Sunday, 1 November 2026
THE STATES TIMES TEAM

กาฬสินธุ์ - รณรงค์หยุด!! ‘การเผาพื้นที่เกษตร’ ร่วมทำแนวกันไฟ เดินหน้านำร่องหนุนเกษตรกร ใช้เทคโนโลยีเปลี่ยนของเสียให้มีประโยชน์

ผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์ ร่วมกับส่วนราชการสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ฝ่ายปกครอง องค์กรภาคเอกชน และเครือข่ายเกษตรกร รณรงค์หยุดการเผาในพื้นที่เกษตร เดินหน้านำร่องหนุนเกษตรกรใช้เทคโนโลยีเปลี่ยนของเสียให้มีประโยชน์ ลดต้นทุนการผลิต เกิดความสมบูรณ์ของดินและอินทรียวัตถุในดิน ได้ผลผลิตที่เพิ่มสูงขึ้น

เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 14 มกราคม 2565 ที่แปลงเกษตรกร นายสุนัน มิทะรา บ้านโนนตูม หมู่ที่ 4 ต.หนองตอกแป้น อ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์ นายทรงพล ใจกริ่ม ผวจ.กาฬสินธุ์ เป็นประธานพิธีเปิดงานนำร่องสาธิตเทคโนโลยีการจัดการเศษวัสดุทดแทนการเผา ภายใต้โครงการส่งเสริมการหยุดเผา ในพื้นที่การเกษตร ปี 2565 โดยมีนายธวัชชัย รอดงาม รอง ผวจ.กาฬสินธุ์ นายชานุวัฒน์ วรามิตร นายก อบจ.กาฬสินธุ์ นายอัครพงษ์ เขียวแจ่ม ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จ.กาฬสินธุ์ และหัวหน้าส่วนราชการร่วมงาน

นายทรงพล ใจกริ่ม ผวจ.กาฬสินธุ์ กล่าวว่างานนำร่องสาธิตเทคโนโลยีการจัดการเศษวัสดุทดแทนการเผา ภายใต้โครงการส่งเสริมการหยุดเผาดังกล่าว จัดโดยสำนักงานเกษตร จ.กาฬสินธุ์ ร่วมกับอำเภอยางตลาด สำนักงานเกษตรอำเภอยางตลาด องค์การบริหารส่วนตำบลหนองตอกแป้น องค์กรภาคเอกชน และเครือข่ายเกษตรกรในพื้นที่ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างเครือข่ายเกษตรปลอดการเผาในพื้นที่การเกษตร สร้างจิตสำนึกและการมีส่วนร่วมของคนในชุมชนในการทำเกษตรปลอดการเผา รวมทั้งส่งเสริมให้เกษตรกรนำเอาวัสดุเหลือใช้จากการเกษตร มาปรับใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ในการสร้างมูลค่าและเพิ่มผลผลิต

นายทรงพลกล่าวอีกว่า ปัญหาหมอกควันปกคลุมและเกิดมลพิษทางอากาศ มีสาเหตุหนึ่งมาจากการเผาในที่โล่ง ทั้งในพื้นที่ป่าและพื้นที่การเกษตร ซึ่งการเผาดังกล่าวได้ส่งผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยของประชาชน ทำให้เกิดภาวะโลกร้อน รวมทั้งยังส่งผลเสียต่อการทำอาชีพการเกษตรโดยตรง คือทำให้ดินเสื่อมโทรม ขาดความอุดมสมบูรณ์และส่งผลให้สูญเสียทางด้านเศรษฐกิจ ทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น และผลผลิตต่ำกว่าที่ควรจะเป็น

ศอ.บต.ชี้!! จะนะ เป็นเมืองอุตสาหกรรม BCG - รองเจ้าคณะจังหวัด 18 ชี้!! ‘เมืองอุตสาหกรรมจะนะ’ จะทำให้เศรษฐกิจ จชต.รุ่งเรือง

จากกรณี เพจ "BRN" Barisan Revolusi National โพสต์ข้อความประเด็นที่มีการพูดคุยสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ เมื่อวันที่ 11 - 12 มกราคม 2565 ที่ผ่านมาโดยหนึ่งในประเด็นที่มีการพูดคุย นั้นเป็นเรื่องของ การมีส่วนร่วมทางการเมือง อะไรคือการนิยามการมีส่วนร่วมทางการเมืองของรัฐไทย เมื่อการมีส่วนร่วมทางการเมืองที่รัฐพยายามกีดกันผู้เห็นต่างทางการเมือง สร้างพยานหลักฐานในการจัดทำกระบวนการการมีส่วนร่วมในการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน กระบวนการเปลี่ยนแปลงพื้นที่อ.เทพา จากพื้นที่สีเขียวให้กลายเป็นพื้นที่สีม่วง เพื่อเอื้อประโยชน์แก่นายทุน ฯลฯ

ล่าสุดฝ่ายบริหาร ศอ.บต. ได้แสดงความเห็นต่อท่าทีดังกล่าวว่าเรากำลังเข้ากับดักของเขา นั้นหมายถึง เขาไม่ให้ความเจริญเข้าถึงพื้นที่ ก็เป็นไปตามที่กลุ่มผู้ก่อการได้เขียนเอาไว้ เกิดการพัฒนาพื้นที่จะทำให้คนมีอิสระความคิดมีการศึกษาและมีความพยายามในการพัฒนาคุณภาพชีวิตมากขึ้นซึ่งก็จะยากต่อการควบคุมจัดการของฝ่ายตรงข้ามทันทีโดยหลักการพัฒนาของประเทศต่าง ๆ ก็เป็นเช่นนี้กัน

