Friday, 19 June 2026
Hard News Team

ป.ป.ช. ปรับหลักเกณฑ์อยู่กินฉันสามีภริยา แต่ไม่จดทะเบียน หากเข้าข่าย 3 พฤติการณ์หลัก ให้ถือว่าเป็น ‘คู่สมรส’

ราชกิจจาฯ ประกาศ คณะกรรมการ ป.ป.ช. ออกหลักเกณฑ์ใหม่ 'อยู่กินฉันสามีภริยา' โดยมิได้จดทะเบียนสมรส ยก '3 พฤติการณ์หลัก' ถือว่าเป็นคู่สมรส มีผลบังคับใช้แล้ว

(11 มี.ค.68) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เว็บไซต์ ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ ประกาศคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เรื่อง หลักเกณฑ์ของผู้ซึ่งอยู่กินกันฉันสามีภริยาโดยมิได้จดทะเบียนสมรสอันถือว่าเป็นคู่สมรส (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2568 ลงนามโดย นายสุชาติ ตระกูลเกษมสุข ประธานกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ

ประกาศฉบับดังกล่าวระบุว่า โดยที่เป็นการสมควรแก้ไขเพิ่มเติมประกาศคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เรื่อง หลักเกณฑ์ของผู้ซึ่งอยู่กินกันฉันสามีภริยาโดยมิได้จดทะเบียนสมรสอันถือว่าเป็นคู่สมรส พ.ศ.2561

ทั้งนี้ เพื่อให้การประกาศกำหนดหลักเกณฑ์ของผู้ซึ่งอยู่กินกันฉันสามีภริยาโดยมิได้จดทะเบียนสมรสอันถือว่าเป็นคู่สมรสดังกล่าว สอดคล้องกับพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 24) พ.ศ.2567

ประกาศนี้เรียกว่า “ประกาศคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เรื่อง หลักเกณฑ์ของผู้ซึ่งอยู่กินกันฉันสามีภริยาโดยมิได้จดทะเบียนสมรสอันถือว่าเป็นคู่สมรส (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2568”

ประกาศนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 22 มกราคม 2568 เป็นต้นไป

สาระสำคัญของประกาศฉบับนี้ ให้ยกเลิกความในข้อ 3 แห่งประกาศคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เรื่อง หลักเกณฑ์ของผู้ซึ่งอยู่กินกันฉันสามีภริยาโดยมิได้จดทะเบียนสมรสอันถือว่าเป็นคู่สมรส พ.ศ.2561 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

“ข้อ 3 บุคคลซึ่งอยู่กินกันฉันคู่สมรสโดยมิได้จดทะเบียนสมรสกับเจ้าพนักงานของรัฐ และมีลักษณะอย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้ ให้ถือเป็นคู่สมรสตามมาตรา102 วรรคสอง และมาตรา 126 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561

1.ได้ทำพิธีมงคลสมรสหรือพิธีอื่นใดในทำนองเดียวกันกับเจ้าพนักงานของรัฐ โดยมีบุคคลในครอบครัวหรือบุคคลภายนอกรับทราบว่าเป็นการอยู่กินเป็นคู่สมรสกันตามประเพณี

2.เจ้าพนักงานของรัฐแสดงให้ปรากฏว่ามีสถานะเป็นคู่สมรสกัน หรือมีพฤติการณ์เป็นที่รับรู้ของสังคมทั่วไปว่ามีสถานะดังกล่าว

ทั้งนี้ ให้หมายความรวมถึงบุคคลซึ่งจดทะเบียนสมรสกับเจ้าพนักงานของรัฐและต่อมา ได้จดทะเบียนหย่าขาดจากกันตามกฎหมาย แต่ยังแสดงให้ปรากฏหรือมีพฤติการณ์ซึ่งเป็นที่รับรู้ของสังคมทั่วไปว่ามีสถานะเป็นคู่สมรสกัน”

นย.เตรียมฝึกร่วม Blue strike ณ ประเทศจีน

พล.ร.ต.โยธิน ธนะมูล ผู้บัญชาการกองพลนาวิกโยธิน หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน (ผบ.พล.นย.) เป็นประธานในพิธีเปิดการฝึกเตรียมก่อนการฝึกผสม กองทัพเรือไทย-กองทัพเรือสาธารณรัฐ ประชาชนจีน (ทร.ไทย - ทร.สปจ.) 'BLUE STRIKE 2025' ณ ค่ายพระมหาเจษฎาราชเจ้า กองพลนาวิกโยธิน อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี 

การฝึกผสมระหว่างกองทัพเรือไทยและกองทัพเรือสาธารณรัฐ ประชาชนจีนนั้น เกิดขึ้นครั้งแรกเมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2548 ภายใต้รหัสการฝึก "PASSEX" หรือ "Passing Exercise" ซึ่งเป็นการฝึกการสื่อสารระหว่างเรือ ต่อมาเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2550 ได้มีการหารือร่วมกันถึงการฝึกผสมระหว่างหน่วยบัญชาการนาวิกโยธินของไทย กับนาวิกโยธินของสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยในการประชุมร่วมทั้งสองฝ่ายได้บรรลุข้อตกลงร่วมกันเกี่ยวกับการฝึก ซึ่งมีวงรอบในการฝึกทุก 2 ปี และจะมีการผลัดเปลี่ยนกันเป็นเจ้าภาพในการฝึกแต่ละครั้ง 

