Friday, 5 June 2026
LITE TEAM

23 มิถุนายน พ.ศ.2561 รำลึก 7 ปี ภารกิจช่วย 13 ชีวิตทีมหมูป่า ติดอยู่ใน ‘ถ้ำหลวงขุนน้ำนางนอน’ ที่ทั้งโลกจดจำได้ดี

เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน พ.ศ.2561 วนอุทยานถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน จ.เชียงราย ได้รับแจ้งว่าเด็กนักฟุตบอลเยาวชนทีมหมูป่าอคาเดมี่ พร้อมโค้ช รวม 13 คน หายตัวไปภายในถ้ำหลวง หลังเดินทางเข้าไปเที่ยวตั้งแต่ช่วงเย็นของวันดังกล่าว

เหตุการณ์กลายเป็นปฏิบัติการค้นหาและช่วยเหลือครั้งใหญ่ที่กินเวลารวม 221 ชั่วโมง 41 นาที หรือ 17 วันเต็ม โดยมีเจ้าหน้าที่จากหลากหลายหน่วยงานทั้งในและต่างประเทศระดมกำลังเข้าช่วยเหลืออย่างเต็มที่ ภายใต้สภาพแวดล้อมที่มืดมิด น้ำท่วม และอันตรายสูง

ความพยายามจนนำไปสู่การพบทั้ง 13 ชีวิตในวันที่ 2 กรกฎาคม และสามารถทยอยช่วยเหลือทั้งหมดออกมาได้สำเร็จภายในวันที่ 10 กรกฎาคม โดยหนึ่งในผู้เสียสละคือ 'จ่าแซม' นาวาตรีสมาน กุนัน อดีตหน่วยซีล ที่เสียชีวิตขณะปฏิบัติหน้าที่วางถังอากาศในถ้ำ

เพื่อเป็นการระลึกถึงวีรบุรุษผู้กล้า อาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ศิลปินแห่งชาติและศิลปินสราวุฒิ คำมูลชัย ได้ร่วมกันสร้างรูปปั้นนาวาตรีสมาน ขนาดใหญ่สองเท่าของมนุษย์หล่อด้วยบรอนซ์ สูง 3.2 เมตร ฐานกว้าง 2.5 เมตร มีหมูป่า 13 ตัวล้อมรอบฐานเพื่อเป็นสัญลักษณ์แทนหมูป่าและโค้ช โดยรูปปั้นนี้ได้ถูกนำไปตั้งไว้ที่วัดร่องขุ่น ก่อนเคลื่อนย้ายไปยังหน้างานอนุสรณ์สถานถ้ำหลวงเมื่อเดือนธันวาคม 2561

นอกจากนี้ โครงการอนุสรณ์ถ้ำหลวงยังคงถูกพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ทั้งพื้นที่สวนภูมิทัศน์ สระมรกต และเส้นทางศึกษาธรรมชาติ รอบอนุสรณ์สถานจ่าแซมมีพิธีทำบุญปีละครั้ง ทั้งนี้ ความทรงจำเกี่ยวกับความสามัคคี การเสียสละ และมิตรภาพระหว่างชาติยังคงเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้คนทั่วโลกไม่ลืมเหตุการณ์นี้จนถึงทุกวันนี้

22 มิถุนายน พ.ศ. 2415 วันมรณภาพ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) พระเกจิแห่งวัดระฆังฯ ผู้เปลี่ยนธรรมะให้เข้าถึงใจประชาชน

สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) มรณภาพบนศาลาเก่าวัดบางขุนพรหมใน ณ วันเสาร์ แรม 2 ค่ำ เดือน 8 ปีวอก เวลาเที่ยง ตรงกับวันที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2415 ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว สิริรวมอายุได้ 84 ปี อยู่ในสมณเพศ 64 พรรษา เป็นเจ้าอาวาสครองวัดระฆังโฆสิตารามได้ 20 ปี

สมเด็จโตสมภพในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เมื่อวันที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2331 ณ บ้านไก่จ้น บ้านท่าหลวง อำเภอท่าเรือ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

