Friday, 5 June 2026
LITE TEAM

19 ตุลาคม พ.ศ. 2513 ‘วัน เวิลด์เทรดเซ็นเตอร์’ ตึกแฝดแห่งอเมริกา เริ่มเปิดใช้ครั้งแรก ก่อนกลายเป็นโศกนาฏกรรม 9/11

เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2513 (ค.ศ. 1970) อาคาร “วัน เวิลด์เทรดเซ็นเตอร์” (One World Trade Center) ในนครนิวยอร์ก เปิดใช้งานเป็นวันแรก แม้อาคารจะยังสร้างไม่เสร็จสมบูรณ์จนถึงปี 2515 แต่ในเวลานั้น มันถูกยกให้เป็น “ตึกที่สูงที่สุดในโลก” ด้วยความสูงกว่า 417 เมตร มีทั้งหมด 110 ชั้น ออกแบบโดยสถาปนิกชาวอเมริกันเชื้อสายญี่ปุ่น มิโนรุ ยามาซากิ (Minoru Yamasaki) และควบคุมการก่อสร้างโดยวิศวกร เลสลี โรเบิร์ตสัน (Leslie E. Robertson)

ตึกเวิลด์เทรดฯ ไม่ได้เป็นเพียงสิ่งปลูกสร้างทางวิศวกรรม หากแต่เป็นสัญลักษณ์ของอเมริกาและระบบทุนนิยมโลก ที่สะท้อนยุคแห่งการเติบโตทางเศรษฐกิจและพลังของมหานครนิวยอร์ก อย่างไรก็ตาม ตึกแฝดแห่งนี้เคยประสบอัคคีภัยในปี 2518 และถูกโจมตีด้วยระเบิดในปี 2536 ก่อนจะเผชิญโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ 

ในวันที่ 11 กันยายน 2544 เครื่องบินโดยสารที่ถูกผู้ก่อการร้ายจี้ บินพุ่งชนตึกเวิลด์เทรดฯ ทั้งสองหลัง จนถล่มลงภายในเวลาไม่ถึง 2 ชั่วโมง มีผู้เสียชีวิตเกือบ 3,000 คน เหตุการณ์นี้กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของโลก สั่นสะเทือนทั้งทางการเมือง ความมั่นคง และความเชื่อมั่นของมนุษยชาติ

ภายหลังเหตุการณ์ 9/11 พื้นที่เดิมของตึกแฝดได้ถูกสร้างขึ้นใหม่เป็น “วัน เวิลด์เทรดเซ็นเตอร์” หรือ “Freedom Tower” ที่สูงกว่าเดิมถึง 541 เมตร เปิดใช้อย่างเป็นทางการในปี 2549 พร้อมอนุสรณ์สถานรำลึกผู้เสียชีวิต เพื่อเตือนใจว่า “แม้ตึกจะพัง แต่ความทรงจำของโลกไม่เคยหายไป”

18 ตุลาคม พ.ศ. 2499 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ มีพระราชดำรัสผนวช หน้าพระที่นั่งสุทไธสวรรยปราสาท

วันที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2499 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ได้โปรดเกล้าฯ ให้ราษฎรเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทหน้าพระที่นั่งสุทไธสวรรยปราสาท และมีพระราชดำรัสแก่ประชาชนว่า “ข้าพเจ้ามีความยินดีที่ท่านทั้งปวงมาร่วมประชุมกัน ณ ที่นี้ ขอถือโอกาสแจ้งดำริที่จะบรรพชาอุปสมบทให้บรรดาอาณาประชาราษฎรทราบทั่วกัน” ซึ่งนับเป็นพระราชดำรัสสำคัญที่ทรงประกาศพระราชประสงค์ต่อพสกนิกรทั้งแผ่นดิน

