Sunday, 7 June 2026
Hard News Team

ลูกค้าสุดเฟล สั่งปลากะพงทอดน้ำปลา ที่ร้านย่านป่าตอง แต่ได้ปลาทับทิม 400 บ. โอดไม่มีเมนูภาษาไทย เสียดายความรู้สึก เหมือนถูกหลอกในดงสแกมฯ แนะรัฐตรวจสอบ

เมื่อวันที่ (22 ต.ค. 68) ผู้ใช้ TikTok @ter___1997 แชร์ประสบการณ์สุดเฟล หลังไปที่ร้านแห่งหนึ่งย่านป่าตอง จ.ภูเก็ต โดยสั่งเมนูปลากะพงทอดน้ำปลา แต่สิ่งที่ได้กลับเป็นปลาชนิดอื่นที่ราคาถูกกว่า ซ้ำยังเจอร้านคิดราคาจานนี้ถึง 400 บาท

นอกจากนี้ เมนูปลากะพงทอดน้ำปลาในเมนูนั้นไม่ได้มีภาษาไทยระบุไว้ คาดว่าเน้นขายคนต่างชาติเป็นหลัก ซึ่งเมื่อเสิร์ฟมาพบว่าไม่ใช่ปลากะพง แต่คล้ายจะเป็นปลาทับทิมทอด หรือปลาชนิดอื่นมากกว่า เจ้าของเรื่องราวระบุว่า “คิดว่าปลาอะไร จานนี้ 400 บาท มาป่าตองคือไม่สนุกเลย เหมือนมาเมืองสแกมเมอร์ ชอบหลอกคนไทย เลยไม่ค่อยอยากจะมา พอวีนมันบอกทำไมไม่ถามก่อน ในร้านพนักงานไม่มีคนไทยเลย จะให้การท่องเที่ยวไทยเป็นงี้จริงดิ”

หลังจากภาพนี้ถูกเผยแพร่ออกไป ปรากฏว่ามีผู้คนแสดงความคิดเห็นเป็นจำนวนมาก โดยมองว่าร้านน่าจะตั้งใจไม่ระบุชนิดปลาในเมนู แต่ยังไงในรูปยังไงก็เป็นปลากะพง ดังนั้นก็ถือว่าไม่ตรงปกอยู่ดี แถมปลาที่ทอดมายังสีคล้ำ ไม่ค่อยน่ากิน มิหนำซ้ำยังคิดราคาแพง เจ้าของเรื่องยอมรับว่านอยด์สุด ๆ แต่เพราะไปกันแค่ 2 คน ไม่อยากมีเรื่อง สุดท้ายเลยยอมจ่ายไปแล้วออกมาจากร้าน แต่ก็อยากให้มีเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบ 

‘ทรัมป์’ ตัดเกรดหลังคุยกับ ‘สี จิ้นผิง’ มอบให้เลย 12 คะแนน จากเต็ม 10 และหวังให้ ‘จีน’ ช่วยจัดการสงคราม ระหว่าง ‘ยูเครน-รัสเซีย’ ที่ยืดเยื้อ

(31 ต.ค. 68) โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวต่อหน้าสื่อมวลชน หลังเสร็จสิ้นการประชุมกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน ว่าการพบปะครั้งนี้ ในประเด็นร่วมมือยุติสงครามยูเครน และแก้ปัญหาแร่แรร์ เอิร์ธ “ยอดเยี่ยมมาก” พร้อมเปรียบเทียบว่า “ถ้าให้คะแนนเต็ม 10 ผมให้ 12 เลย” 

อย่างไรก็ตาม คำพูดต่อมาของทรัมป์กลับสร้างแรงสั่นสะเทือนทางการเมืองระหว่างประเทศ เมื่อเขากล่าวถึงสงครามรัสเซีย–ยูเครนว่า “บางครั้งคุณก็ต้องปล่อยให้พวกเขาสู้กันไปเอง” พร้อมเผยว่า สี จิ้นผิงรับปากจะ “ช่วยจัดการเรื่องยูเครน” แต่ก็ยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า “เราทำอะไรได้ไม่มากนักในตอนนี้”

ขณะเดียวกัน ทรัมป์ยังพูดถึงศักยภาพทางทหารของสหรัฐฯ โดยกล่าวว่า “อเมริกามีอาวุธนิวเคลียร์มากที่สุดในโลก แต่เราไม่เคยทดสอบมันเลย” ก่อนจะทิ้งท้ายด้วยประโยคที่จุดกระแสกังวลในหมู่ชาติตะวันตกว่า “ผมว่ามันถึงเวลาที่จะเริ่มทดสอบได้แล้ว เพราะประเทศอื่นเขาก็ทำกันอยู่”

จีนเปิดใช้งานโรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับ พร้อมทำสถิติเขื่อนสูงสุดในโลก (เท่าตึก 60 ชั้น) กักน้ำได้กว่า 17 ล้านลูกบาศก์เมตร ผลิตไฟฟ้าได้ 1.35 พันล้านหน่วยต่อปี

