Friday, 19 June 2026
Hard News Team

สวนนงนุชพัทยา จัดงานใหญ่วันช้างไทย 13 มีนาคมของทุกปีพร้อมเลี้ยงบุฟเฟต์ขันโตกผลไม้ยักษ์สูงกว่า 3 เมตร

(13 มี.ค. 68) เวลา 07.00 น. นายกัมพล ตันสัจจา ประธานสวนนงนุชพัทยาคณะผู้บริหาร และประชาชนทั่วไปร่วมประกอบพิธีทำบุญตักบาตร พระสงฆ์ 9 รูป ช้าง 19 เชือก ซึ่งเป็นประเพณีที่ดีงามที่ทางสวนนงนุชดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องมากกว่า10 ปี ในพิธีมีการประพรมน้ำพระพุทธมนต์ให้ผู้เข้าร่วมพิธีและโขลงช้าง เพื่อความเป็นสิริมงคลกับผู้มาร่วมทำบุญ

เวลา 10.00 น.ได้มีพิธีฮ้องขวัญช้าง(ทำขวัญช้าง)โดยมี นายธวัชชัย ศรีทอง ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี เป็นประธานในพิธี โดยมีการจัดขบวนแห่อย่างยิ่งใหญ่อลังการประกอบไปด้วยนักแสดงและน้องช้างแสนรู้ 60 เชือก และประธานในพิธีเปิดตีฆ้องเปิดบุฟเฟต์ขันโตกผลไม้ยักษ์สูงกว่า 3 เมตรสร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับนักท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก

สำหรับวันที่ 13 มีนาคมของทุกปีเป็นวันช้างไทย สวนนงนุชพัทยาจัดงานเพื่อเป็นการยกย่อง “ช้าง” เป็นสัตว์ใหญ่ที่มีความสำคัญกับคนไทย  ซึ่งเป็นสัตว์คู่พระบารมีของพระมหากษัตริย์ไทยมาตั้งแต่โบราณการ และในอดีตช้างเป็นสัญลักษณ์บนผืนธงชาติไทย และได้รับเกียรติจากหน่วยงานราชการเข้าร่วมพิธีประกอบไปด้วย นายอนุศักดิ์ พิริยอมร นายอำเภอสัตหีบ , นายไพโรจน์ จันทร์ตั้ง ผอ.ส่วนยุทธศาสตร์และสารสนเทศฯสำนักงานปศุสัตว์เขต 2,นายศรายุทธ ธานีวัฒน์นักวิชาการสัตวบาลชำนาญการพิเศษ สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดชลบุรีและนักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างชาติเข้าร่วมงานเป็นประจำทุกปี

‘รถไฟฟ้าสายสีแดง’ สแกนจ่ายค่าตั๋วโดยสารได้แล้ว ผ่าน QR Code ทุกธนาคารและแอป e-Wallet

รถไฟฟ้าสายสีแดง เปิดบริการใหม่ ซื้อตั๋วโดยสาร เติมเงินบัตรโดยสาร สามารถสแกนจ่ายผ่าน QR Code ทุกธนาคารและแอป e-Wallet ได้แล้ววันนี้ ตั้งแต่ 6 โมงเช้าถึงเที่ยงคืน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด ผู้ให้บริการรถไฟฟ้าสายสีแดง โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กแฟนเพจ RED Line SRTET ระบุว่า ซื้อตั๋ว เติมเงิน รถไฟฟ้าสายสีแดง สามารถสแกนจ่ายผ่าน QR Code ได้แล้ว และสามารถใช้งานได้ทุกธนาคาร รวมถึงแอปพลิเคชัน e-Wallet เช่น TrueMoney Wallet

โดยสามารถชำระเงินด้วย QR Code ที่ห้องจำหน่ายตั๋วโดยสารเท่านั้น เริ่มตั้งแต่วันที่ 10 มีนาคม 2568 เป็นต้นไป ตั้งแต่เวลา 06.00 น. - 24.00 น. และต้องเป็นชื่อบัญชี "การรถไฟแห่งประเทศไทย รายได้รถไฟฟ้าสายสีแดง"

ก่อนหน้านี้ รถไฟฟ้าสายสีแดง เปิดให้บริการ รับบัตรเครดิต เดบิต และสแกน QR Code ผ่านเครื่อง EDC ทุกสถานี มาตั้งแต่วันที่ 9 กันยายน 2565 โดยมีเงื่อนไข คือ รับชำระบัตร เครดิต เดบิต และสแกน QR Code ทุกธนาคาร สำหรับรายการที่เกี่ยวกับบัตรโดยสารทุกประเภทขั้นต่ำ 300 บาท และสามารถจ่ายผ่านช่องทางดังกล่าวได้ตั้งแต่เวลา 06:00 น. ถึง 20:30 น.

รอง ผบ.ตร. มอบเข็ม 'สยบไพรีกิตติมศักดิ์' แก่สมาชิกวุฒิสภา ที่ทำคุณประโยชน์ต่อประเทศชาติ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ 

เมื่อวันที่ (12 มี.ค.68) ที่ห้องสารสิน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.อ.กรไชย คล้ายคลึง รอง ผบ.ตร. เป็นประธานในพิธี มอบใบประกาศและเครื่องหมายแสดงความสามารถ สยบไพรีกิตติมศักดิ์ แก่บุคคลผู้ให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนการปฏิบัติงานของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

โดยมี พล.ต.ต.อังกูร คล้ายคลึง สมาชิกวุฒิสภา, พล.ต.ท.ศรายุทธ สงวนโภคัย ผู้ช่วย ผบ.ตร., พล.ต.ต.อิทธิพล จันทร์ศรีบุตร ผบก.ปส.2 และ ข้าราชการตำรวจที่เกี่ยวข้อง พร้อมด้วยแขกผู้มีเกียรติ ร่วมในพิธี

สำหรับผู้ที่เข้าเครื่องหมายปราบไพรี กิตติมศักดิ์อครั้งนี้ ประกอบด้วย สมาชิกวุฒิสภา นายกัมพล สุภาแพ่ง นายเดชา นุตาลัย นายธนกร ถาวรชินโชติ นายนิคม มากรุ่งแจ้ง พล.ต.ท.บุญจันทร์ นวลสาย นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ นายพิบูลย์อัทฒ์ หฤหรรษ์ปราการ นายมานะ มหาสุวีระชัย นายรุจิภาส มีกุศล นายเศก จุลเกษร นายเศรณี อนิลบล
นายสุนทร พฤกษพิพัฒน์ นายสุวิทย์ ขาวดี
นายอะมัด อายุเคน นายอัครวินท์ ขำขุด 