จากนั้น ในเดือนพฤศจิกายน 2553 จึงมีการฝึกผสมร่วมกันเป็นครั้งแรก ภายใต้รหัสการฝึก BLUE STRIKE 2010 ซึ่งใช้พื้นที่ในการฝึกบริเวณจังหวัดชลบุรี จังหวัดระยอง จังหวัดจันทบุรี และอ่าวไทยตอนบน และฝึกร่วมกันเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน ครั้งนี้นับเป็น ครั้งที่ 6 ไปฝึกที่เมืองจ้านเจียง สาธารณรัฐ ประชาชนจีน ในเร็วๆ นี้

โดยมีวัตถุประสงค์ของการฝึกร่วมฯ เพื่อ

1.สถานียุทธวิธีทหารราบยานเกราะ VN16 และกำลังพลประจำรถของไทย ได้เรียนรู้เทคนิคต่างๆ เพิ่มเติม ซึ่งไม่เคยได้รับการถ่ายทอดความรู้จาก บริษัท ผู้ผลิตยานเกราะฯ อันได้แก่ เทคนิคการขับเทคนิคการใช้อาวุธ การลากจูง การซ่อมแซมชิ้นส่วนชำรุด ตลอดจนการปรนนิบัติบำรุงที่สำคัญทำให้กำลังพล มีความมั่นใจในการปฏิบัติงานกับยานเกราะฯ ทั้งในน้ำและบนบก เพิ่มมากขึ้น /ทำให้เพิ่มประสิทธิภาพและขีดความสามารถในการปฏิบัติงาน
2.การฝึกของทหารราบ ซึ่งทำการฝึกแบบเวียนสถานี ฝ่ายไทยเรียนรู้ และแลกเปลี่ยนความรู้ด้านต่างๆ ทั้งองค์บุคคล องค์วัตถุ และองค์ยุทธวิธี รวมถึงเรียนรู้เทคโนโลยีจาก สปจ. ซึ่งนอกจากสิ่ง ที่ได้กล่าวมาแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างการฝึกคือมิตรภาพระหว่าง ทร.ไทย - ทร.สปจ. ดังคำกล่าวที่ว่าไทยจีนพี่น้องกัน ความสัมพันธ์แน่นแฟ้น

ประโยชน์ที่ได้รับ คือ
- เพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์มิตรภาพที่ดีระหว่าง นย.ไทย กับ ทร.สปจ.
- เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์การปฏิบัติทางยุทธวิธีของหน่วยขนาดเล็ก
- เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ เสริมสร้างทักษะ และประสบการณ์ทางด้านเทคนิคของอาวุธ ยุทโธปกรณ์สมัยใหม่
- เพื่อพัฒนาองค์บุคคล องค์วัตถุ และองค์ยุทธวิธี ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบัน และ วิทยาการสมัยใหม่
- เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจและความประสานสอดคล้อง ในการปฏิบัติการรบผสมหน่วย/เหล่า

‘โรดริโก ดูเตอร์เต’ ถูกจับกุมที่สนามบินนานาชาติมะนิลา ตามหมายจับศาล ICC จากกรณีละเมิดสิทธิมนุษยชนผู้ต้องสงสัยคดียาเสพติด และการใช้ความรุนแรงเกินขอบเขต

(11 มี.ค. 68) สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า โรดริโก ดูเตอร์เต อดีตประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ ถูกจับกุมที่สนามบินนานาชาติมะนิลา ขณะเดินทางกลับจากฮ่องกง ตามหมายจับที่ออกโดยศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) ในข้อหาก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ

การจับกุมดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากการสอบสวนของ ICC ที่ดำเนินการเกี่ยวกับนโยบายสงครามปราบปรามยาเสพติดของดูเตอร์เตในช่วงดำรงตำแหน่ง ซึ่งได้มีการกล่าวหาว่าเขามีส่วนเกี่ยวข้องในเหตุการณ์การสังหารผู้ต้องสงสัยเกี่ยวกับยาเสพติดโดยไม่มีการพิจารณาคดีตามกระบวนการยุติธรรม

เมื่อเดือนกันยายน 2564 ศาลอาญาระหว่างประเทศ ได้เริ่มการสอบสวนเกี่ยวกับกรณีดังกล่าว หลังจากที่มีการกล่าวหาว่ามีการละเมิดสิทธิมนุษยชนจำนวนมาก ในช่วงที่ดูเตอร์เตดำรงตำแหน่งระหว่างปี 2559-2564 โดยเขาได้ให้คำมั่นว่าจะปราบปรามยาเสพติดอย่างเด็ดขาด 

หนึ่งในนโยบายของดูเตอร์เตคือการให้รางวัลแก่เจ้าหน้าที่ที่สามารถจับกุมหรือสังหารผู้ต้องสงสัยคดียาเสพติด กลายเป็นก่อให้เกิด “สงครามยาเสพติด” นำไปสู่การเสียชีวิตของ 6,200 ราย ที่ถูกสังหารระหว่างปฏิบัติการปราบปราม

โดยก่อนหน้านี้ดูเตอร์เตจะประกาศถอนฟิลิปปินส์ออกจากการเป็นสมาชิกของ ICC ในปี 2560 แต่หลังจากที่ศาลเริ่มตรวจสอบนโยบายของเขา นำมาสู่การหมายจับที่ออกมาในครั้งที่นี้ยังคงมีผลบังคับใช้ และทางการฟิลิปปินส์ได้ดำเนินการตามกระบวนการจับกุมอย่างเคร่งครัด

