Saturday, 25 July 2026
ECONBIZ NEWS

'กรณ์' เชื่อหากไทยไม่เปิดตลาด 0% ไม่น่าปิดดีลได้ มองอาเซียนไม่ผนึกกำลัง-ขาดเอกภาพไร้อำนาจต่อรอง

(16 ก.ค.68) - นายกรณ์ จาติกวณิช อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ว่า

Trump สรุป tariff กับ Indonesia!
อัตราภาษี 19% (จากเดิม 32%) โดยมีเงื่อนไขอินโดนีเซียเปิดตลาด 100% ให้ทุกประเภทสินค้าจากอเมริกา ปลอดภาษี 0% 
มีอัตราภาษี transshipment ต่างหาก

ส่วน EU ประกาศเตรียมมาตรการตอบโต้ USA ในกรณีที่เจรจาไม่สำเร็จ (อัตราภาษีที่ USA ประกาศว่าจะใช้คือ 30%) การตอบโต้จะมีในส่วนของอุตสาหกรรมบริการด้วย

อ่านเกมนี้ในกรณีของไทย
1. ยังมีเวลาเจรจาได้จริง 
2. ข้อตกลงกับเวียดนามเป็นฐานในการเจรจา
3. หากไทยไม่เสนอเปิดตลาด 0% ไม่น่าจะมีดีลได้ หรือถ้าได้คือต้องโดนอัตราภาษีที่สูงกว่าทั้งอินโดและเวียดนาม
4. ทรัมป์ประกาศว่าได้คุยตรงกับประธานาธิบดี Probowo Subianto (ส่วนประธานาธิบดี Marcos jnr. ของฟิลิปปินส์มีแผนเดินทางไปพบทรัมป์อาทิตย์หน้า) ส่วนของเรายังไม่มีนายกรัฐมนตรีให้เขาคุยด้วย
5. พอ ASEAN ไม่ผนึกกำลังกัน อำนาจต่อรองของแต่ละประเทศแทบไม่มี เป็นบทพิสูจน์อีกครั้งในการขาดเอกภาพ (และแม้แต่มิตรภาพ) ในกลุ่ม ASEAN กันเอง 
6. รัฐบาลไทยต้องตัดสินใจในสิ่งที่เป็นประโยชน์สูงสุดของคนไทยโดยรวม อย่ายอม lobbyist กลุ่มทุนใด ๆ เป็นกรณีพิเศษ เป็นการตัดสินใจที่ยาก ขอเป็นกำลังใจ
7. จากนี้ไปยุทธศาสตร์การพัฒนาตัวเองสำคัญที่สุด อินโดนีเซียและเวียดนามพร้อมรับการแข่งขัน 0% แต่เรายังทำไม่ได้ ตรงนี้ต้องพัฒนาร่วมกัน

‘ดร.กอบศักดิ์’ มองไทยยังมีโอกาสลดภาษีทรัมป์ เชื่อเจรจาลดจาก 36% ได้ แต่ขอดูข้อเสนออีกรอบ

(15 ก.ค.68) ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ และเลขานุการ ธนาคารกรุงเทพ และประธานสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กกอบศักดิ์ ภูตระกูล ระบุว่า... 

หลังผ่านมา 1 สัปดาห์ เราเริ่มเห็นกรอบการค้าใหม่ของสหรัฐ ซึ่งให้ข่าวและทยอยส่งจดหมายแจ้งอัตรา Tariffs รวมแล้ว 27 ประเทศ ครบเกือบหมด โดยเฉพาะเศรษฐกิจที่สหรัฐขาดดุลการค้ามากมากด้วย

โดยจีน (ที่ไม่อยู่ในตาราง) มีข้อตกลงเบื้องต้นไว้ที่ 30% (20% สำหรับ Fentanyl บวก 10% Minimum) สำหรับสินค้าจีนที่มีราคาต่ำกว่า $800 โดนที่ 54% จะขาดก็เพียงไต้หวัน ตลอดจนอินเดีย ที่ยังเจรจาโค้งสุดท้ายกันอยู่

ส่วนประเทศอื่นๆ รวมกว่า 100 ประเทศ (รวมถึงสิงคโปร์ และประเทศอื่นๆ ที่สหรัฐเกินดุลการค้าด้วย) เดิมได้อัตราต่ำสุดกันที่ 10% แต่ล่าสุดท่าน President Trump พูดว่า กำลังตัดสินใจว่าจะจบที่ 15% หรือ 20% ดี

ซึ่งอีกสักพัก หลังการตอบโต้กลับไปมาจบลง (โดยเฉพาะกรณีของยุโรป) บวกกับภาษีที่คิดเพิ่มกับคน "เข้าร่วม" BRICS อีก 10% ตามที่เคยได้เกริ่นไว้ เราก็จะได้เห็นคร่าวๆ ถึง New Trade Landscape ของสหรัฐ ว่า

ใครจะได้เปรียบ
ใครจะเสียเปรียบ
ใครจะแข่งขันได้ดีขึ้น
ใครจะไม่สามารถแข่งขันได้ในตลาดสหรัฐ

ทั้งนี้ สิ่งที่น่าสังเกตในตารางข้างล่าง ก็คือ
1. อัตราที่ออกมาสำหรับประเทศต่างๆ เป็นอัตราง่ายๆ
เป็นไปตามดำริของท่านประธานาธิบดี ที่เคยพูดไว้ว่าอยากให้จบที่ 10% 15% 20% 25% 30% 35% 40% 45% 50% (ซึ่งเคยพูดไว้ตั้งแต่เมื่อวันที่ 3 กค - สามารถฟังได้ที่ลิงก์ในคอมเมนต์ข้างล่าง ระหว่างนาที 4:22-4:42 ครับ)
ไม่ต้องวุ่นวายเหมือนตอนวันที่ 2 เมษายน Liberation Day ที่ผ่านมา
ที่คำนวณมาจากสูตร ทำให้มีอัตรามากมายหลายระดับ

ดังนั้น อัตรา Tariffs ของหลายๆ ประเทศ จึงถูกปรับลด ปรับขึ้น ปัดให้เข้ากรอบ อย่างเช่น ฟิลิปปินส์ ปัดขึ้น +3% มาที่ 20% มาเลเซีย ญี่ปุ่น บูรไน ปัดขึ้น +1% มาที่ 25% คาซัคสถาน ปัดลง -2% ตูนีเซีย ปัดลง -3% มาที่ 25% เป็นต้น

ประเทศเหล่านี้คงเป็นไปตามที่ President Trump บอกไว้ว่า อยู่ในกลุ่ม "Others, we met with and we don't think we're going to make a deal. So, we just send them a letter."