ต่อมาในวันที่ 22 ตุลาคม ปีเดียวกัน พระองค์เสด็จฯ ไปยังวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ทรงประกอบพิธีทรงผนวช โดยสมเด็จพระราชชนนีทรงจรดพระกรรไกรเปลื้องพระเกศาเป็นปฐมฤกษ์ ก่อนเสด็จเข้าพิธีอุปสมบทโดยมี สมเด็จพระวชิรญาณวงศ์ สมเด็จพระสังฆราช เป็นพระอุปัชฌาย์ และพระศาสนโศภน (จวน อุฏฺฐายี) เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระองค์ทรงได้รับฉายาทางธรรมว่า “ภูมิพโล” และเสด็จฯ ไปประทับที่วัดบวรนิเวศวิหาร เพื่อทรงศึกษาพระธรรมอย่างเรียบง่าย

ระหว่างทรงดำรงสมณเพศ พระภิกษุภูมิพโลทรงปฏิบัติพระราชกิจเช่นเดียวกับพระภิกษุทั่วไป ทรงทำวัตรเช้า–เย็น ฟังพระธรรมเทศนา และทรงเจริญพระวินัยด้วยความเคร่งครัด จนถึงวันที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2499 พระองค์จึงทรงลาผนวช ณ วัดบวรนิเวศวิหาร รวมเวลาทรงผนวชทั้งสิ้น 15 วัน ซึ่งเป็นช่วงเวลาสำคัญที่สะท้อนพระราชจริยวัตรอันงดงามและสมถะ

17 ตุลาคม ของทุกปี กำหนดเป็น ‘วันตำรวจแห่งชาติ’ ตั้งแต่สมัย ร.๔ ผู้สวมเครื่องแบบสีกากี ยืนหยัดเคียงข้างประชาชนเสมอมา

วันที่ 17 ตุลาคมของทุกปี ถือเป็น 'วันตำรวจแห่งชาติ' เพื่อรำลึกถึงความเสียสละของเจ้าหน้าที่ตำรวจผู้ปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน จุดเริ่มต้นของวันตำรวจไทยย้อนกลับไปถึงปี พ.ศ. 2403 ในสมัยรัชกาลที่ 4 เมื่อมีการจัดตั้ง “กองโปลิศ” ขึ้นเป็นครั้งแรก ก่อนจะพัฒนาเป็น 'กรมตำรวจ' ในรัชกาลที่ 6 เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2458 ซึ่งภายหลังได้กำหนดให้วันนั้นเป็น 'วันตำรวจไทย'

ต่อมาในปี พ.ศ. 2560 พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติในขณะนั้น ได้เสนอให้เปลี่ยนวันตำรวจจากวันที่ 13 ตุลาคม ซึ่งตรงกับวันคล้ายวันสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช รัชกาลที่ 9 มาเป็นวันที่ 17 ตุลาคม เพื่อร่วมเทิดพระเกียรติและให้ความเคารพอย่างสูงสุด วันดังกล่าวจึงกลายเป็นวันสำคัญของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และเป็นวันคล้ายวันสถาปนาของหน่วยงานอีกด้วย

สำหรับอาชีพตำรวจไม่ได้มีเพียงการปราบปรามอาชญากรรมเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมภารกิจหลากหลาย ทั้งงานจราจร การป้องกันเหตุร้าย การสืบสวนสอบสวนคดีอาญา การช่วยเหลือผู้ประสบภัย ตลอดจนดูแลนักท่องเที่ยวและรักษาความสงบเรียบร้อยในทุกพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นตำรวจสายตรวจ 191, ตำรวจทางหลวง, ตชด., ตำรวจท่องเที่ยว หรือ ตม. ล้วนมีบทบาทสำคัญในความมั่นคงและความปลอดภัยของประเทศ

“วันตำรวจแห่งชาติ” จึงไม่เพียงเป็นวันรำลึกถึงต้นกำเนิดขององค์กรตำรวจไทยเท่านั้น แต่ยังเป็นวันแห่งเกียรติยศของผู้สวมเครื่องแบบสีกากี ผู้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความกล้าหาญ อดทน และเสียสละ เพื่อรักษาความสงบสุขของประชาชนทุกคน เป็นวันที่สังคมไทยควรระลึกถึงและให้เกียรติแก่ “ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์” อย่างแท้จริง

