Saturday, 13 June 2026
Hard News Team

'จีน' เตรียมเปิดตลาดหุ้นแห่งใหม่ เน้นรองรับธุรกิจ SMEs ของจีน เข้าทำนอง 'จีนทำ จีนใช้  จีนเจริญ จีนไม่สนฝรั่ง'

รศ.ดร.อักษรศรี พานิชสาส์น อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อดีตผู้อำนวยการศูนย์วิจัยยุทธศาสตร์ไทย-จีน แห่ง วช.

รศ.ดร.อักษรศรี พานิชสาส์น โพสต์ลง Facebook ในเรื่องนี้ว่า…

#ตลาดหุ้นจีนแห่งใหม่ คงตอบโจทย์คาใจใครหลายคนนะคะ การที่จีนคุมเข้มบริษัทจีนออกไป IPO ต่างประเทศ แล้วบริษัทจีนเหล่านั้นจะไประดมทุนที่ไหน ? จะเติบโตได้อย่างไร ? don’t worry นะ จีนเตรียมการไว้แล้ว ก่อนจะลงมือ #จัดระเบียบทุน จนสั่นสะเทือนไปทั้งโลกทุนนิยม !!!  #สีจิ้นผิง ประกาศจะตั้งตลาดหุ้นแห่งใหม่ #ตลาดหุ้นปักกิ่ง เตรียมเปิดรองรับการระดมทุนจีนเองเลยจ้า แถมจะเป็นตลาดหุ้นจีนที่เน้นรองรับ SMEs จีนด้วยนะ เข้าทำนองว่า “จีนทำ จีนใช้  จีนเจริญ จีนไม่สนฝรั่ง” ???? #จีนโนแคร์

Note: จีนมีตลาดหุ้น 2 แห่งแล้วบนแผ่นดินใหญ่ คือ #ตลาดหุ้นเซี่ยงไฮ้ และ #ตลาดหุ้นเสิ่นเจิ้น แล้วก็ยังมี #ตลาดหุ้นฮ่องกง ด้วยนะ ดังนั้น บริษัทจีนมีทางเลือกตรึมเลยจ้า ไม่ต้องไปแคร์ฝรั่ง #โลกแตกแกน #TheGreatDecoupling ????

พร้อมสาระสำคัญขยายความ อ้างอิงจากเพจ Nihao-Sawadee ว่า... 
Credit: https://www.facebook.com/117547923447097/photos/a.130779808790575/333247238543830/?type=3

#บทวิเคราะห์ เปิดเหตุผล “ทำไมจีนเตรียมเปิดตลาดหุ้นแห่งใหม่ในปักกิ่ง แม้ปัจจุบันมีตลาดหุ้นถึง 2 แห่ง ในจีน”

กลายเป็นหนึ่งในประเด็นที่ถูกพูดถึงในช่วงสุดสัปดาห์นี้เลย สำหรับการกล่าวสุนทรพจน์ของ สี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน ในการประชุมสุดยอดการค้าภาคบริการโลกของงานมหกรรมการค้าบริการนานาชาติจีน (China International Fair for Trade in Services: CIFTIS) 

ใจความสำคัญของการกล่าวสุนทรพจน์ของสี จิ้นผิง เป็นการแสดงวิสัยทัศน์เกี่ยวกับการพัฒนาการค้าภาคบริการของจีนและความร่วมมือกับนานาประเทศ เพื่อฟื้นเศรษฐกิจโลก หลังจากเผชิญวิกฤติแพร่ระบาดโควิด-19 

โดย “แผนเปิดตลาดหุ้นแห่งใหม่ในกรุงปักกิ่งของประเทศจีน” จากถ้อยแถลงของสี จิ้นผิง ได้รับการจับตามองจากทั่วโลกทันที จึงขอสรุปเหตุผล “ทำไมจีนต้องเปิดตลาดหุ้นแห่งใหม่ เป็นแห่งที่ 3 ของประเทศจีน” 

จากการรายงานของสถานีวิทยุและโทรทัศน์กลางแห่งประเทศจีน ชี้ให้เห็นว่า ทางสี จิ้นผิง ให้ความสำคัญกับการพัฒนาธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ SMEs ของจีน เป็นอย่างมาก จีนจึงจะเปิดตลาดหุ้นแห่งใหม่ที่ปักกิ่ง เพื่อสนับสนุนและรองรับธุรกิจ SMEs ที่มีเป้าหมายในการพัฒนาด้านนวัตกรรม 