(31 ต.ค. 68) จีนเปิดใช้งานโรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับแห่งใหม่ในเมืองจวี้หรง มณฑลเจียงซู โดยบริษัทในเครือของการไฟฟ้าแห่งประเทศจีนเป็นผู้ก่อสร้าง ซึ่งถือเป็นโรงไฟฟ้าที่มีเขื่อนสูงที่สุดในโลกในประเภทเดียวกัน ด้วยความสูงกว่า 182.3 เมตร หรือเทียบเท่าตึก 60 ชั้น

สำหรับโรงไฟฟ้าดังกล่าว มีกำลังการผลิตติดตั้งรวม 1.35 กิกะวัตต์ สามารถผลิตไฟฟ้าได้ราว 1.35 พันล้านกิโลวัตต์ชั่วโมงต่อปี โดยอาศัยหลักการสูบน้ำจากอ่างเก็บน้ำตอนล่างขึ้นไปยังตอนบนในช่วงที่ใช้ไฟน้อย และปล่อยน้ำกลับลงมาผลิตกระแสไฟเมื่อความต้องการใช้พุ่งสูง

ขณะที่อ่างเก็บน้ำตอนบนสามารถกักน้ำได้กว่า 17.07 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งช่วยเสริมเสถียรภาพระบบไฟฟ้าในพื้นที่มณฑลเจียงซู ศูนย์กลางอุตสาหกรรมของภูมิภาคสามเหลี่ยมปากแม่น้ำแยงซี ที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

เจ้าหน้าที่จากบริษัทไฟฟ้าเจิ้นเจียงระบุว่า โรงไฟฟ้าแห่งนี้จะช่วยลดแรงกดดันของโครงข่ายไฟฟ้าในช่วงพีค และสนับสนุนการใช้พลังงานสะอาดจากแหล่งหมุนเวียน เช่น พลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์ โดยปัจจุบันจีนมีหน่วยผลิตไฟฟ้าพลังน้ำสูบกลับแล้ว 78 หน่วย รวมกำลังผลิตกว่า 44.5 กิกะวัตต์ ทั่วประเทศ

รู้จัก ‘จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์’ หัวหน้าพรรคเพื่อไทยคนใหม่ กับภารกิจฟื้นฟูพรรค - กู้วิกฤตศรัทธา พร้อมโจทย์ใหญ่นำทัพสู้ศึกเลือกตั้งครั้งหน้า

(31 ต.ค. 68) ที่ประชุมใหญ่วิสามัญพรรคเพื่อไทยมีมติเลือก 'จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์' เป็นหัวหน้าพรรคคนใหม่ ด้วยคะแนนท่วมท้น สะท้อนฉันทามติภายในพรรคต่อบทบาทผู้นำรุ่นกลาง ที่เชื่อมได้ทั้งคนรุ่นเก่า-รุ่นใหม่ และมีภาพจำด้านเศรษฐกิจชัดเจนในช่วงรัฐบาลที่ผ่านมา

โปรไฟล์สั้น ๆ
• สส.เชียงใหม่สายแข็ง (ฐานเหนือ) เคยชนะเลือกตั้งหลายสมัย ก่อนขยับบทบาทสู่ผู้บริหารพรรคเต็มตัว
• ดีกรีเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ฯ และ MBA จากสหรัฐฯ วางฐานคิดนโยบายแบบตัวเลขนำการตัดสินใจ
ผลงาน — ลายเซ็นทางนโยบาย
• อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง และประธานอนุกรรมการขับเคลื่อน “ดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท” ซึ่งทำให้ชื่อ 'จุลพันธ์' ถูกเชื่อมกับเครื่องมือกระตุ้นเศรษฐกิจเชิงรุก และการจัดการงบประมาณขนาดใหญ่
• สื่อสารเชิงเทคนิค-การเงินได้ชัดในเวทีสาธารณะ ทั้งเรื่องแหล่งเงิน วิธีใช้จ่าย และกรอบวินัยการคลัง ทำให้ถูกมองว่าเป็น 'ขุนพลเศรษฐกิจ' ภายในพรรค
ทำไม 'จุลพันธ์' และทำไม “ตอนนี้”

หลังความผันผวนทางการเมืองปี 2568 พรรคเพื่อไทยต้องรีเซ็ตยุทธศาสตร์ฝ่ายค้าน/เลือกตั้ง จึงเลือกหัวหน้าพรรคที่สื่อสารเศรษฐกิจได้แข็งแรงและทำงานข้ามรุ่นได้ เพื่อเตรียมศึกเลือกตั้งรอบถัดไป

