Friday, 5 June 2026
LITE TEAM

23 สิงหาคม พ.ศ. 2483 รัชกาลที่ ๒ พระราชทานนามใหม่แก่ ‘บ้านสามโคก’ โดยใช้ชื่อ ‘เมืองประทุมธานี’ เพื่อเป็นเกียรติแก่ชาวมอญ ที่จงรักภักดี

วันนี้ในอดีต 23 สิงหาคม พ.ศ. 2483 บ้านสามโคกซึ่งเป็นชุมชนเก่าแก่ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ได้รับพระราชทานนามใหม่เป็น 'เมืองประทุมธานี' พระราชทานโดยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 เพื่อเป็นเกียรติแก่ชาวมอญที่อพยพมาตั้งถิ่นฐานและจงรักภักดีต่อแผ่นดินไทย

สามโคกถือเป็นเมืองเก่า มีร่องรอยมาตั้งแต่สมัยพระบรมไตรโลกนาถ และมีหลักฐานชัดเจนในสมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททองว่าเป็นเมืองขึ้นกับกรมพระกลาโหม ต่อมาในรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ได้โปรดให้ชาวมอญที่อพยพหนีพม่าเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารตั้งถิ่นฐานที่สามโคก ทำให้เมืองค่อย ๆ เจริญขึ้น

ในสมัยกรุงธนบุรีและรัตนโกสินทร์ตอนต้น ชาวมอญยังคงอพยพเข้ามาหลายครั้ง โดยเฉพาะในรัชกาลที่ 2 เมื่อปี พ.ศ.2358 มีการอพยพครั้งใหญ่จากเมืองเมาะตะมะ พระองค์โปรดให้ตั้งบ้านเรือนที่สามโคก นนทบุรี และพระประแดง จนทำให้สามโคกกลายเป็นชุมชนมอญที่สำคัญ

วันที่ 23 สิงหาคม พ.ศ.2483 รัชกาลที่ 2 เสด็จประพาสสามโคกในเทศกาลออกพรรษา พสกนิกรนำดอกบัวมาถวายสักการะเป็นจำนวนมาก พระองค์จึงพระราชทานนามเมืองใหม่ว่า 'ประทุมธานี' หรือเมืองแห่งดอกบัว พร้อมแต่งตั้ง “พระยาพิทักษ์ทวยหาร” เป็นเจ้าเมือง ถือเป็นจุดกำเนิดชื่อจังหวัดปทุมธานีที่ใช้สืบมาจนถึงปัจจุบัน

18 สิงหาคม พ.ศ. 2411 รัชกาลที่ ๔ เสด็จทอดพระเนตร 'สุริยุปราคาเต็มดวง' ณ หว้ากอ จ.ประจวบคีรีขันธ์ และได้รับเชื้อมาลาเรียเป็นเหตุให้เสด็จสวรรคต

วันนี้ในอดีต 18 สิงหาคม 2411 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ทรงพิสูจน์ความแม่นยำด้านดาราศาสตร์ ด้วยการคำนวณการเกิด 'สุริยุปราคาเต็มดวง' ล่วงหน้าถึง 2 ปี และเกิดขึ้นจริงที่หว้ากอ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พระองค์ยังทรงเชิญเซอร์ แฮรี ออด เจ้าเมืองสิงคโปร์ มาร่วมเป็นพยานในเหตุการณ์สำคัญนี้

แม้โหรราชสำนักในเวลานั้นจะไม่เชื่อว่าจะเกิดสุริยุปราคาเต็มดวง แต่เมื่อปรากฏการณ์เกิดขึ้นจริง ก็เป็นหลักฐานชัดเจนถึงพลังของวิทยาศาสตร์ อย่างไรก็ตาม การเสด็จทอดพระเนตรครั้งนี้ทำให้พระองค์ติดพระโรคไข้ป่าจากพื้นที่หว้ากอ ซึ่งกลายเป็นจุดเริ่มต้นของพระอาการประชวร

การเสด็จครั้งนั้น เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ (ต่อมาคือรัชกาลที่ 5) ก็ทรงประชวรด้วยพระโรคเดียวกันจนเกือบสิ้นพระชนม์ ขุนนางในราชสำนักถึงกับต้องปิดข่าว ไม่ให้รัชกาลที่ 4 ทรงทราบ เพราะเกรงว่าพระอาการของพระองค์จะทรุดลงยิ่งกว่าเดิม

