Monday, 8 June 2026
THE STATES TIMES TEAM

พก.จับมือ KEAD ร่วมลงนาม MOU เพื่อต่อยอดโอกาสการจ้างงานคนพิการ

วันนี้ (29 มิ.ย. 64) เวลา 13.00 น. ห้องประชุมชั้น 3 อาคาร 60 ปี บ้านราชวิถี กรุงเทพฯ นางสาวสราญภัทร อนุมัติราชกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจ (MEMORANDUM OF UNDERSTANDING) ระหว่างสำนักงานเพื่อการจ้างงานคนพิการ สาธารณรัฐเกาหลี (Korea Employment Agency for Persons with Disabilities: KEAD) ภายใต้สังกัดกระทรวงแรงงานและการจ้างงาน สาธารณรัฐเกาหลี และกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ภายใต้สังกัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ประเทศไทย

โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อจัดเตรียมขอบข่ายงานด้านความร่วมมือระหว่าง KEAD และ พก. ในการแลกเปลี่ยนทักษะและความรู้ด้านนโยบายการจ้างงานคนพิการเพื่อต่อยอดถึงโอกาสการจ้างงานคนพิการที่ดีมากยิ่งขึ้นในอนาคต พร้อมแลกเปลี่ยนและประสานความร่วมมือในการส่งเสริมคนพิการ การแลกเปลี่ยนนโยบายการจ้างงานคนพิการ และความร่วมมือด้านการสร้างระบบการจ้างงานคนพิการ โดยมีข้าราชการ เจ้าหน้าที่ พก. และฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ผ่านระบบออนไลน์ Zoom cloud Meeting

#ข่าวสารพก #กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ

ติดตามข่าวสาร พก.ได้ที่

เว็บไซต์ : http://www.dep.go.th/

Facebook : https://www.facebook.com/dep.go.th

Twitter : shorturl.at/kEQX6

Youtube : shorturl.at/tvIM6

Instagram : https://instagram.com/depmsdhs?r=nametag

กองบัญชาการตำรวจนครบาลรายงานผลการจับกุม ”แหล่งผลิตกัญชาออร์แกนิก”

ตามนโยบายของรัฐบาลให้เจ้าหน้าที่ของภาครัฐปราบปรามการแพร่ระบาดของยาเสพติดและสิ่งผิดกฎหมายเนื่องจากการแพร่ระบาดของยาเสพติดซึ่งเป็นภัยคุกคามและอาชญากรรมต่าง ๆ

ที่เกิดขึ้นในสังคมปัจจุบันได้สร้างผลกระทบต่อประชาชน และสร้างความเสียหายให้แก่ประเทศชาติ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร., พล.ต.อ.มนู เมฆหมอก รอง ผบ.ตร. ได้มอบนโยบายให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ เร่งรัดติดตามจับกุมขบวนการค้ายาเสพติดอย่างจริงจัง กองบัญชาการตำรวจนครบาล ภายใต้การอำนวยการ พล.ต.ท.ภัคพงศ์ พงษ์เภตรา ผบช.น., เป็นผู้ควบคุมสั่งการ

พล.ต.ท.จิรพัฒน์ ภูมิจิตร จตร.(สบ 8) ปฏิบัติราชการ บช.น. พร้อมด้วย พ.ต.อ.นพรัตน์ สินมา รอง ผบก.น.3, พ.ต.อ.ถนัด นักธรรม ผกก.สส.บก.น.3 ได้เดินทางตรวจสอบอาคารพาณิชย์แห่งหนึ่ง ซึ่งตั้งอยู่ริมถนนวัชรพล แขวงท่าแร้ง เขตบางเขน กรุงเทพฯ ภายหลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.สส.บก.น.3 สืบทราบและเข้าตรวจค้น พบเป็นสถานที่เพาะปลูกกัญชาออร์แกนิคบริเวณชั้น 3-4 พร้อมทั้งมีอุปกรณ์การผลิตน้ำมันกัญชา บริเวณชั้น 5 โดยจำหน่ายให้กับลูกค้าทางออนไลน์ ในราคาขวดละ 500 บาท (5 ซีซี) และส่งสินค้าทางบริษัทขนส่งพัสดุ มูลค่าของกลางในที่เกิดเหตุรวมกว่า 8 แสนบาท โดยได้แจ้งข้อกล่าวหาว่ากระทำผิดฐาน"ผลิต นำเข้า ส่งออกยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 5 โดยไม่ได้รับอนุญาต" ซึ่งมีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี และปรับไม่เกิน 500,000 บาท นำส่งพนักงานสอบสวนดำเนินการตามกฎหมายต่อไป             

บช.น. ขอเรียนพี่น้องประชาชนว่า ถึงแม้ว่าช่วงนี้จะมีการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด–19 แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจยังคงปฏิบัติหน้าที่ในการป้องกันปราบปรามอาชญากรรมและยาเสพติดอย่างเคร่งครัด หากพบเห็นหรือมีเบาะแสเกี่ยวกับการกระทำความผิด โปรดแจ้งสายด่วน 191 หรือสถานีตำรวจท้องที่

ตม.1 รวบฝรั่งแดนกังหันลม อยู่เกินนับ 10 ปี ค้ารถเถื่อนยังชีพ

ตามนโยบายของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เรื่องการควบคุมกำกับดูแลชาวต่างชาติที่เข้ามาพำนักอาศัยหรือเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย พล.ต.อ.สุวัฒน์  แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. และ พล.ต.อ.ดํารงศักดิ์ กิตติประภัสร์ รอง ผบ.ตร. มอบหมายให้ สตม.ดำเนินการตรวจสอบชาวต่างชาติที่มีหมายจับตำรวจสากล หรือมีพฤติกรรมไม่เหมาะสมในขณะที่พำนักอาศัยอยู่ในประเทศไทย กระทำผิดกฎหมาย ก่อเหตุอันตรายต่อความสงบสุขและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน หรือเป็นลักษณะการกระทำผิดเข้าข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ ทำให้เกิดความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของประเทศ

สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง โดย พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง ผบช.สตม.,พล.ต.ต.ณฐพล แสวงกิจ รอง ผบช.สตม., พล.ต.ต.สิทธิชัย โล่กันภัย รอง ผบช.สตม.,พล.ต.ต.อาชยน ไกรทอง รอง ผบช.สตม., พล.ต.ต.ปิติ นิธินนทเศรษฐ์ ผบก.ตม.1,พ.ต.อ.ศุภณัฎฐ์ เจริญเรืองสกุล, พ.ต.อ.ภัทรภณ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา, พ.ต.อ.ยศเอก  รักษาสุวรรณ รอง ผบก.ตม.1, พ.ต.อ.กีรติศักดิ์  ก้องเกียรติศิริ ผกก.สส.บก.ตม.1 ร่วมแถลงข่าวการจับกุมคดีที่น่าสนใจ ดังนี้

กองกำกับการสืบสวน กองบังคับการตรวจคนเข้าเมือง 1 นำโดย พ.ต.อ.กีรติศักดิ์  ก้องเกียรติศิริ ผกก.สส.บก.ตม.1, พ.ต.ท.พลสิทธิ์ สุทธิอาจ รอง ผกก.สส.บก.ตม.1 พ.ต.ท.ทรงพันธุ์ กุลดิลก, พ.ต.ท.ปัฐน์ แสนอินอำนาจ สว.กก.สส.บก.ตม.1 และเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.สส.บก.ตม.1 ได้ร่วมกันจับกุม MR.STANLEY หรือนายสแตนลีย์ อายุ 35 ปี สัญชาติเนเธอร์แลนด์ พร้อมด้วยของกลาง  รถยนต์เก๋งยี่ห้อฮอนด้า ทะเบียนกรุงเทพมหานคร สีดำ, รถยนต์เก๋งยี่ห้อโตโยต้า ทะเบียน กรุงเทพมหานคร สีขาว

โดยกล่าวหา  ผู้ถูกจับกุม ฐานความผิดตาม ป.อาญา ม.264, ม.265, ม.268 และ ม.81 พ.ร.บ.คนเข้าเมืองฯ “ปลอมและใช้เอกสารราชการปลอม” และ “เป็นคนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาตหรือการอนุญาตสิ้นสุด”

พฤติการณ์ในการจับกุม ก่อนเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ กก.สส.บก.ตม.1 ได้รับแจ้งจากสายลับว่า มีเพจใน facebook ชื่อ car planet…ซึ่งเป็นเพจเกี่ยวกับการซื้อขายแลกเปลี่ยนรถยนต์ คาดว่ามีคนต่างชาติเป็นแอดมินเพจ และในเพจดังกล่าว มีรถใช้แผ่นป้ายทะเบียนปลอมจำนวนหลายคัน  เมื่อเจ้าหน้าที่ฯได้รับข้อมูลจึงได้เช้าไปตรวจสอบในเพจดังกล่าว พบว่า มีบุคคลใช้ชื่อว่า Stanley เป็นแอดมินเพจ  จากนั้นเจ้าหน้าที่ฯได้เดินทางไปตรวจสอบภายในบริเวณ ซ.รามคำแหง72 ตามที่อยู่ที่ระบุไว้ในเพจ เพื่อตรวจสอบสังเกตการณ์ เมื่อไปถึงที่เกิดเหตุเจ้าหน้าที่ฯ พบรถยนต์ ยี่ห้อ ฮอนด้า รุ่น แอคคอร์ด สีดำ สวมแผ่นป้ายทะเบียนกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นแผ่นป้ายทะเบียนปลอม แต่ไม่พบตัว Stanley ซึ่งเป็นแอดมินเพจตามข้อมูลที่ได้รับ เจ้าหน้าที่ฯเชื่อว่า Stanley ต้องมีส่วนรู้เห็นเกี่ยวกับรถใช้แผ่นป้ายทะเบียนปลอมอย่างแน่นอน แต่เมื่อยังไม่พบตัวเจ้าหน้าที่ฯ จึงได้จัดกำลังซุ่มดูภายในบริเวณดังกล่าวอีกหลายครั้ง  รอจนกระทั่งได้พบกับนายสแตนลีย์ฯ  เจ้าหน้าที่ฯจึงได้แสดงตัวและขอตรวจสอบเอกสารประจำตัว แต่นายสแตนลีย์อ้างว่า หนังสือเดินทางหายไปนานแล้ว เจ้าหน้าที่ฯจึงได้ตรวจสอบข้อมูลในระบบจัดเก็บข้อมูล Biometrics (ลายพิมพ์นิ้วมือและภาพถ่ายใบหน้า) พบข้อมูลของนายสแตนลีย์ฯ อยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุดมาแล้ว 3,765 วัน (10 ปี 115 วัน) เจ้าหน้าที่ฯได้สอบถามนายสแตนลีย์ฯ เกี่ยวกับรถยนต์ที่ใช้แผ่นป้ายทะเบียนปลอมว่าเป็นรถยนต์ของใคร นายสแตนลีย์ฯ แจ้งว่าเป็นรถยนต์ที่ซื้อต่อมาจากเพื่อนชาวต่างชาติที่พัทยาเนื่องจากเพื่อนคนดังกล่าวผ่อนไฟแนนซ์ไม่ไหว  โดยตนจะสั่งป้ายทะเบียนปลอมมาจากทางอินเตอร์เน็ตแล้วใช้สวมกับรถที่รับซื้อต่อมา เพื่อตบตาเจ้าหน้าที่กับไฟแนนซ์ และจะนำไปจำหน่ายต่ออีกทอดนึง ซึ่งตนได้ทำอย่างนี้มาแล้วหลายครั้ง นอกจากนี้ในที่เกิดเหตุเจ้าหน้าที่ฯ ยังได้ตรวจพบรถเก๋งยี่ห้อ โตโยต้า รุ่น วีออส สวมแผ่นป้ายกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นแผ่นป้ายทะเบียนปลอมอีกเช่นกัน  สอบถามนายสแตนลี่ย์ฯให้การรับสารภาพว่า เป็นรถยนต์ที่ได้มาในลักษณะเดียวกับรถแอ๊คคอร์ด เจ้าหน้าที่ฯจึงได้แจ้งกับนายสแตนลี่ย์ฯว่า กระทำความผิดในข้อหา “เป็นคนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักโดยการอนุญาตสิ้นสุด”, “ปลอมเอกสารราชการ และใช้เอกสารราชการปลอม” และนำตัวนายสแตนลี่นำตัวส่ง พงส.สน.หัวหมากเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