16 ตุลาคม พ.ศ. 2336 วันสุดท้ายของ ‘พระนางมารี อ็องตัวแน็ต’ ราชินีฝรั่งเศสผู้ถูกกิโยตินประหารกลางกรุงปารีส

วันที่ 16 ตุลาคม ปี พ.ศ. 2336 (ค.ศ. 1793) เป็นวันสิ้นพระชนม์ของ “พระนางมารี อ็องตัวแน็ต” (Marie Antoinette) พระราชินีแห่งฝรั่งเศส พระมเหสีของพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ซึ่งถูกประหารชีวิตด้วย “กิโยติน” กลางกรุงปารีส หลังถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานกบฏต่อแผ่นดินในช่วงการปฏิวัติฝรั่งเศส นับเป็นจุดสิ้นสุดของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ในฝรั่งเศสอย่างเป็นทางการ

พระนางมารี อ็องตัวแน็ต เป็นเจ้าหญิงแห่งราชวงศ์ฮาพส์บวร์คแห่งออสเตรีย อภิเษกสมรสกับเจ้าชายหลุยส์ (ต่อมาคือพระเจ้าหลุยส์ที่ 16) ตั้งแต่อายุเพียง 14 ปี เพื่อเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างฝรั่งเศสกับออสเตรีย แม้พระนางจะมีพระสิริโฉมงดงาม เป็นแฟชั่นไอคอนแห่งยุค แต่กลับถูกประชาชนฝรั่งเศสเกลียดชัง เพราะมองว่าใช้ชีวิตฟุ่มเฟือยและไม่เข้าใจความทุกข์ของราษฎร

เมื่อการปฏิวัติฝรั่งเศสปะทุขึ้นในปี 1789 พระนางและพระสวามีถูกจับกุมและคุมขังที่คุกคองซิแยร์ ก่อนจะถูกนำขึ้นศาลประชาชนในปี 1793 และตัดสินให้ประหารชีวิตในวันที่ 16 ตุลาคม ปีเดียวกัน พระนางก้าวขึ้นแท่นกิโยตินด้วยความสงบ สร้างความสลดใจแก่ผู้เห็นเหตุการณ์และกลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความสิ้นสุดของราชวงศ์บูร์บง

หลังการประหาร พระนางมารี อ็องตัวแน็ตกลายเป็นบุคคลในประวัติศาสตร์ที่ถูกจดจำทั้งในฐานะ “เหยื่อแห่งการเมือง” และ “ตัวแทนแห่งความฟุ้งเฟ้อของชนชั้นสูง” ชีวิตของพระนางถูกเล่าขานในวรรณกรรม ภาพยนตร์ และบทเพลงมากมาย สะท้อนบทเรียนสำคัญของยุคปฏิวัติว่า “เมื่ออำนาจหลุดพ้นจากประชาชน สุดท้ายประชาชนย่อมทวงคืนด้วยเลือดและน้ำตา”

15 ตุลาคม พ.ศ. 2479 ‘อนุสาวรีย์ปราบกบฏ’ เปิดอย่างเป็นทางการ อนุสรณ์แห่งการสละชีพเพื่อประชาธิปไตย

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2479 พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพอาภา ประธานคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ได้ทรงประกอบพิธีเปิด “อนุสาวรีย์ปราบกบฏ” หรือ “อนุสาวรีย์พิทักษ์รัฐธรรมนูญ” เพื่อเป็นอนุสรณ์แด่ทหารและตำรวจ 17 นายที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์ปราบกบฏบวรเดชเมื่อปี 2476 ซึ่งเป็นการลุกฮือของกลุ่มทหารที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลคณะราษฎร

หลังเหตุการณ์สงบ รัฐบาลได้จัดพิธีฌาปนกิจวีรชนทั้ง 17 อย่างสมเกียรติเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2477 ณ ท้องสนามหลวง ถือเป็นครั้งแรกที่จัดพิธีศพสามัญชนในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ โดยอัฐิของผู้เสียชีวิตถูกบรรจุไว้ในปลอกกระสุนปืนใหญ่ทองเหลืองก่อนนำกลับมาฝังภายในอนุสาวรีย์เมื่อการก่อสร้างแล้วเสร็จ