หลังจากเสด็จกลับจากหว้ากอเพียง 1 เดือน พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ก็เสด็จสวรรคตอย่างสงบและมีสติ จนถึงวินาทีสุดท้าย ทรงพลิกพระองค์หันพระพักตร์ไปทางตะวันตก ก่อนตรัสว่า “จะตายเดี๋ยวนี้แล้ว” แล้วเสด็จสวรรคตในท่าเดียวกับพระไสยาสน์วัดบวรนิเวศวิหาร

17 สิงหาคม พ.ศ. 2474 ‘เจ้ามหาพรหมสุรธาดา’ ถึงแก่พิราลัย สิริชนมายุ 85 ปี สูญสิ้นเจ้าผู้ครองนครน่านองค์สุดท้าย ที่สืบต่อกันมายาวนาน 600 ปี

เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2474 มหาอำมาตย์โท พลตรี ราชองครักษ์พิเศษ เจ้ามหาพรหมสุรธาดา (เจ้าน้อย มหาพรหม ณ น่าน) เจ้าผู้ครองนครน่านองค์ที่ 64 และองค์สุดท้าย สิ้นพระชนม์ด้วยโรคชรา สิริชนมายุ 85 ปี ถือเป็นจุดสิ้นสุดของระบบเจ้าผู้ครองนครในประวัติศาสตร์เมืองน่าน ก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475

เจ้ามหาพรหมสุรธาดา ประสูติเมื่อ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2389 ณ บ้านช้างเผือก ตำบลเวียงเหนือ เป็นโอรสองค์ที่ 3 ของเจ้าอนันตวรฤทธิเดช เจ้านครน่าน และเจ้าหญิงขอดแก้ว ทรงศึกษาพระธรรมที่วัดพระธาตุช้างค้ำตั้งแต่วัยเยาว์ ก่อนจะลาสิกขาและเข้ารับราชการ รับใช้บ้านเมืองทั้งด้านการทูต การทหาร และการปกครอง

ตลอดชีวิตราชการ เจ้ามหาพรหมสุรธาดา ปฏิบัติหน้าที่สำคัญหลายประการ อาทิ นำเครื่องราชบรรณาการถวายรัชกาลที่ 5 ปราบปรามกบฏฮ่อ จัดตั้งบ้านเมืองชายแดน รับเสด็จพระมหากษัตริย์ และได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์และเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นสูงหลายรายการ จนได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าผู้ครองนครน่านใน พ.ศ. 2461

พิธีพระราชทานเพลิงศพจัดขึ้นเมื่อวันที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2475 ณ สุสานดอนชัย จังหวัดน่าน พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าทศคิริวงศ์ เสด็จแทนพระองค์ จุดเพลิงพระราชทานท่ามกลางข้าราชบริพารและบุตรหลาน นับเป็นการปิดฉากตำนานเจ้าผู้ครองนครน่านที่สืบต่อกันมายาวนานกว่า 600 ปี

15 สิงหาคม พ.ศ. 2417 รัชกาลที่ ๕ โปรดเกล้าฯ ตั้ง “สภาที่ปรึกษาในพระองค์” รากฐาน “องคมนตรี” ที่ดำรงหน้าที่คู่ราชบัลลังก์มาจนถึงปัจจุบัน

เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2417 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าฯ ให้ตั้ง 'สภาที่ปรึกษาในพระองค์' หรือ Privy Council ขึ้นเป็นครั้งแรก มีสมาชิก 49 คน ทำหน้าที่ถวายคำปรึกษาในราชกิจ ต่อมาในปี พ.ศ. 2435 จึงเปลี่ยนชื่อเป็น 'คณะองคมนตรี' ซึ่งสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน

ในสมัยรัชกาลที่ 6 องคมนตรีถูกปรับโครงสร้างเป็น 'สภากรรมการองคมนตรี' ทำหน้าที่พิจารณาร่างกฎหมาย พร้อมแต่งตั้งสมาชิกใหม่ทุกปีในพระราชพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา จนสิ้นรัชกาลมีสมาชิกสะสมถึง 233 คน แสดงถึงความสำคัญของบทบาทที่ปรึกษาในราชสำนัก

ถัดจากนั้นในสมัยรัชกาลที่ 7 ทรงจัดระเบียบคณะที่ปรึกษาราชการแผ่นดินใหม่ แบ่งเป็น 3 องค์กรหลัก ได้แก่ อภิรัฐมนตรีสภา เสนาบดีสภา และสภากรรมการองคมนตรี แต่หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองปี 2475 องคมนตรีถูกยกเลิก และเว้นว่างไปนานถึง 15 ปี

