Monday, 22 June 2026
Hard News Team

'ไทย-ฮังการี' สานต่อความสัมพันธ์และมิตรภาพที่มีมาอย่างยาวนาน พัฒนาความร่วมมือในด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ

ที่กระทรวงกลาโหม พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล รมช.กลาโหม ต้อนรับ นาย Sandor Sipos (ชานโดร์ ชีโปช) เอกอัครราชทูตฮังการีประจำประเทศไทย ในโอกาสเข้ารับหน้าที่ เอกอัคราชทูต.ฮังการีประจำประเทศไทย

โดย ทั้งสองฝ่ายได้ชื่นชมความสัมพันธ์ที่มีต่อกันมาอย่างยาวนาน และการแลกเปลี่ยนความร่วมมือของทั้งสองประเทศด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ การพัฒนาความร่วมมือที่มีอยู่เดิมให้ดียิ่งขึ้นในทุกด้าน อีกทั้งความร่วมมือกันในภารกิจรักษาสันติภาพ
   
รมช.กลาโหม ได้กล่าวชื่นชมความสัมพันธ์อันดีของทั้งสองประเทศที่มีการแลกเปลี่ยนการเยือนระหว่างกันอย่างต่อเนื่อง รวมถึงความร่วมมือระหว่างกันในเรื่องการค้าการลงทุน การบริหารจัดการน้ำ การศึกษา รวมถึงทางการทหารและขอบคุณทางฮังการีที่บริจาควัคซีนให้กับประเทศไทยในช่วงที่ผ่านมา

‘ชนินทร์’ ซัด ‘บิ๊กตู่’ ยิ่งอยู่ยิ่งเจ๊ง ยิ่งแจกยิ่งจน!! หวั่นชาติล่ม จมอยู่ 8 ปี สร้างหนี้ 10 ล้านล้านบาท

วันที่ 10 ก.พ. 65 นายชนินทร์ รุ่งธนเกียรติ รองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการขจัดความยากจนและพัฒนาคนทุกช่วงวัยอย่างยั่งยืนฯ ครั้งที่ 1/2565 ร่วมกับก๊วน 3 ป. ว่า การประชุมเพื่อแก้ปัญหาความยากจน เกิดขึ้นในรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ นับครั้งไม่ถ้วน แต่เหตุใดตัวเลขผู้ได้รับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือ “บัตรคนจน” เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ 

หากดูจากตัวเลขผู้ได้รับสิทธิ์ในปี 2560 อยู่ ที่ 7.7 ล้านคน เพิ่มจนมาสูงสุดที่ 14.6 ล้านคนในปี 2562 หรือคิดเป็น 22% ของคนทั้งประเทศ และหากพลเอกประยุทธ์ มีการขยายสิทธิ์ใหม่ในปี 2565 ภายหลังปรับกฎเกณฑ์ตามมติ ครม. ที่ตั้งเป้าผู้เข้าร่วม 20 ล้านคน หรือคิดเป็น 30% ของจำนวนประชากรทั้งประเทศในทันที ในขณะที่ตัวเลขคนจนไม่ได้ลดลง ในเวลาเดียวกันพลเอกประยุทธ์ ก็เดินหน้ากู้จนหนี้สาธารณะของไทย ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2564 อยู่ที่ 9.64 ล้านล้านบาท หรือเกือบ 10 ล้านล้านบาท หรือ 59.57% ของจีดีพี สะท้อนให้เห็นว่าพลเอกประยุทธ์ บริหารประเทศแบบกู้แหลก แต่สร้างผลขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจได้น้อย เพราะตัวเลขหนี้สวนทางกับการเติบโตทางเศรษฐกิจในยุคพลเอกประยุทธ์ ที่โตเฉลี่ยเพียง 1.66% นับตั้งแต่เข้ามาบริหารประเทศภายหลังจากทำการรัฐประหารในปี พ.ศ. 2557 จนถึงปัจจุบัน ขัดแย้งกับผลงานโดดเด่นในเรื่องของการกู้ และยังใช้งบประมาณไปกับโครงการประชานิยมรวมเกือบ 2 ล้านล้านบาท อาทิ

1.) งบประมาณที่รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและอดีตหัวหน้าคณะรัฐประหาร ใช้ในโครงการประชานิยมในช่วงปี 2557-2561 ซึ่งมี 19 โครงการ ใช้งบประมาณรวม 8.78 แสนล้านบาท
2.) โครงการประกันราคาสินค้าเกษตร ตั้งแต่ปี 2562/63 - 2564/65 ใช้งบประมาณ 2.61 แสนล้านบาท
3.) โครงการต่าง ๆ ที่ออกมาในช่วงของการระบาดของโควิด-19 ตาม พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคมจากการระบาดของโรคโควิด-19 รวมมากกว่า 6 โครงการ ในปี 2563-2564 ทั้งคนละครึ่ง 4 เฟส, เราชนะ, ม.33 เรารักกัน, ยิ่งใช้ยิ่งได้, บัตรคนจน, เราเที่ยวด้วยกัน ใช้งบประมาณรวมทั้งหมดรวมกว่า 1.15 ล้านล้านบาท จากกรอบวงเงินที่กู้ได้ 1.5 ล้านล้านบาท

'อนุทิน' ชี้  ค้านรฟฟ.สายสีเขียว คือเห็นต่างในการทำงาน ยัน ไม่เกี่ยวสัมพันธ์พรรคร่วมรบ. บอก ถ้า มท. ไม่แก้ตามความเห็น ก็ โหวตโน ลั่น ‘รู้สี่รู้แปด รู้ใหญ่รู้เล็ก’ ไม่คิดตีตัวเทียบ บิ๊กป๊อก ให้นายกฯ ต้องลำบากใจ ระบุ ไม่ต้องการมีคดี หลังพ้นเก้าอี้

