Saturday, 27 June 2026
Hard News Team

‘ชาวสหรัฐฯ’ ร้อง!! ขอไบเดน “ทำอะไรสักอย่าง” หลังพบปี 65 โศกนาฏกรรมกราดยิงพุ่งกว่า 200 ครั้ง

ประชาชนในเมืองอูวัลเด (Uvalde) รัฐเท็กซัส ตะโกนร้องขอให้ประธานาธิบดี โจ ไบเดน แก้ปัญหาความรุนแรงด้านปืน ระหว่างที่ผู้นำสหรัฐฯ กำลังเดินทางเยือน ไว้อาลัยต่อผู้เสียชีวิต 21 คน รวมถึงเด็กประถม 19 คน จากเหตุกราดยิงเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว บริเวณจุดไว้อาลัยหน้าโรงเรียนประถมร็อบบ์ สถานที่เกิดเหตุ ที่มือปืนวัย 18 ปี บุกกราดยิงใส่เด็กนักเรียนด้วยปืนไรเฟิล AR-15 โดยไบเดนชมภาพเหล่าผู้เสียชีวิต และวางพวงมาลาด้วยท่าทีสำรวม และอย่างเงียบๆ

สำหรับตัว ไบเดน เอง เคยสูญเสียบุตรชายไปด้วยโรคมะเร็งในวันเดียวกัน เมื่อ 7 ปีก่อน และสูญเสียภรรยาคนแรกและทารกหญิง จากอุบัติเหตุทางรถยนต์ เขาจึงเป็นคุณพ่อที่เคยผ่านการสูญเสียยิ่งใหญ่มา และภาพจากสื่อแสดงให้เห็นไบเดนเหมือนปาดน้ำตา ระหว่างดูภาพเด็กๆ ที่เสียชีวิตด้วย

ฉะนั้นเมื่อฝูงชนได้ตะโกนออกมาว่า “ทำอะไรบางอย่าง” ผู้นำสหรัฐฯ จึงตอบกลับไปทันทีว่า “เราจะทำ เราจะทำ” ก่อนที่ไบเดนจะเดินทางไปพูดคุยกับญาติผู้เสียชีวิต และเจ้าหน้าที่ที่เข้ารับมือเหตุกราดยิง

สำหรับเหตุกราดยิงในโรงเรียนครั้งนี้ ถือเป็นครั้งที่เลวร้ายที่สุดในรอบ 10 ปี ของสหรัฐฯ นับตั้งแต่การกราดยิงที่โรงเรียนประถมศึกษา ‘แซนดี ฮุก’ ในเมืองนิวทาวน์ รัฐคอนเนตทิคัต ซึ่งคร่าชีวิตนักเรียน 20 ราย และครู 6 ราย เมื่อปี 2555 และกระตุ้นให้ทุกฝ่ายในสหรัฐออกมาเรียกร้องการปฏิรูปกฎหมายปืนอีกครั้ง เนื่องจากนับตั้งแต่ต้นปีนี้ สหรัฐฯ เผชิญกับเหตุกราดยิงมามากกว่า 200 ครั้งแล้ว

อย่างไรก็ตาม สมาคมปืนไรเฟิลแห่งชาติ ( เอ็นอาร์เอ ) ซึ่งเป็นล็อบบี้ยิสต์อาวุธปืนใหญ่ที่สุด และทรงอิทธิพลสูงสุดในอเมริกา เดินหน้าวิจารณ์การปฏิรูปกฎหมายปืน เป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ โดยยืนยันว่า การตรวจสอบประวัติของผู้ใช้งาน จะเป็นการลดความเสี่ยงของการเกิดอาชญากรรมได้มากกว่า

‘ไทยภักดี’ ซัดก๊วนปลุกยกเลิกเลขไทย ที่แท้กลุ่มเดียวกับรื้อมาตรา 112

(30 พ.ค.65) นายปฏิยุทธ ทองประจง กรรมการบริหารพรรคไทยภักดี โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า... 