จนกระทั่งในรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2490 และ พ.ศ. 2492 ได้รื้อฟื้นสถาบันองคมนตรีขึ้นใหม่ ภายใต้ชื่อ 'คณะองคมนตรี' ทำหน้าที่ถวายความเห็นต่อพระมหากษัตริย์ตามพระราชอัธยาศัย โดยต้องไม่เกี่ยวข้องกับการเมืองหรือตำแหน่งในหน่วยงานรัฐอื่น เพื่อคงความเป็นกลางและความน่าเชื่อถือ

ปัจจุบัน องคมนตรีประชุมกันสัปดาห์ละครั้งที่ทำเนียบองคมนตรี บริเวณพระราชอุทยานสราญรมย์ ใกล้พระบรมมหาราชวัง โดยยังคงเป็นสถาบันสำคัญที่มีบทบาทเป็นที่ปรึกษาส่วนพระองค์ของพระมหากษัตริย์แห่งราชอาณาจักรไทย

11 สิงหาคม พ.ศ. 2406 ‘กัมพูชา’ตกเป็นรัฐในอารักขาของ ‘ฝรั่งเศส’ หลังกองเรือรบ-ปืนใหญ่ จ่อหน้าเมืองอุดงมีชัย

กัมพูชาตกเป็นรัฐในอารักขาของฝรั่งเศส หลังจากกษัตริย์เขมรทรงลงนามในสนธิสัญญากับจักรวรรดิฝรั่งเศส โดยมีเรือรบและปืนใหญ่จอดขู่หน้าเมืองอุดงมีชัย พลเรือเอก กรองดิแยร์ ตัวแทนฝรั่งเศสเป็นผู้นำการเจรจาโดยตรง กษัตริย์สมเด็จพระนโรดมพรหมบริรักษ์ไม่อาจปฏิเสธเงื่อนไข จึงจำต้องยินยอมท่ามกลางแรงกดดัน

หลังจากนั้น กษัตริย์เขมรได้มีพระราชสาส์นมากรุงเทพฯ ทูลขอพระราชทานอภัยจากพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) โดยยืนยันว่าถูกบังคับให้ลงนาม พร้อมแสดงความกังวลว่าอาจถูกตำหนิว่าไม่ภักดีต่อสยาม ข้อความตอนหนึ่งกล่าวว่า “...ความข้อนี้สิ้นปัญญาแล้ว จึงยอมทำหนังสือสัญญากับฝรั่งเศส…”

รัชกาลที่ 4 ทรงตระหนักถึงความจำกัดของอำนาจสยาม จึงเลือกใช้การทูตแบบประนีประนอม ไม่ตอบโต้ด้วยความรุนแรง พระองค์ทรงทำ “สัญญาลับ” กับเขมรเพื่อยืนยันสถานะประเทศราชของสยาม อย่างไรก็ตาม ฝรั่งเศสไม่ยอมรับ และยื่นข้อเรียกร้องให้สัญญานั้นเป็นโมฆะ สุดท้าย สยามต้องยอมสละสิทธิ์เหนือเขมรในปี พ.ศ. 2410

แม้การสูญเสียเขมรจะเป็นเรื่องเจ็บปวด แต่รัชกาลที่ 4 มิได้ตำหนิกษัตริย์เขมร และยังทรงปลอบโยนด้วยความเมตตา พระราชหัตถเลขาหลายฉบับยืนยันว่าทรงเข้าใจสถานการณ์ และยังเคารพยกย่องสมเด็จพระนโรดมพรหมบริรักษ์ในฐานะพระญาติ และเจ้าแห่งเขมรผู้มีเกียรติ

พระราชปณิธานของรัชกาลที่ 4 ที่มุ่งรักษาเอกราชของสยามเหนืออาณานิคม ท่ามกลางยุคจักรวรรดินิยม จึงไม่เพียงสะท้อนพระอัจฉริยภาพด้านการทูต แต่ยังแสดงถึงการประคองชาติด้วยสติและความเข้าใจในความเป็นจริงของโลก เป็นแบบอย่างสำคัญในการดำเนินนโยบายต่างประเทศของสยามในเวลาต่อมา

9 สิงหาคม พ.ศ. 2514 จุดเริ่มต้น ‘ลูกเสือชาวบ้าน’ ต้านภัยคอมมิวนิสต์ ขับเคลื่อนอุดมการณ์รักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