สตม. จึงขอเรียนให้ท่านทราบว่า สตม. มีมาตรการในการตรวจสอบ กวดขัน และปราบปรามการกระทำความผิดต่าง ๆ  รวมทั้งการดำเนินการตรวจสอบชาวต่างชาติที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม กระทำผิดกฎหมาย ก่อเหตุอันตรายต่อความสงบสุขและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนหรือ ทำให้เกิดความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของประเทศชาติ หากประชาชนท่านใดพบเบาะแสในการกระทำความผิด กรุณาแจ้งมายัง สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เลขที่ 507 ซ.สวนพลู แขวงทุ่งมหาเมฆ เขตสาทร กรุงเทพมหานคร 10120 หรือที่หมายเลขโทรศัพท์ 1178 หรือที่ www.immigration.go.th จักขอบพระคุณเป็นอย่างยิ่ง

อุทัยธานี - เจ้าอาวาสวัดสั่งปิดด่วน!! หลังชาวบ้านแห่มารักษา ลูบน้ำมันหลวงพ่อองค์ดำ รักษาโรคภัยไข้เจ็บ ก่อนที่จะเกิดคลัสเตอร์ครั้งใหม่

เมื่อวันที่ 29 มิ.ย. 64 เวลา 09.00.น.ณ วัดหายทรายงาม หมู่ 8 ต.ระบำ อ.ลานสัก โดยพระใบฏีกาประครอง สีลธมโม เจ้าอาวาสวัดหาดทรายงาม ได้เปิดเผย ว่าขณะนี้ได้มีการแพร่ระบาดขึ้นมาใหม่ ทำให้ประชาชนหวาดกลัวกับโรคระบาดของโควิด ครั้งล่าสุด ที่พบในเมืองไทย นอกจากนี้การที่พระสงฆ์ต้องรับกิจนิมนต์ต่าง ๆ เช่นในงานศพของผู้ป่วย ก็ทำให้มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น ซึ่งจะทำให้พระติดเชื่อได้ง่าย เนื่องด้วยสถานการณ์ดังกล่าว ส่งผลให้ทางวัดหาดทรายงาม จากการรักษาหลวงพ่อองค์ดำ ที่เล่าขานตามตำนาน และความเชื่อ ของพระพุทธเจ้าด้วยการใช้น้ำมันงา มาทาตรงที่เจ็บปวด จึงขอไม่ให้พุทธศาสนิกชนและนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้าไปกราบไหว้ เป็นการชั่วคราว จนกว่าสถานการณ์โควิด-19 จะคลี่คลายลง และจางลง ทั้งนี้ทางเจ้าอาวาสวัดหาดทรายงาม ได้ห่วงใยประชาชนในพื้นที่ และนอกพื้นที่

ทั้งนี้ทางวัดหาดทรายงาม ได้ให้ความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ และร่วมแนวทางมาตราการป้องกันโรคตามที่ทางราชการกำหนดเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด ส่งผลกระทบในวงกว้างทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม ความมั่นคง ตลอดจนการดำรงชีพของประชาชนชาวไทยและชาวต่างชาติดังกล่าว

ซึ่งก่อนนี้ ได้มีชาวบ้านต่างทั่วสารทิศ ได้เข้ามากราบไหว้หลวงพ่อพระพุทธเจ้าองค์ดำ หรือพระพุทธเจ้าหมอยา  แห่งนาลันทา สร้างในสมัยพระเจ้าเทวาปาล ณ วัดหายทรายงาม โดยสร้างจากนิลดำทั้งองค์ หน้าตักกว้าง 3.5 เมตร  ซึ่งชาวบ้านนับถือและศรัทธา ในการรักษาโรคภัยไข้เจ็บของพระพุทธเจ้าองค์ดำเป็นอย่างมาก เป็นความเชื่อ ความร่ำลือของชาวบ้านว่าหากชาวบ้านหรือผู้สูงอายุ เด็กเล็กหรือคนในครอบครัวเกิดเจ็บป่วย ก็จะนำน้ำมันเนยมาอฐิฐานจิตให้ท่านรักษาโรคแล้วนำน้ำมันมาทา และชโลมให้ทั่วองค์ท่านก่อน แล้วถึงจะมาลูบน้ำมันเนยนั้นกลับมาทาตัวเองหรือคนเจ็บ จะช่วยทำให้หายจากโรคภัยไข้เจ็บ กินข้าวได้ แข็งแรง และอ้วนท้วนสมบูรณ์ จึงถวายพระนามว่า หลวงพ่อน้ำมัน

(เสียงสัมภาษณ์ พระใบฏีกาประครอง สีลธมโม เจ้าอาวาสวัดหาดทรายงาม)


ภาพ/ข่าว  ภาวิณี ศรีอนันต์ รายงาน  

 

"Shell" เป็นมากกว่า "สถานีบริการปั๊มน้ำมัน" เพราะเป็นจุดพักรถ พักคน และมอบความรู้แก่ "ผู้ใช้บริการ" ครบวงจร เพรียบพร้อมด้วย "อารยะสถาปัตย์เพื่อคนทั้งมวล"

วันที่ 29 มิถุนายน 2564 ณ สถานีบริการปั๊มน้ำมัน "Shell" ตา-ยาย ต.ทุ่งควายกิน อ.แกลง จ.ระยอง นายกรทัศน์ นายกรวัชญ์ น.ส.กรรวี ครอบครัว "คุณาวุฒิ" (ผู้บริหาร) ให้การต้อนรับ นายชีวานนท์ พรรัตน์ธนิกกุล นายกสมาคมสหพันธ์แรงงานคนพิการไทย / นายภูชิชย์ พิมักษ์กรณ์ ที่ปรึกษานายกสมาคมคนพิการภาคตะวันออก และตำแหน่ง "ฑูตอารยะสถาปัตย์จังหวัดชลบุรี" / นางสาวภัสวรินทร์ กิตติโชคกุลพัทธ์ นายกสมาคมส่งเสริมและพัฒนาคนพิการไทย / นายณรงค์ พูลประดิษฐ์ ประธานคนพิการจังหวัดระยอง ลงพื้นที่ตรวจสอบ "สิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อคนพิการ ผู้สูงอายุ สตรีมีครรภ์ และผู้อาจมีอาการเจ็บป่วยที่มีความจำเป็นต้องใช้รถวีลแชร์ " เช่น ที่จอดรถ ห้องน้ำ ทางลาดชัน จุดเชื่อมต่อในการใช้พื่นที่ในรอบ ๆ บริเวณสถานีบริการปั๊มน้ำมัน "Shell" ที่บรรจง ออกแบบ ดีไซน์ เพื่อเตรียมการรองรับกลุ่มผู้ใช้บริการที่มีความต้องการจำเป็นใช้พื่นที่พิเศษ โดยการลงพื้นที่ตรวจสอบในครั้งนี้พบว่าเป็นสถานีบริการน้ำมันที่เอื้ออำนวยความสะดวกกับกลุ่มฯ นี้เป็นอย่างมาก อีกทั้งยังเป็นมากกว่าสถานีบริการปั๊มน้ำมัน นั้นคือ เป็น "ศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง น้อมนำพระราชดำรัสในหลวงรัชกาลที่ 9"

