Friday, 19 June 2026
Hard News Team

‘กรณ์’ หนุน ‘มาดามแป้ง’ พิสูจน์ให้ถึงที่สุด ปมดรามาสมาคมฟุตบอลฯ ส่อไปในทางทุจริต

จากกรณีที่ “มาดามแป้ง” นางนวลพรรณ ล่ำซำ นายกสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ แถลงยืนยันแนวทางของสมาคมฯในการยืนฟ้อง พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผู้บริหารสมาคมชุดเก่า หลังศาลฎีกาสั่งมีคำพิพากษาให้ชดใช้เงิน 360 ล้านบาท ในคดีละเมิดลิขสิทธิ์ ให้ บมจ.สยามสปอร์ต ซินดิเคท

ล่าสุด ( 12 มี.ค. 68) นายกรณ์ จาติกวณิช อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้โพสต์ผ่านเฟซบุ๊ก ถึงกรณีดังกล่าวว่า ดราม่าสมาคมฟุตบอล ดราม่าที่น่าติดตาม

ไม่ใช่เพียงเพราะเป็นเรื่องฟุตบอล หรือเพราะเป็นเรื่องของคุณแป้ง  แต่ที่สำคัญที่สุดเพราะครั้งนี้ดูเหมือนจะมีคนเอาจริงกับพฤติกรรมโคตรแย่ (หากจริง - ตอนนี้ทั้งประเทศกำลังรอคำชี้แจ้งจากผู้ถูกกล่าวหา) และเป็นพฤติกรรมโคตรแย่ที่สะท้อนหลายอย่างใน ‘สังคมระดับผู้มีอำนาจของไทย‘

ผมขอติดตามเรื่องนี้ โดยหวังว่าจะมีการพิสูจน์ความจริงกันถึงที่สุด หวังว่าเรื่องจะไม่เงียบไปเฉยๆ เพราะปกติดราม่าความขัดแย้งในสังคมระดับผู้มีอำนาจ จะจบด้วยการสมยอม (ฮั้ว) โดยที่ผลประโยชน์ที่ลงตัวมักได้รับความสำคัญเหนือกว่า ‘ความจริง‘ หรือการ ’รับผิดชอบ’ ต่อการกระทำผิด

แต่เรื่องนี้ผม ‘เชื่อแป้ง’ ว่าจะเอาจริง ซึ่งควรเป็นเช่นนั้นเพราะเรื่องนี้ไม่ได้เป็นเรื่องส่วนตัว แต่เป็นเรื่องขององค์กรที่มีประชาชนมีส่วนร่วมด้วยมากที่สุดองค์กรหนึ่งในประเทศ

เรื่องนี้จบอย่างไร มีการทุจริตจริงหรือไม่ และถ้ามีจริงจะทำให้เห็นว่าสังคมไทยยังมีความหวังเรื่องการกำจัดทุจริตคอร์รัปชันอย่างไร…นี่คือสาเหตุที่ดราม่านี้น่าติดตาม

รัฐบาลไทยตั้งเป้ายกระดับเศรษฐกิจปี 2568 ทุ่ม 150,000 ล้านบาท หวังดัน GDP โตเกิน 3%

(12 มี.ค. 68) สำนักข่าวรอยเตอร์ส รายงานว่า รัฐบาลไทยตั้งเป้ายกระดับการเติบโตทางเศรษฐกิจให้สูงกว่า 3% ในปี 2568 โดยอาศัยมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม มูลค่า 150,000 ล้านบาท (ราว 4,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ซึ่งจะถูกนำไปปฏิบัติภายในสิ้นไตรมาสที่ 3 โดยนายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา

“เรามีกระสุนเตรียมไว้เพียงพอ” นายเผ่าภูมิกล่าว พร้อมย้ำว่าการใช้จ่ายของรัฐจะเป็นไปอย่างชาญฉลาดและเหมาะสมกับช่วงเวลา

หนึ่งในมาตรการสำคัญที่รัฐบาลให้ความหวังคือโครงการ “เงินดิจิทัลวอลเล็ต” มูลค่า 450,000 ล้านบาท (13,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ซึ่งมีเป้าหมายโอนเงิน 10,000 บาท (ราว 300 ดอลลาร์สหรัฐ) ให้ประชาชนราว 45 ล้านคน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจที่ยังซบเซาตั้งแต่เกิดการระบาดของโควิด-19

อย่างไรก็ตาม นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่าการบริโภคยังคงเป็นปัญหา แม้ว่าการชำระเงินในระยะก่อนหน้าจะถูกนำไปใช้บางส่วน แต่มีประชาชนจำนวนหนึ่งนำเงินไปชำระหนี้มากกว่าการใช้จ่ายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ส่งผลให้การเติบโตของเศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 4 ของปีที่แล้วอยู่ที่เพียง 3.2% ต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้

ส่วนเศรษฐกิจไทยในปี 2567 ขยายตัวเพียง 2.5% ซึ่งต่ำกว่าที่รัฐบาลคาดการณ์ และตามหลังประเทศคู่แข่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยนายพิชัย ชุณหวชิร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า เฟสต่อไปของโครงการแจกเงิน ซึ่งเป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาล จะใช้ช่องทางดิจิทัลในการส่งเงินให้กับประชาชนอายุระหว่าง 16-20 ปี จำนวน 2.7 ล้านคน โดยจะเริ่มต้นในไตรมาสที่ 2 ของปีนี้

นายจุลพันธุ์ อมรวิวัฒน์ รอง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวเสริมว่า “เพราะเราใช้กลไกของเงินดิจิทัลวอลเล็ต มันจึงสามารถควบคุมและส่งเงินไปยังที่ที่ต้องการมากขึ้นได้”

นอกจากนี้ รัฐบาลไทยเดินหน้าผลักดันโครงการลงทุนขนาดใหญ่เพื่อเสริมสร้างศักยภาพทางเศรษฐกิจ โดยเน้นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ เช่น โครงการรถไฟทางคู่สายใต้และโครงการแลนด์บริดจ์ เพื่อยกระดับระบบขนส่งและการเชื่อมต่อระหว่างประเทศ พร้อมทั้งส่งเสริมภาคการส่งออกและการบริการด้วยมาตรการสนับสนุนการท่องเที่ยวและ Soft Power

นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า การลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ โดยเฉพาะโครงการแลนด์บริดจ์ที่คาดว่าจะช่วยให้ไทยกลายเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ที่สำคัญในภูมิภาค
"โครงการเหล่านี้ไม่เพียงช่วยให้การขนส่งสินค้าเร็วขึ้นและลดต้นทุนทางเศรษฐกิจ แต่ยังเป็นรากฐานสำคัญสำหรับการเติบโตในอนาคต" นายเผ่าภูมิกล่าว

นอกจากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานแล้ว รัฐบาลยังเดินหน้าผลักดันภาคบริการและการส่งออก โดยใช้มาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวและการพัฒนา Soft Power เช่น การสนับสนุนอุตสาหกรรมบันเทิง อาหาร และวัฒนธรรมไทยให้เป็นที่รู้จักในระดับสากล ซึ่งคาดว่าจะช่วยเพิ่มรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติและสร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจไทยในระยะยาว

จีน เร่งพัฒนาหลักสูตร AI ด้วยเทคโนโลยี DeepSeek ขณะที่มหาวิทยาลัยชั้นนำหลายแห่งทยอยเปิดสอนเต็มรูปแบบ

ฮ่องกง, 22 กุมภาพันธ์ 2025 – มหาวิทยาลัยชั้นนำทั่วประเทศจีนเริ่มเปิดสอนหลักสูตรปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดยใช้เทคโนโลยีของ DeepSeek สตาร์ทอัพ AI จากหางโจวที่กำลังเป็นที่จับตามองในระดับโลก หลายฝ่ายเปรียบเทียบความก้าวหน้านี้เป็น 'ช่วงเวลาสปุตนิก' ของจีนในอุตสาหกรรม AI

รัฐบาลจีนเดินหน้ายกระดับการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอย่างเต็มรูปแบบ ด้วยเป้าหมายสร้างรากฐานทางปัญญาให้เศรษฐกิจที่ใหญ่เป็นอันดับสองของโลก ขณะที่ DeepSeek ได้รับเสียงชื่นชมจากผู้เชี่ยวชาญในซิลิคอนวัลเลย์และวิศวกรจากบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำของสหรัฐฯ โดยระบุว่าโมเดล DeepSeek-V3 และ DeepSeek-R1 สามารถแข่งขันกับ AI ขั้นสูงของ OpenAI และ Meta ได้อย่างสูสี

มหาวิทยาลัยเซินเจิ้น ในมณฑลกวางตุ้งตอนใต้ เปิดเผยว่าหลักสูตร AI ที่ใช้เทคโนโลยี DeepSeek จะช่วยให้นักศึกษาเข้าใจเทคโนโลยีสำคัญ รวมถึงประเด็นด้านความปลอดภัย ความเป็นส่วนตัว และจริยธรรม ขณะที่มหาวิทยาลัยเจ้อเจียง เริ่มเปิดหลักสูตรพิเศษเกี่ยวกับ DeepSeek ตั้งแต่ต้นเดือนกุมภาพันธ์

มหาวิทยาลัยเซี่ยงไฮ้ เจียทง เปิดเผยผ่านช่องทาง WeChat อย่างเป็นทางการว่าได้นำ DeepSeek มาใช้พัฒนาเครื่องมือการเรียนรู้ AI ขณะที่มหาวิทยาลัยเหรินหมินแห่งประเทศจีน ก็เริ่มประยุกต์ใช้เทคโนโลยีนี้ในหลายด้าน ตั้งแต่การเรียนการสอน การวิจัย ไปจนถึงการบริหารภายในมหาวิทยาลัย

นโยบายเร่งด่วนด้านการศึกษาของจีนยิ่งตอกย้ำความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการพัฒนา AI เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา จีนได้ประกาศแผนปฏิบัติการแห่งชาติฉบับแรกเพื่อสร้าง “ประเทศที่มีการศึกษาที่แข็งแกร่ง” ภายในปี 2035 โดยตั้งเป้าพัฒนาระบบการศึกษาที่มีคุณภาพระดับโลก

นอกจากนี้ หลี่อัง เหวินเฟิง ผู้ก่อตั้ง DeepSeek ยังได้รับเชิญเข้าร่วมการประชุมสำคัญเมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ ซึ่งมี ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง และผู้นำเทคโนโลยีชั้นนำของจีน เช่น อาลีบาบา เข้าร่วม ถือเป็นอีกหนึ่งสัญญาณบ่งชี้ว่ารัฐบาลจีนให้ความสำคัญกับ AI เป็นอย่างมาก

ขณะที่จีนเร่งพัฒนาเทคโนโลยี AI เพื่อแข่งขันกับโลกตะวันตก คำถามสำคัญที่ตามมาคือ DeepSeek จะสามารถรักษาความก้าวหน้าของตนได้หรือไม่? และ อุตสาหกรรม AI ของจีนจะสามารถขยายตัวจนเป็นผู้นำระดับโลกได้หรือเปล่า?

‘สมาคมนักบินไทย’ เตรียมยื่นศาลปกครอง 14 มี.ค.นี้ ขอให้คุ้มครองเพิกถอนมติ ‘นักบินต่างชาติบินในประเทศ’

(12 มี.ค. 68) สมาคมนักบินไทยยื่นคำร้องต่อศาลปกครองกลาง วันที่ 14 มี.ค.นี้ ขอคุ้มครองชั่วคราว เพิกถอนคำสั่งกระทรวงแรงงาน กรณีอนุญาตให้สายการบินใช้นักบินต่างชาติบินในประเทศ

จากกรณีที่ ครม.มีมติเห็นชอบเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2567 อนุญาตให้สายการบินทำการจัดหาเครื่องบินแบบ Wet Lease (เช่าเครื่องบินพร้อมนักบิน) เป็นการชั่วคราวเป็นเวลา 1 ปี สิ้นสุดในวันที่ 31 ธันวาคม 2568 (ต่ออายุให้ครั้งละ 6 เดือน เป็นจำนวน 2 ครั้ง) ซึ่งในขณะนี้มีสายการบินไทยเวียตเจ็ท เพียงสายการบินเดียวที่ใช้สิทธินี้ ดังนั้นจะเห็นนักบินต่างชาติ สามารถทำการบินเส้นทางบินในประเทศได้

ล่าสุด กัปตัน ธีรวัจน์ อังคสกุลเกียรติ นายกสมาคมนักบินไทย กล่าวว่า ในวันที่ 14 มีนาคม 2568 นี้ สมาคมนักบินไทย เตรียมจะเดินทางไปยื่นคำร้องต่อศาลปกครอง เพิกถอนคำสั่งประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่องการอนุญาตให้นักบินต่างด้าว(นักบินต่างชาติ) สามารถบินในประเทศได้ 

โดยสมาคมนักบินไทยจะยื่นคำร้องต่อศาลปกครองกลาง  เพื่อขอให้มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว กรณี กระทรวงแรงงานและคณะรัฐมนตรี อนุญาตให้นักบินต่างชาติสามารถเข้ามาปฏิบัติการบินในประเทศไทยได้เป็นการชั่วคราว ผ่านแนวทาง การเช่าเครื่องบินพร้อมลูกเรือ (Wet Lease) ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อนักบินไทยที่กำลังว่างงานเป็นจำนวนมาก

ทำไมสมาคมนักบินไทยต้องยื่นฟ้องศาลปกครอง กระทบต่ออาชีพนักบินไทย ปัจจุบันมีนักบินไทยจำนวนมากที่ยังว่างงานและพร้อมปฏิบัติการบิน แต่การเปิดช่องให้นักบินต่างชาติเข้ามาทำงาน อาจเป็นการลดโอกาสในการจ้างงานของนักบินไทย

