Saturday, 27 June 2026
Hard News Team

‘บิ๊กตู่’ ลั่น ประเทศชาติจะหยุดพัฒนาไม่ได้ ยก 10 เป้าหมาย ผลักดันพ.ร.บ.งบฯ ปี 66

‘บิ๊กตู่’ ย้ำพ.ร.บ.งบประมาณฯ ปี 66 มุ่งขับเคลื่อนและพลิกโฉมประเทศ วางรากฐานการพัฒนาประเทศอย่างต่อเนื่อง ตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ให้มีผลเป็นรูปธรรม บรรลุวิสัยทัศน์ในการสร้างความมั่นคง มั่งคั่ง อย่างยั่งยืน

เพจเฟซบุ๊ก ‘ประยุทธ์ จันทร์โอชา Prayut Chan-o-cha’ ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม โพสต์ข้อความ ว่า ...

พี่น้องประชาชนชาวไทยที่รักทุกท่านครับ

ช่วงวันที่ 31 พ.ค. - 2 มิ.ย.65 นี้ ผมและคณะรัฐมนตรี รวมทั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกคน มีภารกิจสำคัญร่วมกัน ในการช่วยกันผลักดัน พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2566 ซึ่งทุกท่านทราบดีว่าเป็นเครื่องมือสำคัญในการบริหารราชการแผ่นดิน แก้ปัญหาต่างๆ ให้กับพี่น้องประชาชน และวางรากฐานการพัฒนาประเทศอย่างต่อเนื่อง ตามแนวทางยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ให้มีผลเป็นรูปธรรม บรรลุวิสัยทัศน์ในการสร้างความมั่นคง มั่งคั่ง อย่างยั่งยืนให้กับบ้านเมืองของเรา

การจัดทำงบประมาณครั้งนี้ มุ่งเน้นให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดี และเศรษฐกิจมีการเจริญเติบโตอย่างต่อเนื่อง เข้มแข็ง มีเสถียรภาพ โดยรัฐบาลได้พิจารณาปัจจัยรอบด้านจากภายในและภายนอกประเทศ ทั้งการเร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจจากสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิดที่มีแนวโน้มผ่อนคลายลง และการบริหารจัดการผลกระทบจากความขัดแย้งระหว่างรัสเซีย-ยูเครน โดยงบประมาณนี้ จะนำไปขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ ในการดูแลพี่น้องประชาชนทั้งประเทศ ซึ่งผมขอยกตัวอย่างตามกลุ่มเป้าหมาย และกิจกรรมสำคัญ ในปีงบประมาณหน้าได้อย่างน้อย 10 ประการดังนี้

1. กลุ่มเด็กและเยาวชนที่เป็นอนาคตของชาติ: (1) มุ่งเน้นการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ด้วยการศึกษา เพื่อรองรับโลกดิจิทัลในศตวรรษที่ 21 (2) ส่งเสริมการเติบโตอย่างสมวัย เช่น การสนับสนุนนม และอาหารกลางวันให้เด็กวัยเรียน 5.04 ล้านคน (3) ลดภาระผู้ปกครอง โดยสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการจัดการศึกษา ตั้งแต่ระดับอนุบาลจนจบการศึกษาขั้นพื้นฐาน 9.68 ล้านคน (4) สร้างความเท่าเทียม เช่น ช่วยเหลือเด็กผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์และด้อยโอกาส 2.68 ล้านคน ผ่านกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และ (5) พัฒนานักกีฬาของชาติ ตั้งแต่ระดับเยาวชน เพื่อพัฒนาสู่ความเป็นเลิศด้านกีฬาอาชีพ ไม่น้อยกว่า 30,000 คน เป็นต้น  

2. กลุ่มผู้มีรายได้น้อยและกลุ่มเปราะบาง ที่เราจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง: (1) สนับสนุนเบี้ยเด็กแรกเกิดถึง 6 ปี 2.5 ล้านคน (2) เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ 11.03 ล้านคน (3) เบี้ยยังชีพคนพิการ 2.09 ล้านคน (4) เสริมสร้างทักษะอาชีพเพื่อให้ผู้สูงอายุมีงานทำและมีรายได้ 12,000 คน (5) ส่งเสริมการจัดสิ่งอำนวยความสะดวกและบริการสาธารณะสำหรับคนพิการ 20,000 คน (6) พัฒนาศักยภาพคนไร้ที่พึ่งและคนขอทาน 98,930 คน และ (7) สร้างที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อย เช่น บ้านพอเพียง 25,000 ครัวเรือน บ้านมั่นคง 3,750 ครัวเรือน และอาคารเช่าอีก 1,087 หน่วย 

