Monday, 22 June 2026
Hard News Team

‘สวิสโฮเต็ล’ ไล่ออกหนุ่มเทน้ำราดหัวนักมวยสาว ลั่นไม่สนับสนุนพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม

‘โรงแรมสวิสโฮเต็ล’ ประกาศเลิกจ้างหนุ่มเทน้ำราดหัวนักมวยสาว ลั่นไม่สนับสนุนพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม ทั้งในและนอกเวลาปฏิบัติงาน

จากกรณี น.ส.แพรพลอย แซ่เอี้ย หรือ ‘แพรพลอย ม.กรุงเทพธนบุรี’ ฉายา ‘เพชรพลอย ขวาท่อนซุง’ นักมวยสาว ถูกชายที่ไม่รู้จักราดน้ำใส่ที่หัว หลังจากปฏิเสธที่จะชนแก้วด้วย จึงได้ถีบพร้อมกับออกหมัดใส่ชายคู่กรณี

ต่อมา น.ส.แพรพลอย พร้อมด้วยพี่ชายและครูมวยเดินทางเข้าพบ พ.ต.ท.จำลอง เรือนใหม่ สว.(สอบสวน) สน.ห้วยขวาง เมื่อวันที่ 8 ก.พ.ที่ผ่านมา เพื่อดำเนินคดีกับคู่กรณี ซึ่งเป็นพนักโรงแรมสวิสโฮเต็ล กรุงเทพฯ รัชดา ก่อนตำรวจจะสอบปากคำทั้งคู่ โดยแจ้งข้อหาฝ่ายชายฐาน ทำสิ่งสกปรกเปรอะเปื้อนและทะเลาะวิวาท ส่วน น.ส.แพรพลอย ถูกแจ้งข้อหาทำร้ายร่างกายผู้อื่นและทะเลาะวิวาท ปรับคนละ 1,000 บาท

ล่าสุดทางเพจ Swissôtel Bangkok Ratchada ได้โพสต์ข้อความว่า

‘โรงแรมสวิสโฮเต็ล กรุงเทพฯ รัชดา ขอเรียนชี้แจงกรณีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของพนักงาน

คณะผู้บริหารได้ทราบถึงเหตุการณ์ และพิจารณายุติการว่าจ้างตามนโยบายและมาตรฐานของโรงแรมฯ ในการลงโทษขั้นสูงสุด

ทั้งนี้ ทางโรงแรมฯ ไม่สนับสนุนการกระทำความผิด รวมถึงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม ทั้งในและนอกเวลาปฏิบัติงานของพนักงานทุกคน

ทางโรงแรมฯ ขอให้ลูกค้าทุกท่านมั่นใจ ในมาตรฐานการให้บริการ และนโยบายความปลอดภัยสูงสุดของโรงแรมฯ 

คณะผู้บริหารโรงแรมสวิสโฮเต็ล กรุงเทพฯ รัชดา’

"ทิพานัน" ซัด "ไทยสร้างไทย" หรือ "ไทยทำลายไทย" ทำเข้าใจผิดปมม็อบรถบรรทุก แนะ ปชช.เลิกเชื่อ นักการเมือง ตัดตอนข้อความ "นายกฯ"

น.ส.ทิพานัน ศิริชนะ ประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี กล่าวกรณีที่ ประธานพรรคไทยสร้างไทย ตัดข้อความบางช่วงของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม โดยนำไปทวีตข้อความในทวิตเตอร์ ว่า”แล้วมีคนเดือดร้อนเยอะไหมเรื่องน้ำมันเนี่ย"กรณีม็อบรถบรรทุกประท้วงเรื่องราคาน้ำมันแพง ไปวิจารณ์ว่าไม่เข้าใจความเดือดร้อนของประชาชน ซึ่งเป็นการตัดต่อข้อความบางช่วงบางตอน แล้วไปนขยายเสนอสร้างความเข้าใจผิดให้กับสังคม เพราะเป็นเพียงช่วงหนึ่งของการให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวเหมือนเป็นการย้อนถามเพื่อให้เกิดความเข้าใจมากยิ่งขึ้น ถึงความเดือดร้อนมันเกิดขึ้นทุกกลุ่ม และยังได้อธิบายความต่อ โดยนายกฯได้กล่าวว่า  

