Monday, 3 August 2026
THE STATES TIMES TEAM

กองบัญชาการตำรวจนครบาล ร่วมกับตำรวจทางหลวง ร่วมกันสกัดจับกุมกลุ่มขบวนการลักลอบขนยาเสพติดกว่า 8 ล้านเม็ด คาด่านฯ ธัญบุรี

ตามนโยบายสำนักงานตำรวจแห่งชาติในการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด กองบัญชาการตำรวจนครบาล โดย พล.ต.ท.ภัคพงศ์ พงษ์เภตรา ผบช.น.,พล.ต.ต.สันติ ชัยนิรามัย ผบก.สส.บช.น. และกองบังคับการตำรวจทางหลวง โดย พล.ต.ต.เอกราช ลิ้มสังกาศ ผบก.ทล., พ.ต.อ.พฤทธิพงศ์ นุชนารถ รอง ผบก.ทล. ได้กำชับให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้มงวดกวดขันผู้กระทำความผิดอาชญากรรมทุกรูปแบบทุกพื้นที่

โดย กองบัญชาการตำรวจนครบาล ได้สั่งการให้ พ.ต.อ.กฤศณัฎฐ์ ธนศุภณัฏฐ์ ผกก.สส. บก.สส. บช.น. ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.2 บก.สส. บช.น. ทำการสืบสวนผู้ต้องหาคดียาเสพติดรายสำคัญพร้อมขยายผล กระทั่งทราบว่า มีกลุ่มลำเลียงยาเสพติดในพื้นที่ลพบุรี มีพฤติกรรมลักลอบลำเลียงยาเสพติดส่งขายให้กับลูกค้าในเขตกรุงเทพมหานครและจังหวัดสมุทรปราการ โดยใช้รถยนต์ประกอบด้วย

1.รถยนต์ฟอร์ด เรนเจอร์ สีเทา หมายเลขทะเบียน บว 6745 ลพบุรี

2.รถยนต์โตโยตต้า วีออส สีขาว หมายเลขทะเบียน 4กอ 3517 กทม.

3.รถยนต์ซูซุกิ เซียส สีเทา หมายเลขทะเบียน 6 กฮ 2781 กทม.

ในการลำเลียงยาเสพติดจากชายแดนภาคอิสาน พื้นที่จังหวัดเลย โดยใช้เส้นทางถนนหมายเลข 21 (พุแค-หล่มสัก) เป็นเส้นทางลำเลียงยาเสพติด ซึ่งชุดจับกุมได้ติดตามดูพฤติการณ์เรื่อยมา กระทั่งสืบทราบว่า นายธรรมธัชกับพวก  ไปรับยาเสพติดและนำมาพักไว้ในพื้นที่อำเภอชัยบาดาล จังหวัดลพบุรี จึงได้เฝ้าสังเกตพฤติกรรมตลอดเส้นทาง พร้อมประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวงจัดชุดสืบสวนตลอดเส้นทาง  

โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจ ส.ทล.1 กก.1 บก.ทล. เฝ้าติดตาม กระทั่งกลุ่มผู้ต้องหามาถึงบริเวณ  กม.26 มุ่งหน้าบางนา ถนนกาญจนาภิเษก หน้าด่านเก็บเงินธัญบุรี 1 จึงได้ประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวง ส.ทล.2 กก.8 บก.ทล. สกัดจับกุมไว้ได้ ได้ผู้ต้องหา 4 ราย คือ 1.นายธนกิจ ปลูกนิกร 2.นายธรรมธัช โสภา 3.นายวรกันต์ ในชัยภูมิ และ 4.นายสันติสุข นาควัน พร้อมของกลาง ยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) จำนวนประมาณ 7,950,000 เม็ด หลังจากนั้นได้นำผู้ต้องหาและของกลางส่งพนักงานสอบสวน บช.ปส. เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ทั้งนี้ จากกรณีดังกล่าว ตำรวจทางหลวง จะดำเนินการอย่างเข้มงวดเพื่อกวดขัน  ผู้กระทำความผิดบนเส้นทางหลวงอย่างเคร่งครัด หากประชาชนพบเห็นการกระทำความผิด สามารถแจ้งได้ที่สายด่วน 1193 ตำรวจทางหลวง

 

แรงงานปลื้ม! ‘พล.อ.ประวิตร’ ประชุมติดตามผลงาน รอบ 1 ปี ก.แรงงาน ขับเคลื่อนนโยบายได้ตามเป้า ชื่นชม ช่วยผู้ประกันตนได้รวดเร็ว-ทั่วถึง สะท้อนความจริงใจรัฐบาล

วันที่ 18 สิงหาคม 2564 เวลา 10.00 น. พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมรับฟังผลงานของกระทรวงแรงงานรอบ 1 ปี ในรูปแบบการประชุมผ่านระบบ Video Conference โดยมี นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน , ศาสตราจารย์นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงแรงงาน , นายสุรชัย ชัยตระกูลทอง ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงแรงงาน , นายพรศักดิ์ เจริญประเสริฐ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่ประจำกระทรวงแรงงาน , นางธิวัลรัตน์ อังกินันท์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน , นายสุเทพ ชิตยวงษ์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน นายสุทธิ สุโกศล ปลัดกระทรวงแรงงาน

พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูงกระทรวงแรงงาน เข้าร่วมประชุมในครั้งนี้ด้วย ณ ห้องแสงสิงแก้ว ชั้น 5 อาคารกระทรวงแรงงาน โดย พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า วันนี้ เป็นโอกาสดีที่ได้มารับฟังผลงานของกระทรวงแรงงาน ในรูปแบบประชุมผ่านระบบ Video Conference เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันและเป็นไปตามมาตรการด้านสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด ผมขอชื่นชมกระทรวงแรงงาน ที่ขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาลที่เร่งด่วนและสำคัญ และให้ความช่วยเหลือผู้ใช้แรงงานได้อย่างทันท่วงที

โดยมีผลการดำเนินงานที่สำคัญเป็นเชิงประจักษ์ ขอแสดงความห่วงใยสำหรับบุคลากรกระทรวงแรงงานทุกท่านที่ทุ่มเทกำลังความสามารถในการให้ความช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากโรคโควิด-19 ขอบคุณกระทรวงแรงงานที่เร่งกระจายวัคซีนให้แก่ผู้ประกันตน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ประกันตนกลุ่มเสี่ยง ขอให้ดำเนินการต่อไปอย่างครบถ้วนและครอบคลุม เพื่อให้เป็นไปตามที่รัฐบาลได้กำหนด ให้การฉีดวัคซีนโควิด -19 เป็นวาระแห่งชาติ โดย พล.อ.ประวิตรยังได้เน้นย้ำการทำงานในประเด็นสำคัญต่าง ๆ ดังนี้

1) การบริหารวัคซีน ให้เร่งดำเนินการสร้างภูมิคุ้มกันในกลุ่มแรงงานให้ครอบคลุม โดยเฉพาะอย่างยิ่งพื้นที่สีแดงเข้ม สำหรับศูนย์ฉีดวัคซีนแคมป์คนงาน ขอให้เร่งดำเนินการตามเป้าหมายที่กำหนด

2) มาตรการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการ Lockdown พื้นที่สีแดงเข้ม 29 จังหวัด ทั้งนายจ้าง ผู้ประกันตน มาตรา 33, 39 และ 40 ขอให้ดำเนินการตามกำหนดระยะเวลา เพื่อช่วยให้ความช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบดังกล่าว

3) สร้างการรับรู้และประชาสัมพันธ์ให้กลุ่มแรงงาน ป้องกัน ดูแลตนเองให้ปลอดภัยจากโควิด -19 รวมทั้งบุคลากรของกระทรวงแรงงาน

4) โครงการ Blue Factory ให้บริหารจัดการอย่างครบวงจร โดยสำรวจความสมัครใจของสถานประกอบการ ตรวจคัดกรองให้ครอบคลุม หากพบผู้ติดเชื้อให้เร่งดูแลและช่วยเหลืออย่างทันท่วงทีตามมาตรการด้านสาธารณสุข

5) แรงงานต่างด้าว ให้กำกับ ดูแล บริหารจัดการการทำงานของแรงงานต่างด้าว ให้เป็นไปตามกฎหมายและมาตรการด้านสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด

6) ยกระดับการป้องกันและแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ด้านแรงงานอย่างเคร่งครัด เพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานสากลและองค์การระหว่างประเทศ และต้องกำกับดูแลเจ้าหน้าที่ของรัฐมิให้เข้าไปเกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์โดยเด็ดขาด หากพบมีพฤติการณ์ให้ดำเนินการอย่างเด็ดขาด ทั้งทางวินัยและอาญาทุกราย

7) ยกระดับทักษะฝีมือแรงงานในรูปแบบออนไลน์ เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์โควิด-19 โดยเน้นหลักสูตรในการพัฒนาทักษะดิจิทัล เช่น การผลิตสื่อโฆษณาและหนังสั้นด้วยสมาร์ทโฟน เทคนิคการสร้างร้านค้าและขายสินค้าออนไลน์

การประชุมในวันนี้ พล.อ.ประวิตร ยังได้ Video Conference ไปยังสำนักงานแรงงานจังหวัด และสำนักงานแรงงานในต่างประเทศด้วย รวมทั้งให้กำลังใจให้ทุกคนปลอดภัยจากโรคโควิด-19 และขอให้ตรวจสอบและช่วยเหลือแรงงานที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อย่างทันท่วงที พร้อมทั้งขับเคลื่อนมาตรการให้ความช่วยเหลือของกระทรวงแรงงานในทุกมิติ และขอให้ทุกท่านร่วมกันพัฒนาประเทศก้าวข้ามวิกฤตในครั้งนี้ไปด้วยกัน

ก่อนการประชุม นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.แรงงาน ได้นำผู้แทนกลุ่มแรงงาน ได้แก่ นายวิฑูรย์ แนวพานิช นายกสมาคมการค้าแท็กซี่ไทย นางฐนิวรรณ กุลมงคล นายกสมาคมภัตตาคาร และ นางญาดา พรเพชรรัมภา นายกชมรมหาบเร่แผงลอย มอบของที่ระลึกและกล่าวขอบคุณ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ผ่านทาง นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.แรงงาน ในโอกาสที่ได้ให้ความช่วยเหลือ เยียวยาแรงงานทั้ง 3 กลุ่ม ที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 จากนั้นที่ประชุมได้รับฟังการรายงานผลงานของ ก.แรงงานในรอบ 1 ปี ที่ผ่านมา