อุตสาหกรรมที่จะเกิดรับรองว่าเป็น BCG และเป็นอุตสาหกรรมแห่งอนาคตเช่นเครื่องของการผลิตชิปผลิตรถยนต์ EV Car ซึ่งเป็นความต้องการตลาดปัจจุบันไม่มีมลพิษที่สำคัญไม่มีปิโตรเคมีแน่นอนแต่ฝ่ายค้านชอบเอาประเด็นนี้มันเล่นกันเสมอต้องทำให้เห็นภาพว่าสิ่งที่จะเกิดขึ้นมันเป็นประโยชน์ต่อประชาชนโดยเฉพาะเชื่อมโยงผลผลิตทางการเกษตรทั้งหมด เด็กในปัจจุบันก็จะมีทางเดินออกไม่ต้องเดินทางไปทำงานยังต่างประเทศหรือนอกพื้นที่เช่นที่ผ่านมา

ทางด้าน พระสิริจริยาลังการ เจ้าอาวาสวัดตานีนรสโมสร รองเจ้าคณะภาค 18 กล่าวว่า อยากเห็นการพัฒนาเรื่องการค้าขายระหว่างไทยมาเลเซีย ทำให้เป็นจุดใหญ่ ๆ ที่พัก พระอาจารย์คิดแบบนี้อย่าง  เรื่องที่จะนะสมควรทำ แต่ชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบ ก็ต้องหาวิธีแก้ช่วยเขา เข้าไปแก้ให้เขา เขาได้รับผลกระทบเรื่องไหน เข้าไปช่วยเลยเป็นจุด ๆ ไป เพราะถ้าเราเอาจุดเดียวมาเป็นปัญหาใหญ่ มันไม่ได้ ต้องดูว่าจุดที่เขาเรียกร้องอยู่ผลกระทบจริง ๆ เรื่อง วิถีชีวิตกระทบยังไง เข้าไปจัดการให้เป็นพิเศษเลย ดูคนตรงนั้น จุดตรงนั้น วิถีชีวิตตรงนั้น ให้เป็นพิเศษว่าจะเอายังไงให้อยู่กับเมืองอุตสาหกรรมที่มันจะเอื้อต่อคนหมู่มาก และเอื้อต่อการค้าไทยมาเลเซีย และจะนะเป็นเมืองด่าน ถ้าทำได้พระอาจารย์รับรองว่ารุ่งเรืองแน่สามจังหวัดนี้ คือพอคนมีอาชีพ เรื่องอื่น ๆ ก็จะหายไป

คำว่าความสงบ การสูญเสียในชีวิต ยังไม่เห็นว่าจะจบได้อย่างไรเพราะกลุ่มที่ มีอุดมการณ์ ก็ยังมีอยู่ ยังเป็นกองกำลังที่ใช้อาวุธใช้ความรุนแรง กับสถานการณ์ ที่ใช้ความรุนแรงในการทำลายมันยังมีอยู่ยังไม่จบ ยังปราบไม่ได้ปราบด้วยวิธีไหนยังไม่หมด ยังไม่จบ  เพียงแต่ว่าทางเศรษฐกิจอาจจะดีขึ้น จังหวัดชายแดนภาคใต้มีชายแดนติดมาเลเซีย เห็นกำลังรัฐบาลพยายามที่จะจับเรื่องการค้าชายแดน ทำอะไรต่าง ๆ ที่มันจะเอื้อต่อการค้าการขาย พระอาจารย์ว่าถ้าทำสำเร็จ ตรงนี้ หรือทำให้เดินไปได้ ถ้าเศรษฐกิจดี ปัญหาตรงนี้ อาจหมดไปได้ การสร้างนิคมอุตสาหกรรม ต้องมีแล้วที่จะนะที่เขาคุยกัน แต่อาจต้องมีผลกระทบบ้าง

 

ผช.รมว.แรงงาน เปิดประชุมทวิภาคี ระหว่างประเทศไทยและประเทศกัมพูชา เพื่อส่งเสริมการสรรหาแรงงานอย่างมีจริยธรรมและยุติธรรม ช่วงระหว่างและหลังการระบาดเชื้อไวรัสโควิด-19

วันที่ 14 มกราคม 2565 เวลา 09.00 น. นายสุรชัย ชัยตระกูลทอง ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงแรงงาน เป็นประธานกล่าวต้อนรับพิธีเปิดการประชุมทวิภาคีเพื่อส่งเสริมการสรรหาแรงงานอย่างมีจริยธรรมและยุติธรรมระหว่างประเทศกัมพูชาและประเทศไทยในช่วงระหว่างและหลังการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ผ่านระบบการประชุมทางไกล Zoom โดยกล่าวว่า แรงงานข้ามชาติจากประเทศเพื่อนบ้านมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทยในภาคอุตสาหกรรมต่าง ๆ ในปัจจุบันแรงงานข้ามชาติจากประเทศกัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม ที่ขึ้นทะเบียนมีจำนวนกว่า 2.1 ล้านคน โดยแรงงานกัมพูชามีจำนวน 448,492 คน ซึ่งส่วนใหญ่ทำงานในภาคการก่อสร้าง การเกษตร งานบริการต่าง ๆ การผลิตหรือจำหน่ายอาหารและเครื่องดื่ม การค้าส่ง ค้าปลีก และแผงลอยในตลาด