“แล้วมีคนเดือดร้อนเยอะไหมเรื่องน้ำมัน หรือเฉพาะรถบรรทุก รัฐบาลดูแลทุกกลุ่มไหม ในเมื่อต้นทุนราคาน้ำมันมันเป็นอย่างนี้ รัฐบาลได้ใช้ทุกวิธีการที่จะดูแลให้ราคาไม่สูงเกิน ที่ทำให้เกิดความเดือดร้อนมาก รัฐบาลก็ต้องทำอย่างนี้”

น.ส.ทิพานัน กล่าวว่า นายกฯชี้แจงต่อไปด้วยว่า “เรามีงบประมาณมากน้อยเพียงใด อันที่หนึ่ง อันที่สองกลไกต่างประเทศ เป็นอย่างไร ต้องเข้าใจ ไม่ใช่เดือดร้อนเฉพาะกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง เดือดร้อนทุกกลุ่มนั่นแหละ ทั้งภาคการผลิต ภาคการบริโภค ภาคการขนส่ง ก็ต้องช่วยกัน สถานการณ์ในวันนี้เป็นอย่างนี้อยู่ รัฐบาลได้ทำหลายมาตรการมาอย่างต่อเนื่องเข้าใจไหม ก็กรุณาติดตามดูสถานการณ์ต่างประเทศเขาบ้าง เปรียบเทียบ  เทียบเคียงดูบ้าง มันก็เดือดร้อนทุกคน แต่รัฐบาลทำให้หรือเปล่า ก็ทำให้ไม่ใช่หรือ รัฐบาลเอาเงินไหนมาดูแล ก็เอาเงินส่วนรวมนั่นแหละมาดูแล ทุกกลุ่มทุกฝ่าย ขอให้เข้าใจสถานการณ์ตรงนี้ด้วย” 

ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ ยังสามารถหาชมได้เพราะอยู่บนอินเตอร์เนตมากมาย และเชื่อว่าหากพี่น้องประชาชนได้อ่านหรือฟังคำให้สัมภาษณ์ฉบับเต็มของท่านนายกรัฐมนตรีจะเข้าใจถึงเจตนาในการสื่อสารดังกล่าว ว่าได้พยายามหามาตรการช่วยเหลืออกลุ่มมวลชนรถบรรทุกอย่างเต็มที่ และไม่ลืมที่จะต้องดูให้ครบทุกกลุ่ม แก้อันนี้ก็อาจกระทบกลุ่มอื่น ทุกการแก้ไขต้องสอดคล้องกัน  ในขณะเดียวกันก็ขอวิงวอนให้เข้าใจถึงสถานการณ์ที่รัฐบาลต้องดูแลพี่น้องประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนกลุ่มอื่นๆด้วย จะเห็นว่าเป็นความปราถนาดีต่อคนทุกกลุ่มนั่นเอง

หญิงสาวแชร์คลิปถูกแฟนเก่าทำร้ายจนสูญเสียดวงตา แต่อีกฝ่ายรอดคุก แถมเยียวยาไม่นานก็เงียบหาย

เฟซบุ๊ก 'Thanyarat Thamoi' หรือ ธัญญารัตน์ ถาม่อย ผู้สื่อข่าวจากช่อง 8 ได้โพสต์ข้อความถึงกรณี นางสาวณัฐณิชา ประมูลชัย หรือ 'น้องนัท' หญิงสาววัย 23 ปี ที่ได้โพสต์คลิปการใส่ดวงตาเทียมของตัวเองลงใน TikTok พร้อมเขียนข้อความว่า “ตอนแรกก็อายที่จะลง แต่ว่าคนที่อายไม่ควรเป็นเรา” 