อีกเหตุผลหนึ่งคือ เป็นการดึงดูดเงินลงทุนหลั่งไหลจากบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหุ้นต่างประเทศเข้ามาซื้อขายในตลาดหุ้นจีนแห่งนี้ ซึ่งก็ส่งผลดีโดยตรงต่อธุรกิจ SMEs ตามเหตุผลแรกที่ระบุไปแล้วว่า เปิดตลาดหุ้นเพื่อรองรับ SMEs จีน ที่มุ่งเน้นในการพัฒนานวัตกรรม ซึ่งสี จิ้นผิง ได้กล่าวถึงการพัฒนาเขตสาธิตการพัฒนาเชิงนวัตกรรมการค้าภาคบริการของรัฐ และเขตสาธิตการค้าดิจิทัล เป็นข้อบ่งชี้ถึงวิสัยทัศน์ในการบริหารประเทศจีนภายใต้การนำของสี จิ้นผิง ว่าเน้นทางนวัตกรรม และให้ความสำคัญกับ SMEs อย่างแท้จริง


แหล่งข้อมูล:
https://news.cgtn.com/news/2021-09-02/Xi-Jinping-China-to-establish-new-stock-exchange-in-Beijing-13exDdi89CE/index.html
http://m.news.cctv.com/2021/09/02/ARTIfvz5TL90CyY0GoLTyLkW210902.shtml

‘อนุทิน’ ยอมรับ ข้อมูลสาธารณสุขโดนแฮกจริง แต่แค่ข้อมูลเบื้องต้น ย้ำไม่ต้องตื่นตระหนก

วันที่ 7 ก.ย. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.สาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ก่อนประชุมคณะรัฐมนตรี กรณีที่โซเชียลเปิดเผยว่าข้อมูลผู้ป่วยของกระทรวงสาธารณสุขถูกแฮก ว่า เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นที่จ.เพชรบูรณ์ และเคยเกิดที่สระบุรี เมื่อทราบข่าวได้มอบหมายให้ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ไปดำเนินการและได้สั่งการเรียบร้อยแล้ว โดยข้อมูลที่ถูกโจรกรรมเป็นข้อมูลเบื้องต้นทั่วไป ไม่ได้เป็นความลับอะไร 

เมื่อถามว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเป็นครั้งที่ 2 จะปรับมาตรการอย่างไร นายอนุทิน กล่าวว่า หลังจากนี้จะปรับมาตรการทางปลอดภัยทางไซเบอร์เพิ่มขึ้น เราไม่คิดจะมีคนคิดทำได้ขนาดนี้ แต่เชื่อว่าทางโรงพยาบาลจะมีการจัดข้อมูลชั้นความลับของคนไข้ซึ่งเป็นเรื่องที่สำนักปลัดกระทรวงต้องไปแก้ไขให้สอดคล้องกับสถานการณ์ ไม่มีอะไรตื่นตระหนก

เมื่อถามถึงแนวทางการยุบ ศบค.กระทรวงสาธารณสุข พร้อมรับไม้ต่ออย่างไร นายอนุทิน กล่าวว่า ด้านการสาธารณสุข มีความพร้อม แต่ต้องหาวิธีการบูรณาการกับภาคส่วนอื่นโดยเฉพาะด้านความมั่นคง การบังคับใช้กฎหมาย เรื่องการสนับสนุนระหว่างกันของหน่วยงาน แต่คิดว่าจะต้องหารือกัน

'กรณ์' พรรคกล้า คว้า 'สมคิด จิรานันตรัตน์' ผู้ปั้นแอป 'เป๋าตัง' ร่วมงาน หลังแนวคิด 'เศรษฐกิจดิจิทัล' ลงตัว

น่าจับตามองอย่างมาก เมื่อพรรคกล้าได้มือดีอย่าง 'เชาว์-สมคิด จิรานันตรัตน์' เข้ามาร่วมทัพ โดย คุณกรณ์ จาติกวณิช หัวหน้าพรรคกล้า ได้โพสต์ลงเฟซบุ๊ก ระบุว่า... 

คนที่คิดจะแก้ปัญหา และพัฒนาบ้านเมือง 
ต้องมีครบทั้งความตั้งใจ ความรู้ และความกล้า

วันนี้อีกปัจจัยสำคัญที่ขาดไม่ได้ คือความเข้าใจเรื่อง ‘เทคโนโลยี’ ทั้งในมุมลึกและกว้าง จนสามารถนำมาเป็นเครื่องมือในการพัฒนา และแก้ปัญหาประเทศ และช่วยเหลือประชาชนได้จริง

พรรคกล้า - KLA Party เห็นว่ากุญแจสำคัญสู่การปลดล็อกปมปัญหาของประเทศคือ ‘เทคโนโลยี’ ไม่ว่าจะเป็น... 

