Thursday, 11 June 2026
Hard News Team

ทรัมป์เลื่อนใช้ภาษีนำเข้าใหม่ เริ่มใช้ 1 ส.ค. ลั่น!! เก็บภาษีเพิ่ม 10% กับประเทศพันธมิตร BRICS

(7 ก.ค. 68) โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศว่า สหรัฐฯ เตรียมส่งจดหมายแจ้งอัตราภาษีนำเข้าใหม่ให้ประเทศคู่ค้า โดยจะมีผลในวันที่ 1 สิงหาคม แทนที่จะเป็นสัปดาห์นี้ตามกำหนดเดิมที่สิ้นสุดในวันที่ 9 กรกฎาคม ซึ่งท่าทีดังกล่าวสร้างความสับสนต่อทิศทางนโยบายการค้าของสหรัฐฯ และทำให้ตลาดหุ้นเอเชียปรับตัวลดลงทันที

รัฐมนตรีพาณิชย์สหรัฐฯ ฮาเวิร์ด ลัทนิค (Howard William Lutnick) ยืนยันว่า ภาษีนำเข้าใหม่จะเริ่มใช้ในวันที่ 1 สิงหาคม แม้ทรัมป์จะพูดไม่ชัดเรื่องกำหนดเวลา แต่เขายืนยันว่า สหรัฐฯ ได้เตรียมทั้งจดหมายแจ้งอัตราภาษี และทำข้อตกลงกับบางประเทศไปแล้ว พร้อมเตือนว่า หากประเทศใดสนับสนุนกลุ่ม BRICS จะถูกเก็บภาษีเพิ่มอีก 10% โดยไม่มีข้อยกเว้น

ก่อนหน้านี้ ทรัมป์เคยประกาศเก็บภาษีนำเข้าขั้นต่ำ 10% และอาจสูงสุดถึง 50% กับหลายประเทศ แต่ได้เลื่อนการเริ่มใช้จริงมาหลายครั้ง ล่าสุดเขาให้เวลาประเทศต่าง ๆ เจรจาเพิ่มเติมอีก 3 สัปดาห์ ขณะเดียวกัน รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ ระบุว่า ทรัมป์เตรียมส่งจดหมายถึงกว่า 100 ประเทศที่ยังไม่มีความคืบหน้าในการเจรจา หากยังไม่ดำเนินการใด ๆ จะถูกเรียกเก็บภาษีตามอัตราเดิมที่เคยกำหนดไว้เมื่อ 2 เมษายน

ทั้งนี้ การประกาศของทรัมป์มีขึ้นหลังการประชุมผู้นำกลุ่ม BRICS ที่ประเทศบราซิล ซึ่งผู้นำกลุ่มได้ออกแถลงการณ์ร่วม แสดงความกังวลต่อการที่สหรัฐฯ ใช้มาตรการภาษีฝ่ายเดียว เพราะอาจส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจโลก 

ด้านทำเนียบขาวระบุว่า ยังมีโอกาสผ่อนปรนให้ประเทศที่แสดงความจริงใจในการเจรจา และทรัมป์จะเป็นผู้ตัดสินใจเองว่าจะขยายเส้นตายออกไปหรือไม่

‘พิชัย’ เสนอลดเกินดุลการค้าสหรัฐฯ 70% ใน 5 ปี หวังเลี่ยงภาษีนำเข้าสูง 36% ก่อนถึงเส้นตาย 9 ก.ค.

(7 ก.ค. 68)นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวบลูมเบิร์กในวันอาทิตย์ (6 ก.ค.) เกี่ยวกับข้อเสนอล่าสุดของไทยเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกสหรัฐฯ เก็บภาษีศุลกากรในอัตราสูง โดยระบุว่า ไทยมีเป้าหมายที่จะเพิ่มปริมาณการค้าทวิภาคีกับสหรัฐฯ และลดการเกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ ลง 70% จากปัจจุบันที่ 4.6 หมื่นล้านดอลลาร์ ภายในเวลา 5 ปี โดยตั้งเป้าว่าจะทำให้การค้าระหว่างสองประเทศถึงจุดสมดุลในระยะเวลา 7-8 ปี

นายพิชัยเปิดเผยด้วยว่า ภาษีศุลกากรที่ระดับ 10% ถือเป็นอัตราที่ดีที่สุด แต่ขณะเดียวกันก็เสริมด้วยว่า ภาษีระหว่าง 10% - 20% ก็ยังเป็นอัตราที่ยอมรับได้