4 โจทย์ใหญ่บนโต๊ะหัวหน้าพรรคคนใหม่
1. ฟื้นความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจในแบรนด์พรรค — เปลี่ยนภาพจำ “ดิจิทัลวอลเล็ต” ให้เป็นพอร์ตนโยบายเศรษฐกิจครบวงจร: รายได้-หนี้ครัวเรือน-เอสเอ็มอี-การลงทุนใหม่
2. รีต่อสายฐานเหนือ + ขยายคนเมือง-คนรุ่นใหม่ — คงความแข็งแกร่งในเชียงใหม่-ภาคเหนือ พร้อมออกแบบข้อเสนอที่โดนกับฐานคนทำงานเมืองและผู้มีสิทธิเลือกตั้งรุ่นใหม่
3. ดีลการเมืองยุคผันผวน — บริหารความสัมพันธ์กับพรรคการเมืองสำคัญและสร้างสมดุล “หลักการ-ความเป็นไปได้” ในการทำงานทั้งในและนอกสภา
4. สื่อสารนโยบายแบบ “เข้าใจง่าย วัดผลได้” — ยกระดับ KPI นโยบายให้จับต้องได้ (เช่น รายได้ครัวเรือนเฉลี่ย, NPL เอสเอ็มอี, การจ้างงานในจังหวัดยุทธศาสตร์)

จุดแข็ง–จุดท้าทาย (Quick SWOT)
Strengths: ประสบการณ์เศรษฐกิจ-การคลัง, ทีมงานนโยบายพร้อม, เครือข่ายฐานเหนือแน่น, มือสื่อสารในสภา
Weaknesses: ภาพจำ “นโยบายแจกเงิน” ยังถูกโจมตี ต้องขยายกรอบนโยบายให้สมดุลวินัยการคลัง
Opportunities: หน้าต่างโอกาสในภาวะเศรษฐกิจชะลอ—คนรอนโยบายที่แก้ปัญหารายได้-หนี้-ค่าครองชีพแบบตรงจุด
Threats: โครงสร้างการเมืองผันผวน, การแข่งขันกับพรรคที่ครองกลุ่มวัยทำงาน-คนรุ่นใหม่, เงื่อนไขเศรษฐกิจโลก

สรุป
การได้ 'จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์' ขึ้นเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทย คือสัญญาณว่าพรรคเลือกผู้นำสายเศรษฐกิจ เพื่อขับเคลื่อนการรีแบรนด์และรีสตาร์ทยุทธศาสตร์เลือกตั้ง-นโยบายในจังหวะการเมืองใหม่ หาก 'จุลพันธ์' เปลี่ยนจุดแข็งด้านเทคนิคให้เป็นข้อเสนอที่คนทั่วไปเข้าใจ ใช้งานได้ และวัดผลได้ พร้อมสร้างความเป็นเอกภาพในพรรค—เพื่อไทยมีโอกาสกลับมาเป็นตัวแปรชี้ขาดในการเมืองไทยรอบหน้า

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้สำนักงานอัยการสูงสุดอัญเชิญผ้าพระกฐินพระราชทาน ณ.วัดหน้าพระเมรุราชิการามวรวิหาร

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้สำนักงานอัยการสูงสุดอัญเชิญผ้าพระกฐินพระราชทานน้อมนำไปถวายแด่พระสงฆ์จำพรรษาถ้วนไตรมาส ณ วัดหน้าพระเมรุราชิการามวรวิหาร ตำบลท่าวาสุกรี อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ในกาลกฐินพุทธศักราช 2568

(31 ต.ค. 68) เวลา 13.00 น. นายอิทธิพร แก้วทิพย์ อัยการสูงสุด เป็นประธานในพิธีอัญเชิญผ้าพระกฐินพระราชทานน้อมนำไปถวาย ณ วัดหน้าพระเมรุราชิการามวรวิหาร ตำบลท่าวาสุกรี  อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยมี นายสัญจัย จันทร์ผ่อง ผู้ตรวจการอัยการ นายธานินทร์ ประดิษฐ เลขานุการผู้ตรวจการอัยการ (นายสัญจัย จันทร์ผ่อง) คณะผู้บริหาร ข้าราชการฝ่ายอัยการ สมาคมภริยาอัยการ  บุคลากรสำนักงานอัยการสูงสุด ดร.สมทรง พันธ์เจริญวรกุล นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดพระนครศรีอยุธยา  และพุทธศาสนิกชนเข้าร่วมในพิธี