คณะอนุกรรมาธิการด้านปลอดภัยการท่องเที่ยวและการกีฬา วุฒิสภา นายจาตุรนต์ ภักดีวานิช นายภูริพัฒน์ ธีระกุลพิศุทธิ์ นาวาเอก(พิเศษ) มนตรี ศิริไพศาล ดร.สมชาย กระแจะเจิม นายสมชาย จรรยา เลขานุการ คณะกรรมาธิการการท่องเที่ยวและการกีฬา วุฒิสภา นายอรรถพล เจริญชันษา นายฌาณวัชร์ หุ้นอิทธิดิษฐ์ นิติกรชำนาญการกลุ่มงานคณะกรรมาธิการการยุติธรรมและการตำรวจ สำนักกรรมาธิการ 2 สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา 

โรงพยาบาลตำรวจ ประกอบด้วย พ.ต.อ.ฉัตรชัย โรหิตาภิรมย์พยาบาล (สบ 4) โรงพยาบาลตำรวจ พ.ต.ท.หญิง ภัทรกร ธนกนกบวรกุล พยาบาล (สบ 3) โรงพยาบาลตำรวจ พ.ต.ท.หญิง อรอนงค์ อุทัย นักกายภาพบำบัด (สบ3) โรงพยาบาลตำรวจ

ทั้งนี้ พล.ต.อ.กรไชย คล้ายคลึง รอง ผบ.ตร. ได้กล่าวแสดงคำขอบคุณและความยินดีกับทุกท่านที่ได้รับมอบเครื่องหมายสยบไพรีกิตติมศักดิ์ ซึ่ง ตร. จะพิจารณามอบให้แก่บุคคล ผู้เสียสละ ช่วยเหลือสนับสนุนและทำคุณประโยชน์ ให้แก่ทางราชด้วยดีเสมอมา เพื่อเป็นเกียรติ และขวัญกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ที่ดีในอนาคต

พร้อมทั้งได้เชิญผู้เข้ารับเครื่องหมายสยบไพรีกิตติมศักดิ์และแขกผู้มีเกียรติ ร่วมสดุดีและไว้อาลัย ร.ท.ภูริวัฒน์ คำสง ผบ.มว.ปล.ที่ 1 ร้อย ร.ที่ 2 ผู้กล้าที่เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ปกป้องประเทศชาติ จากเหตุคนร้ายซุ่มยิ่งขณะปฏิบัติหน้าที่ โดยเป็นน้องชายของ พ.ต.ท.หญิง ฝนอริน คำสง สว.ฝอ.บก.สอท.2 ปฏิบัติราชการสำนักงาน รอง ผบ.ตร. ซึ่งถือเป็นเสมือนสมาชิกครอบครัวของรองแจง และเป็นมดงานในการประสานการจัดพิธีในครั้งนี้

สำหรับเครื่องหมายสยบไพรี เป็นตราสัญลักษณ์รูป นกอินทรีสยายปีก ทำท่าเหินเวหา ปากคาบปืนเอ็ม 16 พร้อมดาบปลายปืนในกงเล็บมือประกายสายไฟ โดยกองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติดได้รับพระมหากรุณาธิคุณ จากสมเด็จพระญาณสังวรสมเด็จพระสังฆราชเจ้า สถิต ณ วัดบวรนิเวศวิหาร อดีตเจ้าอาวาส วัดบวรนิเวศวิหาร ได้ประทานนามให้แก่หน่วยกองกำลังชุดปฎิบัติพิเศษในการปราบปรามยาเสพติดว่า “สยบไพรี”

Luckin Coffee บริษัทกาแฟจากจีน พลิกกลับมาชนะคดีเครื่องหมายการค้าในไทย ศาลฯ สั่งคู่กรณีชดใช้ 10 ล้านบาท และต้องจ่ายค่าเสียหายต่อเนื่องวันละ 100,000 บาท

(13 มี.ค. 68) Luckin Coffee บริษัทกาแฟชื่อดังจากประเทศจีน ได้รับชัยชนะในคดีเครื่องหมายการค้าในประเทศไทย โดยศาลสั่งให้คู่กรณีชดเชยความเสียหายรวมกว่า 10 ล้านบาท

Luckin Coffee เป็นบริษัทกาแฟจากประเทศจีนที่ก่อตั้งขึ้นในปี 2017 และเติบโตอย่างรวดเร็วจนกลายเป็นคู่แข่งสำคัญของ Starbucks ในตลาดจีน ด้วยกลยุทธ์การขายที่ใช้เทคโนโลยีเป็นหลัก เน้นการสั่งซื้อผ่านแอปพลิเคชัน และมีราคาที่ถูกกว่าคู่แข่ง ทำให้ได้รับความนิยมในหมู่ผู้บริโภค

อย่างไรก็ตาม เส้นทางของ Luckin Coffee ไม่ได้ราบรื่นเสมอไป เพราะในปี 2020 บริษัทถูกเปิดโปงว่ามีการ ตกแต่งบัญชี โดยอ้างว่ายอดขายสูงกว่าความเป็นจริงถึง 2,200 ล้านหยวน (ประมาณ 10,000 ล้านบาท) ส่งผลให้หุ้นของบริษัทในตลาด NASDAQ ร่วงลงอย่างรุนแรง จนต้องถูกถอดออกจากตลาดหลักทรัพย์ในที่สุด

อีกทั้งในปีเดียวกัน Luckin Coffee ถูกสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์สหรัฐฯ (SEC) สอบสวนเรื่องการตกแต่งบัญชี ส่งผลให้บริษัทต้องจ่ายค่าปรับ 180 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 6,500 ล้านบาท) เพื่อระงับข้อพิพาท และถูกหน่วยงานกำกับดูแลของจีนยังสั่งปรับบริษัท 61 ล้านหยวน (ประมาณ 282 ล้านบาท)

กระทั่งในปี 2023 Luckin Coffee สามารถฟื้นตัวและเติบโตได้ โดยบริษัททำรายได้กว่า 24.9 พันล้านหยวน (ประมาณ 3.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) และมีร้านกาแฟมากกว่า 20,000 สาขาทั่วประเทศจีน
ส่งผลให้ Luckin Coffee เข้ามาเปิดตลาดในไทย แต่ถูกบริษัท R50 ยื่นฟ้องว่าเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้า Luckin Coffee ในประเทศ 

