได้ลงนามในหนังสือแสดงเจตจำนง (LOI) กับพันธมิตรเชิงกลยุทธ์จากต่างประเทศ เพื่อเชื่อมต่อโครงข่ายสื่อสาร ศูนย์ข้อมูล และระบบคลาวด์ระดับโลก ครอบคลุมหลายประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อยกระดับสู่การเป็น “Regional Player” เต็มรูปแบบ

นายสมบัติ อนันตรัมพร ประธานกรรมการ กลุ่มบริษัทฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า “ครึ่งปีหลัง เรามีความมั่นใจว่าจะเห็นการเติบโตที่ดีขึ้นจากทั้งรายได้ และงานในมือจำนวนมาก โดยเรายังคงยึดกลยุทธ์บริหารต้นทุนอย่างรัดกุม พร้อมการลงทุนในเทคโนโลยี เพื่อยกระดับประสิทธิภาพ แม้ได้ปรับเป้ารายได้ปี 2568 ลงจาก 7,120 ล้านบาท เหลือ 6,500 ล้านบาท (เติบโต 5% YoY) แต่เรามีปัจจัยบวกจากโครงการขนาดใหญ่ที่จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในอนาคต”

ด้วยศักยภาพของทั้ง 3 กลุ่มธุรกิจ พร้อมด้วยกลยุทธ์การขยายตลาด และการเข้าร่วมโครงการขนาดใหญ่ ILINK มั่นใจว่าจะสามารถสร้างการเติบโตที่มั่นคง และยั่งยืน สร้างคุณค่าให้แก่ผู้ถือหุ้น ลูกค้า และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่ายต่อไปตามหลักกลยุทธ์ Quality Growth หรือ เติบโต ต่อเนื่อง และยั่งยืน แบบมีคุณภาพ

‘กฤษฎีกา - ก.พลังงาน’ ชวนร่วมแสดงความคิดเห็น ต่อร่าง พ.ร.บ. โซลาร์รูฟท็อป ก่อนส่ง ครม. พิจารณาอีกรอบ

(12 ส.ค. 68) จากกรณีที่เมื่อวันที่ 29 ก.ค.2568 ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติอนุมัติหลักการ ร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมการใช้ไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงพลังงาน เสนอ และให้ส่งร่างกฎหมายไปให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (สคก.) ตรวจพิจารณาเป็นเรื่องด่วน นั้น

ระบบกลางทางกฎหมาย : https://www.law.go.th/listeningDetail?survey_id=NTYzNURHQV9MQVdfRlJPTlRFTkQ=

เมื่อวันที่ 5 ส.ค.ที่ผ่านมา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (สคก.) ได้เปิดรับฟังความคิดเห็น ร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมการใช้ไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ พ.ศ. ... เพื่อนำไปประกอบการพิจารณาในชั้นสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เมื่อ สคก.ตรวจพิจารณาร่าง พ.ร.บ. เสร็จแล้ว จะส่งกลับไปให้ ครม. พิจารณาให้ความเห็นชอบต่อไป โดย สคก.จะเปิดรับฟังความคิดเห็น ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ ไปจนถึงวันที่ 20 ส.ค.2568

สำหรับ ร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมการใช้ไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ พ.ศ. ... ของกระทรวงพลังงาน ประกอบด้วย 32 มาตรา มีสาระสำคัญ ดังนี้

หมวด 1 บททั่วไป (ร่างมาตรา 6 และร่างมาตรา 7)

-กำหนดวัตถุประสงค์ของ พ.ร.บ. ได้แก่ เพื่อสนับสนุนส่งเสริมการใช้ไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์สำหรับใช้ในที่อยู่อาศัย หรือในสถานประกอบกิจการ หรือสถานที่ที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด เพื่อประโยชน์ในการลดภาระค่าไฟฟ้าของประชาชนและผู้ใช้ไฟฟ้าเพื่อให้การติดตั้งอุปกรณ์ระบบพลังงานแสงอาทิตย์เป็นไปด้วยความปลอดภัย สะดวก และรวดเร็ว เพื่อกำกับดูแลการใช้ไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ให้เป็นไปโดยถูกต้อง และเพื่อประโยชน์ในการรวบรวมข้อมูล สถิติ และจำนวนผู้ใช้ไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ (ร่างมาตรา 6)

-กำหนดให้การผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์สำหรับใช้ในที่อยู่อาศัย หรือในสถานประกอบกิจการ หรือสถานที่ที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด ไม่ถือเป็นการประกอบกิจการพลังงานตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบกิจการพลังงาน และไม่อยู่ภายใต้บังคับกฎหมายว่าด้วยโรงงาน กฎหมายว่าด้วยการผังเมือง กฎหมายว่าด้วยการพัฒนาและส่งเสริมพลังงาน และไม่ถือเป็นการดัดแปลงอาคารตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมอาคาร (ร่างมาตรา 7)