วัดหน้าพระเมรุราชิการามวรวิหาร เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดวรวิหาร สังกัดมหานิกาย เป็นวัดโบราณที่สร้างในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้น พุทธศักราช 2046 มีชื่อเดิมว่า "วัดพระเมรุราชการาม" ที่ตั้งของวัดนี้เดิมคงเป็นสถานที่สำหรับสร้างพระเมรุถวายพระเพลิงพระบรมศพของพระมหากษัตริย์พระองค์ใดพระองค์หนึ่งสมัยอยุธยาตอนต้น ต่อมาจึงได้สร้างวัดขึ้น มีตำนานเล่าว่าพระองค์อินทร์ในรัชกาลสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 ทรงสร้างวัดนี้เมื่อ พ.ศ. 2046 และในสมัยรัชกาลที่ 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ได้มีการปฏิสังขรณ์วัดนี้โดยรักษาแบบอย่างเดิมไว้และได้เชิญพระพุทธรูปศิลาสีเขียวหรือพระคันธารราฐประทับนั่งห้อยพระบาทสมัยทวาราวดีจากวัดมหาธาตุมาไว้ในวิหารสรรเพชญ์ ซึ่งอยู่ข้างพระอุโบสถ พระพุทธรูปศิลาแบบนั่งห้อยพระบาทสมัยทวาราวดีนี้ นับเป็น 1 ใน 5 องค์ที่มีอยู่ในประเทศไทยปัจจุบันมีพระพิศาลวิหารกิจ (สมศักดิ์ ฉนทกโร) เป็นเจ้าอาวาสในการถวายผ้าพระกฐินพระราชทานครั้งนี้

‘ทรัมป์’ หวั่นจีนเร่งสะสมหัวรบนิวเคลียร์ คาดอาจเทียบสหรัฐฯ ได้ภายในปี 2030 นักวิเคราะห์ทหารชี้ ‘จีนไม่ลดอาวุธแน่’ และจะเดินหน้าพัฒนาแสนยานุภาพต่อ

(31 ต.ค. 68) โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โพสต์ใน Truth Social ระบุว่า จีนอาจมียุทโธปกรณ์นิวเคลียร์เทียบเท่าสหรัฐฯ ได้ภายในปี 2030 สอดคล้องกับรายงานของสถาบันสตอกโฮล์มเพื่อการวิจัยสันติภาพระหว่างประเทศ (SIPRI) ที่คาดว่าจีนจะมีหัวรบนิวเคลียร์เพิ่มจาก 600 ลูก เป็นกว่า 1,000 ลูกในอีก 5 ปีข้างหน้า

อิกอร์ โครอทเชนโก (Igor Korotchenko) นักวิเคราะห์ทหารและบรรณาธิการวารสาร National Defense ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวสปุตนิกว่า คำกล่าวของทรัมป์อาจเป็นความพยายามโน้มน้าวให้จีนเข้าร่วมเจรจาลดอาวุธนิวเคลียร์ แต่ยืนยันว่าจีน “ไม่มีทางยอมอย่างแน่นอน” เพราะต้องการพัฒนาขีดความสามารถด้านยุทธศาสตร์ตามแผนของตนเอง ไม่ขึ้นอยู่กับแรงกดดันจากต่างชาติ

ด้านกระทรวงการต่างประเทศจีนระบุว่า จีนยังไม่พร้อมเข้าร่วมการเจรจาควบคุมอาวุธใด ๆ กับสหรัฐฯ และรัสเซีย เนื่องจากศักยภาพทางนิวเคลียร์ยังต่างกันมาก โดยสหรัฐฯ มีหัวรบนิวเคลียร์กว่า 5,000 ลูก จีนยังคงอยู่ในขั้นของการพัฒนาและเสริมสร้างระบบ “นิวเคลียร์ไตรภาคี” เพื่อป้องปรามเชิงยุทธศาสตร์เท่านั้น

'ปราชญ์ สามสี' โพสต์วิจารณ์ กมธ.ทหาร ชี้ทำให้ 'ประชาชน-ทหาร' เกลียดกันแทนที่จะร่วมมือ ทั้งที่ทุกฝ่ายกำลังสามัคคีรบกัมพูชา

เพจเฟซบุ๊ก ‘ปราชญ์ สามสี’ โพสต์เมื่อวันที่ (31 ต.ค. 68) ถึงประเด็นการทำงานของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การทหาร สภาผู้แทนราษฎร โดยระบุว่า “สรุปผล กมธ.ทหาร คือเพื่อให้ประชาชนกับทหารเกลียดกันเท่านั้น หาประโยชน์อะไรไม่ได้ ทั้งๆ ที่ทุกฝ่ายสามัคคีกันรบกับกัมพูชา”

เซี่ยงไฮ้ "ปารีสแห่งตะวันออก" : มหานครแห่งอนาคต พลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจจีน

“เซี่ยงไฮ้เป็น1ใน4มหานครใหญ่ของจีน(เทียนจิน ฉงชิ่ง เซี่ยงไฮ้ ปักกิ่ง)ที่ผมมีโอกาสไปเยือนครบทุกมหานครในช่วงกว่า30ปีที่ผ่านมา ได้เห็นการเปลี่ยนแปลงแบบก้าวกระโดดนับแต่จีนเริ่มนโยบาย4ทันสมัยโดยเติ้งเสี่ยวผิง วันนี้กลับมาเซี่ยงไฮ้อีกครึ่งจึงถือโอกาสเล่าเรื่องราวของมหานครแห่งนี้”
อลงกรณ์ พลบุตร ตุลาคม 2025