แจ้งตัวเลขง่ายๆ ไปว่า สหรัฐจะให้เท่านี้
ทั้งหมดนี้ มีข้อยกเว้นก็เพียง 3 ประเทศ
กัมพูชาที่ 36%
ไทยที่ 36%
อินโดนีเซียที่ 32%
ที่ยังไม่ได้เข้ากรอบง่ายๆ ที่มีอยู่ในใจท่าน President Trump

2. จากตัวเลขที่ออกมา 27 ประเทศ มีอยู่เพียง 6 ประเทศ ที่อัตราเท่าเดิม อังกฤษ 10% เกาหลีใต้ 25% แอฟริกาใต้ 30% อัลจีเรีย 30% อินโดนีเซีย 32% ไทย 36% ในกลุ่มนี้ อังกฤษได้เจรจาแล้ว น่าจะจบ
ส่วนแอฟริกาใต้ มีข้อขัดแย้งมากหลายๆ อย่างกับสหรัฐ ก็คงจะจบแล้วเช่นกัน

สำหรับอัลจีเรีย สหรัฐส่งออกไปที่ประเทศนี้ 1 พันล้านดอลลาร์ นำเข้า 2.5 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งเล็กน้อยมาก คงจบตรงนี้ จะเหลือก็เพียงเกาหลีใต้ ที่พยายามเจรจาอยู่ ที่คิดว่าจะพยายามให้ทัน 1 สิงหาคม
ส่วนไทยและอินโดนีเซีย ก็พยายามเจราจาอยู่เช่นกัน

ทั้งนี้ หากดูประกอบกับข้อ 1 การที่สหรัฐไม่ได้ปัดตัวเลขเข้ากรอบ ส่งตัวเลข 32% และ 36% เท่าเดิมมาให้
ถ้าตีความให้ดีสุด อาจหมายความว่า
"ยังรออยู่"
"ขอดูข้อเสนออีกรอบ"
"ขอดูว่าจะมีข้อเสนอที่ดีกว่ารอบที่แล้วไหม"
"จะมี Good Deal กว่านี้ให้ไหม"

จะได้แจ้งให้ทราบอีกครั้งว่า สุดท้ายแล้ว จะจบอยู่ที่ตรงไหน ในกรอบง่ายๆ ของสหรัฐ ขอเป็นกำลังใจให้กับทีมเจรจาครับ ให้พยายามจบให้ได้ที่อย่างน้อย 25% แล้วพรุ่งนี้ จะมาวิเคราะห์เพิ่มว่า ทางออกของไทยคืออะไร และอยากให้เลือกทางไหนครับ

กองทุนน้ำมันฯ พิสูจน์บทบาท “รักษาเสถียรภาพราคาน้ำมัน” หลังช่วยดูแลค่าครองชีพประชาชนในช่วง “สงคราม 12 วัน”

(14 ก.ค. 68) สำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (สกนช.) เปิดเผยถึงบทบาทสำคัญของ “กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง” ในการรักษาเสถียรภาพราคาน้ำมันเชื้อเพลิงภายในประเทศในช่วงสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างอิสราเอล-อิหร่าน ที่เกิดขึ้นในช่วงวันที่ 13 -24 มิถุนายน 2568 หรือที่เรียกกันว่า “สงคราม 12 วัน” โดยช่วงเวลาดังกล่าว คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ได้เร่งดำเนินการตามแผนวิกฤตการณ์ด้านน้ำมันเชื้อเพลิง มาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2562 ลดการจัดเก็บเงินจนถึงชดเชยอัตราเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงประเภทน้ำมันดีเซล 

นายพรชัย จิรกุลไพศาล ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผน สำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (สกนช.) เปิดเผยว่า สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอล-อิหร่าน ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะกลุ่มน้ำมันดีเซล ซึ่งเชื่อมโยงโดยตรงกับภาคขนส่งและค่าครองชีพของประชาชน กองทุนน้ำมันฯ ได้เข้าไปบริหารจัดการผ่านกลไกอัตราเงินกองทุนน้ำมันฯ ในการรักษาเสถียรภาพระดับราคาขายปลีกในประเทศ ไม่ให้เกิดผลกระทบต่อประชาชนมากจนเกินไป โดย กบน. ได้มีมติเร่งด่วน จำนวน 5 ครั้งภายในเวลากว่าหนึ่งสัปดาห์เพื่อลดผลกระทบ โดยเริ่มจากลดอัตราเงินจัดเก็บของกลุ่มน้ำมันดีเซลจากเดิมจัดเก็บอยู่ที่ 2.40 บาทต่อลิตร เป็นการต้องชดเชยอยู่ที่ 0.65 บาทต่อ เพื่อคงราคาขายปลีกไม่ให้เกิน 32 บาทต่อลิตร ทำให้สามารถตรึงราคาหน้าปั๊มน้ำมันไว้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และช่วยลดภาระค่าครองชีพให้ประชาชนในช่วงเวลาสำคัญ 

แม้การรักษาเสถียรภาพ และตรึงราคาน้ำมันในช่วง 12 วันที่ผ่านมา จะส่งผลให้สภาพคล่องของกองทุนน้ำมันฯประเภทน้ำมันดีเซลติดลบ คือมีรายจ่ายสูงสุดประมาณวันละ 40.75 ล้านบาทต่อวัน แต่เมื่อสถานการณ์สงครามอิสราเอล-อิหร่าน เริ่มคลี่คลายจากการไกล่เกลี่ยของสหรัฐฯ ราคาน้ำมันโลกก็เริ่มกลับสู่ภาวะปกติ ทำให้กองทุนน้ำมันฯ กลับมาจัดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯ ได้อีกครั้ง ปัจจุบันกลุ่มน้ำมันดีเซลมีรายรับประมาณวันละ 57.41 ล้านบาท และกลุ่มน้ำมันเบนซิน มีรายรับประมาณวันละ 96.17 ล้านบาท ขณะที่ฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ณ วันที่ 13 กรกฎาคม 2568 กองทุนน้ำมันฯ ติดลบอยู่ที่ 31,588 ล้านบาท แบ่งเป็น บัญชีน้ำมันบวกอยู่ที่ 12,406 ล้านบาท และบัญชี LPG ติดลบอยู่ที่ 43,994 ล้านบาท 

ทั้งนี้ เมื่อเปรียบเทียบสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอล-อิหร่าน กับกรณีสถานการณ์รัสเซีย-ยูเครน จะพบความแตกต่างในเชิงผลกระทบ และความยืดเยื้ออย่างชัดเจน ซึ่งกลายเป็นบทเรียนสำคัญที่ช่วยเพิ่มวิธีการบริหาร และความรอบคอบในการกำหนดมาตรการบริหารกองทุนน้ำมันฯ ในปัจจุบัน และอนาคต 

ปัจจุบันกระทรวงพลังงานยังคงเฝ้าติดตามสถานการณ์ต่างๆ อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะสถานการณ์ในทะเลแดง และภูมิภาคอื่นๆ ที่อาจส่งผลกระทบด้านราคาพลังงาน กระทรวงพลังงานโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน จึงได้แต่งตั้งคณะกรรมการเฉพาะกิจขึ้นมาดูแล ได้แก่ คณะกรรมการเตรียมการจัดหาน้ำมันเชื้อเพลิง และก๊าซธรรมชาติ (LNG) ซึ่งมี นายสราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน เป็นประธาน และมีตน (นายพรชัย จิรกุลไพศาล) ร่วมเป็นกรรมการในชุดนี้ โดยคณะกรรมการดังกล่าวจะทำหน้าที่เตรียมการจัดหาน้ำมันเชื้อเพลิงและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) เพื่อรองรับสถานการณ์พลังงานจากวิกฤตในตะวันออกกลาง และปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ อย่างรอบด้าน