1.) เทคโนโลยีที่จะมาสร้างระบบราชการให้ทุจริตยากขึ้น โปร่งใสตรวจสอบได้ 

2.) ทำให้เรามีระบบการเงินที่เข้าถึงได้ด้วยดอกเบี้ยที่เป็นธรรม

3.) เทคโนโลยีที่จะช่วยให้เกษตรกรลดต้นทุนการผลิต และขายตรงถึงผู้บริโภคได้

คีย์แมนสำคัญคนหนึ่งที่มาร่วมทีมกับเราในเรื่องนี้คือ ‘พี่เชาว์-สมคิด จิรานันตรัตน์’ Chao Jiranuntarat ผู้ก่อตั้ง settrade.com ทำระบบหลักทรัพย์ในโลกออนไลน์ ที่ปรึกษากรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคารกรุงไทย ผู้อยู่เบื้องหลังการพัฒนาแพลตฟอร์ม Digital ต่าง ๆ ของคนไทย ไม่ว่าจะเป็นพร้อมเพย์สู่แอป “เป๋าตัง” และ K-Plus ผู้พลิกโฉมครั้งใหญ่ให้ธนาคารกสิกรไทย

‘พี่เชาว์' เข้าใจปัญหาและได้ทำจริงจนมั่นใจว่า "เทคโนโลยีจะเป็นเครื่องมือในการแก้ปัญหาของประเทศไทยได้ ทั้งระบบเศรษฐกิจที่ไม่เอื้อต่อการลงทุน และกับดักระบบราชการที่ตามโลกไม่ทัน" เจาะลึกลงไปก็จะพบความวิกฤตระบบการศึกษา ข้อบกพร่องระบบสาธารณสุข ปัญหาสังคม เศรษฐกิจปากท้อง และสิ่งแวดล้อมอีกมากมาย

ถ้าเรายังอยู่กันแบบเดิม การเมืองก็ ‘เล่น’ กันไปแบบเดิม ๆ คนไทยจะลำบาก ประเทศไทยจะไม่มีที่ยืน เราจะไม่มีบทบาทสำคัญในระบบเศรษฐกิจของโลก คุณภาพชีวิตคนไทยจะมีแต่แย่ลง

ด้วยความมุ่งมั่นที่ผมตั้งใจสร้างพรรคการเมืองแห่งแพลตฟอร์ม นำ “เทคโนโลยี” เข้ามาแก้ไขปัญหาหลักของประชาชน ผมเชิญ “พี่เชาว์” เข้ามามีบทบาทสำคัญเป็น "ที่ปรึกษานโยบาย ด้านเทคโนโลยีเพื่อเศรษฐกิจดิจิทัล" ช่วยร่างนโยบายให้เป็นกระบวนการทำงานสำคัญที่ตอบโจทย์ประเทศไทย รัฐต้องบริหารราชการแผ่นดินด้วยสิ่งที่เรียกว่า #GovTech ให้ก้าวทันโลก ทันสมัย และที่สำคัญคือ ต้อง ‘ทำได้จริง’ ! 

ผมมั่นใจว่า ชุดนโยบายของ “พรรคกล้า” เป็นนโยบายที่แตกต่างจากทุกนโยบายของพรรคการเมืองที่เคยมีมาก่อน

ผมดีใจ และภูมิใจที่พรรคกล้ามาถึงวันที่เราได้รวบรวมคนเก่ง คนมีของ ที่มีความตั้งใจ ความรู้ และความกล้ามาช่วยกันสร้างโอกาสใหม่ให้กับประเทศไทย เพื่อชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของคนไทย

ด้าน คุณสมคิด จิรานันตรัตน์ ได้โพสต์เฟซบุ๊กเกี่ยวกับการเข้าร่วมพรรคกล้าในครั้งนี้ด้วยว่า... 

ที่ผ่านมาผมไม่เคยคิดเล่นการเมือง เห็นว่าควรอยู่ห่างการมืองมากที่สุด แต่ปัจจุบันปัญหาบ้านเมืองมีมากเหลือเกิน และอนาคตที่จะเปลี่ยนไปในโลกใบที่ไม่เหมือนเดิม ทำให้ผมไม่ลังเลที่จะขอมีส่วนช่วยคิด ช่วยทำ ในหลาย ๆ เรื่องที่กำลังคิดและทำอยู่ 

เมื่อพรรคกล้าให้ความสำคัญกับเรื่องเทคโนโลยีมาก และคุณกรณ์ ก็มาชวนให้ผมออกความเห็นหลายครั้ง จนมีความคิดที่ตรงกันว่า เทคโนโลยีที่ออกแบบมาดี ใช้ให้เหมาะ มีโอกาสอย่างมากที่จะแก้ปัญหาใหญ่ ๆ ของประเทศไทยได้ เตรียมความพร้อมให้รุ่นลูกรุ่นหลาน สร้างโอกาสให้คนตัวเล็ก รวมถึง Startups และเกษตรกรด้วย 

แต่การจะทำเรื่องนี้ให้สำเร็จจะต้องเกิดความร่วมมือทั้งภาครัฐและเอกชน รวมถึงภาคประชาชนด้วย บางครั้งเรื่องที่จะทำได้ กลับทำไม่ได้ เสียโอกาสไปมากมาย เพราะเราขาดการทำความเข้าใจกัน 