3. กลุ่มพี่น้องเกษตรกร ที่เป็นกระดูกสันหลังของชาติ: เราจะให้ความสำคัญสูงสุดในการยกระดับภาคเกษตรกรรมสู่ "เกษตรอัจฉริยะ" (Smart Farmer) โดย (1) สร้างเกษตรกรรุ่นใหม่ และส่งเสริมการรวมกลุ่มเกษตรกรให้เข้มแข็ง 7.92 ล้านครัวเรือน (2) การถ่ายทอดเทคโนโลยีเกษตรสมัยใหม่และเกษตรอัจฉริยะใน 40 ชุมชน (3) บริหารจัดการการผลิตสินค้าเกษตรตามแผนที่เกษตรเพื่อการบริหารจัดการเชิงรุก (Agri-Map) จำนวน  71,540 ไร่ (4) ผลิตสินค้าเกษตรและอาหารเข้าสู่ระบบมาตรฐานความปลอดภัย 240,500 แห่ง (5) ส่งเสริมเกษตรแปลงใหญ่ 3,023 แปลง 201,000 ไร่ เป็นต้น นอกจากนี้ ยังต้องช่วยแก้ปัญหาพื้นฐานของเกษตรกรผู้มีรายได้น้อย เช่น การมอบสิทธิในที่ดินทำกิน 20,000 ราย และการลดดอกเบี้ยเพื่อการเกษตร 353,400 ราย
 

กกต.รับรอง ‘ชัชชาติ’ เป็นผู้ว่าฯ กทม.แล้ว หลังคนกรุงเทคะแนนท่วมท้นกว่า 1.38 ล้านเสียง

ที่ประชุม กกต.ประกาศรับรอง ‘ชัชชาติ สิทธิพันธุ์’ ให้เป็นผู้ว่าฯ กทม คนที่ 17 แล้ว หลังได้รับเลือกตั้งด้วยคะแนน 1,386,215 คะแนน  

วันนี้ (31 พ.ค.65) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอิทธิพร บุญประคอง ประธานกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เป็นประธานการประชุมกกต. ผ่านระบบออนไลน์โปรแกรม Zoom Cloud Meeting ซึ่งเป็นการประชุมเพื่อพิจารณาผลคะแนนการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (ผู้ว่าฯกทม.) และสมาชิกกรุงเทพมหานคร (ส.ก.) ต่อเนื่องเป็นวันที่ 2 หลังการประชุมวานนี้ สำนักงานกกต. เสนอความเห็นต่อที่ประชุมว่ากรณีที่นายชัชชาติ ถูกร้องเรียนเรื่องป้ายหาเสียงอาจเข้าข่ายทำให้การเลือกตั้งไม่สุจริตเที่ยงธรรม จึงควรตรวจสอบเพื่อให้เกิดความรอบคอบ

โดยมีรายงานว่า การประชุมกกต.วันนี้ ที่ประชุมมีมติรับรองนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครหมายเลข 8 ในนามอิสระ ซึ่งได้รับคะแนนสูงสุดเป็นอันดับ 1 ด้วยคะแนน 1,386,215 คะแนน เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
 

‘นักวิจัย’ ชี้!! 4 อารยธรรมอันตรายนอกโลก มีโอกาส 0.0014% ที่จะบุกรุกรานมนุษย์

สตีเฟน ฮอว์กิง นักฟิสิกส์ นักคณิตศาสตร์ และนักจักรวาลวิทยาชื่อดัง เคยกล่าวไว้ว่า การส่งข้อความจากโลกสู่ห้วงอวกาศอาจทำให้อารยธรรมมนุษย์ถูกทำลายได้ “หากมนุษย์ต่างดาวมาเยือนโลก ผมคิดว่าผลลัพธ์คงจะพอๆ กับตอนที่คริสโตเฟอร์ โคลัมบัสลงจอดในอเมริกาครั้งแรก ซึ่งไม่ได้เป็นผลดีนักสำหรับชนพื้นเมืองอเมริกัน”

คำพูดของฮอว์กิง มักถูกใช้เพื่อกีดกันการดำเนินงานของ METI (Messaging Extraterrestrial Intelligence) องค์กรวิจัยไม่แสวงหาผลกำไรที่สร้างและส่งข้อความระหว่างดวงดาวเพื่อสื่อสารกับอารยธรรมนอกโลก

ขณะที่งานวิจัยชิ้นใหม่ๆ กำลังพยายามพิจารณาว่าจริงๆ แล้วการพยายามติดต่อกับอารยธรรมต่างดาวนั้นอันตรายแค่ไหน? บนอวกาศอาจมีอารยธรรมมนุษย์ต่างดาวที่ชั่วร้ายอยู่หรือไม่? และมีโอกาสไหมที่ข้อความจากโลกจะถูกส่งไปยังอารยธรรมมนุษย์ต่างดาวที่ชั่วร้าย?