โดยการนำการเรียนรู้จาก "แหลมผักเบี้ย" จ.เพชรบุรี มาปฎิบัติใช้กับพื้นที่หลังบริเวณปั๊มน้ำมัน โดยน้ำที่ผู้ใช้บริการแล้ว เช่น ห้องสุขา ที่ล้างมือ ร้านค้า ร้านอาหารต่าง ๆ มาผ่านกระบวนการกลั่นกรอง ดักไขมัน เศษอาหาร จนเป็นน้ำที่กึ่งดี ผสมผสานกับการใช้น้ำหมักชีวภาพ และหลักการ "คลองไส้ไก่" เพื่อใช้เวลา แสงแดด บำบัดเป็นน้ำสะอาด และสามารถนำกลับมาใช้ในการการเกษตรต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนั้น สถานีบริการปั๊มน้ำมันแห่งนี้ยังใช้ "แหล่งพลังงานโซล่าเซลล์" (พลังงานแสงอาทิตย์) นำมาใช้กับอุปกรณ์เครื่องไฟฟ้าในร้านกาแฟ และยังมีการออกแบบที่รองรับกับสภาพอากาศโดยรอบ ซึ่งไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องปรับอากาศมาเป็นการสร้างความร่มเย็นให้กับผู้ใช้บริการ อีกด้วย และความใส่ใจที่มีต่อผู้ใช้บริการอีกมาก เช่น จัดทำห้อง "ละหมาด" เพื่อสำหรับพี่น้องชาว "มุสลิม" ที่มีความจำเป็นจะต้องปฏิบัติภารกิจทางศาสนา และมีการออกแบบโดยถูกต้องตามหลักศาสนาโดยได้การรับรองจาก "วัฒนธรรมจังหวัดระยอง"

และที่จะขาดมิได้เลยที่ต้องกล่าวชื่นชมสถานีบริการปั๊มน้ำมัน "Shell" แห่งนี้นั่นก็คือ การจัดเตรียมพื้นที่สำหรับคนรักสัตว์ มีพื้นที่ไว้สำหรับ สัตว์เลี้ยงขับถ่าย โดยการออกแบบที่มีความสะอาดถูกสุขอนามัย โดยไม่มีการคิดค่าใช้บริการกันแต่อย่างใด

สุดท้ายนี้ "คณะผู้นำคนพิการ" ยังได้กล่าวชื่นชมและขอขอบพระคุณทางผู้บริหารที่มีเจตคติที่ดี และมีแนวความคิดที่เอื้อเฟื้อต่อสังคม ในการสรรค์สร้างสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อคนทั้งมวล มา ณ โอกาส นี้ด้วย

ตม.2 รวบ 2 หนุ่มแดนมังกร !! หวังใช้ใบสูติบัตรปลอมเพื่อนำเด็กออกนอกประเทศ

ตามนโยบายของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ,พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เรื่องการควบคุมกำกับดูแลชาวต่างชาติที่เข้ามาพำนักอาศัยหรือเข้ามาเพื่อท่องเที่ยวในประเทศไทย โดย พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. และ พล.ต.อ.ดํารงศักดิ์ กิตติประภัสร์ รอง ผบ.ตร. มอบหมายให้ สตม. ดำเนินการตรวจสอบชาวต่างชาติที่มีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมในขณะที่พำนักในประเทศไทย กระทำผิดกฎหมาย ก่อเหตุอันตรายต่อความสงบสุขและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน หรือเป็นลักษณะการกระทำผิดเข้าข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ หรือทำให้เกิดความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของประเทศ              

      

สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง โดย พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง ผบช.สตม. ,พล.ต.ต.ณฐพล แสวงกิจ รอง ผบช.สตม, พล.ต.ต.สิทธิชัย โล่กันภัย รอง ผบช.สตม., พล.ต.ต.อาชยน ไกรทอง รอง ผบช.สตม., พล.ต.ต.วีรพล เจริญศิริ ผบก.ตม.2 ,พ.ต.อ.รุ่งศักดิ์ แสงเสียงฟ้า รอง ผบก.ตม.2 และ พ.ต.อ.ชัยธนันท์ จิรปิยเศรษฐ์ ผกก.สส.ปป.บก.ตม.2 ร่วมแถลงข่าว ดังนี้

ตม.2  รวบ 2 หนุ่มเมืองมังกรปลอมใบเกิดเด็กไทย       

กล่าวคือ ตามนโยบายของผู้บังคับบัญชา ในระดับสำนักตำรวจแห่งชาติ และ สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง

ให้หน่วยงานในสังกัดบูรณาการปฏิบัติระหว่างกัน เพื่อประสิทธิภาพในการป้องกันปราบปรามการกระทำความผิดต่าง ๆ รวมถึงกลุ่มบุคคล หรือขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติต่างๆ ที่จะเข้ามาดำเนินการสร้างความเสียหายต่อภาพลักษณ์และเศรษฐกิจของประเทศได้ ทั้งนี้ ผลมาจากการบูรณาการปฏิบัติระหว่าง ฝ่ายตรวจคนเข้าเมือง

ด่านตรวจคนเข้าเมืองท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ กับ กองกำกับการสืบสวนปราบปราม กองบังคับการตรวจคนเข้าเมือง 2 ตรวจเข้มผู้โดยสารชาวต่างชาตินำเด็กที่เกิดในประเทศไทยออกนอกราชอาณาจักร จนนำมาสู่การจับกุม 2 หนุ่มแดนมังกรปลอมใบเกิดเด็กไทย เปลี่ยนจากบิดาสัญชาติไทย เป็นบิดาสัญชาติจีน โดยแจ้งข้อกล่าวหา “ปลอมและใช้เอกสารราชการปลอม” และได้แจ้งสิทธิของผู้ต้องหาให้ทราบ ณ ที่จับกุมแล้ว และนำส่งพนักงานสอบสวน สภ.ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย

รายที่ 1 กล่าวคือ ผู้ถูกจับกุมเป็นชาย สัญชาติจีน อายุประมาณ 54 ปี พร้อมด้วยเด็กชายเก่ง (นามสมมติ) สัญชาติไทย อายุ 6 เดือน 22 วัน ได้มาขอรับการตรวจอนุญาตเพื่อเดินทางออกนอกราชอาณาจักรไทยไปยังเมือง

เฉิงตู ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยสายการบินเสฉวนแอร์ไลน์ เที่ยวบิน 3U8146 โดยได้ยื่นเอกสารประกอบการนำพาเด็กชายเก่ง ซึ่งเกิดในประเทศไทยให้เจ้าหน้าที่ฝ่าย ตม.ขาออก ด่านตรวจคนเข้าเมืองท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เพื่อดำเนินการพิจารณาตรวจอนุญาตให้เดินทางออกนอกราชอาณาจักร โดยอ้างว่า นางสาวบี (นามสมมติ)  ผู้เป็นมารดา สัญชาติไทย เดินทางมาส่งยังท่าอากาศยานสุวรรณภูมิทั้งนี้ ระหว่างการตรวจสอบ เจ้าหน้าที่ ฝ่าย ตม.ขาออกฯ ผู้ตรวจสงสัยในเอกสารประกอบการเดินทางในส่วนของใบสูติบัตร ในรายละเอียดที่ปรากฏตามใบสูติบัตร ซึ่งระบุว่า นางสาว บี เป็นมารดา และ ผู้ถูกจับกุม สัญชาติจีน เป็นบิดา เมื่อเจ้าหน้าที่เจ้าหน้าที่ฝ่าย ตม.ขาออกฯ ได้ดำเนินการตรวจสอบใบสูติบัตรดังกล่าว โดยสแกนข้อมูลจาก QR Code บนใบสูติบัตร ปรากฏข้อมูลหมายเลขประจำตัวประชาชน ตรงกับหมายเลขประจำตัวประชาชนของเด็กชายเก่งที่แสดงในใบสูติบัตรจริง ทั้งนี้ การตรวจสอบดังกล่าวเป็นการตรวจสอบตามหลักการตรวจสอบใบสูติบัตรเบื้องต้น ขณะเดียวกันได้ประสานมายัง กองกำกับการสืบสวนปราบปราม กองบังคับการตรวจคนเข้าเมือง 2 ในการร่วมตรวจสอบผู้โดยสารรายนี้ โดยเจ้าหน้าที่ กองกำกับการสืบสวนปราบปราม กองบังคับการตรวจคนเข้าเมือง 2 ได้ดำเนินการตรวจสอบหมายเลขประจำตัวประชาชนของเด็กชายเก่งจากระบบฐานข้อมูลทะเบียนราษฎรที่เชี่อมต่อกับระบบ POLIS ผลการตรวจสอบพบว่า เด็กชายเก่งมีมารดาคือ นางสาวบี ส่วนบิดาไม่ใช่ผู้ถูกจับกุม แต่กลับเป็นนายซี (นามสมมติ) สัญชาติไทย ซึ่งข้อมูลไม่ตรงกับใบสูติบัตรที่ผู้ถูกจับกุมนำมาแสดงกับเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง จึงได้ดำเนินการจับกุมส่ง พงส.สภ.ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

รายที่ 2 ผู้ถูกจับกุมเป็นชาย สัญชาติจีน อายุประมาณ 58 ปี พร้อมด้วยเด็กชายเยี่ยม (นามสมมติ) สัญชาติไทย อายุ 1 ปี 6 วัน ได้มาขอรับการตรวจอนุญาตเพื่อเดินทางออกนอกราชอาณาจักรไทยเพื่อเดินทางไปยังเมืองเซี่ยงไฮ้ ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยสายการบินไชน่าอิสเทิร์นแอร์ไลน์ เที่ยวบิน MU542 โดยผู้ถูกจับกุมได้ยื่นเอกสารประกอบการนำพาเด็กชายเยี่ยม ซึ่งเกิดในประเทศไทยให้เจ้าหน้าที่ ฝ่าย ตม.ขาออก ด่านตรวจคนเข้าเมืองท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ระหว่างการตรวจสอบ  เจ้าหน้าที่ ผู้ตรวจอนุญาตสงสัยเอกสารประกอบในส่วนของใบสูติบัตรของเด็กชายเยี่ยม ที่ระบุว่ามีมารดาเป็นบุคคลสัญชาติไทย และมีผู้ถูกจับกุม สัญชาติจีนเป็นบิดา เมื่อเจ้าหน้าที่เจ้าหน้าที่ฝ่าย ตม.ขาออกฯ ได้ดำเนินการตรวจสอบใบสูติบัตรดังกล่าว โดยสแกนข้อมูลจาก QR Code บนใบสูติบัตร ปรากฏข้อมูลหมายเลขประจำตัวประชาชน ตรงกับหมายเลขประจำตัวประชาชนของเด็กชายเก่งที่แสดงในใบสูติบัตรจริง ขณะเดียวกันได้ประสานมายัง กองกำกับการสืบสวนปราบปราม กองบังคับการตรวจคนเข้าเมือง 2 ในการร่วมตรวจสอบผู้โดยสารรายนี้ โดยเจ้าหน้าที่ กองกำกับการสืบสวนปราบปราม กองบังคับการตรวจคนเข้าเมือง 2 จึงได้ดำเนินการตรวจสอบหมายเลขประจำตัวประชาชน ของเด็กชายเยี่ยม จากระบบฐานข้อมูลทะเบียนราษฎรที่เชี่อมต่อกับระบบ POLIS ผลการตรวจสอบ พบว่า เด็กชายเยี่ยม มีมารดาและบิดาเป็นบุคคลสัญชาติไทย โดยบิดาไม่ใช่ผู้ถูกจับกุมแต่อย่างใด จึงได้ดำเนินการจับกุมส่ง พงส.สภ.ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