ซึ่งมีผลงานที่สำคัญ อาทิ การยกระดับทักษะฝีมือแรงงานให้เป็นแรงงานคุณภาพ สามารถผ่านการอบรมแล้ว 110,110 คน มีงานทำแล้วคิดเป็น ร้อยละ 69.79 มีรายได้เฉลี่ย 14,152 บาทต่อเดือน  การส่งเสริมการมีงานทำสามารถบรรจุงานได้ 1,313,591 คน ก่อให้เกิดรายได้ 75,728 ล้านบาท  เศษ การคุ้มครองและแก้ไขปัญหาแรงงานถูกเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ให้ลูกจ้าง 16,000 คน วงเงิน 850 ล้านบาท  การเพิ่มประสิทธิภาพ การบังคับใช้กฎหมายโดยมีการตรวจสถานประกอบกิจการ เพื่อป้องกันการค้ามนุษย์ 1,211 แห่ง และจากสถานการณ์โควิด-19 ก.แรงงาน โดยนโยบายของรัฐบาล ภายใต้การกำกับดูแลของ รอง นรม. สามารถเยียวยาแรงงาน ผู้ประกันตน ลดเงินสมทบกว่า 12 ล้านคน นายจ้างกว่า 480,000คน เยียวยาเหตุสุดวิสัย 50% ให้ผู้ประกันตน 198,432 คน โครงการ ม.33 เรารักกัน 8,140,000 คน รวมทั้งการเยียวยาในพื้นที่สีแดงเข้ม 29 จังหวัด ในการตรวจเชิงรุก และการรักษาโควิด-19 อย่างทั่วถึง เป็นต้น

พล.อ.ประวิตร ได้กล่าวชื่นชม รมว.แรงงาน รมช.แรงงาน ผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่ของ ก.แรงงาน ทุกคน ที่ได้ขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลในการช่วยเหลือผู้ใช้แรงงานได้อย่างรวดเร็ว ทั่วถึง เป็นธรรม มีผลงานเชิงประจักษ์ และได้ให้กำลังใจการปฏิบัติงาน พร้อมทั้งได้มอบนโยบายให้ ก.แรงงาน เร่งช่วยเหลือทั้งนายจ้าง และผู้ประกันตน ม.33 ,39 และ 40 ที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 และยังรอการช่วยเหลือให้ครบถ้วน และทั่วถึง ต่อไป รวมทั้งขอให้มีการจัดระเบียบแรงงานต่างด้าว และเน้นย้ำป้องกันการค้ามนุษย์โดยมีการบังคับใช้ กม.อย่างจริงจัง และมิให้เจ้าหน้าที่ของรัฐ เข้าไปยุ่งเกี่ยวโดยเด็ดขาด

 

 

‘พล.ต.ต.ณฐพล แสวงกิจ’ รอง ผบช.สตม.ตรวจเยี่ยม จุดตรวจ จุดสกัด จุดคัดกรอง การเดินทางเข้า-ออก จังหวัดสมุทรปราการ

ตามนโยบาย พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. และ พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ รอง ผบ.ตร. ให้ตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจ แก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน

วันที่ 17 ส.ค. 64 เวลาประมาณ 16.30 น. พล.ต.ต.ณฐพล แสวงกิจ รอง ผบช.สตม. เดินทางมาตรวจเยี่ยมจุดตรวจ จุดสกัด จุดคัดกรองการเดินทางเข้า - ออก ป้องกันการแพร่ระบาด โรคไวรัสโควิด-19 จังหวัดสมุทรปราการ บริเวณหน้าสถานีบริการน้ำมันเชลล์ ถ.สุขุมวิท(ขาเข้า) ต.สำโรงเหนือ อ.เมือง จ.สมุทรปราการ

พบ พ.ต.อ.ปริญญา กลิ่นเกษร ผกก.ตม.จว.สมุทรปราการ เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง , เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.สำโรงใต้ , เจ้าหน้าที่ทหาร และฝ่ายปกครอง ว.4 ร่วมบริเวณจุดตรวจ

ทั้งนี้ ได้แสดงความห่วงใยเจ้าหน้าที่ในการปฏิบัติงาน และการใช้ชีวิต เนื่องจาก ห้วงเวลานี้มีการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส โควิด-19 และได้กล่าวขอบคุณในความเสียสละ และอวยพรให้เจ้าหน้าที่จากทุกหน่วยงาน ปลอดภัยจากการระบาดของเชื้อไวรัส โควิด-19

ทั้งนี้ ได้มอบสิ่งของบำรุงขวัญ อาทิ หน้ากากอนามัย เจลแอลกอฮอล์ และเครื่องอุปโภค บริโภค ให้แก่เจ้าหน้าที่ประจำจุดตรวจ เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจแก่เจ้าหน้าตำรวจ ในการปฏิบัติหน้าที่

“บางกอกทูเดย์” ผนึกพลัง “โครงการติดตามด้วยความห่วงใย ศย.กลาง” ร่วมพันธกิจ “โลตัส” แจกข้าว 2 ล้านกล่องให้เข้าถึงชุมชน

ดร.จุมพล โพธิสุวรรณ บรรณาธิการข่าว สำนักข่าวบางกอกทูเดย์ ร่วมกับ ดร.นิลุบล ลิ่มพงศ์พันธุ์ ประธานโครงการติดตามด้วยความห่วงใย สืบสานปณิธานพ่อหลวง ทำดีถวายเป็นพระราชกุศล ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง ร่วมมือในพันธกิจ เพื่อเสริมสร้างเป็นกำลังใจให้ทุกคน ให้ผ่านวิกฤติโควิด-19 นี้ไปด้วยกัน ด้วยการมอบอาหาร 300 กล่อง,ผลไม้, กาแฟ และ หน้ากากอนามัย แจกจ่ายแก่ แพทย์สนาม, พยาบาล, เจ้าหน้าที่ของรัฐ, เด็กและเยาวชน, แคมป์คนงาน, คนเร่ร่อน และคนในชุมชนต่าง ๆ วันละ 300 กล่อง เริ่มตั้งแต่วันที่ 15 สิงหาคม 2564 เป็นต้นไป