‘ลูกเสือชาวบ้าน’ ถือกำเนิดขึ้นครั้งแรกเมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2514 ณ บ้านเหล่ากอหก อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย โดยฝีมือของ พล.ต.ต.สมควร หริกุล ขณะดำรงตำแหน่งผู้กำกับ ตชด. เขต 4 มีเป้าหมายฝึกอบรมชาวบ้านในพื้นที่ชายแดนภาคอีสานให้มีวินัย ความสามัคคี และจิตสำนึกจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เพื่อเป็นแนวร่วมต้านภัยคอมมิวนิสต์

หลังจากที่สมควรเข้ารับการฝึกวิชาลูกเสือขั้นสูง จึงเกิดแนวคิดนำกิจกรรมลูกเสือมาประยุกต์กับชุมชน ใช้หมวด ตชด. เป็นแกนกลางในการจัดตั้งลูกเสือชาวบ้าน กิจกรรมฝึกอบรมประกอบด้วยระเบียบวินัย ความร่วมมือในชุมชน และปลูกฝังอุดมการณ์รักชาติ ซึ่งขยายตัวครอบคลุมหลายจังหวัดในภาคอีสาน

ความสำคัญของลูกเสือชาวบ้านยิ่งเพิ่มขึ้นเมื่อได้รับการสนับสนุนอย่างเป็นทางการจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ที่ทรงเสด็จทอดพระเนตรกิจกรรมด้วยพระองค์เองที่ค่ายเสนีย์รณยุทธ จ.อุดรธานี เมื่อปี 2515 พร้อมพระราชทานงบประมาณ สนับสนุนเครื่องแบบ และรับองค์กรไว้ในพระบรมราชูปถัมภ์ นับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ลูกเสือชาวบ้านกลายเป็นเครือข่ายภาคประชาชนภายใต้ร่มพระบารมี

นับแต่นั้น กิจกรรมพระราชทานธงและผ้าพันคอแก่ลูกเสือชาวบ้านกลายเป็นพระราชกรณียกิจสำคัญที่รัชกาลที่ 9 ทรงปฏิบัติอย่างต่อเนื่องระหว่างการเยือนราษฎรในถิ่นทุรกันดาร เป็นหนึ่งในกลไกเสริมสร้างความมั่นคงและความภักดีต่อสถาบันหลักของชาติ ผ่านองค์กรชุมชนที่ได้รับการรวมศูนย์และสนับสนุนอย่างเป็นทางการภายใต้แนวคิด 'พัฒนาเพื่อความมั่นคง' ในยุคสงครามเย็น

8 สิงหาคม พ.ศ. 2510 ครบรอบ 58 ปี ‘อาเซียน’ ถือกำเนิดที่กรุงเทพฯ เริ่มต้นจาก 5 ขยายเป็น 10 ประเทศสมาชิกในปัจจุบัน

เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2510 ตัวแทน 5 ประเทศ ได้แก่ ไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และสิงคโปร์ ได้ร่วมลงนามใน 'คำประกาศอาเซียน' ที่กรุงเทพฯ นับเป็นจุดกำเนิดของสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือ 'อาเซียน' เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมในภูมิภาค

จุดเริ่มต้นของอาเซียนมาจากการรวมตัวในชื่อ "สมาคมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้" หรือ ASA เมื่อปี 2509 แต่ต้องยุติบทบาทเพราะความผันผวนทางการเมือง ก่อนจะเปลี่ยนผ่านและขยายบทบาทเป็น 'อาเซียน' ในเวลาต่อมา โดยมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย 

ต่อมา อาเซียนได้ขยายสมาชิกจาก 5 ประเทศเป็น 10 ประเทศ โดยมี บรูไน เวียดนาม ลาว เมียนมา และกัมพูชา เข้าร่วม เพื่อสร้างความร่วมมือที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้นในระดับภูมิภาค และเป็นเวทีสำคัญของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในเวทีโลก

ในปัจจุบัน ผู้นำหลายประเทศในอาเซียนมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนประเด็นร่วมของภูมิภาค โดยเฉพาะ อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย และประธานอาเซียน ซึ่งมีบทบาทโดดเด่นในการผลักดันให้ภูมิภาคนี้รักษาอธิปไตย ท่ามกลางการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ของมหาอำนาจ พร้อมเน้นแนวทางอาเซียนที่ยึดมั่นในความร่วมมืออย่างสันติและเสมอภาค

4 สิงหาคม พ.ศ. 2539 ‘สมรักษ์ คำสิงห์’ สร้างประวัติศาสตร์ ‘คนไทยคนแรก’ คว้าเหรียญทองโอลิมปิกเกมส์ พร้อมวลีเด็ด ‘ไม่ได้โม้!!’

เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2539 สมรักษ์ คำสิงห์ นักชกขวัญใจชาวไทย กลายเป็นคนไทยคนแรกที่คว้าเหรียญทองโอลิมปิก จากมวยสากลสมัครเล่น รุ่นเฟเธอร์เวต ในศึกโอลิมปิกฤดูร้อน ที่เมืองแอตแลนตา สหรัฐอเมริกา ด้วยชัยชนะเหนือ เซราฟิม โทโดรอฟ นักชกบัลแกเรีย 8-5 คะแนน พร้อมประกาศวลีเด็ด “ไม่ได้โม้!” กลายเป็นคำติดปากคนไทยทั่วประเทศ

สมรักษ์ใช้ชื่อภาษาอังกฤษว่า 'Somluck Kamsing' เพื่อเสริมความเป็นสิริมงคลในการแข่งขัน ซึ่งก็กลายเป็นชื่อที่ทั่วโลกรู้จักทันทีหลังคว้าชัย กลายเป็น 'ฮีโร่เหรียญทอง' คนแรกของประเทศไทย และได้รับการต้อนรับอย่างยิ่งใหญ่เมื่อเดินทางกลับไทย และที่บ้านเกิดจังหวัดขอนแก่น

หลังประสบความสำเร็จ สมรักษ์เข้าสู่วงการบันเทิง มีผลงานทั้งละครและภาพยนตร์หลายเรื่อง ทำให้เส้นทางมวยเริ่มถูกลดความสำคัญลง โดยเขาตกรอบในการแข่งขันโอลิมปิกที่ซิดนีย์ (2543) และเอเธนส์ (2547) ก่อนประกาศแขวนนวมอย่างเป็นทางการ

31 กรกฎาคม พ.ศ. 2466 กำเนิดรถแท็กซี่ (Taxi) ขึ้นเป็นครั้งแรกในเมืองไทย สร้างอาชีพให้ทหารอาสาหลังสงครามโลกครั้งที่ 1

รถแท็กซี่ (Taxi) เริ่มมีขึ้นเป็นครั้งแรกในเมืองไทย โดย พลโท พระยาเทพหัสดิน (ผาด เทพหัสดิน ณ อยุธยา) เพื่อช่วยทหารอาสาในสงครามโลกครั้งที่ 1 ให้มีอาชีพหลังจากปลดจากราชการ โดยนำเอารถเก๋งออสติน (Austin) ขนาดเล็กออกวิ่งรับจ้าง โดยติดป้ายรับจ้างไว้ข้างหน้า-หลังของตัวรถ คิดค่าโดยสารเป็นไมล์ โดยตกไมล์ละ 15 สตางค์ ซึ่งนับว่าแพงมากเมื่อเทียบราคากับค่าโดยสารในขณะนั้น

ในสมัยนั้นจึงนิยมเรียกกันว่า 'รถไมล์' เพราะเก็บค่าโดยสารตามเลขไมล์ระยะทางที่วิ่ง ในสมัยบุกเบิกใหม่ ๆ นั้นมีรถแท็กซี่อยู่เพียง 14 คัน แต่ก็ประสบปัญหาขาดทุนจนต้องเลิกกิจการในที่สุด เนื่องจากค่าโดยสารแพง ผู้ใช้บริการยังไม่คุ้นเคยจึงไม่ยอมนั่ง ประกอบกับเมืองกรุงเทพฯ ยังมีขนาดเล็ก และมีรถรับจ้างอื่นๆ อยู่มากและราคาถูกกว่า 

หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ในปี 2490 ก็มีผู้นำรถยนต์นั่งมาให้บริการในลักษณะรถแท็กซี่อีกครั้ง รถที่นำมาบริการในช่วงนั้นเป็นรถยี่ห้อ เรโนลต์ (Renault) สมัยนั้นจึงเรียกแท็กซี่ว่า 'เรโนลต์' ได้รับความนิยมจากคนทั่วไปเป็นอย่างมาก เนื่องจากสะดวกรวดเร็วกว่ารถจักรยานสามล้อถีบ ด้วยเหตุนี้ทำให้อาชีพขับรถแท็กซี่เป็นที่ฮือฮา มีผู้นำรถเก๋งไปทำเป็นรถแท็กซี่กันมากขึ้น และขยายไปยังต่างจังหวัดอย่างรวดเร็ว จนต้องมีการควบคุมกำหนดจำนวนรถมาจนถึงทุกวันนี้ 