สตม. ขอเรียนให้ท่านทราบว่า สตม. มีมาตรการในการตรวจสอบ กวดขัน และปราบปรามการกระทำความผิดในด้านต่างๆ หากประชาชนท่านใดพบเห็นเบาะแสการกระทำความผิด กรุณาแจ้งมายัง สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เลขที่ 507 ซ.สวนพลู แขวงทุ่งมหาเมฆ เขตสาทร กรุงเทพมหานคร 10120 หรือที่หมายเลขโทรศัพท์ 1178 หรือที่ www.immigration.go.th จักขอบพระคุณเป็นอย่างยิ่ง

นนทบุรี - เขาทราย แกแล็คซี่ และ นายธงชัย ล้อสกุล สองอดีตแชมป์โลกขวัญใจชาวไทย มอบข้าวกล่องให้ทีมแพทย์และเจ้าหน้าที่รพ.สนามที่ดูแลผู้ป่วยโควิด หลังล่าสุดมียอดผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด เพิ่มสูงสุดถึงวันละ 5,000 กว่าราย

โครงการมอบข้าวกล่องแชมป์โลก ซีซั่น 2 ของ ชมรมวีรบุรุษแชมป์โลกไทย ยังคงเดินหน้าต่อไป ล่าสุดเมื่อวันที่ 28 มิ.ย.64 มีการนำข้าวกะเพราไก่ไข่ดาว,ข้าวไก่กระเทียม รวม 200 กล่อง และน้ำดื่ม 20 แพ็ค ไปมอบให้ทีมแพทย์และเจ้าหน้าที่รพ.สนามที่ดูแลผู้ป่วยโควิด ที่ โรงพยาบาลบางใหญ่ จ.นนทบุรี

โดยในวันนี้ มีสมบทบอาหารเพิ่มเติมจากทางพรสวรรค์ ป.ประมุข และภรรยา คุณปรางฉัตร สีทา และเพื่อน ๆ ชาวตลาดแสงจันทร์ ,คุณสมเด็จ ถิ่นรอด, คุณจรุญ โม้แพน, คุณไพฑูรย์ โม้แพน, คุณอรทัย ข้าวเต็มอิ่ม, จารุวรรณ ศรีอ่อนจันทร์ เป็นข้าวไก่พริกแกงเพิ่มอีก 100 กล่อง จากเดิมที่เรามอบ 100 กล่อง เป็น 200 กล่อง โดยมี ทพ.หญิง สุพิชฌาย์ พิทักษ์สกุล เป็นตัวแทนรับมอบ

ซึ่งรวมทั้งรายนามผู้สนับสนุนเดิมจาก เขาทราย แกแล็คซี่ และ นายธงชัย ล้อสกุล มอบข้าวหอมมะลิรวม 180 กก  และน้ำดื่มร่วมอีก 60 แพ็ค ,คุณนริส สิงห์วังชา มอบทุนทรัพย์ 30,000 บาท ,นายสุภชัย ฉัตรทัน กรรมการผู้จัดการ บ.ออก้า สปอร์ต มอบเสื้อให้ทีมชมรมวีรบุรุษแชมป์โลกไทย ,ยอดสนั่น ศิษย์ยอดธง พร้อมด้วย นายโอเล็กซ์ กาบาลีนอฟ และ นายอันตน ซาฟคอฟ เป็นตัวแทนจากสหพันธ์แฮนด์ทูแฮนด์ (ศิลปะการต่อสู้แบบประชิดตัวจากประเทศรัสเซีย) ร่วมสนับสนุนทุนทรัพย์ รวม 6,000 บาท และ น้ำดื่ม จาก พรสวรรค์ ป ประมุข และศูนย์การเรียนรู้มวยไทยต้านภัยยาเสพติดหมู่บ้านพระปิ่น 3  และชาวตลาดนัดแสงจันทร์ถาวร และ คุณศิวาพร เตชะวัฒนา, นายอรรถพล แซ่แต้, คุณถวิล ร้านน้ำดื่ม, คุณไพทูรจ๋า โม้แพน ตลาดแสงจันทร์ถาวร ,คุณอนุศักดิ์ พัววรานุเคราะห์ ร่วมมอบน้ำดื่ม และสนับสนุนน้ำดื่ม รวม 2,500 บาท

จากสถานการณ์ล่าสุดเมื่อ 28 มิ.ย. 64 มียอดผู้ติดเชื้อโควิดเพียงแค่วันเดียว เพิ่มขึ้นถึง 5,406 ราย ด้าน เขาทราย เผยถึง เรื่องนี้ว่า รู้สึกเป็นห่วงไม่น้อย ตนได้รับแจ้งจากโรงพยาบาลที่เราเข้าไปมอบอาหารว่า มีแพทย์และเจ้าหน้าที่ติดเชื้อเพิ่มขึ้นจากกระบวนการรักษาผู้ป่วยโควิดน่าจะหลายแห่งแล้ว ตอนนี้มันเหมือนสงครามไวรัสทีมแพทย์เป็นด่านหน้าที่ต้องเผชิญหน้ากับโรคร้าย น่าเห็นใจเจ้าหน้าที่เหล่านั้นเป็นอย่างมาก

ที่ รพ.ไทรน้อย ก็หยุดรับคนไข้ผู้ป่วยนอกแล้ว แต่ทาง รพ. ก็ยังรับข้าวกล่องทางเราเวลาเดินทางไปมอบก็ต้องรีบมอบและรีบออกมา ผมเองไม่ทานข้าวนอกบ้านมาหลายเดือนแล้ว พยายามป้องกันพอสมควร ก็กังวลเหมือนกันครับ เราตั้งใจทำงานกิจกรรมจิตอาสาของชมรมฯอย่างเต็มความสามารถ และอยากเชิญชวนให้พี่น้องชาวไทยมาร่วมช่วยเหลือเป็นกำลังใจให้กัน

 

ผวจ.จันทบุรี สั่งเจ้าหน้าที่คุมเข้มกลุ่มแรงงานแคมป์จากกรุงเทพมหานคร และพื้นที่ควบคุมสูงสุด 10 จังหวัด

