Monday, 3 August 2026
THE STATES TIMES TEAM

สตูล - อบจ. สร้างจุดเช็คอินใหม่ ในกิจกรรมการวาดภาพฝาผนัง “ศิลปะชุมชนละงู” (Satun Street Art) เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวหลังจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 คลี่คลาย

วันนี้ 16 สิงหาคม 2564 ที่ ห้องประชุมธรรมาภิบาลเทศบาลตำบลกำแพง ตำบลกำแพง อำเภอละงู จังหวัดสตูล นายเอกรัฐ หลีเส็น ผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล เป็นประธานปิดกิจกรรมการวาดภาพฝาผนัง “ศิลปะชุมชนละงู” ( Satun Street Art) โดยมีนาวาตรีหญิงโนสมา หลีเส็น นายกเหล่ากาชาดจังหวัดสตูล นายสัมฤทธิ์ เลียงประสิทธิ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสตูล นายกเทศมนตรีตำบลกำแพง หัวหน้าส่วนราชการ คณะศิลปินจิตอาสาและผู้นำชุมชนในพื้นที่ละงู ร่วมพิธีปิดฯ หลังจากนั้น ผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล และผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้เยี่ยมชมศิลปะชุมชนละงู จำนวน 6 จุด รวม 26 ภาพ พร้อมถ่ายรูปเช็คอินอย่างสวยงาม นอกจากนี้ได้มีการมอบเกียรติบัตรให้แก่ผู้ร่วมวาดภาพ และผู้ให้การสนับสนุนกิจกรรมในครั้งนี้ด้วย

นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสตูล กล่าวว่า สำหรับกิจกรรมภาพวาด “ศิลปะชุมชนละงู” เป็นกิจกรรมสร้างสรรค์ เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวจังหวัดสตูล โดยมีองค์การบริหารส่วนจังหวัดสตูลเป็นแกนหลักร่วมกับสถาบันพระปกเกล้า ภาคีเครือข่าย ทั้งภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคเอกชน และประชาชนชาวสตูล เพื่อพัฒนาพื้นที่ให้มีแหล่งท่องเที่ยวในมิติใหม่ ๆ เป็นจุดดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาเที่ยวจังหวัดสตูลเพิ่มขึ้น และใช้เวลาท่องเที่ยวในจังหวัดสตูลให้นานยิ่งขึ้น เป็นภาพวาดศิลปะฝาผนังในพื้นที่เทศบาลตำบลกำแพง อำเภอละงู โดยมีเป้าหมายวาดภาพ จำนวน 6 จุด รวม 26 ภาพ ซึ่งแต่ละภาพแสดงถึงศิลปวัฒนธรรมของชาวละงู เริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2564 เป็นต้นมา ซึ่งขณะนี้สามารถเปิดให้นักท่องเที่ยวได้มาเยี่ยมชมและถ่ายรูปได้แล้ว โดยได้รับความร่วมมือจากศิลปินจิตอาสา และศิลปิน ตลอดจนได้รับความร่วมมือจากเทศบาลตำบลกำแพงซึ่งเป็นเจ้าของพื้นที่จุดวาดภาพ และการสนับสนุนวัสดุอุปกรณ์จากภาคเอกชนอีกด้วย จึงขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนและนักท่องเที่ยว หลังจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 คลี่คลายแล้ว เข้ามาเยี่ยมชมถ่ายรูปเช็คอินเยือนถิ่นละงู และแหล่งท่องเที่ยวของจังหวัดสตูล

ด้านผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล กล่าวว่า ขอชื่นชมทุกภาคส่วนที่ร่วมกันจัดกิจกรรมนี้ขึ้นสำเร็จลุล่วงตามเป้าหมาย ด้วยความร่วมมือของภาครัฐ ภาคประชาชน และภาคประชาสังคม ตามนโยบายรัฐบาลที่ได้ให้มีการส่งเสริมส่งเสริมการท่องเที่ยวเพื่อเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ สร้างรายได้ให้แก่ท้องถิ่น ซึ่งจะส่งผลดีต่อการท่องเที่ยวจังหวัดสตูลในอนาคต นับว่ากิจกรรมในครั้งนี้จะเกิดประโยชน์ ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาเยือนเที่ยวจังหวัดสตูลเพิ่มมากขึ้น หลังจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 คลี่คลาย


ภาพ/ข่าว  นิตยา แสงมณี / ผู้สื่อข่าวประจำจังหวัด

‘วัชระ’ ยื่นป.ป.ช. ฟันคลัสเตอร์ ‘สมศักดิ์’ !! รดน้ำสงกรานต์-ดื่มไวน์-ร้องคาราโอเกะ-ไม่ใส่หน้ากาก ทำโควิด-19 ระบาดทั่วสุโขทัย ตาย 3 ราย และติดเชื้อกว่าครึ่งร้อย

วันที่ 16 ส.ค. 64 นายวัชระ เพชรทอง อดีตส.ส.ประชาธิปัตย์ ยื่นหนังสือถึงพลตำรวจเอกวัชรพล ประสานราชกิจ ประธานกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ป.ป.ช. และกรรมการทุกคน ขอให้ตั้งอนุกรรมการไต่สวนกรณีนายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และกรรมการศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดโรคโควิด -19 รวมทั้งนายชูศักดิ์ คีรีมาศทอง ส.ส.พลังประชารัฐ ประพฤติฝ่าฝืนกฎหมายในสถานการณ์ฉุกเฉิน กฎหมายอื่น ๆ และประพฤติผิดมาตรฐานจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญฯ พ.ศ.2561 หรือไม่

ด้วยปรากฏข้อเท็จจริงว่า เมื่อวันที่ 12 เม.ย. 64 เวลาประมาณ 19.00 น. นายสมศักดิ์ และคณะ ซึ่งมีนายชูศักดิ์ คีรีมาศทอง ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ เดินทางไปที่ร้านคาเฟ่ เดอ ทรี อ.เมือง จ.สุโขทัย ร่วมงานเลี้ยงสังสรรค์ มีการจัดรดน้ำตามประเพณีสงกรานต์ และร้องเพลงคาราโอเกะ ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์โดยไม่ใส่หน้ากากอนามัย มีผู้ร่วมงานประมาณ 21 คน อันเป็นการกระทำผิดกฎหมายหลายฉบับ เป็นการร่วมชุมนุมฝ่าฝืนพระราชกำหนดในสถานการณ์ฉุกเฉินพ.ศ 2548 มั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ผิดพรบ.โรคติดต่อ พ.ศ.2558 ฝ่าฝืนประกาศหรือคำสั่งในสถานการณ์ โควิด-19 ของนายกรัฐมนตรี และจังหวัดสุโขทัย กระทบกระเทือนต่อจิตใจของประชาชนที่เคารพกฎหมายทั้งประเทศ ทั้งที่นายสมศักดิ์ มีตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และกรรมการศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อโควิด-19 ควรต้องเป็นแบบอย่างที่ดีของประชาชน เพราะอยู่ในช่วงของการแพร่ระบาดโรคระลอกที่ 3 แต่ยังบังอาจฝ่าฝืนคำสั่งนายกรัฐมนตรี และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง อันเป็นความผิดอาญาและมาตรฐานทางจริยธรรม ผลของการจัดงานดังกล่าว ปรากฏว่าทำให้ผู้ร่วมงานติดโรคโควิด-19 จำนวน 21 คน มีผู้เสียชีวิต 3 คน และแพร่ไปทั่วจังหวัดสุโขทัย จำนวน 55 คน