โดยในขณะนี้เดินหน้าดำเนินการแจกจ่ายไปแล้ว ที่ชุมชนพระยาสุเรนทร์ 24 ชุมชนสุทธิสาร แคมป์คนงานอโศกพระราม 9 ชุมชนสินอนันต์ 2 และในวันที่ 17 สิงหาคมนี้ ได้นำมอบแก่แพทย์ พยาบาลและเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานโรงพยาบาลศรีธัญญา โดย นายแพทย์ศิริศักดิ์ ธิติดิลกรัตน์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลศรีธัญญา มอบหมายให้ ดร.มานะ กำจรตรีโรจน์ รองประธานศูนย์บูรณาการความรู้กัญชา และที่ปรึกษาโรงพยาบาลฯ เป็นผู้แทนรับมอบ 

ทั้งนี้โรงพยาบาลศรีธัญญามีความประสงค์ขอรับบริจาคอุปกรณ์ทางการแพทย์หลายชนิด อาทิ เครื่องผลิตออกซิเจน ขนาด 5 -10 ลิตร ฯลฯ สนใจสมทบทุนการจัดซื้อเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์ รักษาผู้ป่วยโควิด -19 เพื่อช่วยเหลือบุคลากรทางการแพทย์สู้ภัย โควิด-19 หน่วยงานและผู้มีจิตกุศลสอบถามรายละเอียดได้ที่มูลนิธิโรงพยาบาลศรีธัญญา โทร. 081-832-7565

สำหรับพันธกิจในครั้งนี้ “โลตัส” ( Lotus’s) ได้ให้การส่งเสริมและสนับสนุนอาหารพร้อมทาน ในโครงการ “ครัวปันอิ่ม ร้อยเรียงใจ สู้ภัยโควิด-19” มอบอาหารฟรี 2 ล้านกล่อง ให้กับชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 โดยอาหารกล่องที่นำมอบให้จำนวน 1 ล้านกล่องมาจากร้านอาหารรายย่อยที่ได้รับผลกระทบ สลับสับเปลี่ยนหมุนเวียนมาประกอบอาหาร และ 1 ล้านกล่องมาจากเครือเจริญโภคภัณฑ์

ลำปาง - สมาคมแม่บ้านทบ. สาขา มทบ.32 มอบงบประมาณและสิ่งของ แก่ครอบครัวผู้ฝึกฯทหารใหม่

“แนวหลังห่วงใย ใส่ใจดูแล เผื่อแผ่แบ่งเบา เพราะเราคือครอบครัวเดียวกัน” ตามที่สมาคมแม่บ้านทหารบกได้ห่วงใยคู่สมรสที่ทุพพลภาพและเด็กที่มีความต้องการพิเศษ โดยได้โอนงบประมาณเป็นทุนยังชีพทุนละ 5,000 บาท ให้หน่วยดำเนินการมอบให้บุคคลดังกล่าว ทั้งได้ห่วงใยกำลังพลและครอบครัวของผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่ฝึกทหารใหม่ ด้วยการมอบเงินให้หน่วยไปจัดซื้อสิ่งของที่จำเป็นมอบให้ครอบครัวของผู้ฝึก ผู้ช่วยผู้ฝึกและครูนายสิบนั้น เมื่อ 17 สิงหาคม 2564 เวลา 09.00 น. คุณลักขณา ชัยมงคล ประธานสมาคมแม่บ้านทหารบก สาขา มณฑลทหารบกที่ 32  และคณะ ได้เดินทางไปมอบงบประมาณเป็นทุนยังชีพให้คู่สมรสที่ทุพพลภาพ จำนวน 2 ราย และบุตรที่มีความต้องการพิเศษ จำนวน 2 ราย ที่อยู่ในความรับผิดชอบของหน่วย ณ บ้านพัก จากนั้นได้เดินทางไปมอบสิ่งของเครื่องใช้ที่จำเป็นช่วยเหลือครอบครัวของผู้ฝึก, ผู้ช่วยผู้ฝึกและครูนายสิบ โดยมอบให้ภริยาของครูนายสิบ จำนวน 2 ราย และมอบให้ผู้แทนกำลังพลที่จะนำสิ่งของที่เหลือไปมอบให้ครอบครัวของกำลังพลอีก 17 นาย ที่ยังไม่สามารถมาร่วมรับสิ่งของได้ เพื่อให้ได้ครบทุกนายทั้ง 19 นาย ตามลำดับต่อไป

ทั้งนี้เพื่อเป็นการแบ่งเบาภาระความเดือดร้อน จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในห้วงปัจจุบัน พลตรี อโณทัย  ชัยมงคล ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 32 ได้กรุณามอบงบประมาณช่วยเหลือครอบครัวของกำลังพลที่ทำหน้าที่ฝึกทหารใหม่ทั้ง 19 นาย (มอบพร้อมสิ่งของ) สร้างความดีใจ อบอุ่นใจเกิดแก่ครอบครัวและเจ้าหน้าที่ฯซึ่งได้ให้คำมั่นว่าจะปฏิบัติหน้าที่ในการฝึกทหารใหม่ให้เต็มกำลังขีดความสามารถและให้สมบูรณ์จนกว่าภารกิจการฝึกทหารใหม่จะเสร็จสิ้น 