หมวด 2 การติดตั้งอุปกรณ์ระบบพลังงานแสงอาทิตย์ (ร่างมาตรา 8 ถึงร่างมาตรา 17)

-กำหนดหลักเกณฑ์การติดตั้งอุปกรณ์ระบบพลังงานแสงอาทิตย์ โดยให้เจ้าของสถานที่ติดตั้งแจ้งการติดตั้งอุปกรณ์ระบบพลังงานแสงอาทิตย์ต่ออธิบดีล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 30 วัน และไม่ต้องขออนุญาตจากหน่วยงานของรัฐ เช่น การขออนุญาตเชื่อมต่อระบบโครงข่ายไฟฟ้า โดยต้องแจ้งอธิบดีทราบถึงวันที่จะติดตั้งอุปกรณ์ระบบพลังงานแสงอาทิตย์ ที่อยู่ของพื้นที่ที่ทำการติดตั้ง และข้อมูลของอุปกรณ์ดังกล่าว (ร่างมาตรา 8 ถึงร่างมาตรา 13)

-กำหนดให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) เจ้าพนักงานท้องถิ่น หรือพนักงานเจ้าหน้าที่ มีอำนาจตรวจสอบการติดตั้งอุปกรณ์ระบบพลังงานแสงอาทิตย์ โดยต้องแจ้งอธิบดีทราบ เพื่อสั่งการให้มีการดำเนินการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และต้องแจ้งให้เจ้าของสถานที่ติดตั้งทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 15 วัน

หากตรวจสอบพบว่าการติดตั้งอุปกรณ์ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ใน พ.ร.บ.นี้ ให้มีอำนาจสั่งให้เจ้าของสถานที่ติดตั้งแก้ไขความบกพร่อง หรือความไม่ปลอดภัย หรือการที่ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ตาม พ.ร.บ.นี้ รวมทั้งให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจสั่งให้รื้อถอนอุปกรณ์ดังกล่าวภายในระยะเวลาที่กำหนดได้ (ร่างมาตรา 14 และร่างมาตรา 15)

-กำหนดให้ใช้ไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ได้เฉพาะภายในกิจการของสถานที่ติดตั้งเท่านั้น และห้ามการจำหน่ายหรือให้ไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์จากสถานที่ติดตั้ง เว้นแต่เป็นการจำหน่ายแก่การไฟฟ้านครหลวง การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค หรือองค์กรอื่นที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด หรือแก่บุคคลที่อยู่อาศัยหรือประกอบกิจการในสถานที่ติดตั้ง โดยการจำหน่ายหรือให้ไฟฟ้าแก่การไฟฟ้านครหลวง การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค หรือองค์กรอื่นให้ดำเนินการตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในบทบัญญัติแห่งกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง

สำหรับการจำหน่ายหรือให้ไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แก่บุคคลที่อยู่อาศัยหรือประกอบกิจการในสถานที่ติดตั้ง ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และอัตราไฟฟ้าที่อธิบดีประกาศกำหนดโดยความเห็นชอบของรัฐมนตรี โดยอัตราค่าไฟฟ้าต้องปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (ร่างมาตรา 16 และร่างมาตรา 17)

หมวด 3 การกำกับติดตามอุปกรณ์ระบบพลังงานแสงอาทิตย์และซากอุปกรณ์ระบบพลังงานแสงอาทิตย์ (ร่างมาตรา 18 และร่างมาตรา 19)

-กำหนดหลักเกณฑ์การกำกับติดตามอุปกรณ์ระบบพลังงานแสงอาทิตย์ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีประกาศกำหนดโดยความเห็นชอบของรัฐมนตรี โดยให้มีการดำเนินการร่วมกันของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหรือองค์กรที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด (ร่างมาตรา 18)

-กำหนดห้ามการถอดแยกชิ้นส่วนซากอุปกรณ์ระบบพลังงานแสงอาทิตย์ เว้นแต่การถอดและประกอบกลับเข้าตามเดิม การซ่อมแซมเพื่อนำกลับมาใช้ซ้ำ การดำเนินการ เพื่อการศึกษา ทดลอง และวิจัย การถอดแยกของสถานกำจัดซากอุปกรณ์ระบบพลังงานแสงอาทิตย์หรือลักษณะอื่นใดตามที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด ทั้งนี้ หากมีของเสียจากการถอดแยกชิ้นส่วนดังกล่าวเกิดขึ้นจะต้องนำของเสียนั้นไปกำจัดให้ถูกต้อง โดยไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และสุขอนามัยของประชาชน ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด (ร่างมาตรา 19)

หมวด 4 พนักงานเจ้าหน้าที่ (ร่างมาตรา 20 ถึงร่างมาตรา 24)