สำหรับผู้เสียชีวิตคือนางอรพรรณ ภู่หลำ อายุ 63 ปี ชาว จ.สุโขทัย เสียชีวิตเมื่อวันที่ 30 เม.ย.64 ที่กทม. / นางสิริรัตน์ โพธิ อายุ 66 ปี ชาวจ.สุโขทัย เสียชีวิตที่รพ. สุโขทัย เมื่อวันที่ 17 พ.ค.64 และ นายณัฐพล ติวุตานนท์ อายุ 42 ปี ชาวจ.สุโขทัย เสียชีวิตเมื่อวันที่ 25 พ.ค. 64 ที่ รพ.สุโขทัย

นายวัชระ กล่าวว่า นายณัฐพล รับราชการหัวหน้ากลุ่มงานวิชาการ ผังเมืองสำนักงานโยธาธิการและผังเมือง จังหวัดสุโขทัย  ไปพร้อมกับภริยา และบุตรเล็ก ๆ 2 คน ปรากฏว่าทั้งครอบครัวติดโควิด 19  จำนวน 3 คน เมื่อนายณัฐพล เสียชีวิตทำให้ขาดผู้นำในครอบครัว ส่งผลต่ออนาคตของครอบครัวที่ขาดเสาหลักไป ตนได้หารือกับบิดานายณัฐพลแล้ว จึงขอส่งหนังสือร้องเรียนถึงคณะกรรมการป.ป.ช. ให้พิจารณาพฤติกรรมที่ฝ่าฝืนกฎหมาย ของนายสมศักดิ์ และไม่ได้แสดงความรับผิดชอบใด ๆ ต่อครอบครัวของผู้ตาย แม้แต่พวงหรีดก็ไม่ได้ส่ง และไม่ได้แสดงสปิริตความรับผิดชอบต่อประชาชนแต่อย่างใด

อนึ่ง การกระทำของนายสมศักดิ์ อาจเข้าข่ายผิดมาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ รวมทั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน และหัวหน้าหน่วยงานธุรการของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ พ.ศ. 2561 ข้อ 6-10 ข้อ 11,12,13,15 ,17,21 และ 23 หรือไม่

การระบาดโรคโควิด-19 ระลอกที่ 3 ไม่ใช่เพราะประชาชนส่วนใหญ่มีความผ่อนคลายกับสถานการณ์ควบคุมโรคตามที่นายกรัฐมนตรีลงนามประกาศข้อกำหนด ฉบับที่22 ในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 29 เม.ย. 64  แต่เป็นเพราะรัฐมนตรีในรัฐบาล ฝ่าฝืนกฎหมายและคำสั่งของนายกรัฐมนตรีนั่นเอง  นายวัชระ ยังยกตัวอย่างกรณีพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ไม่สวมหน้ากากอนามัยยังถูกพล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่ากทม.ไปจับ-ปรับ 6,000 บาท ถึงทำเนียบรัฐบาล แต่กรณีนายสมศักดิ์ มีนายวิรุฬ พรรณเทวี เป็นผู้ว่าฯสุโขทัย ได้รักษากฎหมายอย่างเคร่งครัดหรือไม่

"น้องเทนนิส" ฮีโร่เหรียญทองโอลิมปิก สุดปลื้มได้ทุนเรียนต่อถึง ป.เอก พร้อมเงินรางวัล 1 ล้านบาท จากอธิการบดี ม.กรุงเทพธนบุรี

รศ.ดร.บังอร เบ็ญจาธิกุล อธิการบดีมหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี มอบเงินรางวัลจำนวน 1 ล้านบาท และมอบทุนการศึกษาระดับปริญญาเอกให้แก่ “น้องเทนนิส-เรืออากาศตรีหญิง พาณิภัค วงศ์พัฒนกิจ" พร้อมกล่าวชื่นชมในความสำเร็จของน้องเทนนิสทางด้านการกีฬา ซึ่งการมอบรางวัลดังกล่าว เพื่อเป็นขวัญกำลังใจที่ได้รับรางวัลเหรียญทองกีฬาเทควันโดจากการเข้าร่วมแข่งขันกีฬาโอลิมปิกเกมส์ 2020 ครั้งที่ 32 ประเทศญี่ปุ่น และถือเป็นการสร้างชื่อเสียงเกียรติประวัติให้แก่ครอบครัว ประเทศชาติ และมหาวิทยาลัยฯ ในฐานะที่น้องเทนนิสเป็นนักศึกษาระดับปริญญาโท คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี


รศ.ดร.บังอร เบ็ญจาธิกุล อธิการบดี มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี กล่าวแสดงความยินดีกับ น้องเทนนิส-เรืออากาศตรีหญิง พาณิภัค วงศ์พัฒนกิจ ฮีโร่เหรียญทองในนามของผู้บริหาร คณาจารย์ บุคคลากรทุกภาคส่วน นักศึกษาศิษย์ปัจจุบัน ศิษย์เก่า วิทยาลัยในเครือฯ ว่า ในนามของชาวไทยคนหนึ่ง ต้องบอกว่ามีความยินดีอย่างที่สุดที่ “น้องเทนนิส” ได้สร้างชื่อเสียงได้ทำเหรียญทองโอลิมปิก 2020 ที่ประเทศญี่ปุ่นมาฝากชาวไทยในครั้งนี้ ในฐานะที่อธิการบดีเป็นอธิการมหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี และ “น้องเทนนิส” เรียนในหลักสูตรปริญญาโท รัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต พวกเราชาวมหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี และสถาบันในเครือฯ ต้องบอกว่าที่สุดฃองความภาคภูมิใจ “น้องเทนนิส” ก็ถือว่าเป็นลูกสาวคนหนึ่งที่ได้ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ อันนี้คือ ฮีโร่เหรียญทองของเราในการแข่งขันโอลิมปิก 2020 ที่ผ่านมา