ประเทศไทยและกัมพูชามีการลงนามใน MOU ฉบับแรก ว่าด้วยความร่วมมือด้านแรงงานระหว่างกัน เมื่อปี พ.ศ. 2546 ซึ่งถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นในการส่งเสริมให้การโยกย้ายถิ่นฐานของแรงงานชาวกัมพูชามาทำงานในประเทศไทยเป็นปกติและปลอดภัย ส่งเสริมให้มีการจ้างงานอย่างมีจริยธรรมได้อย่างครอบคลุม สามารถป้องกันปัญหาการค้ามนุษย์ และขจัดการแสวงหาผลประโยชน์จากแรงงานข้ามชาติได้จนถึงปัจจุบัน นอกจากนี้ กระทรวงแรงงานได้พัฒนากฎหมายและข้อบังคับอย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งเสริมการสรรหาแรงงานอย่างมีจริยธรรมและยุติธรรม โดยมีนโยบายการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว ซึ่งเป็นการดำเนินการภายใต้ พระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2560 และที่แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2561 กำหนดห้ามการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการจัดหางานจากแรงงานข้ามชาติ และควบคุมให้กระบวนการจ้างแรงงานข้ามชาติเป็นไปอย่างโปร่งใสและยุติธรรม ตลอดจนเคารพสิทธิของแรงงาน และการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกัน และจากการระบาดของโรคโควิด-19

ประเทศไทยจำเป็นต้องชะลอการนำแรงงานเข้ามาทำงานตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคม 2563 กระทรวงแรงงานจึงได้กำหนดมาตรการและแนวทางการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าวภายในประเทศตามมติคณะรัฐมนตรี เพื่อบรรเทาภาวะการขาดแคลนแรงงานของนายจ้างและสถานประกอบการ รวมถึงมีการช่วยเหลือแรงงานต่างด้าวให้อยู่ต่อและทำงานในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวได้ต่อไป ตลอดจนผ่อนผันให้คนต่างด้าวที่มีสถานะไม่ถูกต้องตามกฎหมายให้สามารถทำงานอย่างถูกต้องตามกฎหมาย นอกจากนี้ยังมีมาตรการช่วยเหลือแรงงานข้ามชาติภายใต้สถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 ซึ่งเป็นมาตรการเดียวกันกับที่ใช้ช่วยเหลือแรงงานไทย โดยไม่มีการเลือกปฏิบัติ เช่น การให้บริการฉีดวัคซีน การให้คำแนะนำในการป้องกันและดูแลตนเอง การบริจาคอาหารกรณีแรงงานภาคก่อสร้างที่ได้รับผลกระทบจากการปิดสถานประกอบการ

ปัจจุบันกระทรวงแรงงานได้บูรณาการทำงานร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง กรมการปกครอง รวมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการพิจารณากำหนดแนวทางการนำแรงงานต่างด้าวมาทำงานกับนายจ้างในประเทศไทยตามระบบ MOU ภายใต้สถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 เพื่อให้นายจ้างและสถานประกอบการมีแรงงานที่เพียงพอต่อการขับเคลื่อนกิจการตลอดจนเศรษฐกิจของประเทศ แก้ไขปัญหาการลักลอบเข้าเมือง สามารถควบคุมและป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ได้อย่างเป็นระบบ และเพื่อให้แรงงานข้ามชาติเข้าสู่ระบบการจ้างงานที่ถูกกฎหมายอันจะเกิดประโยชน์แก่ประเทศไทย ทั้งด้านเศรษฐกิจ สาธารณสุข ความมั่นคง และระบบการจ้างงานของประเทศ ทั้งนี้ นายจ้างจะเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายการดำเนินการ เช่น ค่ากักตัว ค่าตรวจหาเชื้อไวรัสโควิด-19 เป็นต้น

 

ลำพูน - ‘วัดมหาวัน’ เชิญพุทธศาสนิกชน! ร่วมไหว้สาใส่ขันดอกบูชาพระรอดหลวง โอกาสสมโภชวัดมหาวันครบ 1,365 ปี

พระประกอบบุญ สิริญาโณ เจ้าอาวาสวัดมหาวัน จังหวัดลำพูน เจริญพรว่า ประชาชนชาวพุทธทั่วประเทศต่างเดินทางมากราบไหว้ขอพรพระรอดหลวงในเทศกาลขึ้นปีใหม่ 2565 พระรอดหลวงอายุ1,400 ปี คู่เมืองลำพูน ไหว้ขอพรพระรอดหลวง แก้บนพระรอด เช่าบูชาพระรอดสุดขลังของดีเมืองลำพูน และเที่ยวชมบรรยากาศภายในวัดมหาวัน ชมศิลปวัฒนธรรม ในวันที่ 26-30 มกราคม 2565 เชิญชาวพุทธมาร่วมพิธีไหว้สาใส่ขันดอกแขวนโคมจุดประทีปหมื่นดวง ถวายบูชาพระรอดพันปีชมนิทรรศการพระเครื่องพระสกุลลำพูน  การแสดงศิลปวัฒนธรรม กาดมั่ว สินค้าอาหารพื้นเมืองเหนือ

ทั้งนี้นักนิยมพระเครื่องหลายต่อหลายคนเมื่อมีโอกาสเดินทางไปจังหวัดลำพูน ส่วนใหญ่ไม่พลาดที่จะแวะเข้าไปที่วัดมหาวัน วัดแห่งนี้นอกจากจะเป็นวัดหลวงเก่าแก่ที่สร้างขึ้นในสมัยพระนางจามเทวีแล้ว วัดนี้ยังเป็นต้นตำนานของพระรอดเมืองลำพูน ที่นักสะสมพระเครื่องต่างต้องการมีไว้ครอบครอง เป็นที่รู้กันดีว่าวัดมหาวันลำพูนเป็นต้นกำเนิดของพระรอด