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ให้สัมภาษณ์ถึงสาเหตุที่ 7 รัฐมนตรีพรรค ภท. ไม่เข้าร่วมประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่พิจารณาเรื่องรถไฟฟ้าสายสีเขียว จะส่งผลกระทบต่อการพิจารณาเรื่องดังกล่าวในอนาคตหรือไม่ ว่า ต้องดูเป็นประเด็นๆ ไป เพราะกระทรวงคมนาคมได้ทำความเห็นออกมาแล้วเป็นหนังสือ 8 ฉบับ และหากกระทรวงคมนาคมคลายความกังวลหรือข้อวิตกแล้วก็ดำเนินต่อไปได้

เราไม่ได้ไม่เห็นชอบเรื่องต่อหรือไม่ต่อสัญญารถไฟฟ้าสายสีเขียว แต่เราต้องการความชัดเจนขอให้ทำตามขั้นตอนที่ฝ่ายกฎหมายของกระทรวงคมนาคมเห็นว่ายังขาดอยู่คือเรื่องการรับโอนทรัพย์สินจาก การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) มอบให้ กรุงเทพมหานคร (กทม.) ถือเป็นส่วนเดียวที่คมนาคมเกี่ยวข้อง เมื่อถามว่าหากสุดท้ายกระทรวงมหาดไทย และกทม. แก้ไขแล้วยังไม่ตรงกับที่กระทรวงคมนาคมต้องการจะมีผลอย่างไร นายอนุทิน กล่าวว่าต้องไปถามนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เมื่อถามว่าเรื่องนี้จะกระทบความสัมพันธ์พรรคร่วมรัฐบาลหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่เกี่ยว นี้เป็นเรื่องความเห็นของการทำงานที่ครม. มีสิทธิเห็นไม่ตรงกันได้ 

 “ถ้าให้ภารกิจนี้เดินต่อไปก็ต้องลงมติ แต่ถ้าคนที่เห็นว่ายังผิดอยู่เขาสามารถสงวนสิทธิได้และเป็นสิ่งที่พรรค ภท. ทำมา ไม่ได้ขัดขวางอะไรเลย และที่เราไม่เข้าประชุมครม. เพราะเห็นมีการบรรจุวาระดังกล่าวเข้ามาล่วงหน้าและก่อนหน้านี้ก็ได้นำความกราบเรียนนายกฯตลอดเวลา เรามีความลำบากใจในประเด็นนี้ และถ้าจะให้ผ่านไปโดยไม่ต้องทะเลาะโต้เถียงกันหรือปะทะคาคมกัน ชี้แจงกันไปกันมาทำตรให้บรรยากาศการประชุมเสียเราจึงทำความเห็นเป็นหนังสือชี้แจงเหตผลของทั้ง 7 คนไป ซึ่งเราก็นึกว่าเรื่องผ่านไปแล้ว” นายอนุทิน กล่าว

 เมื่อถามว่าหลังการประชุมครม. ได้ชี้แจงกับพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมแล้วหรือยังหลังการประชุมครม. ดังกล่าว นายอนุทิน กล่าวว่า ได้ชี้แจงแล้วเรื่องที่เกิดขึ้นวันอังคาร ไม่ใช่เรื่องบังเอิญทุกฝ่ายรับทราบกันหมด ทั้งทีมงานนายกฯ ก็ได้ประสานงานโทรคุยกันหมด เมื่อถามว่า พรรค ภท. เล่นไม้เดิมเวลาพิจารณาเรื่องนี้ก็จะมีคำถามใหม่ของกระทรวงคมนาคมเพิ่มมาตลอด 

“ภูมิใจไทยเล่นอะไร ไม่ได้เล่นอะไรเลย ถามนำอีกแล้ว ตรงไปตรงมา เมื่อถามย้ำว่าการที่รัฐมนตรีไม่เข้าประชุม ครม. 7 คน เป็นการส่งสัญญาณต่อไปจะไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลในเรื่องสายสีเขียวใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า รัฐบาลนี้ หรือรัฐบาลไหน ไม่ใช่พวกมากลากไป ไม่ใช่ใครอยากจะทำอะไรก็ทำได้ ถ้าคิดอย่างนั้นได้ก็ไม่ต้องมีอะไรมาเข้าที่ประชุม ครม. อย่างนี้ถ้าตนอยากบรรจุข้าราชการสาธารณสุขอีก 5 หมื่นคน ตนก็ทำได้เลย ไม่ต้องมาเข้าครม.ไม่ต้องมาขอ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ที่กำกับคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ไม่ต้องขอ ผอ.สำนักงบประมาณ เพราะสุดท้ายต้องเป็นเรื่องที่เราต้องมาหารือในรัฐบาล และหากประเด็นยังค้างคาก็ต้องนำไปแก้ไขให้ถูกต้องทุกฝ่ายรับได้ นั้นคือเป้าหมาย ถ้าหากรับไม่ได้จริงๆ ก็ต้องโหวต” นายอนุทิน กล่าว