แค่ผมโพสต์ว่า ตอนเด็กผมโคตรภูมิใจมาก เมื่อเขียนเลขไทยได้ แต่ก็แปลกใจที่มีกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งเข้ามาบูลลี่ผม

แคปโพสต์บางโพสต์ที่ผมโพสต์ มีเลขอารบิก คือ นโยบายไทยภักดี ลดค่าครองชีพประชาชน ผลิตปุ๋ยยูเรีย 750 บาท ไฟฟ้าชุมชน 2.50บาท ก๊าซหุงต้มกิโลกรัมละ 7 บาท อินเทอร์เน็ตเดือนละ 49 บาท เอามาเป็นประเด็นบูลลี่ผม

เอาจริง ๆ นะครับ เราเกิดเป็นคนไทย เราก็รักอะไรที่เป็นไทย เลขไทย ภาษาไทย ใครๆ ก็รัก ส่วนเลขอารบิก อะไรที่ไม่เป็นทางการเราก็นำมาใช้สลับกับเลขไทยเป็นปกติ

เอาประเด็นยกเลิกเลขไทย ยกเลิกภาษาไทย มาเป็นประเด็นเพื่อสร้างความแตกแยก และเปลี่ยนแปลงการปกครอง คนไทยรู้ทัน อย่าคิดทำครับ

ยกเลิก มาตรา ๑ กฎหมายรัฐธรรมนูญ ยกเลิก ม.๑๑๒ ยกเลิกผู้ว่าฯ นายอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ล้วนแล้วเป็น กลุ่มคนกลุ่มเดียวกันครับ


ที่มา: https://www.thaipost.net/x-cite-news/151448/?fbclid=IwAR0M1oih2sNaPPL6DW7BcWY_WF-1DvCYFQkeejhe7-7K3wMaHdE7iddYn78

'เป๊ปซี่' ประกาศขึ้นราคา 1-2 บาท เริ่ม 1 มิ.ย.นี้ หลังต้นทุนการผลิตพุ่งสูง

ด้วยปัจจัยหลายอย่างในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็น เงินเฟ้อ โรคระบาดอย่างโควิด-19 หรือแม้กระทั่งสงครามรัสเซีย-ยูเครน ที่กำลังดำเนินอยู่ ปัจจัยเหล่านี้กำลังกดดันซัปพลายเชนทั่วโลก ส่งผลให้วัตถุดิบและต้นทุนการผลิตของสินค้าหลายรายการพุ่งสูงขึ้น

ทางออกที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ คือ เหล่าผู้ผลิตต้องมีการปรับ “ขึ้นราคา” สินค้า เพื่อให้กิจการของตัวเองดำเนินต่อไปได้ แบบไม่ขาดทุน

ส่งผลให้ของใช้ในชิวิตประจำวันหลายอย่างแพงขึ้น ไม่เว้นแม้แต่สินค้าที่ต้องขายให้ถูกที่สุดอย่าง “มาม่า” ก็มีการปรับราคาขึ้นมาก่อนหน้านี้

และล่าสุด “เป๊ปซี่” เจ้าตลาดเครื่องดื่มโคล่าเมืองไทย ที่เป็นที่ ก็ได้รับผลกระทบจากปัญหานี้เช่นกัน 
จึงได้มีการประกาศขึ้นราคาขายปลีกทุกไซซ์ 1-2 บาท ต่อขวดและกระป๋อง

ซึ่งการขึ้นราคาดังกล่าว มีสาเหตุมาจากต้นทุนของวัตถุดิบหลักที่นำมาผลิตแพ็กเกจจิง อย่าง “ขวดพลาสติก-กระป๋องอะลูมิเนียม” ที่มีการปรับตัวขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง

โดยการปรับขึ้นราคาดังกล่าว จะส่งผลให้ไลน์เป๊ปซี่แบบกระป๋อง/ขวด ที่มีราคาตั้งแต่ 10 / 12 / 15 บาท 
ปรับขึ้นมา 1 บาท เป็น 11 / 13 / 16  บาท ตามลำดับ