โดย นัท เล่าเหตุการณ์ที่ติดอยู่ในใจของเธอมา 6 ปีเต็ม หลังเธอถูกแฟนเก่าซ้อมจนเกือบตายต้องเสียดวงตาไปหนึ่งข้าง นัทบอกว่าแม่ของเธอแทบใจสลายเพราะเงินแสนที่อีกฝ่ายต้องให้ เทียบไม่ได้กับอวัยวะที่แม่ให้มาครบ 32 

หลังคลิปนี้เผยแพร่ออกไป มีคนเข้ามาดูมากกว่า 2 ล้านครั้ง ให้กำลังใจและชื่นชมในความเข้มแข็งของเธอ

เรามีโอกาสได้คุยกัน... 

ถ้าไม่รู้เรื่องราวมาก่อน เราแทบไม่สังเกตเห็นร่องรอยความเจ็บปวด นัทไม่ต่างจากเด็กสาววัยรุ่นบุคลิกสดใสคนหนึ่ง 

นัทเล่าว่าเหตุการณ์ที่เป็นเหมือนฝันร้าย เกิดขึ้นเมื่อ 6 ปีที่แล้ว ขณะเธออาศัยอยู่ที่บ้านแฟนเก่าที่ #จังหวัดภูเก็ต แล้วเกิดมีปากเสียงกันเรื่องเล็กน้อย แต่อีกฝ่ายซึ่งมีพฤติกรรมรุนแรงอยู่แล้ว ทำร้ายร่างกายและชกเข้าที่เบ้าตาจนเธอสลบไป 

นัทตื่นมาอีกทีที่โรงพยาบาล... 

แพทย์แจ้งว่าต้องผ่าตัดเอาเนื้อดวงตาของเธอออกหนึ่งข้าง เนื่องจากดวงตาและเบ้าตาได้รับความกระทบกระเทือนอย่างหนัก นัทรักษาตัวอยู่นาน จนถึงวันนี้เธอยังคงต้องใส่ดวงตาเทียมและใช้สายตาได้เพียงแค่ข้างเดียว 

ส่วนผู้ก่อเหตุ... 

ขณะนั้นเขาอายุ 17 ปี ถูกจับขึ้นศาลเยาวชนในข้อหาทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนได้รับบาดเจ็บสาหัส แต่ไม่นานก็ได้รับการประกันตัวออกมา ศาลสั่งให้จ่ายค่าเยียวยา 270,000 บาท โดยฝ่ายผู้ก่อเหตุเจรจาขอผ่อนจ่ายเดือนละ 5,000 บาท แต่ชดใช้ไม่นานก็หายเงียบ 

นัทกับแม่ก็เลือกที่จะกลับมาใช้ชีวิตและหางานที่กรุงเทพฯ เพราะไม่มีเงินไม่มีเวลาจ้างทนายความไปเดินเรื่องที่ภูเก็ต ตอนนี้เธอใส่ตาเทียม 1 ข้าง และขายของเป็นแชมพูสำหรับหมาแมวทางออนไลน์ มีแฟนที่ดี และมีชีวิตของตัวเองที่เลือกจะสู้ต่อ 

สาเหตุที่นัทตัดสินใจออกมาเล่าเรื่องของตัวเอง 

นัทเล่าว่าเธอไปเห็นคลิปข่าวต่างประเทศเรื่องการตัดสินคดีที่เยาวชนก่อเหตุรุนแรงและต้องถูกจำคุก จึงนึกย้อนถึงเรื่องของตัวเองที่ติดอยู่ในใจมาโดยตลอด จนถึงตอนนี้อีกฝ่ายไม่เคยต้องเสียอิสรภาพ และยังใช้ชีวิตดีๆ อยู่ โดยไม่ชดใช้เยียวยาเธอด้วยซ้ำ