นายอนุทิน กล่าวว่า พรรค ภท. เห็นว่ามี ครม.มี 36 คน ถ้าจะผ่านให้ได้โหวตอย่างไรเราก็แพ้อยู่แล้ว เพราะมีเสียงเพียง 7 ต่อ 36 แต่ทำไมเราต้องไปถึงจุดนั้น ทำไมต้องทำความลำบากใจมาให้นายกฯ เราจึงทำหนังสือสงวนสิทธิของเราไปให้นายกฯ และหากนายกฯเห็นว่ามันต้องผ่านก็ผ่านมติครม.ก็นำไปปฏิบัติได้ แต่ถ้ามีเรื่องราวอะไรภายหลังร้องเรียนคดีความต่างๆ ครม.ก็ต้องรับผิดชอบส่วนบุคคลอยู่ แต่รัฐมนตรีทั้ง 7 คนของพรรค ภท. ก็มีหนังสือยืนยันว่าเราไม่เห็นด้วยกับเงื่อนไขที่นำเสนอในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ซึ่งไม่เกี่ยวกับเรื่องความสัมพันธ์ในรัฐบาลเพราะยังดีอยู่ ปึ้กแน่นอน ฟังเสียงปึ้กดูก็รู้

 นายอนุทิน กล่าวว่า ขอย้ำว่าถ้ามีการปรับปรุงอะไรแล้วเราไม่มีปัญหาเรื่องการถ่ายโอนทรัพย์สินระหว่าง รฟม. และกทม. เพราะยังเป็นสมบัติของรฟม. ที่เป็นหน่วยงานของกระทรวงคมนาคม ซึ่งกทม.ก็ควรโอนให้เรียบร้อย รฟม.พร้อมแล้ว 

 เมื่อถามว่า มีหลายฝ่ายระบุว่าความขัดแย้งดังกล่าวเป็นสัญญาณยุบสภา นายอนุทิน กล่าวว่าหลายคนอยู่ข้างนอก หลายคนอยู่ในพรรคร่วมรัฐบาลหรือไม่ หลายคนคุยไลน์ระหว่างกันหรือเปล่า คุยไลน์กับท่านนายกฯ คุยไลน์กับหัวหน้าพรรคหรือเปล่า ประสานงานกันหรือไม่ ไลน์กลุ่มครม.เขาคุยกันรู้มากแค่ไหน เรื่องดังกล่าวไม่ใช่เหตุบังเอิญหรือเป็นการเรียกร้องต่อรองเราไม่มี ถ้าต่อรองเราไม่มี 7 คนหรอก เมื่อถามถึงกรณีพรรคเศรษฐกิจไทยโหวตเห็นด้วย ร่างพ.ร.บ.สรรสามิต (สุราก้าวหน้า) สวนทางกับรัฐบาล นายอนุทิน กล่าวว่า ต้องไปถาม ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ส.ส.พะเยาพรรคเศษรฐกิจไทย ส่วนภาพที่ทักทายกันในห้องประชุมสภาฯนั้น เมื่อตนเดินสวนจะไม่ทักทายกันได้อย่างไร เพราะเป็นเพื่อนกัน แต่กลับกลายเป็นเรื่องเป็นราว 

เมื่อถามถึงสัญญาณทางการเมืองที่เกิดขึ้นต่างๆ หลายคนมองว่าน่าจะมีการยุบสภา นายอนุทิน กล่าวว่า หลายคนที่ว่าอยู่ข้างนอกทั้งนั้น หลายคนที่ว่านั้นอยู่ในพรรคร่วมรัฐบาลหรือไม่ ได้คุยไลน์กับ พล.อ.ประยุทธ์ และหัวหน้าพรรคร่วมรัฐบาลหรือไม่ หลายคนที่ว่านั้นรู้ว่าในไลน์กลุ่มคณะรัฐมนตรี (ครม.) คุยอะไรกันหรือไม่ อย่างที่บอกว่ามันไม่ใช่เหตุบังเอิญที่จะไปเรียกร้องหรือต่อรอง ถ้าต่อรองไม่มีแค่ 7 รัฐมนตรีหรอก 
 
เมื่อถามถึงกรณีพรรคเศรษฐกิจไทยลงมติเห็นชอบกับร่างกฎหมายที่พรรคฝ่ายค้านเสนอ นายอนุทิน กล่าวว่า ส่วนนี้ต้องไปถาม ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ส.ส.พะเยา พรรคเศรษฐกิจไทย ส่วนที่มีภาพตนกับ ร.อ.ธรรมนัสนั้น ตนเดินผ่าน จะไม่ให้ทักได้อย่างไร เพราะเป็นเพื่อนกัน ขณะที่รัฐบาลส่วนรัฐบาล สภาส่วนสภา 
 
นายอนุทิน กล่าวว่า การไปของรัฐบาลมาจาก 1.นายกฯ พ้นจากตำแหน่ง 2.นายกฯ ลาออก 3.นายกฯ ยุบสภา และ 4.รัฐบาลไม่ได้รับความไว้วางใจ ในส่วนนี้ต้องรวมที่ตัวนายกฯ ด้วย เรื่องเหล่านี้มีข้อกำหนดอย่างชัดเจน 

เมื่อถามว่า หากความสัมพันธ์ของพรรคร่วมรัฐบาล และพรรคเศรษฐกิจไทย ยังเป็นแบบนี้อยู่ มีโอกาสเสี่ยงที่จะตายคาสภาและยุบสภา นายอนุทิน กล่าวว่า เรื่องนี้ต้องไปถามคนที่ยุบสภา เราทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุด สิ่งที่เราทำได้ไปเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ คือ การทำหน้าที่ของเรา โดยทำหน้าที่เพื่อหลีกเลี่ยงการโต้เถียงและความเห็นที่ไม่ตรงกันในที่ประชุม ครม. เรื่องนี้เป็นเรื่องการทำงานของแต่ละคน เราไม่ใช่นักบู๊และตีรันฟันแทง เราใช้สติทำงาน