ขัดต่อกฎหมายแรงงานไทย ตามประกาศกระทรวงแรงงาน งานควบคุมอากาศยานภายในประเทศถือเป็นอาชีพที่สงวนไว้สำหรับคนไทยเท่านั้น ยกเว้นกรณีบินระหว่างประเทศ

กระทบต่อมาตรฐานอุตสาหกรรมการบินไทยในระยะยาว หากปล่อยให้แนวทาง Wet Lease กลายเป็นแนวปฏิบัติปกติ อาจส่งผลให้สายการบินลดการลงทุนในการพัฒนานักบินไทย และกระทบต่อความมั่นคงของอุตสาหกรรมการบินของประเทศ

สมาคมนักบินไทยขอเรียกร้องให้ภาครัฐทบทวนมาตรการดังกล่าว และให้ความสำคัญกับนักบินไทยเป็นลำดับแรก

พวกเราขอยืนยันว่าจะดำเนินการเพื่อปกป้องสิทธิ์ของนักบินไทยทุกคน และขอแรงสนับสนุนจากสมาชิกและผู้เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมการบินให้ร่วมกันแสดงจุดยืนที่สมาคมนักบินไทยยื่นคำร้องต่อศาลปกครอง ขอให้คุ้มครองชั่วคราว กรณีการอนุญาตให้นักบินต่างชาติปฏิบัติการบินภายในประเทศ 

กัปตัน ธีรวัจน์ กล่าวต่อว่า สำหรับข้อสังเกตเกี่ยวกับความถูกต้องของประกาศฉบับนี้

ข้อสังเกตที่ 1 การออกประกาศนี้ขัดกับหลักเกณฑ์ทางกฎหมายเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับ 2 กฎหมายหลัก ได้แก่
พระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2560 

พระราชบัญญัติการเดินอากาศ พ.ศ. 2497
ประกาศกระทรวงแรงงาน ได้กำหนดไว้ชัดเจนว่า ห้ามคนต่างด้าวขับขี่เครื่องบินภายในประเทศ ตาม มาตรา 7 ของพระราชกำหนดฯ

อย่างไรก็ตาม มาตรา 14 ของกฎหมายเดียวกันอนุญาตให้มีข้อยกเว้นได้เฉพาะ 3 กรณีเท่านั้น คือ

เพื่อรักษาความมั่นคงของประเทศ
เพื่อรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ
เพื่อป้องปัดภัยพิบัติสาธารณะ
กรณีนี้ แม้จะอ้างว่าเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยว แต่ก็ไม่น่าจะเข้าข่าย “ความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ” ในระดับที่กฎหมายกำหนด จึงไม่ควรสามารถใช้ มาตรา 14 เป็นเหตุผลในการออกข้อยกเว้น

ข้อสังเกตที่ 2: ขัดต่อกฎหมายว่าด้วยการเดินอากาศ
กฎหมาย พระราชบัญญัติการเดินอากาศ พ.ศ. 2497 กำหนดชัดเจนว่า นักบินที่ปฏิบัติหน้าที่ต้องมีสัญชาติไทย โดยอ้างอิงจาก

มาตรา 44 ของพระราชบัญญัติฯ ซึ่งกำหนดว่าผู้ประจำหน้าที่ต้องมีสัญชาติไทย หากจะมีข้อยกเว้น ต้องได้รับการอนุมัติจาก ผู้อำนวยการสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) ซึ่ง ยังไม่มีการออกประกาศยกเว้นใด ๆ

กรณีนี้ Wet Lease ถือว่านักบินเป็นผู้ประจำหน้าที่ ตามนิยามของพระราชบัญญัติการเดินอากาศ แต่กลับไม่มีการประกาศยกเว้นจาก CAAT ก่อน กระทรวงแรงงานและคณะรัฐมนตรีจึง ไม่มีอำนาจออกประกาศอนุญาตให้คนต่างด้าวปฏิบัติหน้าที่นักบินในประเทศ ถือเป็นการออกประกาศที่อาจไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ทำให้สมาคมนักบินไทย ได้เข้ายื่นคำร้องต่อ ศาลปกครองกลาง เพื่อขอให้มีคำสั่ง คุ้มครองชั่วคราว กรณี กระทรวงแรงงานและคณะรัฐมนตรี อนุญาตให้นักบินต่างชาติสามารถเข้ามาปฏิบัติการบินในประเทศไทยได้เป็นการชั่วคราว ผ่านแนวทาง การเช่าเครื่องบินพร้อมลูกเรือ (Wet Lease) ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อนักบินไทยที่กำลังว่างงานเป็นจำนวนมาก

USAID ได้รับคำสั่งให้ทำลายเอกสารลับและแฟ้มบุคลากร ก่อให้เกิดความกังวลด้านความโปร่งใส ท่ามกลางกระบวนการยุบหน่วยงาน

(12 มี.ค. 68) เคย์ล่า เอปสเตน ผู้สื่อข่าวจากบีบีซี รายงานว่า สำนักงานพัฒนาการระหว่างประเทศของสหรัฐอเมริกา (USAID) ได้รับคำสั่งให้ทำลายเอกสารลับและแฟ้มบุคลากร โดยการย่อยเอกสารและเผาทิ้ง ท่ามกลางกระบวนการยุบหน่วยงานที่กำลังดำเนินอยู่ภายใต้รัฐบาลของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ 

โดยคำสั่งดังกล่าวสร้างความวิตกกังวลในหมู่พนักงานและกลุ่มแรงงาน ซึ่งเกรงว่าจะกระทบต่อความโปร่งใสและกระบวนการทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานนี้

ก่อนหน้านี้มีการเปิดเผยว่า เอริก้า วาย. คาร์ (Erica Y. Carr) รักษาการเลขาธิการบริหาร ได้ส่งอีเมลถึงเจ้าหน้าที่ขอบคุณที่ทำการเคลียร์ตู้เซฟลับและเอกสารบุคลากรจากสำนักงานในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. พร้อมแจ้งให้พนักงานมารวมกันที่ล็อบบี้ของอาคารเพื่อจัดกิจกรรมการกำจัดเอกสารที่ไม่จำเป็น และได้ทำลายเอกสารตลอด 1 วันเต็ม

สำหรับเนื้อหาในอีเมล ระบุว่า “ทำลายเอกสารให้ได้มากที่สุดก่อนแล้วเผา โดยให้ใช้เมื่อเครื่องทำลายเอกสารช่วยอีกแรง” อีเมลยังระบุให้พนักงานใส่เอกสารในถุงสำหรับเผาและปิดผนึกถุงก่อนนำไปเผาที่สถานที่ปลอดภัย พร้อมติดป้าย “SECRET” และ “USAID (B/IO)”

การทำลายเอกสารดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางกระบวนการปรับโครงสร้างหน่วยงานที่กำลังดำเนินอยู่ ซึ่งถือบางส่วนของการปรับโครงสร้างที่ได้เริ่มขึ้นภายใต้การบริหารของรัฐบาลทรัมป์ โดยการลดขนาดของ USAID รวมถึงการระงับการช่วยเหลือจากต่างประเทศ 

สมาคมการบริการต่างประเทศของอเมริกา (AFSA) ซึ่งเป็นตัวแทนของพนักงาน USAID ได้แสดงความตกใจเกี่ยวกับคำสั่งนี้และเตือนว่าการทำลายเอกสารอาจส่งผลกระทบต่อกระบวนการทางกฎหมายและการตรวจสอบภายในหน่วยงาน โดยเฉพาะในกรณีที่เอกสารดังกล่าวอาจเกี่ยวข้องกับการฟ้องร้องเกี่ยวกับการเลิกจ้างพนักงานและการยุติการให้ทุน

กฎหมายของรัฐบาลกลาง ระบุว่าหน่วยงานต้องเก็บรักษาบันทึกของรัฐบาลไว้เพื่อความโปร่งใส การทำลายเอกสารอาจมีผลกระทบทางกฎหมาย หากทำโดยไม่เป็นไปตามกระบวนการที่ถูกต้อง

ด้านผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยแห่งชาติ เคล แมคคลานาฮาน (Kel McClanahan) ผู้อำนวยการบริหารของ National Security Counselors ได้ยื่นเรื่องร้องเรียนต่อสำนักงานบริหารเอกสารและบันทึกแห่งชาติ เพื่อให้หยุดการทำลายเอกสาร และเตือนว่า การสูญเสียบันทึกบุคลากรอาจทำให้เกิดความยุ่งยากร้ายแรงในการตรวจสอบและประมวลผลสิทธิประโยชน์ต่างๆ ของพนักงาน

ทั้งนี้ USAID ถือเป็นหนึ่งในหน่วยงานที่ถูกปรับโครงสร้างอย่างหนักภายใต้การบริหารของทรัมป์ โดยมีการลดขนาดและการยกเลิกโครงการต่างๆ ซึ่งส่งผลกระทบต่อพนักงานและองค์กรที่เกี่ยวข้องกับงานพัฒนาในต่างประเทศ

โรงเรียนกำเนิดวิทย์ ประกาศแล้วผลสอบเข้าเรียน ม.4 ผ่านตัวจริง 72 คน และสำรองอีก 121 คน

(12 มี.ค. 68) โรงเรียนกำเนิดวิทย์ ประกาศผลสอบคัดเลือกนักเรียนเพื่อเข้าเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ปีการศึกษา 2568 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยมีนักเรียนที่ได้รับการคัดเลือกเป็นตัวจริง 72 คน และตัวสำรอง 121 คน รวม 193 คน 

ทั้งนี้ สามารถดาวน์โหลดเอกสารยืนยันการเข้าเป็นนักเรียนโรงเรียนกำเนิดวิทย์ และเอกสารประกอบการมอบตัวได้ที่เว็บไซต์ www.kvis.ac.th ตั้งแต่วันที่ 12 มี.ค. 68 เป็นต้นไป พร้อมทั้งส่งเอกสารยืนยันการเข้าเป็นนักเรียนโรงเรียนกำเนิดวิทย์ ทั้งทางออนไลน์และทางไปรษณีย์ ภายในวันที่ 19 มี.ค. 68

ส่องราคาน้ำมันเฉลี่ย ในประเทศอาเซียน ราคา ณ วันที่ 10 มี.ค. 68

ราคาน้ำมันลดลงต่อเนื่อง!!

รายงานราคาน้ำมันเฉลี่ยในอาเซียน ประจำวันที่ 10 มีนาคม 2568 โดยราคาขายน้ำมันแต่ละประเทศ มีปัจจัยทางด้านราคา ดังนี้

1.แต่ละประเทศมีมาตรการภาษี และระบบการเก็บเงินเข้ากองทุนหรืออุดหนุนราคาพลังงานที่แตกต่างกัน

2.ในหลายประเทศเพื่อนบ้านยังมีการอุดหนุนราคากันอยู่

3. ประเทศไทยสนับสนุนการใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์ ให้การอุดหนุนราคาโดยกองทุนน้ำมันฯ จึงทำให้ราคาน้ำมันแก๊สโซฮอล์ถูกกว่าเบนซิน

หมายเหตุ : ราคาและอัตราแลกเปลี่ยน (อัตรากลาง) ณ วันที่ 10 มีนาคม 2568

*ประเทศไทย อ้างอิงราคาจาก ปตท. และ บางจาก และเป็นราคาน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95E10 ซึ่งมีสัดส่วนการใช้มากที่สุด

สามารถดูราคาย้อนหลังได้ที่ EPPO - Energy Data Visualization
หรือคลิกที่ https://public.tableau.com/app/profile/epposite/viz/EPPO_Inter_OilPrice/SUMMARYOILPRICING

ตำรวจ ปส. ทลายเครือข่ายผู้ค้ายาเสพติดรายสำคัญ

สืบเนื่องจากการแถลงนโยบายของรัฐบาล โดย นายกรัฐมนตรี นางสาว แพทองธาร ชินวัตร แถลงต่อรัฐสภาว่า ปัญหายาเสพติดเป็นนโยบายเร่งด่วน ที่นายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง โดยเน้นการแก้ไขปัญหายาเสพติด อย่างเด็ดขาด ครบวงจร ตัดต้นตอการผลิตและจําหน่าย เน้นการร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน ในการสกัดกั้นลําเลียงยาเสพติด ปราบปรามและยึดทรัพย์ผู้ค้ารายสำคัญ และข้อสั่งการของ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ที่เน้นการปราบปรามแหล่งพักยาเสพติดในพื้นที่ภาคกลางที่จะส่งมายังกรุงเทพมหานคร ประกอบกับนโยบาย ของ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. ซึ่งกําชับการปราบปรามยาเสพติด อย่างเร่งด่วน

ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร, พล.ต.อ.ไกรบุญ ทรวดทรง รอง ผบ.ตร/ผอ.ศอ.ปส.ตร., พล.ต.อ.ประจวบ  วงศ์สุข  รอง ผบ.ตร.(ปป) และ พล.ต.ท.สำราญ นวลมา, พล.ต.ท.อัคราเดช พิมลศรี และ พล.ต.ท.สรายุทธ สงวนโภคัย  ผู้ช่วย ผบ.ตร. ในฐานะ รอง ผอ.ศอ.ปส.ตร.