อนุสาวรีย์ดังกล่าวออกแบบโดย “หลวงนฤมิตรเรขการ” อาจารย์โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า ซึ่งยึดหลักอุดมการณ์ 5 ประการของรัฐบาลในขณะนั้น ได้แก่ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ กองทัพ และรัฐธรรมนูญ เพื่อแสดงถึงความร่วมแรงร่วมใจของราษฎรไทยในการปกป้องระบอบประชาธิปไตย

แม้อนุสาวรีย์แห่งนี้จะถูกทำให้ “หายไป” จากพื้นที่จริงในเวลาต่อมา แต่เหตุการณ์และเจตนารมณ์ของเหล่าวีรชนยังคงถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ ว่าเป็นการเสียสละของประชาชนรุ่นแรกที่ยืนหยัดปกป้องรัฐธรรมนูญ และสัญลักษณ์สำคัญของยุคคณะราษฎรที่ยังคงอยู่ในความทรงจำของคนไทยจนถึงวันนี้

14 ตุลาคม พ.ศ. 2516 ‘วันมหาวิปโยค’ เลือดนิสิตพลีชีพเพื่อประชาธิปไตย มหาประชาชนโค่นบัลลังก์เผด็จการทหาร

วันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2516 ถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ของการเมืองไทย เมื่อประชาชน นิสิต และนักศึกษาทั่วประเทศลุกขึ้นต่อต้านรัฐบาลทหารของจอมพลถนอม กิตติขจร หลังจากที่รัฐบาลจับกุมอาจารย์และนักศึกษา 13 คน ซึ่งออกมาเรียกร้องให้ประกาศใช้รัฐธรรมนูญ เหตุการณ์ดังกล่าวจุดประกายให้เกิดกระแสต่อต้านทั่วกรุง

การชุมนุมเริ่มขึ้นในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ตั้งแต่วันที่ 9 ตุลาคม โดยมีผู้คนหลั่งไหลเข้าร่วมมากขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงวันที่ 13 ตุลาคม ศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทยได้ยื่นคำขาดให้รัฐบาลปล่อยตัวผู้ถูกจับ แต่เมื่อครบกำหนดเที่ยงวัน รัฐบาลยังนิ่งเฉย กลุ่มนักศึกษาและประชาชนจึงเคลื่อนขบวนออกจากธรรมศาสตร์ไปยังลานพระบรมรูปทรงม้า เพื่อชุมนุมกดดันรัฐบาล

รุ่งเช้าวันที่ 14 ตุลาคม การชุมนุมได้บานปลายเป็นเหตุปะทะระหว่างเจ้าหน้าที่กับผู้ประท้วง รัฐบาลใช้กำลังและอาวุธเข้าสลายการชุมนุม ทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก เหตุการณ์นี้สร้างความสะเทือนใจแก่สังคมอย่างรุนแรง และทำให้รัฐบาลจอมพลถนอมหมดความชอบธรรม ต้องลาออกจากตำแหน่งในที่สุด

เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 จึงกลายเป็นหมุดหมายสำคัญในประวัติศาสตร์การเมืองไทย เป็นจุดเริ่มต้นของการตื่นตัวทางการเมืองของประชาชน และเป็นก้าวสำคัญของการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยไทยในยุคใหม่

๑๓ ตุลาคม วันนวมินทรมหาราช วันคล้ายวันสวรรคต พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร

13 ตุลาคม ถือเป็นวันคล้ายวันสวรรคตของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช รัชกาลที่ 9 พระมหากษัตริย์ไทยผู้ทรงครองราชย์ยาวนานที่สุดในประเทศไทย โดยสำนักข่าวออนไลน์ THE STATES TIMES ร่วมกับคณะผู้บริหารและพนักงาน น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้