ตามการประมาณการของ เกลาดีโอ มักโกเน นักดาราศาสตร์ SETI ชาวอิตาลีเชื่อว่าอาจมีอารยธรรมมากถึง 15,758 อารยธรรมในทางช้างเผือก

‘ชลน่าน’ ติง รัฐบาล จัดงบปี 66 วางยารบ.ใหม่ ลั่น!! โหวตคว่ำ ประชาชนเดือดร้อนน้อยกว่า

(31 พ.ค.65) นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน และหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการอภิปรายร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2566 ว่า พรรคเพื่อไทยให้ความสำคัญและเตรียมพร้อมอย่างดียิ่ง การอภิปรายในแต่ละวันจะมีการแบ่งคนรับผิดชอบตามโจทย์ที่เราได้ตั้งไว้ และจะเจาะไปในประเด็นที่มีความผิดพลาดล้มเหลว โดยจะใช้คำว่ารัฐบาลหมดสภาพ หรือสิ้นสภาพต่อด้วยงบสิ้นหวัง ดังนั้นการอภิปรายวันแรก 7 ชั่วโมงกว่า ส่วนวันที่สองพรรคเพื่อไทยได้เตรียมความพร้อมผู้อภิปรายเกี่ยวกับการจัดงบประมาณโดยเฉพาะทางตันของงบประมาณปี 2566 และตามด้วยงบสิ้นหวังต่อ เนื่องจากมีรายการที่จะต้องพิจารณาเป็นจำนวนมาก โดยมีผู้อภิปรายประมาณ 30 คน 

ส่วนการอภิปรายวันที่สาม จะมุ่งเน้นไปที่งบส่อโกงและเติมด้วยงบสิ้นหวัง โดยผู้อภิปรายจะทำงานในลักษณะต่อเนื่อง แม้การอภิปรายจะมีการสลับกับฝ่ายรัฐบาลก็ตาม โดยให้ผู้อภิปรายในประเด็นเดียวกันอภิปรายติดต่อกัน ซึ่งทั้งหมดเป็นเหตุและผลที่พรรคฝ่ายค้านมีมติร่วมกันว่าเราไม่รับร่างงบประมาณฉบับนี้ โดยตนในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรจะเป็นผู้เริ่มอภิปรายคนแรกเพื่อให้เห็นภาพรวมว่าเหตุใดจึงไม่รับร่างดังกล่าว และพรรคร่วมฝ่ายค้านมีมติเรียบร้อยแล้วว่าไม่รับร่างฉบับนี้ ซึ่งไม่รวมกับ ส.ส.ของพรรคเศรษฐกิจไทย เพราะเขาไม่ได้อยู่ในพรรคร่วมฝ่ายค้าน 
 

ดัชนี้ผลผลิตอุตสาหกรรม พุ่ง 8 เดือนติด คาดขยายตัวได้ดีต่อเนื่อง จากอานิสงส์ส่งออกโต

กระทรวงอุตสาหกรรม (อก.) เผยดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) เดือนเมษายน 2565  ขยายตัวเพิ่มขึ้นที่ร้อยละ 0.56 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 8 ส่งผลให้ MPI 4 เดือนแรกปี 2565 ขยายตัวเพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 1.37 

นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม (อก.) เปิดเผยว่า ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) เดือนเมษายน 2565 ขยายตัวเพิ่มขึ้นที่ร้อยละ 0.56 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 8 ติดต่อกัน ส่งผลให้ MPI ช่วง 4 เดือนแรกของปี 2565 ขยายตัวร้อยละ 1.37 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ในขณะที่อัตราการใช้กำลังการผลิต 4 เดือนแรกอยู่ที่ระดับ 64.63 หลังสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในประเทศคลี่คลายลงจากการผ่อนคลายมาตรการควบคุมต่าง ๆ ตามลำดับ ส่งผลให้การบริโภคในประเทศปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่อง รวมถึงการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ทั้งนี้สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจภาคอุตสาหกรรมมีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้นจากการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมที่เติบโตต่อเนื่อง โดยเฉพาะสินค้าอุตสาหกรรมทางการเกษตร  

นายทองชัย ชวลิตพิเชฐ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) กล่าวว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในประเทศมีแนวโน้มคลี่คลาย ประชาชนสามารถออกมาใช้ชีวิตประจำวันและบริโภคได้ตามปกติมากขึ้น ส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจทยอยฟื้นตัว สะท้อนได้จากอุตสาหกรรมน้ำมันปิโตรเลียมที่ขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 7 รวมถึงการอ่อนค่าของเงินบาทส่งผลดีต่อ ภาคการส่งออกทำให้สินค้าไทยสามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก โดยการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม (ไม่รวมทองคำ อาวุธ รถถังและอากาศยาน) เดือนเมษายนขยายตัวร้อยละ 4.98 ในขณะที่สถานการณ์ความไม่สงบของรัสเซียและยูเครนได้ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตปรับตัวสูงขึ้นโดยเฉพาะราคาพลังงานและค่าขนส่ง ด้านภาพรวมสถานการณ์เงินเฟ้อเริ่มส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรม สะท้อนได้จากดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ของสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้าหมวดสินค้าอุตสาหกรรมเดือนเมษายนขยายตัวที่ร้อยละ 11.4 เร่งตัวขึ้นจากเดือนมีนาคมขยายตัวที่ร้อยละ 10.4
 

'หมอยง' ชี้!! ความยุ่งยากในการคุม ‘ฝีดาษลิง’ 'ไม่พบเคสตาย - อาการไม่แรง' ทำละเลยพบแพทย์

ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวถึงโรคฝีดาษวานร ความยุ่งยากในการควบคุมโรค โดยข้อความตอนหนึ่งระบุว่า ฝีดาษวานรที่ระบาดในปีนี้ ในยุโรปและอเมริกา มีผู้ป่วยร่วม 500 ราย ส่วนใหญ่ เพศชายถึง 98%  และอยู่ในวัยเจริญพันธุ์ อายุ 20 ถึง 50 ปี 

ความยุ่งยากในการควบคุมโรค คือ 

1 อาการของโรคไม่ได้รุนแรงแบบไข้ทรพิษ ยังไม่มีใครเสียชีวิตเลย เมื่อมีอาการน้อยบางรายก็ไม่ได้รับการวินิจฉัย 

2 ตุ่มที่ขึ้นก็ไม่ได้มาก 30% เกิดในที่ลับ บริเวณอวัยวะเพศ และถ้าไม่มีอาการมาก หรือตุ่มขึ้นน้อยก็จะไม่ได้พบแพทย์

3 โรคนี้ติดต่อ เกี่ยวข้องกับเพศสัมพันธ์ เพราะมีการสัมผัสกันอย่างใกล้ชิด

4 ไม่มีหลักฐานในการติดต่อจากสัตว์ หรือเดินทางมาจากแอฟริกา เป็นการติดต่อระหว่างคนสู่คน 

5 ถ้าเชื้อฝีดาษวานร ที่ระบาดอยู่ขณะนี้ เข้าไปติดยังสัตว์เลี้ยง โดยเฉพาะสัตว์ฟันแทะ ในตระกูล หนู กระต่าย กระรอก สัตว์เหล่านี้จะมีอาการน้อยมาก และเป็นพาหะ ที่จะกระจายโรคได้ จะยากต่อการควบคุมขึ้นอีก นำไปสู่การเกิดโรคประจำถิ่น ขณะนี้โรคประจำถิ่นอยู่แอฟริกา มีความกังวลว่า ถ้าติดในสัตว์เลี้ยง ที่กำลังระบาดอยู่นี้ ก็อาจประจำถิ่นอยู่ยุโรปต่อไป


ที่มา: https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=pfbid0961fhvf8UqDFQsNMuymvyN9g9NEmZu4kjgSwj4oiuescCvCFW2WyG4P61uTcwZnTl&id=100000978797641

‘อ.ทวีสุข’ ชี้ อเมริกา-ชาติตะวันตก จงใจลากยาวสงคราม คาดภายใน 3-5 ปีเกิดวิกฤตเศรษฐกิจขนาดใหญ่

‘อ.ทวีสุข’ ชี้อเมริกา-พันธมิตรตะวันตก จงใจลากยาวสงคราม หลังคุมเงินเฟ้อไม่อยู่ หวังเซ็ตระเบียบโลกใหม่ คาดภายใน 3-5 ปีเกิดวิกฤตเศรษฐกิจขนาดใหญ่ ประเทศต่าง ๆ ทยอยล้มละลาย

วันที่ 30 พ.ค. อ.ทวีสุข ธรรมศักดิ์ นักวิชาการอิสระด้านเศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศ ร่วมสนทนาในรายการ ‘คนเคาะข่าว’ ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม ช่อง ‘นิวส์วัน’ ในหัวข้อ ‘มหาวิกฤตซ้ำลากยาว หรือโลกต้องพัง! เพื่อระเบียบโลกใหม่?’

โดย อ.ทวีสุข กล่าวในช่วงหนึ่งว่า ในเมื่อสงครามทำให้ทางฝั่งพันธมิตรตะวันตกเดือดร้อน ทำไมถึงยังไม่หยุด แต่ยังคงเร่งเกมต่อไป เพราะมันหยุดไม่ได้ ทางด้านอเมริกาเห็นอยู่แล้วว่าจะเกิดเงินเฟ้อตั้งแต่ก่อนเกิดโควิด ตอนเกิดโรคระบาดมันทำให้เขาสามารถพิมพ์เงินก้อนใหญ่ขึ้นมาเพื่อรักษาระบบ ถึงขั้นที่ว่าเอาแจกเงินให้กับประชาชนอเมริกา ก็เลยทำให้เศรษฐกิจมันหมุนขึ้นมาระดับหนึ่งในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา แต่วันนี้มันพิมพ์ต่อไม่ได้ นอกจากพิมพ์ต่อไม่ได้อาการหนักที่สุดคือทั่วโลกไม่ได้ซื้อเงินอเมริกา

ความต้องการเงินดอลลาร์ลดลง คือสิ่งที่ทั้งจีนและรัสเซียเตรียมตัวตั้งแต่ก่อนปี 2017 เป็นต้นมา ถ่ายเงินสำรองที่เป็นดอลลาร์ออกหมด เอาไว้ทำธุรกรรมเท่านั้นเอง รัสเซียสามารถผลิตทองคำเป็นพันตัน ตอนนี้ทองคำตรงนี้มันก็กลายมาเป็นทุนสำรอง นี่คือสิ่งที่ทำให้รัสเซียแข็งแกร่ง