นัทอยากให้กำลังใจหญิงสาวคนอื่นๆ ที่ถูกกระทำหรือตกเป็นเหยื่อความรุนแรง ให้ออกมาพูดและยืนหยัดต่อสู้ นอกจากนั้นคือการภูมิใจในร่างกายของตัวเอง เหมือนที่เธอภูมิใจและมั่นใจ แม้จะไม่มีร่างกายครบ 32  

ไม่จำเป็นต้องอาย เพราะคนที่ควรต้องอายคือผู้กระทำ


ที่มา : https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=10220793801343625&id=1495843487

“นายกฯ” ขอบคุณสหรัฐฯ มอบอุปกรณ์สู้โรคโควิด-19 ชี้ แสดงถึงมิตรภาพใกล้ชิดสองประเทศ

นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ขอบคุณรัฐบาลสหรัฐฯและนายไมเคิล ฮีธ อุปทูตรักษาการแทนเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย ที่ส่งมอบอุปกรณ์เพิ่มเติมในการตรวจวินิจฉัยและการฉีดวัคซีนมูลค่ากว่า 1.5 ล้านเหรียญสหรัฐ (49.5 ล้านบาท)ให้แก่ประเทศไทยในการต่อสู้โรคโควิด-19 โดยน้ำใจไมตรีของสหรัฐฯ สะท้อนให้เห็นถึงมิตรภาพและความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นของไทย-สหรัฐฯ มาเป็นระยะเวลายาวนาน รวมถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลทั้งสองประเทศที่ต้องการแก้ไขสถานการณ์ของโรคโควิด-19 ร่วมกัน

สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ได้ส่งมอบอุปกรณ์ในนามขององค์การเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศของสหรัฐอเมริกา (United States Agency for International Development: USAID) ประกอบด้วยน้ำยาตรวจหาเชื้อโควิด-19 ด้วยวิธี RT-PCR และตรวจหาการกลายพันธุ์ด้วยเทคโนโลยี NGS (Next Generation Sequencing) อุปกรณ์สำหรับการฉีดวัคซีน และชุดป้องกันร่างกายส่วนบุคคล โดยส่งมอบให้แก่นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.สาธารณสุข ณ กระทรวงสาธารณสุข เมื่อวันที่ 7 ก.พ.ที่ผ่านมา ซึ่ง USAID มอบความช่วยเหลือให้แก่รัฐบาลไทยในการรับมือกับโรคโควิด-19 แล้ว กว่า 12.4 ล้านเหรียญสหรัฐ (409 ล้านบาท) ผ่านหน่วยงานต่างๆของรัฐบาลสหรัฐฯ พร้อมยังสนับสนุนไทยส่งเสริมศักยภาพในการวินิจฉัยโรคติดเชื้ออุบัติใหม่ ในช่วงแรกของการระบาด มอบอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคลให้แก่เจ้าหน้าที่สาธารณสุขของไทย สื่อสารข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับโรคโควิด-19 แก่แรงงานข้ามชาติและบุคคลในชุมชนที่มีความเสี่ยงสูง รวมถึงเสริมสร้างศักยภาพในการวินิจฉัยและกำลังคนในการตรวจโรค

'บิ๊กตู่' มั่นใจ มาตรการสธ.ไทยรับมือโอมิครอนได้ ผลโพลชี้  71.4 % ประชาชนเชื่อมาตรการครอบจักรวาล

นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม รับทราบผลโพล DDC Poll ของกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ล่าสุดได้สำรวจกับประชาชนกลุ่มตัวอย่างทั่วประเทศจำนวน 4,800 คน รายงานว่า ประชาชน 71.4% เชื่อมั่นในมาตรการ Universal Prevention สะท้อนให้เห็นภาพของความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อมาตรการและระบบสาธารสุขของไทย ที่ยังสามารถรับมือกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ได้เป็นอย่างดี 