นายพรชัย กล่าวทิ้งท้ายว่า “บทเรียนจากวิกฤตน้ำมันช่วงที่ผ่านมา สะท้อนถึงความจำเป็นของกลไกกองทุนน้ำมันฯ ที่มีความยืดหยุ่น ทันต่อสถานการณ์ และมุ่งมั่นดูแลประชาชนทุกระดับอย่างเท่าเทียม สะท้อนการทำหน้าที่และบทบาทของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงในการรักษาเสถียรภาพด้านราคาพลังงานให้กับประชาชนในช่วงวิกฤตการณ์ด้านราคาพลังงานเสมอมา ด้วยหลักการเปิดเผย โปร่งใส ตรวจสอบได้ และยึดประโยชน์ของประชาชนเป็นศูนย์กลาง ภายใต้กรอบของพระราชบัญญัติกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2562 พร้อมขอขอบคุณผู้ค้าน้ำมันที่ให้ความร่วมมือในการสนับสนุนภารกิจสำคัญในช่วงเวลาดังกล่าว”

เคทีซี เดินหน้าสร้างวัฒนธรรม "โค้ชชิ่ง" ดันศักยภาพคน สู่การเติบโตอย่างยั่งยืน

(14 ก.ค. 68) ในโลกการทำงานยุคใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว องค์กรต่างมองหา   แนวทางการพัฒนาศักยภาพบุคลากร ที่ไม่เพียงตอบโจทย์แค่ "ทำงานเป็น" แต่ต้อง "คิดเป็น แก้ปัญหาเป็น และเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง" เคทีซีเร่งต่อยอดองค์กรแห่งการเรียนรู้ นำการโค้ชชิ่ง (Coaching) เป็นเครื่องมือสำคัญในการเสริมสร้างศักยภาพของพนักงานทุกระดับอย่างเต็มที่ เพื่อค้นพบศักยภาพของบุคคลจากภายใน (Self-Discovery) สร้างความเป็นเจ้าของเป้าหมายในการทำงาน (Accountability) และพร้อมปลูกฝังวัฒนธรรมการเติบโตอย่างยั่งยืนร่วมกับองค์กร

จากการสอนงาน...สู่การโค้ชแบบมีระบบ
ปกติการพัฒนาคนในองค์กรจะเริ่มต้นจากการสอนงาน (On-the-Job Training) ซึ่งเน้นการถ่ายทอดความรู้และทักษะในการทำงานให้กับพนักงานรายบุคคล แต่เคทีซีเชื่อว่าในบริบทการทำงานที่ซับซ้อนในปัจจุบัน การพัฒนาศักยภาพบุคลากรต้องก้าวไปไกลกว่านั้น นิยามการโค้ชของ International Coach Federation (ICF) หมายถึง การร่วมมือกันในรูปแบบหุ้นส่วน (Partnership) ระหว่างโค้ช (Coach) และผู้รับการโค้ช (Coachee) เพื่อกระตุ้นกระบวนการคิดสร้างสรรค์ และสร้างแรงบันดาลใจในการเพิ่มศักยภาพส่วนบุคคลและวิชาชีพสูงสุด โดยมีเป้าหมายเพื่อช่วยให้บุคคลสามารถกำหนดเป้าหมาย และพัฒนาทักษะที่จำเป็นต่อการบรรลุเป้าหมายดังกล่าว

การโค้ชชิ่งจึงถูกนำมาปรับใช้ในกระบวนการทำงานจริงของหัวหน้างานและผู้บริหารทุกระดับ โดยหัวหน้างานจะเปลี่ยนบทบาทจากผู้ชี้แนะแนวทาง มาเป็น "โค้ช" ผู้กระตุ้นให้พนักงานได้คิด วิเคราะห์ และแก้ไขปัญหาด้วยตนเอง ผ่านคำถามทรงพลัง (Powerful Questions) การฟังเชิงลึก (Active Listening) และการให้ Feedback อย่างสร้างสรรค์ (Constructive Feedback)

"โค้ชชิ่ง" ที่ฝังอยู่ในวัฒนธรรมองค์กร
เคทีซีไม่เพียงนำการโค้ชชิ่งมาเป็นเครื่องมือพัฒนาบุคลากรรายบุคคล แต่ได้นำแนวคิดนี้มาปรับใช้เป็นวัฒนธรรมองค์กร (Coaching Culture) ผ่านหลากหลายกิจกรรม อาทิ การฝึกอบรมทักษะ โค้ชชิ่ง ให้กับหัวหน้างานทุกระดับ  การออกแบบระบบโค้ชชิ่งภายในหน่วยงานและทีมงาน  การสะท้อนผลการทำงาน (Reflection) และการเรียนรู้ร่วมกันในทุกเวทีของการประชุมงาน รวมถึงการสื่อสารให้พนักงานทุกคนตระหนักถึงบทบาทของตนในการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง 

นางพิทยา วรปัญญาสกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร “เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “หัวใจสำคัญของกระบวนการโค้ชในเคทีซี คือ การสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจ (Trust) การเคารพศักยภาพของพนักงานแต่ละคน (Respect Individual Potential) การกระตุ้นให้เกิดการคิดค้นคำตอบด้วยตนเอง (Empowerment) และการเสริมสร้างความรับผิดชอบในการพัฒนาตนเอง (Ownership & Accountability) เพื่อผลิตบุคลากรที่เป็นทั้งคนเก่ง-คนดี-คนกล้าคิด ซึ่งจะเป็นสารตั้งต้นในการสร้างสรรค์และพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการที่มีคุณภาพ ตอบโจทย์ความต้องการของสมาชิกเคทีซีได้ในทุกมิติอย่างยั่งยืน เราภูมิใจที่มีโค้ชได้รับการรับรองจาก ICF อยู่ในองค์กร ซึ่งพร้อมสนับสนุนเพื่อนร่วมงานในทุกสายงานผ่านบทสนทนาเชิงโค้ชที่ทรงพลัง การโค้ชจึงไม่ใช่หน้าที่ของฝ่ายบุคคลเท่านั้น แต่เป็นพันธะร่วมของทุกคนในการนำไปใช้พัฒนา และเติบโตไปด้วยกัน”

‘พีระพันธุ์’ ฉายภาพรวมพลังงานไทยแก่เด็ก-เยาวชน เดินหน้านโยบายพลังงานสะอาดอย่างเป็นรูปธรรม

(14 ก.ค. 68) นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้บรรยายในหัวข้อ ‘นโยบายภาครัฐ อนาคตพลังงานทดแทน’ แก่ผู้เข้าร่วมโครงการ MY NES GreenNext Talk Episode 04: พลังงานทดแทนเพื่ออนาคตเมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2568