อ.ทวีสุข กล่าวอีกว่า สถานการณ์ในสมรภูมิ เราก็ไม่ได้ข่าวที่แท้จริงจากทางตะวันตก ทางด้านฝ่ายการเงินกระทรวงการคลังเองก็พูดแล้วก็ทำตรงกันข้ามกับสิ่งที่ทำ จะเห็นว่าแม้กระทั่งเจเน็ต เยลเลน (รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐอเมริกา) ต้องลดภาษีที่ค้ำตั้งกำแพงไว้ เพราะยุทธศาสตร์ในการลดมันวางไทม์ไลน์ไปจนถึงปลายปีนี้ แสดงว่าเขารู้อยู่แล้วว่าว่าเขาคุมเงินเฟ้อไม่อยู่ เอาเฉพาะเงินเฟ้อจากการที่อเมริกาต้องพิมพ์เงินมันมากพออยู่แล้ว แต่ทีนี้มันเจอตัวเร่งจากตัว commodity ต่าง ๆ ที่เพิ่มขึ้นอีก คนก็เลยเดือดร้อน อันนี้มันเป็นการสร้างเพื่อให้คนเกลียดชังกัน เพราะว่าสุดท้ายอเมริกากับชาติตะวันตกบางชาติจะหลุดจากสถานการณ์ที่ตัวเองควบคุมระบบการเงิน ระบบเศรษฐกิจเมื่อควบคุมไม่ได้แล้วมันต้องไปจบที่เป็นผู้ชนะในสมรภูมิใหญ่ ก็คือสงคราม

ดังนั้นบริบทตอนนี้ มันเร่งให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจ แล้วรอบนี้มันคือการเกิดวิกฤตเศรษฐกิจที่ทำให้คนยากจน ด้วยการที่ทุกอย่างแพงขึ้น ลองดูภาพให้ชัดเลยถ้าอเมริกาเดือดร้อน ทำไมเขาไม่ลดการแซงก์ชั่น แล้วเจรจากับรัสเซีย แต่นี่ยิ่งเกิดสถานการณ์ยิ่งเพิ่มดีกรี เพิ่มอาวุธ เพิ่มทุกอย่างเข้าไป คือแบบขั้นที่ว่าเมื่อไหร่ปูติน หรือลูกพี่คิม จะยิงขีปนาวุธมาใส่ประเทศเขาแล้วขยายสงครามออกไป

จะเห็นว่าเขายิ่งเร่งให้มันเกิดสถานการณ์ที่เลวร้ายขึ้นอีกเพื่อจะไปสู่ยุทธศาสตร์ที่ 7 ก็คือก่อให้เกิดสงคราม และเขาจะต้องชนะในสงครามนี้ เพื่อที่จะเซ็ตระบบขึ้นมาใหม่จากสภาวะสงครามใหญ่

เรื่องเล่าจากกรุงลอนดอน ณ วัดพุทธปทีป (2527) ชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ของ 'เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์'

"ผมพร้อมที่จะตายแล้วครับ" ใจความที่ถูกเอื้อนเอ่ยออกมาจาก 'เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์' ในวันที่ได้ลุล่วงภารกิจงานวาดรูปที่วัดพุทธปทีป ณ กรุงลอนดอน

สมเกียรติ โอสถสภา อดีตอาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ โพสต์แรงบันดาลใจดีๆ ในการใช้ชีวิตผ่านเรื่องราวของ 'อาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์' ซึ่งปรากฏอยู่ในบทความจากหนังสือ : 'ผมวาดชีวิตผม เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์' ผ่านเฟซบุ๊ก ในหัวข้อ เรื่องเล่าจากกรุงลอนดอน ณ วัดพุทธปทีป (พ.ศ.2527) ว่า...

"บางช่วงท้อแท้ที่สุด รู้สึกว่า กูไม่เอาแล้ว จะเอาสีไปราดรูปแล้วก็เลิกไปเลย แต่ปัญญาและสุวรรณมันมาห้ามเอาไว้ 2 ครั้ง แต่เชื่อมั้ยตอนหลังพี่ก็พลัดไปห้ามปัญญาบ้าง คิดดูขนาดคนอย่างปัญญายังจะเอาเลย มันแย่ถึงขนาดนั้น"

แต่ความที่เป็นคนยอมแพ้ไม่ได้ ดูจะเป็นฟางเส้นสุดท้ายที่รั้งเขาอยู่ วันที่ความรู้สึกตกต่ำที่สุด เฉลิมชัยนั่งอยู่หน้าโบสถ์เขาจ้องหน้าหลวงพ่อดำในจิต กล่าวอธิษฐานในใจว่า...

"หลวงพ่อครับ ปัญหามันเยอะเหลือเกิน ผมเหนื่อยเหลือเกินแล้ว ผมขอให้หลวงพ่อช่วยให้เขียนรูปเสร็จเสียที แล้วหลวงพ่อก็มาเอาชีวิตผมไปเลย..ผมยอมตาย"

นั้นคือการเดิมพันชีวิต ด้วยชีวิตของคนที่รักที่จะใช้ชีวิตอย่างที่สุด!!