เซี่ยงไฮ้ (Shanghai) คือมหานครที่เล่าเรื่องราวการเปลี่ยนแปลงอันน่าทึ่งของจีน ผ่านภูมิทัศน์ที่สะท้อนความขัดแย้งและความผสมผสานระหว่างสองยุคสมัยที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง คือ "ปารีสแห่งตะวันออก" ในอดีต และ "ศูนย์กลางทางการเงินระดับโลก" ในปัจจุบัน เป็นเมืองที่แสดงถึงความเปลี่ยนแปลงของประเทศจีนได้อย่างชัดเจนที่สุด จากหมู่บ้านริมน้ำเล็ก ๆ สู่ "ปารีสแห่งตะวันออก" และกลายมาเป็น ศูนย์กลางการเงินระดับโลก ในปัจจุบัน ด้วยจำนวนประชากรที่หนาแน่นกว่า 24 ล้านคน เซี่ยงไฮ้จึงเป็นเมืองที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อทั้งจีนและเวทีโลก

อดีต จากหมู่บ้านประมงสู่ "ปารีสแห่งตะวันออก" ก่อนคริสต์ศตวรรษที่ 19 เซี่ยงไฮ้มีสถานะเป็นเพียงเมืองค้าขายขนาดเล็ก แต่จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญเกิดขึ้นหลัง สงครามฝิ่น (1842) เมื่อเซี่ยงไฮ้ถูกเปิดเป็น เมืองท่าสนธิสัญญา

อิทธิพลตะวันตก: มหาอำนาจตะวันตกได้เข้ามาจัดตั้ง เขตสัมปทาน (Concessions) ทำให้พื้นที่เหล่านี้อยู่ภายใต้กฎหมายและการบริหารของชาวต่างชาติ ก่อให้เกิดการผสมผสานทางวัฒนธรรมและสถาปัตยกรรมที่ไม่เหมือนใคร สัญลักษณ์ยุคเก่า: เดอะบันด์ (The Bund) คือภาพสะท้อนของยุคทองนี้ ด้วยอาคารสไตล์ Art Deco และ Neoclassical ที่เคยเป็นที่ตั้งของสถาบันการเงินและบริษัทการค้าระดับโลก

จุดสิ้นสุด: ความรุ่งเรืองต้องหยุดชะงักลงเมื่อพรรคคอมมิวนิสต์จีนเข้ายึดครองแผ่นดินใหญ่ในปี 1949 บทบาทและอิทธิพลในระดับโลกของเซี่ยงไฮ้จึงถูกจำกัดลง

ปัจจุบัน : สร้างอนาคตใหม่
ตั้งแต่ทศวรรษ 1990s รัฐบาลจีนได้กำหนดให้เซี่ยงไฮ้เป็นศูนย์กลางการพัฒนาและเป็นหน้าเป็นตาของชาติ โดยเฉพาะการสร้าง เขตผู่ตงใหม่ (Pudong New Area) ขึ้นมาใหม่ทั้งหมดสถาปัตยกรรมแห่งอนาคต: ผู่ตงเปรียบเสมือนภาพความทะเยอทะยานของจีน ด้วยกลุ่มตึกระฟ้าที่ล้ำยุค เช่น เซี่ยงไฮ้ทาวเวอร์ (Shanghai Tower) ซึ่งมีความสูงถึง 632 เมตร กลายเป็นสัญลักษณ์ของความทันสมัย
มหานครคู่ขนาน: ปัจจุบันเซี่ยงไฮ้จึงมีภูมิทัศน์ที่โดดเด่น คือ การเผชิญหน้ากันของ เดอะบันด์ (อดีต) และ ผู่ตง (อนาคต) ข้ามแม่น้ำหวงผู่ ซึ่งสะท้อนการผสมผสานประวัติศาสตร์เข้ากับวิสัยทัศน์แห่งอนาคต

บทบาททางเศรษฐกิจ : ฟันเฟืองของโลก

เซี่ยงไฮ้มีบทบาทสำคัญในสามมิติหลัก ได้แก่ การเงิน การค้า และนวัตกรรม ด้วยขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่โตจนมี GDP ต่อปีสูงกว่า 4 ล้านล้านหยวน
1. ศูนย์กลางการเงิน (Financial Hub)
ตลาดทุน: เป็นที่ตั้งของ ตลาดหลักทรัพย์เซี่ยงไฮ้ (SSE) ซึ่งเป็นหนึ่งในตลาดหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าตลาดรวมใหญ่ที่สุดในโลก และเป็นแหล่งระดมทุนที่สำคัญที่สุดของจีน
สกุลเงินหยวน: รัฐบาลใช้เซี่ยงไฮ้เป็นฐานในการผลักดันสกุลเงินหยวนให้เป็นสากลมากขึ้น โดยมุ่งเป้าให้เป็นศูนย์กลางสกุลเงินหยวนโลก