-กำหนดให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจเข้าไปในสถานที่ที่ติดตั้งอุปกรณ์ระบบพลังงานแสงอาทิตย์ในกรณีที่ทราบหรือได้รับแจ้งเหตุว่าการติดตั้งอุปกรณ์ดังกล่าวอาจไม่เป็นไปตามที่กำหนดในพระราชบัญญัตินี้ หรืออาจก่อให้เกิดอันตรายต่อสาธารณะหรือสถานที่ใกล้เคียง รวมทั้งมีอำนาจออกหนังสือสอบถามหรือเรียกบุคคลที่เกี่ยวข้องมาให้ถ้อยคำหรือให้ส่งข้อมูลเกี่ยวกับอุปกรณ์ระบบพลังงานแสงอาทิตย์ที่ติดตั้ง หรือให้ส่งวัตถุใดมาเพื่อประกอบการพิจารณาตรวจสอบได้ (ร่างมาตรา 20)

-กำหนดให้พนักงานท้องถิ่นที่จะปฏิบัติการตามหมวดนี้ต้องได้รับ การแต่งตั้งเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ และให้บุคคลที่เกี่ยวข้องอำนวยความสะดวกในการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานเจ้าหน้าที่ รวมทั้งให้พนักงานเจ้าหน้าที่เป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา (ร่างมาตรา 21 ถึงร่างมาตรา 24)

หมวด 5 บทกำหนดโทษ (ร่างมาตรา 25 ถึงร่างมาตรา 31)

-กำหนดโทษทางอาญาและโทษปรับเป็นพินัยสำหรับผู้ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้ หรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่ รวมทั้งกำหนดโทษทางอาญาของผู้แทนนิติบุคคล

บทเฉพาะกาล
กำหนดให้ พ.ร.บ.นี้ ใช้บังคับกับการขออนุญาตติดตั้งอุปกรณ์ระบบพลังงานแสงอาทิตย์ที่ดำเนินการมาก่อน พ.ร.บ.นี้ใช้บังคับและยังดำเนินการไม่เสร็จสิ้นด้วย (ร่างมาตรา 32)

บีโอไอ เคาะมาตรการช่วยนักลงทุนย้ายฐานผลิต ยกเว้นภาษีย้ายเครื่องจักรจากกัมพูชากลับไทย

บอร์ดบีโอไอ เห็นชอบมาตรการช่วยเหลือนักลงทุน ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ให้สิทธิประโยชน์ช่วยสนับสนุนย้ายฐานผลิตมาไทย ระบุปัญหาชายแดนกระทบต้นทุนขนส่งโลจิสติกส์ระหว่างประเทศ และซัพพลายเชนอุตสาหกรรมหลัก นอกจากนี้ บอร์ดไฟเขียวลงทุน 4 โครงการ มูลค่ากว่า 2.6 หมื่นล้านบาท

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2568 ที่ประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บอร์ดบีโอไอ) ซึ่งมีนายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน ได้เห็นชอบ “มาตรการส่งเสริมการลงทุนกรณีได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา” เพื่อช่วยเหลือนักลงทุนทั้งไทยและต่างชาติที่ได้รับผลกระทบจากการปิดด่านพรมแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งส่งผลกระทบต่อเส้นทางการขนส่งสินค้า ต้องเปลี่ยนเส้นทางหรือรูปแบบการขนส่งสินค้า ทำให้ระยะเวลาและต้นทุนการขนส่งของผู้ประกอบการสูงขึ้นอย่างมาก

ในช่วงที่ผ่านมา บีโอไอได้หารือกับกลุ่มนักลงทุนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ไทย-กัมพูชา ซึ่งมีบริษัทหลายรายที่ผูกซัพพลายเชนเชื่อมโยงระหว่างสองประเทศ เช่น โรงงานในไทยส่งวัตถุดิบไปยังกัมพูชา เพื่อนำไปประกอบบางส่วน แล้วส่งกลับมาไทยเพื่อผลิตเป็นชิ้นส่วนที่มีความซับซ้อน หรือผลิตเป็นสินค้าสำเร็จรูป ตรวจสอบและจัดชุดก่อนส่งให้ลูกค้าทั้งในและต่างประเทศ ผ่านศูนย์กระจายสินค้าในไทย เมื่อมีการปิดด่านบริเวณชายแดน จึงส่งผลต่อการขนส่งวัตถุดิบและสินค้า ทำให้ต้องเปลี่ยนไปขนส่งผ่านประเทศเวียดนามและลาว หรือเปลี่ยนมาใช้การขนส่งทางเรือหรืออากาศ ที่มีข้อจำกัดมาก ใช้เวลานาน ต้นทุนสูงขึ้นมาก และมีภาระในการบริหารสต็อกวัตถุดิบและสินค้าในภาวะที่มีความไม่แน่นอนสูง ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปยังอุตสาหกรรมหลักอื่น ๆ ที่ต้องใช้ชิ้นส่วนจากโรงงานเหล่านี้ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องใช้ไฟฟ้า นักลงทุนหลายรายจึงได้แจ้งบีโอไอ ถึงความจำเป็นที่ต้องวางแผนย้ายฐานผลิตหรือเครื่องจักรบางส่วน กลับมาที่ไทยโดยเร็ว      