เขาเล่าว่าราวกับปาฏิหาริย์เกิด เพราะหลังจากนั้นก็มีข่าวว่าพลเอก เปรม ติณสูลานนท์ นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นจะเดินทางมาพบกับคนไทยในกรุงลอนดอน เฉลิมชัยไม่รอช้า เขาเห็นโอกาสที่จะได้รับความช่วยเหลือจากท่านนายกฯ เพื่อทำงานชิ้นนี้ให้เสร็จ

ในวันที่มีงานเลี้ยงในสถานทูตไทย เฉลิมชัยซึ่งแต่งตัวง่ายๆ มาตลอด ก็ทำเอาพวกตาค้าง เพราะชุดแปลกออกทาง เวอร์สุดติสท์ของเขาเล่นเอาคนในงานมองด้วยความงุงงงว่ามันเป็นใครกัน แถมยังไปยืนอยู่ในแถวเดียวกับบรรดาเจ้าหน้าที่ชั้นผู้ใหญ่ที่ยืนรอรับป๋าเปรม...ในสายตาของทุกคนจึงมองไอ้หนุ่มคนนี้ว่าเป็นบุคคลที่ไร้กาละเทศะอย่างที่สุด
 

'รองฯ รอย' เป็นประธานเปิด การแข่งขัน SWAT Challenge 2022 ทีมหนุมานชัย STAGE 1

(30 พ.ค.65) ที่ลานรวมพล กก.1 บก.สอ.บช.ตชด.ค่ายนเรศวร อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) จัด การแข่งขันหน่วยปฏิบัติการพิเศษระดับ บช. (SWAT Challenge 2022) ในวันที่ 29 พ.ค. - 4 มิ.ย.65  โดยจัดการแข่งขัน ขึ้นเพื่อต้องการพัฒนาและดำรงขีดความสามารถของหน่วยปฏิบัติการพิเศษในการคลี่คลายสถานการณ อาชญากรรมที่มีความรุนแรง โดยมีหน่วยเข้าร่วมแข่งขัน จำนวน 12 หน่วย ประกอบด้วย  ภ.1-9, บช.ก., บช.ส. และ บช.ปส. บช.น.

สำหรับ การแข่งขันจะแบ่งออกเป็น 5 Stage ซึ่งอ้างอิงจากขั้นตอนในการปฏิบัติทางยุทธวิธี เริ่มจาก

(1.)การเคลื่อนที่ 
(2.)การปฏิบัติของส่วนโจมตี 
(3.)การปฏิบัติของส่วนซุ่มยิง 
(4.)การปฏิบัติร่วมส่วนโจมตีและส่วนซุ่มยิง
(5.)การเคลื่อนที่ผ่านสนามเครื่องกีดขวาง 

ซึ่งปีนี้ได้นำแนวทางการแข่งขัน SWAT Challenge ที่ประเทศดูไบมาปรับใช้ กรรมการประกอบด้วย 3 ส่วน1. ตัวแทน ตร. ที่ไปแข่งที่ดูไบ, 2. อรินทราช 26 ,3. นเรศวร 261 

โดย พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร.มอบหมายให้ พล.ต.อ.รอย อิงคไพโรจน์ รอง ผบ.ตร. (ปป.) เดินทางไปเป็นประธานพิธีเปิด การแข่งขัน โดยมี พล.ต.ท.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผู้ช่วย ผบ.ตร., พล.ต.ท.ภาณุรัตน์ หลัก บุญ รอง จตช. (ช่วยเหลือ ผช.ผบ.ตร.งาน ปป.), พล.ต.ท.สุรพงษ์ ถนอมจิตร ผบช.ส. พล.ต.ท.สมประสงค์ เย็นท้วม ผบช.ภ.3, พล.ต.ท.ปิยะ ต๊ะวิชัย ผบช.ภ.5, พล.ต.ท.ธนายุตม์ วุฒิจรัสธำรงค์ ผบช.ภ.7, พล.ต.ต.นภันต์วุฒิ วุฒิจรัสธำรงค์ พล.ต.ต.วันชนะ ธรรมเสมา ผบก.สอ.บช.ตชด. และตัวแทนจาก บช.ต่างๆ พร้อมด้วยเจ้าที่ ที่เกี่ยวข้อง เข้าเยี่ยมชมการแข่งขันในครั้งนี้ 

พล.ต.อ.รอย กล่าวว่า การแข่งขันหน่วยปฏิบัติการพิเศษระดับ บช. (SWAT Challenge 2022)รวมถึงโครงการฝึกอบรมเตรียมความพร้อมหน่วยปฏิบัติการพิเศษ ระดับกองบัญชาการ ของสํานักงานตํารวจแห่งชาติ ประจําปีงบประมาณ 2565 ตนได้รับมอบหมายให้มาเป็นประธานเปิดโครงการฝึกอบรมเตรียมความพร้อม,หน่วยปฏิบัติการพิเศษ ระดับกองบัญชาการ ของสํานักงานตํารวจแห่งชาติ ในวันนี้ การปฏิบัติการพิเศษในสังกัดสํานักงานตํารวจ แห่งชาติได้ในทุกมิติ เข้าใจในบทบาทหน้าที่การปฏิบัติร่วมกันอย่างมืออาชีพเพื่อสร้างความเชื่อมั่นศรัทธาให้กับประชาชน