“น้องเทนนิสมีความเก่ง มีความเข้มแข็ง มีวินัยทั้งในด้านของการฝึกซ้อมกีฬา ซึ่งมีคุณพ่อเป็นแบบอย่างที่ดี เป็นผู้ที่คอยให้กำลังใจลูก มีวินัยในการศึกษาเล่าเรียนเป็นอย่างมาก คณาจารย์ทุกท่านที่ได้พบได้สอนน้องเทนนิสจะพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า น้องมีวินัยในทุกๆ เรื่อง น้องมีความตั้งใจทำอะไรต้องทำให้สำเร็จทุกเรื่อง ก่อนที่น้องเทนนิสจะเดินทางไปแข่งขันได้มาเรียนหนังสือได้มาเข้าชั้นเรียนได้เข้ามาคุยหารือกับอธิการบดี โดยมีคุณพ่อมาด้วย นั่งคุยกันว่าลูกมีความมั่นใจอย่างไร น้องเทนนิส กับ คุณพ่อบอกว่า มั่นใจเต็มร้อย จากที่คุณพ่อคอยดูแลลูก คอยให้กำลังใจ คอยสนับสนุนลูกจากประสบการณ์ที่คร่ำหวอดมั่นใจเต็มร้อยครับท่านอธิการบดี น้องเทนนิสก็บอกมั่นใจเต็มร้อยค่ะท่านอธิการฯ และวันนี้น้องเทนนิสทำได้สำเร็จเป็นความภาคภูมิใจของอธิการบดี ของพวกเราชาวมหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี และของคนไทยทั่วโลก อธิการบดีขอยินดีด้วย” อธิการบดีมหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี กล่าว
นอกจากนี้ เรืออากาศตรีหญิง พาณิภัค วงศ์พัฒนกิจ พร้อมด้วย “คุณพ่อสิริชัย วงศ์พัฒนกิจ” มาร่วมสนทนาถ่ายทอดประสบการณ์ แนวคิด และการสร้างแรงบันดาลใจการเล่นกีฬาให้ประสบความสำเร็จอย่างมืออาชีพผ่านระบบ ZOOM ให้กับนักศึกษาคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการกีฬา อีกด้วย โดยมี จิรัฏฐวัฒน์ ศิริบุตร และ ณัฎฐา ชาญเลขา เป็นผู้ดำเนินรายการ


ในโอกาสนี้ ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมแสดงความยินดีผ่านคลิปวิดีโอในโอกาสดังกล่าว โดยมี ผศ.ดร.ดวงฤทธิ์ เบ็ญจาธิกุล ชัยรุ่งเรือง เลขานุการรัฐมนตรีว่าการและโฆษกกระทรวง อว. ได้ร่วมแสดงความยินดีพร้อมเซอร์ไพรส์มอบเค้กให้แก่ “น้องเทนนิส” ในโอกาสครบรอบวันคล้ายวันเกิด 8 สิงหาคมที่ผ่านมาด้วย ณ สถานีโทรทัศน์ BTU Channel มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี

โควิดพ่นพิษส่งออกสะดุด “เฉลิมชัย"ปลุกตลาดภายในคิกออฟโครงการ “เกษตรกร Happy”เฟส2เร่งอัพราคาลำไย เงาะ ลองกอง พร้อมส่งทีม”เกษตรฯ.-พาณิชย์”ขึ้นเหนือทันที ตัวแทนชาวสวนขอบคุณฟรุ้ทบอร์ดมอบโครงการดีๆดูแลเกษตรกร

วันที่ 15 ส.ค.64 ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในฐานะประธานคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้(Fruit Board)เป็นประธานการแถลงข่าว Live สดผ่าน facebook : คณะอนุกรรมการขับเคลื่อน Ecommerce กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดตัวโครงการ “เกษตรกร Happy” phase 2 เพื่อช่วยเกษตรกรชาวสวนลำไย เงาะ ลองกอง ในการขายผลไม้คุณภาพดี สดจากสวน ถึงมือผู้บริโภคโดยตรง ซึ่งโครงการดังกล่าว เป็นแผนการดำเนินงานของคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ (Fruit Board) ที่ต้องการช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนผลไม้ที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ที่ทวีความรุนแรงและเข้าขั้นวิกฤต จนทำให้มีการเพิ่มมาตรการล็อกดาวน์ทั้งในและต่างประเทศ ตลาดต่างประเทศมีการตรวจสอบอย่างเข้มข้นมากขึ้น ระบบขนส่งระหว่างประเทศเกิดความติดขัด ตู้คอนเทนเนอร์ขาดแคลน แรงงานและผู้ค้า รวมทั้งบริษัทขนส่งในประเทศติดโควิดเพิ่มมากขึ้น ผู้ส่งออกและล้งลดจำนวนลง ในขณะที่ผลไม้อยู่ในช่วงฤดูกาลเก็บเกี่ยวพร้อม ๆ กัน ทั้งมังคุด เงาะ ลำไย และลองกอง เป็นต้น โครงการนี้จึงเกิดขึ้นเพื่อแก้ไขปัญหาเร่งด่วน โดนมีวัตถุประสงค์ คือ 1) รณรงค์ส่งเสริมการบริโภคผลไม้ไทยภายในประเทศ 2) เพิ่มกิจกรรมการค้าทั้งออฟไลน์และออนไลน์ เพื่อระบบการค้าที่เป็นธรรม และ 3) ยกระดับราคา เพิ่มรายได้ให้เกษตรกร ภายใต้แนวคิด "คนกินยิ้มได้ เกษตรกรไทยแฮปปี้" และ "คนไทยไม่ทิ้งกัน"

และจากการดำเนินโครงการ “เกษตรกร Happy” phase 1 ในการช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนมังคุด เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้รับกระแสตอบรับเป็นอย่างดี ซึ่งได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งกระทรวงเกษตรฯ.กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กระทรวงมหาดไทย กรมประชาสัมพันธ์ ททบ.5 กองทัพบก บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด, บริษัท แกร็บ ประเทศไทย จำกัด, บริษัท เซ็นทรัล กรุ๊ป จำกัด, เครือข่ายร้านธงฟ้า คณะอนุกรรมการขับเคลื่อน Ecommerce คณะกรรมการธุรกิจเกษตร ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยเฉพาะสื่อมวลชนทุกแขนงที่ช่วยในการสื่อสารรณรงค์จนประสบความสำเร็จ และสามารถระบายมังคุดออกจากกลไกตลาดและรักษาเสถียรภาพราคาได้ในระดับที่น่าพอใจ