นายธนกร กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีขอบคุณประชาชนทุกฝ่าย ที่ร่วมด้วยช่วยกันในการปฏิบัติตนตามมาตรการสาธารณสุขและมาตรการ Universal Prevention อย่างเคร่งครัด ตลอดจนความทุ่มเทของแพทย์และบุคลากรทางแพทย์และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกคนที่ช่วยกันทำงานอย่างหนักตลอดมา นายกรัฐมนตรียังมั่นใจว่า ประเทศไทยและคนไทย จะประสบความสำเร็จในการก้าวผ่านการแพร่ระบาดระลอกนี้ในอีกไม่นาน

นายธนกร กล่าวว่า จากผลโพล DDC Poll สะท้อนให้เห็นความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อมาตรการ Universal Prevention ตลอดจนความร่วมมือของประชาชนในการดูแลเอง โดย ประชาชน 79% ปฏิบัติตน โดยการล้างมือบ่อยๆ ด้วยสบู่และเจลแอลกอฮอล์ 63% หลีกเลี่ยงการใช้มือสัมผัสหน้ากากและใบหน้าโดยไม่จำเป็น 54.9% เว้นระยะห่างจากคนอื่นอย่างน้อย1-2 เมตร 54.1% สวมหน้ากากอนามัยและสวมทับด้วยหน้ากากผ้าเมื่ออยู่ร่วมกับผู้อื่นมากกว่า 2 คน และ 44.7% ตรวจ ATK เมื่อสงสัยว่าตนเองมีความเสี่ยง 

“ราเมศ” ตกใจ “ถวิล” มือกม.ปชป.ลาออกซบก้าวไกล  เผยส่วนตัวผูกพันมากถือเป็นครูด้านร่างกฎหมาย ยอมรับพรรคสูญเสียบุคคลากรสำคัญ  

นายราเมศ รัตนะเชวง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการกฎหมาย กล่าวถึงกรณีที่นายถวิล ไพรสณฑ์ ประธานคณะกรรมการกฎหมายของพรรคฯ ลาออกจากสมาชิกพรรคว่า ยังตกใจและเสียใจอยู่ เหตุเพราะนายถวิลกับตนมีความผูกพันกันมาก ทำงานร่วมกันมาโดยตลอดในด้านกฎหมาย นายถวิลจะรับผิดชอบงานกฎหมายในส่วนของร่างกฎหมาย ที่ร่างกฎหมายเกือบทุกฉบับต้องผ่านการตรวจตราจากนายถวิลเพราะมีความเชี่ยวชาญในการร่างกฎหมายมาก

โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับการปกครองส่วนท้องถิ่น การกระจายอำนาจ และพรรคก็ได้ให้นายถวิลดูแลรับผิดชอบเรื่องท้องถิ่นมาโดยตลอด ในส่วนของพรรคให้ความสำคัญกับเรื่องท้องถิ่นเป็นอย่างมากเห็นได้จากนโยบายที่มีความก้าวหน้ามากกว่าทุกพรรค เป็นพรรคการเมืองเดียวที่ยื่นแก้ รธน เรื่องท้องถิ่น นายถวิลก็เป็นคนทำร่างฉบับนี้

“เมื่อวานนี้(8 ก.พ.)เวลาประมาณ 16.30 น หลังจากที่ผมได้เสร็จสิ้นการว่าความที่ศาลอาญา เห็นนายถวิลโทรมาในช่วงกลางวันสองครั้งแล้ว ผมไม่ได้รับสาย เมื่อโทรกลับไปนายถวิลบอกว่า ผมโทรมาลาคุณราเมศ ผมก็ถามว่าท่านจะลาไปไหน ได้รับคำตอบว่า ผมลาออกจากพรรคแล้ว โดยได้ไปยื่นใบลาออกที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ยังพูดเลยว่า ท่านจะทิ้งผมไปไหนเหรอครับ ท่านก็บอกตรงๆว่าไปช่วยเรื่องท้องถิ่นพรรคก้าวไกล และได้พูดถึงเหตุผลที่ลาออก แต่ขอไม่พูดในส่วนนี้เพราะเป็นการพูดคุยกันส่วนตัว”นายราเมศ กล่าว