ส่วนขนาดอื่น ๆ ที่มีราคาตั้งแต่ 20 บาทขึ้นไป จะมีการรับราคาขึ้น 2 บาทต่อขวด

การปรับขึ้นราคาดังกล่าว จะมีผล ณ วันที่ 1 มิ.ย 65 เป็นต้นไป

“อนุทิน” เผย “อุ๊งอิ๊ง”ลุยอีสานใต้ ไม่แปลก ชี้ นับถอยหลังลต. ต้องเร่งหาเสียง เชื่อสุดท้ายปชช. ตัดสินที่นโยบาย

 เมื่อเวลา 09.00 น.วันที่ 30 พ.ค.ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.สาธารณสุข ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี ถึงกรณีที่พรรคเพื่อไทย จะลงพื้นที่จังหวัดสุรินทร์ ซึ่งเป็นพื้นที่ของพรรคภูมิใจไทย นายอนุทิน กล่าวว่า เป็นเรื่องปกติ ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะขณะนี้เหลือเวลาอีก 9-10 เดือน เป็นเวลาเหมาะสมที่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในเรื่องทางการเมืองต้องเริ่มรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง สร้างความนิยมต่อประชาชน อย่าไปมองว่าเป็นพื้นที่ของคนนู้นคนนี้ เพราะเป็นพื้นที่ของประชาชน จึงอยู่ที่การตัดสินใจของประชาชน หากใครมีโอกาสและมีเวลาก็ต้องเร่งลงพื้นที่เพื่อชี้แจงและสร้างความมั่นใจให้กับประชาชน เพื่อที่จะให้เลือกกลับมาเป็นตัวแทน

ผู้สื่อข่าวถามว่า  การที่น.ส.
แพทองธาร ชินวัตร หรือ อุ๊งอิ๊ง หัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย ลงพื้นที่ จะปลุกกระแสคนรุ่นใหม่ได้หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ต้องมองเป็นนโยบายของแต่ละพรรคการเมือง แต่ละพรรคก็มีดี ส่วนคนที่จะตัดสินใจคือประชาชน ดังนั้นทุกพรรคต้องเร่งสร้างนโยบายที่ประชาชนเห็นแล้วว่าจับต้องได้ พูดแล้วทำ

อุตตม เสนอยกระดับแก้หนี้เกษตรกร เป็นวาระแห่งชาติ พร้อมชูภาคอีสานเป็นเขตเศรษฐกิจใหม่

อุตตมโพสต์หลังลงพื้นที่อีสาน พบปัญหาหนี้สินเกษตรกรทวีความรุนแรง เสนอให้รัฐบาลยกเรื่องนี้เป็นวาระแห่งชาติ พร้อมเร่งพัฒนาอีสาน เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ เร่งโครงการรถไฟฟ้าไทยจีนเชื่อมโยงทั้งภาค

นายอุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรคสร้างอนาคตไทย โพสต์เฟซบุ๊กถึงการลงพื้นที่ภาคอีสาน 4 จังหวัดเป็นครั้งแรกของคณะผู้บริหารพรรค ซึ่งเริ่มจากจังหวัดหนองบัวลำภู - สกลนคร - มุกดาหาร และอุบลราชธานี ในระหว่างวันที่ 26-28 พ.ค. ที่ผ่านมาว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้ นอกจากเพื่อไปนำเสนอแนวคิดแนวนโยบายของพรรคต่อพี่น้องประชาชนแล้ว พรรคยังได้เปิดตัวแนะนำผู้แสดงเจตจำนงที่จะลงสมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส. ในนามพรรค และที่สำคัญที่สุดคือตั้งใจไปรับฟังปัญหาและแนวทางการพัฒนาพื้นที่จากคนในพื้นที่โดยตรง เพื่อนำข้อมูลที่ได้กลับมาจัดทำเป็นนโยบายดูแลชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนในภาคอีสานต่อไป