ในสมัยรัชกาลที่ 3 สมเด็จโตออกธุดงค์ตามป่าเขาเพื่อฝึกจิตอย่างต่อเนื่องถึง 15 ปี ต่อมาในรัชกาลที่ 4 ได้รับโปรดเกล้าฯ ให้กลับมาเป็นเจ้าอาวาสวัดระฆังโฆษิตาราม และได้รับสถาปนาเป็นสมเด็จพระพุฒาจารย์องค์ที่ 5 และท่านยังเป็นผู้ค้นพบคัมภีร์ 'คาถาชินบัญชร' ซึ่งภายหลังกลายเป็นหนึ่งในบทสวดมนต์ศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวไทยนิยมจนถึงปัจจุบัน

แม้มรณภาพไปนานกว่า 150 ปีแล้ว แต่ชื่อเสียงของสมเด็จโตยังคงอยู่ในความทรงจำของชาวไทยในฐานะพระเกจิผู้มีปรีชาธรรมลึกซึ้ง มีเมตตาธรรม และเป็นสัญลักษณ์ของพระสงฆ์ผู้ทรงธรรมที่ประชาชนเลื่อมใสศรัทธาอย่างมั่นคงไม่เสื่อมคลาย โดยเฉพาะพระเครื่อง 'สมเด็จวัดระฆัง' ที่ท่านปลุกเสก ถือเป็นหนึ่งในเบญจภาคีที่ได้รับความนิยมสูงสุดในวงการพระเครื่องไทย

21 มิถุนายน พ.ศ. 2526 วันก่อตั้งบริษัท ‘ชินวัตร คอมพิวเตอร์’ จุดเริ่มต้นอาณาจักรเทคโนโลยีของ 'ทักษิณ ชินวัตร'

เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2526 นายทักษิณ ชินวัตร  อดีตนายกรัฐมนตรีไทย ได้ก่อตั้งบริษัท “ชินวัตร คอมพิวเตอร์ แอนด์ คอมมูนิเคชั่นส์ จำกัด (มหาชน)” ด้วยทุนจดทะเบียนเริ่มแรกเพียง 20 ล้านบาท โดยมุ่งเน้นธุรกิจด้านเทคโนโลยีและโทรคมนาคมในยุคที่ประเทศไทยยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล

ต่อมาในปี 2542 บริษัทได้เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และเปลี่ยนชื่อเป็น “ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)” หรือ “ชินคอร์ป” โดยขยายธุรกิจครอบคลุมทั้งการสื่อสารดาวเทียมผ่านบริษัทไทยคม, ธุรกิจโทรคมนาคมผ่านบริษัทแอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (AIS) และธุรกิจสื่อ-โฆษณาอีกหลายแขนง

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 23 มกราคม 2549 เมื่อครอบครัวชินวัตรขายหุ้นชินคอร์ป 49% ให้กับเทมาเส็ก โฮลดิงส์ (Temasek Holdings) กลุ่มทุนจากสิงคโปร์ มูลค่ากว่า 7.3 หมื่นล้านบาท โดยไม่ต้องเสียภาษี ส่งผลให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์รุนแรง และนำไปสู่การชุมนุมใหญ่ของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งเป็นหนึ่งในชนวนเหตุสำคัญที่นำไปสู่การรัฐประหารในเดือนกันยายนปีเดียวกัน

ปัจจุบัน 'ชินคอร์ป' ได้เปลี่ยนชื่อเป็น 'อินทัช โฮลดิ้งส์' (Intouch Holdings) และยังคงดำเนินธุรกิจในหลากหลายสาขา เช่น การสื่อสารโทรคมนาคมผ่าน AIS, ดาวเทียมผ่านไทยคม, ธุรกิจการเงิน และการลงทุนในเทคโนโลยีสมัยใหม่ โดยบริษัทนี้ยังถือเป็นหนึ่งในกลุ่มธุรกิจที่ทรงอิทธิพลที่สุดในประวัติศาสตร์เศรษฐกิจไทยยุคใหม่