29 กรกฎาคม ของทุกปี วันภาษาไทยแห่งชาติ ถือเป็นวันที่ระลึกถึงภาษาของชาติไทย

29 กรกฎาคม ของทุกปี กำหนดเป็นวันภาษาไทยแห่งชาติ ซึ่งประวัติความเป็นมาสืบเนื่องจากคณะกรรมการรณรงค์เพื่อภาษาไทย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ตระหนักในคุณค่าและความสำคัญของภาษาไทย และมีความห่วงใยในปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นต่อภาษาไทย รวมถึงเพื่อกระตุ้นและปลุกจิตสำนึกให้คนไทยทั้งชาติได้ตระหนักถึงคุณค่าและความสำคัญของภาษาไทย ตลอดจนร่วมมือกันทำนุบำรุง ส่งเสริม และอนุรักษ์ภาษาไทยให้คงอยู่คู่ชาติไทยตลอดไป จึงได้เสนอขอให้รัฐบาลประกาศให้วันที่ 29 กรกฎาคมของทุกปี เป็น วันภาษาไทยแห่งชาติ เช่นเดียวกับวันสำคัญอื่นๆ ที่รัฐบาลได้จัดให้มีมาก่อนแล้ว เช่น วันวิทยาศาสตร์, วันสื่อสารแห่งชาติ เป็นต้น และคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันอังคารที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2542 เห็นชอบให้วันที่ 29 กรกฎาคมของทุกปี เป็นวันภาษาไทยแห่งชาติ

เหตุผลที่เลือกวันที่ 29 กรกฎาคม เป็นวันภาษาไทยแห่งชาติ เนื่องจากวันดังกล่าวตรงกับวันที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ได้เสด็จพระราช ดำเนินไปเป็นประธาน และทรงร่วมอภิปรายในการประชุมทางวิชาการของชุมนุมภาษาไทย ที่คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ณ ห้องประชุมคณะอักษรศาสตร์ เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2505 ทรงเปิดอภิปรายในหัวข้อ “ปัญหาการใช้คำไทย” โดยพระองค์ทรงดำเนินการอภิปรายและทรงสรุปการอภิปราย ที่แสดงถึงพระปรีชาสามารถและความสนพระราชหฤทัยรวมถึงความห่วงใยในภาษาไทย ซึ่งเป็นที่ประทับใจกับผู้ร่วมเข้าประชุมในครั้งนั้นเป็นอย่างยิ่ง

โดยมีพระราชดำรัสในครั้งนั้น มีใจความตอนหนึ่งว่า “เราโชคดีที่มีภาษาของตนเองแต่โบราณกาล จึงสมควรอย่างยิ่งที่จะรักษาไว้ ปัญหาเฉพาะในด้านรักษาภาษาก็มีหลายประการ อย่างหนึ่งต้องรักษาให้บริสุทธิ์ในทางออกเสียง คือให้ออกเสียงให้ถูกต้องชัดเจน อีกอย่างหนึ่งต้องรักษาให้บริสุทธิ์ในวิธีใช้ หมายความว่าวิธีใช้คำมาประกอบประโยค นับเป็นปัญหาที่สำคัญ ปัญหาที่สามคือความร่ำรวยในคำของภาษาไทย ซึ่งพวกเรานึกว่าไม่ร่ำรวยพอ จึงต้องมีการบัญญัติศัพท์ใหม่มาใช้… สำหรับคำใหม่ที่ตั้งขึ้นมีความจำเป็นในทางวิชาการไม่น้อย แต่บางคำที่ง่ายๆ ก็ควรจะมี ควรจะใช้คำเก่าๆ ที่เรามีอยู่แล้ว ไม่ควรจะมาตั้งศัพท์ใหม่ให้ยุ่งยาก…” 

นับ เป็นครั้งแรกและครั้งเดียวในประวัติศาสตร์ของวงการภาษาไทย ที่ได้รับพระราชทานพระมหากรุณาธิคุณดังกล่าว ซึ่งในโอกาสต่อมาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวยังได้ทรงแสดงความสนพระราชหฤทัย และความห่วงใยในภาษาไทยอีกหลายโอกาส 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top