ภาพ/ข่าว  ภาวินันท์ บุตรหล้า รายงาน

นครพนม - สภาสังคมสงเคราะห์ ร่วมกับ จ.นครพนม มอบเครื่องอุปโภคบริโภคแก่ผู้ประสบภัยโควิดนครพนม ถวายเป็นพระราชกุศล “น้ำพระทัยพระราชทานส่วนภูมิภาค”

วันที่ 17 สิงหาคม 2564 ที่บริเวณหอประชุมที่ว่าการอำเภอเมืองนครพนม จังหวัดนครพนม นายไกรสร กองฉลาด ผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม พร้อมด้วย นางฉวีวรรณ ธรรมชาติ ประธานชมรมแม่ดีเด่นแห่งชาติประจำจังหวัดนครพนม ตลอดจนคณะหัวหน้าส่วนราชการ เหล่ากาชาดจังหวัดนครพนม เจ้าหน้าที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมส่งมอบเครื่องอุปโภคบริโภค จำนวน 98 ชุดให้กับผู้นำชุมชนซึ่งเป็นตัวแทนของผู้ตกงาน ผู้สูงอายุ คนพิการ ผู้ประสบปัญหาความทุกข์ยากเดือดร้อนและผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด -19 ในจังหวัดนครพนม

เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล ภายใต้กิจกรรมโครงการน้ำพระทัยพระราชทานส่วนภูมิภาค สภาสังคมสงเคราะห์ฯ 76 จังหวัด ประจำปี 2564 เพื่อเฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่สมาคมสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ร่วมกับจังหวัดนครพนม จัดขึ้น โดยการสนับสนุนจากโครงการสลากการกุศล

โดยกิจกรรมในครั้งนี้สืบเนื่องจากเมื่อปี พ.ศ.2541 สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ศาสตราจารย์ประภาศน์ อวยชัย ประธานสภาสังคมสงเคราะห์ฯ ในขณะนั้นนำคณะกรรมการอำนวยการสภาสังคมสงเคราะห์ฯ เข้าเฝ้าฯ ทูลเกล้าฯ ถวายเงินรายได้จากการจำหน่ายดอกมะลิงานวันแม่แห่งชาติ จำนวน 2 ล้านบาท และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานเงินจำนวนดังกล่าวคืนให้สภาสังคมสงเคราะห์ฯ พร้อมทั้งได้มีพระราชเสาวนีย์ให้จัดตั้งกองทุนอาหารกลางวันเลี้ยงผู้ตกยาก ผู้ประสบทุกข์ยากเดือดร้อน รวมทั้งครอบครัวในภาวะวิกฤต โดยสภาสังคมสงเคราะห์ได้น้อมเกล้าฯ รับพระราชเสาวนีย์มาดำเนินการอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานเงินส่วนพระองค์ จำนวนกว่า 15 ล้านบาท สนับสนุนโครงการและทรงพระกรุณาให้ราชเลขานุการในพระองค์ฯ เยี่ยมเยียนโครงการอย่างสม่ำเสมอ รวมทั้งพระบรมวงศานุวงศ์ยังได้พระราชทานเครื่องอุปโภคบริโภคให้โครงการตลอดมาเช่นกัน โดยปีนี้เป็นปีที่ 23 ที่มีการจัดกิจกรรมเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ประสบภัย ทั้งเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้ทุกคนได้ผ่านพ้นวิกฤตในครั้งนี้


ภาพ/ข่าว  สุเทพ หันจรัส ผสข.นครพนม

ชลบุรี - ‘นายกปลื้ม’ เมืองพัทยา แจงโครงการปรับปรุงภูมิทัศน์ชายหาดพัทยา หลังจากมีผู้ไม่เห็นด้วย

นายกเมืองพัทยา แจงโครงการปรับปรุงภูมิทัศน์ชายหาดพัทยา ศึกษาต่อยอดโครงการเสริมทรายขยายชายหาด ด้วยงบประมาณอุดหนุนจากรัฐบาล  พัฒนาเมืองพัทยา สู่ศูนย์กลาง EEC ย้ำอยากให้มองภาพรวม ยันต้นไม้เก่ายังอยู่ 75%

จากกรณีเมืองพัทยา ได้ดำเนินโครงการปรับปรุงภูมิทัศน์ชายหาดเมืองพัทยาระยะทาง 2.7 กม. โดยว่าจ้าง บริษัท นงนุชแลนด์สเคป แอนด์ การ์เด้นดีไซน์ จำกัด ด้วยงบประมาณกว่า 166 ล้านบาท โดยดำเนินการปรับพื้นที่เปิดหน้างาน ก่อนมีกระแสเรียกร้องให้หยุดและพิจารณาโครงการใหม่ เนื่องจากมองว่าเป็นการทำลายธรรมชาติ และอยากให้มองในส่วนของความจำเป็นในการนำงบประมาณมาช่วยเหลือประชาชน จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 นั้น