โดยในการลงพื้นที่ครั้งนี้ พบว่าประเด็นปัญหาหนี้สินเกษตรกรเป็นเรื่องที่พูดถึงมากที่สุด แม้หลายสิบปีที่ผ่านมาฝ่ายการเมืองได้หยิบยกขึ้นมาพูดหาเสียงทุกครั้ง แต่มาจนถึงทุกวันนี้ ปัญหาหนี้สินไม่ได้ทุเลาเบาบางลง แต่กลับหนักหน่วงขึ้น เพราะสถานการณ์โควิดที่กระทบกับการหารายได้ และค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นจากราคาสินค้าต่างๆ ที่กำลังขยับเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้เกษตรกรชักหน้าไม่ถึงหลังจึงต้องกู้หนี้ยืมสินเพิ่ม

“ผมเชื่อว่า ปัญหาหนี้สินไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยการพักชำระหนี้ให้เกษตรกรแค่ปีสองปี เพราะในที่สุดแล้วหนี้สินเหล่านั้นก็กลับมาใหม่อยู่ดี แต่เราต้องแก้ด้วยการสร้างโอกาสในการหารายได้เพิ่มให้เกษตรกรควบคู่ไปกับการปรับโครงสร้างหนี้ให้ยืดระยะเวลาออกไปอย่างเหมาะสม สอดคล้องกับความสามารถในการหารายได้ที่เพิ่มขึ้น เพื่อให้เกษตรกรมีโอกาสตั้งหลักใหม่ได้อย่างแท้จริง หลุดพ้นจากวงจรการเป็นหนี้สินแบบเดิมๆ”

‘ชวน’ ยันสภาฯ พร้อมสอบ ‘จริยธรรม’ ปมคลิป ‘เต้007’ ขู่กระทืบ ‘ทนายเดชา’

(30 พ.ค.65) ที่รัฐสภา นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงกรณีนายเดชา กิตติวิทยานันท์ หรือ ‘ทนายเดชา’ เตรียมร้องสอบจริยธรรมนายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยศรีวิไลย์ ภายหลังมีคลิปเสียงโทรศัพท์แสดงพฤติกรรมข่มขู่ให้เลิกวิพากษ์วิจารณ์คดีแตงโม ว่า วันนี้ (30 พฤษภาคม 2565) ในช่วงบ่ายทางคณะกรรมการจริยธรรม สภาผู้แทนราษฎร จะมีการประชุมเรื่องที่มีการร้องเรียนให้ตรวจสอบจริยธรรมของนายมงคลกิตติ์ ที่มีการร้องเรียนมาก่อนหน้านี้ ซึ่งเป็นคนละเรื่องกัน โดยเรื่องของทนายเดชายังไม่ได้มีการยื่นร้องเรียนมา

“อะไรที่เป็นเรื่องส่วนตัว แต่หากไปทำผิดต่อจริยธรรมนักการเมือง ทางคณะกรรมการจริยธรรม สภาผู้แทนราษฎร จะต้องดำเนินการตรวจสอบ แม้กระทั่งคำพูดที่ไม่เหมาะสมก็สามารถร้องเรียนได้ โดยจะต้องมีคนร้องเรียนเข้ามาก่อน จากนั้นคณะกรรมการจริยธรรม สภาผู้แทนราษฎร จะส่งเรื่องให้อนุกรรมการฯที่เป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพสูง และมีความตรงไปตรงมา ตรวจสอบว่ามีเรื่องอะไรร้องเรียนมาบ้างด้วยความเป็นธรรม” ประธานสภาฯ กล่าว