พระประกอบบุญ สิริญาโณ เจ้าอาวาสวัดมหาวัน จังหวัดลำพูน เจริญพรอีกว่า พิธีสมโภชมหาพุทธาภิเษกพระรอดสัมฤทธิ์ พระรอดรัตนมณีหยกดำ พระพุทธธาตุเจ้า บูรระปิดทองพระพุทธรูปโบราณ พระกริ่งอิ่มบุญ มหากุศลสร้างมหามณฑปพระพุทธสิกขีปฏิมากรพระรอดหลวง กำหนดการ ในวันที่ 22 มกราคม 2565 เวลา 14.00 น. จะมีพิธีแห่พระรอดสัมฤทธิ์ พระรอดรัตนมณีหยกดำพระพุทธธาตุเจ้า จากวัดพระสิงห์วรมหาวิหารจังหวัดเชียงใหม่สู่วัดมหาวันจังหวัดลำพูน และในวันที่ 26 มกราคม 2565 เวลา 16.00 น.พิธีแห่อัญเชิญพระรอดพันปีสู่ข่วงแก้วลานบุญบูชา ใส่ขันดอกทุกวัน

ในเวลา 16.00 น.มีพิธีเปิดงานพระรอดมหาวัน วันที่ 28 มกราคม 2565  เวลา 17.00 น.ประกอบพิธีทำบุญอุทิศแด่บูรพาจาร์ยและอดีตเจ้าอาวาสวัดมหาวัน ในวันที่ 29 มกราคม 2565  เวลา 19.00 น.ประกอบพิธีสมโภชมหาพุทธาพิเษกพระพุทธรูปต่าง ๆ จุดประทีปโคมไฟ และวันที่ 30 มกราคม 2565  ตั้งแต่เวลา 08.00 น.พิธีบรวงสรวง และพิธีแห่พระรอดคุ้มเมือง และเวลา 13.00 น. พิธีบรวงสรวง ยกปลีฉัตรพระรอดหยก และเจริญพระพุทธมนต์สมโภชเบิกเนตรพระกริ่งอิ่มบุญ พระรอดหยก พระรอดสัมฤทธิ์ พระพุทธธาตุเจ้า พระพุทธรูปโบราณปิดทอง และพิธีทอดผ้าป่าสร้างมณฑปพระพุทธสิกขีปฎิมากรพระรอดหลวงเทิดพระบารมีพระนางเจ้าจามเทวีศรีหริภุญชัย ตามลำดับ

 

ศพดส.ตร. พบเรือประมงสองจังหวัด สวมทะเบียนลอบทำประมงผิดกฎหมาย สั่งขยายผลจับกุมผู้เกี่ยวข้อง เชื่อ!!เจ้าหน้าที่รัฐมีส่วนรู้เห็น

จากกรณีที่ประเทศไทยได้ถูกลดอันดับการรายงานสถานการณ์การค้ามนุษย์จากทางการสหรัฐฯ ลงเป็นอันดับประเทศที่ต้องจับตามอง (Tier 2 Watch List) โดยมีข้อสังเกตในเรื่องการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับการค้ามนุษย์อย่างจริงจังในทุกภาคส่วน ปัญหาการบังคับใช้แรงงานและแรงงานข้ามชาติซึ่งเกิดขึ้นในหลายอุตสาหกรรมรวมถึงภาคการประมง รวมทั้งปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย ตามที่ทราบแล้ว นั้น

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ  รองนายกรัฐมนตรี ได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย เพื่อแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย และการบังคับใช้แรงงานในภาคการประมง โดยมี พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นประธานคณะทำงานเพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจสอบ ควบคุม เฝ้าระวังการทำการประมงโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพื่อขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าวอย่างมีประสิทธิภาพ

โดยได้แต่งตั้งชุดปฏิบัติการตรวจสอบและเพิ่มประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาการประมง เพื่อการบังคับใช้กฎหมายดังกล่าวและประสานการปฏิบัติร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ในการนี้ พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. จึงได้สั่งการให้ พล.ต.อ.รอย อิงคไพโรจน์ รองผู้บัญชาการ ตำรวจแห่งชาติ/ผู้อำนวยการ ศพดส.ตร. และ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ/ รองผู้อำนวยการ ศพดส.ตร./รองประธานอนุกรรมการแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย ให้ดำเนินการแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม (IUU Fishing) โดยเร่งด่วน

ต่อมาเมื่อวันที่ 13 มกราคม 2565 พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ผู้ช่วย ผบ.ตร./รองประธานอนุกรรมการแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย ได้เดินทางมาตรวจสอบเรือประมงต้องสงสัยในการสวมซาก ปลอมเปลี่ยนแปลงชื่อเรือ ที่คานเรือ ต.โกรกกราก อ.เมือง จ.สมุทรสาคร 

หลังได้รับรายงานจาก สภ.สัตหีบว่า เมื่อวันที่ 8 ม.ค.2565 เจ้าหน้าที่ประจำด่านตรวจประมงชลบุรีเข้าตรวจสอบเรือประมงชื่อโนรีนาวา ณ ท่าเทียบเรือสะพานปลาป้าแคลง ซึ่งเรือลำดังกล่าวยื่นคำร้องขอปิดสัญญาณอุปกรณ์ระบุตำแหน่งเรือชั่วคราว เนื่องจากกรณีตัวเรือเกิดชำรุดเสียหายต้องซ่อมแชม โดยนำเรือเข้าอู่เรือคานเรือ หรือท่าเทียบเรือประมงไว้กับด่านตรวจประมงชลบุรี แต่เมื่อไปตรวจสอบ ไม่พบเรือลำดังกล่าวที่ท่าเทียบเรือสะพานปลาป้าแคลง จึงขยายผลตรวจสอบ จนพบเรือดังกล่าว ถูกนำไปจอดไว้ห่างออกไป ซึ่งคาดว่าจะนำเรือไปจม เพื่อนำหมายเลขเรือดังกล่าวไปสวมซากเรือ 

พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ ได้สั่งการให้ พล.ต.ต.พนัญชัย ชื่นใจธรรม รอง ผบช.ภ.1/หน.ชป.2 พ.ต.อ.น้ำเพขร ทรัพย์อุดม รอง ผบก.คด./รอง หน.ชป.ที่ 2 พร้อมพวกตำรวจสืบสวนขยายผลจนได้ข้อมูลว่า มีเรือที่เกี่ยวข้องกัน อยู่ที่ จ.สมุทรสาคร จึงเดินทางมาตรวจสอบพบเรือต้องสงสัยอีก 1 ลำ จึงร่วมกับพิสูจน์หลักฐาน กรมเจ้าท่า กรมประมง ศรชล. ตำรวจน้ำ ทำการตรวจพิสูจน์

เบื้องต้นพบว่า นายสนั่น แซ่ลี้ เป็นเจ้าของเรือ โดยให้การว่า ซื้อเรือ ศุภประภานำโชค   มาจาก น.ส.สุธีรา มุกดา อยู่ที่ ต.แสมสาร  ชลบุรี  เมื่อวันที่ 16 พ.ย.64  ในราคาสามแสนบาท   โดยจดทะเบียนที่ กรมเจ้าท่าถูกต้อง ก่อนผู้ขายจะขับเรือมาส่งให้ ที่ท่าหน้าบ้าน เลขที่ 82/6 ม.2 ต.บางหญ้าแพรก อ.เมือง จ.สมุทรสาคร  โดยผู้ซื้อเดินทางด้วยรถยนต์ มาจดทะเบียนโอนเรือให้ที่ จท.สมุทรสาคร  และจอดเรือไว้ที่ท่าหน้าบ้านประมาณ 20 วัน จึงนำเรือมาขึ้นคานซ่อมแซม ที่คานเรือ เนื่องจากเรือมีสภาพทรุดโทรมมาก จากนั้นตน ก็ไปขอโอนใบอนุญาตทำการประมงพาณิชย์ และได้รับแล้ว  มีเอกสารหลักฐานครบถ้วนถูกต้อง  

จากการตรวจสอบกายภาพของเรือ พบมีชื่อ เลขทะเบียน เลขเครื่องหมายประจำเรือประมง  มีการตอกเลขอัตลักษณ์2 แห่ง จึงได้แจ้งจท. Pipo ศรชล. พฐ. ร่วมตรวจสอบเรือ โดยตรวจวัดขนาด และตรวจเลขอัตลักษณ์ พฐ.ตรวจพิสูจน์ ชื่อเรือ  เลขทะเบียน โดยจะลอกสี  เพื่อดูชื่อเรือที่เคยเขียนไว้ก่อนหน้านี้ รวมทั้งตรวจ การตอก ร่องรอยลักษณะ 

โดยเบื้องต้นพบว่า เรือลำดังกล่าวมีการขูดเปลี่ยนแปลงหมายเลขเป็นอีกลำหนึ่ง ซึ่งน่าจะมีความเกี่ยวข้องกับ เรือ ศุภประภานำโชค เรือโนรีนาวา ที่ตรวจพบที่ สัตหับ จ.ชลบุรี

พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า “เรือต้องสงสัยที่ตรวจพบทั้งหมด มีความเชื่อมโยงกัน มีการขูดลอกเลข เพื่อปลอมแปลงชื่อเรือ ซึ่งอยู่ระหว่างการตรวจสอบโดยละเอียดของกองพิสูจน์หลักฐาน หากพบการกระทำความผิด จะเรียกผู้เกี่ยวข้องมาดำเนินคดี รวมทั้งขยายผลว่ามีเจ้าหน้าที่รัฐรู้เห็นเป็นใจหรือไม่ ยืนยันว่าจะทำความจริงให้ปรากฏ แยกน้ำดีออกจากน้ำเสีย เพื่อแก้ปัญหาประมงผิดกฎหมายตามนโยบายรัฐบาล” 

 

สุโขทัย - อบจ.สุโขทัย ร่วมกับเทศบาลศรีสำโรง จัดโครงการคลองสวยน้ำใส กำจัดผักตบชวาและวัชพืชในคลอง เสริมแหล่งพักผ่อนเติมสุขให้ชุมชน

โครงการคลองสวยน้ำใส (กิจกรรมขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาผักตบชวาและวัชพืชคลองตาปาน) พื้นที่แหล่งน้ำสำคัญของอำเภอศรีสำโรง จ.สุโขทัย มีนายมนู พุกประเสริฐ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุโขทัย เป็นประธานในพิธีพร้อมด้วยคณะผู้บริหารและบุคลากร องค์การบริหารส่วนจังหวัด และเทศบาลตำบลศรีสำโรง

ซึ่งอบจ.สุโขทัย ได้สนับสนุนเครื่องจักรกล พร้อมเจ้าหน้าที่ เข้าดำเนินการกำจัดผักตบชวาและวัชพืช ที่กีดขวางทางน้ำในคลองตาปาน ที่เป็นคลองน้ำสำคัญในพื้นที่อำเภอศรีสำโรง ที่ใช้ประโยชน์จากคลองน้ำสายนี้ และเพื่อพัฒนาปรับปรุงภูมิทัศน์บริเวณคู คลอง เป็นการส่งเสริมให้ประชาชน ชาวชุมชน ในพื้นที่ได้มีส่วนร่วม และตระหนักถึงความสำคัญของการอนุรักษ์ทรัพยากรแหล่งน้ำในชุมชน

เพชรบูรณ์ - ‘มูลนิธิราชประชานุเคราะห์ในพระบรมราชูปถัมภ์’ ประจำจังหวัดเพชรบูรณ์ มอบสิ่งของพระราชทานให้แก่ผู้ประสบอัคคีภัย