"ขอขอบคุณทุกภาคส่วนที่ได้ร่วมกันดำเนินโครงการเกษตรกร Happy ซึ่งในวันนี้เป็นการดำเนินโครงการเฟส 2 เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนผลไม้ที่กำลังออกตามฤดูกาล ทั้งลำไย ลองกอง และเงาะ โดยในส่วนของกระทรวงเกษตรฯ ได้ดำเนินการในหลายมิติ ทั้งการรณรงค์บริโภคผลไม้ไทย การขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วนให้อุดหนุนผลไม้ไทย และได้มอบ หมายปลัดเกษตรฯ ตั้งทีมกระจายผลไม้เฉพาะกิจ เพื่อประสานงานไปทุกจังหวัดทั่วประเทศ นอกจากนี้ยังมอบให้นายนราพัฒน์ แก้วทอง ผู้ช่วยรัฐมนตรีเกษตรเดินทางไปลำพูนและเชียงใหม่เพื่อแก้ไขปัญหาลำไยร่วมกับนายสินิตย์ เลิศไกร รมช.พาณิชย์และรองประธานฟรุ้ทบอร์ดระหว่างวันที่16-18สิงหาคม

สำหรับการแก้ไขปัญหาด้านการส่งออก ได้มอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประสานและเจรจากับประเทศคู่ค้า โดยไทยจะมีมาตรการตรวจสอบให้เข้มข้นขึ้น เพื่อให้ไทยสามารถส่งออกผลไม้ไปต่างประเทศได้ อย่างไรก็ตาม การดำเนินการจะประสบความสำเร็จได้ ต้องได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน กระทรวงเกษตรฯ จึงพยายามเพิ่มช่องทางให้ประชาชนสามารถเข้าถึงได้มากขึ้นและง่ายที่สุด จึงขอเชิญชวนให้พี่น้องหันมาบริโภคผลไม้ไทย และร่วมฝ่าวิกฤตโควิด-19 ไปด้วยกัน" ดร.เฉลิมชัย กล่าว

ด้านนายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ประเทศไทยมีผลไม้ที่ได้รับความนิยมอย่างมาก ทั้งในตลาดโลกและตลาดภูมิภาค เช่น มีพื้นที่เพาะปลูกถึง 7 ล้านไร่ สามารถสร้างรายได้เข้าประเทศจากการส่งออกถึง 1 แสนล้านบาทต่อปี ทั้งผลไม้สด ผลไม้แช่แข็ง และผลไม้แปรรูป ซึ่งในปี 2564 ได้ประมาณการว่าจะมีผลผลิตเพิ่มขึ้น 23% จากปีที่ผ่านมา จาก 4.4 ล้านตัน เป็น 5.4 ล้านตัน และถึงแม้ว่าเราจะเผชิญกับสถานการณ์การโควิด-19 ตั้งแต่ปี 2563 กระทรวงเกษตรฯ ได้บริหารจัดการเชิงรุก
โดยได้เร่งพัฒนาการบริหารผลไม้จัดการทั้งระบบ ตั้งแต่การผลิต การสร้างมาตรฐาน GAP/GMP การแปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่ม การสร้างแบรนด์ผลไม้ การบริหารโลจิสติกส์ ตลอดจนการตลาดสมัยใหม่ทั้งออนไลน์และออฟไลน์ ทำให้ในเดือน มิ.ย. ที่ผ่านมา ผลไม้สามารถครองแชมป์การส่งออก ด้วยอัตราการเติบโตสูงถึง 185% ทุเรียนส่งออกขยายตัว 172% และมังคุดเติบโตถึง 488% ส่งผลให้การส่งออกสินค้าเกษตรโดยรวม มีมูลค่า 71,473 ล้านบาท โดยมีอัตราการขยายตัวสูงสุดถึง 59.8% นับเป็นอัตราการขยายตัวสูงสุดในรอบ 10 ปี และเป็นการขยายตัว 9 เดือนต่อเนื่องกัน แต่ย่างเข้าเดือนกรกฎาคมการระบาดของโควิด19เข้าขั้นวิกฤติส่งผลกระทบต่อการส่งออกผลไม้ ฟรุ้ทบอร์ดจึงต้องปรับกลยุทธ์เพิ่มการบริโภคภายในประเทศ โครงการเกษตรกรแฮปปี้จึงเกิดขึ้นเพื่อส่งเสริมช่องทางการขายทั้งออฟไลน์และออนไลน์ทุกแพลตฟอร์ม

โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ร่วมกับกระทรวงพาณิชย์และทุกภาคีภาคส่วน เฟสที่1 เราสามารถช่วยชาวสวนมังคุดภาคใต้จนราคาขยับตัวเกินเป้าหมาย ภายในเวลาสัปดาห์เศษ จึงขอเชิญชวนให้มาช่วยกันซื้อ ลำไย เงาะ ลองกอง นอกจากจะได้รับประทานผลไม้ดี ๆ แล้วยังช่วยเกษตรกรฝ่าวิกฤตโควิดไปด้วยกันภายใต้แนวทาง ”คนกินยิ้มได้ เกษตรกรไทยแฮปปี้” นายอลงกรณ์ กล่าว 

ทางด้านตัวแทนเกษตรกรชาวสวนลำไย เงาะและลองกองได้กล่าวขอบคุณฟรุ้ทบอร์ดที่ดูแลช่วยเหลือชาวสวนผลไม้มาโดยตลอดโดยเฉพาะโครงการเกษตรแฮปปี้เป็นโครงการที่ดีมีประโยชน์เชื่อว่าจะช่วยชาวสวนได้ในช่วงที่ราคาตกต่ำจากผลกระทบของโควิด19
 

สมุทรปราการ-ธารน้ำใจ 'พญาอินทรี’ มอบแด่ 'พระครูจาบ' วัดหนามแดง  ถวายถังดับเพลิง 20 ถัง เพื่อใช้ป้องกันอัคคีภัย

ที่ภายในวัดหนามแดง ต.บางแก้ว  อ.บางพลี  จ.สมุทรปราการ  นายสวัสดิ์  เจริญวรชัย  ประธานกรรมการบริหาร  บริษัท ลีดเดอร์ ไฟร์ เซฟตี้ จำกัด และผู้อำนวยการ ฝ่ายปฎิบัติการพญาอินทรีบรรเทาภัย ศูนย์สู้ภัยพิบัติชาติ พญาอินทรี  พร้อมด้วย เจ้าหน้าที่ศูนย์สู้ภัยพิบัติชาติ พญาอินทรี เดินทางไปยังวัดหนามแดง  อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ เพื่อนำถังดับเพลิง จำนวน 20 ถัง นำไปถวายให้กับท่าน พระครูวิทูรกิจจาทร (พระครูจาบ) รักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดหนามแดง  เพื่อใช้ป้องกันเหตุเพลิงไหม้  เนื่องจากก่อนหน้านี้เมื่อปลายปี 63 ที่ผ่านมา  วัดหนามแดงได้เกิดเหตุเพลิงไหม้ขึ้นกลางดึกภายในวัดโชคดีที่พระลูกวัดได้เห็นเหตุการณ์  และช่วยกันดับไฟไว้ได้ทัน  