ขณะที่ด้าน ทนายรณณรงค์ แก้วเพ็ชร์ ประธานเครือข่ายรณรงค์ทวงคืนความยุติธรรมในสังคม โพสต์เฟซบุ๊ก ‘รณณรงค์ แก้วเพ็ชร์’ ระบุว่า "ทำงานมาเป็นสิบๆปีเจอคนขู่มาก็เยอะ ทั้งตำรวจ ทหาร มาเฟีย มือปืน ถ้ากลัวคงไม่มายืนอยู่จุดนี้หรอกครับ แต่ส่วนนึงผมก็เข้าใจแหละคนที่เสียผลประโยชน์เค้าก็ย่อมไม่ชอบเราเป็นธรรมดา แต่เห็นขู่ผ่านสื่อเราคงนิ่งไม่ได้ ต้องดำเนินคดีเพราะเดี๋ยวประชาชนทั่วไปโดยเฉพาะเด็กๆ มาเห็นจะเอาเป็นแบบอย่างคิดว่าการข่มขู่กันผ่านสื่อสามารถทำได้ไม่มีกฎหมายเอาผิด”


ที่มา: https://www.naewna.com/politic/656902
https://www.naewna.com/likesara/656905

จุรินทร์ ลั่น เช็คเสียงแล้ว มั่นใจ พรบ.งบฯฉลุย แจง จัดทำงบฯมีข้อจำกัด ผลกระทบจากหลายวิกฤต

เมื่อเวลา 09.25 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ฝ่ายค้านจ้องล้ม พระราชบัญญัติงบประมาณปี 2566  ว่า จนถึงขณะนี้ตนยังคิดในแง่ดีว่าร่างพระราชบัญญัติงบประมาณจะผ่านได้ เพราะรัฐบาลยังมีเสียงข้างมากอยู่ เท่าที่ตรวจสอบเสียงสนับสนุนรัฐบาลยังมีอยู่ ส่วนกรณีที่มีการติงกันว่า การจัดทำงบประมาณปี 2566 ครั้งนี้ทำให้ไม่สามารถจะกู้เพิ่มได้อีก ตนคิดว่าการจัดทำงบประมาณไม่ว่ารัฐบาลไหน ต้องจัดตามสถานการณ์และสภาพเศรษฐกิจ

และแต่ละช่วงสถานการณ์ของประเทศมีความแตกต่างกัน เช่น 2-3 ปีที่ผ่านมา รวมถึงการจัดทำงบประมาณในปีนี้ที่ต้องยอมรับว่า ทั้งโลกไม่ใช่เฉพาะประเทศไทย เราเจอภาวะวิกฤตหลายวิกฤตซ้อนกัน ทั้ง วิกฤติ โควิด-19 วิกฤติเศรษฐกิจในภาพรวม และสงครามรัสเซียยูเครน ทั้งหมดล้วนมีผลกระทบ และนำมาสู่การจัดทำงบประมาณในปีนี้ มันจะเหมือนกันทุกปีไม่ได้ ตนเชื่อว่ารัฐบาลพยายามทำอย่างดีที่สุดในการจัดทำงบประมาณ ทุกคนอยากเข้าไปแก้ปัญหาได้มากกว่านี้ แต่ภาวะข้อจำกัดทางเศรษฐกิจ ทำให้ทำได้ตามข้อจำกัดที่มีอยู่

ผู้สื่อข่าวถามว่า มองว่าฝ่ายค้านเล่นการเมืองมากเกินไปหรือไม่ นายจุรินทร์กล่าวว่า เป็นหน้าที่แต่ละฝ่าย และฝ่ายค้านมีหน้าที่ตรวจสอบถือว่าปกติ รัฐบาลก็ชี้แจง เชื่อว่านายกฯและรัฐมนตรีทุกคนพร้อมชี้แจง 

'ลุงตู่' ขอวัยรุ่นอย่าใจร้อน! ฟุ้งผลงาน 7 ปี ถือว่าทำเร็วแล้ว

‘บิ๊กตู่’ ขอวัยรุ่นอย่าใจร้อน ฟุ้งผลงาน 6-7 ปี ที่ทำไว้ถือว่าเร็วแล้ว ภายใต้เงื่อนไขกฎหมาย และกระแสต่อต้าน