พระองค์เสด็จพระราชสมภพเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2470 ณ เมืองเคมบริดจ์ รัฐแมสซาชูเซตส์ สหรัฐอเมริกา เป็นพระราชโอรสในสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร และสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ตลอดรัชสมัยกว่า 70 ปี พระองค์ได้ดำเนินพระราชกรณียกิจเพื่อพสกนิกรกว่า 4,000 โครงการ และได้รับการยกย่องด้านปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงทั้งในและต่างประเทศ

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้รับ รางวัลเกียรติยศ UNDP Human Development Lifetime Achievement Award จากเลขาธิการสหประชาชาติ นายโคฟี่ อันนัน เมื่อปี พ.ศ. 2549 เพื่อเทิดพระเกียรติพระปรีชาสามารถและพระราชกรณียกิจในการพัฒนาคุณภาพชีวิตพสกนิกรไทย

ตั้งแต่เดือนตุลาคม พ.ศ. 2557 พระองค์ทรงแปรพระราชฐานเข้ารับการรักษาพระอาการประชวร ณ โรงพยาบาลศิริราช จนถึงวันสวรรคตเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2559 เวลา 15.52 น. สิริพระชนมพรรษา 88 พรรษา 313 วัน ทรงเป็นที่จดจำและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณตราบนิจนิรันดร์

6 ตุลาคม พ.ศ. 2519 ครบรอบ 49 ปี เหตุสังหารหมู่นักศึกษาธรรมศาสตร์ หนึ่งในบาดแผลทางประวัติศาสตร์ของไทยที่ยากจะลืมเลือน

เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2519 เกิดเหตุการณ์ล้อมปราบและสังหารหมู่นิสิตนักศึกษาและประชาชนภายในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ซึ่งรวมตัวชุมนุมขับไล่จอมพล ถนอม กิตติขจร ให้กลับออกนอกประเทศ ฝ่ายต่อต้านกล่าวหาว่าการเคลื่อนไหวครั้งนี้เป็นการก่อการโดยคอมมิวนิสต์ที่ต้องการล้มล้างสถาบัน ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร และกลุ่มการเมืองฝ่ายขวาเข้าปราบปรามอย่างรุนแรง

รัฐบาลรายงานว่ามีผู้เสียชีวิต 39 ศพ แต่บางองค์กรระบุว่ามีผู้ตายจริงหลายร้อยถึงกว่าพันคน บาดเจ็บ สูญหายอีกจำนวนมาก และมีผู้ถูกจับกุมกว่า 3,000 คนในข้อหากบฏ เหตุการณ์โหดร้ายนี้ถูกจดจำว่าเป็นหนึ่งในความสูญเสียครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทย

ในวันเดียวกัน พลเรือเอก สงัด ชะลออยู่ และคณะทหารได้ทำรัฐประหารยึดอำนาจรัฐบาล ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช และแต่งตั้งนายธานินทร์ กรัยวิเชียร เป็นนายกรัฐมนตรี ต่อมามีการออกกฎหมายนิรโทษกรรม ทำให้ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการสังหารและการปราบปรามครั้งนั้นไม่ถูกลงโทษ

5 ตุลาคม พ.ศ. 2420 ‘หัวหน้าโจเซฟ’ ชนพื้นเมืองแห่งเผ่าเนซ เพอร์ซ ประกาศยุติการต่อสู้ ยอมจำนนต่อกองทัพสหรัฐฯ

5 ตุลาคม พ.ศ. 2420 (ค.ศ.1877) หัวหน้าโจเซฟ (Chief Joseph) ผู้นำเผ่าเนซ เพอร์ซ ได้ประกาศยอมจำนนต่อพล.อ. เนลสัน เอ. ไมล์ส แห่งกองทัพบกสหรัฐ หลังการต่อสู้ยืดเยื้อระหว่างชาวเนซ เพอร์ซกับกองทัพอเมริกัน เหตุการณ์นี้เป็นจุดสิ้นสุดของการถอยร่นที่เจ็บปวดของชนพื้นเมืองในภูมิภาคตะวันตกเฉียงเหนือของสหรัฐฯ