ต่อมาศาลชั้นต้นตัดสินให้ Luckin Coffee ชนะคดี แต่ในชั้นอุทธรณ์ ศาลกลับตัดสินให้ R50 เป็นฝ่ายถูกต้อง ทำให้ Luckin Coffee ต้องเผชิญกับข้อพิพาททางกฎหมาย ทำให้ต้องว่าจ้างสำนักงานกฎหมาย Tilleke & Gibbins เพื่อหาทางแก้ไขข้อพิพาทดังกล่าว 

Tilleke & Gibbins เข้ามาจัดการคดีด้วยกลยุทธ์ทางกฎหมายใหม่ โดยอ้างอิงกฎหมายสากลและหลักการคุ้มครองเครื่องหมายการค้าระดับนานาชาติ ส่งผลให้ Luckin Coffee พลิกกลับมาชนะคดี และได้รับคำตัดสินให้เป็นเจ้าของสิทธิ์เครื่องหมายการค้าอย่างถูกต้องในประเทศไทย

โดยในปี 2025 ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางของประเทศไทยได้ตัดสินให้ Luckin Coffee บริษัทกาแฟรายใหญ่จากประเทศจีน ชนะคดีเครื่องหมายการค้าในประเทศไทย และสั่งให้คู่กรณีชดใช้ค่าเสียหายกว่า 10 ล้านบาท (ประมาณ 300,000 ดอลลาร์สหรัฐ) ซึ่งถือเป็นจำนวนเงินสูงสุดที่เคยได้รับในคดีละเมิดเครื่องหมายการค้าในประเทศไทย 

นอกจากนี้ ศาลยังกำหนดให้จำเลยต้องจ่ายค่าเสียหายต่อเนื่องเป็นรายวันวันละ 100,000 บาท นับจากวันที่ยื่นฟ้อง (4 มีนาคม 2567) จนกว่าจำเลยจะยุติกิจกรรมละเมิดลิขสิทธิ์ และสั่งให้จำเลยร่วมกันจ่ายค่าทนายความของโจทก์

ในการตัดสินครั้งนี้ ศาลได้สั่งให้ยกเลิกการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของจำเลยในประเทศไทย รวมถึงสั่งให้จำเลยเปลี่ยนชื่อบริษัทและห้ามใช้หรือแสดงคำว่า “Luckin Coffee” ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษในชื่อบริษัท นอกจากนี้ จำเลยยังถูกห้ามใช้คำว่า “Luckin Coffee”, “瑞幸咖啡” และโลโก้รูปกวางในการดำเนินธุรกิจกาแฟ

กรณีของ Luckin Coffee ถือเป็นบทเรียนสำคัญของธุรกิจสตาร์ตอัปที่เติบโตเร็ว แต่ต้องเผชิญกับความท้าทายทั้งในด้านกฎหมายและการบริหารจัดการ อย่างไรก็ตามด้วยกลยุทธ์ที่แข็งแกร่ง บริษัทยังคงเป็นผู้เล่นสำคัญในตลาดกาแฟโลกต่อไป

‘พีระพันธุ์’ ยันทำตามหน้าที่ ปมเบรกประมูลขุด-ขนถ่านหินแม่เมาะ ชี้ชัด เพิกเฉยไม่ได้หลังมีผู้ร้องให้ตรวจสอบการจัดซื้อจัดจ้างที่หละหลวม

‘พีระพันธุ์’ สั่ง กฟผ.เคลียร์ประมูลขนถ่านหินเหมืองแม่เมาะให้ถูกต้อง ชี้จัดซื้อจัดจ้างหละหลวม ไม่มีความจำเป็นต้องประมูลด้วยวิธีการพิเศษ 

(13 มี.ค. 68) นางสาวอรพินทร์ เพชรทัต เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ทำหนังสือถึงผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ้ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ลงวันที่ 7 มี.ค.2568 เรื่องการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีงานจ้างเหมาชุด-ขนถ่านหินที่เหมืองแม่เมาะของ กฟผ.พร้อมกับส่งสรุปรายงานผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีงานจ้างเหมาขุด-ขนถ่านหินที่เหมืองแม่เมาะ ของคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงกรณีงานจ้างเหมาชุด-ขนถ่านหินที่เหมืองแม่เมาะของ กฟผ.เพื่อให้พิจารณาดำเนินการตามความถูกต้องเหมาะสมและตามอำนาจหน้าที่ต่อไป 

นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ในฐานะกำกับดูแลการไฟฟ้าฝ้ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ได้แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงกรณีงานจ้างเหมาชุด-ขนถ่านหินที่เหมืองแม่เมาะของ กฟผ.เมื่อวันที่ 25 ธ.ค.2567 นั้น บัดนี้ คณะกรรมการชุดดังกล่าวได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงเสร็จสิ้นแล้ว 

รวมทั้งในหนังสือดังกล่าวได้ขอให้ผู้ว่า กฟผ.พิจารณาดำเนินการตามความถูกต้องเหมาะสมและตามอำนาจหน้าที่ต่อไป

ทั้งนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานได้ตรวจสอบรายงานของคณะกรรมการฯ ประกอบข้อเท็จจริงต่างๆ แล้ว เห็นว่ามีประเด็นที่เป็นข้อสังเกตโดยสรุป ดังนี้

1.กรณีความจำเป็นเร่งด่วนของการจัดจ้าง ปรากฏสาเหตุที่ กฟผ.อ้างว่าต้องดำเนินการจ้างเหมาขุด-ขนถ่านหินที่เหมืองแม่เมาะตามสัญญาโดยเร่งด่วน เพราะมติจากคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เมื่อวันที่ 22 มิ.ย.2567 ซึ่งเมื่อตรวจสอบมติ กพช.ดังกล่าว พบว่ามีสาเหตุมาจากที่ประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) เมื่อวันที่ 15 มิ.ย.2565 พิจารณาการเลื่อนแผนการปลดเครื่องโรงไฟฟ้าพลังความร้อนแม่เมาะ เครื่องที่ 8-11 ถึงวันที่ 31 ธ.ค.2568 เนื่องจากคาดการณ์ราคาก๊าชธรรมชาติเหลว (LNG) มีแนวโน้มอยู่ในระดับสูงจนถึงปี 2568 หรือปี 2569 เพราะเหตุสถานการณ์สงครามระหว่างรัสเซียและยูเครนยังไม่ข้อยุติ รวมทั้งหลังสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 คลี่คลาย โดยอุปทานเพิ่มเติมจากโครงการผลิต LNG ยังคงจำกัด เพราะการลงทุนก่อสร้างโครงการผลิตใหม่ลดลง 