แม้ประเทศไทยจะไม่ได้มีชื่อเสียงด้านเทคโนโลยี เมื่อเทียบกับประเทศสหรัฐอเมริกา ประเทศจีน หรือสิงคโปร์ แต่เรามีคนเก่ง ๆ มากพอ และผมได้เคยทำงานร่วมและสัมผัสคนเก่งเหล่านี้มาแล้วมากมาย โดยเฉพาะคนไทยเก่ง ๆ ที่ทำงานอยู่ต่างประเทศ 

ผมจึงมีความเชื่อว่าประเทศเปลี่ยนได้ หากเราร่วมมือกัน พร้อมใจกัน และวันนี้พรรคกล้าได้เสนอโอกาสให้ผมเสนอความคิดได้อย่างเต็มที่เพื่อให้นโยบายพรรคกล้าตอบโจทย์ของอนาคตประเทศได้ดีที่สุด และสามารถปฏิบัติได้ 

ซึ่งผมมีความเชื่อว่าสิ่งที่เสนอปฏิบัติได้จริง เพราะเชื่อในความสามารถของคนไทยที่ยังไม่ได้ใช้อย่างเต็มที่ และทุกเรื่องที่เสนอไม่ได้เป็นเรื่องเลื่อนลอย เพราะได้คิดเรื่องเหล่านี้มาเป็นปีแล้ว ได้เห็นภาพที่ปะติดปะต่อได้ชัดเจน ขาดแต่ความเชื่อร่วมกัน ความร่วมมือกันที่จะสร้างสิ่งใหม่ ๆ ขึ้นมาเปลี่ยนประเทศ 

เรื่องนี้จะสำเร็จได้ ภาครัฐต้องมีวิสัยทัศน์ ทุ่มสุดตัว และไม่กลัวในการที่จะส่งเสริมและร่วมมือสนับสนุนเอกชน เราต้องพร้อมร่วมมือ ร่วมใจ และสร้างพลังใจให้เกิดการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้มีความสดใสและมีความหวังที่จะเชิดหน้า ชูตาในสังคมโลกอนาคตได้ครับ

#ประเทศไทยเปลี่ยนได้ด้วยเทคโนโลยี


ที่มา: https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=4765472956814121&id=100000543919894
https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=394745362014031&id=100044357112719

‘บิ๊กป้อม’ ลั่นศึกภายในพรรคพลังประชารัฐเรียบร้อยดี ระบุ ‘นายกฯ’ บอกแล้วไม่ปรับครม.

วันที่ 7 ก.ย. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และฐานะหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) กล่าวก่อนประชุมคณะรัฐมนตรี ถึงสถานการณ์ภายในพรรคพปชร. ว่า ในพรรคเรียบร้อยดี ไม่มีอะไร ผู้สื่อข่าวถามกรณีของร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ และฐานะเลขาธิการพรรค ที่เคลื่อนไหวก่อนหน้านั้น พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ก็เรียบร้อยดี 

เมื่อถามย้ำว่าอนาคตร.อ.ธรรมนัส ในรัฐบาลจะเป็นอย่างไร "เรียบร้อย ๆ" รองนายกฯ กล่าวว่า "นายกฯบอกแล้วไงไม่มีปรับคณะรัฐมนตรี"

"อนุทิน " โยน เป็นเอกสิทธิ์ส.ส.โหวตแก้รธน.วาระสาม

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.สาธารณสุข ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ถึงแนวทางการลงมติร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ วาระสามของพรรคภูมิใจไทย ในวันที่ 10 ก.ย.นี้ ว่า เป็นเอกสิทธิ์ของส.ส. จุดยืนของพรรคภูมิใจไทย หากจะแก้รัฐธรรมนูญ ต้องเป็นประโยชน์ต่อประชาชน ไม่ใช่ประโยชน์ของพรรคการเมืองหรือนักการเมือง หลักมีอยู่แค่นี้ ส.ส.พรรคภูมิใจไทยมีวุฒิภาวะที่จะตัดสินใจได้ว่าจะโหวตแบบไหน เพราะเรื่องรัฐธรรมนูญไปบังคับกันไม่ได้

วราวุธ ยัน ส่วนตัว พร้อมโหวตวาระ3แก้รธน. หนุน บัตร 2 ใบ สานต่อ บรรหาร-รธน.40 ส่วนส.ส. ถือเป็นเอกสิทธิ์

ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล นายวราวุธ  ศิลปอาชา รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในฐานะประธานนโยบายและยุทธศาสตร์พรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) ให้สัมภาษณ์ถึงท่าทีของพรรคชาติไทยพัฒนาในการโหวตแก้ไขรัฐธรรมนูญวาระ 3 ในวันที่ 10 ก.ย.นี้ว่า ในช่วงเช้าวันที่ 8 ก.ย. จะมีการประชุมส.ส.พรรคเพื่อเตรียมความพร้อม แต่อย่างไรก็ตามการโหวตนั้นถือเป็นเอกสิทธิ์ของสส.และสว. ส่วนตัวการโหวตที่จะเปลี่ยนระบบมาเป็นบัตร 2 ใบนั้น จะสอดคล้องกับแนวทางที่รัฐธรรมนูญปี 40 ได้เริ่มมา ถือเป็นสิ่งที่ นายบรรหาร ศิลปอาชา อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ริเริ่มไว้ ส่วนตัวตนจะสนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ ถือเป็นการต่อยอดและสานต่องานที่บิดาของตนได้ริเริ่ม 

ผู้สื่อข่าวถามว่า ในส่วนของสว.ที่ไม่เห็นด้วยกับบัตร 2 ใบ เราจะมีการพูดคุย ประเมินเรื่องดังกล่าวอย่างไร นายวราวุธ กล่าวว่า ทั้งใบเดียวและ 2 ใบ ต่างก็มีข้อดีต่างกันไป เชื่อว่าทางสว.จะมองเห็นต่างมุมกันไป และในที่ประชุมของวิปก็คงมีการประชุมแลกเปลี่ยนกันไปทั้งข้อดีข้อด้อย และคิดว่าแบบใดจะเหมาะกับสถานการณ์ในระบบของประเทศมากกว่ากัน เชื่อว่าสว.น่าจะเห็นพ้องต้องกัน แต่อย่างไรก็ตามถือว่าเป็นเอกสิทธิ์ของสมาชิกรัฐสภา

เมื่อถามว่าพรรคชาติไทยพัฒนาซึ่งเป็นพรรคขนาดกลางคิดว่าจะได้ประโยชน์อะไรจากระบบนี้ นายวราวุธ กล่าวว่า ถ้าเป็นประโยชน์คือเราไม่ต้องส่งผู้สมัครลงทุกเขต เพื่อให้ได้มาซึ่งคะแนนเสียงที่ต่างจากระบบบัตรใบเดียว แต่ขอย้ำอีกครั้งว่าจะใบเดียวหรือ 2 ใบก็มีทั้งข้อดีและข้อด้อย แต่ถ้าตามรัฐธรรมนูญปี 60 ขณะนี้ คะแนนทุกคะแนนสามารถนำมาใช้เป็นคะแนนของพรรคได้หมด ไม่มีคะแนนใดที่ตัดได้เลย ซึ่งถ้าใช้บัตร 2 ใบ การทำงานหาคะแนนในพื้นที่ก็คงมีความเข้มข้นมากขึ้น ก็จะเป็นการเพิ่มภาระให้กับผู้สมัครและพรรคการเมืองกันไป

เปิดวาระครม. ลุ้นต่ออายุลดค่าน้ำ-ไฟ เยียวยามาตรา 33 เพิ่ม

การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่งมีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม เป็นประธาน เตรียมพิจารณามาตรการเยียวยาผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 โดยคาดว่า สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ในฐานะของประธานคณะกรรมการการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ จะเสนอมาตรการลดค่าครองชีพประชาชน ผ่านการลดค่าไฟฟ้าและน้ำประปา ให้กับที่ประชุมพิจารณาอนุมัติ หลังจากมาตรการเดิมได้สิ้นสุดลงแล้วเมื่อเดือนส.ค.ที่ผ่านมา แต่ปัจจุบันประชาชนส่วนใหญ่ยังคงทำงานที่บ้านตานโยบายของรัฐบาลอยู่ จึงจำเป็นต้องออกมาตรการมาช่วยเหลือ

ขณะที่การเยียวยาผลกระทบให้กับแรงงาน คาดว่า สำนักงานประกันสังคม (สปส.) จะเสนอให้ที่ประชุมพิจารณาอนุมัติการจ่ายเงินเยียวยาให้ผู้ประกันตนมาตรา 33 ในพื้นที่สีแดงเข้ม 13 จังหวัด ในรอบที่ 2 อีกคนละ 2,500 บาท เมื่อรวมกับเงินที่จ่ายงวดแรกไปเมื่อเดือนส.ค. คนละ 2,500 บาท ผู้ประกันตน มาตรา 33 จะได้เงินเยียวยารวมเป็นเงิน 5,000 บาท โดยน.ส.ลัดดา แซ่ลี้ โฆษกสำนักงานประกันสังคม กล่าวว่า หากครม.อนุมัติแล้วจะได้รับเงินเยียวยาภายในเดือนก.ย.นี้ 

ส่วนวาระอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจ กระทรวงการคลัง เสนอร่างประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง การยกเว้นอากรสำหรับของที่มีถิ่นกำเนิดจากประเทศพัฒนาน้อยที่สุด พร้อมกับเสนอร่างพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ ..) พ.ศ... ขณะที่ กระทรวงศึกษาธิการเสนอการปรับอัตราเงินอุดหนุนรายบุคคลในส่วนของเงินสมทบเป็นเงินเดือนครูสำหรับนักเรียนในโรงเรียนเอกชน ประเภทอาชีวศึกษา