20 มิถุนายน พ.ศ. 2520 ในหลวง ร.๙ ทรงแปลวรรณกรรมระดับโลก ‘นายอินทร์ผู้ปิดทองหลังพระ’ นิยายแห่งความเสียสละ

เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2520 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ได้ทรงเริ่มแปลวรรณกรรมระดับโลกเรื่อง 'นายอินทร์ผู้ปิดทองหลังพระ' หรือ 'A Man Called Intrepid' ผลงานของเซอร์วิลเลียม สตีเวนสัน (Sir William Stevenson) ซึ่งเป็นนิยายอิงประวัติศาสตร์จากชีวิตจริงของ 'Intrepid' หัวหน้าหน่วยข่าวกรองลับของอังกฤษในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ผู้มีบทบาทสำคัญในการต่อต้านลัทธินาซีของอดอล์ฟ ฮิตเลอร์

พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงเห็นว่าเนื้อหาในวรรณกรรมเล่มนี้มีคุณค่าและประโยชน์ต่อมนุษยชาติ จึงทรงตั้งพระราชหฤทัยแปลผลงานจากต้นฉบับภาษาอังกฤษด้วยพระองค์เอง โดยเริ่มจากหน้าแรกในปี 2520 และทรงใช้เวลาแปลต่อเนื่องด้วยพระราชวิริยะอุตสาหะจนแล้วเสร็จในวันที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2523 รวมระยะเวลากว่า 2 ปีครึ่ง

เนื้อหาในนิยายแสดงให้เห็นถึงจิตใจแห่งความเสียสละ ความกล้าหาญ และการอุทิศตนเพื่อส่วนรวม ผ่านบุคคลที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเงียบงันโดยไม่หวังชื่อเสียง ซึ่งสอดคล้องกับพระราชดำริและหลักการทรงงานในพระองค์ตลอดรัชสมัย จึงเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทรงเลือกวรรณกรรมเล่มนี้มาแปล

ด้วยความยาวกว่า 600 หน้า 'นายอินทร์ผู้ปิดทองหลังพระ' กลายเป็นวรรณกรรมที่ทรงคุณค่าทั้งในด้านสาระและแรงบันดาลใจ ผู้อ่านแม้ต้องใช้เวลานานในการอ่าน แต่ก็ไม่รู้สึกเบื่อ ด้วยกลวิธีการถ่ายทอดของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่งดงาม ลุ่มลึก และเปี่ยมด้วยความเข้าใจในต้นฉบับอย่างถ่องแท้

17 มิถุนายน พ.ศ. 2496 ในหลวง ร.๙ เสด็จฯ ประพาสสวนทุเรียนนนท์ ประชาชนเปล่งเสียงไชโย เฝ้าชมพระบารมีใกล้ชิด

เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2496 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พร้อมด้วยพระประยูรญาติ เสด็จประพาสสวนทุเรียนที่จังหวัดนนทบุรี โดยเสด็จทางเรือพระที่นั่ง 'ตะวันส่องแสง' ท่ามกลางการเฝ้ารับเสด็จอย่างเนืองแน่นของประชาชนริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา เสียงไชโยดังกึกก้องเมื่อเรือพระที่นั่งเข้าสู่เขตจังหวัดนนทบุรี และจอดเทียบท่าที่บ้านริมน้ำตำบลบางกระสอ

การเสด็จครั้งนี้มีขึ้นเพื่อทอดพระเนตรสวนทุเรียน ผลไม้ที่ขึ้นชื่อของจังหวัด โดยสวนที่จัดถวายเป็นของนายประวิทย์ สงวนเงิน ซึ่งได้รับการปรับภูมิทัศน์อย่างเหมาะสม ทางจังหวัดได้จัดพลับพลาไม้ไผ่ และเส้นทางเดินไม้กระดาน รวมถึงจัดลวดผูกทุเรียนป้องกันผลร่วง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ เสด็จเยี่ยมชมสวนอย่างใกล้ชิด พร้อมซักถามถึงวิธีปลูก การบำรุงรักษา และทรงสอยผลไม้ด้วยพระองค์เอง