วันที่ 17 ส.ค.64 นายสนธยา คุณปลื้ม นายกเมืองพัทยา ได้เปิดห้องรับรองศาลาว่าการเมืองพัทยา เพื่อแถลงข่าวชี้แจงและสร้างความเข้าใจต่อโครงการพัฒนาดังกล่าวผ่านสื่อมวลชนว่า โครงการปรับปรุงภูมิทัศน์ชายหาดเมืองพัทยาระยะทาง 2.7 กม.ตั้งแต่ชายหาดพัทยาเหนือถึงหาดพัทยาใต้ เป็นโครงการที่มีการศึกษาต่อยอดมาจากโครงการเสริมทรายขยายพื้นที่ชายหาดเมืองพัทยา ตามที่ได้ดำเนินการไปแล้ว โดยได้ร่วมกับ กรมเจ้าท่า สำรวจข้อมูลการพัฒนาไปตั้งแต่ปี 2562

โครงการดังกล่าว เป็นโครงการที่ได้รับการสนับสนุนงบอุดหนุนมาจากรัฐบาล ในการพัฒนาพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรือ EEC โดยผลักดันให้เมืองพัทยาเป็นศูนย์กลางของ EEC ที่มีระบบการท่องเที่ยวที่ได้มาตรฐาน ซึ่งได้ทำการศึกษาต่อเนื่องไปจนถึงชายหาดจอมเทียน ที่จะมีการเสริมทรายขยายชายหาดและปรับปรุงภูมิทัศน์ด้วยเช่นกัน โดยได้ทำการสำรวจต้นไม้ทุกต้นที่มีอยู่ว่าอยู่ในจุดไหน บริเวณใด และได้มีการศึกษาออกแบบปรับแต่ง เคลื่อนย้าย และปลูกใหม่ เพื่อให้เกิดการใช้พื้นที่เป็นไปตามเป้าหมาย ซึ่งการดำเนินการเป็นไปตามระยะเวลาที่ได้ศึกษาไว้

นายสนธยา คุณปลื้ม นายกเมืองพัทยา กล่าวด้วยว่า ในกรณีที่มีการรื้อถอนต้นหูกวางนั้น จะทราบกันดีในกลุ่มผู้ประกอบการชายหาดว่า ต้นหูกวางเป็นไม้เนื้ออ่อนที่ปลูกง่ายโตเร็ว ผู้ประกอบการจึงนำมาปลูกเพื่อให้ร่มเงา แต่ก็มีปัญหาในส่วนของต้นไม้ที่มีอายุมากขึ้น กิ่งไม้หักโค่นเวลาลมแรง ลูกและใบต้นหูกวางที่ผลัดลงมา รวมทั้งหนอนและวัชพืชเหล่านี้ ก็สร้างปัญหาในกลุ่มผู้ประกอบการเรื่อยมาเช่นกัน ซึ่งจำเป็นต้องปรับแต่งในส่วนที่หักโค่นและปลูกเพิ่ม เพื่อให้เกิดความงดงาม รวมทั้งให้ร่มเงา และพื้นที่ยังสามารถใช้จัดกิจกรรมได้ ซึ่งอยากให้ประชาชนมองภาพรวมในการพัฒนา

สิ่งสำคัญคือ การศึกษาออกแบบจะเน้นเรื่องการปรับภาพลักษณ์และทัศนียภาพให้เข้ากับบรรยากาศของชายทะเล ไม่ใช่ปลูกแต่ต้นปาล์มตามที่มีบางสื่อได้นำเสนอ ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น โดยการดำเนินการโครงการปรับปรุงภูมิทัศน์ชายหาดเมืองพัทยา จะรักษาต้นไม้เดิมไว้ไม่ต่ำกว่า 75% แต่มีการปรับปรุงให้มีความสวยงามและเหมาะสมในเรื่องของการใช้พื้นที่อย่างเกิดประโยชน์

นายกเมืองพัทยา กล่าวต่อไปว่า ที่ผ่านมาได้มีการทำประชาพิจารณ์เรื่องดังกล่าวไปแล้ว ตามประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ไม่สามารถจัดการประชุมให้ประชาชนจำนวนมากเข้าร่วมได้ จึงจัดทำประชาพิจารณ์โดยตรงกับกลุ่มเป้าหมายตามรัศมีของการดำเนินโครงการ รูปแบบเดียวกับโครงการอาคารจอดรถนาเกลือ  เป็นการสำรวจข้อมูลในช่วงสถานการณ์ การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 โดยตรงกับประชาชนที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินโครงการ

จากประเด็นในเรื่องของการช่วยเหลือในเรื่องของโควิด-19 นั้น ที่ผ่านมา เมืองพัทยาได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งเรื่องการจัดสรรงบประมาณจัดหาวัคซีนซิโนฟาร์มเป็นวัคซีนทางเลือก มาให้บริการประชาชนท้องถิ่นเมืองพัทยา การปฏิบัติงานเชิงรุกในการค้นหาผู้ติดเชื้อเข้ารักษาในระบบ  Hospitel การช่วยเหลือแจกจ่ายเยียวยา สนับสนุนถุงยังชีพ ให้ประชาชนตามบ้านเรือน รวมทั้งผู้ป่วยกักตัวไปแล้วนับหมื่นหลังคาเรือน

“อยากให้แยกมองว่าเป็นคนละส่วนกัน ระหว่างการพัฒนาและการควบคุมโรค ซึ่งหากประชาชนมีข้อข้องใจก็พร้อมจะตอบทุกคำถามเพื่อความกระจ่างชัด ขอยืนยันว่าเมืองพัทยา จะไม่ใช้จ่ายงบประมาณในเรื่องอื่นที่ไม่จำเป็น” นายกเมืองพัทยา ระบุ