2. ศูนย์กลางการขนส่งและการค้า (Logistics Hub)
ท่าเรืออันดับหนึ่ง: ท่าเรือเซี่ยงไฮ้ เป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ที่สำคัญอย่างยิ่งต่อการค้าโลก โดยมีปริมาณการขนถ่ายคอนเทนเนอร์ (TEUs) สูงกว่า 40 ล้าน TEUs ต่อปี ซึ่งถือว่าคับคั่งที่สุดในโลก
การเชื่อมต่อ: ทำหน้าที่เป็นประตูหลักเชื่อมต่อพื้นที่เกษตรกรรมและอุตสาหกรรมอันอุดมสมบูรณ์ในลุ่มแม่น้ำแยงซีกับตลาดโลก

3. ศูนย์กลางนวัตกรรม (Innovation Hub)
เทคโนโลยีขั้นสูง: เซี่ยงไฮ้เป็นฐานที่ตั้งของบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำ และมีนโยบายส่งเสริมอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น หุ่นยนต์อัจฉริยะ (Robotics) โดยมีเป้าหมายสร้างมูลค่ารายได้ในอุตสาหกรรมนี้สูงถึง 5 หมื่นล้านหยวน ในเขตผู่ตง เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่อิงกับความรู้และนวัตกรรม

เซี่ยงไฮ้จึงเป็นมากกว่าเมืองหลวงทางเศรษฐกิจที่ผสมผสานอดีตเข้ากับความยิ่งใหญ่ของอนาคตเพื่อขับเคลื่อนจีนในฐานะผู้นำบนเวทีเศรษฐกิจโลก

‘คิงชาร์ลส์ที่ 3’ แห่งสหราชอาณาจักร ดำริให้ถอดฐานันดรศักดิ์ของ ‘เจ้าชายแอนดรูว์’ พระอนุชาวัย 65 ปี ตะเพิดจากคฤหาสน์วินด์เซอร์ ปิดฉาก ‘ดยุกแห่งยอร์ก’ หลังพัวพันคดีอื้อฉาว

(31 ต.ค. 68) สมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 แห่งสหราชอาณาจักร ทรงมีพระราชดำริให้ถอดฐานันดรศักดิ์ของ 'เจ้าชายแอนดรูว์' พระอนุชาวัย 65 ปี พร้อมสั่งให้ออกจากคฤหาสน์ Royal Lodge ในวินด์เซอร์ จากกรณีที่เจ้าชายแอนดรูว์มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับ เจฟฟรีย์ เอปสตีน (Jeffrey Epstein) อาชญากรคดีล่วงละเมิดทางเพศเด็ก

แถลงการณ์จากพระราชวังบักกิงแฮมระบุว่า จากนี้ 'เจ้าชายแอนดรูว์' จะถูกเรียกว่า แอนดรูว์ เมานต์แบตเทน วินด์เซอร์ และต้องยกเลิกสัญญาเช่าคฤหาสน์หลวง โดยจะย้ายไปอาศัยที่พักเอกชนบนที่ดินของแซนด์ริงแฮม ซึ่งได้รับการสนับสนุนค่าใช้จ่ายจากพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ของกษัตริย์ ทั้งนี้ การปลดฐานันดรฯ มีผลในทันที และถือเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 100 ปีที่มีการถอดยศเจ้าชายในราชวงศ์อังกฤษ

การเคลื่อนไหวครั้งนี้เกิดขึ้นหลังครอบครัวของเวอร์จิเนีย จุฟเฟร (Virginia Giuffre) หญิงชาวอเมริกัน-ออสเตรเลีย ซึ่งกล่าวหาเจ้าชายแอนดรูว์ว่าล่วงละเมิดทางเพศเมื่อครั้งยังเป็นวัยรุ่น โดยจุฟเฟรเสียชีวิตไปแล้วเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ขณะที่พี่ชายของเธอกล่าวว่า “นี่คือวันที่ทั้งสุขและเศร้าในเวลาเดียวกัน เธอน่าจะได้อยู่เห็นสิ่งนี้ด้วยตาตัวเอง”

อย่างไรก็ตาม กลุ่มต่อต้านราชวงศ์ 'รีพับลิก' เรียกร้องให้มีการดำเนินคดีทางกฎหมายกับแอนดรูว์ โดยย้ำว่าการปลดยศไม่เพียงพอต่อความยุติธรรม “นี่ไม่ใช่การแสดงความเข้มงวดของชาร์ลส์หรือวิลเลียม แต่คือการปกป้องสถาบันจากมลทินของแอนดรูว์” กลุ่มระบุ พร้อมย้ำว่า “ไม่มีใครควรอยู่เหนือกฎหมาย”