หลังการจับกุม ดูเตอร์เตถูกส่งตัวไปยังสถานที่คุมขังภายใต้การดูแลของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ขณะที่คณะทนายความของเขากล่าวว่าพวกเขาจะยื่นอุทธรณ์ในเร็วๆ นี้ โดยยืนยันว่าอดีตประธานาธิบดีไม่เกี่ยวข้องกับการกระทำดังกล่าว และจะต่อสู้กับข้อกล่าวหานี้อย่างเต็มที่

การจับกุมดูเตอร์เตในครั้งนี้ถือเป็นเหตุการณ์สำคัญที่ส่งผลกระทบต่อทั้งการเมืองภายในประเทศฟิลิปปินส์และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยเฉพาะในเรื่องของสิทธิมนุษยชนและการดำเนินการของศาลฯ ICC

‘สว.สงขลา’ ซัดรัฐบาลล้มเหลวดับไฟใต้ งบฯ  500 ล้านแต่การข่าวไร้ประสิทธิภาพ 

(11 มี.ค. 68) ที่รัฐสภา ในการประชุมวุฒิสภา มีพล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภา คนที่หนึ่ง เป็นประธานการประชุม โดยก่อนเข้าสู่วาระได้เปิดให้สมาชิกหารือปัญหาความเดือดร้อน

โดยนายไชยยงค์ มณีรุ่งสกุล สว.หารือเรื่องความรุนแรงในจังหวัดภาคใต้ว่า ล่าสุดเมื่อวันที่ 8 มี.ค.ที่ผ่านมา เมื่อกองกำลังติดอาวุธบีอาร์เอ็น สามารถที่จะบุกเข้าไปกลางใจเมืองของอ.สุไหง-โกลก ซึ่งเป็นเมืองหลัก เมื่อเศรษฐกิจของ8หัวเมืองในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ และมีการก่อวินาศกรรมเผา และวางระเบิด ที่ว่าการอำเภอ รวมทั้งสถานที่ราชการอื่นๆ ซึ่งอยู่บริเวณใกล้เคียง มีเจ้าหน้าที่รัฐเสียชีวิต ประชาชนได้รับบาดเจ็บจำนวนหนึ่ง ถ้าตนไม่หยิบเรื่องนี้มาพูด ก็เหมือนกับว่าตนและพื่อนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ละเลยต่อความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน และไม่ได้ทำหน้าที่ในการควบคุมการบริหาราาชการแผ่นดินของรัฐบาล

นายไชยยงค์ กล่าวต่อว่า เรื่องที่เกิดขึ้นทำให้เราเห็นถึง ความไร้ประสิทธิภาพในหลายส่วนในการแก้ปัญหาความไม่สงบของจังหวัดใช้แดนพักใต้เริ่มจากงานการข่าวเรามีงบการข่าวในการบูรณาการของจังหวัดใช้แดนภาคใต้ปีละถึง 500 ล้านบาท แต่ปรากฏว่างานการข่าวไม่มีประสิทธิภาพ เพราะคนร้ายยกขบวนนำระเบิดข้ามมาจากประเทศเพื่อนบ้าน เข้ามาก่อการร้ายในพื้นที่ของเมืองชายแดนในวันเกิดเหตุเกือบ 10 จุด แต่เราไม่ได้ข่าวความเคลื่อนไหวกลุ่มคนร้ายเลย ซึ่งตนมองว่าเรากำลังใช้งบประมาณการข่าวที่ไม่มีประสิทธิภาพ และ หน่วยงานของรัฐในพื้นที่ไม่มีประสิทธิภาพในการป้องกันหน่วยงานของตนเองเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองปล่อยให้คนร้ายสามารถบุกเข้าไปก่อวินาศกรรมในสำนักงานที่ว่าการอำเภอของตนเองได้โดยไม่มีการตั้งรับและไม่มีแผนเผชิญเหตุ ซึ่งภาพที่ปรากฏจากกล้องวงจรปิดเผยแพร่ไปทั่วประเทศทำให้เห็นชัดว่าฝ่ายปกครองยังไม่มีความพร้อมในการที่จะรับมือกับกลุ่มก่อการร้ายขบวนการบีอาร์เอ็น

นายไชยยงค์ กล่าวด้วยว่า เรื่องทั้งหมดแสดงว่า หน่วยงานที่รับผิดชอบในเรื่องของการสร้างมวลชนการแย่งชิงมวลชนในพื้นที่จังหวัดใช้แดนพักใต้ที่ไปทำหน้าที่อยู่ในพื้นที่ประสบความล้มเหลวในการแก้ปัญหาในสถานที่บ่มเพาะของขบวนการในการดึงประชาชนกลับมาเป็นคนของเราวันนี้ประชาชนส่วนใหญ่ยังตกอยู่ภายใต้อำนาจอิทธิพลของขบวนการแบ่งแยกดินแดนบีอาร์เอ็น ปัญหาทั้งหมดที่เกิดขึ้นไม่ได้ส่งผลกระทบแค่ด้านความมั่นคง แต่ส่งผลกระทบกับวิถีชีวิตของประชาชนกระทบต่อเศรษฐกิจการค้าการท่องเที่ยวที่เกิดมาพร้อมกับสถานการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้น เพราะประเทศมาเลเซียได้ออกแถลงการณ์ห้ามคนของเขาเดินทางเข้ามายัง จังหวัดแดนภาคใต้ของไทย

“สิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดผมอยากถามไปยังรัฐบาลว่าวันนี้สถานการณ์ของจังหวัดชายแดนภาคใต้ไม่ใช่เรื่องของ ความไม่สงบแต่เป็นเรื่องของสถานการณ์ของการก่อการร้ายรัฐบาลต้องยอมรับความจริงและจะต้องหาเครื่องมือให้เจ้าหน้าที่รัฐสามารถใช้ในการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นได้ วันนี้ ป.วิอาญาที่มีอยู่ใช้กับอาชญากรรมธรรมดา และเมื่อเราใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน พ.ร.ก.ความมั่นคง หรือกฎอัยการศึก ซึ่งเป็นกฎหมายที่ล้าหลังเป็นกฎหมายเรียกแขก ทั้งโลกเขาเลิกใช้แล้ว แต่เราเอากฎหมายเหล่านี้มาใช้เมื่อไรก็กลายเป็นเงื่อนไขให้ฝ่ายตรงข้ามโจมตี ให้เอ็นจีโอ กลุ่มสิทธิมนุษยชน และปีกทางการเมืองของ บีอาร์เอ็น กล่าวหาโจมตีเรา ผมขอถามว่าถึงเวลาแล้วหรือยังที่รัฐบาลจะตระหนักถึงเรื่องนี้และมีการออกกฎหมายการก่อการร้ายมาใช้เพื่อแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น รัฐบาลคิดแล้วหรือยังว่าปัญหาที่เกิดขึ้นควรจะมีรั้วชายแดนที่มีการปักปันเขตแดนกลับมาเลเซียแล้ว เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งอาวุธต่างๆก็ขนมาจากประเทศเพื่อนบ้าน กองกำลังติดอาวุธอาวุธเมื่อปฏิบัติการเสร็จก็กลับไปนอนตีพุงอยู่ประเทศเพื่อนบ้าน เห็นว่าเราไม่มีปัญญาและล้มเหลวในการซีลชายแดน” นายไชยยงค์ กล่าว

‘เซเลนสกี’ เยือนซาอุฯ เข้าเฝ้าเจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน หารือความร่วมมือทวิภาคีท่ามกลางสงครามยูเครน-รัสเซีย

(11 มี.ค. 68) สื่อซาอุดีอาระเบียรายงานว่า เจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน มกุฎราชกุมารแห่งซาอุดีอาระเบีย ได้พบปะกับประธานาธิบดียูเครน โวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ที่พระราชวังอัล-ซาลาม ในเมืองเจดดาห์ เมื่อช่วงค่ำวันจันทร์ (10 มี.ค.) โดยมีพิธีต้อนรับอย่างเป็นทางการก่อนที่ทั้งสองฝ่ายจะหารือเกี่ยวกับประเด็นสำคัญระดับทวิภาคีและระดับนานาชาติ

การประชุมดังกล่าวจัดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างยูเครนและรัสเซีย ขณะที่ซาอุดีอาระเบียยังคงรักษาบทบาทเป็นมหาอำนาจในตะวันออกกลางที่ให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ทางการทูตและเศรษฐกิจในระดับโลก

สำนักข่าวของทางการซาอุดีอาระเบียระบุว่า มกุฎราชกุมารโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน และประธานาธิบดีเซเลนสกี ได้หารือถึงแนวทางการกระชับความร่วมมือทางเศรษฐกิจ การค้า และพลังงานระหว่างสองประเทศ รวมถึงการสนับสนุนยูเครนในด้านมนุษยธรรมและการฟื้นฟูประเทศจากผลกระทบของสงคราม

นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ความมั่นคงระหว่างประเทศ รวมถึงความพยายามในการหาทางออกทางการทูตสำหรับความขัดแย้งที่กำลังดำเนินอยู่

แหล่งข่าวระบุว่า ซาอุดีอาระเบีย มีบทบาทสำคัญในเวทีโลกด้านพลังงาน และการไกล่เกลี่ยความขัดแย้ง โดยได้แสดงท่าทีสนับสนุนแนวทางสันติภาพ รวมถึงการแก้ไขปัญหาผ่านกระบวนการทางการทูตมาโดยตลอด

การพบปะครั้งนี้สะท้อนถึงความพยายามของทั้งสองประเทศในการกระชับความสัมพันธ์และร่วมมือกันในหลายมิติ ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของภูมิรัฐศาสตร์โลกที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ และความมั่นคงของหลายประเทศ

‘เกาหลีใต้’ ประเทศที่เศรษฐกิจดีแต่คนไม่มีความสุข เหตุ ความมั่งคั่งอยู่ในมือไม่กี่ตระกูลใหญ่ - คนรุ่นใหม่ไม่สร้างครอบครัว

(11 มี.ค. 68) เพจ Business Backpacker by K-SME โพสต์ข้อความว่า เกาหลี = ประเทศที่ความสุขต่ำสุดในโลก

โดยระบุว่า มา Seoul ครั้งนี้, นี่คือสิ่งที่ได้ยินบ่อยๆ ทั้งจากข่าวจากคน 

แรกๆ ก็งงว่าเป็นไปได้อย่างไร, โดยเฉพาะกลุ่มเด็กรุ่นใหม่วัย 30 ปีลงมาที่เรียกบ้านเมืองตัวเองว่านรกบนดิน
ทั้งที่เกาหลีเป็นชาติพัฒนา, gpd ต่อหัวเกือบ 40000 usd [ต่อคนประมาณ 1.2 ล้านต่อปีหรือเดือนละแสนบาทไทย]