ภาพ/ข่าว  นิราช / นันทพล ทิพย์ศรี ก012 ชลบุรี

สุรินทร์ - รองแม่ทัพภาคที่ 2 ลงพื้นที่สุรินทร์ ติดตามการปฎิบัติงาน ตามแผน กอ.รมน.ภาค 2

วันที่ 17 สิงหาคม 2564 เวลา 10.30 น. พลตรี สวราชย์ แสงผล รองแม่ทัพภาคที่ 2(3) รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 2 และคณะ ได้ลงพื้นที่จังหวัดสุรินทร์ เพื่อประชุมและติดตามการปฎิบัติงานตามแผน ณ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดสุรินทร์ ซึ่งได้กำชับในเรื่อง มาตรการป้องกันการแพร่เชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 (โควิด-19)และการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ 

โดยมี พลตรีอดุลย์ บุญธรรมเจริญ ผู้บัญชาการกองกำลังสุรนารี/ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 2 ส่วนย่อย 2 พันเอกกิติพงษ์ พุทธิมณี รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดสุรินทร์ พันเอกชินวิช  เจริญพิบูลย์ รองผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 25 พันเอกอัครสิทธิ์ ปะกิระตา หัวหน้ากลุ่มงานนโยบายและแผนฯ พันเอกหญิงพรพรรณ ทัศนศร ครูฝีก/วิทยากร(อพป.) และข้าราชการ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดสุรินทร์ ให้การต้อนรับ


ภาพ/ข่าว  ปุรุศักดิ์ แสนกล้า 

นครนายก - ด้วยรักและห่วงใย 'พ.ต.อ.สุรพล บุญมา' รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครนายก ปันสุขเพื่อช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน จากการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19

พันตำรวจเอกสุรพล บุญมา รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครนาก ได้ปันสุขมอบข้าวสาร 5 กิโลกรัม 1000 ถุงผ้ากันเปื้อน เพื่อช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน จากการแพร่ระบาดของเชื้อโรคโควิด-19

เมื่อเวลา 09.00 น.ของวันที่ 17 สิงหาคม 2564 ที่ท้ายตลาดสดแยกจ่าดมและในตลาดสดเทศบาลเมืองนครนายก อำเภอเมือง จังหวัดนครนายก พ.ต.อ.สุรพล บุญมา รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครนยก ด้วยรักและห่วงใยนำข้าวสารหอมมะลิคัดพิเศษ 5 กิโลกรัมจำนวน 1000 ถุงนำมาปันสุขเพื่อช่วยเหลือบรรเทาความเดือนร้อนของพี่น้องประชาชนตั้งแต่ปากทางท้ายตลาดเทศบาลเมืองนครนายก พร้อมเดินแจกข้าวสารหอมมะลิคัคพิเศษและผ้ากันเปื้อนให้กับพ่อค้า-แม่ค้าในตลาดสดทั้งสองฝั่งข้างทาง โดยมีประชาชนที่มาจับจ่ายซื้อสิ่งของในตลาดสดมาเข้าแถวรับข้าวสารและผ้ากันเปื้อนเป็นจำนวนมาก จากการแพร่ระบาดเชื้อโควิด 19 ทำให้พี่น้องประชาชนได้รับผลกระทบได้รับความเดือดร้อนเป็นจำนวนมาก

เนื่องด้วย พ.ต.อ.สุรพล บุญมา รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครนายก ได้ตระหนักถึงความเดือดร้อนยากลำบากของพี่น้องประชาชนชาวในจังหวัดนครนายก โดยเฉพาะผู้ป่วยติดเตียง ผู้พิการ ผู้ชรา และผู้ยากไร้ จึงมีแนวคิดที่จะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่พี่น้องประชาชน จึงได้ประสานผู้นำชุมชนในพื้นที่จังหวัดนครนายก ได้สำรวจยอดผู้ป่วยติดเตียง ผู้พิการ ผู้ยากไร้ และมอบหมายให้ผู้นำชุมชนแต่ละตำบลในจังหวัดนครนายก ได้นำ ข้าวสาร อาหารแห้ง เครื่องอุปโภค บริโภคมามอบให้ประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน จากการแพร่ระบาดเชื้อโรคโควิด-19 ทำให้ประชาชนได้รับผลกระทบได้รับความเดือดร้อน เพื่อเป็นการบรรเทาทุกข์จึงได้นำสิ่งขอมมามอบให้ประชาชน แทนด้วยรักและห่วงใย ดังกล่าว


ภาพ/ข่าว  สมบัติ เนินใหม่ / รัชชานนท์ เนินใหม่ / ผู้สื่อข่าวจังหวัดนครนายก

นราธิวาส - แม่ทัพภาคที่ 4 เยี่ยมชมการดำเนินงานโรงงานแปรรูปผลไม้ บริษัท ซัน โฟรเซ่น ฟรุ้ต จำกัด พร้อมผลักดัน รองรับผลผลิตทางการเกษตรแปรรูปเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ เกิดการจ้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้กับคนในพื้นที่อย่างยั่งยืน