อย่างไรก็ตาม การดำเนินการตามมติ กพช.ดังกล่าวจะส่งผลให้ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพิ่มขึ้น 2 ล้านตัน ซึ่งไม่เป็นไปตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ.2561-2580 ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 1 จากเหตุดังกล่าวเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องของ กฟผ.จึงเสนอให้ดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างชุด-ขนถ่านหินที่เหมืองแม่เมาะโดยวิธีพิเศษ เป็นสัญญาที่ 8/1 แต่มีข้อขัดข้องหลายประการจึงทำให้ล่าช้า

โดยเฉพาะประเด็นใช้วิธีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงสัญญาเดิม (สัญญาที่ 4 และสัญญาที่ 9) หรือต้องดำเนินการจัดจ้างใหม่ รวมทั้งหากต้องจัดจ้างใหม่จะดำเนินการโดยวิธีใด และเป็นกรณีเช่นใด 

อย่างไรก็ตามจากความล่าช้าในการดำเนินการดังกล่าวทำให้ปรากฎข้อเท็จจริงว่าสถานการณ์ฉุกเฉินเกี่ยวกับราคาและการขาดแคลนก๊าซที่จะนำมาใช้ผลิตไฟฟ้าตามการคาดการณ์ของ กบง.ในการประชุมเมื่อวันที่ ๑๕ มิ.ย.2565 ที่ให้เสนอต่อ กพช.เมื่อวันที่ 22 มิ.ย.2565 นั้น ไม่เกิดขึ้นจริง

ดังนั้น เหตุฉุกเฉินจำเป็นเร่งด่วนตามข้อเสนอของ กบง.จึงผ่านพ้นไปแล้ว เหตุผลและความจำเป็นที่ต้องดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างขุด-ขนถ่านหินที่เหมืองแม่เมาะโดยวิธีพิเศษจึงหมดสิ้นไปแล้ว ซึ่งควรเสนอ กพช.ให้ทราบสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปเพื่อที่ กพช.จะพิจารณามีมตีในเรื่องนี้ใหม่ แต่กลับไม่มีการดำเนินการเช่นนั้น

อีกทั้งมีข้อมูลน่าเชื่อได้ว่า กฟผ.ยังคงมีสต๊อกสำรองถ่านหินปริมาณมากพอสมควร

นอกจากกรณีข้างต้นแล้วปรากฏว่า ในการประชุม กพช.เมื่อวันที่ 7 พ.ย.2565 มีมติเห็นชอบให้ กฟผ.นำโรงไฟฟ้าพลังความร้อนแม่เมาะ เครื่องที่ 4 กลับมาผลิตไฟฟ้าในช่วงปี 2565-2568 ซึ่งหากนับระยะเวลาที่คณะกรรมการ กฟผ.จะอนุมัติให้ว่าจ้างชุด-ขนถ่านหินที่เหมืองแม่เมาะเมื่อปลายปี 2567 แล้ว ก็เหลือเวลาเพียง 1 ปี ต้องยกเลิกการผลิตไฟฟ้าที่โรงไฟฟ้าถ่านหินดังกล่าว

รวมทั้งหากพิจารณาตาม PDP 2018 Revision 1 กำลังผลิตไฟฟ้าตามสัญญามีอัตราสูงกว่าความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดของระบบอยู่แล้ว ดังนั้น ปริมาณงานที่จะว่าจ้างให้ชุด-ขนถ่านหินตามสัญญาที่ 8/1 ดังกล่าว ย่อมมีปริมาณที่มากเกินความจำเป็นอีกด้วย ดังนั้น จึงไม่มีเหตุจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องดำเนินการว่าจ้างโดยวิธีพิเศษอีกต่อไป

2.การว่าจ้างชุด-ขนถ่านหินแม่เมาะสามารถดำเนินการได้ โดยการเปิดประมูลตามปกติ กฟผ.มีสายงานที่รับผิดชอบในส่วนเหมืองแม่เมาะเป็นการเฉพาะอยู่แล้ว จึงอยู่ในวิสัยที่ กฟผ.จะทราบความจำเป็นที่จะต้องว่าจ้างชุด-ขนถ่านหินได้ล่วงหน้า ซึ่งทำให้วางแผนและเตรียมการเปิดประมูลขุด-ขนถ่านหินแบบกรณีปกติได้โดยไม่จำเป็นต้องใช้วิธีพิเศษ เพราะตามเงื่อนไขสัญญาที่ 4 จะสิ้นลงช่วงสิ้นปี  2568 

ทั้งนี้ หาก กฟผ.จำเป็นต้องใช้ถ่านหินเพิ่มเติม กฟผ.ก็เตรียมการล่วงหน้าที่จะเปิดประมูลขุด-ขนถ่านหินเพิ่มเติมได้ โดยไม่จำเป็นต้องใช้วิธีพิเศษ แต่กรณีที่ กฟผ.กล่าวอ้างมติ กพช.เมื่อวันที่ 22 มิ.ย.2565 ว่ามีกรณีจำเป็นเร่งด่วนจากสถานการณ์สงครามรัสเซีย-ยูเครน จึงเป็นเหตุที่นำมาใช้ดำเนินการจัดจ้างโดยวิธีพิเศษ แต่เมื่อสถานการณ์ที่คาดการณ์ไว้ไม่เกิดขึ้นก็อยู่ในวิสัยที่ กฟผ.จะปรับแก้การดำเนินการดังกล่าวให้เหมาะสมและถูกต้องตาม PDP 2018 Revision 1 ได้

3.การพิจารณาการดำเนินการจัดจ้างโดยวิธีพิเศษ กรณีนี้แม้มีข้อโต้แย้งจากผู้เกี่ยวข้องก็ตาม แต่โดยรูปคณะกรรมการฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานเห็นว่าเป็นข้อโต้แย้งในด้านการดำเนินการในการจัดซื้อจัดจ้าง ซึ่งอยู่ในถ้อยความรู้ของคู่กรณีที่ไม่อาจหาข้อยุติได้สืบเนื่องจากกฎระเบียบของ กฟผ.ในกรณีการจัดซื้อจัดจ้างมีความหละหลวมหลายประการ จึงเป็นเรื่องที่คู่กรณีพึงใช้สิทธิตามกฎหมายดำเนินการต่อไปเอง

‘ครูเงาะ’ แชร์เรื่องราวสุดประทับใจหลังได้สอนการแสดง ‘ลิซ่า’ ยกเป็นต้นแบบให้เด็กรุ่นใหม่ มีสัมมาคารวะ - อ่อนน้อมถ่อมตน - กตัญญู