และในการมอบถังดับเพลิงให้กับทางวัดหนามแดงในครั้งนี้  ทีมเจ้าหน้าที่พญาอินทรี  ได้มีการสาธิตวิธีการดับไฟพร้อมทั้งให้ความรู้ ความเข้าใจและวิธีปฎิบัติที่ถูกต้องแก่พระสงฆ์วัดหนามแดง  โดยสมมุติเหตุการณ์เสมือนเกิดเหตุเพลิงไหม้ขึ้นจริง หรือเกิดเหตุไฟฟ้าลัดวงจรขึ้นภายในวัด

โดยนายสวัสดิ์ เจริญวรชัย กล่าวว่า โครงการนี้เป็นการรวมตัวกันของกลุ่มจิตอาสา 9 องค์กรด้วยกัน และได้ดำเนินโครงการนี้มานานหลายปี โดยที่ผ่านมาได้มีการนำถังดับเพลิงไปถวายให้กับทางวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศ ไม่ต่ำกว่า 4,000 ถัง อีกทั้ง ตนเองได้ทำงานด้านจิตอาสามานานกว่า 47 ปี ตั้งแต่อายุ 16 ปี และได้ทำงานด้านจิตอาสาทำความดีเพื่อสังคมมาโดยตลอด

เนื่องจากตนเองนั้น มองเห็นว่าปัจจุบันวัดส่วนใหญ่จะไม่มีอุปกรณ์ใช้ในการป้องกันเหตุอัคคีภัย บางวัดโทรแจ้งเหตุไปยังท้องถิ่นประสานขอรถน้ำมาทำการดับไฟ  แต่ก็อาจจะไม่ทันท่วงทีเนื่องจากระยะเวลาการเดินทางและการจราจร  โดยที่ผ่านมาวัดส่วนใหญ่ที่เกิดเหตุเพลิงไหม้นั้นจะไม่มีถังดับเพลิง หรือ อาจมีจำนวนที่ไม่เพียงพอแต่หากทางวัดที่มีถังดับเพลิงติดตั้งอยู่ภายในวัด  และสามารถมองเห็นได้ชัดเจนก็จะสามารถนำมาใช้ระงับเหตุเพลิงไหม้ได้ และอาจจะไม่สร้างความเสียหายเป็นวงกว้างหากเข้าใจวิธีการปฎิบัติอย่างถูกต้อง และเข้าใจวิธีแก้ไขเหตุเฉพาะหน้าจนนำไปสู่การดับไฟที่ถูกต้อง 


และในวันนี้ที่ทางศูนย์สู้ภัยพิบัติชาติ พญาอินทรี นำถังดับเพลิงมาถวายให้กับท่าน  พระครูวิทูรกิจจาทร (พระครูจาบ) รักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดหนามแดง จำนวน  20 ถัง เนื่องจากทางวัดแห่งนี้มีถังดับเพลิงไม่เพียงพอ  จึงมีความตั้งใจอยากจะร่วมทำบุญกับทางวัดหนามแดงแห่งนี้  อีกทั้งวัดมีพื้นที่เป็นจำนวนมาก  และมีอาคารที่เป็นไม้เก่า  อาคารส่วนใหญ่สร้างติดกัน

อย่างไรก็ตาม  การถวายถังดับเพลิงให้กับทางวัดหนามแดงในครั้งนี้ทางผมเองนั้นถวายให้ฟรี  โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด อีกทั้ง ถังดับเพลิงของทางวัดที่มีอยู่  จำนวน  4 ถัง  ทางศูนพญาอินทรี  จะนำไปอัดน้ำยาเคมีให้ใหม่โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายด้วยเช่นกัน  และในส่วนถังดับเพลิงที่นำไปใช้งานแล้วเกิดหมด  ทางศูนย์ของเราก็จะดำเนินการนำถังไปบรรจุก๊าชให้ใหม่โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายเช่นเดียวกัน

โดยทางเจ้าหน้าที่จะดำเนินการติดตั้งถังดับเพลิงบริเวณพื้นที่โดยรอบของวัดและมองเห็นได้ชัดเจน นอกจากนี้ ทางศูนย์สู้ภัยพิบัติชาติ พญาอินทรี ยังมีเจ้าหน้าที่ชำนาญการมาให้ความรู้และทำการสาธิตวิธีการดับไฟ รวมถึงการระงับเหตุเพลิงไหม้อย่างถูกต้องและถูกวิธีอีกด้วย

ส่วนสาเหตุที่ตนเองนั้นนำถังดับเพลิงมาถวายให้กับทางวัดหนามแดง  เนื่องจากว่ามีความเลื่อมใสศรัทธา ท่านพระครูจาบ  รักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดหนามแดง  ที่ได้เมตตารับเผาศพโควิดให้กับญาติโยม  ประกอบกับตนเองมองเห็นว่าทางวัดนั้นไม่มีถังดับเพลิงติดตั้งอยู่  จึงมีความห่วงใยและมีความตั้งใจที่จะนำถังดับเพลิงมาถวายให้กับทางวัดหนามแดงแห่งนี้ เพื่อไว้ใช้ประโยชน์ต่อไป

คิว-ข่าวสมุทรปราการ  รายงาน

หม่อมเจ้าอุทัยกัญญา ภาณุพันธุ์ เสด็จบำเพ็ญกุศล เททองหล่อพระพุทธรูปประจำองค์ ทรงประทานถวายนามว่า ‘พระชัยอัปสรอุทัยกัญญา’

‘หม่อมเจ้าอุทัยกัญญา ภาณุพันธุ์’ ทรงกรุณาเสด็จบำเพ็ญกุศล ในพิธีเททองหล่อพระพุทธรูปประจำองค์ ขนาดหน้าตัก 12นิ้ว เพื่อถวายเป็นพุทธบูชา เชิญประดิษฐานไว้ ณ วัดหัวดอน ตำบลธาตุพนม อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม
 
โดยประวัติ ‘วัดหัวดอน’ 
นามเดิมชื่อ ‘วัดศรีสมพร’ สร้างขึ้นในปี พ.ศ. ๒๓๕๐ ไม่มีหลักฐานว่าใครเป็นผู้สร้าง ต่อมา 
เปลี่ยนชื่อวัดในปี พ.ศ. ๒๔๘๔ ตาม พรบ.ปกครองคณะสงฆ์ปี พ.ศ.๒๔๘๔ เปลี่ยนตามชื่อหมู่บ้าน คือ 
‘บ้านหัวดอน’ เพื่อให้ง่ายแก่การจดจำ จึงได้ชื่อว่า ‘วัดหัวดอน’ มาจนถึงปัจจุบัน
ซึ่งตั้งอยู่เลขที่ ๑๓๓ หมู่ 4 บ้านหัวดอนใหญ่ ตำบลธาตุพนม อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม มีเนื้อที่ ๙ ไร่ ได้รับ ‘วิสุงคามสีมา’ วันที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๒๕ มีอดีตเจ้าอาวาสคือ 
๑. พระมหาสุขุม (ไม่ทราบฉายา) 
๒. พระมหาหนู อกปญาโน 
๓. พระสุรศักดิ์ ผิวงาม 
๔. พระทอง (ไม่ทราบฉายา) 
๕. พระคำสา ผิวแดง 
๖. พระครูพนมธรรมกิต (หลวงพ่อทา) 
๗. พระครูปัญญาพัฒนคุณ (หลวงพ่อมาย) พ.ศ. ๒๕๔๑ – ๒๕๕๕ 
๘. พระครูสังฆรักษ์สิรภพ ฐิตสีโล เจ้าอาวาสรูปปัจจุบัน
 