30 พ.ค. 2565 – เมื่อเวลา 08.30 น. ที่ห้องสีม่วง ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นำคณะนักกีฬาอีสปอร์ตทีมชาติไทยที่ได้รับเหรียญทองจากกีฬาซีเกมส์ ที่ประเทศเวียดนาม (Fifa online, ROV) และ นักกีฬาอีสปอร์ตที่ได้รับรางวัลแชมป์โลก (เกมส์ Free fire ทีม Attack All Around) เข้าพบ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม

โดย พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ขอแสดงความยินดีด้วยใจจริง ยินดีที่ประสบความสำเร็จ เป็นสิ่งที่นายกรัฐมนตรีคาดหวังมานานแล้ว และได้ให้แนวนโยบายในการสนับสนุนกีฬาประเภทดังกล่าว เพื่อให้พัฒนาบุคลากรของเราด้วย ซึ่งจะเป็นส่วนช่วยในการเพิ่มรายได้ทางเศรษฐกิจ ซึ่งนักกีฬาทุกคนถือเป็นทรัพยากรที่สำคัญในอนาคตของประเทศไทยซึ่งถือเป็นคนรุ่นใหม่ จะเท่าทันการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์โลก ในนามของนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลยินดีกับทุกคนด้วยใจจริงและจะให้การสนับสนุนต่อไป เพื่อให้เกิดเป็นมูลค่าสร้างสรรค์ประเทศเราให้เจริญก้าวหน้าต่อไป เพราะเรามักมีรายได้ของประเทศจากสิ่งเดิมๆ ดังนั้นจำเป็นต้องหาแหล่งรายได้ใหม่ นอกจากเรื่องของกีฬา การท่องเที่ยวของเราก็พัฒนาให้มีคุณภาพ พัฒนาสาธารณณูปโภคพื้นฐาน แต่ที่สำคัญคือการพัฒนาทรัพยากร มนุษย์ ซึ่งบางครั้งจำเป็นเราต้องเรียนรู้จากคนอื่นด้วย
 

‘หมอยง’ เคลียร์ชัดใครควรฉีดเข็ม 4 ส่วนวัยรุ่นให้รอดูสถานการณ์ก่อน

(30 พ.ค.65) ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยา คลินิกภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์เฟซบุ๊ก Yong Poovorawan หัวข้อ ‘โควิด 19 วัคซีนเข็มที่ 4’ ระบุว่า…

การให้วัคซีนครบ หมายถึง ให้เบื้องต้น 2 เข็ม และตามด้วยเข็มกระตุ้นเข็มที่ 3 ระดับภูมิต้านทานจะขึ้นมาสูง แล้วก็ค่อยๆ ลดลงอีก ก็จะทำให้เกิดการติดเชื้อได้ อยากให้ทุกคนได้รับอย่างน้อย 3 เข็ม

มีคำถามเข้ามามากโดยเฉพาะ เข็ม 4 

การให้เข็ม 4 จะเป็นการกระตุ้นให้ระดับภูมิคุ้มกันให้สูงขึ้นอีก ดังนั้นบุคคลที่เป็นกลุ่มเสี่ยง กลุ่ม 608 ที่มีอายุเกิน 60 ปี หรือถ้าอายุน้อย แต่มีปัจจัยเสี่ยงอย่างน้อย 1 อย่าง หรือบุคคลที่เสี่ยงต่อการติดโรค บุคลากรทางการแพทย์ ทำงานอยู่ด่านหน้า ควรจะได้รับเข็ม 4 เพื่อให้ระดับภูมิต้านทานสูง และถ้าติดโรค ก็จะได้ลดความรุนแรงของโรคลง
 