เมื่อถามว่า รัฐบาลจะไปเพราะศัตรู จนทำให้มีอันเป็นไปหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า รัฐบาลเป็นของประชาชน ไม่มีศัตรู เพราะรัฐบาลมีศัตรูไม่ได้ 

เมื่อถามว่า ในการประชุม ครม.สัปดาห์ต่อไป รัฐมนตรีของพรรค ภท. จะเข้าประชุมหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า เราได้แสดงจุดยืนอย่างชัดเจนแล้ว และเคลียร์กันหมดแล้ว จากนี้ไปจะไม่มีการไม่เข้าประชุม ครม.แล้ว ถ้าเข้าประชุมหมายความว่าพร้อมที่จะรับฟัง นายศักดิ์สยาม จะเข้ามาซักถามหรือโต้แย้ง หากนายกฯ เห็นว่ามีความจำเป็นและต้องดำเนินต่อไปในทางใดทางหนึ่ง นายกฯ ก็สามารถสั่งการได้ เราถือว่าเราหลบและหมอบแล้ว ในเรื่องของความเห็นไม่ตรงกัน พูดให้ชัดเจนคือ เมื่อถึงเวลาโหวตแล้วไม่เกิดการแก้ไขอะไรเลย เราก็โหวตโน แต่ถ้าแก้ไขมา และไม่มีความกังวลว่าจะมีอะไรตามมาบ้างหลังจากที่พ้นตำแหน่งและถูกต้องตามกระบวนการทุกอย่าง ค่าโดยสารถูกลง เรามีแต่จะเร่งให้รีบโอนและทำให้สำเร็จโดยเร็ว  

เมื่อถามว่า หากไม่โหวตร่วมกับ ครม. จะรอดพ้นจากความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ได้หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า เราไม่ก้าวก่ายแล้ว เพราะเราทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุด แต่ไม่ใช่ไม่โหวตเพราะกลัวว่าเราจะเป็นอะไร สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ไม่ผิดกฎหมาย เป็นไปตามขั้นตอน ประชาชน ประเทศชาติ และรัฐบาลต้องได้ประโยชน์ เราพยายามอยู่ในแนวทางนี้ 

เมื่อถามว่า การเคลื่อนไหวของรัฐมนตรีพรรคภูมิใจไทยไมได้เป็นการกดดันให้นายกฯหนักใจ และให้นายกฯต้องเลือกระหว่าง พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กับนายอนุทินใช่หรือไม่ นายอนุทิน ส่ายหัวพร้อมกล่าวเสียงดังว่า “ระหว่าง พล.อ.อนุพงษ์ กับนายอนุทิน ไม่ต้องถามเลยว่านายกฯ จะเลือกใคร ท่านเป็นพี่น้องกัน ผมรู้สี่รู้แปด รู้ใหญ่รู้เล็ก ไม่ได้เทียบกันตรงนั้น คนละเรื่องกัน ผมไม่ต้องการให้เลือก เพราะต้องเลือกประชาชน”

“จุรินทร์” ยอมรับความขัดแย้งในรบ. ทำให้รัฐบาลขาดเสถียรภาพ แนะ นายกฯ ต้องเข้าไปจัดการ รวมทั้งปัญหาโหวตในสภาฯ พรรคแกนนำต้องเข้าไปดูให้ลึกเกิดอะไรขึ้น  ยันไม่กังวลซักฟอก ม.152 ยินดีตอบ

ที่กระทรวงพาณิชย์ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีข่าวความขัดแย้งในรัฐบาล จะทำให้รัฐบาลขาดเสถียรภาพหรือไม่ว่า เป็นเรื่องที่ตนคิดว่าหลายฝ่ายมีความเป็นห่วง ปฏิเสธไม่ได้เพราะเป็นปรากฎการณ์ที่ไม่ค่อยเกิดให้เห็นบ่อยนัก แต่คิดว่านายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้ารัฐบาลกำลังพยายามคลี่คลายปัญหาและแก้ปัญหานี้อยู่ สุดท้ายนายกฯก็หนีไม่พ้นที่จะต้องเข้าไปดูเพราะท่านเป็นหัวหน้ารัฐบาล

นายจุรินทร์ กล่าวต่อว่า สำหรับในส่วนพรรคประชาธิปัตย์นั้น เราเป็นพรรคขนาดกลาง เป็นแค่พรรคร่วมรัฐบาล อย่างไรก็ตามสิ่งที่ตนได้เรียนย้ำไปหลายครั้งก็คือ เราก็พร้อมที่จะให้ความร่วมมือกับรัฐบาล เพราะเมื่ออยู่ด้วยกันแล้ว อะไรที่เป็นประโยชน์กับพี่น้องประชาชนก็ต้องจับมือกันเดินไปข้างหน้า ไม่อย่างนั้นประชาชนก็ไม่รู้จะพึ่งใคร เราก็มีหลักการ หลักเกณฑ์ของเรา ทั้งในฐานะที่เป็นพรรคการเมืองที่ทำงานร่วมกับรัฐบาล เรามีหน้าที่อะไรเราก็ทำหน้าที่เราให้ครบถ้วนสมบูรณ์แบบ ให้เต็มที่เหมือนที่ทำอยู่เดี๋ยวนี้ เมื่อมีปัญหาราคาสินค้าเราก็แก้ได้รวดเร็ว เมื่อมีปัญหาอื่นเกิดขึ้นเราก็จับมือกับรัฐบาลแก้ปัญหา อะไรที่เกินอำนาจกระทรวงก็ใช้มติคณะรัฐมนตรี(ครม.)ในการตัดสินใจ ส่วนในรัฐสภา เมื่อมีข้อตกลงอะไรร่วมกัน เราก็เคารพข้อตกลงและเดินหน้าไปตามนั้น ในสภาฯก็ต้องใช้กลไกวิปเป็นกลไกหลักในการที่จะเป็นตัวกำหนดว่าจะตัดสินใจลงคะแนนไปทางไหน ซึ่งประชาธิปัตย์ก็ให้ความร่วมมือมาด้วยดีตลอด 