นายชัชวาลย์ เบญจสิริวงศ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ เชิญถุงยังชีพพระราชทานในมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ ประจำจังหวัดเพชรบูรณ์ ไปมอบให้ นายเพียร โพยนอก  ผู้ประสบอัคคีภัย  ณ บ้านเลขที่ 59 หมู่ที่ 6 ต.พญาวัง อ.บึงสามพัน จ.เพชรบูรณ์ โดยมีนายวิชาญ เดชเรืองศรี ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 6 บ้านวังมะขาม ต.พญาวัง  กล่าวรายงาน พร้อมด้วย คณะกรรมการ มูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ประจำจังหวัดเพชรบูรณ์ นายอำเภอบึงสามพัน หัวหน้าส่วนราชการ จิตอาสา เข้าร่วม พร้อมมอบเงินและสิ่งของเพื่อเป็นการช่วยเหลือในเบื้องต้น

นายวิชาญ เดชเรืองศรี ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 6 บ้านวังมะขาม ต.พญาวัง กล่าวว่า เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2565 เวลา 15.00 น. ได้เกิดเหตุอัคคีภัย ณ บ้านเลขที่ 59 หมู่ที่ 6 บ้านวังมะขาม ต.พญาวัง อ.บึงสามพัน จ.เพชรบูรณ์ ซึ่งเป็นบ้านพักอาศัยของ นายเพียร โพยนอก อายุ 74 ปี ขณะเกิดเหตุไม่มีผู้อยู่ในตัวบ้าน จึงไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ องค์การบริหารส่วนตำบลพญาวัง องค์การบริหารส่วนตำบลซับไม้แดง และที่ทำการปกครองอำเภอบึงสามพัน รวมรถดับเพลิงที่เข้าให้การช่วยเหลือ 3 คัน และเพลิงสงบลงเวลา 16.00 น.

โดยในโอกาสนี้ส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง อาทิ เหล่ากาชาดจังหวัดเพชรบูรณ์ พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดเพชรบูรณ์ สาธารณสุขจังหวัดเพชรบูรณ์ ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเพชรบูรณ์ กำนันผู้ใหญ่บ้าน ได้มอบ เงิน  ถุงยังชีพ เครื่องอุปโภคบริโภค เป็นการช่วยเหลือเพิ่มเติมด้วย และองค์การบริหารส่วนตำบลพญาวัง  จะดำเนินการช่วยเหลือตามระเบียบและอำนาจหน้าที่ต่อไป จากนั้นเวลา 15.30 น. รองผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ พร้อมคณะ  เชิญผ้าห่มกันหนาวพระราชทานใน มูลนิธิราชประชานุเคราะห์ในพระบรมราชูปถัมภ์ ประจำจังหวัดเพชรบูรณ์  และ เครื่องอุปโภคบริโภค ไปมอบให้กับ ผู้พิการและผู้ป่วยติดเตียงที่ประสบภัยหนาว พื้นที่อำเภอบึงสามพันจำนวน 4 ราย และอำเภอหนองไผ่ จำนวน 5 ราย

ตั้งสติ!! “ห้ามโอนเงินโดยเด็ดขาด” โฆษก ตร. เตือนภัยออนไลน์ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ หลอกโอนเงิน

13 ม.ค.65 พล.ต.ต.ยิ่งยศ เทพจำนงค์ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า ในห้วงเวลาปัจจุบัน ได้มีแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกลวงพี่น้องประชาชนในหลายรูปแบบ อาทิเช่น หลอกว่าได้รับรางวัล หลอกว่าเกี่ยวข้องกับคดียาเสพติด หรือปลอมตัวเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ แล้วให้เพิ่มเพื่อนผ่านแอปพลิเคชันไลน์ โดยปลอมเป็นไลน์ของสถานีตำรวจ เพื่อหลอกเอาข้อมูลส่วนตัว หรือหลอกให้หลงเชื่อว่าทำผิดกฎหมายเพื่อโอนเงินแลกกับการไม่ดำเนินคดี ซึ่งในขั้นตอนสุดท้ายมิจฉาชีพจะโน้มน้าวให้ “โอนเงิน” ด้วยเหตุผลต่าง ๆ นั้น  ขอให้ท่านตั้งสติ และห้ามโอนเงินเด็ดขาด

พล.ต.ต.ยิ่งยศฯ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า จากภัยร้ายทางโลกออนไลน์ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ มีความมุ่งมั่นที่จะปราบปรามอย่างจริงจัง จึงได้ตั้ง ศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปอส.ตร.) เพื่อปฏิบัติภารกิจที่เกี่ยวเนื่องกับเรื่องดังกล่าว อย่างเข้มงวด เพื่อลดความสูญเสียทรัพย์สินของพี่น้องประชาชน โดยมี พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็น ผู้อำนวยการศูนย์ฯ

โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวต่อว่า พล.ต.อ.สุวัฒน์ฯ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้มีนโยบายให้ประชาสัมพันธ์เตือนภัย และให้ความรู้กับพี่น้องประชาชน เพื่อให้รู้เท่าทันมิจฉาชีพ เสมือนเป็นวัคซีนเพื่อป้องกันภัยร้ายจากอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (Cyber Vaccinated) และได้กำชับเจ้าหน้าที่ตำรวจให้ปฏิบัติหน้าที่กวาดล้างมิจฉาชีพอย่างเข้มข้น รวดเร็ว เพื่อไม่ให้พี่น้องประชาชนตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพอีกต่อไป จึงอยากขอเน้นย้ำกับพี่น้องประชาชนว่า หากท่านพบว่ามีการแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ และดำเนินการเรียกเก็บค่าใช้จ่าย ให้สันนิษฐานว่าเป็นมิจฉาชีพ ขอให้ท่านตั้งสติ และห้ามโอนเงินโดยเด็ดขาด