บีโอไอ จึงได้นำเสนอมาตรการส่งเสริมการลงทุนกรณีได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ในครั้งนี้ เพื่อช่วยสนับสนุนนักลงทุนที่ต้องการย้ายฐานการผลิตจากกัมพูชามายังไทย ซึ่งจะทำให้ฐานการผลิตหลักในประเทศไทยดำเนินได้อย่างต่อเนื่อง โดยจะให้สิทธิประโยชน์ยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักรใช้แล้วในทุกกรณี และเงินลงทุนในเครื่องจักรใช้แล้วที่มีอายุไม่เกิน 10 ปี จะให้นับเป็นวงเงินยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลได้ถึงร้อยละ 100 ของเงินลงทุน สำหรับสิทธิประโยชน์อื่น ๆ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ทั่วไป

ในกรณีเป็นการย้ายเครื่องจักรบางส่วนมาใช้งานรวมกับโครงการที่ได้รับส่งเสริมการลงทุนอยู่เดิม หากระยะเวลานำเข้าเครื่องจักรเดิมสิ้นสุดไปแล้ว บีโอไอจะอนุญาตให้นำเข้าเครื่องจักรเฉพาะที่ย้ายมาจากกัมพูชา เป็นเวลา 1 ปี นับตั้งแต่ยื่นขอแก้ไขโครงการ ทั้งนี้ นักลงทุนต้องเสนอแผนการย้ายฐานผลิตจากกัมพูชา และยื่นคำขอภายในสิ้นปี 2569

“จากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ที่มีการปิดด่านพรมแดน ส่งผลให้เกิดอุปสรรคในการขนส่งวัตถุดิบและชิ้นส่วน โดยเฉพาะกลุ่มนักลงทุนที่มีฐานผลิตเชื่อมโยงระหว่างสองประเทศ ต้องแบกรับต้นทุนโลจิสติกส์ที่เพิ่มสูงขึ้นมาก ใช้เวลาขนส่งนานขึ้นหลายเท่า และกระทบการผลิตของอุตสาหกรรมอื่น ๆ เป็นลูกโซ่ บีโอไอจึงเร่งออกมาตรการ เพื่อเปิดทางให้ผู้ประกอบการสามารถย้ายฐานผลิตจากกัมพูชามายังไทยได้ เพื่อรักษาความต่อเนื่องของซัพพลายเชน และสนับสนุนให้ไทยเป็นฐานผลิตหลักของภูมิภาค” นายนฤตม์ กล่าว

ไฟเขียวลงทุน 4 โครงการ มูลค่ากว่า 2.6 หมื่นล้านบาท นอกจากนี้ ที่ประชุมบอร์ดบีโอไอ ยังได้อนุมัติให้การส่งเสริมการลงทุน 4 โครงการใหญ่ มูลค่าลงทุนรวม 26,891 ล้านบาท ได้แก่
1. บริษัท เพอร์เฟค คอมพาเนียน กรุ๊ป จำกัด ดำเนินธุรกิจผลิตอาหารสัตว์เลี้ยง เช่น อาหารแมว ภายใต้แบรนด์สมาร์ทฮาร์ทและมี-โอ ตั้งอยู่ในเขตอุตสาหกรรมของบริษัท เอ็ม. ไทย เอสเตท จำกัด จังหวัดสมุทรปราการ มูลค่าลงทุน 3,536 ล้านบาท
2. บริษัท วายุ เพาเวอร์ จำกัด ผู้ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลม ตั้งอยู่ที่จังหวัดชัยภูมิ มูลค่าลงทุน 3,834
ล้านบาท โดยจำหน่ายไฟฟ้าให้กับ กฟผ. ขนาด 78 เมกะวัตต์
3. บริษัท อีสานพลังงานสะอาด จำกัด ผู้ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลม ตั้งอยู่ที่จังหวัดมุกดาหาร
มูลค่าลงทุน 6,504 ล้านบาท โดยจำหน่ายไฟฟ้าให้กับ กฟผ. ขนาด 90 เมกะวัตต์
4. บริษัท ซิง ต๋า สตีล คอร์ด (ไทยแลนด์) จำกัด ผู้ผลิตลวดเหล็กทนแรงดึงสูง (Ultimate Tensile Strength) วัตถุดิบสำหรับยางล้อรถยนต์เท่านั้น ซึ่งบริษัทแม่ Xingda เป็นผู้ผลิตลวดเสริมยางล้อ อันดับ 5 ของโลก ตั้งอยู่ในสวนอุตสาหกรรมโรจนะ จังหวัดชลบุรี มูลค่าลงทุน 13,017 ล้านบาท มีแผนจ้างแรงงานไทยกว่า 1,400 คน