เมื่อถามว่าในระยะหลังเกิดเหตุสภาฯล่มบ่อยครั้ง มีหลายพรรคที่ออกไปตั้งพรรคใหม่มีการโหวตสวนรัฐบาล รวมไปถึงการตั้งกลุ่ม 16 เพื่อโหวตสวนรัฐบาลโดยยึดประโยชน์ประาชนเป็นหลักจนมีหลายฝ่ายมองว่าอาจทำให้ยุบสภาได้ นายจุรนทร์กล่าวว่า ตนยังไม่อยากมองไกลไปถึงขนาดนั้น และคงไม่ไปวิจารณ์พรรคการเมืองอื่น หรือวิจารณ์กลุ่มการเมืองใด ถือว่าเมื่อท่านเป็นตัวแทนพี่น้องประชาชน เป็นผู้แทนราษฎรก็มีสิทธิ์ในการที่จะดำเนินทิศทางทางการเมืองตามที่เห็นสมควร ส่วนประชาธิปัตย์ก็มีแนวทางของเรา อย่างน้อยในส่วนของรัฐบาล นายกฯก็อาจจะต้องใช้เวลาในการลงมาดูเรื่องนี้อย่างใกล้ชิดยิ่งขึ้น โดยเฉพาะพรรคที่เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลก็จะต้องลงมาดูลึกเป็นพิเศษ เพราะเสียงส่วนใหญ่อยู่ที่พรรคแกนนำ ไม่ได้อยู่ที่พรรคประชาธิปัตย์ หรือพรรคร่วมรัฐบาลอื่น 

"ส่วนของเรา เราก็ให้ความร่วมมือ อันนี้ตัดออกไปได้เลยว่าไม่มีปัญหาอะไร" หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์กล่าว 

‘อย. พม่า’ เตือน ระวัง ‘ไส้กรอกจากไทย’ หลัง​ 'ชาวสีป้อ'​ กินแล้ว​ถูกหามส่งโรงหมอ!!

สำนักงานอาหารและยาพม่า ออกคำเตือนให้ระวังไส้กรอกแบรนด์ไทย ที่ลักลอบนำเข้าไปตามแนวชายแดน หลังครอบครัวชาวสีป้อ 3 แม่ลูกกินเข้าไปแล้วอาหารเป็นพิษ ต้องรีบหามส่งโรงพยาบาล

(9 ก.พ. 65) สำนักงานอาหารและยา (FDA) กระทรวงสาธารณสุข เมียนมา ได้ออกคำเตือนประชาชนที่อาศัยอยู่ตามแนวชายแดน ให้ระวังและห้ามบริโภคไส้กรอกที่พิมพ์ฉลากเป็นภาษาไทยว่ายี่ห้อ “ฤทธิ์” พร้อมแนบรูปภาพห่อบรรจุไส้กรอกยี่ห้อนี้ไว้ด้วย

คำเตือนระบุว่าไส้กรอกยี่ห้อถูกนำเข้ามาอย่างผิดกฎหมายตามแนวชายแดน และไม่ได้ถูกรับรองจาก FDA มีผู้ที่ได้ซื้อมาบริโภคแล้วเกิดอันตราย จึงเป็นอาหารที่มีความเสี่ยง

คำเตือนของ FDA เกิดขึ้นหลังจากเมื่อวันอาทิตย์ที่ 7 กุมภาพันธ์ เกิดกรณี 3 แม่ลูก ชาวเมืองสีป้อ จังหวัดจ๊อกแม รัฐฉานเหนือ ซื้อไส้กรอกไก่ยี่ห้อ “ฤทธิ์” มาทอดกินกันภายในครอบครัว ปรากฏว่าหลังกินไปได้ไม่นาน ทั้ง 3 เกิดอาการอาหารเป็นพิษ หายใจติดขัด เพื่อนบ้านต้องแจ้งมูลนิธิการกุศลนำถังออกซิเจนมาให้ และรีบนำตัวทั้ง 3 ส่งไปรักษายังโรงพยาบาลเมืองล่าเสี้ยว

“โฆษกรัฐบาล” ซัด "หญิงหน่อย" หยุดดราม่า-ทำปชช. สับสน เหน็บ ลต.สมัยหน้า ระวังถูกเมิน ลั่น รัฐบาลดูแลราคาน้ำมัน-ปชช.ทุกกลุ่ม

นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวกรณีที่คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธ์ ประธานพรรคไทยสร้างไทย กล่าวหารัฐบาลนี้ทำราคาน้ำมันแพงกว่าประเทศอื่นเพราะเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซล สูงถึงลิตรละเกือบ 6 บาทว่า ไม่เข้าใจว่าคุณหญิงสุดารัตน์ใช้สมองส่วนไหนคิด เพราะเรื่องดังกล่าวไม่เป็นความจริง สร้างความสับสนให้ประชาชน และตามข้อเท็จจริงคือ รัฐบาลใช้กลไกเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้าไปช่วยเหลือโดยการอุดหนุนราคาน้ำมันดีเซลอยู่ที่ลิตรละ 3.79 บาท