‘พระคลังข้างที่’ หน่วยงานหลวงอายุกว่า 200 ปี หน่วยงานเก่าในชื่อใหม่ที่คนไทยควรรู้จัก กับโครงสร้างและการจัดระเบียบทรัพย์สินที่ชัดเจน พร้อมบทบาทขับเคลื่อนสังคมและเศรษฐกิจไทย

พระคลังข้างที่คืออะไร? เปลี่ยนชื่อใหม่ปี 2568 แล้วคนไทยได้อะไรบ้าง
สรุปย่อ 
'พระคลังข้างที่' คือหน่วยงานที่ดูแลทรัพย์สินของสถาบันกษัตริย์ ซึ่งในสมัยรัชกาลที่ 10 มีการปรับกฎหมายครั้งสำคัญ: ปี 2561 จัดระเบียบทรัพย์สินใหม่ทั้งระบบ และปี 2568 เปลี่ยนชื่อ “สำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์” กลับมาใช้ “สำนักงานพระคลังข้างที่” อย่างเป็นทางการ พร้อมเดินภารกิจเพื่อสังคมหลายด้าน—สุขภาพ ชุมชน ปากท้อง วัฒนธรรม—ควบคู่กับบทบาทผู้ถือหุ้นรายใหญ่ในบริษัทยักษ์ของไทยที่ช่วยหนุนเสถียรภาพระยะยาวของระบบเศรษฐกิจ

1) พระคลังข้างที่—ภาพรวมและที่มา
แนวคิด “พระคลังข้างที่” มีมาตั้งแต่ต้นกรุงรัตนโกสินทร์ เพื่อแยกการดูแลพระราชทรัพย์จากเงินแผ่นดิน ต่อมาในระบอบใหม่หลัง พ.ศ. 2475 จึงมี พ.ร.บ.จัดระเบียบทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ วางกรอบแยกทรัพย์ชัดเจน ซึ่งเป็นพัฒนาการเชิงสถาบันที่สำคัญของไทยยุคใหม่

2) กฎหมายยุครัชกาลที่ 10: โครงสร้างใหม่และการ “เปลี่ยนชื่อกลับ”
• พ.ศ. 2561 ตรา พ.ร.บ.จัดระเบียบทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ กำหนดนิยาม/หลักเกณฑ์จัดการทรัพย์สิน “พระมหากษัตริย์” และกลไกมอบหมายการจัดการทรัพย์สิน (ประกาศในราชกิจจานุเบกษา 3 พ.ย. 2561)
• พ.ศ. 2568 ตรา พ.ร.บ.จัดระเบียบทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ (ฉบับที่ 2) เปลี่ยนชื่อ “สำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์” เป็น “สำนักงานพระคลังข้างที่” และปรับชื่อคณะกรรมการ/ตำแหน่งให้สอดคล้อง มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศ
หมายเหตุ: ชื่อ “สำนักงานพระคลังข้างที่” ในปัจจุบันคือชื่อทางการใหม่ของหน่วยงานเดิม (CPB) ตามกฎหมายปี 2568 ไม่ใช่หน่วยงานย่อยแยกต่างหาก

3) คนไทยได้ประโยชน์อย่างไรบ้าง (จับต้องได้จริง)
3.1 สุขภาพ: หน่วยแพทย์พระราชทาน—ลดคิว ลดค่าใช้จ่าย
โครงการ “ราษฎรสุขใจ พลานามัยสมบูรณ์ แพทย์พระราชทาน” ออกหน่วยตรวจ-รักษา โดยร่วมกับทีมแพทย์อาสาหลายสถาบัน (เช่น รามาธิบดี จุฬาฯ บ้านแพ้ว) ครอบคลุมตรวจตา-ผ่าตัดต้อกระจก และทันตกรรมในรูปแบบหน่วยเคลื่อนที่—ช่วยเข้าถึงบริการสำหรับประชาชนทุกกลุ่มวัย โดยเฉพาะพื้นที่ห่างไกล

3.2 ชุมชนและสาธารณประโยชน์: ใช้ “ที่ดิน” เพื่อคนรายได้น้อย
มีนโยบายใช้พื้นที่รองรับผู้มีรายได้น้อยและใช้เพื่อประโยชน์สาธารณะอย่างเป็นรูปธรรม—ยึดหลักให้คุณภาพชีวิตและความมั่นคงของผู้เช่า/ชุมชนเป็นศูนย์กลาง

3.3 ปากท้อง: “โกลเด้น เพลซ”—ตู้เย็นของประชาชน
ร้านโกลเด้น เพลซ เป็นช่องทางจำหน่ายผลผลิตจากโครงการหลวง/ชุมชน/SMEs ด้วยราคายุติธรรม—ตั้งแต่ต้นทางแนวพระราชดำริรัชกาลที่ 9 จนถึงการขยายสาขาในต่างจังหวัด ช่วยทั้งผู้ผลิตรายย่อยและผู้บริโภค