โดยโครงการดังกล่าวเป็นการจัดร่วมกันระหว่างเครือข่ายเยาวชนฮักสิ่งแวดล้อมแม่โขง-อาเซียน องค์กรภาคกลุ่มเด็กและเยาวชน สภาเด็กและเยาวชนแห่งประเทศไทย เครือข่ายเด็กและเยาวชนด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม และกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

สำหรับประเทศไทย มีสิ่งที่จะต้องปรับปรุงแก้ไขหลายประการ โดยเฉพาะการทำให้สิทธิในการดำรงชีวิตของประชาชนเป็นเรื่องง่าย ๆ ไม่ใช่ต้องไปขออนุญาตภาครัฐไปหมดทุกอย่าง หรือที่เรียกว่าระบบกำกับดูแล ซึ่งจะตัดวงจรของการทุจริต ตัดวงจรของการรอเวลาในการอนุญาต ซึ่งเหมาะสมกับอะไรที่ไม่กระทบกับผลประโยชน์ส่วนรวม และควรจะปรับปรุงหลาย ๆ อย่างด้วย

ในเรื่องของพลังงานก็เช่นเดียวกัน การจะลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานให้ประเทศได้ คือการทำให้คนเข้าถึงการผลิตไฟฟ้าได้ด้วยตนเอง คือการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ แต่วันนี้ไม่มีกฎหมายเรื่องนี้โดยตรงทำให้ทุกหน่วยงานอ้างว่าอยู่ในอำนาจหน้าที่ของตนเอง

ทางกระทรวงอุตสาหกรรมก็บอกว่าการติดตั้งโซลาร์เซลล์เป็นการทำโรงงานอุตสาหกรรมเพราะเป็นการผลิตไฟฟ้า ดังนั้นบ้านเรือนที่จะติดตั้งต้องขออนุญาตเป็นโรงงานและขอใบอนุญาตก่อน และหน่วยงานอื่น ๆ ก็อ้างเช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะต้องการตรวจสอบโครงสร้างก่อนติดตั้งจากภาครัฐ ทั้ง ๆ ที่เจ้าของบ้านสามารถหาวิศวกรมาเพื่อรับรองโครงสร้างได้เอง ทำให้การขออนุญาตการติดตั้งโซลาร์เซลล์หนึ่งครั้งต้องรอเป็นระยะเวลาเกือบ 1 ปี 

วันนี้เราจึงต้องมีกฎหมายส่งเสริมการใช้พลังงานไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์โดยตรงและไม่ต้องขอใบอนุญาตเป็นโรงงาน กฎหมายส่งเสริมการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ที่จะเปลี่ยนรูปแบบจากระบบควบคุมเป็นระบบการกำกับดูแลเพื่อทำให้ง่ายและไม่ต้องมีการขออนุญาตอีกต่อไป ซึ่งในส่วนของพรรครวมไทยสร้างชาติได้มีการเสนอกฎหมายฉบับนี้เข้าในสภาผู้แทนราษฎรแล้ว สำหรับในส่วนที่จะเสนอในนามคณะรัฐมนตรีนั้น ขณะนี้กฎหมายของกระทรวงพลังงานกำลังรอการบรรจุวาระการประชุมของคณะรัฐมนตรี 

นอกจากระบบกฎหมายแล้ว เมื่อประมาณ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมาก็ได้มีมติคณะรัฐมนตรีให้สามารถนำค่าใช้จ่ายจากการติดตั้งโซลาร์เซลล์ไปหักเป็นค่าใช้จ่ายในภาษีเงินได้ และยังจะมีการปรับปรุงหลักเกณฑ์จากทั้งธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (SME D Bank) หรือกองทุนส่งเสริมทุนส่งเสริมอนุรักษ์พลังงานให้เข้ามามีบทบาทในการส่งเสริมให้มีการติดตั้งโซลาร์เซลล์ ที่จะเป็นการส่งเสริมให้คนสามารถเข้าถึงการผลิตไฟฟ้าได้ด้วยตนเองด้วย 

นายพีระพันธุ์ กล่าวต่อว่า สำหรับพลังงานทดแทนคือพลังงานที่จะนำมาใช้แทนพลังงานที่ใช้ในปัจจุบันที่เป็นพลังงานฟอสซิล ถ้าต้องการให้ได้สิ่งแวดล้อมที่ดี จะต้องเลิกใช้พลังงานฟอสซิลทั้งหมด ซึ่งเป็นที่มาว่าจะต้องหาวัตถุดิบประเภทอื่นมาใช้ผลิตพลังงาน เช่น แดด ลม น้ำ ขยะ เพื่อลดการใช้เชื้อเพลิงหรือวัตถุดิบจากฟอสซิล คือ น้ำมัน ถ่านหิน และก๊าซ

สำหรับการผลิตไฟฟ้าในประเทศไทยเป็นภาคที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนมากที่สุด สำหรับไฟฟ้าแรกเริ่มเดิมทีผลิตจากถ่านหินเป็นหลัก และในปัจจุบันก็มีการใช้ในหลายประเทศเพราะเป็นเชื้อเพลิงที่สามารถหาได้ในประเทศ และมีราคาถูก ในอดีตในประเทศไทยผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินเป็นหลัก ทำให้ค่าไฟถูก แต่ก็ทำให้เกิดปัญหาสิ่งแวดล้อม ทำให้มีการปรับเปลี่ยนจากถ่านหินเป็นก๊าซซึ่งถึงแม้แม้จะเป็นพลังงานฟอสซิลแต่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกน้อยกว่าถ่านหิน แต่การใช้ก๊าซธรรมชาติแทนถ่านหินนั้นก็ต้องแลกด้วยค่าไฟที่แพงมากขึ้น เนื่องจากก๊าซธรรมชาติไม่ได้หาง่ายเหมือนถ่านหิน ต้นทุนการผลิตแพงกว่าถ่านหิน 

นี่คือหนึ่งที่ทำให้ค่าไฟมีราคาแพงขึ้น อีกเหตุผลหนึ่งคือและการให้เอกชนมีส่วนร่วมในการผลิตไฟฟ้ามากเพราะมีการบวกกำไรของภาคเอกชนเข้าไปอีกด้วย 

ต่อมานายพีระพันธุ์ ได้กล่าวถึงแผนพัฒนาพลังไฟฟ้า หรือ PDP ซึ่งแผนนี้จะเป็นกรอบในการกำหนดว่าจะมีการผลิตไฟฟ้าแบบไหนอย่างไร คือมีที่มาจากแหล่งไหนในสัดส่วนเท่าใด ที่ผ่านมาเรามุ่งเน้นไปที่การผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติอย่างเดียว ซึ่งตนเห็นว่าต้องปรับไปใช้พลังงานทดแทนให้มากขึ้น