โดยข้อมูลราคาน้ำมันเฉลี่ยในอาเซียน อ้างอิงวันที่  7 ก.พ. 2565 ประเทศไทยอยู่ลำดับที่ 5 ราคาน้ำมันของประเทศไทย เบนซิน ขายอยู่ที่ 34.55 บาทต่อลิตร  ดีเซลขายอยู่ที่  29.94 บาทต่อลิตร สิงคโปร์ เบนซินขายอยู่ที่ 66.89 บาท/ลิตร   ดีเซลขายอยู่ที่  56.07 บาทต่อลิตร  ลาว เบนซินขายอยู่ที่ 44.67 บาทต่อลิตร   ดีเซลขายอยู่ที่  34.75 บาทต่อลิตร  ฟิลิปปินส์ เบนซินขายอยู่ที่ 38.95 บาทต่อลิตร   ดีเซลขายอยู่ที่  32.02 บาทต่อลิตร  กัมพูชา เบนซิน ขายอยู่ที่ 38.19 บาทตาาอลิตร  ดีเซลขายอยู่ที่  30.88 บาทต่อลิตร 

นายธนกร กล่าวว่า ข้อมูลดังกล่าวไม่ได้เป็นไปตามข้อกล่าวหาของคุณหญิงสุดารัตน์ และอยากขอร้องคุณหญิงสุดารัตน์หยุดพฤติกรรมปั้นหน้าเศร้าเล่าความเท็จ ไม่เช่นนั้นการเลือกตั้งครั้งหน้าประชาชนจะเมินหนี และอย่าใช้วิธีการเดิมมาดิสเครดิตรัฐบาล เพราะประชาชนรู้ทันว่า ที่ผ่านมาคุณหญิงสุดารัตน์ ทำประโยชน์อะไรให้ประเทศนอกจากการรับใช้อดีตนายกฯ บางคนที่ทุจริตคอรัปชั่น

นายธนกร กล่าวว่า รัฐบาลมีนโยบายชัดเจน โดยใช้กลไกของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้าไปดูแลราคา ในส่วนของของราคาน้ำมันแพงเป็นภาวะที่ทั่วโลกเผชิญ คาดว่าเมื่อพ้นฤดูหนาวของต่างประเทศไปแล้ว แนวโน้มราคาน้ำมันจะปรับลดลง มาตรการภาษีจึงจะเป็นมาตรการสุดท้ายที่รัฐบาลจะดำเนินการ โดยจะดูราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก ว่าปรับขึ้นไปถึงจุดที่ไม่สามารถรับได้ จะไม่เข้าไปอุดหนุนเกินความจำเป็น เพราะรายได้จากภาษีน้ำมันก็เป็นรายได้หลักของรัฐบาล ซึ่งตอนนี้มีกองทุนน้ำมันที่ทำหน้าที่รักษาเสถียรภาพของราคาน้ำมันอยู่ โดยพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ให้นโยบายดูแลระดับราคาพลังงานให้เหมาะสม เน้นดูแลประชาชนในภาพใหญ่  ลดผลกระทบต่อธุรกิจให้มากที่สุด  

'ส.ส.ก้าวไกล' ขอบคุณกลุ่มธรรมนัส ช่วยเทคะแนนให้ หวังรอบหน้าจะได้รับการสนับสนุนอีก

วันที่ 10 ก.พ. 65 นายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร ส.ส.กทม. พรรคก้าวไกล ในฐานะผู้เสนอร่างพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ.... หรือ ร่างพรบ.สุราก้าวหน้า โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กตอนหนึ่งว่า... 

ขอบคุณทุกคะแนนเสียงที่ "ไม่เห็นด้วยกับการอุ้ม" เมื่อวานนี้ทั้ง พรรคเพื่อไทย ที่ช่วยอภิปรายสนับสนุนสะท้อนปัญหาพี่น้องในพื้นที่และโหวตให้ 

โควิดระลอกใหม่แรงทุบสถิติ ติดเชื้อ 1.3 หมื่น/วัน 'สธ.ไทย' ชี้!! ปลายกุมภาพันธ์ อาจแตะ 3 หมื่น

(9 ก.พ. 65) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือศบค.รายงานสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 เพิ่มขึ้นมากถึง 13,182 ราย ถือเป็นยอดสูงสุดครั้งแรกในระลอกเดือนมกราคม 2565 

>>ติดเชื้อทุบสถิติ13,182-ตาย 24 ราย 

ในจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ 13,182 รายนั้น จำแนกเป็น ผู้ป่วยจากในประเทศ 13,043 ราย ผู้ป่วยมาจากต่างประเทศ 139 ราย ผู้ป่วยสะสม 307,616 ราย นับตั้งแต่ 1 มกราคม 2565 หายป่วยกลับบ้าน 8,571 ราย หายป่วยสะสม 241,383 รายนับตั้งแต่ 1 มกราคม 2565 ผู้ป่วยกำลังรักษา 98,830 ราย เสียชีวิต 24 ราย ขณะที่ผู้ติดเชื้อเข้าข่ายจากการตรวจด้วยชุดตรวจแอนติเจน เทสต์ คิท (เอทีเค) อีก 5,928 ราย อาการหนักใช้ท่อช่วยหายใจ 111 ราย อาการหนัก 547 ราย 