‘การบินไทย’ เผยไตรมาส 2/68 กำไรพุ่ง 3,862% รายได้โต – ต้นทุนลด หนุนกำไรทะลุ 12,000 ล้านบาท

(8 ส.ค.68) บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) หรือ THAI แจ้งผลประกอบการไตรมาส 2/68 ต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ว่า ในไตรมาส 2/68 บริษัทมีกำไรสุทธิ 12,124 ล้านบาท เทียบกับจากไตรมาส 2/67 ที่มีกำไรสุทธิ 306 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11,818 ล้านบาท หรือเติบโต 3,862.1% คิดเป็นกําไรต่อหุ้น 0.43 บาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่บริษัท มีกําไรต่อหุ้น 0.14 บาท โดยมี EBITDA จํานวน 13,408 ล้านบาท สูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน 4,158 ล้านบาท +45.0%

ทั้งนี้ บริษัท และบริษัทย่อยมีรายได้รวม (ไม่รวมรายการที่เกิดขึ้นครั้งเดียว) ทั้งสิ้น 44,828 ล้านบาท สูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน 847 ล้านบาท +1.9% สาเหตุหลักมาจากรายได้จากกิจการขนส่งที่เพิ่มขึ้น 284 ล้านบาท +0.7% โดยรายได้จากการขนส่งผู้โดยสารเพิ่มขึ้น 54 ล้านบาท +0.1% ส่วนรายได้จากค่าระวางขนส่ง และไปรษณียภัณฑ์

เพิ่มขึ้น 230 ล้านบาท +5.5% จากปริมาณการขนส่งพัสดุภัณฑ์เพิ่มขึ้น 65 ล้านตัน-กิโลเมตร +14.7% ถึงแม้ว่ารายได้จากพัสดุภัณฑ์เฉลี่ยต่อหน่วยลดลงร้อยละ 7.5

นอกจากนี้บริษัท และบริษัทย่อยมีรายได้จากกิจการอื่นเพิ่มขึ้น 80 ล้านบาท +3.0% โดยหลักมาจากรายได้หน่วยธุรกิจคลังสินค้า และการให้บริการของฝ่ายช่างที่เพิ่มขึ้น และมีรายได้อื่นๆ เพิ่มขึ้น 483 ล้านบาท +46.7% ส่วนค่าใช้จ่ายรวม (ไม่รวมรายการที่เกิดขึ้นครั้งเดียว) ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 3,408 ล้านบาท -9.0% โดยหลักมาจากค่าน้ำมันเครื่องบินที่ลดลงตามราคาน้ำมันเฉลี่ยปรับลดลง 

ถึงแม้ว่าปริมาณการใช้น้ำมันจะเพิ่มขึ้นตามจํานวนเที่ยวบินที่เพิ่มขึ้น ค่าซ่อมแซม และซ่อมบํารุงอากาศยาน และค่าใช้จ่ายอื่นที่ลดลง ส่งผลให้บริษัท และบริษัทย่อยมีกําไรจากการดําเนินงานก่อนต้นทุนทางการเงิน (ไม่รวมรายการที่เกิดขึ้นครั้งเดียว) เท่ากับ 10,180 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 4,255 ล้านบาท +71.8% บริษัท และบริษัทย่อยรับรู้ต้นทุนทางการเงิน ซึ่งเป็นการรับรู้ต้นทุนทางการเงินตามมาตรฐานการรายงานทางการเงินฉบับที่ 9: TFRS 9 จํานวน 3,392 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 1,404 ล้านบาท -29.3% และมีรายการที่เกิดขึ้นครั้งเดียวสุทธิเป็นรายได้รวม 5,347 ล้านบาท สาเหตุหลักจากกําไรจากการยกเลิกสัญญาเช่าเครื่องบิน กําไรจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศสุทธิ ผลขาดทุนจากการด้อยค่าสินทรัพย์ และผลขาดทุนจากการวัดมูลค่าจากตราสารอนุพันธ์ 

สำหรับ งวด 6 เดือนแรกของปี 2568 บริษัท และบริษัทย่อยมีกําไรจากการดําเนินงานก่อนต้นทุนทางการเงิน (ไม่รวมรายการที่เกิดขึ้นครั้งเดียว) จํานวน 24,589 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากงวดเดียวกันของปีก่อน 7,588 ล้านบาท +44.6% รายได้รวม (ไม่รวมรายการที่เกิดขึ้นครั้งเดียว) จํานวน 96,452 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากงวดเดียวกันของปีก่อน 6,516 ล้านบาท +7.2% สาเหตุหลักเกิดจากรายได้จากกิจการขนส่งเพิ่มขึ้น 5,400 ล้านบาท +6.5% โดยมีรายได้จากค่าโดยสาร และค่าน้ำหนักส่วนเกินเพิ่มขึ้นร้อยละ 6.4 จากปริมาณการขนส่งผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 18.3 ถึงแม้รายได้จากผู้โดยสารเฉลี่ยต่อหน่วย (รวมค่าธรรมเนียมชดเชยค่าน้ำมัน และค่าเบี้ยประกันภัย ไม่รวมค่าน้ำหนักส่วนเกิน) ต่ำกว่างวดเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 10.3 จากการแข่งขันที่เพิ่มขึ้น 

‘IPOWER' บริษัทย่อย 'ILINK’ คว้างาน ‘PEA ENCOM’ ก่อสร้างระบบส่งไฟฟ้า 115 เควี จ.ประจวบคีรีขันธ์ มูลค่า 144 ลบ.