แต่ดูเหมือนว่าประชากรจะไม่มีความสุขเท่าไร 
หลักฐานแสดงออกมาใน Stat อื่นที่ไม่ใช่ตัวเงิน

เช่น 
- อัตราการเกิดของเด็กที่ต่ำสุดในโลก [ตกใจที่ต่ำกว่า Ukraine ด้วยซ้ำจาก Stat ปี 2024]
- การหย่าร้างที่ติดอันดับบนๆ 
- เดินถนนมีแต่คนแก่
- แต่ประเทศดันอยู่ในสภาวะสงครามตลอดเวลา [แถมยิ่งวันทั้ง Kim ทั้ง Trump ก็ดูบ้าๆ พยากรณ์อะไรไม่ได้...]
- ประชาชนทุกคนต้องเป็นทหาร 
- แต่ "ประชาชนทุกคน" ที่ว่าฯ ดันมีจำนวนเกิดใหม่น้อยลงๆ
- จากเดิมที่เคยทำนายว่าในเวลา 50 ปี, ถ้าเกาหลีใต้ยังคงเดินหน้าแบบนี้จะ "สิ้นชาติ" อาจเห็นผลในไม่ถึง 30 ปีหรือ 25 ปี
- เมื่อเมืองอื่นๆ ในเกาหลีมีเด็กเกิดใหม่น้อยลง, ธุรกิจในพื้นที่นั้นก็เริ่มตาย
- ยิ่งผลักให้เด็กจบใหม่มีทางเลือกเดียวคือเข้า Seoul 
- ต่างจังหวัดก็ยิ่งร้าง
- แต่เด็กจบใหม่เหล่านั้นเมื่อผ่านไปสี่ห้าปีก็เริ่มพบว่าต่อให้ทำงานหนักแค่ไหนก็ไม่มีสิทธิ Own อะไรเลยในประเทศนี้
- ตึกสวยๆ สูงๆ ใน Seoul ที่ตนเคยใช้ภูมิใจอวดใส่คนต่างชาติ, ความจริงเจ้าของทั้งหมดก็คือสี่ห้านามสกุลที่แบ่งประเทศกัน
- ส่วนตัวเองทำได้แค่เลิกงานแล้วเดินทางกลับห้องเช่ารูหนูใต้ดินชายขอบของ Seoul [บ้านสมัยก่อนมักมีห้องใต้ดินเผื่อไว้เป็น Shelter หากเกิดสงคราม]
- ผ่านไปสิบปีเริ่มแก่ลงทุกทีๆ 
- ไม่มีปัญญาแม้จะ Own ห้อง Own ตึก Own บ้าน, ไม่มีปัญญาจะสร้างครอบครัวหรือมีเด็กเกิดใหม่ที่รัฐ [และไอ้สี่ห้าตระกูลนั้น] เคี่ยวเข็ญทุกวันว่าคนรุ่นใหม่ทำไมไม่มี ๆ ๆ
- ที่เห็นหนุ่มสาวชาว Seoul เดินหล่อๆ สวยๆ กัน, เป็นแค่ฝันที่ครั้งหนึ่งเกาหลีสร้างไว้ ก่อนสมัย Pandemic 

ฉันมาธุระรอบนี้, ออกมาดูพื้นที่รอบนอกของ Seoul ถัดออกมาอีกที 
มีต่างชาติส่งข่าวอันหนึ่งมาให้ดู
ว่าด้วย Older Se x Workers ในเกาหลี

คนชราหญิงวัย 6x - 7x ปีที่ออกมาเดินเร่ขายตัวกลางดึกเพื่อหาเงินกินข้าววันต่อวัน
ทั้งที่บางคนมีลูกหลาน
แต่ความจริงคือลูกหลานเหล่านั้นแค่เอาตัวเองให้รอดไปวันๆ ก็แทบจะไม่ไหว
ไม่มีความหวัง
ไม่มีความภูมิใจ
ไม่มีอนาคต

ตัวเลข gdp ที่เกิดจากสี่ตระกูลใหญ่อาจจะปั่นขึ้นไปๆ
แต่คนรุ่นจากนี้อาจจะเริ่มสงสัย
ว่าฉันยังควรจะภูมิใจที่เกิดเป็นคนเกาหลีไหม
ในเมื่อไม่มีสิทธิ Own อะไรในประเทศนี้เลย 

'ท่าอากาศยานเจิ้งโจว' แหล่งลงทุนแห่งอนาคต พร้อมเชื่อมต่อเศรษฐกิจโลก เสริมศักยภาพศูนย์กลางโลจิสติกส์ครบวงจร

(11 มี.ค. 68) เขตนำร่องทดลองเศรษฐกิจท่าอากาศยานเจิ้งโจว (Zhengzhou Airport Economic Comprehensive Experimental Zone) ซึ่งตั้งอยู่ในมณฑลเหอหนาน กำลังก้าวขึ้นเป็น ศูนย์กลางธุรกิจและโลจิสติกส์ระดับโลก พร้อมต้อนรับพันธมิตรทางธุรกิจจากทั่วทุกมุมโลก ด้วยโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่ง เครือข่ายคมนาคมที่ครอบคลุม และคลัสเตอร์อุตสาหกรรมที่เติบโตอย่างรวดเร็ว