 

เดินหน้า “5 ยุทธศาสตร์เฉลิมชัย” ปี 2565 “อลงกรณ์” ลุยภาคเหนือ ตั้งบอร์ดโครงการประกันราคาลำไยรูปแบบใหม่ พร้อมมอบศูนย์ AIC พัฒนาเพิ่มมูลค่าครบวงจร เร่งปฏิรูปผลไม้ไทยเชื่อมแผน 13 ขับเคลื่อนสู่ “เกษตรมูลค่าสูง”

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ตรวจราชการจังหวัดลำพูน เพื่อติดตามงานนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยมี นายวรยุทธ เนาวรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน ผู้บริหาร ข้าราชการ และหน่วยงานภาคเอกชน ที่เกี่ยวข้องให้การต้อนรับ

ในการนี้ นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมภาคีเครือข่ายเกษตรกรภาครัฐและเอกชน เพื่อการขับเคลื่อนการบริหารจัดการผลไม้ภาคเหนือที่สำนักงานเกษตรจังหวัดลำพูและประชุมทางไกลตามข้อสั่งการของดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารจัดการผลไม้(Fruit Board)โดยมีผู้เข้าร่วมประชุมประกอบด้วย นายวรยุทธ เนาวรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน นายภาษเดช  หงส์ลดารมภ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน ผู้แทนคณะกรรมการเพื่อแก้ไขปัญหาเกษตรกรอันเนื่องมาจากผลิตผลการเกษตร ระดับจังหวัด (คพจ.) จังหวัดลำพูน และผู้แทนคณะกรรมการเพื่อแก้ไขปัญหาเกษตรกรอันเนื่องมาจากผลิตผลการเกษตร ระดับจังหวัด (คพจ.) จังหวัดเชียงใหม่ และเชียงราย ผู้แทนสภาเกษตรกรแห่งชาติ ผู้แทนหอการค้าจังหวัด ผู้แทนกรมการค้าภายใน ผู้แทนกรมการส่งเสริมค้าระหว่างประเทศ นายพงษ์ทร วิเศษสุวรรณ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทไปรษณีย์ไทย จำกัด นายทวีกิจ จตุรเจริญคุณ ประธานและ นายอมรพันธุ์ พูลสวัสดิ์ เลขานุการ คณะอนุกรรมการความร่วมมือระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยภาคเหนือ (กร.กอ.ภาคเหนือ) และหัวหน้าหน่วยราชการ และหน่วยงานภาคเอกชนด้านการขนส่ง ตัวแทนผู้ประกอบการ(ล้ง)ในจังหวัดลำพูน  ตัวแทนเกษตรกรแปลงใหญ่และศพก. และผู้ที่เกี่ยวข้องโดยมี นายขจร เราประเสริฐ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เป็นฝ่ายเลขานุการ

ที่ประชุมได้รับทราบ (1) รายงานการคาดการณ์แนวโน้มผลผลิตภาคเหนือ ปี 2565 (2) รายงานผลการบริหารจัดการผลไม้ภาคเหนือ ปี 2564 และปัญหาอุปสรรค และที่ประชุมได้ร่วมหารือพิจารณาในแนวทางการบริหารจัดการผลไม้ภาคเหนือ ระดับพื้นที่ (AREA BASED)

นายอลงกรณ์ กล่าวว่า กล่าวว่า ภายใต้โมเดลเกษตรผลิตพาณิชย์ตลาดตามยุทธศาสตร์ตลาดนำการผลิตและ “5 ยุทธศาสตร์เฉลิมชัย” ของดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นแนวทางในการบริหารจัดการผลไม้ในสภาวะวิกฤติโควิด-19 โดยเน้นร่วมบูรณาการทุกภาคส่วน และการใช้เทคโนโลยีเพื่อยืดอายุผลผลิต และแปรรูปยกระดับสู่อุตสาหกรรมเกษตรอาหารเพิ่มมูลค่ารายได้ให้มากขึ้น ซึ่งในปี 2565 และปีต่อๆ ไปได้วางเป้าหมายพลิกโฉมภาคเกษตรไทยมุ่งเน้นการทำเกษตรมูลค่าสูง ตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 (2566 -2570) ในมิติภาคการผลิตและบริการเป้าหมายหมุดหมายที่ 1 ไทยเป็นประเทศชั้นนำด้านสินค้าเกษตร และเกษตรมูลค่าสูง มุ่งเน้นการสร้างมูลค่าของสินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูป โดยอาศัยเทคโนโลยีและนวัตกรรม การเพิ่มประสิทธิภาพของโครงสร้างพื้นฐานของภาคเกษตร และการสนับสนุนบทบาทของผู้ประกอบการเกษตร โดยมอบหมายให้ศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรมหรือศูนย์AICภาคเหนือและอุทยานวิทยาศาสตร์ภาคเหนือเร่งวิจัยพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีและนวัตกรรมรวมทั้งการแปรรูปและพัฒนาผลิตภัณฑ์ผลไม้