(13 มี.ค.68) 'ครูเงาะ - รสสุคนธ์ กองเกตุ' ครูสอนการแสดงชื่อดัง เปิดเผยเรื่องราวสุดประทับใจหลังได้มีโอกาสสอนการแสดงเพิ่มเติมให้กับ ลิซ่า-ลลิษา มโนบาล ศิลปินสาวไทย ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยระบุว่า

เคยคิดอยู่เสมอว่าจะทำยังไงที่จะได้เจอลิซ่า แล้วได้พูดคำว่าขอบคุณในสิ่งที่น้องทำ ขอบคุณที่เป็นต้นแบบที่ดีให้กับเด็กรุ่นใหม่ ขอบคุณที่เป็นพลังให้กับประเทศ

แล้วบุญเก่าก็ส่งผลทันทีตอนที่ ผู้จัดการของน้องติดต่อเข้ามาเพื่อที่จะให้น้องมาเรียนการแสดงในเรื่อง White Lotus

พูดได้คำเดียวว่าพอได้เจอน้องแล้ว  นอกจากคำว่าเป็นเด็กมีความสามารถแล้ว น้องมีมายด์เซ็ทของคนที่ประสบความสำเร็จอยู่ในตัวครบทุกข้อ 

1. ไม่กลัวที่จะเริ่มต้นในสิ่งที่ตัวเองไม่รู้
2. ให้ความสำคัญกับการเรียนรู้สุดๆ ไม่ว่าตัวเองจะงานเยอะแค่ไหนก็จะหาเวลามาเรียน
3. ทำงานเพื่องาน ส่วนชื่อเสียงเป็นเพียงผล เพราะไม่ว่าบทจะมากน้อยแค่ไหน เธอก็ทุ่มเทเต็มที่ 
4. น้องสามารถหัวเราะได้กับทุกความผิดพลาดของตัวเอง อันนี้คือมายด์เซ็ทคนที่รู้อยู่ในใจว่า ความผิดพลาดไม่ใช่เรื่องใหญ่ เพราะฉันเรียนรู้จากมันได้ เค้าเลยไม่ซีเรียสถ้าตัวเองผิด แต่จริงจังในการเรียนรู้
5. และที่สำคัญที่สุดเป็นเด็กที่มีสัมมาคารวะ อ่อนน้อมถ่อมตน และกตัญญูเป็นที่สุด 

วันนี้ครูไม่แปลกใจเลยว่าทำไมน้องถึงพุ่งไม่หยุดฉุดไม่อยู่สู่ระดับโลกอย่างในทุกวันนี้

นอกจากนี้ครูเงาะยังได้เผยความในใจลงในอินสตาแกรมอีกว่า "วันที่ได้รับการติดต่อมาว่าน้องลิซ่า @lalalalisa_m จะมาเรียน ดีใจมากกก เพราะชอบน้องมากกกก ในทุกตรง ทั้งความสามารถ ความคิด จิตใจของน้อง ตอนมาเจอขอบอกเลยว่าไม่ผิดหวังเลย

ลิซ่าเป็นเด็กที่สดใสน่ารัก อ่อนน้อมถ่อมตน หัวไวมาก มาตอนแรกด้วยความกังวลว่าไม่เคยเล่น ไม่รู้จะวางตัวยังไง พอลองให้เล่นดู ตอนแรกน้องก็ติดออกไปทาง show มากกว่า act ด้วยความที่มีจังหวะที่คมของการเป็นนักเต้น การเป็นศิลปิน

ครูเลยปรับด้วย exercise repetition ที่จะช่วยให้น้อง Connect กับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า รับส่งจากสิ่งที่อยู่ตรงหน้า ซึ่ง exercise นี้ กว่าคนจะทำได้จะใช้เวลา แต่น้องทำได้ตั้งแต่ครั้งแรก

สิ่งที่ท้าทายต่อมาคือการทำให้ซุปเปอร์สตาร์เป็นพนักงานธรรมดาที่มีเสน่ห์ ซึ่งพอได้สอนเรื่องการตีความและที่มาที่ไปของตัวละคร พอน้องเข้าใจเท่านั้นแหละ คราวนี้เสน่ห์ในแบบสาวชาวบ้านของมุกก็แพรวพราว ขนาดเราเล่นรับส่งกับน้อง ยังเผลอยิ้มกับลูกตาระยิบระยับของเธอ

ถ้าจะให้สาธยายตรงนี้คงไม่หมดกับสิ่งที่ครูประทับใจในตัวน้อง อยากให้ทุกคนลองไปดูใน White Lotus แล้วคุณจะเห็นเอง 

13 มีนาคม ของทุกปี กำหนดเป็นวันช้างไทย ยกย่องสัตว์คู่บ้านคู่เมืองของไทย

อย่างที่ทราบกันดีว่า ช้าง เป็นสัตว์ที่มีความสัมพันธ์และผูกพันกับวิถีชีวิตของคนไทยมาเป็นเวลานานแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสมัยโบราณ ช้างเป็นพระราชพาหนะเคียงคู่พระบารมีพระมหากษัตริย์ไทยทุกยุคทุกสมัยเลยทีเดียว แต่สมัยปัจจุบัน คนไทยกลับเห็นคุณค่าและความสำคัญของช้างไทยลดลงไปทุกขณะ จนช้างถูกนำไปเร่ร่อนหาผลประโยชน์.โดยควาญช้าง และล้มตายเป็นจำนวนมากขึ้นทุกที 

ดังนั้น เพื่อให้คนไทยได้ตระหนักถึงความสำคัญ และการดำรงอยู่ของช้างไทย รวมทั้งเป็นการประชาสัมพันธ์เพื่อให้ประชาชนทุกคนหันมาช่วยกันอนุรักษ์ช้าง ทางคณะรัฐมนตรีจึงมีมติเห็นชอบกำหนดให้ทุก ๆ วันที่ 13 มีนาคมของทุกปีเป็นวันช้างไทย ทั้งนี้ วันช้างไทยริเริ่มขึ้นจากคณะอนุกรรมการประสานงานการอนุรักษ์ช้างไทย ซึ่งเป็นหน่วยงานประสานงาน องค์การภาครัฐและเอกชนที่ทำงานเกี่ยวกับการอนุรักษ์ช้างไทยคณะกรรมการ เอกลักษณ์ของชาติ สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเนื่องจากเล็งเห็นว่าหากมีการสถาปนาวันช้างไทยขึ้น จะช่วยให้ประชาชนคนไทยหันมาสนใจช้าง รักช้าง หวงแหนช้าง ตลอดจนให้ความสำคัญต่อการให้ความช่วยเหลืออนุรักษ์ช้างมากขึ้น