วันนี้ 17 สิงหาคม 2564 เวลา 09.30 น. ที่ โรงงานแปรรูปผลไม้ บริษัท ซัน โฟรเซ่น ฟรุ้ต จำกัด ตำบลละหาร อำเภอยี่งอ จังหวัดนราธิวาส พลโท เกรียงไกร ศรีรักษ์ แม่ทัพภาคที่ 4 / ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 เดินทางเยี่ยมชมการดำเนินงานโรงงานแปรรูปผลไม้ ที่ถือเป็นศูนย์กลางการรวบรวม และแปรรูปผลไม้ในพื้นที่ จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยรับฟังการบรรยายสรุปผลการดำเนินงาน พร้อมหารือถึงการเพิ่มคุณภาพ ศักยภาพการผลิตให้เพียงพอต่อความต้องการของตลอด นอกจากนี้ยังได้หารือถึงการต่อยอดโครงการ  แนวโน้มการเติบโตในอนาคต ให้สามารถกระจายรายได้กับคนในชุมชนอย่างทั่วถึงครอบคลุมมากยิ่งขึ้น

เนื่องจากในปัจจุบันมียอดการสั่งซื้อกว่า 1,000  ตัน และในอนาคตคาดว่ายอดจะพุงสูงขึ้นเป็น 5,000 ตัน หากมีศักยภาพและกำลังการผลิตที่เพียงพอ จะสามารถพัฒนาผลิตผลทางการเกษตรให้เติบโต และมีเสถียรภาพสร้างรายได้ให้กับคนในชุมชน ช่วยเหลือเกษตรกรใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ให้มีรายได้และชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน  โดยมี พลตรีไพศาล หนูสังข์ ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 15/  ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส,  นายไพโรจน์ จริตงาม รองผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส, ผู้แทนบริษัท ซัน โฟรเซ่น ฟรุ้ต จำกัด และส่วนที่เกี่ยวข้องให้การต้อนรับ

โดยแม่ทัพภาคที่ 4 กล่าวว่า “สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส covid-19 ได้ส่งผลกระทบในด้านต่าง ๆ อย่างมากมาย รวมไปถึงส่งผลกระทบต่อพี่น้องเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ทำให้ผลผลิตทางการเกษตรในพื้นที่ล้นตลาด ที่ผ่านมาเกษตรกรในพื้นที่มีการพัฒนาคุณภาพของผลผลิตทางการเกษตรอย่างต่อเนื่อง ด้วยการบูรณาการประสานการทำงาน สร้างความรับรู้ ความเข้าใจให้กับพี่น้องเกษตรกร ในขณะเดียวกันหากมีผลผลิตทางการเกษตรเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ก็จำเป็นที่จะต้องมีโรงงานในลักษณะนี้ เพื่อรองรับผลผลิตทางการเกษตรของพี่น้องเกษตรกร แปรรูปเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ และเพิ่มศักยภาพทางการผลิตให้สามารถส่งออก และกระจายสินค้าให้เพิ่มมากขึ้นก็จะทำให้ช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรในพื้นที่เพิ่มขึ้นอีกด้วย ขอให้ทุกคนได้มุ่งมั่น ตั้งใจพัฒนาโรงงาน ให้สามารถเป็นจุดแข็งรองรับ และช่วยเหลือเกษตรกรในพื้นที่ อย่างไรก็ตามสิ่งที่จำเป็นที่จะต้องดำเนินการควบคู่กันไปด้วย คือการให้ความรู้กับพี่น้องเกษตรกร การรักษาคุณภาพของผลผลิตทางการเกษตรให้สามารถเป็นที่ยอมรับ และคงคุณภาพสินค้าไว้ สร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภค สิ่งเหล่านี้จะทำให้เกิดการพัฒนาคุณภาพผลผลิตให้เติบโตเป็นที่ยอมรับ เกิดการจ้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้กับคนในชุมชนอย่างยั่งยืนต่อไป"

ทั้งนี้ บริษัท ซัน โฟรเซ่น ฟรุ้ต จำกัด จัดตั้งอยู่ในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ ตลาดกลางการเกษตร เพื่อส่งออกภาคใต้ชายแดน จังหวัดนราธิวาส มีเนื้อที่จำนวน 32 ไร่ นับเป็นองค์กรที่สนับสนุน และส่งเสริมราคาผลไม้ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ การพัฒนาผลผลิตทางการเกษตรให้เติบโตอย่างมีเสถียรภาพ เพื่อสร้างความได้เปรียบในเวทีการค้าโลก เกิดจากการต่อยอดธุรกิจจากรุ่นแม่เป็นผู้รวบรวมผลไม้ในพื้นที่เมื่อ 30 ปีที่ผ่านมา จนกระทั่งตกทอดมาถึงปัจจุบัน ได้มีการพัฒนาจากการค้าชายแดนไทย-มาเลเซียเป็นอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูป พัฒนาและสร้างมูลค่าเพิ่มของสินค้าในพื้นที่ อาทิ ทุเรียน มังคุด เงาะ ลองกอง และสะตอ โดยใช้เทคโนโลยีแช่เยือกแข็ง ปัจจุบัน บริษัท ซัน โฟรเซ่น ฟรุ้ต จำกัด ถือเป็นบริษัทผลิต และรวบรวม และจัดจำหน่ายสินค้าทางการเกษตร รวมไปถึงการต่อยอด สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า มีการวางแผนกับหน่วยงานราชการ พูดคุยทำความเข้าใจกับเกษตรกรถึงการรักษามาตรฐานคุณภาพของผลผลิตทางการเกษตรเพื่อให้เป็นที่ยอมรับสร้างการเติบโตอีกด้วย


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top