รายงานระบุว่า นายพิชัยคาดว่าจะยื่นข้อเสนอที่ได้รับการปรับปรุงใหม่ต่อรัฐบาลสหรัฐฯ ก่อนวันที่ 9 ก.ค. ซึ่งหากข้อเสนอดังกล่าวได้รับการยอมรับ ไทยจะสามารถยกเว้นภาษีนำเข้าหรือมาตรการอื่น ๆ ที่ไม่ใช่ภาษีสำหรับสินค้าส่วนใหญ่ได้ทันที ในขณะที่ข้อจำกัดสำหรับสินค้าอื่น ๆ จะทยอยยกเลิกอย่างค่อยเป็นค่อยไป

นอกจากนี้ นายพิชัยยังกล่าวด้วยว่า สินค้าสหรัฐฯ หลายรายการที่จะเข้าถึงตลาดไทยได้มากขึ้นนั้น เป็นสินค้าที่ขาดแคลนในประเทศ จึงไม่น่าจะส่งผลกระทบต่อเกษตรกรหรือผู้ผลิตของไทย

ทั้งนี้ รัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ขู่ว่าจะเรียกเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากไทยในอัตรา 36% หากทั้งสองประเทศไม่สามารถเจรจาเพื่อลดหย่อนภาษีได้ก่อนวันที่ 9 ก.ค. ซึ่งเป็นวันครบกำหนดการผ่อนผันเรียกเก็บภาษีเป็นเวลา 90 วันของทรัมป์

สำหรับข้อเสนอที่ได้รับการปรับปรุงใหม่นี้มีขึ้นหลังจากนายพิชัยได้พบปะเจรจากับเจมีสัน เกรียร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ และไมเคิล ฟอลเคนเดอร์ รมช.คลังของสหรัฐฯ เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (3 ก.ค.) ซึ่งเป็นการเจรจาภาษีระดับรัฐมนตรีครั้งแรก

กมธ.ทหารฯ วุฒิสภา เชิญนายกฯ ชี้แจงปัญหาทางทหารและความมั่นคงชายแดนไทย

(7 ก.ค. 68) เวลา 10.30 นาฬิกา ณ ห้องแถลงข่าวสื่อมวลชน ชั้น 1 อาคารรัฐสภา (ฝั่ง สส.) คณะกรรมาธิการการทหารและความมั่นคงของรัฐ วุฒิสภา นำโดย นายไชยยงค์ มณีรุ่งสกุล เลขานุการคณะกรรมาธิการและโฆษกคณะกรรมาธิการฯ แถลงข่าวเรื่อง “การเชิญหรือเรียกนายกรัฐมนตรีมาแถลงข้อเท็จจริงหรือแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติ กรณีปัญหาพื้นที่ชายแดนประเทศไทย” โดยระบุว่า จากข้อพิพาทบริเวณแนวชายแดนไทยเป็นเรื่องที่ส่งผลกระทบอย่างยิ่งต่อการปกป้องอธิปไตย บูรณภาพแห่งดินแดน และผลประโยชน์ของประเทศไทยตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 และกฎหมายบัญญัติไว้ และยังส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่และสภาพจิตใจขอพี่น้องประชาชนคนไทย อีกทั้งฝ่ายกัมพูชาได้ดำเนินการทุกวิถีทางอันไร้ความจริงใจและความพยายามเพื่อให้ได้เปรียบประเทศไทยมากที่สุด ดังนั้น คณะกรรมาธิการฯ จึงมีความจำเป็นและเหตุในการเรียกนายกรัฐมนตรีมาแถลงข้อเท็จจริงหรือแสดงความเห็นในประเด็นข้อซักถาม ดังนี้ 1. จุดยืนและแนวทางปฏิบัติข้อพิพาทบริเวณพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา (กรณีเร่งด่วน) จำนวน 12 ข้อ อาทิ จุดยืน MOU พ.ศ. 2543 และ MOU พ.ศ. 2544 หรือการละเมิด MOU อย่างต่อเนื่องจากฝ่ายกัมพูชา การแก้ไขปัญหาและยุติการรุกล้ำขยายชุมชนของชาวกัมพูชาในพื้นที่ชายแดนไทยอย่างเด็ดขาด เป็นต้น 2. สถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ จำนวน 5 ข้อ อาทิ การแก้ไขหรือปรับปรุงกฎหมายเพื่อส่งเสริมให้การปฏิบัติการในพื้นที่มีประสิทธิภาพ มีความยุติธรรม และคุ้มครองการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ หรือการปกป้องและดูแลประชาชนชาวไทยทุกกลุ่มในพื้นที่ โดยเฉพาะชาวไทยพุทธที่ยังอยู่ในพื้นที่ของ 3 จังหวัดชายแดนใต้ และ 3 ความปลอดภัยไซเบอร์และการต่อต้านการฟอกเงิน จำนวน 2 ข้อ คือ การขจัดธุรกรรมผิดกฎหมายหรือที่ต้องสงสัยเพื่อป้องกันหรือปราบปรามและช่วยเหลือคนไทยให้ปลอดภัยจากฉ้อโกงออนไลน์ และการฟอกเงินที่เชื่อมโยงกับกลุ่มทุนต่างชาติด้วยระบบ AI และ Machine Learning อย่างเต็มรูปแบบ