คณะอนุกรรมการฯ จึงได้พิจารณาหาวันที่เหมาะสม ซึ่งครั้งแรกได้พิจารณาเอาวันที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ทำยุทธหัตถีมีชัยชนะเหนือพระมหาอุปราชา แต่วันดังกล่าวถูกใช้เป็นวันกองทัพไทยไปแล้ว จึงได้พิจารณาวันอื่น และเห็นว่าวันที่ 13 มีนาคม ซึ่งเป็นวันที่คณะกรรมการคัดเลือกสัตว์ประจำชาติ มีมติให้ช้างเผือกเป็นสัญลักษณ์ของประเทศไทยนั้นมีความเหมาะสม จึงได้นำเสนอมติตามลำดับขั้นเข้าสู่คณะรัฐมนตรี ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2541 เห็นชอบให้ วันที่ 13 มีนาคม ของทุกปี เป็น "วันช้างไทย" และได้ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีลงในราชกิจจานุเบกษา เมื่อ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2541

ผลจากการที่ประเทศไทยมีวันช้างไทยเกิดขึ้น นับเป็นการยกย่องให้เกียรติว่าเป็นสัตว์ที่มีความสำคัญอีกครั้ง นอกเหนือจากเกียรติที่ช้างเคยได้รับในอดีต ไม่ว่าจะเป็นช้างเผือกในธงชาติ หรือช้างเผือกที่เป็นสัญลักษณ์ของประเทศ หรือสัตว์คู่พระบารมีของพระมหากษัตริย์

ความสำคัญของช้างไทย

- ช้างเป็นสัตว์คู่บารมีของพระมหากษัตริย์ไทย ช้างเป็นสัตว์ที่ดำรงอยู่คู่กับประเทศไทยมาเป็นเวลานานในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ สยามประเทศเคยใช้ธงชาติเป็น รูปช้างเผือก ชาวไทยเชื่อกันว่าช้างเผือกเป็นสัตว์คู่บารมีของพระมหากษัตริย์ ช้างเผือกจึงได้รับการยกย่องเสมือนเจ้านายชั้นเจ้าฟ้า

- ช้างเป็นผู้ปกป้องเอกราชแห่งชาติไทย ประวัติศาสตร์ชาติไทยได้ จารึกไว้ว่าช้างได้เข้ามามีส่วนในการปกป้องเอกราชและความเป็นชาติให้แก่ชาวไทยหลายยุคหลายสมัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสมัยพระบาทสมเด็จพระนเรศวรมหาราชได้ทำยุทธหัตถี จึงทรงประกาศเอกราชและความเป็นชาติ ซึ่งช้างทรงในสมเด็จพระนเรศวรนับว่าเป็นช้างไทยที่ได้รับเกียรติอันสูงสุด โดยได้รับพระราชทานยศให้เป็นถึง "เจ้าพระยาปราบหงสาวดี"

- ช้างสร้างความสัมพันธ์ไมตรีระหว่างประเทศ ในสมัยรัชกาลที่ 5 เสด็จประพาสสิงคโปร์ และเบตาเวีย (จาการ์ตา) ประเทศอินโดนีเซีย ได้พระราชทานช้างสำริดให้แก่ทั้ง 2 ประเทศนี้

- ช้างใช้เป็นพาหนะในการคมนาคม ในยุคสมัยที่การคมนาคมยังไม่เจริญเทียบเท่ากับในปัจจุบัน มนุษย์ยังไม่ได้มีการพัฒนาเครื่องจักรต่างๆ สำหรับนำมาใช้เป็นเครื่องทุ่นแรงเพื่อการขนส่งของ ช้างคือพาหนะที่ดีและมีประสิทธิภาพที่สุดสำหรับมนุษย์ เนื่องจากช้างเป็นสัตว์ใหญ่มีความเฉลียวฉลาดและมีพละกำลังมหาศาล ช้างจึงสามารถขนส่งสิ่งต่างๆ ที่มีอยู่ในปริมาณมากได้อย่างอดทน

รพ. รามาฯ แจง ไม่พบรังสีรั่วไหลจากเหตุเพลิงไหม้ อพยพผู้ป่วยครบ 191 ราย พร้อมงดให้บริการในอาคารหลัก 48 ชม.

รพ.รามาฯ ออกประกาศฉบับที่ 2 หลังเหตุเพลิงไหม้และกลุ่มควัน บริเวณอาคารหลัก (อาคาร 1) ย้ำไม่พบการรั่วไหลของรังสี อพยพย้ายผู้ป่วยไปยังจุดปลอดภัย ครบถ้วน 191 ราย มีผู้ได้รับบาดเจ็บจากการสูดเขม่าควัน 1 ราย

จากกรณีที่มีกลุ่มควันและเพลิงไหม้เกิดขึ้นที่ อาคารหลัก (อาคาร 1) ของโรงพยาบาครามาธิบดี เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2568 และทางคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ชี้แจง ออกประกาศฉบับที่ 1 ถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไปแล้วนั้น

ล่าสุดเมื่อวันที่ (12 มี.ค. 68) ทางคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ทำการอพยพย้ายผู้ป่วยไปยังจุดปลอดภัย จำนวนครบถ้วน 191 ราย โดยเป็นการอพยพย้ายภายในโรงพยาบาล

จากเหตุการณ์ดังกล่าวมีผู้ได้รับบาดเจ็บจากการสุดเขม่าควันจำนวน 1 ราย ซึ่งเป็นบุคลากรที่เข้าไปช่วยเหลือในการเคลื่อนย้ายผู้ป่วย ผู้ได้รับบาดเจ็บดังกล่าวได้รับการดูแลอยู่ในหอผู้ป่วยวิกฤต (ICU) และได้รับการดูแลอย่างดีที่สุด

ผลกระทบดังกล่าว ทำให้คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดลได้รับผลกระทบในการให้บริการด้านรังสีวิทยาและพยาธิวิทยา ฝั่งอาคารหลัก (อาคาร 1) โดยเบื้องต้นการให้บริการด้านรังสีวิทยาและพยาธิวิทยาบางส่วนต้องข้ายไปให้บริการที่อาคารสมเด็จพระเทพรัตน์เป็นการชั่วคราว ทั้งนี้ จากข้อกังวลเรื่องรังสีรั่วไหล ทางทีมวิศวกรรมได้ตรวจสอบแล้วไม่พบการรั่วไหลซองรังสี