เขตเศรษฐกิจแห่งนี้โดดเด่นด้วยระบบ 'การเชื่อมโยงท่าทั้ง 4' ได้แก่ ท่าอากาศยาน สถานีรถไฟ ศูนย์ขนส่งทางถนน และท่าเรือบก ทำให้สามารถเชื่อมโยงเครือข่ายโลจิสติกส์กับเศรษฐกิจโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

ปัจจุบันสนามบินนานาชาติเจิ้งโจวซินเจิ้ง อยู่ที่ 40 อันดับแรกของโลกด้านปริมาณการขนส่งสินค้าและไปรษณียภัณฑ์ และมีเส้นทางขนส่งสินค้าเชื่อมโยง 28 ประเทศ และ 62 เมืองทั่วโลก

นอกจากนี้ ศูนย์ท่าเรือบกนานาชาติเจิ้งโจว ซึ่งเป็นศูนย์กลางรถไฟขนส่งสินค้าจีน-ยุโรปแห่งเดียวในภาคกลางของจีน คาดว่าจะสามารถรองรับ รถไฟ 10,000 ขบวน และสินค้ากว่า 10 ล้านตัน ภายในปี 2578

โดยเขตนำร่องเศรษฐกิจแห่งนี้กำลังกลายเป็น ศูนย์กลางการผลิตระดับสูง โดยมีอุตสาหกรรมสำคัญ ได้แก่ อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ นำโดย Foxconn, xFusion และ Loongson, อุตสาหกรรมยานยนต์พลังงานใหม่ ขับเคลื่อนโดย BYD, Skyworth และ Geely, อุตสาหกรรมชีวการแพทย์ มีศูนย์กลางที่ Zhongyuan Medical Science City

อีกทั้งโรงงานของ Foxconn ในเจิ้งโจวได้ผลิตสมาร์ตโฟนไปแล้วกว่า 1.2 พันล้านเครื่อง ทำให้กลายเป็นฐานการผลิตอุปกรณ์อัจฉริยะที่ใหญ่ที่สุดในโลก ในขณะที่ BYD ผลิตรถยนต์พลังงานใหม่ได้ถึง 545,000 คันในปีที่ผ่านมา เพิ่มขึ้น 169.8%

ส่งผลให้เขตเศรษฐกิจแห่งนี้ยังพัฒนาไปสู่ เทคโนโลยีขั้นสูงและนวัตกรรมใหม่ เช่น ดาวเทียมอวกาศ การกักเก็บพลังงาน และปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดยศูนย์การคำนวณอัจฉริยะที่ใหญ่ที่สุดในจีนตอนกลางกำลังจะเปิดดำเนินการเต็มรูปแบบภายในไตรมาสแรกของปีนี้

สำหรับในอนาคต เขตนำร่องเศรษฐกิจท่าอากาศยานเจิ้งโจวตั้งเป้าที่จะเป็นศูนย์กลางใน 5 ด้าน ได้แก่ ศูนย์การผลิตขั้นสูง, ศูนย์โลจิสติกส์เพื่อธุรกิจ, ศูนย์นวัตกรรมและการประกอบการ, ศูนย์แฟชั่นเชิงสร้างสรรค์ และศูนย์พัฒนาทรัพยากรบุคคล ด้วยศักยภาพและนโยบายสนับสนุนที่แข็งแกร่ง เขตเศรษฐกิจแห่งนี้จึงพร้อมเปิดรับ นักธุรกิจและนักลงทุนจากทั่วโลก ให้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของ การเติบโตทางเศรษฐกิจในระดับนานาชาติ

“จีน ตั้งกองทุน 1 ล้านล้านหยวน พัฒนาเทคฯ + สอนวิชา AI ระดับประถม/มัธยม ส่วนไทย จะสร้างคาสิโน + แจกเงินคนรุ่นใหม่ ไปชอปปิ้ง!”

(11 มี.ค. 68) รองศาสตราจารย์ ดร.อักษรศรี พานิชสาส์น คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า จีน ตั้งกองทุน 1 ล้านล้านหยวนพัฒนาเทคฯ + สอนวิชา AI ระดับประถม/มัธยม ส่วนไทย จะสร้างคาสิโน + แจกเงินคนรุ่นใหม่ไปชอปปิ้ง

พร้อมระบุด้วยว่า เวียดนาม ข้างบ้านไทยแลนด์ก็เร่งพัฒนาคนรุ่นใหม่ รองรับอุตสาหกรรมเทคฯ และบุคลากรด้าน IT และนศ.ที่จบด้านเทคฯ มากกว่าไทย มาหลายปีแล้ว

โดยยกข้อมูลเป็นตัวอย่างเปรียบเทียบระหว่างเวียดนามกับไทยว่า บุคลากร IT ของเวียดนามอยู่ที่ 500,000 คน ส่วนไทยอยู่ที่ 170,000 คน ในขณะที่เด็กวิศวกรคอมพิวเตอร์จบใหม่ต่อปี เวียดนาม 50,000 คน ไทย 5,000 คน ในส่วนของเงินเดือนเริ่มต้มของวิศวกรซอฟต์แวร์ เวียดนาม 22,000 บาทต่อเดือน ไทย 40,000 บาทต่อเดือน ดังนั้นจะเห็นได้ว่าคนเวียดนามมีบุคลากร IT มากกว่า อายุเฉลี่ยต่ำกว่า แต่เงินเดือนคนเวียดนามถูกกว่าเกือบเป็นเท่าตัว