3.4 การเรียนรู้-วัฒนธรรม: นิทรรศน์รัตนโกสินทร์
ศูนย์การเรียนรู้ด้านประวัติศาสตร์-ศิลปวัฒนธรรม “นิทรรศน์รัตนโกสินทร์” อยู่ภายใต้การบริหารของสำนักงานพระคลังข้างที่ มุ่งพัฒนาเยาวชนด้วยสื่อทันสมัยและกิจกรรมบนถนนราชดำเนิน—เข้าชมได้อังคาร-อาทิตย์

3.5 โอกาสทางเศรษฐกิจของประชาชน-SME: เช่าพื้นที่/ประมูลโปร่งใส
สำนักงานประกาศให้เช่า/ประมูลสิทธิการเช่าทรัพย์สินเป็นระยะ (ทั้ง กทม.-ภูมิภาค) เปิดทางผู้ประกอบการเข้าถึงทำเลตามกลไกตลาด—มีหน้ารวมข่าวประมูลและประกาศบนเว็บไซต์และเพจทางการโดยตรง พร้อมเอกสารเงื่อนไขตัวอย่าง เช่น ช่วงเวลา 180 วันสำหรับปรับปรุงพื้นที่โดยไม่คิดค่าเช่า หลังทำสัญญา

4) มุมเศรษฐกิจมหภาค: ผู้ถือหุ้นฐานมั่นคงของบริษัทยักษ์ไทย
สำนักงานฯ เป็นผู้ถือหุ้นขนาดใหญ่ในบริษัทจดทะเบียนสำคัญ เช่น SCBX และ SCC—บทบาทผู้ถือหุ้นระยะยาวช่วยเป็น “ฐานเสถียรภาพ” ให้ธุรกิจระบบการเงินและอุตสาหกรรมหลักของประเทศเดินต่อเนื่อง ลดความผันผวนเชิงโครงสร้าง (ข้อสรุปเชิงนโยบายนี้เป็นการอนุมานจากข้อมูลผู้ถือหุ้นทางการของบริษัท/ตลาดหลักทรัพย์)

5) วิธี “ใช้ประโยชน์” ในชีวิตประจำวัน (เช็กลิสต์)
• ติดตามประกาศเช่า/ประมูลทรัพย์สินบนเว็บไซต์ทางการ (หมวด “ข่าวประมูลและเช่าอสังหาริมทรัพย์”) เพื่อหาโอกาสทำเลทำมาหากินใหม่ ๆ ของ SME/ร้านค้า
• ตรวจสอบรอบหน่วยแพทย์พระราชทานในพื้นที่ใกล้บ้าน โดยดูหมวด “ภารกิจเพื่อสังคม” บนเว็บสำนักงาน.
• อุดหนุนโกลเด้น เพลซ เพื่อเข้าถึงสินค้าคุณภาพ-ราคายุติธรรม พร้อมช่วยตลาดชุมชนผู้ผลิต
• พาเด็ก-เยาวชนเรียนรู้ประวัติศาสตร์ที่นิทรรศน์รัตนโกสินทร์ (ราชดำเนิน) เปิดอังคาร-อาทิตย์ 09.00-17.00 น.

6) Q&A สั้น ๆ กันสับสน
ถาม: “พระคลังข้างที่” ตอนนี้คือหน่วยงานไหน?
ตอบ: คือชื่อทางการใหม่ (ตั้งแต่กลางปี 2568) ของ “สำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์” ตาม พ.ร.บ.จัดระเบียบทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 ที่แก้ไขคำเรียกหน่วยงาน และตำแหน่งทุกแห่งในกฎหมายให้เป็น “พระคลังข้างที่”

แหล่งอ้างอิงหลัก
• ราชกิจจานุเบกษา: พ.ร.บ.จัดระเบียบทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ พ.ศ. 2561 (เล่ม 135 ตอน 88 ก, 3 พ.ย. 2561)
• กฎหมายปี 2568: พ.ร.บ.จัดระเบียบทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ (ฉบับที่ 2) ที่เปลี่ยนชื่อหน่วยงานเป็น “สำนักงานพระคลังข้างที่”
• เว็บไซต์ สำนักงานพระคลังข้างที่: ภารกิจเพื่อสังคม, ข่าวประมูลและเช่าอสังหาริมทรัพย์, ข้อมูลผู้เช่า
• Golden Place: ประวัติและบทบาทด้านสินค้าเกษตร/อุปโภคบริโภค
• นิทรรศน์รัตนโกสินทร์: ศูนย์การเรียนรู้ภายใต้การดูแลของสำนักงานพระคลังข้างที่
• ข้อมูลผู้ถือหุ้น SCBX/SCC จากรายงานบริษัทและตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top