เบื้องต้น สาเหตุสำคัญมาจากคำสั่งให้อพยพชาวเนซ เพอร์ซจากหุบเขาวอลโลว่า (Wallowa Valley) ในรัฐโอเรกอน ไปยังเขตสงวนแลปไว (Lapwai) ในรัฐไอดาโฮ ระหว่างทางมีการปะทะบ่อยครั้ง โดยเฉพาะกรณีคนขาวลักขโมยวัวของชาวอินเดียน ทำให้สถานการณ์บานปลายและกองทัพส่งกำลังกดปราบอย่างรุนแรงจนชาวเนซ เพอร์ซทนไม่ไหว

เมื่อยอมจำนน หัวหน้าโจเซฟกล่าวสุนทรพจน์อันโด่งดังแสดงความสิ้นหวังและห่วงใยประชาชนของตน ท่อนหนึ่งที่ถูกอ้างถึงคือ “ข้าเหนื่อยที่จะสู้รบต่อไป… ข้าต้องการเวลาที่จะค้นหาเด็ก ๆ ของข้า และนับดูว่าเหลือรอดกี่คน…หัวใจข้าอ่อนล้าและโศกเศร้า…ข้าจะไม่สู้รบอีกต่อไป” 

1 ตุลาคม พ.ศ. 2567 ครบรอบ 1 ปี ไฟไหม้รถบัสทัศนศึกษา บนถนนวิภาวดีรังสิต คร่าชีวิตนักเรียน-ครู 23 ศพ

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2567 เกิดโศกนาฏกรรมบนถนนใหญ่ของไทย เมื่อรถบัสนักเรียนและครูจากโรงเรียนวัดเขาพระยาสังฆาราม อ.ลานสัก จ.อุทัยธานี ประสบอุบัติเหตุจนตัวรถเกิดไฟไหม้ขณะเดินทางอยู่บนถนนวิภาวดีรังสิต เขตลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี เหตุการณ์นี้คร่าชีวิตนักเรียน 20 คน และครูอีก 3 คน รวมผู้เสียชีวิต 23 ราย และมีผู้บาดเจ็บสาหัส 4 ราย

รถบัสคันดังกล่าวเป็นรถหนึ่งในขบวนทัศนศึกษาที่จะพาเด็ก ๆ เดินทางไปยังวัดพระศรีสรรเพชญ์ และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ แต่ระหว่างการเดินทางรถเกิดเฉี่ยวชนแบริเออร์กลางถนนก่อนลุกไหม้อย่างรวดเร็ว ส่งผลให้น้องๆ นักเรียนและคุณครูผู้ที่อยู่บนรถรวม 46 คน หลายคนติดอยู่ภายในและไม่สามารถหนีออกมาได้

การสอบสวนภายหลังพบว่าตัวรถมีการดัดแปลงและติดตั้งถังแก๊ส CNG เกินมาตรฐาน ประกอบกับสภาพการใช้งานที่ยาวนานกว่า 50 ปี ทำให้เกิดคำถามต่อมาตรการกำกับดูแลความปลอดภัยของรถโดยสารในไทย 

ทั้งนี้ เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั้งประเทศ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงรับศพและผู้บาดเจ็บไว้ในพระบรมราชานุเคราะห์ พร้อมมีการเยียวยาจากรัฐบาลและหน่วยงานต่าง ๆ ขณะที่ผู้นำทางการเมืองและสังคมร่วมไว้อาลัยและเรียกร้องให้ปฏิรูปมาตรฐานรถโดยสารนักเรียน

โศกนาฏกรรมครั้งนี้ไม่เพียงตอกย้ำปัญหาความปลอดภัยบนท้องถนนของไทย แต่ยังเป็นเครื่องเตือนใจถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการยกระดับมาตรฐานรถโดยสารสาธารณะ เพื่อป้องกันไม่ให้เหตุการณ์สะเทือนใจเช่นนี้เกิดขึ้นซ้ำอีกในอนาคต


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top