ด้านกระทรวงคมนาคม เสนอร่างพระราชบัญญัติการท่าเรือแห่งประเทศไทย (ฉบับที่ ..) พ.ศ... รวมทั้งเสนอร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินที่จะเวนคืน ในท้องที่แขวงแสมดำ เขตบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร และ ตำบลคลองกระบือ อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร เพื่อสร้างทางหลวงพิเศษหมายเลข 82 สายทาง ยกระดับบางขุนเทียน – เอกชัย พ.ศ... ส่วนกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เสนอการเพิ่มเงินอุดหนุนเงินสมทบเพื่อดำเนินงานของคณะกรรมการประสานงานเกี่ยวกับสำรวจทรัพยากรธรณีใน ภูมิภาคเอเชียตะวันออกและตะวันออกเฉียงใต้

'หมอวรงค์' ชี้ การใช้ระบบบัตรสองใบเอื้อประโยชน์อำนาจเก่า แค่คิดก็ผิดแล้ว!

นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม รักษาการหัวหน้าพรรคไทยภักดี โพสต์ข้อความลงในเฟซบุ๊ก Warong Dechgitvigrom ระบุว่า...

#บัตรสองใบแค่คิดก็ผิดแล้ว 

ทักษิณเป็นคนสำคัญ ที่ออกมาเรียกร้องว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่เป็นประชาธิปไตย ต้องแก้รัฐธรรมนูญ ให้เป็นประชาธิปไตย นั่นคือแก้จากบัตรหนึ่งใบเป็นบัตรสองใบ 

ประชาธิปไตยของทักษิณ จึงจบด้วยวิธีการเลือกตั้ง ตามที่เขาต้องการ เพราะวิธีเลือกตั้งนั้น จะเป็นหนทางขึ้นสู่อำนาจของเขา และระบบบัตรสองใบนั้น ทำให้เขาเคยทำสถิติมี ส.ส. 377 คนจากทั้งหมด 500 คน จนนำไปสู่เผด็จการรัฐสภา 

การแยกบัตรสองใบ ให้เลือกคนหนึ่งใบ และแยกเลือกพรรคอีกใบ คนชนะชนะเลย คนแพ้คะแนนถูกตัดทิ้ง คนที่อยู่ปาร์ตี้ลิสต์พรรคใหญ่ได้เป็น ส.ส.แน่ ๆ พรรคใหญ่ทุนหนาจึงได้สองเด้ง 

เด้งแรกเลือกตัว ส.ส. ยิ่งแบ่งเขต 400 เขต เขตจะเล็กลง การซื้อเสียงเพื่อตัว ส.ส.เองจะง่าย เข้าเป้า ใช้เงินมาก พรรคที่มีเงินเยอะจะได้เปรียบมาก 

คนที่มีอิทธิพล โครงข่ายหัวคะแนนและได้เงินจากพรรค ยิ่งได้เปรียบ จึงเกิดภาพ ส.ส.ผูกขาดของตระกูล ประจำจังหวัด (เหมือนในอดีต) ที่สำคัญจะมีการซื้อ ส.ส.เพราะคะแนนจะตามตัว ส.ส. 

เด้งที่สอง นอกจากพรรคใหญ่เงินเยอะ มีโอกาสได้ ส.ส.เขตแล้ว ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ ก็จะเป็นของแถมสมทบเข้าไปอีก ทำให้นายทุนพรรคได้เป็น ส.ส. แน่นอน เขาจึงเรียกร้องอยากได้ระบบนี้ เพราะได้ทั้งขึ้นทั้งล่อง ได้ทั้งสองเด้ง และภาพรวมจะได้ ส.ส.มากขึ้นกว่าความเป็นจริง

ขณะที่ระบบบัตรใบเดียว เลือกพรรค คะแนนทุกคะแนนเอามาคำนวณ ไม่มีคะแนนทิ้งตกน้ำ เพื่อให้ได้ส.ส. ระบบนี้ เป็นระบบกึ่งเลือกนายกโดยตรง เพราะคะแนนนิยมจะมาจาก ผู้ที่ถูกเสนอชื่อเป็นนายก 

ในอนาคต ทุกพรรคการเมืองต้องหาคนที่สังคมยอมรับมาเสนอ ก็คือหาคนเก่งคนดีมา ส่วนผู้สมัคร ส.ส. เขตเป็นองค์ประกอบเสริม เนื่องจากเป็นการกาชื่อพรรคทั้งประเทศ ทำให้การซื้อเสียงยากกว่าซื้อให้ตัวบุคคลแบบสองใบ การใช้เงินน้อยกว่ามาก 