สำหรับด้านการให้บริการทางพยาธิวิทยา ได้แก่ การบริจาคโลหิต ในขณะนี้ ทางคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดีมหาวิทยาลัยมหิดลขอขอบคุณผู้ที่ประสงค์จะบริจาคแต่เนื่องจากหน่วยคลังเลือดมีพื้นที่ในการรับบริจาคโลหิตอย่างจำกัด อาจจะไม่ได้รับความสะดวก

ทั้งนี้ การเปิดให้บริการหน่วยต่าง ๆ ภายในอาคารหลัก (อาคาร 1) ชั้น 1 - 9 ฝั่งใต้ ยังคงปิดให้บริการเพื่อทำการระบายกลิ่นและกลุ่มกวันออกจากอาการอย่างต่อเนื่องทางคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล จะดำเนินการลดจำนวนผู้ป่วยการผ่าตัด ผู้ป่วยที่ในเร่งด่วนออกไป ภายใน 1 2 วัน โดยหากสามารถดำเนินการได้ปกติจะมีการประกาศต่อไปต้องขอขอบคุณความช่วยเหลือจากทุกภาคส่วนรวมทั้งเจ้าหน้าที่ดับเพลิงบรรเทาสาธารณภัยกำลังจากตำรวจทหารที่เข้ามาช่วยเหลือรวมทั้งสถานพยาบาลที่อยู่ใกล้เคียงที่พร้อมจะรับผู้ป่วยไปดูแลต่อและต้องขอบคุณบุคลากรของคณะฯทุกท่านที่ได้เซ้ามาช่วยเหลือกันเพื่อให้ผู้ป่วยได้รับความปลอดภัยทุกคนบุคลากรทุกท่านทำงานอย่างมืออาชีพตามแผนที่ได้ซ้อมไว้และยังช่วยกันแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าจนสามารถกลับมาดูแลผู้ป่วยได้อย่างต่อเนื่อง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 11 มี.ค. 2568 โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ออกประกาศฉบับที่ 1 แจงเหตุกลุ่มควันและเพลิงไหม้ที่อาคาร 1 เมื่อคืน (วันที่ 11 มีนาคม 2568) จนต้องเร่งอพยพผู้ป่วย เผยปัจจุบันยังไม่มีรายงานผู้ป่วยของโรงพยาบาลได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์นี้ งดให้บริการภายในอาคาร 1 ทั้งหมด เป็นเวลา 48 ชั่วโมง

ขณะที่ประกาศ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ฉบับที่ 1 พบเหตุกลุ่มควันและเพลิงไหม้ที่อาคารหลัก (อาคาร 1) โรงพยาบาลรามาธิบดี โดยระบุว่า เนื่องด้วยในวันที่ 11 มีนาคม 2568 เวลาประมาณ 19.20 น. พบเหตุกลุ่มควันและเพลิงไหม้ที่อาคารหลัก (อาคาร 1) โรงพยาบาลรามาธิบดี จึงได้แจ้งเหตุกับเจ้าหน้าที่ดับเพลิงและกู้ภัย เพื่อเข้ามาระงับเหตุ และเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลได้เคลื่อนย้ายผู้ป่วยและประชาชนที่รับการรักษาอยู่ภายในอาคารหลักออกนอกพื้นที่ในทันทีเพื่อให้เจ้าหน้าที่ดับเพลิงและกู้ภัยเข้าระงับเหตุ

โดยปัจจุบันสามารถควบคุมสถานการณ์ได้แล้วเบื้องต้นยังไม่มีรายงานผู้ป่วยของโรงพยาบาลรามาธิบดีได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์นี้แต่อย่างใด

ในระยะแรก โรงพยาบาลรามาธิบดีจะของดให้บริการภายในอาคารหลัก (อาคาร 1) ทั้งหมด ทั้งการรักษาพยาบาลผู้ป่วยนอก รวมทั้งงดการผ่าตัด เป็นเวลา 48 ชั่วโมง เพื่อตรวจสอบความปลอดภัยภายในอาคารและของดให้บริการผู้ป่วยใหม่ที่ห้องฉุกเฉิน สำหรับงานเวชระเบียน การบริจาคโลหิตและจุดเจาะเลือดขอให้ใช้บริการที่อาคาร สมเด็จพระเทพรัตน์แทน ส่วนอาคารสมเด็จพระเทพรัตน์เบื้องต้นเปิดให้บริการตามปกติ หากมีความคืบหน้าทางโรงพยาบาลรามาธิบดีจะแจ้งให้ทราบต่อไป หรือหากท่านมีความจำเป็นเร่งด่วน สามารถสอบถามข้อมูลการให้บริการในระหว่างนี้ได้ที่Call Center 0-2201-1000 IIล: 0-2200-3000

‘สส. ต้นกล้า’ พรรคส้ม โพสต์ขอโทษแล้ว ปมทำผิดกฎหมายดูดบุหรี่ไฟฟ้ากลางสภาหมื่นล้าน

‘ต้นกล้า จรยุทธ’ สส. พรรคประชาชน โพสต์ขอโทษแล้ว ปมดูดบุหรี่ไฟฟ้ากลางสภาหมื่นล้าน พร้อมเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบ ลั่น ขอมุ่งมั่นทำงาน เพื่อผลักดันการเปลี่ยนแปลงที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม

จากกรณีที่ปรากฏภาพ สส. เดินสูบบุหรี่ไฟฟ้ากลางรัฐสภา ที่ถูกแชร์ว่อนโซเชียล จนตกเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง เนื่องจากบุหรี่ไฟฟ้ากำลังเป็นภัยคุกคามสุขภาพของเด็กและเยาวชนไทย แต่ สส. กลับกระทำผิดกฎหมายกลางสภาฯ เสียเอง 

ล่าสุดวันนี้ (12 มี.ค. 68) นายจรยุทธ จตุรพรประสิทธิ์ สส. พรรคประชาชน ซึ่งเป็นบุคคลในภาพดังกล่าว ได้โพสต์เฟซบุ๊กขอโทษประชาชนแล้ว โดยระบุว่า จากกระแสข่าวที่เผยแพร่ออกมา ผมทราบดีว่าทำให้พี่น้องประชาชนเกิดความกังวลและมีข้อสงสัย ผมจึงอยากขอโทษจากใจจริงที่ทำให้พี่น้องประชาชนไม่สบายใจ ผมเข้าใจถึงความคาดหวังที่พี่น้องประชาชนมีต่อตัวผมในฐานะผู้แทน ผมเองก็ซาบซึ้งกับทุกความคิดเห็นที่ส่งมา