นายพีระพันธุ์เห็นว่าแผนพลังไฟฟ้าจะต้องตั้งเป้าหมายคือ เพื่อลดต้นทุนการผลิตไฟฟ้าและลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนควบคู่กับความมั่นคงทางพลังงานต้องสำรวจพลังงานทดแทนในประเทศว่าสามารถใช้พลังงานทดแทนใดในการผลิตพลังงานไฟฟ้าได้บ้างและเท่าใด ไม่ว่าจะเป็นพลังงานน้ำ หรือลม และแสงอาทิตย์ที่ประเทศไทยมีมากที่สุด และอีกหนึ่งพลังงานทดแทนที่น่าสนใจ คือ พลังงานชีวมวล เป็นการเผา ขยะมูลฝอย รวมถึงพวกเศษไม้หรือวัตถุดิบเหลือใช้ทางการเกษตร หรือก๊าซที่ผลิตจากมูลสัตว์ ที่กล่าวมาทั้งหมดคือ PDP ควรที่จะสำรวจพลังงานทดแทนทั้งหมดของไทยว่าจะสามารถผลิตไฟฟ้าได้ประมาณเท่าใด เพื่อจะสามารถลดปริมาณการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซลง เมื่อประสบความสำเร็จคือจะทำให้พลังงานไฟฟ้ามีสัดส่วนที่เหมาะสมระหว่างพลังงานทดแทนกับก๊าซและจะทำให้สัดส่วนสีเขียวมากยิ่งขึ้น 

“ดีใจที่มีน้อง ๆ คนรุ่นใหม่ที่สนใจบ้านเมือง ขอให้ทุกคนมุ่งมั่นตั้งใจในการทำงาน แต่ขอให้ใช้เหตุและผลในการทำงาน เพราะประเทศจะเดินไปได้ไม่ใช่ด้วยอารมณ์แต่ด้วยเหตุและผล โดยเฉพาะการทำงานเพื่อผลประโยชน์ส่วนรวมที่แท้จริงไม่ใช่ทำงานไปและคิดถึงผลประโยชน์ที่ตนเองจะได้รับด้วย นอกจากนี้จะต้องรับฟังความเห็นข้อมูลอย่างรอบด้าน หมั่นหาความรู้ และที่สำคัญที่สุดคืออย่าลืมความเป็นไทย” นายพีระพันธุ์กล่าวในตอนท้าย

เพจตี๋น้อย เผย 4 กลยุทธ์เจาะตลาดจีน ชี้ หากทำตามได้ธุรกิจไทยมีโอกาสปัง

(13 ก.ค. 68) เพจตี๋น้อย โพสต์ข้อความถึงกลยุทธ์การทำตลาดสินค้าไทยในประเทศจีนให้ประสบความสำเร็จ ว่า เจาะลึกกลยุทธ์การตลาดจีน: ทำอย่างไรให้ธุรกิจไทยปังในแดนมังกร?
หลายคนอาจคิดว่าตลาดจีนใหญ่ = โอกาสมาก
แต่รู้หรือไม่? ขนาดใหญ่แค่ไหนก็เจาะไม่เข้า ถ้าไม่เข้าใจ “ภาษาของตลาดจีน”

วันนี้เรามาเจาะกลยุทธ์จีนแบบเห็นภาพ พร้อมเคสธุรกิจไทยที่ไปได้สวยในจีนกัน

 กลยุทธ์การตลาดจีน ที่ธุรกิจไทยต้องรู้ก่อนรุกตลาด
 1. ขายด้วย “เรื่องราว” ไม่ใช่แค่สินค้า
จีนชอบแบรนด์ที่มี Story มีที่มา เช่น
✔ สปาจากป่าหิมพานต์
✔ สมุนไพรโบราณของไทย
✔ ขนมที่คุณยายทำมาตั้งแต่รุ่นทวด
 เน้น Storytelling สร้างความต่าง

2. เล่นให้ถูกแพลตฟอร์ม (จีนไม่ได้ใช้ Facebook!)
จีนมีโลกออนไลน์ของตัวเอง เช่น
WeChat (แชต + ร้านค้า)
Xiaohongshu (รีวิว+สวยงาม)
Douyin (TikTok จีน)
Tmall / JD.com (E-Commerce)
 ต้องใช้ช่องทางจีน พูดภาษาคนจีน

 3. ให้ KOL / KOC รีวิว ดีกว่าโฆษณาเอง
คนจีนเชื่อ “ผู้ใช้จริง” มากกว่าแบรนด์พูดเอง
→ ส่งสินค้าให้รีวิวผ่านคลิป / ไลฟ์โชว์
→ ใช้กลยุทธ์ “Content-driven Commerce”

4. อย่ารอเปิดบริษัท – ใช้ Cross-border E-commerce ไปก่อน
ขายผ่าน Tmall Global หรือ JD Worldwide
→ ไม่ต้องเปิดบริษัทจีนก็ส่งของเข้าได้

ตัวอย่างธุรกิจไทยที่ปังในจีนจริง!
เถ้าแก่น้อย – จากสาหร่ายไทยสู่จีน
เปิดออฟฟิศเซี่ยงไฮ้
จับมือแบรนด์จีน Orion Group
ขายผ่าน Tmall + Offline ทั่วจีน
ตอนนี้สาขาในจีนเกิน 200 จุดแล้ว

โกโก้ร้านไอ้ต้น – จากร้านเล็กในไทย สู่ 160+ สาขาที่คุนหมิง
วางจุดขาย “โกโก้แท้จากไทย”
จดแบรนด์ในจีน
ขยายผ่านระบบแฟรนไชส์
กลายเป็นแบรนด์เครื่องดื่มไทยที่จีนรู้จักในระดับท้องถิ่น

ผลไม้อบกรอบจาก SME ไทย
ทุเรียน มะม่วงอบแห้ง
ใช้กลยุทธ์ “ASMR+รีวิวกินโชว์”
ส่งออกผ่าน Taobao, Douyin
ยอดขายพุ่งหลายร้อยเท่าใน 2 ปี!

อยากให้ธุรกิจไทยปังในจีน? เริ่มจากสิ่งนี้
🔹 ทำแบรนด์ให้ “มีเรื่องราว” แบบไทยแท้
🔹 เลือกแพลตฟอร์มจีนที่เหมาะกับสินค้า
🔹 ใช้ KOL จีนช่วยพูดแทนแบรนด์
🔹 ทดลองขายผ่าน Cross-border ก่อน
🔹 อย่าลืม "เคารพวัฒนธรรมจีน" เสมอ

‘วิทัย รัตนากร’ ใกล้เข้าเส้นชัย ‘ผู้ว่าแบงก์ชาติ’ คนใหม่ ท่ามกลางกระแสโจมตี “เป็นคนฝ่ายการเมืองส่งมา”

(13 ก.ค. 68) ศึกชิงเก้าอี้ผู้ว่าแบงก์ชาติ ใกล้ได้ข้อสรุป จับตา ‘ดร.รุ่ง - วิทัย’ ใครจะเข้าวิน? คาด รมว.คลัง เตรียมเสนอชื่อเข้าครม. 15 ก.ค. นี้ ขณะที่ชื่อของ ‘วิทัย’ เริ่มมาแรง ท่ามกลางกระแสโจมตีด้วยข้อกล่าวหา “เป็นคนฝ่ายการเมืองส่งมา”

แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ภายหลังคณะกรรมการคัดเลือกผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ส่งรายชื่อผู้ผ่านการคัดเลือกจำนวน 2 ราย ให้กับนายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ซึ่งประกอบด้วย ดร.รุ่ง โปษยานนท์ มัลลิกะมาส รองผู้การ ธปท. และนายวิทัย รัตนากร ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เพื่อให้นายพิชัย ในฐานะ รมว.คลัง เลือกเพียง 1 รายชื่อ เสนอเข้ารับการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี (ครม.)