ประวัติอ้างอิงในการสร้าง ‘พระชัยอัปสรอุทัยกัญญา’ 
ในอดีตเดิม ‘นายโพ’ เป็นนายตำรวจ ชาวอำเภอพนมไพร จังหวัดร้อยเอ็ด ได้สมรสกับหญิงสาวชาวบ้านหัวดอน อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม โดยแต่เดิม ‘นายโพ’เคยบวชเรียนก่อนมารับราชการเป็นตำรวจ ในปี พ.ศ.๒๔๗๕ ‘นายโพ’ได้มีศรัทธารวบรวมของมีค่าที่สั่งสมมา และชักชวนชาวบ้านหัวดอนร่วมบริจาคทรัพย์สิน เช่น ทองคำ ทองแดง เงิน เป็นต้น เพื่อรวบรวมไปหล่อองค์พระที่ ‘วัดโพธิ์เครือ’ บ้านเสียว อำเภอนาหว้า จังหวัดนครพนม ซึ่งมี ‘พระครูสอน’ (ชาวไทญ้อ) เป็นเจ้าอาวาส ท่านเป็นพระมหาเถระผู้มีวิชาศิลปการช่างหล่อพระแบบโบราณ และมีวิชาอาคมแกร่งกล้ามาก เป็นที่เคารพนับถือในสมัยนั้น ผู้คนต่างพากันให้ความเคารพท่านมาก ในการนี้ท่านได้นำสิ่งของมีค่านำไปหล่อพระดังกล่าวในคราวนั้นสามารถหล่อพระได้ ๒ องค์ คือ (๑) องค์ขนาดใหญ่ หน้าตัก 14 นิ้ว ได้ถวายนามว่า ‘พระศรีสมพร’ (๒) องค์ขนาดเล็ก หน้าตัก 9 นิ้ว ถวายนามว่า ‘พระชัยอัปสร’ (พระชัยหลังช้าง ใช้แห่ในงานมงคลต่างๆ เช่น งานสงกรานต์) เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยเนื้อสัมฤทธิ์แก่ทองคำศิลปะล้านช้าง ซึ่งปัจจุบันพระสกุลช่างพื้นถิ่นของชาวไทญ้อ ปัจจุบันเหลือเพียง ‘พระศรีสมพร’ ส่วน ‘พระชัยอัปสร’ ได้หายไปตั้งแต่สิบกว่าปีที่แล้ว 

 

ปัจจุบันพระพุทธรูป ‘ศรีสมพร’ เป็นพระคู่ ‘วัดหัวดอน’ มาจนถึงปัจจุบัน และได้ถวายพระนามใหม่ว่า ‘สมเด็จพระนางพญาศรีสมพร’ มูลเหตุที่มีคำว่า ‘สมเด็จพระนางพญา’ นำหน้าชื่อพระพุทธรูป ‘ศรีสมพร’ เนื่องจากว่าปีที่สร้างพระศรีสมพรนั้นคือปี พ.ศ. ๒๔๗๕ นับเป็นปีประสูติของ ‘สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถฯ’ ทางวัดจึงได้ขอถวายเป็นพระราชกุศล ได้ชื่อที่ไพเราะงดงาม ตามรูปลักษณ์ขององค์พระพุทธรูปองค์นี้ว่า ‘สมเด็จพระนางพญาศรีสมพร’ 
และ ‘พระชัยอัปสร’ นั้น ได้มีการเททองหล่อ หลังจากสร้าง ‘พระศรีสมพร’ ๑ ปี คือ พ.ศ.๒๔๗๖ แต่ปัจจุบันได้หายไปจาก ‘วัดหัวดอน’ ด้วยเหตุนี้ ‘พระครูสังฆรักษ์สิรภพ ฐิตสีโล’ เจ้าอาวาสวัดหัวดอนรูปปัจจุบัน จึงมีดำริกับชาวบ้าน คณะศรัทธาวัดหัวดอน มีความเห็นว่าควรจะหล่อ ‘พระชัยอัปสร’ ขึ้นใหม่ เพื่อเป็นที่กราบไว้สักการะบูชา เป็นพระพี่ พระน้องคู่กันกับ ‘พระศรีสมพร’ จึงได้มีความเห็นชอบ ทำหนังสือขึ้นทูล ‘หม่อมเจ้าอุทัยกัญญา ภาณุพันธุ์ ‘ เชิญเสด็จเป็นองค์ประธานเททองหล่อ ‘พระชัยอัปสร’ เนื่องด้วยแต่เดิม ‘พระชัยอัปสร’ นั้น ได้เททองสร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ.๒๔๗๖ ซึ่งเป็นปีประสูติของ ‘หม่อมเจ้าอุทัยกัญญา ภาณุพันธุ์’ และขอประทานอนุญาตเชิญพระนามสถิตร่วมชื่อพระ โดยมีพระนามว่า ‘พระชัยอัปสรอุทัยกัญญา’ เพื่อเป็นศิริมงคล เป็นมิ่งขวัญ แก่ ‘วัดหัวดอน’ และชาวบ้าน พุทธบริษัทที่เข้ามาทำบุญแก่วัดหัวดอน สืบต่อกาลนาน
 
ท้ายนี้ขอเชิญร่วมทำบุญได้ที่ ‘พระครูสังฆรักษ์สิรภพ ฐิตสีโล’ เจ้าอาวาสวัดหัวดอน หรือโอนเงินที่ 103-1-75118-3 ธนาคารกสิกรไทย ชื่อบัญชี พระครูสังฆรักษ์สิรภพ จาริอุต
 