เมื่อเสด็จประทับยังพลับพลา ทรงทอดพระเนตรภูมิทัศน์โดยรอบอย่างพอพระราชหฤทัย และทรงมีพระราชประสงค์จะเสวยอาหารพื้นเมืองที่แม่ค้าจัดถวายบนเรือ โดยมิได้ใช้ภาชนะและโต๊ะเสวยที่จัดเตรียมไว้ ทรงเสวยอย่างเรียบง่ายด้วยชามและตะเกียบธรรมดา พร้อมทรงโปรดอาหารพื้นบ้านอย่างแกงปลาไหลและไอศกรีมเป็นพิเศษ ท่ามกลางบรรยากาศเป็นกันเองและเต็มเปี่ยมด้วยพระเมตตา

ก่อนเสด็จกลับ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำรัสว่า “ขอบใจทุกคน” แก่ประชาชนที่มาเฝ้ารับเสด็จ พร้อมทรงถ่ายภาพประชาชนด้วยพระองค์เอง เมื่อเรือเคลื่อนออกจากท่า ทรงโบกพระหัตถ์ด้วยพระอิริยาบถร่าเริง ขณะที่ประชาชนเปล่งเสียงไชโยกึกก้อง แสดงความปลื้มปีติในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้

16 มิถุนายน พ.ศ. 2442 วันเกิด ‘หลวงกลการเจนจิต’ ผู้บุกเบิกวงการหนังไทย สร้างภาพยนตร์ ‘โชคสองชั้น’ เรื่องแรกของสยาม

วันที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2442 วันเกิดหลวงกลการเจนจิต หรือ เภา วสุวัต หนึ่งในผู้บุกเบิกวงการภาพยนตร์ไทยยุคแรก ท่านเกิดในครอบครัววสุวัตที่มีบทบาทด้านสิ่งพิมพ์และสื่อ ท่านเริ่มต้นทดลองถ่ายภาพยนตร์เชิงสารคดีเรื่อง 'น้ำท่วมซัวเถา' ในปี พ.ศ. 2465 ก่อนจะเข้าสู่วงการภาพยนตร์บันเทิงเต็มตัว

ในปี พ.ศ. 2470 หลวงกลการเจนจิตได้ร่วมสร้างภาพยนตร์เรื่อง 'โชคสองชั้น' ภาพยนตร์บันเทิงเรื่องแรกที่ทำขึ้นเพื่อการค้า ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ไทย โดยภาพยนตร์เรื่องนี้นับเป็นผลงานเรื่องแรกที่สร้างและผลิตทุกขั้นตอนโดยคนสยามเอง เป็นภาพยนตร์เงียบ ถ่ายทำด้วยฟิล์มขาวดำขนาด 35 มม. ความยาว 90 นาที ผลิตโดย 'กรุงเทพ ภาพยนตร์ บริษัท' ซึ่งต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น 'ภาพยนตร์เสียงศรีกรุง' ภายใต้การนำของคุณมานิต วสุวัต พี่ชายของท่าน

'โชคสองชั้น' ได้เข้าฉายครั้งแรกเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2470 ที่โรงภาพยนตร์พัฒนากร และประสบความสำเร็จในแง่การเปิดทางให้กับอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทย ต่อมาในปี พ.ศ. 2475 บริษัทภาพยนตร์เสียงศรีกรุงได้ผลิตภาพยนตร์เสียงในฟิล์มเรื่องแรกของไทยในชื่อ 'หลงทาง' ซึ่งหลวงกลการเจนจิตก็มีบทบาทสำคัญในกระบวนการสร้างเช่นกัน