บช.ปส. พล.ต.ท.สันติ ชัยนิรามัย  ผบช.ปส. พร้อมด้วย พล.ต.ต.สมบูรณ์ เทียนขาว, พล.ต.ต.ออมสิน ตรารุ่งเรือง, พล.ต.ต.พรศักดิ์ สุรสิทธิ์, พล.ต.ต.ธนรัชน์ สอนกล้า  รอง ผบช.ปส., ผบก.ปส.1 - 4, ผบก.สกส. และ ผบก.ขส. ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจลงพื้นที่สืบสวนติดตามจับกุม และขยายผลเครือข่ายค้ายาเสพติดรายใหญ่และรายย่อย ทั่วทุกพื้นที่ของประเทศไทย รวมทั้งการขยายผลไปสู่การจับกุมเครือข่ายที่ยังหลบหนี และยึดทรัพย์ผู้ที่ให้การสนับสนุนและช่วยเหลือทุกราย

วันนี้ บช.ปส. ได้บูรณาการกำลังร่วมกับเจ้าหน้าที่ทหาร, นบ.ยส.35 และ ป.ป.ส. โดย พ.อ.เศรษฐ์สรรค์  ศิริโสภณ  ผู้ช่วยผู้อำนวยการศูนย์ประสานการปฏิบัติที่ 2 กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร, สำนักงาน ป.ป.ส. ได้จัดกำลังเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ร่วมปิดล้อมตรวจค้นในพื้นที่ และจับกุมเครือข่ายยาเสพติดรายสำคัญของ บช.ปส. โดยมีการจับกุม ดังนี้

บก.สกส.
คดี (ไล่ล่าสกัดจับ! ยึดยาบ้า 1.2 ล้านเม็ดจากเหนือสู่ใต้) (ผู้นำเสนอ  พ.ต.อ.วัสสา วัสสานนท์  รอง ผบก.สกส.) ก่อนเกิดเหตุ เจ้าพนักงานตำรวจ กก.4 บก.สกส.บช.ปส. ได้รับแจ้งจากสายลับว่า มีกลุ่มบุคคล ซึ่งมีพฤติการณ์รับจ้างจากนายทุนภาคใต้เพื่อให้ไปลักลอบลำเลียงยาเสพติดจากพื้นที่ภาคเหนือ ด้าน จว.เชียงราย  และจะนำมาส่งให้นายทุนในพื้นที่ภาคใต้ โดยจะใช้ รถกระบะยี่ห้อนิสสันรุ่นนาวาร่าสีบรอนเงินหมายเลขทะเบียน 1 ฒพ 96XX... กรุงเทพ เป็นรถบรรทุกยาเสพติด และใช้รถนำ ยี่ห้อโตโยต้ายารีส สีขาว หมายเลขทะเบียน กฉ 84XX น่าน เป็นรถนำเส้นทาง ต่อมา เมื่อวันที่ 6 มี.ค.2568 เวลาประมาณ  06.30 น. พบความเคลื่อนไหวของรถยนต์ทั้ง 2 คัน วิ่งอยู่ในพื้นที่ อ.บางสะพานน้อย จว.ประจวบคีรีขันธ์ ขาล่องใต้ จึงจัดชุดสะกดรอยติดตาม พบรถยนต์ทั้ง 2 คัน ขับลักษณะ นำ-ตามกันมา จึงได้ประสาน จนท.ตำรวจป้อมสี่แยกปฐมพร เข้าทำการสกัด ให้หยุด และนำรถทั้ง 2 คันมา X-Ray โดยละเอียดที่ด่านตรวจยานพาหนะชุมพร ผลการตรวจค้นพบของกลางซุกซ่อน บริเวณด้านข้างกระบะท้ายและยางอะไหล่รถจึงแจ้งข้อกล่าวหา และนำตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางทั้งหมด ส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดี ต่อไป

บก.ปส.3
คดี (ปิดล้อมไล่ล่า! ยึดยาบ้า 200,000 เม็ด กลางป่าเชียงราย) (ผู้นำเสนอ  พ.ต.อ.กฤษดา ศรีอิสาณ  รอง ผบก.ปส.3)

เมื่อวันที่ 4 มี.ค.68 เจ้าหน้าที่ กก.2 บก.ปส.3 ได้ร่วมกับ นบ.นส.35 และสำนักงาน ป.ป.ส. ตรวจยึดยาบ้า 200,000 เม็ด โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจสืบสวนทราบว่าเครือข่ายลักลอบลำเลียงยาเสพติดชาวเขาชาติพันธุ์ลู่ จะมีการลักลอบลำเลียงยาเสพติดจำนวนมากจากพื้นที่ชายแดน อ.แม่อาย จว.เชียงใหม่ เข้าสู่พื้นที่ จว.เชียงราย และจังหวัดใกล้เคียง จึงได้ทำการเฝ้าระวัง กระทั่งวันที่ 4 มี.ค.68 พบความเคลื่อนไหวรถยนต์กลุ่มบุคคลในเครือข่ายขับมาทางอำเภอแม่สรวย จว.เชียงราย มุ่งหน้าเข้ามาในอำเภอเมืองเชียงราย จนกระทั่งมาถึงทางเข้าหมู่บ้านหนองเขียว ต.แม่กรณ์ อ.เมืองเชียงราย เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้เข้าทำการสกัดรถยนต์ของเครือข่ายยาเสพติด แต่คนขับรถยนต์คันดังกล่าวได้ขับหลบหนีจากจุดสกัดไปในหมู่บ้านบ้านหนองเขียว ก่อนที่จะขับเข้าไปหลบซ่อนอยู่บริเวณชายป่าหลังพุทธสถานแห่งหนึ่งใน ต.แม่กรณ์ อ.เมืองเชียงราย จว.เชียงราย เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ติดตามเข้าไปในทันที และเข้าทำการตรวจค้น พบรถยนต์กระบะ จอดอยู่แต่ไม่พบบุคคล หรือคนขับอยู่ภายในรถยนต์ จึงได้ ทำการตรวจค้น พบยาบ้า จำนวน 200,000 เม็ด ซุกซ่อนอยู่ภายในห้องโดยสาร จึงได้ตรวจยึดนำของกลางส่งพนักงานสอบสวน บก.ปส.3 และจะได้ทำการสืบสวนขยายผลเพื่อติดตามผู้ต้องหาที่หลบหนีต่อไป
    
คดี (บุกรวบเอเย่นต์คาบ้านพัก! ยึดเฮโรอีน 56 กก. – ไอซ์ 19 กก.)  (ผู้นำเสนอ  พ.ต.อ.กฤษดา  ศรีอิสาณ  รอง ผบก.ปส.3)