ทั้งนี้ มีความเป็นไปได้สูงมากที่ รมว.คลัง จะตัดสินใจเลือกเสนอชื่อ นายวิทัย รัตนากร เข้ารับการอนุมัติจาก ครม. โดยคาดว่าจะเป็นการประชุม ครม. วันที่ 15 กรกฎาคม 2568 ที่จะถึงนี้ หาก ครม.มีมติเห็นชอบจะมีการนำขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อโปรดฯแต่งตั้งผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย คนที่ 22 ลำดับที่ 25 ต่อไป

สำหรับการได้รับเสนอชื่อขึ้นเป็นผู้ว่าการ ธปท.ครั้งนี้ เนื่องจากนายวิทัยได้แสดงวิสัยทัศน์ที่สำคัญเรื่องการแก้ปัญหาเศรษฐกิจของไทย จากที่ผ่านมา ธปท.ยึดโยงอยู่กับ “เป้าหมายเงินเฟ้อ” (Inflation targeting) เป็นหลัก ในขณะที่เศรษฐกิจไม่โต หากปล่อยไปแบบนี้อีกไม่เกิน 5 ปี เศรษฐกิจไทยจะพังพินาศทั้งหมด ผู้คนจะตกงาน ส่งผลกระทบไปทั้งประเทศ

รวมทั้งได้มีการตั้งข้อสงสัยและเสนอแนวทางแก้ไข กรณี ธปท.กำกับธนาคารพาณิชย์อย่างไร ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโตน้อยโตช้า แต่ธนาคารพาณิชย์มีผลกำไรเป็นจำนวนมาก และยังทำกำไรสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่ประชาชนและภาคธุรกิจเป็นหนี้ท่วม โดยผู้ว่าการ ธปท. นอกจากไม่แก้ไข กลับยังอธิบายแทนธนาคารพาณิชย์เสียอีก

แหล่งข่าวกล่าวว่า การได้รับการเสนอชื่อของนายวิทัย รัตนากร เกิดจากการแสดงวิสัยทัศน์ที่คณะกรรมการคัดเลือกฯ เห็นว่าเป็นวิสัยทัศน์ที่ดีและถูกต้องกับบริบทของเศรษฐกิจและสังคมไทยในปัจจุบัน และการที่ รมว.คลัง เลือกนายวิทัย เข้ารับตำแหน่ง ผู้ว่าการ ธปท. เพราะน่าจะสอดประสานนโยบายการเงินและนโยบายการคลัง ได้ดีกว่าผู้ว่าการ ธปท คนอื่นๆ ที่ผ่านมา

ขณะเดียวกัน นายวิทัย เป็นนักบัญชีและนักการเงินมืออาชีพ เมื่อตอนได้รับคัดเลือกเป็นผู้อำนวยการธนาคารออมสินก็เกิดจากการแสดงวิสัยทัศน์ที่ชนะผู้สมัครคนอื่น และไม่เคยมีข้อครหาใดๆ เกิดขึ้นเลยว่าเป็นการใช้เส้นสายทางการเมือง ซึ่งการให้นายวิทัยเป็นผู้อำนวยการธนาคารออมสิน ก็เห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจนว่า  ได้สร้างสิ่งใดบ้างให้กับธนาคารออมสินและประชาชนคนไทยตลอด 5 ปีที่ผ่านมา

ทั้งนี้ หากได้รับคัดเลือกให้เป็นผู้ว่าการ ธปท. เชื่อว่า นายวิทัย จะมีแนวคิดและนำเสนอแนวทางใหม่ๆ เพื่อปรับปรุงนโยบายการเงิน และนโยบายสถาบันการเงิน ของ ธปท. เพื่อพลิกฟื้นการเติบโตของเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนต่อไป

ขณะที่เพจ Thammasat TODAY ได้โพสต์ข้อความเมื่อวันที่ 9 ก.ค. ที่ผ่านมา ได้ออกมาเชียร์นายวิทัยอย่างเต็มที่ โดยระบุว่า นายวิทัย รัตนากร ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน ศิษย์เก่าคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งเป็นหนึ่งในบุคคลภายนอกที่แสดงความพร้อมนำพานโยบายการเงินไทยก้าวข้ามภาวะซึมเศรษฐกิจยืดเยื้อ

ด้านการศึกษา นายวิทัยสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีเศรษฐศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทถึง 3 สาขา ได้แก่ เศรษฐศาสตร์การเมือง และกฎหมายธุรกิจ จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และการเงินจาก Drexel University ประเทศสหรัฐอเมริกา พร้อมผ่านหลักสูตรผู้บริหารระดับสูงหลายแห่ง

เส้นทางอาชีพของนายวิทัยครอบคลุมทั้งภาคเอกชน รัฐวิสาหกิจ และองค์กรด้านนโยบาย เขาเคยดำรงตำแหน่ง CFO ของสายการบินนกแอร์, เลขาธิการ กบข., ผู้จัดการไอแบงก์ และผู้อำนวยการธนาคารออมสิน ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่เขาสร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้ “ออมสิน” เป็นธนาคารเพื่อสังคม (Social Bank) ผ่านโครงการช่วยเหลือหนี้ครัวเรือน, สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ และการจัดตั้งบริษัทลูกเพื่อจัดการปัญหาหนี้นอกระบบและหนี้เสีย

ในขั้นตอนแสดงวิสัยทัศน์ต่อคณะกรรมการสรรหา นายวิทัยเสนอแนวคิด “Policy Coordination” ที่เน้นการประสานงานระหว่างธนาคารกลางกับกระทรวงการคลัง หน่วยงานรัฐ และภาคเอกชน เพื่อแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง ทั้งเรื่องสังคมสูงวัย หนี้ภาคครัวเรือน ความเหลื่อมล้ำ และการเติบโตอย่างยั่งยืน เขาเน้นว่าธปท.ไม่ควรจำกัดบทบาทแค่รักษาเสถียรภาพการเงิน แต่ควรมีส่วนร่วมผลักดันการฟื้นตัวของเศรษฐกิจระยะยาว
แม้จะเป็นผู้บริหารจากรัฐวิสาหกิจซึ่งอาจถูกจับตาเรื่องความเป็นอิสระจากการเมือง แต่นายวิทัยยืนยันว่าธปท.ต้องดำรงจุดยืนในฐานะธนาคารกลางที่เที่ยงตรง พร้อมเปิดรับข้อมูลรอบด้าน และตัดสินใจโดยไม่ยึดโยงกับแรงกดดันทางการเมือง