แม้หลวงกลการเจนจิตจะเสียชีวิตในปี พ.ศ. 2491 แต่ผลงานของท่านยังคงส่งอิทธิพลต่อวงการภาพยนตร์ไทยมาจนถึงปัจจุบัน ถือเป็นผู้วางรากฐานสำคัญให้กับศิลปะภาพยนตร์ของชาติ และเป็นบุคคลผู้ควรแก่การรำลึกในฐานะผู้บุกเบิกยุคบุกเบิกของจอเงินไทยอย่างแท้จริง

15 มิถุนายน พ.ศ. 2505 ‘ศาลโลก’ ตัดสินคดีประวัติศาสตร์ ชี้ขาด ‘ปราสาทเขาพระวิหาร’ เป็นของกัมพูชา

เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2505 ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) ณ กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ มีคำพิพากษาชี้ขาดให้ ปราสาทเขาพระวิหาร ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของประเทศกัมพูชา ด้วยคะแนนเสียง 9 ต่อ 3 หลังพิจารณาคดีนานถึง 3 ปี โดยมีการนัดสืบพยานถึง 73 ครั้ง ถือเป็นกรณีพิพาทด้านดินแดนที่ยืดเยื้อและซับซ้อนระหว่างไทยกับกัมพูชา

ปราสาทเขาพระวิหาร หรือ 'เปรี๊ยะ วิเฮียร์' เป็นโบราณสถานศิลปะขอมโบราณ ตั้งอยู่บนเทือกเขาพนมดงรัก สูง 657 เมตรจากระดับน้ำทะเล แม้ทางขึ้นหลักอยู่ฝั่งไทย แต่ตัวปราสาทส่วนใหญ่อยู่ในกัมพูชา ตัวปราสาทถูกค้นพบเมื่อปี พ.ศ. 2442 โดยพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์

คำตัดสินของศาลโลกส่งผลให้ไทยต้องยอมคืนพื้นที่บริเวณเขาพระวิหารประมาณ 150 ไร่ให้กัมพูชา จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ได้แสดงท่าทีไม่เห็นด้วยโดยอนุญาตให้นักศึกษาเดินขบวนคัดค้าน และสั่งปิดทางขึ้นปราสาทที่อยู่ฝั่งไทย เหลือเพียงเส้นทางแคบจากฝั่งกัมพูชาเท่านั้น

แม้จะมีความตึงเครียดในช่วงแรก แต่ต่อมาไทยและกัมพูชาได้ฟื้นฟูความสัมพันธ์ เปิดพื้นที่ให้นักท่องเที่ยวเข้าชมในบางช่วง ซึ่งปัจจุบันอุทยานฯ เขาพระวิหาร ประกาศปิดแหล่งท่องเที่ยวผามออีแดงชั่วคราว หลังจากเหตุการณ์เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2568 ที่ผ่านมา เกิดเหตุยิงปะทะกันระหว่างทหารไทยกับทหารกัมพูชา บริเวณพื้นที่ช่องบก ตำบลโดมประดิษฐ์ อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี

13 มิถุนายน พ.ศ. 2471 วันคล้ายวันทิวงคต สมเด็จฯ เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ ผู้บุกเบิก และเป็นพระบิดาแห่งไปรษณีย์ไทยโทรเลข

เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2471 สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ กรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช พระบิดาแห่งไปรษณีย์ไทย เสด็จทิวงคต (เสียชีวิต) พระองค์ทรงเป็นพระโอรสในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และประสูติเมื่อวันที่ 11 มกราคม 2402 พระองค์ทรงเป็นต้นราชสกุล 'ภาณุพันธุ์' และเป็นพระอนุชาร่วมครรภ์กับรัชกาลที่ 5

ในสมัยรัชกาลที่ 4 ประเทศสยามมีการติดต่อค้าขายกับต่างประเทศเพิ่มขึ้น กงสุลต่างชาติเปิดรับจดหมายส่งออก โดยใช้ตราไปรษณียากรจากสหพันธรัฐมลายาและอินเดีย ก่อนส่งผ่านเรือสินค้าของอังกฤษเข้าสิงคโปร์ ในปี 2418 สมเด็จเจ้าฟ้าฯ ทรงจัดทำหนังสือพิมพ์รายวันชื่อ 'หนังสือค๊อตข่าวราชการ' พร้อมระบบส่งจดหมายระหว่างสมาชิก ถือเป็นจุดเริ่มต้นของบริการไปรษณีย์ในประเทศ