"ดังนั้นขอให้ผู้เข้ารับการฝึก มีความมุ่งมั่นตั้งใจหาความรู้ ฝึกทักษะการ ปฏิบัติ เพื่อให้เกิดความชํานาญรวมถึงแลกเปลี่ยนประสบการณ์ การทํางานใสร้างสัมพันธภาพระหว่างกันใเพื่อประสานการปฏิบัติในโอกาสต่อไป

ขอขอบคุณ คณะทํางานใผู้รับผิดชอบโครงการ ครูฝึก, เจ้าหน้าที่ที่ทุ่มเท เตรียมการฝึกในครั้งนี้ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าการฝึกอบรมในครั้งนี้จะสําเร็จลุล่วงปลอดภัยและบรรลุวัตถุประสงค์ของทางราชการทุกประการ"

รอง ผบ.ตร. กล่าวอีกว่า โครงการฝึกอบรมนี้ เพื่อเตรียมความพร้อม ให้กับหน่วยปฏิบัติการพิเศษ ระดับกองบัญชาการ ของสํานักงาน ตํารวจแห่งชาติ  การฝึกอบรมนี้ ผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติมีเจตนารมณ์ที่ต้องการพัฒนา เพิ่มขีดความสามารถของหน่วยปฏิบัติการพิเศษในการปฏิบัติภารกิจและแก้ไข สถานการณได้อย่างเป็นมาตรฐานสากล ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ ทั้งต้องสามารถบูรณาการระหว่างหน่วย

สำหรับโครงการฝึกอบรมเตรียมความพร้อมหน่วยปฏิบัติการพิเศษ ระดับกองบัญชาการ ตามที่ ตร. มอบหมายให้ กองบังคับการสนับสนุนทางอากาศ กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน ได้จัดการฝึกอบรม โครงการฝึกอบรมเตรียมความพร้อมหน่วยปฏิบัติการพิเศษระดับกองบัญชาการ ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อเตรียมความพร้อม และพัฒนาศักยภาพเชิงทักษะของบุคลากร ในหน่วยปฏิบัติการพิเศษ ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพ ทบทวนบทบาท หน้าที่ และแนวทางในการปฏิบัติภารกิจร่วมกัน ของหน่วยปฏิบัติการพิเศษ  รอง ผบ.ตร.กล่าว

สำหรับ กำลังพลผู้เข้ารับการฝึกอบรมตามโครงการ จำนวน 144 นาย ประกอบด้วยหน่วยละ 12 นาย (1.)หน่วยปฏิบัติการพิเศษ ตำรวจภูธร ภาค 1 (2.)หน่วยปฏิบัติการพิเศษ ตำรวจภูธร ภาค 2 (3.) หน่วยปฏิบัติการพิเศษ ตำรวจภูธร ภาค 3 (4.)หน่วยปฏิบัติการพิเศษ ตำรวจภูธร ภาค 4(5.)หน่วยปฏิบัติการพิเศษ ตำรวจภูธร ภาค 5 (6.) หน่วยปฏิบัติการพิเศษ ตำรวจภูธร ภาค 6 (7.)หน่วยปฏิบัติการพิเศษ ตำรวจภูธร ภาค 7 (8.)หน่วยปฏิบัติการพิเศษ  ตำรวจภูธร ภาค 8 (9) หน่วยปฏิบัติการพิเศษ ตำรวจภูธร ภาค 9 (10.)หน่วยปฏิบัติการพิเศษ กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (11.)หน่วยปฏิบัติการพิเศษ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง(12.)หน่วยปฏิบัติการพิเศษ กองบัญชาการตำรวจสันติบาล 

การประชุมผู้บัญชาการเหล่าทัพ ครั้งที่ ๔ ประจําปีงบประมาณ พ.ศ.๒๕๖๕

วันที่ ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๖๕ เวลา ๑๐.๐๐ นาฬิกา กองบัญชาการกองทัพไทย จัดการประชุมผู้บัญชาการเหล่าทัพ ครั้งที่ ๔ ประจําปีงบประมาณ พ.ศ.๒๕๖๕ ตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อ ไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (COVID-19) ของศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด ๑๙ (ศบค.) โดยมี พลเอก เฉลิมพล ศรีสวัสดิ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เป็นประธาน พร้อมด้วย ผู้บัญชาการทหารบก ผู้บัญชาการทหารเรือ ผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติ และเสนาธิการทหารอากาศ เข้าร่วมประชุม ณ กองบัญชาการกองทัพไทย ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ

การประชุมฯ ในครั้งนี้ที่ประชุมได้รับทราบข้อมูลที่สําคัญของกองบัญชาการกองทัพไทย เหล่าทัพ และสํานักงานตํารวจแห่งชาติ ดังนี้...