ภาพรวมจึงเป็นกระแสความนิยม ในเชิงอุดมการณ์มากกว่าการเลือกบุคคลของบัตรสองใบ การคิดจำนวน ส.ส.สะท้อนความเป็นจริงมากกว่า เพราะกาใบเดียว เอาทุกคะแนนมาหาจำนวน ส.ส. ระบบนี้นายทุนพรรคจะไม่ชอบเลย เพราะปาร์ตี้ลิสต์ก็สอบตกได้ อย่างที่เห็น 

ระบบบัตรใบเดียวจึงยากมาก ที่จะเกิดรัฐบาลพรรคเดียว ช่วยแก้ปัญหาเผด็จการรัฐสภา ที่เคยเกิดจากบัตรสองใบในอดีต แม้จะเป็นรัฐบาลผสม แต่จะมีเสถียรภาพ พรรคการเมืองไม่กล้าออกนอกลู่นอกทางมาก เพราะจะมีผลต่อกระแสนิยมของพรรค ซึ่งถ้าประชาชนไม่เอา พรรคนั้นสามารถสูญพันธุ์ได้ง่าย ๆ 

>> ระบบบัตรใบเดียว จึงตอบโจทย์ต่อปัญหาการเมืองของชาติ เพราะยากที่จะเกิด ส.ส. ผูกขาดและเผด็จการรัฐสภา ยกเว้นทั้งพรรคและตัว ส.ส. ต้องช่วยกันทำความดีให้ประชาชน ในระยะยาว พรรคการเมืองจึงต้องทำเพื่อประชาชน เพื่อให้เกิดความนิยมในการเลือก ส.ส. 

ในระบบบัตรใบเดียว นักการเมืองไม่อยากให้ยุบสภา เพราะไม่แน่ใจว่าตนเองจะได้เข้ามาอีกหรือไม่ ต่างจากบัตรสองใบ เลือกกี่ครั้งก็หน้าเดิม เพราะทุกอย่างหัวคะแนนคุมได้ บัตรใบเดียวประชาชนจึงมีพลังมาก สามารถลงโทษพรรคการเมืองได้อย่างมีอานุภาพ จึงไม่แปลกที่นักการเมืองอย่างทักษิณไม่ชอบ 

หลายคนกังวล ส.ส.ปัดเศษ การเลือกตั้งรอบใหม่ จะไม่ใช้บทเฉพาะกาล ทุกเขตเลือกตั้ง 350 เขต ผู้สมัครทุกคนต้องผ่านไพรมารีโหวต ซึ่งพรรคปัดเศษจะไม่สามารถส่ง ส.ส.ได้ เพราะพรรคที่จะส่งได้ทุกเขต ต้องมีศักยภาพทั้งประเทศ ดังนั้นในครั้งต่อไปจะไม่มี ส.ส.ปัดเศษแน่นอน 

ความกังวลคุณภาพ ส.ส.แบบที่เห็นในสภา ประสบการณ์ผม ระบบบัตรสองใบ ก็สร้างปัญหาคุณภาพ ส.ส. เพราะพวกเลว ๆ เขาจะเอามาอยู่ปาร์ตี้ลิสต์ และผู้สมัครเขตจะเป็นเจ้าพ่อ นักเลง ขายหวย เจ้าของบ่อนที่มีโครงข่าย ซึ่งแย่กว่าพวกมาจากบัตรใบเดียวมาก 

ในระยะยาวเพื่อประโยชน์ประเทศ ระบบบัตรใบเดียวจะดีกว่าบัตรสองใบ ยิ่งเป็นสิ่งที่ทักษิณเรียกร้องให้แก้ ถ้าคิดจะเดินตามที่ทักษิณต้องการ เท่ากับว่า กำลังจะยกประเทศให้ทักษิณอีกรอบหนึ่ง แบบนี้แค่คิดก็ผิดแล้ว


ที่มา : https://www.facebook.com/1635406246730420/posts/2995579487379749/

อบจ.พัทลุง​ จัดสรรงบ 1 ล้านบาท ซื้อถุงยังชีพ 2,000 ถุง ช่วยเหลือชาวพัทลุงที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19

(6 ก.ย.64)​ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อช่วงสายที่ผ่านมา ที่โรงยิมเนเซี่ยม 1,000 ที่นั่ง สนามกีฬากลางจังหวัดพัทลุง นายวิสุทธิ์ ธรรมเพชร นายก อบจ.พัทลุง ร่วมกับ นางสาวสุพัชรี  ธรรมเพชร ผู้ช่วยเลขานุการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และหัวหน้าส่วนราชการมอบถุงยังชีพ จำนวน 2,000 ชุด ผ่านโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ในเขตจังหวัดพัทลุง​ นำไปช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ทั้ง 11 อำเภอ 

นายวิสุทธิ์ ธรรมเพชร นายก อบจ.พัทลุง  กล่าวว่า องค์การบริหารส่วนจังหวัดพัทลุง ได้ตระหนักและให้ความสำคัญในการให้ความช่วยเหลือประชาชนในด้านการดำรงชีพของประชาชนชาวพัทลุงที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ (COVID-19) 