**อ้างอิงประวัติพระโบราณจาก 
๑) พระวิชัยธรรมคณี วิ. (หลวงพ่อเทพา) เจ้าคณะจังหวัดบึงกาฬ เจ้าอาวาสวัดเซกาเจติยาราม (พระอารามหลวง) เป็นผู้เล่าประวัติพระพุทธรูปโบราณ เป็นพระมหาเถระผู้เชี่ยวชาญเรื่องพระพุทธรูปโบราณ 
๒) จากพระพุทธรูปสองพี่น้อง วัดศรีบุญเรือง บ้านเพีย อำเภอคำตากล้า จังหวัดสกลนคร 
๓) ประวัติเจ้าอาวาสวัดโพธิ์เครือมีพระครูสอนเป็นผู้เก่งกล้าในวิชาช่าง และอาคมในสมัยนั้น 
***พระครูสังฆรักษ์สิรภพ ฐิตสีโล เจ้าอาวาสวัดหัวดอน เป็นผู้เรียบเรียง ๒๒ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๔

เทศบาลเมืองฉะเชิงเทราส่งมอบศูนย์พักคอย(โรงพยาบาลสนาม) ใต้ร่มพระบารมี เทศบาลเมืองฉะเชิงเทรา ให้แก่โรงพยาบาลพุทธโสธร 

วันอาทิตย์ที่ 15 สิงหาคม 2564 เวลา 14.00 น. ณ โรงเรียนเทศบาล2 พระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย อาจารยางกูร) นายกลยุทธ ฉายแสง นายกเทศมนตรีเมืองฉะเชิงเทรา พร้อมด้วย คณะผู้บริหาร สมาชิกสภาเทศบาล หัวหน้าส่วนราชการ  ผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดเทศบาลเมืองฉะเชิงเทรา ร่วมส่งมอบ ศูนย์พักคอย (โรงพยาบาลสนาม)ใต้ร่มพระบารมี เทศบาลเมืองฉะเชิงเทรา ให้แก่โรงพยาบาลพุทธโสธร สำหรับรับผู้ป่วยระดับสีเขียวเข้ารับการดูแลตามมาตรการสาธารณสุข โดย แพทย์หญิง สมบัติ ชุติมานุกูล ผู้อำนวยการโรงพยาบาลพุทธโสธรเป็นผู้รับมอบ

สำหรับศูนย์พักคอยใต้ร่มพระบารมี เทศบาลเมืองฉะเชิงเทรา ตั้งอยู่ที่อาคารเอนกประสงค์ โรงเรียนเทศบาล 2 พระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย อาจารยางกูร) สามารถรองรับผู้ป่วยโควิดระดับสีเขียว ได้จำนวน 185 เตียง โดยเทศบาลได้ทำการติดมุ้งลวดกันยุง พัดลมระบายอากาศ เครื่องปรับอากาศ ติดตั้งระบบกล้องวงจรปิด ปรับปรุงห้องน้ำ ห้องอาบน้ำและซักผ้า เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้เข้าพัก  ห้องจัดเตรียมอาหารสำหรับผู้กักตัว  ห้องปฎิบัติการสำหรับบุคลากรทางการแพทย์และเจ้าหน้าที่ ติดตั้งระบบอินเตอร์เน็ต เพื่อติดต่อสื่อสารระหว่างทีมแพทย์และผู้ป่วย รวมทั้งได้ส่งเจ้าหน้าที่เข้าทำความสะอาดฆ่าเชื้อภายในอาคารก่อนรับผู้ป่วย เป็นที่เรียบร้อยแล้ว  สำหรับศูนย์พักคอย(โรงพยาบาลสนาม) ใต้ร่มพระบารมี เทศบาลเมืองฉะเชิงเทรา นี้จะอยู่ในความดูแลของโรงพยาบาลพุทธโสธร เพื่อใช้รองรับและให้การดูแลผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนา2019 ที่มีอาการไม่รุนแรง เข้ารับการรักษาพยาบาล เป็นการแบ่งเบาภาระให้แก่โรงพยาบาลในพื้นที่ต่อไป


 

ชลบุรี – นายกเมืองพัทยา รับมอบเครื่องออกซิเจนไฮโฟลว์ช่วยเหลือผู้ป่วยโควิด-19 จากภาคเอกชน รวมน้ำใจร่วมบริจาคจำนวน 5 เครื่อง รวมมูลค่า 1.25 ล้านบาท

วันที่ 13 ส.ค.64 ที่โรงพยาบาลเมืองพัทยา จ.ชลบุรี นายสนธยา คุณปลื้ม นายกเมืองพัทยา นายมาโนช หนองใหญ่ และนายแพทย์สมเกียรติ บวรเสรีผไท ที่ปรึกษาหัวหน้ากลุ่มการแพทย์ โรงพยาบาลเมืองพัทยา ร่วมรับมอบ “เครื่องออกซิเจนไฮโฟลว์” (Oxygen High Flow) หรือเครื่องให้อากาศผสมออกซิเจนอัตราการไหลสูง จากผู้มีจิตศรัทธาและหน่วยงานภาคเอกชนในพื้นที่เมืองพัทยา ที่ร่วมกันบริจาคให้แก่โรงพยาบาลเมืองพัทยา จำนวน 5 เครื่อง เครื่องละ 250,000 บาท รวมมูลค่า 1,250,000  บาท เพื่อนำไปใช้ดูแลรักษาผู้ป่วยติดเชื้อโควิด-19 ที่กำลังรักษาตัวที่โรงพยาบาลเมืองพัทยา

ทั้งนี้ ผู้มีจิตศรัทธาและภาคเอกชน ห้างร้าน ที่ร่วมบริจาคซื้อ “เครื่องออกซิเจนไฮโฟลว์” (Oxygen High Flow) ประกอบด้วย นางสมร หนองใหญ่ 1 เครื่อง น.ส.สายยัน สายสมุทร จำนวน 1 เครื่อง บริษัทคอร์ เทคโนโลยี คอนซัลแต้นส์ จำกัด บริษัท พิสุทธิ์ เทคโนโลยี จำกัด และกลุ่มเพื่อน รวม 3 เครื่อง

สำหรับ “เครื่องออกซิเจนไฮโฟลว์” (Oxygen High Flow) ถือเป็นอุปกรณ์สำคัญในการช่วยชีวิตผู้ป่วยภาวะหายใจล้มเหลว หรือมีภาวะพร่องออกซิเจน และเพื่อเพิ่มโอกาสในการรอดชีวิตของผู้ป่วยได้มากยิ่งขึ้น ซึ่งมีความสำคัญมาก ในการช่วยเหลือผู้ป่วยโควิด-19


ภาพ/ข่าว  นิราช / นันทพล ทิพย์ศรี ก012 ชลบุรี

“ไม่ให้ผ่าน ไม่ให้ขาย ไม่ให้เสพ” ศอ.ปส.จ.ชุมพรโชว์ผลงาน รวบผู้ค้ายาทั้งยาบ้าและไอซ์มูลค่านับล้าน