นายอลงกรณ์กล่าวว่าจังหวัดลำพูนเป็นศูนย์กลางลำไยภาคเหนือและเป็นเมืองหลวงลำไยโลก มีพื้นที่ปลูกลำไยกว่า 250,000 ไร่ เป็นแหล่งผลิตสำคัญในภาคเหนือ 8 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง เชียงราย พะเยา แพร่ น่าน จากสถานการณ์การผลิต ปี 2560 – 2564 เนื้อที่ให้ผลผลิตเพิ่มขึ้นจาก 1,451,714 ไร่ ในปี 2560 เป็น 1,655,036 ไร่ ในปี 2564 หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.13 ต่อปี ผลผลิตเพิ่มขึ้นจาก 1,200,804 ตัน ในปี 2560 เป็น 1,437,740 ตัน ในปี 2564 หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.12 ต่อปี และผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่เพิ่มขึ้นจาก 827 กิโลกรัมในปี 2560 เป็น 869 กิโลกรัม ในปี 2564 หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.004 ต่อปี ซึ่งเป็นผลมาจากการส่งเสริมสนับสนุนของรัฐบาล อย่างไรก็ตามเรายังเผชิญปัญหาราคาลำไยตกต่ำในบางปีบางฤดูเป็นปัญหาซ้ำซากตลอดมาจึงให้ดำเนินการโครงการประกันราคาลำไยขั้นต่ำบนความร่วมมือระหว่างภาคเกษตรกรและภาคเอกชนโดยการสนับสนุนของภาครัฐเป็นโมเดลใหม่เพื่อให้ทุกภาคส่วนเป็นหุ้นส่วนกัน(Partnership model)แบบwin-winทุกฝ่ายเช่นที่กำลังดำเนินการกับอุตสาหกรรมกุ้งโดยบอร์ดกุ้งซึ่งภาคเอกชนตกลงกับเกษตรกรในการประกันราคาขั้นต่ำ โดยจะมีการประชุมภายใน2สัปดาห์หากเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่ายต่อไปจะขยายผลกับทุกกลุ่มสินค้าเกษตรต่อไป

นายอลงกรณ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ติดตามสถานการณ์ผลผลิตลำไยในพื้นที่ภาคเหนืออย่างใกล้ชิด เพื่อเตรียมการรองรับผลผลิตลำไยออกสู่ตลาดล่วงหน้าตามแนวทางการบริหารจัดการผลผลิตลำไยปี 2565 เช่น โครงการกระจายลำไยออกนอกแหล่งผลิต จังหวัดลำพูนโดย คพจ. ได้ขอรับการจัดสรรงบประมาณจากเงินกองทุนเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร เพื่อเตรียมการรองรับการแก้ไขปัญหาและบรรเทาความเดือดร้อนให้กับเกษตรกรในช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดมากและราคาผลผลิตตกต่ำ เป้าหมาย การสนับสนุนค่าบริหารจัดการกระจายผลผลิตลำไยออกนอกแหล่งผลิต การรับซื้อในราคานำตลาดตลอดจนแนวทางการบริการจัดการ ตั้งแต่ต้นทาง คือ เน้นตลาดนำการผลิต การลดต้นทุน พัฒนาคุณภาพมาตรฐานเพิ่มผลิตภาพการผลิต การทำลำไยนอกฤดูการสร้างมูลค่าเพิ่ม การพัฒนายกระดับมาตรฐานเน้นการใช้เทคโนโลยีแปรรูปเพิ่มมูลค่าให้หลากหลายตามความต้องการของตลาด การซื้อขายล่วงหน้าระบบPre-order การบริการจัดการระบบขนส่งและเพิ่มระบบ Cold Chain Logistics

สุรินทร์ - KI GROUP บริษัท น้ำตาลสุรินทร์ จำกัด และ บริษัท ไฟฟ้าสุรินทร์ มอบทุนสร้างโดมกีฬาอเนกประสงค์ มณฑลทหารบกที่ 25 กว่าล้านบาท

ณ ห้องรับรอง มณฑลทหารบกที่ 25  KI GROUP บริษัท น้ำตาลสุรินทร์ จำกัด และ บริษัท ไฟฟ้าสุรินทร์ จำกัด โดยคุณยงยุทธ เสถียรถิระกุล กรรมการผู้จัดการ และคณะผู้บริหาร เข้าพบ พลตรีสาธิต  เกิดโภค ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 25 และ คณะผู้บริหารของมณฑลทหารบกที่ 25 พร้อมกับได้มอบทุนสนับสนุนการก่อสร้างโดมกีฬาอเนกประสงค์ เพื่อใช้เป็นสถานที่ปฏิบัติภารกิจ และใช้ประโยชน์ในกิจกรรมต่าง ๆ ด้านกีฬา ของเหล่าทหาร และ ครอบครัว รวมถึงประชาชนที่สามารถเข้าไปใช้งานร่วมกันได้ ในพื้นที่ของมณฑลทหารบกที่ 25

โดยการก่อสร้างอาคารอเนกประสงค์แห่งนี้ขึ้น มีขนาดพื้นที่ใช้สอย 90 ตารางเมตร ได้รับการสนับสนุนทุนงบประมาณจาก KI GROUP บริษัท น้ำตาลสุรินทร์ จำกัด และ บริษัท ไฟฟ้าสุรินทร์ จำกัด เป็นเงินจำนวน 1,400,000 บาท (หนึ่งล้านสี่แสนบาทถ้วน) ทั้งนี้ในปี 2564 ที่ผ่านมา KI GROUP บริษัท น้ำตาลสุรินทร์ จำกัด และ บริษัท ไฟฟ้าสุรินทร์ จำกัด โดย คุณยงยุทธ เสถียรถิระกุล กรรมการผู้จัดการ คุณมั่นคง เสถียรถิระกุล รองกรรมการผู้จัดการ  ยังได้มอบทุนสนับสนุนกิจกรรมหลักของทางจังหวัด อย่างต่อเนื่องอีกเป็นจำนวนมาก ทั้งภาคสาธารณสุข ที่สนับสนุนหน่วยงานแพทย์ในด้านการเฝ้าระวังและป้องกันโรคระบาดโควิด-19 รวมถึงหน่วยงานภาครัฐ และ องค์กรเอกชน แทบทุกหน่วยงานในจังหวัดสุรินทร์ 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top