อย่างไรก็ตาม ยิ่งใกล้วันเสนอชื่อผู้ที่จะได้รับตำแหน่งผู้ว่าแบงก์ชาติคนใหม่ และหลายฝ่ายต่างฟันธงไปว่า นายวิทัย มีโอกาสเข้าวินสูง จนทำให้ในช่วงหลายวันที่ผ่านมา เกิดกระแสโจมตีนายวิจัยผ่านโซเชียลมีเดียออกมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการกล่าวหาและโจมตีว่า “เป็นคนของพรรคการเมืองส่งมา” ซึ่งจะว่าไปแล้ว หากวิเคราะห์อย่างลึกซึ้ง จะเห็นว่า นายวิทัย เข้ามาเป็นผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เมื่อ 5 ปีก่อน เป็นยุครัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา และตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ได้พิสูจน์ให้เห็นทั้งผลงานและการทำงานร่วมกับรัฐบาลทั้งในอดีตและปัจจุบันได้เป็นอย่างดี หลังจากนี้ คงต้องจับตาดูว่า ในวันที่ 15 ก.ค.นี้ ครม. จะมีมติเห็นชอบ “ผู้ว่าแบงก์ชาติ” คนใหม่หรือไม่ และ ใครจะเข้าเส้นชัยในที่สุด

‘ส.อ.ท.’ ถกฉุกเฉิน 47 กลุ่มอุตฯ รับมือภาษีทรัมป์ 36% สั่งเร่งยื่นคลังเจรจาสหรัฐฯ-เสนอแพ็กเกจช่วยผู้ประกอบการ

(12 ก.ค. 68) สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยความกังวลหลังสหรัฐฯ ประกาศเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากไทยในอัตราสูงถึง 36% มีผลบังคับใช้ 1 ส.ค. นี้ ซึ่งสูงกว่าคู่แข่งในอาเซียน เช่น เวียดนาม (20%) อินโดนีเซีย (32%) และมาเลเซีย (25%) โดย ส.อ.ท. อยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูลจาก 47 กลุ่มอุตสาหกรรม เพื่อนำเสนอภาครัฐเจรจาลดภาษี

ท่ามกลางการเจรจาการค้ากับประเทศอื่นที่มีความคืบหน้า เช่น เวียดนามและสหราชอาณาจักรที่ได้รับการลดภาษีนำเข้าสหรัฐฯ แล้ว ไทยกลับยังไม่มีข้อตกลงใดๆ จึงเสี่ยงเสียเปรียบในการแข่งขัน ขณะที่จีนอยู่ระหว่างพักชำระภาษีชั่วคราว ซึ่งจะหมดอายุในเดือนสิงหาคมนี้ และอยู่ระหว่างเจรจากับสหรัฐฯ ที่กรุงลอนดอน

ข้อมูลการส่งออกไทยไตรมาสแรก ปี 2568 คิดเป็นกว่า 58% ของ GDP โดยเฉพาะสินค้าอุตสาหกรรม หากภาษียังอยู่ในระดับสูง อาจส่งผลให้ต้นทุนพุ่ง เสียส่วนแบ่งตลาด และกระทบความเชื่อมั่นนักลงทุน คาดว่าความเสียหายต่อภาคส่งออกอาจสูงถึง 8–9 แสนล้านบาท หากไม่มีมาตรการเยียวยา

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เผยว่ากลุ่มอุตสาหกรรมกำลังเจรจาผู้นำเข้าฝั่งสหรัฐฯ แบ่งรับภาระภาษี แต่บางรายไม่ยินยอม พร้อมเสนอให้รัฐเร่งเจรจาลดภาษีศุลกากรตอบโต้เหลือ 0% ในหลายพันรายการ และออกมาตรการเยียวยา เช่น สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ลดภาษีนิติบุคคล และหนุนค่าใช้จ่ายด้านธุรกิจ

ทั้งนี้ สินค้าที่ได้รับผลกระทบรุนแรง ได้แก่ เครื่องจักรกล เครื่องใช้ไฟฟ้า ยาง เฟอร์นิเจอร์ ชิ้นส่วนรถยนต์ ของเล่น และสินค้าเหล็ก-เซรามิก โดย ส.อ.ท. เรียกร้องให้ทุกภาคส่วนร่วมมือฝ่าวิกฤติภาษีครั้งนี้ และมองว่านี่อาจเป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับอุตสาหกรรมไทยระยะยาว

GULF ลุยลงทุนโรงไฟฟ้าลม-แดด รวม 4.2 หมื่นลบ. กำลังการผลิตรวม 746 MW พร้อมเข้าซื้อ 'บลูสกายวินด์ฯ' 50%

เมื่อวันที่ (9 ก.ค.68) บมจ.กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ [GULF] เปิดเผยว่า คณะกรรมการบริษัทฯ ได้มีมติอนุมัติให้กลุ่มบริษัทย่อยของบริษัทฯ ดำเนินการลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนภายใต้กลุ่มบริษัท กัลฟ์ รีนิวเอเบิล เอ็นเนอร์จี จำกัด (GRE) ที่มีกำหนดเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ระหว่างปี 2569 – 2570 จำนวน 11 โครงการ กำลังการผลิตตามสัญญารวม 746.6 เมกกะวัตต์ (MW) โดยโครงการดังกล่าวได้ลงนามในสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (Power Purchase Agreement) กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เป็นระยะเวลา 25 ปีเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และมีมูลค่าการลงทุนรวมประมาณ 42,000 ล้านบาท โดยมีรายละเอียดดังนี้

1) โครงการพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดิน (solar farms) 4 โครงการ กำลังการผลิตตามสัญญารวม 244.6 MW

2) โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดินร่วมกับระบบกักเก็บพลังงาน (solar farms with battery energy storage systems) 2 โครงการ กำลังการผลิตตามสัญญารวม 126.0 MW

3) โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลม (wind farms) 5 โครงการ กำลังการผลิตตามสัญญารวม 376.0 MW

การพัฒนาโครงการดังกล่าวข้างต้นเป็นไปตามแผนของบริษัทฯ ที่จะมุ่งเน้นการเพิ่มสัดส่วนกำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงาน

หมุนเวียนภายใต้กลุ่มบริษัทฯ เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และมุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions)

ทั้งนี้ บริษัทได้รับคัดเลือกให้ดำเนินโครงการพลังงานหมุนเวียน และได้มีการเข้าลงทุนในโครงการของบริษัทพันธมิตร ภายใต้แผนรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในรูปแบบ Feed-in Tariff (FiT) ปี 2565 – 2573 สำหรับกลุ่มที่ไม่มีต้นทุนเชื้อเพลิง ของคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.)