เมื่อวันที่ 9 มี.ค.68 เจ้าหน้าที่ กก.2 บก.ปส.3 ร่วมกับเจ้าหน้าที่ กก.3 บก.สกส, นบ.ยส.35 และสำนักงาน ป.ป.ส. ร่วมกันจับกุมผู้ต้อง จำนวน 1 คน พร้อมของกลางเฮโรอีน 56 กิโลกรัม, ไอซ์ 19 กิโลกรัม ภายในบริเวณบ้านไม่มีเลขที่ หมู่ 4 ต.สันทราย อ.เมืองเชียงราย จว.เชียงราย  จากการสืบสวนติดตามเครือข่ายลำเลียงยาเสพติด จากพื้นที่ชายแดน อ.แม่อาย จว.เชียงใหม่ เข้าสู่พื้นที่ ต.แม่ยาว อ.เมืองเชียงราย จว.เชียงราย จึงได้ทำการเฝ้าระวัง กระทั่งพบความเคลื่อนไหวรถยนต์ กลุ่มบุคคลในเครือข่าย รถยนต์ยี่ห้อฟอร์ด สีดำ ต้องสงสัย แล่นมาจากพื้นที่ที่คาดว่ามีการส่งมอบยาเสพติด โดยมีรถยนต์คอยนำทางและคุ้มกัน เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ติดตามรถยนต์ยี่ห้อฟอร์ด สีดำ ไปกระทั่งเข้าไปจอดในบ้านที่เกิดเหตุ 

จึงได้แสดงตนเพื่อตรวจค้นและจับกุม พบชาย 1 คน ได้ลงจากรถ และวิ่งหลบหนีเข้าไปภายในบ้าน ก่อนที่จะ วิ่งออกด้านหลังบ้านหลบหนีไป และพบผู้ต้องหาพยายามปิดประตูรั้วหน้าบ้าน และพยายามวิ่งหลบหนีไปตามถนนด้านหน้าบ้านเพื่อหลบหนี แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจติดตามจับกุมตัวไว้ได้ ก่อนจะนำตัวผู้ต้องหาเข้าตรวจค้นภายในรถยนต์คันดังกล่าว พบเฮโรอีน จำนวน 56 กิโลกรัม ซุกซ่อนภายในห้องโดยสาร และตรวจค้นภายในบ้าน พบไอซ์ จำนวน 19 กิโลกรัม ซุกซ่อนรวมกันอยู่ภายในกระสอบพลาสติก หลากสี วางอยู่บนพื้นห้องครัวภายในตัวบ้าน 

จึงได้ทำการจับกุมผู้ต้องหาพร้อมของกลาง ส่งพนักงานสอบสวน บก.ปส.3 โดยเจ้าหน้าที่จะดำเนินการสืบสวนขยายผล เพื่อนำตัวผู้เกี่ยวข้องมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

บก.ปส.4
คดี (สกัดจับรถสไลด์ ขนไอซ์ 236 กิโลฯ กลางสงขลา)  (ผู้นำเสนอ พ.ต.อ.ชิดชนก  ทรัพย์ยิ่ง  ผกก.3 บก.ปส.4) จากการสืบสวนทราบรถยนต์ มิตซูบิชิ สีดำ หมายเลขทะเบียน 4ขภ 85XX กทม.จะขนยาเสพติด จากพื้นที่ภาคกลางลงสู่พื้นที่ภาคใต้ และได้จ้างรถสไลด์ให้บรรทุกรถยนต์คันดังกล่าวเพื่อบรรทุกมาส่งในพื้นที่ จว.สงขลา 

ต่อมาได้พบรถยนต์สไลด์ ทะเบียน 3ตญ 30XX กทม.ได้ บรรทุกรถยนต์หมายเลขทะเบียน 4ขภ 85XX กทม.ลงมา จึงทำการตรวจสอบพบ ของกลางยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ไอซ์) น้ำหนักประมาณ 236 กิโลกรัม อยู่ภายในรถยนต์หมายเลขทะเบียน 4ขภ 85XX กทม.จึงทำการตรวจยึดของกลางดังกล่าว ส่งพนักงานสอบสวน กลุ่มงานสอบสวน บก.ปส.4  เจ้าหน้าที่จะดำเนินการสืบสวนขยายผลอย่างต่อเนื่อง เพื่อนำตัวผู้เกี่ยวข้องมาดำเนินคดี ตามกฎหมายต่อไป

สำหรับการปราบปรามยาเสพติดของ บช.ปส. ตั้งแต่ 1 ต.ค.67 - ปัจจุบัน สามารถจับกุมขบวนการ ค้ายาเสพติดทุกคดีได้ 538 คดี ผู้ต้องหา 537 คน ของกลางยาเสพติด คือ ยาบ้า 141,297,325 เม็ด, ไอซ์ 11,550 กก., เฮโรอีน 111 กก., คีตามึน 509 กก. และยาอี 575 เม็ด ยืดอายัดทรัพย์ผู้ค้ายาเสพติด 1,409,496,878 บาท

ประชาธิปไตยแบบจีน ขยับแซงหน้า สหรัฐฯ แถมเหนือกว่า ทั้งเศรษฐกิจ – สวัสดิการ - ความเป็นอยู่

เมื่อวันที่ (11 มี.ค. 68) เพจเฟซบุ๊ก ‘ลึกชัดกับผิงผิง’ สื่อที่อยู่ภายใต้การควบคุมจากรัฐของจีน โพสต์ข้อความว่า ระบอบประชาธิปไตยแบบจีนแซงหน้าประชาธิปไตยแบบสหรัฐอเมริกา

ตอนที่เพิ่งสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีนหรือที่เรียกสั้นๆว่าจีนใหม่ นายปา จินนักเขียนชื่อดังชาวจีนกล่าวว่า “ผมไม่กล้าฝัน เพราะโดยรอบมีแต่คนยากจนหิวโหย ผมเพียงแต่หวังว่าสักวันชาวจีนจะสามารถทำงานด้วยสองมือ เพื่อมีเงินมาซื้ออาหารกินให้อิ่ม”

วันที่ 11 มีนาคม ค.ศ. 2025 'การประชุม 2 สภา' ได้แก่ การประชุมสภาผู้แทนประชาชนแห่งชาติและการประชุมสภาปรึกษาการเมืองแห่งชาติจีนสิ้นสุดลง ซึ่งนับวันเป็นการประชุมที่ได้รับความสนใจจากสื่อทั่วโลกมากยิ่งขึ้น เพราะระบอบประชาธิปไตยแบบจีนประสบความสำเร็จ กระทั่งแซงหน้าระบอบประชาธิปไตยแบบสหรัฐอเมริกา 

ประชาธิปไตยแบบสหรัฐอเมริกา มีขึ้นเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของนายทุน เน้นการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งผู้นำประเทศแบบ 1 คน 1 เสียง ชาวบ้านมีอำนาจเฉพาะช่วงเวลาโหวต หลังจากนั้นก็คงไม่มีอีกแล้ว 

ประชาธิปไตยแบบจีนเน้น 'ผลประโยชน์ของประชาชนเป็นพื้นฐาน' “ประชาชนเป็นตัวตั้ง” และเป็น “ประชาธิปไตยตลอดเวลา” (全过程民主) โดยประชาชนมีสิทธิ์ตรวจสอบการทำงานของพรรครัฐบาลตลอดเวลา ผู้นำประเทศต้องคัดเลือกและเลือกจากผู้ที่มีประสบการณ์บริหารบ้านเมืองอย่างสมบูรณ์แบบ 