>>กทม.พุ่งพรวด2,757-ปากน้ำ1,133 

ศบค.ระบุด้วยว่าสำหรับ 10 อันดับจังหวัดที่มีจำนวนผู้ติดเชื้อโควิดในประเทศรายใหม่สูงสุด 1.) ยังคงเป็นกรุงเทพมหานคร (กทม.) ติดเชื้อใหม่พุ่ง 2,757 ราย 2.) สมุทรปราการ 1,133 ราย 3.) ชลบุรี 641 ราย 4.) นนทบุรี 560 ราย 5.) ภูเก็ต 425 ราย 6.) สมุทรสาคร 366 ราย 7.) นครราชสีมา 306 ราย 8.) ราชบุรี293 ราย 9.) มหาสารคาม277 ราย 10.) เชียงใหม่ 252 ราย ทั้งนี้ในกลุ่ม 10 อันดับ จังหวัดที่มีผู้ติดเชื้อสูงสุดพบว่า กรุงเทพฯ 2,757 ราย เพิ่มขึ้นจากเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์อยู่ที่ 1,897 ราย ถือเป็นสถิติใหม่ของจำนวนผู้ติดเชื้ออีกครั้ง

>>โควิดเอเชียขาขึ้นเปิดกิจกรรมติดเชื้อขยับ 

ด้านนพ.จักรรัฐ พิทยาวงศ์อานนท์ ผู้อำนวยการกองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีประเทศไทยพบผู้ติดเชื้อรายใหม่ เพิ่งสูงขึ้นวันเดียวมากถึง 13,182 ราย และผลตรวจ ATK เข้าข่ายติดเชื้ออีก 5,928 รายว่า การประเมินสถานการณ์โควิดทั่วโลก จะเห็นว่าต่างประเทศอย่างยุโรป อเมริกา อยู่ในช่วงขาลงของการระบาด พบติดเชื้อลดลง แต่ขณะที่ทวีปเอเชียและประเทศไทย อยู่ในช่วงขาขึ้น จึงพบตัวเลขสูงขึ้นได้ ปัจจัยหลักของไทย เกิดจากเราเปิดกิจกรรมกันมากขึ้น กิจกรรมทางสังคมเพิ่มขึ้นมาก จะเหลือเพียงผับ บาร์ คาราโอเกะ ที่ยังไม่ได้เปิดให้บริการ แต่ก็สามารถเปิดในรูปแบบร้านอาหารได้ ฉะนั้น ตอนนี้เราใช้ชีวิตเหมือนปกติแล้ว การติดเชื้อจึงเพิ่มขึ้นแน่นอน แต่ไม่อยากให้กังวลเรื่องตัวเลขผู้ติดเชื้อ อยากให้ดูจำนวนผู้ป่วยหนักและเสียชีวิตเป็นสำคัญ

>>จับตาป่วยหนักไม่ให้เกิน 200 คน/วัน 

ผู้อำนวยการกองระบาดวิทยากล่าวต่อว่า ข้อมูลล่าสุด มีผู้ติดเชื้ออยู่ระหว่างรักษาทั้งที่โรงพยาบาล (รพ.) และรักษาที่บ้าน (Home Isolation) ประมาณ 90,000 ราย ในจำนวนนี้ครึ่งหนึ่งอยู่ใน รพ. และพบว่า ร้อยละ 90 ของคนที่อยู่ในรพ.ไม่มีอาการหรือมีเล็กน้อยมาก ส่วนผู้อาการรุนแรงต้องใส่ช่วยหายใจ มีประมาณ 111 ราย คิดเป็นอัตรา ร้อยละ 0.1 ของผู้ติดเชื้อ ซึ่งเราพยายามประคองให้ไม่เกินวันละ 200 รายจากที่เราเคยพบสูงถึง 1,300 ราย ในช่วงระบาดของเชื้อเดลตา ทำให้ไม่มีเตียงรองรับผู้ป่วยโรคอื่น เราไม่อยากให้เกิดภาพนั้น

>>ปลายกพ. จุดพีกยอดอาจแตะ 3 หมื่น

“ขณะนี้ค่อนข้างสบายใจได้กว่ารอบเดลตา ที่ติดเชื้อสูงและมีตัวเลขป่วยหนัก เสียชีวิตตามมา แต่รอบนี้ติดเชื้อสูงแต่อาการหนักยังน้อยอยู่ ทั้งนี้ อีก 2-3 สัปดาห์จะมีตัวเลขป่วยหนัก เสียชีวิตเพิ่มขึ้นบ้าง เพราะคาดว่าปลายเดือนนี้ ถึงต้นเดือนหน้าจะถึงจุดพีกของการระบาด ตามที่เราคาดการณ์ไว้ในเส้นฉากทัศน์ที่เงื่อนไขว่า หากไม่มีมาตรการอะไรเลย ก็คิดว่าจะถึง 3 หมื่นรายใหม่ต่อวัน และเราจะอยู่ในตัวเลขนั้นนานแค่ไหนขึ้นกับมาตรการที่เราจะใช้ควบคุมสถานการณ์ ถ้าประชาชนช่วยป้องกันจะไม่ยาว” นพ.จักรรัฐ กล่าว

>>ย้ำลดปัจจัยเสี่ยงลดยอดโคมา-ตาย

และว่า ไม่อยากเห็นตัวเลขสูงถึงที่คาดการณ์ไว้ แต่วันนี้ก็เห็นตัวเลขที่ 1.3 หมื่นราย แล้ว ดังนั้น เราต้องช่วยกันลดปัจจัยเสี่ยงติดเชื้อ เพราะขณะนี้เกิดติดเชื้อในครอบครัวเป็นหลัก ลดรวมตัวของคน เช่น รับประทานอาหาร นักเรียนเล่นกีฬารวมกัน และลดความเสี่ยงในที่ทำงาน อย่างไรก็ตาม หากจะลดอัตราป่วยหนัก เราต้องลดความเสี่ยงนำเชื้อเข้าไปติดในกลุ่มเสี่ยง 608 และขอให้กลุ่มนี้เข้ารับวัคซีนเข็มกระตุ้น ตามกำหนด ย้ำว่าตรงนี้จำเป็นมาก ถ้าเราติดเชื้อมากขึ้น แต่ตัวเลขป่วยหนักไม่เพิ่มขึ้น การเสียชีวิตไม่สูงก็จะไม่น่ากังวล เราก็อยู่ร่วมกับโควิดต่อไปได้