ลงทุน 'บลูสกาย วินด์' 50%

พร้อมกันนี้ บริษัทฯ ยังเผยอีกว่า เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2568 บริษัท กัลฟ์ รีนิวเอเบิล เอ็นเนอร์จี จำกัด (GRE) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่บริษัทฯ ถือหุ้นในสัดส่วนร้อยละ 100 ได้เข้าลงทุนในบริษัท บลู สกาย วินด์ พาวเวอร์ โฮลดิ้ง จำกัด (BSWPH) ซึ่งเป็นบริษัทที่ถือหุ้นโดยบริษัท เดอะ บลู เซอร์เคิล (ไทยแลนด์) จำกัด (TBCT) และบริษัท อินฟินิท กรีเนอร์จี จำกัด (Infinite) ในสัดส่วนเท่ากันที่ 50% โดย GRE เข้าซื้อหุ้น 50% ใน BSWPH จาก Infinite คิดเป็นมูลค่าการลงทุนทั้งสิ้นประมาณ 375,000 บาท

ทั้งนี้ GRE ได้ดำเนินการโอนหุ้นแล้วเสร็จเป็นที่เรียบร้อยส่งผลให้ในปัจจุบัน GRE และ TBCT ถือหุ้นใน BSWPH ในสัดส่วนเท่ากันที่ 50%

BSWPH ถือหุ้นในโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลม จำนวนรวม 5 โครงการในประเทศไทย กำลังการผลิตตามสัญญารวมทั้งสิ้น

436.5 เมกะวัตต์ และมีกำหนดเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ระหว่างปี 2570-2573 โดยจะมีการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เป็นผู้รับซื้อไฟฟ้าจากโครงการดังกล่าว

‘พีระพันธุ์’ เดินหน้าปลดล็อกโซลาร์-ปลดภาระค่าไฟ เตรียมชงร่างกม. ส่งเสริมพลังงานแสงอาทิตย์เข้าครม. เดือนนี้

‘พีระพันธุ์’ พร้อมปลดล็อก ‘โซลาร์รูฟท็อป’ ชงร่างกฎหมายส่งเสริมการใช้พลังงานแสงอาทิตย์เข้า ครม. เดือนนี้ เตรียมจำหน่ายอินเวอร์เตอร์ราคาถูกฝีมือคนไทย มั่นใจลดค่าไฟได้เห็นผล!

(11 ก.ค.68) นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยถึงความก้าวหน้าเกี่ยวกับการส่งเสริมการใช้พลังงานแสงอาทิตย์เพื่อลดภาระค่าไฟฟ้าของประชาชนว่า ที่ผ่านมากระทรวงพลังงานได้ดำเนินการใน 3 แนวทางเพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ได้มากขึ้น โดยแนวทางแรก คือ ให้นำค่าใช้จ่ายติดตั้งระบบไฟฟ้าพลังงานโซลาร์ไปหักลดหย่อนภาษีได้ ซึ่งคณะรัฐมนตรีเห็นชอบแล้ว เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2568 ที่ผ่านมา แนวทางที่ 2 คือ การอำนวยความสะดวกในการติดตั้ง 'โซลาร์รูฟท็อป' ภายใต้ร่างกฎหมายส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งเตรียมเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีภายในเดือนกรกฎาคมนี้ ส่วนแนวทางที่ 3 ก็คือ การจัดหาอุปกรณ์ผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ในราคาที่ประชาชนทั่วไปสามารถเข้าถึงได้ ด้วยการแสวงหาความร่วมมือจากพันธมิตรภาคธุรกิจ รวมทั้งการพัฒนาอุปกรณ์อินเวอร์เตอร์ราคาถูกฝีมือคนไทย ซึ่งขณะนี้อุปกรณ์ต้นแบบได้ผ่านการรับรองมาตรฐานแล้ว และกำลังอยู่ในขั้นตอนของกระบวนการผลิต

นายพีระพันธุ์ได้ระบุถึงสาระสำคัญของร่างกฎหมายส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ว่า กฎหมายฉบับนี้จะช่วยอำนวยให้การติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากโซลาเซลล์ หรือ โซลาร์รูฟท็อป เป็นไปอย่างสะดวกและรวดเร็วขึ้น โดยเปลี่ยนจากระบบ 'ขออนุญาต' เป็นระบบ 'แจ้งเพื่อทราบ'  

ทั้งนี้ ผู้ที่ต้องการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปสามารถดำเนินการติดตั้งได้เลย โดยปฏิบัติตามระเบียบที่ทางการได้ประกาศไว้ และเมื่อดำเนินการติดตั้งเรียบร้อยแล้วก็แจ้งให้ทางการทราบ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ภาครัฐสามารถดำเนินการตรวจสอบได้ในภายหลัง  ซึ่งแนวทางนี้จะช่วยประหยัดเวลาและความซับซ้อนในการขออนุญาตติดตั้งได้อย่างมาก

นอกจากนี้ นายพีระพันธุ์ยังกล่าวถึงแนวทางการจัดหาอุปกรณ์ผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ในราคาถูกกว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ ตนได้เดินทางไปยังสาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อเจรจาขอความร่วมมือกับบริษัทผู้ผลิตอุปกรณ์เกี่ยวกับพลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อนำมาจำหน่ายให้ประชาชนคนไทยในราคาพิเศษ และเพื่อหาโรงงานรองรับการผลิตอุปกรณ์อินเวอร์เตอร์ฝีมือคนไทย ซึ่งขณะนี้เครื่องต้นแบบได้ผ่านการรับรองมาตรฐานจาก สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ หรือ สวทช. เรียบร้อยแล้ว และกำลังเข้าสู่ขั้นตอนการผลิตเพื่อจำหน่ายให้ประชาชนในราคาต่ำเมื่อเทียบกับราคาในท้องตลาด

สำหรับอุปกรณ์อินเวอร์เตอร์ราคาถูกที่ได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงพลังงานนี้ เป็นผลงานนวัตกรรมของ ‘ครูน้อย’ หรือ นายทวีชัย ไกรดวง จากจังหวัดสกลนคร ผู้ซึ่งสามารถคิดค้นและพัฒนาอินเวอร์เตอร์ต้นแบบ ที่ใช้ร่วมกับแผงโซลาร์เซลล์เพื่อผลิตไฟฟ้าในบ้านได้สำเร็จ โดยอินเวอร์เตอร์รุ่นแรกที่จะผลิตออกจำหน่ายนี้ เป็นระบบ On-Grid ขนาด 5 กิโลวัตต์  ซึ่งเพียงพอสำหรับการใช้ไฟในบ้านมาตรฐานทั่วไป และสามารถช่วยลดค่าไฟจากระบบไฟฟ้าปกติอย่างเห็นผล ซึ่งผ่านการทดสอบสำคัญครบ 3 ด้าน ทั้งด้านความปลอดภัยในการเชื่อมต่อกับระบบไฟฟ้า (Grid Code) ด้านการป้องกันฝุ่น น้ำ ความร้อน และไฟฟ้ารั่ว (Safety Test)  และด้านการป้องกันสัญญาณรบกวนที่กระทบอุปกรณ์อื่นในบ้าน (EMC Test)  

“การดำเนินงานของกระทรวงพลังงานครั้งนี้จะช่วยให้ประชาชนสามารถเข้าถึงการผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ได้มากขึ้น ทั้งในบ้านที่อยู่อาศัย ไปจนถึง บริษัท ห้างร้าน สถานประกอบการ และอุตสาหกรรมต่าง ๆ ซึ่งจะช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านไฟฟ้าได้อย่างยั่งยืน อีกทั้งยังช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม และสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประชาชนมากขึ้นด้วย” นายพีระพันธุ์กล่าว


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top