จีน-รัสเซีย-อิหร่าน ประกาศซ้อมรบทางทะเล ยกระดับความร่วมมือทางทหาร กระชับอำนาจในอ่าวเปอร์เซีย

(11 มี.ค. 68) สำนักข่าว Sputnik รายงานว่า กระทรวงกลาโหมจีนประกาศว่า จีน, รัสเซีย และอิหร่าน จะร่วมกันซ้อมรบทางทะเลบริเวณน่านน้ำใกล้ท่าเรือจาบาฮาร์ของอิหร่าน ในช่วงต้นเดือนมีนาคมนี้

แถลงการณ์จากกระทรวงกลาโหมจีนระบุว่า การซ้อมรบครั้งนี้มุ่งเน้นไปที่ การเสริมสร้างความมั่นคงทางทะเล การต่อต้านภัยคุกคามทางยุทธศาสตร์ และการประสานงานทางทหาร ระหว่างกองทัพเรือของทั้งสามประเทศ ซึ่งถือเป็นการขยายความร่วมมือทางทหารที่สำคัญ

การซ้อมรบระหว่าง จีน-รัสเซีย-อิหร่าน เกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ทางการเมืองและความมั่นคงระหว่างประเทศที่มีความตึงเครียด โดยก่อนหน้านี้ รัสเซียเพิ่งเสร็จสิ้นการซ้อมรบครั้งใหญ่ "Ocean-2024" ในทะเลญี่ปุ่นร่วมกับจีน ขณะที่จีนและอิหร่านก็กำลังพัฒนาความสัมพันธ์ทางทหารอย่างต่อเนื่อง

นักวิเคราะห์มองว่าการซ้อมรบครั้งนี้ อาจเป็นการส่งสัญญาณถึงชาติตะวันตกว่า พันธมิตรฝั่งตะวันออกกำลังแข็งแกร่งขึ้น และพร้อมปกป้องผลประโยชน์ของตนในภูมิภาค โดยเฉพาะในบริเวณอ่าวเปอร์เซียและมหาสมุทรอินเดีย ซึ่งเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์สำคัญทางเศรษฐกิจและการทหาร

ทั้งนี้ รายละเอียดเกี่ยวกับรูปแบบการซ้อมรบ รวมถึงจำนวนกองกำลังและยุทโธปกรณ์ที่เข้าร่วม ยังคงต้องรอติดตามจากแถลงการณ์เพิ่มเติมของทั้งสามประเทศ

'กรมที่ดิน' ทยอยเพิกถอนโฉนด 'อัลไพน์' เผยหากครบ 120 วัน จะโอนกลับไปเป็น ‘ที่ธรณีสงฆ์’

‘เจ้าพนักงานที่ดิน จ.ปทุมธานี’ ทยอยเพิกถอนโฉนด ‘อัลไพน์’ พร้อมประทับตราห้าม ‘จำหน่ายจ่ายโอน’ เผยหากครบ 120 วัน จะโอนเป็น ที่ธรณีสงฆ์ ขณะที่ ‘เจ้าของที่ดิน’ ทยอยฟ้อง ‘ศาลปกครอง’ เพิกถอนคำสั่ง

จากกรณีเมื่อวันที่ 16 ม.ค.2568 นายชำนาญวิทย์ เตรัตน์ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านกิจการความมั่นคงภายใน ได้ลงนามคำสั่งเพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์เดิมของนายยงยุทธ วิชัยดิษฐ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวงมหาดไทย รักษาการแทนปลัดกระทรวงมหาดไทย และมีคำสั่งให้เพิกถอนเอกสารสิทธิ์ในที่ดินธรณีสงฆ์ของวัดธรรมิการามวรวิหาร (ที่ดินอัลไพน์) และส่งเรื่องให้กรมที่ดินดำเนินการ นั้น

ล่าสุดนายสมคิด จันทมฤก ผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี ให้สัมภาษณ์สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) ถึงความคืบหน้าในการเพิกถอนโฉนดที่ดินอัลไพน์ ว่า ได้รับทราบอย่างไม่เป็นทางการว่า เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดปทุมธานี กรมที่ดิน ได้ดำเนินการทยอยขีดหลังโฉนดที่ถูกเพิกถอนแล้ว และประทับตราห้ามจำหน่ายจ่ายโอน แต่ยังไม่ครบทุกแปลง ทั้งนี้ เมื่อดำเนินการดังกล่าวครบ 120 วัน แล้ว จึงจะดำเนินการโอนเป็นที่ธรณีสงฆ์

“เมื่อถึงขั้นตอนนั้น ทางสำนักงานที่ดินจังหวัดจะต้องรายงานให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทราบ” นายสมคิด กล่าว

นายสมคิด ระบุด้วยว่า หลังจากที่เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดได้เริ่มเขียนหลังโฉนดว่า ห้ามจำหน่ายจ่ายโอนที่ดินแล้ว ทราบว่าเจ้าของที่ดินบางรายได้ทยอยยื่นฟ้องต่อศาลปกครองเพื่อเพิกถอนคำสั่งฯดังกล่าว