'ดร.เสรี' ข้องใจ!! ทำไมเรียก 'ผู้แข็งแกร่งที่สุดในปฐพี' ถาม!! ตอนเป็นรมต. ทำอะไรที่เป็นการพัฒนาบ้าง

ดร.เสรี วงษ์มณฑา ผู้ร่วมก่อตั้งสถาบันทิศทางไทย บรรณาธิการบริหาร เพื่อวางกลยุทธ์สื่อสาร ศบค. โพสต์เฟซบุ๊กว่า... 

ขอถามนะ อยากรู้จริงๆ ค่ะ ใครตอบได้โปรดตอบ

ทำไมจึงเรียกว่าเป็นผู้แข็งแรงที่สุดในปฐพี
การหิ้วถุงแกงเป็นคุณสมบัติที่น่าชื่นชมอย่างไร
หลังจากขึ้นรถเมล์แล้ว มีการพัฒนา ขสมก. อย่างไร

'สมปอง'​ โพสต์ขอโทษทุกอย่าง แจงขอเวลา!! แล้วจะกลับมา 'ให้ความสุข' อีกครั้ง

ไม่นานมานี้​ มีการเคลื่อนไหวจาก​ นายสมปอง นครไธสง หรืออดีตพระมหาสมปอง​ ได้โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กเพจ ‘สมปอง นครไธสง’ ว่า... 

“ขอโทษสำหรับทุกอย่างที่เกิดขึ้นนะครับ และขอเวลาเพื่อที่กลับมาสร้างความสุขให้ทุกท่านอีกครั้ง จากใจ…ไอ้ปอง” 
 

RS หอบ 877.6 ล้านบาท ปิดดีลกลุ่มยูนิลีเวอร์ ซื้อหน่วยธุรกิจขายตรง คาดแล้วเสร็จพ.ค. 65

บมจ.อาร์เอส (RS) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทเมื่อวันที่ 17 ธ.ค. 64 มีมติอนุมัติให้บริษัท ย๊าค จำกัด (YAAK) ซึ่งเป็นบริษัทย่อย รับโอนกิจการบางส่วนของบริษัท ยูนิลีเวอร์ไทย เทรดดิ้ง จำกัด (UTT) โดยรับโอนหน่วยธุรกิจขายตรงและตลาดแบบตรงสำหรับผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องสำอางภายใต้แบรนด์ Aviance แบรนด์ Beyonde และแบรนด์ I-Fresh ที่ดำเนินการภายใต้ชื่อทางการค้า “Unilever Life” หรือ “ULife” โดยเมื่อวันที่ 7 ก.พ. 65 บริษัทได้บรรลุข้อตกลงและเข้าลงนามในสัญญาซื้อขายกิจการกับ UTT มูลค่า 877.6 ล้านบาท คาดว่าจะเข้าทำรายการแล้วเสร็จในเดือน พ.ค. 65

ทั้งนี้ กิจการ ULife เป็นหน่วยธุรกิจหนึ่งของ UTT ที่ดำเนินกิจการขายตรงและตลาดแบบตรงสำหรับผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องสำอางภายโดยจัดจำหน่ายผ่านช่องทางทั้งออนไลน์ (เช่น Official Website Lazada และ Shopee) ออฟไลน์ (เช่น ร้านค้าประเภท Direct Shop และ Authorised Shop และผู้แทนจำหน่ายอิสระ (Business Partners))