>>พีกต่อเนื่องอาจไม่ได้จัดสงกรานต์

“ประเด็นคือ หากติดเชื้อถึงพีกเยอะๆ แล้วคนยังตกใจอยู่ สงกรานต์ปีนี้ เราอาจไม่ได้จัดเทศกาล ฉะนั้น เราต้องช่วยกันสื่อสารให้ทุกคนเข้าใจว่า ติดเชื้อแล้วอาการรุนแรงมีความสำคัญมาก เราต้องเข้ารับวัคซีนเข็มกระตุ้นรองรับกลุ่มเสี่ยง” นพ.จักรรัฐ กล่าว และว่า สิ่งสำคัญที่ต้องฝากถึงทุกคน คือ 1.) การปฏิบัติตามมาตรการ Universal Prevention สวมหน้ากากอนามัย เว้นระยะห่าง เลี่ยงเข้าสถานที่แออัด หมั่นล้างมือ ช่วงนี้ให้หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารกับคนที่เสี่ยงสูงแม้จะรู้จักกันก็ตาม 2.) หากบ้านที่มีกลุ่มเสี่ยง 608 และเด็ก ขอให้คนอื่นในบ้านเว้นระยะห่าง เลี่ยงรับประทานอาหารร่วมกัน สวมหน้ากากอนามัย และ 3.) เข้ารับวัคซีนเข็มกระตุ้น ผู้ที่ฉีดซิโนแวค 2 เข็ม ก็รับเข็มกระตุ้นเป็นแอสตร้าเซนเนก้า ผู้ที่รับซิโนแวค+แอสตร้าฯ ก็รับแอสตร้าฯ และผู้ที่รับแอสตร้าฯ 2 เข็ม ก็รับไฟเซอร์ เพื่อให้มั่นใจว่า แม้ติดเชื้อเพิ่มขึ้น แต่ผู้ป่วยอาการหนักจะไม่เพิ่มขึ้นตาม

ราชกิจจาฯ ประกาศปลด ‘กัญชา’ พ้นยาเสพติด มีผลบังคับใช้ในอีก 120 วัน!!

เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศสธ. ปลดล็อก "กัญชา" พ้นยาเสพติดแล้ว มีผลบังคับใช้ในอีก 120 วัน

(9 ก.พ. 65) ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเว็บไซต์ ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่องระบุชื่อยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 พ.ศ. 2565 มีรายละเอียดดังนี้ อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 29 วรรค (แห่งประมวลกฎหมายยาเสพติดรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข) โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้

ข้อ 1. ให้ยาเสพติดให้โทษที่ระบุชื่อดังต่อไปนี้ เป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 ตามประมวลกฎหมายยาเสพติด
(1) พืชฝิ่น พืชซึ่งมีชื่อพฤกษศาสตร์ว่า Papaver somniferum L. และ Papaverbracteatum Lindl. หรือที่มีชื่ออื่นในสกุลเดียวกันที่ให้ฝุ่นหรือแอลคาลอยด์ของฝิ่น
(2) เห็ดขี้ควายหรือพืชเห็ดขี้ควาย ซึ่งมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Psilocybe cubensis (Earle) Singer หรือที่มีชื่ออื่นในสกุลเดียวกันที่ให้สาร psilocybin หรือ psilocin

(3) สารสกัดจากทุกส่วนของพืชกัญชาหรือกัญชง ซึ่งเป็นพืชในสกุล Cannabis ยกเว้น
(ก) สารสกัดที่มีปริมาณสารเตตราไฮโดรแคนนาบินอล (tetrahydrocannabinol, THC) ไม่เกินร้อยละ 2 โดยน้ำหนัก เฉพาะที่ได้รับอนุญาตให้สกัดจากพืชกัญชาหรือกัญชงที่ปลูก
(ข) สารสกัดจากเมล็ดของพืชกัญชาหรือกัญชง ที่ได้จากการปลูกภายในประเทศ

'นายกฯ' ย้ำ ปชช.ปฏิบัติมาตรการ สธ.เคร่งครัด หลังยอดผู้ติดเขื้อเกินหมื่นหลายวัน

นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ย้ำประชาชน ผู้ประกอบการ ปฏิบัติตามมาตรการด้านสาธารณสุขภายใต้สถานการณ์โควิด – 19 ทั้งมาตรการ Covid Free Setting และ Universal Prevention รวมทั้งมาตรการอื่น ๆ ในการป้องกันการแพร่ระบาด ในทุกสถานที่ ห้างสรรพสินค้า ตลาด  ร้านอาหาร โดยเฉพาะผู้ประกอบการขนส่งสาธารณะ ลดความเสี่ยงการแพร่ระบาดโรคโควิด 19 งดให้บริการอาหารและเครื่องดื่มตลอดทาง  ควรตรวจ ATK ก่อนเดินทาง  

นอกจากการปฏิบัติตามมาตรการของประชาชนแล้ว ยังย้ำให้สถานที่ทำงานทั้งของหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ต้องปฏิบัติตามมาตรการปลอดภัยสำหรับองค์กรเพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด - 19 อย่างเคร่งครัดด้วย หลังกระทรวงสาธารณสุขมีการประเมินว่าไทยอาจมีผู้ติดเชื้อโควิด-19 สายพันธ์ุโอมิครอน รายวันถึงเพิ่มสูงขึ้นอีกในปลายเดือนกุมภาพันธ์นี้ 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top