IPOWER ลงนามสัญญาร่วม PEA ENCOM ก่อสร้างระบบส่งไฟฟ้า 115 เควี จ.ประจวบคีรีขันธ์ มูลค่า 144.77 ล้านบาท เสริมเสถียรภาพโครงสร้างพื้นฐานไฟฟ้าแรงสูง ตอกย้ำความเชื่อมั่นในศักยภาพของ กลุ่มบริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ฯ

เมื่อวันที่ (4 ส.ค.68) บริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ILINK เปิดเผยว่า ส่งบริษัทย่อย บริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ พาวเวอร์ แอนด์ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด ในฐานะที่เป็นผู้นำด้านงานวิศวกรรมโครงการสายส่งไฟฟ้าแรงสูง ลงนามในสัญญาจ้างงานก่อสร้างระบบส่งไฟฟ้าแรงสูงระดับ 115 เควี เพื่อดำเนินการออกแบบ จัดหาอุปกรณ์ และติดตั้งระบบส่งไฟฟ้า ที่มีระดับแรงดันไฟฟ้ามารองรับการเติบโตของความต้องการใช้ไฟฟ้าในพื้นที่ อำเภอบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และพื้นที่ใกล้เคียง มูลค่าโครงการรวมทั้งสิ้น 144.777 ล้านบาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) โดยมี กำหนดแล้วเสร็จภายใน 360 วัน นับถัดจากวันที่ลงนามในสัญญา

โครงการดังกล่าว เป็นการว่าจ้างก่อสร้างระบบส่งไฟฟ้าระหว่าง บริษัท พีอีเอ เอ็นคอม อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (PEA ENCOM) ซึ่งเป็นผู้พัฒนาพลังงาน และระบบไฟฟ้าที่มีคุณภาพ และเป็นพลังงานที่หมุนเวียน ซึ่งเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ดำเนินการก่อสร้างร่วมกับ บริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ พาวเวอร์ แอนด์ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด และส่งมอบให้แก่ บริษัท อัลฟ่าทูโปรเจ็กต์ จำกัด โดยมี นายสมบัติ อนันตรัมพร ประธานกรรมการ บริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) ร่วมลงนามกับ นายธีระ ศรีใหม่ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท พีอีเอ เพ็นคอม อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ซึ่งการจ้างงานก่อสร้างในครั้งนี้ ได้รับเลือกให้ดำเนินงานด้านโครงสร้างพื้นฐานไฟฟ้าในพื้นที่ภาคกลางตอนล่างของไทย สะท้อนให้เห็นถึงความมั่นใจในความพร้อมของบริษัทฯ ในทุกด้าน ทั้งการจัดการโครงการขนาดใหญ่ และการบริหารทรัพยากรอย่างมืออาชีพ

นายสมบัติ อนันตรัมพร ประธานกรรมการ กลุ่มบริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ฯ เปิดเผยว่า “บริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ พาวเวอร์ฯ ยังคงมุ่งมั่นเดินหน้าขยายขอบเขตธุรกิจด้านวิศวกรรมไฟฟ้า และพลังงานอย่างต่อเนื่อง รวมถึงต้องการให้การจำหน่ายไฟฟ้าผ่านสถานีไฟฟ้า และระบบสายส่งไฟฟ้ามีเสถียรภาพ ประสิทธิภาพ ที่มีความมั่นคง และปลอดภัยสูงสุด และผลักดันให้เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญของประเทศ ร่วมกับความตั้งมั่นที่จะสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจในภาคอุตสาหกรรม และชุมชนในพื้นที่ โดยยึดหลักคุณภาพ ความรับผิดชอบ และการสร้างความเชื่อมั่นแก่ลูกค้าเป็นสำคัญ เราจึงภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้รับความไว้วางใจให้ดำเนินโครงการระบบส่งไฟฟ้าแรงสูงในครั้งนี้ และหวังว่าความเชื่อมั่นนี้ จะเป็นรากฐานสำคัญในการต่อยอดโอกาสทางธุรกิจในอนาคต พร้อมทั้งช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับ Backlog ของกลุ่มบริษัทฯ เพื่อสร้างการเติบโตที่มั่นคง และยั่งยืนต่อไปในระยะยาว”