ต่อมาในรัชกาลที่ 5 พระองค์ทรงพระราชดำรัสให้จัดตั้งกรมไปรษณีย์และโทรเลขขึ้นในปี 2426 โดยสมเด็จเจ้าฟ้าฯ ทรงดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมไปรษณีย์และโทรเลขพระองค์แรก และในปี 2441 ได้รวมกรมไปรษณีย์และกรมโทรเลขเป็นกรมเดียวภายใต้ชื่อ 'กรมไปรษณีย์โทรเลข' เพื่อพัฒนาการสื่อสารของประเทศ

สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช ได้รับการยกย่องเป็น 'พระบิดาแห่งการไปรษณีย์ไทย' ทรงเป็นผู้บุกเบิกกิจการไปรษณีย์และระบบการสื่อสารที่ทันสมัยในประเทศไทย ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการติดต่อสื่อสารและการค้าระหว่างประเทศในยุคต้นของประวัติศาสตร์ไทยยุคใหม่

12 มิถุนายน พ.ศ. 2363 วันคล้ายวันเกิด ‘หม่อมราโชทัย’ ขุนนางคู่พระทัย ร.๔ ผู้ประพันธ์นิราศต่างแดนเรื่องแรกแห่งสยาม

วันที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2363 ถือเป็นวันคล้ายวันประสูติของบุคคลสำคัญท่านหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์ไทย นั่นคือ หม่อมราโชทัย หรือ ม.ร.ว. กระต่าย อิศรางกูล ณ อยุธยา ขุนนางผู้มีความสามารถรอบด้านแห่งรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ท่านเป็นที่จดจำในฐานะล่ามหลวงคนสำคัญ ผู้บุกเบิกการทูตกับชาติตะวันตก อธิบดีผู้พิพากษาคนแรกของศาลต่างประเทศ และกวีผู้ประพันธ์วรรณกรรมชิ้นเอกที่เปิดโลกทัศน์ให้แก่ชาวสยามในยุคนั้น

หม่อมราโชทัยเป็นโอรสของกรมหมื่นเทวานุรักษ์ (หม่อมเจ้าชะอุ่ม) และได้ถวายตัวรับใช้ใกล้ชิดเจ้าฟ้ามงกุฎฯ (รัชกาลที่ ๔) ตั้งแต่ยังเยาว์วัย เมื่อเจ้าฟ้ามงกุฎฯ ทรงผนวชและสนพระราชหฤทัยในภาษาอังกฤษ หม่อมราชวงศ์กระต่ายก็ได้ศึกษาอย่างจริงจังกับคณะมิชชันนารีจนมีความรู้แตกฉาน เมื่อเจ้าฟ้ามงกุฎฯ เสด็จขึ้นครองราชย์ ความสามารถทางภาษาที่หาตัวจับยากนี้จึงทำให้ท่านได้รับราชการสนองพระเดชพระคุณ และได้รับพระราชทานยศเป็น 'หม่อมราโชทัย' ในที่สุด

จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญในชีวิตของหม่อมราโชทัยเกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2400 เมื่อรัชกาลที่ 4 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ท่านเป็นล่ามประจำคณะราชทูตที่เชิญพระราชสาส์นไปเจริญสัมพันธไมตรีกับสมเด็จพระราชินีวิคตอเรีย ณ ประเทศอังกฤษ ระหว่างการเดินทางครั้งประวัติศาสตร์นี้ ท่านได้จดบันทึกเรื่องราวและประสบการณ์ต่างๆ ก่อนจะนำมาเรียบเรียงเป็นผลงานวรรณคดีล้ำค่าเรื่อง 'นิราศลอนดอน' ซึ่งนับเป็นนิราศเรื่องแรกของไทยที่พรรณนาถึงบ้านเมืองและวิถีชีวิตในโลกตะวันตกอย่างละเอียด