ปัจจุบัน ชาวจีนมิเพียงแต่กินอิ่มเท่านั้น แต่ยังได้เข้าสู่ยุครถไฟความเร็วสูง รถยนต์พลังงานใหม่อัจฉริยะ และเป็นสังคมไร้เงินสดเพียงประเทศเดียวในโลก ชาวจีนใช้ชีวิตอย่างมีความสุขและสงบปลอดภัย 

ที่สหรัฐอเมริกา แต่ละปีมีผู้เสียชีวิตจากเหตุกราดยิงประมาณ 4-5 หมื่นคน ช่วง 20 ปีที่ผ่านมา มีชาวอเมริกันเสียชีวิตจากเหตุกราดยิงรวมประมาณ 1 ล้านคน แต่ไม่มีใครสนใจ ไม่มีใครต้องรับผิดชอบ 

หลายปีก่อน นายเฉิน ผิงนักวิชาการจีนที่เคยใช้ชีวิตในสหรัฐอเมริกา กล่าวว่า “ปัจจุบัน ชาวจีนที่มีรายได้ 2,000 หยวนจะใช้ชีวิตดีกว่าชาวอเมริกันที่มีรายได้ 3,000 เหรียญสหรัฐ” เวลานั้น ชาวจีนส่วนใหญ่ไม่เชื่อ 

ต้นปี 2025 จากเหตุติ๊กต๊อก มีชาวเน็ตอเมริกันนับล้านคนทยอยเข้า “เสี่ยวหงซู” (小红书:rednote)ที่เป็น APP โซเชียลมีเดียของจีน ชาวบ้านสองประเทศคุยกันอย่างเสรีและเปิดเผย แล้วชาวจีนเริ่มสงสารชาวบ้านอเมริกัน ส่วนชาวบ้านอเมริกันเริ่มอิจฉาชาวจีนกับวิถีชีวิตที่สุขสบายล้ำสมัย 

อย่างเช่น ชาวจีนเรียกรถโรงพยาบาลครั้งละหลายร้อยหยวน ที่สหรัฐอเมริกา เรียกครั้งละหลายพันกระทั่งหมื่นเหรียญสหรัฐ ซึ่งครอบครัวธรรมดาส่วนหนึ่งอาจจะจ่ายไม่ไหว 

สตรีจีนที่อยู่ในช่วงคลอดลูกจะมีวันหยุดรวมแล้ว 3-4 เดือน สตรีชาวอเมริกัน ไม่มีสวัสดิการแบบนี้ ค่าคลอดลูกในจีนแค่หลักหลายพันหยวน ราคาคลอดลูกในสหรัฐอเมริกาเริ่มจากหลายพันจนถึง 5-6 หมื่นเหรียญสหรัฐ 

ชาวจีนคงมีรายได้ต่ำกว่าชาวอเมริกัน แต่ส่วนใหญ่เพียงต้องทำงานหนึ่งอย่าง แต่ชาวอเมริกันจำนวนไม่น้อยจะต้องขยันทำงาน 2-3 อย่างจึงพอที่จะเลี้ยงครอบครัวได้ เพราะค่าครองชีพสูง ค่าน้ำค่าไฟสูง 

ชาวนิวยอร์กคนหนึ่งกล่าวว่า “ผมต้องทำงานสามอย่างตั้งแต่เช้าจนถึงกลางคืน หลังจากหักค่าเช่าบ้าน ค่าประกันการรักษาพยาบาลและค่าน้ำค่าไฟแล้ว เหลือประมาณ 500 เหรียญ” 

นักศึกษาอเมริกันคนหนึ่งที่เรียนนิติศาสตร์ร้องไห้ยกใหญ่หลังคุยกับเพื่อนชาวเน็ตจีนที่เรียนนิติศาสตร์ เธอกล่าวว่า “ ค่าเล่าเรียนวิชานิติศาสตร์ในจีนปีละ 800 เหรียญสหรัฐไม่ถึง 6,000 หยวน แต่ฉันเรียนวิชาเดียวกันในสหรัฐอเมริกา ต้องติดหนี้เงินกู้ 450,000 เหรียญสหรัฐ เมื่อรวมดอกเบี้ยด้วยแล้วปาเข้าไป 3,300,000 หยวน ฉันไม่รู้ว่าชาตินี้จะคืนเงินกู้ได้หมดหรือไม่” 

ปัจจุบัน นักศึกษาอเมริกัน ส่วนใหญ่จะต้องขอกู้เงินไปจ่ายค่าเล่าเรียน และผู้ที่สามารถจ่ายคืนให้หมดก่อนอายุ 40 ปีนั้นมีเป็นจำนวนน้อย นักเรียนจำนวนหนึ่งในโรงเรียนสหรัฐอเมริกา ต้องกู้เงินเพื่อซื้ออาหารมื้อเที่ยงในโรงเรียน 

ชาวเน็ตอเมริกัน อิจฉาชาวจีนที่มีอาหารใส่เต็มตู้เย็น อิจฉาชาวจีนที่ซื้อของใช้ชีวิตประจำวันด้วยรูปแบบที่จ่ายเงินครั้งเดียวจบ ไม่ต้องขอจ่ายแบบผ่อน และอิจฉาสังคมจีนที่ทันสมัยยิ่งกว่าสหรัฐอเมริกา

ช่วง 20-30 ปีที่ผ่านมา รายได้ของชาวจีนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่รายได้ของชาวอเมริกัน เพิ่มขึ้นอย่างเชื่องช้า ระดับการใช้ชีวิตของชาวอเมริกันส่วนใหญ่เหมือน 20 ปีก่อน ในสหรัฐอเมริกากำไรที่เพิ่มขึ้นใหม่ ส่วนใหญ่ไหลเข้ากระเป๋าของนายทุน 

นายสี จิ้นผิงประธานาธิบดีจีนกล่าวว่า “ความใฝ่ฝันของประชาชนในการมีชีวิตที่ดีงาม ก็คือเป้าหมายในการทำงานของเรา ประชาชนสนใจปัญหาอะไรมากที่สุด เราก็จะหารือปัญหานั้น และต้องแก้ไขปัญหานั้นให้ได้” 

ความมุ่งมั่นของผู้นำจีนทำให้เกิดตัวเลขที่น่าสนใจดังต่อไปนี้ 
ในช่วงปี 2000-2023 GDP ของจีนเติบโตอย่างต่อเนื่อง เฉลี่ย 6.7% ต่อปี สัดส่วนอุตสาหกรรมการผลิตต่อทั่วโลกเพิ่มขึ้นจาก 8% เป็น 32% ขณะที่สัดส่วนอุตสาหกรรมการผลิตของสหรัฐอเมริกาลดลงจาก 20.1% เหลือ 10.8% และ สหภาพยุโรปหรืออียู จาก 18.9% เหลือ 13.2%