สำหรับการได้รับความไว้วางใจในครั้งนี้ นับว่าเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จที่ตอกย้ำถึงความเชื่อมั่นของภาคอุตสาหกรรมที่มีต่อศักยภาพของบริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ พาวเวอร์ฯ ในการดำเนินงานด้านระบบส่งไฟฟ้า ด้วยความเชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมไฟฟ้าอย่างลึกซึ้ง จากการบริหารโครงการที่เป็นระบบ และมีทีมงานผู้เชี่ยวชาญมืออาชีพที่มีประสบการณ์ยาวนาน ทำให้บริษัทฯ สามารถส่งมอบงานที่มีมาตรฐานสูง ตรงตามเป้าหมายของผู้ว่าจ้างในทุกมิติ ด้วยแนวทางการทำงานที่เน้นประสิทธิภาพ ความปลอดภัย และความคุ้มค่าในการลงทุน อินเตอร์ลิ้งค์ พาวเวอร์ฯ จึงมีความมุ่งมั่นสร้างความพึงพอใจให้แก่ลูกค้า ทั้งภาครัฐ และเอกชนมาโดยตลอด จึงทำให้สร้างผลงานเป็นที่ประจักษ์จากหน่วยงานภาครัฐหลายโครงการ (โครงการก่อสร้างสายส่งระบบ 115 เควี Tap Line [สถานีไฟฟ้าแรงสูงสีคิ้ว 2 (การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย) -สถานีไฟฟ้าสีคิ้ว2] -สถานีไฟฟ้าด่านขุนทด จังหวัดนครราชสีมา, โครงการก่อสร้างสายส่งระบบ 115 เควี สถานีไฟฟ้าบางละมุง 2 -ถนนสุขุมวิท (เชื่อมโยง สถานีไฟฟ้าพัทยาใต้ 1) โครงการก่อสร้างสายส่งระบบ 115 เควี Loop Line สถานีไฟฟ้าแรงสูงลำภูรา (การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย) ถึงสถานีไฟฟ้าย่านตาขาว จังหวัดตรัง ฯลฯ) 

งานโครงการก่อสร้างสายส่งระบบ 115 เควี Loop Line สถานีไฟฟ้าแรงสูงลำภูรา (การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย) ถึงสถานีไฟฟ้าย่านตาขาว จังหวัดตรัง ที่ดำเนินการแล้วเสร็จ 

ซึ่งการลงนามจ้างงานก่อสร้างระบบส่งไฟฟ้า 115 เควี อำเภอบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โครงการนี้ ไม่เพียงแต่ช่วยเสริมเสถียรภาพระบบไฟฟ้าในพื้นที่เท่านั้น แต่ยังมีส่วนสำคัญต่อการสนับสนุนการขยายตัวทางเศรษฐกิจในภูมิภาค อีกทั้ง ยังเป็นการต่อยอดโอกาสทางธุรกิจของบริษัทฯ โดยคาดหวังว่าจะเป็นอีกหนึ่งแรงผลักดันให้มูลค่างานในมือ (Backlog) ของบริษัทฯเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นหนึ่งในเป้าหมายสำคัญของกลยุทธ์การเติบโต อย่างต่อเนื่อง และยั่งยืน แบบมีคุณภาพต่อไปในระยะยาว

‘เอกนัฏ’ เชือดบริษัทนำเข้าสินค้าสวม มอก. พบปลั๊กไฟกว่า 6 แสนชิ้น ชง ‘DSI’ รับเป็นคดีพิเศษ

นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม นายณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม คณะผู้บริหารกระทรวงอุตสาหกรรม ร่วมกับ พ.ต.ต. วรณัน ศรีล้ำ ผู้อำนวยการกองคดีคุ้มครองผู้บริโภค กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เข้าตรวจสอบโกดังสินค้าของ บริษัท ดีเอส ทูลส์ จำกัด ตั้งอยู่เลขที่ 6 ซอยเทียนทะเล 25 แขวงท่าข้าม เขตบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นผู้ได้รับใบอนุญาตนำเข้าก๊อกน้ำสำหรับเครื่องสุขภัณฑ์ ฝักบัวอาบน้ำ ภาชนะและเครื่องใช้เมลามีน และภาชนะและเครื่องใช้พลาสติกสำหรับอาหาร

นายเอกนัฏ เปิดเผยว่า วันนี้ได้นำทีมสุดซอยกระทรวงอุตสาหกรรมเข้าตรวจสอบ บริษัทฯ ดีเอส ทูลส์ จำกัด ซึ่งเป็นโกดังเบ็ดเตล็ดทั่วไปภายในมีผลิตภัณฑ์ที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) และสวมเครื่องหมาย มอก. จำนวนรวมกว่า 600,000 ชิ้น ทั้งฝักบัวอาบน้ำและก๊อกน้ำสำหรับสุขภัณฑ์ที่ได้รับอนุญาต แต่จากการตรวจสอบเบื้องต้นไม่เป็นไปตามมาตรฐาน และปลั๊กไฟ สวิตช์ไฟ สวมเครื่องหมาย มอก. ทั้งนี้ได้ประสานให้กรมสอบสวนคดีพิเศษพิจารณารับเป็นคดีพิเศษ เพื่อสอบสวนและขยายผลต่อไป 