RS เล็งเห็นว่าการเข้าซื้อกิจการ ULife สอดคล้องกับกลยุทธ์ “Lifestyle Wellbeing Solution” ซึ่งมีเป้าหมายคือการเป็นคำตอบในเรื่องสุขภาพให้กับผู้บริโภค เนื่องจากเป็นการเพิ่มศักยภาพและสร้างการเติบโตให้กับธุรกิจคอมเมิร์ซ ซึ่งเป็นหนึ่งในธุรกิจหลักที่เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของบริษัทฯ

ทั้งนี้ในปัจจุบัน ธุรกิจคอมเมิร์ซ มุ่งเสนอขายสินค้าที่เสริมสร้างการมีสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่ลูกค้า ผ่านแพลตฟอร์มและช่องทางการขายต่างๆ ทั้งนี้การเข้าซื้อกิจการ ULife ซึ่งมีจุดแข็งในการประกอบธุรกิจขายตรงชั้นนำ ด้วยจำนวนสมาชิกภายใต้เครือข่ายธุรกิจกว่า 150,000 ราย ร้านค้าหลายสาขารวมถึงช่องทางออนไลน์ต่างๆ และมีผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องสำอางที่โดดเด่นภายใต้แบรนด์ Aviance แบรนด์ Beyonde และแบรนด์ I-Fresh ซึ่งเป็นที่นิยมในหมู่ผู้บริโภค จะทำให้บริษัทฯ มีสินค้าและช่องทางการจัดจำหน่ายสินค้าทั้งทางออฟไลน์และออนไลน์ที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งนอกจากจะช่วยเพิ่มโอกาสในการสร้างรายได้แล้วยังช่วยทำให้เข้าถึงลูกค้าในวงกว้างมากขึ้นด้วย

'จีน - อาร์เจนตินา' ท้าชนอังกฤษที่หมู่เกาะฟอล์กแลนด์ ยุทธศาสตร์ 'หนามยอก-หนามบ่ง' จากพญามังกร 

ความสัมพันธ์ระหว่างจีน และ อังกฤษ ยังคงเลวร้ายลงอย่างต่อเนื่อง เมื่อสำนักข่าว CCTV ของจีนได้รายงานข่าวการเซ็นข้อตกลงร่วมกันครั้งสำคัญในช่วงการพบปะกันระหว่าง 'สี จิ้นผิง' ผู้นำจีน และ 'อัลเบอโต เฟอร์นานเดซ' ประธานาธิบดีอาร์เจนตินา ที่เดินทางไปร่วมพิธีเปิดงานกีฬาโอลิมปิกฤดูหนาวที่นครปักกิ่ง 

โดยทางอาร์เจนตินาจะเข้าร่วมขบวนเป็นส่วนหนึ่งในโครงการเมกะโปรเจกต์ Belt and Road Initiatives (BRI) ของจีน แผนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่เชื่อมต่อเส้นทางเศรษฐกิจจากจีนออกไปทั่วโลก ซึ่งจะทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งจีน และ อาร์เจนตินา แน่นแฟ้นยิ่งกว่าเดิม

นอกจากนี้ ทางรัฐบาลจีนยังทำข้อตกลงกับทางอาร์เจนตินาในการสนับสนุนการอ้างสิทธิ์เหนือหมู่เกาะฟอล์กแลนด์ ซึ่งเป็นพื้นที่พิพาทระหว่าง อาร์เจนตินา และอังกฤษมานานถึง 40 ปี ที่ในปัจจุบันทางอังกฤษได้ครอบครองอยู่ โดยทางจีนยังต้องการให้รัฐบาลอาร์เจนตินาออกมาประกาศอธิปไตยอย่างเต็มรูปแบบในเขตหมู่เกาะฟอล์กแลนด์อีกด้วย

ส่วนรัฐบาลอาร์เจนตินา ก็จะสนับสนุนนโยบาย “จีนเดียว” อย่างเต็มที่ รวมถึงการยอมรับไต้หวันว่าเป็นส่วนหนึ่งของจีนเท่านั้น 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top