ทาง อบจ. จึงได้จัดสรรงบประมาณจำนวน 1,000,000 บาท เพื่อจัดหาถุงยังชีพ จำนวน 2,000 ชุด ช่วยเหลือประชาชนที่ได้ผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคดังกล่าว

นายก อบจ.พัทลุง ยังกล่าวด้วยว่า ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิดที่ผ่านมา ทาง​ อบจ.​ ได้ร่วมมือกับทาง สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดพัทลุง โรงพยาบาลพัทลุง  และทางจังหวัดในการแก้ปัญหาการแพร่ระบาดของโควิดมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งการจัดซื้อวัสดุและอุปกรณ์การแพทย์มอบให้กับโรงพยาบาลต่างๆ การจัดซื้อหน้ากากอนามัย เจลแอลกอฮอล์ สเปรย์แอลกอฮอล์ ช่วยเหลือประชาชนผ่านทางโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ฯลฯ 

ส่วนในกรณีที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ว่า ทำไม  อบจ.พัทลุง​ ไม่พิจารณาจัดซื้อวัคซีนมาฉีดให้กับประชาชนนั้น นายวิสุทธิ์ฯ นายก อบจ.ได้ชี้แจงว่า จากการหารือกับทางจังหวัดได้รับการยืนยันว่า ในเดือน ตุลาคม 2564 ที่จะถึงนี้จะมีการฉีดวัคซีนให้ประชาชนเกือบ 100  เปอร์เซ็นต์​

ส่วนในเดือน พฤศจิกายน 2564 ก็จะมีการฉีดวัคซีนให้กับนักเรียนด้วย จึงไม่ต้องการทำงานซ้ำซ้อนกัน และที่สำคัญนั้นทาง อบจ.พัทลุงมีงบประมาณที่จำกัด ซึ่งในปีงบประมาณ 2564 นี้ ทางรัฐบาลยังค้างการจัดสรรงบประมาณให้ อบจ.พัทลุงมากกว่า 50 ล้านบาท

​​​​​​

บันทึกความร่วมมือ โครงการนำร่องการเชื่อมโยงข้อมูลและส่งต่อข้อมูลผู้เสียหายเพื่อให้คำปรึกษาแนะนำช่วยเหลือผู้เสียหายและครอบครัว ระหว่าง ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง กับสถานีตำรวจนครบาลบางซื่อ

(6​ ก.ย.​ 64) นางอโนชา ชีวิตโสภณ อธิบดีผู้พิพากษา ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง และพันตำรวจเอกกฤษฎางค์ จิตตรีพล ผู้กำกับการสถานีตำรวจนครบาลบางซื่อ ได้ร่วมลงนามบันทึกความร่วมมือ (MOU) โครงการนำร่อง การเชื่อมโยงข้อมูลคดีและส่งต่อข้อมูลผู้เสียหายเพื่อให้คำปรึกษาเพื่อแนะนำช่วยเหลือผู้เสียหายและครอบครัวกลาง ระหว่าง ศาลเยาวชนและครอบครัวกลางและสถานีตำรวจนครบาลบางซื่อ

โดยมีเจตจำนงที่จะร่วมมือและสนับสนุนการให้คำปรึกษา​ เพื่อแนะนำช่วยเหลือผู้เสียหายและครอบครัว ให้ได้รับการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพตามกฎหมาย อำนวยความสะดวกในการเชื่อมโยงข้อมูลคดีเยาวชนและครอบครัวระหว่างหน่วยงานในการให้คำปรึกษา​ เพื่อแนะนำช่วยเหลือผู้เสียหาย และครอบครัวในโอกาสแรกที่มาแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนที่สถานีตำรวจ ในรูปแบบการประชุมทางไกลผ่านจอภาพ (Video Conference) หรือสื่อเทคโนโลยีสารสนเทศอื่น และแอปพลิเคชันต่างๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน เกิดความสะดวก รวดเร็ว ผู้เสียหายและครอบครัวได้รับการคำปรึกษา แนะนำและช่วยเหลือเยียวยาในทันทีสอดคล้องกับนโยบายประธานศาลฎีกา ณ ห้องประชุมใหญ่ ชั้น 5 อาคารศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง เขตจตุจักรกรุงเทพมหานคร 

การนี้​ ได้รับเกียรติจาก นางอุไรรัตน์ น้อยสุวรรณ รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง นายภัทรศักดิ์ ศิริสินธว์ รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง นางวิรา ยากะจิ ณ พิกุล รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง นางสาวอัมภัสชา ดิษฐอำนาจ เลขานุการศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง และผู้แทนหน่วยงานเข้าร่วมในพิธีดังกล่าว


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top