นิราศลอนดอนไม่เพียงแต่เป็นบันทึกทางประวัติศาสตร์และวรรณคดีชิ้นเอก แต่ยังได้สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้แก่วงการสิ่งพิมพ์ไทย เมื่อหม่อมราโชทัยขายลิขสิทธิ์ต้นฉบับให้แก่หมอบรัดเลย์ในราคา 400 บาท ซึ่งนับเป็นการขายกรรมสิทธิ์หนังสือครั้งแรกของประเทศ แม้หม่อมราโชทัยจะถึงแก่อนิจกรรมในวัยเพียง 43 ปี แต่คุณูปการที่ท่านได้สร้างไว้ ทั้งในด้านการทูต การศาล และโดยเฉพาะอย่างยิ่งวงการวรรณกรรม ยังคงเป็นที่จารึกและยกย่องมาจนถึงปัจจุบัน

11 มิถุนายน พ.ศ. 2421 วันคล้ายวันเกิด ‘ครูบาศรีวิชัย’ นักบุญล้านนาผู้นำสร้างถนนขึ้น ‘ดอยสุเทพ’

วันที่ 11 มิถุนายนของทุกปี ถือเป็นวันคล้ายวันเกิดของ 'ครูบาเจ้าศรีวิชัย' หรือ 'ครูบาศรีวิชัย' นักบุญแห่งล้านนา ผู้ได้รับการยกย่องจากชาวเหนือว่าเป็นพระสงฆ์ผู้เปี่ยมศรัทธาและจริยวัตรงดงาม ท่านเกิดเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2421 ที่บ้านปาง ตำบลแม่ตืน ปัจจุบันคือ ตำบลศรีวิชัย อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน

ครูบาศรีวิชัยอุปสมบทเมื่ออายุ 21 ปี และได้รับฉายาว่า 'สิริวิชโยภิกขุ' ท่านมีความเคร่งครัดในพระธรรมวินัย ฉันอาหารมื้อเดียว ไม่ฉันเนื้อสัตว์ และยึดหลักสันโดษ ทำให้ได้รับความเคารพนับถืออย่างสูงจากชาวบ้านทั่วภาคเหนือ โดยเฉพาะจากการเป็นผู้นำในการสร้างทางขึ้นดอยสุเทพในปี พ.ศ. 2477 ที่ระดมแรงศรัทธาจากประชาชนกว่าแสนคน โดยไม่ใช้งบประมาณจากรัฐเลย

แม้จะได้รับการยกย่องจากชาวบ้าน แต่ครูบาศรีวิชัยกลับถูกจับตามองจากรัฐและคณะสงฆ์ส่วนกลาง เนื่องจากบทบาทที่โดดเด่นเกินกรอบการควบคุม ท่านถูกกล่าวหาหลายครั้ง เช่น ตั้งตนเป็นอุปัชฌาย์โดยไม่ได้รับอนุญาต บวชพระเณรเอง รวมถึงยุยงพระสงฆ์ให้ไม่ขึ้นกับคณะสงฆ์กลาง ท้ายที่สุด ถูกกักบริเวณและสอบสวนหลายครั้งตลอดชีวิตสมณเพศ

ครูบาศรีวิชัยจึงไม่ใช่เพียงพระผู้ทรงศีลเท่านั้น แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของพลังศรัทธาจากท้องถิ่น ที่ขัดแย้งกับอำนาจรัฐส่วนกลางในช่วงเปลี่ยนผ่านของการรวมศูนย์อำนาจ ท่านมรณภาพเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2481 สิริอายุ 60 ปี แม้กายจะสิ้นไปนาน แต่ชื่อของครูบาศรีวิชัยยังคงเป็นที่เคารพสักการะ และเป็นสัญลักษณ์แห่งพลังประชาชนล้านนาจนถึงทุกวันนี้


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top