วันนี้ 13 สค. 64 เวลา 10.30 น. ณ ค่าย อส.จ.ชุมพร นายธีระ อนันตเสรีวิทยา ผวจ. ชุมพร ,นายพิทักษ์   พิศสิริวัฒนสุทธิ์ ปลัดจังหวัดชุมพร และเจ้าหน้าที่ อาสาสมัครรักษาดินแดน จังหวัดชุมพร(อส.จ.ชุมพร) ร่วมแถลงข่าวการจับกุมผู้ต้องหายาเสพติดทั้งยาบ้า จำนวน 8,000 เม็ด ,กัญชา 1 แท่ง และยาไอซ์ มีน้ำหนัก 2 กิโลกรัม

นายธีระ อนันตเสรีวิทยา ผวจ.ชุมพร เปิดเผยว่า การจับกุมแก๊งค้ายาเสพติดในครั้งนี้ เป็นการขยายผลการจับกุม จากผู้ค้ายาบ้า จากวันที่ 5 สิงหาคม 2564 ที่ผ่านมา ได้สืบทราบว่าจะมีการส่งมอบยาอีก 2 ครั้งในวันที่ 8 และ 12 สิงหาคม 2564 จึงได้สั่งการให้ชุดเฉพาะกิจโชคชัยวางแผนเข้าจับกุมกลุ่มผู้ค้ายา

โดยในวันที่ 8 สิงหาคม 2564  มีบริษัทขนส่งแห่งหนึ่ง ได้นำกล่องสินค้ามาวางไว้บริเวณหน้าอู่ซ่อมรถ ซ.รุ่งเรือง ต.ปากน้ำชุมพร แต่ผู้ค้ายาเสพติดไหวตัวทัน จึงหนีการจับกุมของเจ้าหน้าที่ไปได้ จึงตรวจยึดของกลางทีมีการบรรจุเป็นหีบห่อด้วยผ้าขนหนูขนาดใหญ่ เพื่อพรางตบตาเจ้าหน้าที่ ภายในพบยาบ้า 1 ห่อ นับได้จำนวน 8,000 เม็ด

ต่อมาวันที่ 12 สิงหาคม 2564 ที่ผ่านมาได้สืบทราบว่า จะมีการส่งมอบของอีกครั่ง โดยมีคน 2 คนออกไปรับของ จึงซุ่มดูบริเวณโรงแรมในพื้นที่ของ ต.บางหมาก อ.เมือง จ.ชุมพร พบมีผู้ต้องหา 2 คนมารับของ จึงได้จับกุมพร้อมของกลางพบเป็นยาไอซ์จำนวน 2 กิโลกรัม จึงทำการบันทึกจับกุมและนำส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองชุมพรเพื่อดำเนินคดีมียาเสพติดไว้ในครอบครองต่อไป


ภาพ/ข่าว  ธนากร โกศลเมธี รายงานศูนย์ข่าวสารจังหวัดชุมพร

นราธิวาส - หมู่บ้านนี้ไม่มีโควิด!! มอบป้ายประกาศ - ธงสีฟ้า ให้แก่หมู่บ้านและชุมชน ที่ไม่มีผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในพื้นที่อำเภอสุคิรินและอำเภอแว้ง

นายอับดุลนัสเซอร์ หะมิ พัฒนาการอำเภอรือเสาะ จังหวัดนราธิวาส เปิดเผยว่า นายไพโรจน์ จริตงาม รองผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส เป็นประธานในพิธีมอบป้ายประกาศและธงสีฟ้า "หมู่บ้าน/ชุมชน สีฟ้า" ให้แก่หมู่บ้านและชุมชน ที่ไม่มีผู้ติดเชื้อโควิด - 19 ในพื้นที่อำเภอสุคิรินและอำเภอแว้ง

นายไพโรจน์ จริตงาม รองผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส ได้กล่าวว่า "หมู่บ้าน/ชุมชน สีฟ้า" เป็นหนึ่งในแนวคิดของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ต้องการเสริมสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนในการเฝ้าระวังควบคุม และป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 โดยให้ประชาชนในชุมชน ร่วมทำและร่วมตัดสินใจกันเอง ภายใต้มาตรการป้องกันและควบคุมโรคโควิด-19 ในระดับหมู่บ้าน อาทิเช่น การคัดกรองผู้เดินทางกลับมาจากพื้นที่เสี่ยงเพื่อกักตัว 14 วัน การปฏิบัติตามมาตรการของสาธารณสุข เว้นระยะห่าง, สวมหน้ากาก, ล้างมือ, ตรวจอุณหภูมิร่างกาย, สแกนไทยชนะ อย่างเข้มงวดและต่อเนื่อง การส่งเสริมให้มีการปลูกและใช้สมุนไพรในการรักษาและป้องกันโรคโควิด-19 การค้นหาผู้ป่วยอย่างต่อเนื่อง Rex-ray และรณรงค์ให้ประชาชนในพื้นที่ ร่วมกันฉีดวัคซีนแล้วไม่น้อยกว่า ร้อยละ 70 เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ เพื่อจัดตั้งเป็น "หมู่บ้าน สีฟ้า" เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่มีการระบาดในระดับต่ำ และเป็นแบบอย่างที่มีระบบดูแลตนเองในหมู่บ้านหรือชุมชน และสามารถคลี่คลายและผ่านพ้นสถานการณ์วิกฤตของโรคโควิด-19 และได้มอบพันธุ์ไม้ฟ้าทะลายโจร ให้กับหมู่บ้าน/ชุมชน ที่ไม่มีผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในจังหวัดนราธิวาส จาก 13 อำเภอ มีจำนวน 119 หมู่บ้าน/ชุมชน ในส่วนของอำเภอสุคิริน มีจำนวน 18 หมู่บ้าน อำเภอแว้ง มีจำนวน 7 หมู่บ้าน

ในส่วนของสำนักงานพัฒนาชุมชนแต่ละอำเภอ ได้มอบพันธุ์พืช สมุนไพร เช่น ฟ้าทะลายโจร ขิง ขมิ้น ข่า ตะไคร้ ชะอม ให้กับหมู่บ้านดังกล่าว และจะมีเจ้าหน้าที่พัฒนาชุมชนเข้าไปติดตามในหมู่บ้าน/ชุมชน เพื่อส่งเสริม สนับสนุนให้ประชาชนทุกหมู่บ้านได้ปลูกพืชผักสวนครัว และสมุนไพร ใช้ให้เป็นประโยชน์ในการป้องกันและรักษาโรคต่าง ๆ ตามนโยบายของอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน ในการสร้างความมั่นคงทางอาหาร และเสริมสมุนไพร รักษาโควิด - 19

โดยมีนายอรุณ ศรีใส นายอำเภอสุคิริน ,นายรุสดี ปูรียา นายอำเภอแว้ง ,หัวหน้าส่วนราชการ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ให้การต้อนรับ


ภาพ/ข่าว  แวดาโอ๊ะ หะไร จ.นราธิวาส


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top