หวั่นแอบหลบหนีเข้ามาในพื้นที่ ส่วนแหล่งท่องเที่ยวยังพร้อมรับนักท่องเที่ยวตามปกติ ที่บริเวณหน้าวัดนายายอาม อ.นายายอาม จ.จันทบุรี ที่เป็นเขตรอยต่อระหว่างอำเภอแกลงจังหวัดระยองกับจังหวัดจันทบุรี นายธนสาร เจริญสุข นายอำเภอนายายอาม พันตำรวจเอกพลภัทร ธรรมะสนอง ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรนายายอาม บูรณาการกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร ตม.ฝ่ายปกครอง จัดหางานจังหวัด โรงพยาบาล ท้องถิ่น ท้องที่ และ อสม.ร่วมคัดกรองด่านจุดสกัดในพื้นที่ก่อนเข้าจังหวัดจันทบุรี หลังนายสุธี ทองแย้ม ผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี ได้เรียกประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและได้มีคำสั่งให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่อำเภอนายอาม อำเภอแก่งหางแมว และอำเภอสอยดาว บูรณาการตั้งด่านสกัดเข้มเพื่อตรวจสอบกลุ่มแรงงานต่างด้าวและแรงงานคนไทย ตามข้อกำหนดในมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 (ฉบับที่ 25) เพื่อป้องกันสกัดกั้นกลุ่มแรงงานที่เดินทางมาจากพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด 10 จังหวัด กรุงเทพมหานคร /นครปฐม /ปทุมธานี /สมุทรปราการ/ นนทบุรี / สมุทรสาคร /ปัตตานี /สงขลา/ ยะลา และจังหวัดนราธิวาส เพื่อชะลอการเดินทางและสกัดกั้นการแพร่ระบาดของ Covid-19

โดยจังหวัดจันทบุรี มีการตั้งด่านสกัดทั้งหมด 5 จุด ที่อำเภอนายายอาม 2 จุด อำเภอแก่งหางแมว 1 จุดและอำเภอสอยดาว 2 จุด โดยบูรณาการร่วมกับฝ่ายปกครอง ตำรวจและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อตรวจคัดกรองการเดินทาง เน้นการเคลื่อนย้ายแรงงานอย่างเข้มงวด พร้อมสั่งการให้กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อสม.เฝ้าระวัง และป้องกันโรคในทุกอำเภอ หมู่บ้าน ออกสำรวจข้อมูลผู้เดินทางกลับภูมิลำเนา และให้ความรู้ในการแยกตัวสังเกตอาการ หลีกเลี่ยงการใกล้ชิดกับผู้อื่นทั้งในที่พักจนครบ 14 วันนับจากวันที่เดินทางมาถึงภูมิลำเนา รวมทั้งการปฏิบัติตัวในการป้องกันการแพร่กระจายเชื้ออย่างเคร่งครัด ซึ่งการตั้งด่านตรวจสกัดเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและได้รับความร่วมมืออย่างดีจากผู้ใช้เส้นทางทั้งนี้ยังมีการเรียกตรวจรถขนส่งโดยสารสาธารณะจากกรุงเทพมหานครแต่ยังไม่พบว่ามีแรงต่างด้าวและคนไทยในพื้นที่เสี่ยงเข้ามาในจังหวัดจันทบุรีแต่อย่างใด ส่วนนักท่องเที่ยวและประชาชนทั่วไปยังสามารถเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในจังหวัดจันทบุรีได้ตามปกติ แต่ต้องอยู่ภายใต้มาตรการป้องกันโควิด – 19 สถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ พร้อมให้บริการ ยกเว้นอุทยานแห่งชาติ น้ำตกพลิ้ว น้ำตกกระทิง น้ำตกเขาสอยดาวที่ปิดให้บริการชั่วคราว


ภาพ/ข่าว จรัล บรรยงคเสนา ผู้สื่อข่าวจ.จันทบุรี

นายพรเทพ เขม้นเขตวิทย์ รายงานจากศูนย์ข่าวภาคตะวันออก

ชลบุรี - การท่าเรือ มอบเงินเยียวยากลุ่มประมงที่ได้รับผลกระทบจากโครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 ทั้ง 6 กลุ่ม จำนวนเงินกว่า 125 ล้านบาท

เมื่อวันที่  28 มิ.ย. 64 เรือโทกมลศักดิ์ พรหมประยูร ผู้อำนวยการการท่าเรือแห่งประเทศไทย เป็นประธานในพิธีจ่ายเงินค่าชดเขยเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากโครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ขั้นที่ 3 ให้กับประมงเรือเล็ก จำนวน 6 กลุ่ม ซึ่งมีสมาชิกจำนวน 302 รายโดยจ่ายค่าชดเชยเยียวยาในครั้งนี้จำนวน 290 ราย รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 125,144,699 บาท โดยมี นายวุฒิศักดิ์ สิงหเดโช นายอำเภอบางละมุง และผู้บริหารท่าเรือแหลมฉบัง เข้าร่วม ณ ห้องแตรทอง 1 ศูนย์สวัสดิการ ท่าเรือแหลมฉบัง อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี

ตามที่คณะรัฐมนตรี มีมติอนุมัติโครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของท่าเรือแหลมฉบัง ในการรองรับเรือตู้สินค้าระหว่างประเทศ และเป็นการเพิ่มศักยภาพในการให้บริการการขนส่งสินค้าทางทะเล ซึ่งโครงการดังกล่าว ได้ทำการศึกษาการจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพหรือ EHIA ในพื้นที่โครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 โดยมาตรการในรายงาน EHIA กำหนดให้มีการชดเชยเยียวยากับกลุ่มประมงผู้ได้รับผลกระทบ ซึ่งท่าเรือแหลมฉบังประสงค์จะเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมในลักษณะการจ่ายเงินค่าชดเชยเยียวยาให้แก่กลุ่มประมงเรือเล็ก จำนวน 6 กลุ่ม ซึ่งมีสมาชิก จำนวน 302 ราย โดยจ่ายค่าชดเชยเยียวยาในครั้งนี้ จำนวน 290 ราย รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 125,144,699 บาท สำหรับอีก 12 ราย จะทำการจ่ายค่าชดเชยเยียวยาเมื่อได้รับเอกสารที่ครบถ้วนสมบูรณ์ต่อไป โดยการจ่ายค่าชดเขยเยียวยานั้น จะแบ่งเป็น 2 ช่วง คือช่วงระยะเวลาการก่อสร้าง 4 ปี และช่วงระยะเวลาการฟื้นฟู 2 ปี ภายหลังการก่อสร้างแล้วเสร็จ รวมระยะเวลาจ่ายค่าชดเขยเยียวยา จำนวน 6 ปี คิดเป็นเงินทั้งสิ้น 780,720,894 บาท