รายงานข่าวแจ้งว่า ก่อนหน้านี้ กรมที่ดินได้จัดทำเอกสารสรุปขั้นตอนการดำเนินการ ในกรณีที่รองปลัดกระทรวงมหาดไทย มีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งของปลัดกระทรวงมหาดไทย (นายยงยุทธ์ วิชัยดิษฐ) และให้คำสั่งอธิบดีกรมที่ดิน ที่ 2308/2544 ลงวันที่ 20 ธ.ค.2544 กลับมามีผล และกรณีการดำเนินการหลังมีการเพิกถอนรายการจดทะเบียน ตามคำสั่งอธิบดีกรมที่ดิน ที่ 2308/2544 ลงวันที่ 20 ธ.ค.2544 ดังนี้

กรณีการดำเนินการของกรมที่ดิน เมื่อรองปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้เพิกถอนคำสั่งของปลัดกระทรวงมหาดไทย (นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ)

เมื่อรองปลัดกระทรวงมหาดไทย เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์เดิม และวินิจฉัยอุทธรณ์ใหม่ โดยให้คำสั่งอธิบดีกรมที่ดิน ที่ 2308/2544 ลงวันที่ 20 ธ.ค.2544 กลับมามีผล กรมที่ดินจะแจ้งผลการพิจารณาอุทธรณ์ พร้อมทั้งสิทธิการฟ้องคดีให้กับกลุ่มเจ้าของที่ดิน ได้แก่ 1.กลุ่มเจ้าของที่ดินซึ่งไม่ได้อุทธรณ์ 16 ราย 20 แปลง เนื้อที่ 13-0-14.2 ไร่ และผู้รับโอนต่อมา และ 2.กลุ่มผู้อุทธรณ์เดิม 294 ราย 624 แปลง เนื้อที่ 911-2-60.8 ไร่ และผู้รับโอนต่อมา

จากนั้นสำนักงานที่ดินจังหวัดปทุมธานี จะแจ้งให้บุคคลดังกล่าว ให้ส่งมอบโฉนดที่ดินเพื่อหมายเหตุการณ์เพิกถอน ซึ่งในกรณีที่ไม่ส่งมอบโฉนดที่ดินนั้น จะมีการออกใบแทน (มาตรา 61 วรรคหก แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน) โดยประกาศภายใน 30 วัน ตามข้อ 17 (6) กฎกระทรวงฉบับที่ 43 (พ.ศ.2537)

กรณีการดำเนินการภายหลังเพิกถอนรายการจดทะเบียน ตามคำสั่งอธิบดีกรมที่ดิน ที่ 2308/2544 ลงวันที่ 20 ธ.ค.2544

เมื่อคำสั่งอธิบดีกรมที่ดิน ที่ 2308/2544 ลงวันที่ 20 ธ.ค.2544 กลับมามีผล ที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 20 และ 1446 อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี กลับเป็นทรัพย์มรดกของนางเนื่อม ชำนาญชาติศักดา ทางผู้จัดการมรดกต้องโอนมรดกตามพินัยกรรมของนางเนื่อมฯ ให้วัดธรรมิการามวรวิหาร

จากนั้นวัดธรรมิการามวรวิหาร จะยื่นขออนุญาตได้มา ซึ่งที่ดินตามมาตรา 84 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน และผู้ว่าราชการจังหวัดปฏิบัติราชการแทน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย (คำสั่งกระทรวงมหาดไทย ที่ 95/2546 ลงวันที่ 20 มี.ค.2546) มีคำสั่งอนุญาตให้วัดฯได้มาซึ่งที่ดิน โดยวัดฯจะเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์เฉพาะที่ดิน โดยการจดทะเบียนโอนมรดก ส่วนสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินนั้น จะไม่ตกเป็นของวัดฯ

ทั้งนี้ ในการดำเนินการกับที่ดิน ซึ่งวัดฯเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ฯนั้น จะมี 3 แนวทาง คือ 1.วัดให้เจ้าของที่ดิน คนปัจจุบันเช่า ซึ่งกรณีระยะเวลาการเช่าเกินกว่า 3 ปี แต่ไม่เกิน 30 ปี ต้องได้รับ ความเห็นชอบจากกรมการศาสนา (ปัจจุบันสำนักงานพระพุทธศาสนา) ตามข้อ 4 (1) แห่งกฎกระทรวง ฉบับที่ 2 (พ.ศ.2511) พ.ร.บ.คณะสงฆ์ (พ.ศ.2505) 2.วัดฯขอออก หนังสือรับรอง ทรัพย์อิงสิทธิ ไม่เกิน 30 ปี (มาตรา 4 พ.ร.บ.ทรัพย์อิงสิทธิ พ.ศ.2562)

และ 3.วัดโอนที่ดิน โดยตราเป็น พ.ร.บ. (มาตรา 34 พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505) ซึ่งเป็นไปตามความเห็น ของคณะกรรมการกฤษฎีกา ลงวันที่ 1 เม.ย.2545 โดยให้เฉพาะบุคคลซึ่งได้สิทธิในที่ดินมาโดยสุจริต

ขณะที่การดำเนินการกับสิ่งปลูกสร้างบนที่ดิน ซึ่งไม่ตกเป็นของวัด นั้น มี 2 แนวทาง คือ 1.วัดฯต้องชดใช้ราคา ให้กับเจ้าของปัจจุบัน และ 2.เจ้าของขอรื้อถอนออกไป โดยเรียกร้องค่าเสียหายจากทางราชการ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top