“หลายประเทศเจอมาตรการภาษีตอบโต้ของทรัมป์ สินค้าที่ถูกผลิตขึ้นมาในบางประเทศ เช่น ประเทศจีนไม่สามารถส่งไปขายที่สหรัฐอเมริกาได้ จึงถูกนำเข้ามาขายในประเทศไทย หลายพื้นที่มีโกดังลักษณะนี้อยู่ หากนำทุกประเภทมารวมกันคิดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจปีนึงเป็นหมื่นล้าน แบบนี้สินค้าบ้านเรา ผู้ผลิตที่ดีก็ไม่สามารถขายได้ มากไปกว่านั้น ถ้าใครซื้อไปใช้ก็เป็นอันตราย นี่จึงเป็นภารกิจการทวงคืนพื้นที่ธุรกิจให้กับคนไทยที่ประกอบกิจการอย่างถูกต้อง เพราะฉะนั้น กระทรวงอุตสาหกรรมจะเร่งดำเนินการทั้ง 2 ส่วน คือ 1) ตรวจจับสินค้าราคาถูกที่ทุ่มตลาดเข้ามาทั้งที่ขายทั่วไปและตลาดออนไลน์ โดยมี มอก.วอตซ์ ที่ใช้เทคโนโลยี AI เข้ามาช่วย  2) การสแกนโรงงานผลิตเหล็ก เครื่องใช้ไฟฟ้า และยางรถยนต์ ตลอดจนธุรกิจรีไซเคิล ซึ่งกระทรวงฯ จะเข้มงวดเป็นพิเศษ 

นอกจากนี้ ยังมอบหมายให้คณะกรรมการมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม ที่มีปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมเป็นประธาน ปรับหลักเกณฑ์กรณีพบการผลิตหรือนำเข้า สินค้าไม่ได้มาตรฐาน/ไม่มี มอก. ซึ่งกว่าจะได้พักใช้ใบอนุญาต จนมาถึงเพิกถอนใบอนุญาต จะมีการแจ้งเตือน หรือให้ใบเหลืองหลายครั้ง ก่อนจะให้ใบแดง จึงต้องมีการแก้กฎหมายให้เข้มงวดและเด็ดขาดมากขึ้น” นายเอกนัฏ กล่าว

ด้านนายณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวเพิ่มเติมว่า สินค้าประเภทเครื่องใช้ไฟฟ้าหรือปลั๊กไฟที่ไม่ได้มาตรฐาน ถือเป็นภัยอันตรายต่อผู้บริโภคที่สุด ดังข่าวที่เราพบเห็นเช่นไฟฟ้าลัดวงจร เพลิงไหม้ อันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สิน และทำให้ผู้อื่นเดือดร้อนด้วย ก๊อกน้ำ ฝักบัว ต้องมีมาตรฐานคือถ้าไม่ได้คุณภาพอาจมีสารเคมีปนเปื้อน แนะนำว่าก่อนซื้อสินค้าที่ต้องมีความปลอดภัยให้ดูว่ามีตรา มอก. หรือไม่ และ มอก. ของแท้จะมี QR Code ให้สแกนให้เห็นว่ามีใบอนุญาต สินค้าสวมสิทธิ์จะไม่เจอ ซึ่งการแสดงเครื่องหมาย มอก.ปลอม มีความผิด เราต้องเร่งตรวจสอบและจัดการ

โดยการลงพื้นที่ในครั้งนี้สืบเนื่องจากก่อนหน้านี้ ทีมสุดซอย ร่วมกับ สมอ. ได้เข้าตรวจค้นคลังเก็บสินค้าของบริษัท ดีเอส ทูลส์ จำกัด และพบผลิตภัณฑ์เต้ารับ เต้าเสียบ รางปลั๊กไฟ สวิสซ์ไฟที่ไม่ปรากฏเครื่องหมายมาตรฐาน มอก. จำนวนกว่า 600,000 ชิ้น และผลิตภัณฑ์ฝักบัวและก๊อกน้ำที่แสดงเลขมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมไม่ถูกต้อง จำนวน 2,460 ชิ้น ซึ่งนำเข้ามาจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาตเจ้าหน้าที่ สมอ. จึงทำการยึดอายัดผลิตภัณฑ์ดังกล่าวไว้ เพื่อใช้เป็นหลักฐานการตรวจควบคุมและเป็นหลักฐานในการดำเนินการทางกฎหมาย ซึ่งเข้าข่ายอาจเป็นคดีพิเศษมีโทษอาญา


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top