ภาพ/ข่าว  นิราช / นันทพล ทิพย์ศรี ก012 ชลบุรี

พัทลุง - ทำนาริมทะเล 1 เดียวในประเทศไทย ความภาคภูมิใจของลูกหลานชาวบ้านปากประ

บ้านปากประ หมู่ที่ 8 ตำบลลำปำ อำเภอเมือง จังหวัดพัทลุง  ชาวบ้านส่วนใหญ่ใช้ชีวิตออกเรือหาปลาเป็นอาชีพหลัก หารายได้มาเลี้ยงครอบครัวตั้งแต่บรรพบุรุษ บ้านเรือนก็ตั้งอยู่ริมฝั่งทะเลสาบ ซึ่งแต่ละรายมีที่ดินบนฝั่งเพื่อประกอบอาชีพเพาะปลูกน้อยมาก จึงคิดค้นหาวิธีการเพาะปลูกพืชในทะเลสาบ หรือริมฝั่งริมทะเลสาบเพื่อเป็นผลผลิตเลี้ยงครอบครัว บรรพบุรุษของชาวประมงนับร้อยปี  จึงได้คิดทำนาข้าวในทะเล โดยใช้พื้นที่ริมชายฝั่งทะเลสาบที่ทอดยาวกว่า 9 กิโลเมตร และถ่ายทอดความรู้วิธีการปลูกข้าวในทะเลสาบมาจนถึงยุคปัจจุบัน

นายสายัณ รักดำ กรรมการสถานศึกษาโรงเรียนวัดปากประ ดูแลงานกิจกรรมโรงเรียนและการทำนาเล เผยว่า การทำนาเลของจังหวัดพัทลุงเป็นหนึ่งเดียวในประเทศไทย ฤดูกาลในการทำนาเลเริ่มตั้งแต่ช่วงเดือนมิถุนายนจนถึงต้นเดือนกรกฎาคมและจะเก็บเกี่ยวในเดือนกันยายน เราจะเริ่มหว่านต้นกล้าจะเป็นช่วงต้นเดือนมิถุนายนเว้นต้นกล้าอายุ 1 เดือน แล้วไปปักในทะเลใช้เวลาไม่เกิน 90 วันก็จะเก็บเกี่ยวได้เลย ทำไมเราต้องอาศัยช่วงนี้เป็นเพราะช่วงนี้ลมตะวันตกพัดมาฝั่งตะวันออกหรือที่บ้านเรียกกันว่าลมพลัด จะทำให้น้ำทะเลลดและหาดโคลนก็จะปรากฏขึ้นเป็นโคลนตมที่เหมาะกับการทำนาริมเล ส่วนพื้นที่ที่เหมาะในการทำนาเลก็คือแนวทะเลสาบสงขลาฝั่งจังหวัดพัทลุง ตั้งแต่หมู่ที่ 7 8 และ 11 ของตำบลลำปำ อำเภอเมือง จังหวัดพัทลุง ทำได้ปีละ 1 ครั้ง โดยไม่ต้องฉีดยาไม่ต้องใส่ปุ๋ย อาศัยแร่ธาตุและซากพืชซากสัตว์จากโคลนตมที่น้ำทะเลพัดขึ้นมา

ในปีนี้พันธุ์ข้าวที่ใช้จะเป็นข้าวพัฒนาสายพันธุ์ได้แก่พันธุ์ กข.55 เพราะปีที่แล้วเราทดลองระหว่างพันธุ์ กข.43 กับ กข.55 ปรากฏว่าข้าวพันธุ์กข.55 ได้ผลผลิตมากกว่า ปีนี้เลยเน้นเป็นพันธุ์ กข.55 เหมาะสำหรับพื้นที่ทำนาเลตรงนี้ การทำนาเลนี้เป็นอาชีพเสริมรายได้ที่ทำก็เพื่อนำข้าวมาเก็บไว้ใช้กินเองในครัวเรือนไม่ได้ทำไว้ทางการพาณิชย์ ซึ่งปกติแล้วคนทะเลสาบสงขลาจะประกอบอาชีพรับจ้างและการทำประมง ส่วนการทำนาริมเลทำมาเป็น 100 ปีแล้ว ตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษเป็นการสืบสานวัฒนธรรมทางการเกษตรในด้านการทำนาริมเล อีกอย่างที่นี่ชาวบ้านเขาก็ทำกันมานมนานแล้ว ซึ่งทางสำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดพัทลุงก็จะมาเน้นเป็นการท่องเที่ยวและเปิดเป็นศูนย์การเรียนรู้ในแก่นักเรียนในเรื่องการทำนาเล ส่วนโรงเรียนที่มาเป็นประจำก็คือโรงเรียนสตรีพัทลุงและมหาวิทยาลัยทักษิณวิทยาเขตพัทลุงรวมถึงหน่วยงานต่าง ๆ เข้ามาเยอะพอสมควร ในด้านผลกระทบในการทำนาเลตรงนี้จะเป็นเรื่องดินและฝนฟ้าอากาศมากกว่า สมมติว่าปีไหนที่พายุเข้าเร็วแล้วข้าวยังไม่สุกดีข้าวก็จะล้ม แล้วถ้าน้ำเค็มเข้าข้าวก็จะลีบไม่เป็นเม็ด แต่โชคดีหน่อยปีที่ผ่านมาน้ำท่วมทำให้น้ำจืดดันน้ำเค็มไปในทะเล และผลจากการน้ำท่วมคลื่นในทะเลแรงเลยพัดเอาตมขึ้นมากองริมขอบชายฝั่งเยอะเลยเหมาะที่จะทำนาเป็นอย่างมาก

ส่วนปริมาณข้าวจะได้ประมาณ 90 เปอร์เซ็นต์ ชาวนาริมทะเลสาบสงขลา ไม่ต้องซื้อข้าวกิน และบางรายยังเหลือสามารถขายได้ด้วย “การทำนาริมทะเลแห่งเดียวในประเทศไทย ที่นักท่องเที่ยวหากมีเวลาต้องไปสัมผัส” นี่คือความภาคภูมิใจของลูกหลานชาวบ้านปากประ ที่บรรพบุรุษได้สร้างไว้


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top