กองบัญชาการกองทัพไทย ได้นําเสนอการจัดการฝึกร่วมกองทัพไทย ๒๕๖๕ ซึ่งเป็นการฝึกร่วม ตามแผนป้องกันประเทศ โดยบูรณาการการอํานวยการยุทธร่วม ด้วยการใช้กําลังทหารขนาดใหญ่ของกองทัพไทย รวมถึงบูรณาการการปฏิบัติการร่วมระหว่างเหล่าทัพและพลเรือน อันเป็นการเสริมสร้างขีดความสามารถ ในการปฏิบัติการร่วมของกองทัพไทยให้มีความพร้อมในการปกป้องอธิปไตยและผลประโยชน์ของชาติ รวมถึง รักษาความมั่นคงของรัฐ เพื่อเป็นหลักประกันด้านความมั่นคงให้กับประเทศชาติและความสงบสุขของประชาชน

กองทัพบก ได้รายงานผลการปฏิบัติงานที่สําคัญให้ที่ประชุมได้รับทราบ จํานวน ๒ เรื่อง ได้แก่ เรื่องที่ ๑ การจัดการฝึกทหารใหม่ภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (COVID-19) ตั้งแต่ กรรมวิธีการรับทหารใหม่ การเคลื่อนย้ายจนถึงหน่วยฝึกทหารใหม่ การกักตัวครูฝึก ผู้ช่วยครูฝึก และทหารใหม่ ภายใต้มาตรการ Bubble & Sealed และ เรื่องที่ ๒ การปฏิบัติภารกิจของอากาศยานเฮลิคอปเตอร์ใช้งานทั่วไป แบบ ๑๔๕ (ฮ.ท.๑๔๕) ในการลําเลียงผู้ป่วยฉุกเฉินร่วมกับทีมแพทย์ของโรงพยาบาลในสังกัดกองทัพบกในพื้นที่ และทีมแพทย์สกายดอกเตอร์ของสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) ซึ่งสามารถให้การช่วยเหลือผู้ป่วยอาการ วิกฤตให้รอดชีวิต ได้รับการตอบรับจากประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นอย่างดียิ่ง

กองทัพเรือ ได้แจ้งให้ที่ประชุมทราบว่า ได้เตรียมความพร้อมในการรองรับสงครามอาวุธที่มีอานุภาพ ทําลายล้างสูง ได้แก่ อาวุธเคมี ชีวะ รังสี และนิวเคลียร์ (คชรน.) ในด้านต่างๆ ได้แก่ ด้านองค์บุคคล ระดับ นานาชาติ ด้านองค์วัตถุ ด้านองค์ยุทธวิธี โดยผลงานสําคัญที่ผ่านมา ได้แก่ การสนับสนุนความปลอดภัยของนักดําน้ํา โดยการตรวจสอบปริมาณก๊าซพิษและก๊าชออกซิเจนในภารกิจค้นหาและกู้ภัยถ้ำหลวงเพื่อช่วยเหลือทีมฟุตบอลหมูป่า การนําขีดความสามารถด้านการป้องกันอาวุธชีวภาพมาใช้ในการควบคุมการแพร่กระจายของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (COVID-19) ณ อาคารรับรองสัตหีบ ซึ่งเป็นสถานที่กักตัวของรัฐ และการนําเครื่องตรวจวิเคราะห์สารพิษ เทคโนโลยีสูงมาตรวจการปนเปื้อนของสารพิษในสิ่งแวดล้อม และสามารถรายงานผลได้อย่างแม่นยํา รวดเร็ว แบบ Real Time

กองทัพอากาศ ได้แจ้งให้ที่ประชุมทราบถึงการพัฒนาขีดความสามารถด้านการข่าวกรองการเฝ้าตรวจ และการลาดตระเวน (ISR) โดยการพัฒนาระบบงานและคุณภาพบุคลากร การพัฒนาด้านยุทโธปกรณ์ การจัดหา อากาศยานไร้คนขับ (Dominator) การพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศ ระบบ GEOINT PORTAL เพื่อพัฒนาศักยภาพ และขีดความสามารถด้านการข่าวกรองการเฝ้าตรวจและการลาดตระเวนสู่การมีข้อมูลและการข่าวที่มีคุณภาพ (Superior ISR)

สํานักงานตํารวจแห่งชาติ ได้นําเสนอระบบ Biometrics ซึ่งเป็นเทคโนโลยีสําหรับการเก็บข้อมูล คัดกรอง และสืบค้นอัตลักษณ์บุคคลในการเข้า-ออกประเทศทั้ง ด่านตรวจทางน้ํา ด่านตรวจทางบก และด่านตรวจ ทางอากาศ ซึ่งมีจํานวน ๑,๘๔๓ จุด ทั่วประเทศ โดยเป็นการใช้ข้อมูลจากลายพิมพ์นิ้วมือและภาพถ่ายใบหน้าในการ ยืนยันตัวตนที่มีความแม่นยํา มีประสิทธิภาพสูง มีการเชื่อมโยงและบูรณาการข้อมูลต่าง ๆ ทําให้กระบวนการสืบค้น ข้อมูลเพื่อนําไปสู่การจับกุมเป็นไปอย่างรวดเร็ว และแม่นยํามากขึ้น


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top