‘เพื่อไทย’ สับรัฐ ไร้น้ำยา 8 ปี ทำศก.ต่ำเตี้ย เตรียมปลุก ส.ส. โหวตคว่ำงบ 66

(30 พ.ค.65) นายพชร นริพทะพันธุ์ คณะทำงานเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า งบประมาณปี 2566 ที่กำลังจะเข้าพิจารณาในสภาผู้แทนราษฎร โดยมีวงเงิน 3,185,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2565 เป็นจำนวนเงิน 85,000 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 2.74% แต่ก็ยังน้อยกว่างบประมาณปี 2564 ทีมีงบประมาณ 3,280,000 ล้านบาท อยู่ถึง 100,000 ล้านบาท แสดงว่าประเทศไทยยังเสื่อมถอยถึงต้องจัดงบประมาณลดลง เพราะการเก็บรายได้ที่ไม่ได้ตามคาดประมาณ นอกจากนี้เงินเฟ้อในปีนี้น่าจะสูงถึง 4.9% ตามที่แบงก์ชาติคาดการณ์ จะทำให้งบประมาณปี 2566 หลังจากหักเงินเฟ้อแล้วจะน้อยกว่าปี 2565 ด้วยซ้ำ การจัดงบประมาณที่ลดลงทั้งที่ประเทศต้องการเงินเพื่อฟื้นเศรษฐกิจแสดงถึงความล้มเหลวในการบริหารเศรษฐกิจของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา

ปัญหาหลักไม่ได้อยู่แค่เรื่องมากขึ้นหรือน้อยลงเท่านั้น แต่เป็นปัญหาของการใช้งบประมาณแบบไม่มีประสิทธิภาพ พลเอกประยุทธ์จัดงบประมาณมา 8 ปีแล้ว ใช้เงินไปแล้วกว่า 20 ล้านล้านบาท แต่เศรษฐกิจไทยยังขยายตัวได้ต่ำเตี้ย ประชาชนส่วนใหญ่รายได้ลดลง หนี้สินเพิ่มขึ้นมากทั้งหนี้ประเทศ หนี้ครัวเรือน หนี้ภาคธุรกิจ และหนี้เสีย คนตกงานเพิ่มขึ้น คนจนมากขึ้น ความเหลื่อมล้ำห่างมากขึ้น ความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยลดลง ทุจริตเพิ่มมากขึ้น ตามที่นายพิชัย นริพทะพันธุ์ ได้อธิบายไว้แล้ว แต่ก็ยังคิดจะจัดงบประมาณแบบเดิมไม่เปลี่ยนแปลง แล้วจะหวังว่าเศรษฐกิจของไทยจะกลับมาฟื้นคงเป็นไปไม่ได้ โดยเฉพาะปัจจุบันโลกอยู่ในภาวะสงครามรัสเซียยูเครน การจัดงบประมาณแบบเดิมๆ จะยิ่งไม่สามารถทำให้เศรษฐกิจไทยฟื้นได้เลย

ดังนั้น การจัดงบประมาณที่ยังติดกรอบคิดแบบเดิม ไม่ปรับตามสภาวะเศรษฐกิจและความจำเป็นเร่งด่วนของประเทศและประชาชนในปัจจุบัน ที่ประชาชนกำลังลำบากกันอย่างมากจากพิษเศรษฐกิจ จากปัญหาราคาน้ำมันแพง ข้าวของราคาแพง เงินเฟ้อสูง ดอกเบี้ยจะขึ้น ฯลฯ จะไม่สามารถแก้ปัญหาของประะทศไทยได้ อย่างไรก็ดี งบประมาณที่ดี จะต้องลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นทั้งหมดลง เพื่อนำเงินไปฟื้นเศรษฐกิจและช่วยเหลือบรรเทาความทุกข์ยากของประชาชนให้ได้ก่อน แต่ปรากฏว่างบประมาณปี 2566 กลับมีงบรายจ่ายประจำเพิ่มขึ้นอีกโดยมีงบรายจ่ายประจำถึง 2,396,942.2 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 23,932.7 ล้านบาท หรือ เพิ่มขึ้น 1.01% ซึ่งในภาวะเศรษฐกิจที่ย่ำแย่เช่นนี้งบรายจ่ายประจำควรที่จะต้องลดเพื่อนำเงินไปฟื้นเศรษฐกิจเพื่อช่วยสนับสนุนประชาชนในเรื่องเศรษฐกิจมากกว่า


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top