‌อัตราการครอบคลุมของการประกันสังคมและการรักษาพยาบาลของจีนเกินกว่า 95% ประกันชราภาพครอบคลุมประชากร 1,040 ล้านคน สร้างเครือข่ายสวัสดิการสังคมที่ใหญ่ที่สุดในโลก 

ความก้าวหน้าทางนวัตกรรมเทคโนโลยีจีน:จำนวนสิทธิบัตรที่ได้รับอนุญาตติดอันดับ 1 ของโลกต่อเนื่องกัน 10 ปีที่ผ่านมา จำนวนฐาน 5G เกินกว่า 60% ของโลก‌ ผลิตยานยนต์พลังงานใหม่กว่า 60% ของโลก และผลิตแผงโซลาร์เซลล์กว่า 80% ของโลก‌ 

จีนก่อสร้างทางรถไฟความเร็วสูงของรวมแล้วกว่า 48,000 กิโลเมตร ครองสัดส่วน 70% ของทั่วโลก

ประสิทธิภาพการปฏิบัติตามนโยบาย: โครงการสำคัญ 102 โครงการตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติระยะ 5 ปีฉบับที่ 14 ของจีนนั้น เริ่มดำเนินการแล้วกว่า 96% ขณะที่กฎหมายโครงสร้างพื้นฐานสหรัฐอเมริกา ที่ผ่านมาแล้ว 2 ปีนั้น ดำเนินการเพียง 12%‌ เท่านั้น

ต้นปี 2025 โมเดลปัญญาประดิษฐ์ขนาดใหญ่ “Deepseek” และหนัง “นาจา-2” เผยแพร่สู่ทั่วโลก เป็นสัญลักษณ์ที่แสดงให้เห็นว่า เทคโนโลยีและวัฒนธรรมจีนกำลังเข้าสู่ช่วงการพัฒนาที่มีคุณภาพสูง แถมแรงเร็วแบบระเบิด

ตม.จว.กาญจนบุรี ไล่สกัดจับรถขนคนต่างด้าว แหกด่านตรวจลักลอบขนต่างด้าว 11 ราย 

ตามนโยบายสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร., พล.ต.อ.ไกรบุญ ทรวดทรง รอง ผบ.ตร., พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร./ผอ.ศูนย์ปราบปรามคนร้ายข้ามชาติและเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ, พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร จตช./ผอ.ศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ, พล.ต.ท.อิทธิพล อิทธิสารรณชัย ผู้ช่วย ผบ.ตร. ได้สั่งการให้ สตม. สกัดกั้น ตรวจสอบ ระดมจับกุมคนต่างด้าวที่เข้ามาประกอบธุรกิจผิดกฎหมายในประเทศไทย รวมทั้งให้ดำเนินการตรวจสอบ ชาวไทยและชาวต่างชาติที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมในขณะที่พำนักอาศัยอยู่ในประเทศไทย กระทำผิดกฎหมาย ก่อเหตุอันตรายต่อความสงบสุขและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ทำให้เกิดความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของประเทศ หรือกลุ่มคนร้ายข้ามชาติที่เข้ามาแฝงตัวอยู่ก่อเหตุ หรือโดยใช้ประเทศไทยเป็นฐานในการกระทำความผิด   

วันที่ 11 มี.ค.68 เวลา 12.20 น. ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.ภาณุมาศ บุญญลักษม์ ผบช.สตม., พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ รอง ผบช.สตม., พล.ต.ต.ชัยฤทธิ์ อนุฤทธิ์ ผบก.ตม.3, พ.ต.อ.กรณ์ สมคะเณย์ ผกก.ตม.จว.กาญจนบุรี, พ.ต.ท.ตฤณธวัช  ปัญญาธร รอง ผกก.ตม.จว.กาญจนบุรี  สั่งการให้จุดตรวจสังขละบุรีบูรณาการร่วมกับ สภ.สังขละบุรี, เจ้าหน้าที่ทหาร ฉก.ลาดหญ้า จว.กาญจนบุรี , กก.สส.ภ.จว.กาญจนบุรี, เจ้าหน้าที่ ตชด.136, เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง อ.สังขละบุรี ร่วมกันจับกุม นายวีรพงษ์ อายุ 23 ปี (ผู้ถูกจับที่ 1) ข้อหา “ช่วยเหลือหรือซ่อนเร้นด้วยประการใดๆ ให้คนต่างด้าวที่หลบหนีเข้ามาโดยผิดกฎหมายพ้นจากการจับกุม” และจับกุมคนต่างด้าว 9 ราย (ชาย 3 หญิง 6) พร้อมผู้ติดตาม 2 ราย ผู้ถูกจับที่ 2-9 ข้อหา “เป็นบุคคลต่างด้าวหลบหนีเข้ามา และอยู่ในราชอาณาจักรไทยโดยผิดกฎหมาย” 

ในชั้นจับกุม ผู้ถูกจับที่ 1 ให้การว่ารับคนต่างด้าวที่ไทรโยคใหญ่เพื่อไปส่งในพื้นที่ ต.หนองบัว อ.เมือง จว.กาญจนบุรี โดยได้รับค่าจ้าง 500 บาท ต่อ คตด.1 คน ผู้ถูกจับที่ 2-9 ให้การว่านั่งรถมาจากเจดีย์สามองค์ มาลงเรือ แล้วมาขึ้นรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคล (กระบะ) MG ทะเบียน กทม.  จุดหมายไปยัง กทม. โดยยังไม่ได้ตกลงเรื่องเงินกับผู้ติดต่อ และจะจ่ายเงินให้เมื่อถึง ต.หนองบัว โดยจะจ่ายเป็นเงินสด เมื่อเห็นด่านตรวจจึงได้ขับฝ่าด่าน  เลยไปประมาณ 12 กม. กระทั่งถูกสกัดจับ สถานที่จับกุมบริเวณจุดตรวจถาวรไทรโยค ม.4 ต.ท่าเสา อ.ไทรโยค จว.กาญจนบุรี พร้อมทำบันทึกจับกุม นำตัวส่ง พงส.สภ.ไทรโยค เพื่อดำเนินคดีต่อไป

สตม. ขอเรียนให้ท่านทราบว่า สตม. มีมาตรการในการตรวจสอบ กวดขัน และปราบปรามการกระทำความผิด ในด้านต่าง ๆ รวมถึงการเฝ้าระวังบุคคลทั้งสัญชาติไทยและสัญชาติอื่น ๆ ที่มีหมายจับ และการเดินทางเข้า-ออกประเทศไทย หากประชาชนท่านใดพบเห็นเบาะแสการกระทำความผิด กรุณาแจ้งมายัง สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองอาคารเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร พระชนมพรรษา 60 พรรษา เลขที่ 904 หมู่ที่ 6 ต.บ้านใหม่ อ.ปากเกร็ด จว.นนทบุรี 11120 หรือติดต่อตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดในพื้นที่ หรือที่ www.immigration.go.th จักขอบพระคุณเป็นอย่างยิ่ง


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top