ผมให้ความสำคัญกับบทบาทหน้าที่ของตัวเองในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และมุ่งมั่นที่จะทำงานเพื่อผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชน ในขณะเดียวกัน ผมพร้อมที่จะเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบจากทางรัฐสภา เพื่อเป็นการสร้างบรรทัดฐานที่ดีของการเป็นผู้แทนราษฎร

สุดท้ายนี้ ผมขอขอบคุณทุกเสียงสะท้อนจากพี่น้องประชาชนและขอยืนยันว่าผมยังคงมุ่งมั่นทำงานอย่างเต็มที่เพื่อผลักดันการเปลี่ยนแปลงที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม

โพสต์ของ สส.ต้นกล้า ทำให้แฟนเพจและแอนตีแฟน เข้ามาคอมเมนต์ตอบโต้กันไปมา โดยฝ่ายแอนตีแฟน ต้องการให้ดำเนินการกับ สส.ของพรรคทั้งหมดที่สูบบุหรี่ไฟฟ้า แต่แฟนคลับผู้ชื่นชมในตัว สส.ต้นกล้า เข้ามาให้กำลังใจ พร้อมเรียกร้องให้ตรวจสอบ สส. ฝ่ายรัฐบาลที่สูบบุหรี่ไฟฟ้าในสถานที่ราชการด้วย เพื่อความเท่าเทียม

‘เอกนัฏ’ เผยจ่อเซ็น MOU ไทย-จีน หนุนอุตสาหกรรมแฝด ขยายความร่วมมือเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมกับมณฑลอานฮุย

(12 มี.ค. 68) รัฐบาลไทยเดินหน้าผลักดันความร่วมมือทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมกับจีนอย่างต่อเนื่อง โดย นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่าภายในปีนี้คาดว่าจะมีการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างกระทรวงอุตสาหกรรมของไทยและมณฑลอานฮุยของจีน ภายใต้โครงการ 'Two Countries, Twin Parks' ซึ่งเป็นโครงการพัฒนาอุตสาหกรรมแฝดระหว่างสองประเทศ เพื่อขยายความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุน

นายเอกนัฏกล่าวว่า ระหว่างการเดินทางเยือนจีนเมื่อวันที่ 5 มีนาคมที่ผ่านมา คณะผู้บริหารกระทรวงอุตสาหกรรมได้หารือกับ นายลี จง รองผู้ว่าการมณฑลอานฮุย เกี่ยวกับการขยายขอบเขตความร่วมมือจากเดิมที่มีเพียง กรมพาณิชย์มณฑลอานฮุย และการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) สู่ระดับรัฐบาลต่อรัฐบาล (G to G) เพื่อสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจที่ครอบคลุมและเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น

ปัจจุบันร่าง MOU ดังกล่าวอยู่ระหว่างการพิจารณาของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในกระทรวงอุตสาหกรรม ก่อนส่งต่อให้กระทรวงการต่างประเทศตรวจสอบเนื้อหา และเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติ โดยกำหนดกรอบดำเนินงานให้สามารถลงนามได้ภายในปีนี้

นายเอกนัฏระบุว่า โครงการ 'Two Countries, Twin Parks' จะมุ่งเน้นการพัฒนา อุตสาหกรรมเป้าหมาย อาทิ พลังงานใหม่ ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และอาหารปลอดภัย นอกจากนี้ ยังเน้นย้ำความร่วมมือในการพัฒนา บุคลากรไทยและห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่เศรษฐกิจไทย

“โครงการนี้เป็นโอกาสสำคัญที่จะดึงดูดนักลงทุนจากจีน โดยเฉพาะจากมณฑลอานฮุย ให้เข้ามาลงทุนในไทยมากขึ้น และในขณะเดียวกัน ก็เปิดโอกาสให้นักลงทุนไทยไปขยายธุรกิจในจีนด้วย” นายเอกนัฏ กล่าว

นอกจากนี้ ยังมีการหารือเกี่ยวกับ การพัฒนาแพลตฟอร์มการลงทุนและค้าขายร่วมกัน เพื่อส่งเสริมการค้าไทย-จีน รวมถึงอำนวยความสะดวกด้านการซื้อขายสินค้าระหว่างสองประเทศ และยกระดับห่วงโซ่อุปทานให้แข็งแกร่งขึ้น

นายสุเมธ ตั้งประเสริฐ กรรมการ กนอ. และรักษาการผู้ว่าการ กนอ. กล่าวเสริมว่า ประเทศไทยมี จุดยุทธศาสตร์สำคัญ ในการเชื่อมโยงการค้าและการลงทุนในภูมิภาค ซึ่งความร่วมมือครั้งนี้จะช่วย ยกระดับซัพพลายเชนและอุตสาหกรรมเป้าหมายของไทย

“ความร่วมมือนี้เกิดขึ้นภายใต้กรอบ Belt and Road Initiative (BRI) หรือ "หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง" ซึ่งเป็นโครงการที่รัฐบาลจีนให้ความสำคัญ เราหวังว่าแพลตฟอร์มการลงทุนและการค้าระหว่างไทย-จีนจะช่วยดึงดูดนักลงทุนจากจีนให้เข้ามาตั้งฐานการผลิตในไทยมากขึ้น” นายสุเมธ กล่าว

ทั้งนี้ กนอ. มีแผนศึกษาแนวทางพัฒนา นิคมอุตสาหกรรมแฝด และความร่วมมือด้านอื่นๆ เพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายของ MOU และผลักดันให้โครงการ 'Two Countries, Twin Parks' บรรลุเป้าหมายสูงสุด

และในโอกาสครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีน นายเอกนัฏเน้นย้ำว่าความร่วมมือครั้งนี้เป็นก้าวสำคัญของทั้งสองประเทศ ซึ่งไม่เพียงแต่จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไทย แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาภูมิภาคให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน

“ผมเชื่อว่าหากความร่วมมือกับมณฑลอานฮุยประสบความสำเร็จ ก็จะเป็นต้นแบบที่สามารถขยายไปสู่มณฑลอื่นๆ ของจีน และช่วยให้เศรษฐกิจของไทยแข็งแกร่งขึ้นในระยะยาว” นายเอกนัฏ กล่าวทิ้งท้าย


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top