นอกจากนี้ คณะกรรมาธิการฯ ยังได้มีกำหนดจัดการเสวนาเรื่อง “ความมั่นคงกับอนาคตประเทศไทย” ขึ้นในวันที่ 16 กรกฎาคม 2568 เวลา 13.00 – 16.30 นาฬิกา ณ ห้องประชุม หมายเลข 406 - 407 ชั้น 4 อาคารรัฐสภา (ฝั่ง สว.) เพื่อให้วุฒิสภาเป็นเวทีในการรับฟัง รับรู้ ถกแถลงแนวคิดและแลกเปลี่ยนมุมมองในหลายมิติ เพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาด้านความมั่นคง และมีส่วนร่วมกำหนดอนาคตของประเทศไทยที่มั่นคง และเตรียมพร้อมรับมือกับความท้าทายต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาที่มีความขัดแย้งด้านพรมแดนบริเวณรอบปราสาทและพื้นที่อ้างสิทธิ์ตลอดแนวชายแดน

ปูด!! ลาวส่งทหารช่วยรัสเซียร่วมรบในแคว้นเคิร์สก์ ยูเครนโวย..อ้างใช้ความร่วมมือด้านมนุษยธรรมบังหน้า

(7 ก.ค. 68) หน่วยข่าวกรองทางทหารยูเครน (HUR) เผยเมื่อ 5 ก.ค. ว่า รัสเซียพยายามดึงลาวเข้าร่วมในสงครามกับยูเครน โดยอ้างว่าเป็นความร่วมมือด้านมนุษยธรรม พร้อมจัดส่งวิศวกรทหารจากลาวไปยังแคว้นเคิร์สก์ของรัสเซีย เพื่อช่วยปฏิบัติภารกิจเก็บกู้กับระเบิด

ข้อมูลระบุว่า ลาวตกลงจะส่งวิศวกรทหารประมาณ 50 นาย นอกจากนี้ ลาวยังเสนอให้บริการฟื้นฟูสมรรถภาพแก่ทหารรัสเซียที่บาดเจ็บโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ขณะที่รัฐบาลลาวยังไม่ออกมาแสดงความคิดเห็นต่อข้อกล่าวหาดังกล่าว

ยูเครนกล่าวว่า รัสเซียใช้ข้ออ้างด้านมนุษยธรรมเพื่อให้กองกำลังต่างชาติเข้าประจำการในประเทศ และนำกำลังเหล่านี้เข้าสู่แนวรบ โดยก่อนหน้านี้รัสเซียได้รับการสนับสนุนจากทหารเกาหลีเหนือ และยังคงเปิดรับนักรบจากเอเชียและแอฟริกาอย่างต่อเนื่อง

รายงานในเดือนเมษายนระบุว่า มีทหารต่างชาติอย่างน้อย 1,500 คน จาก 48 ประเทศร่วมรบในฝ่ายรัสเซีย ขณะที่ยูเครนสามารถจับกุมนักรบบางส่วนได้แล้ว ส่วนลาวซึ่งมีพรมแดนติดจีน เวียดนาม และไทย ยังคงมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับทั้งรัสเซียและจีนอย่างต่อเนื่อง

พิษณุโลก กองทัพภาคที่ 3 รับมอบถุงยังชีพพร้อมน้ำดื่ม  จาก บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน)

(7 ก.ค. 68) เวลา 14.00 น. พลโท กิตติพงษ์ แจ่มสุวรรณ แม่ทัพภาคที่ 3 ให้การต้อนรับคณะผู้บริหาร บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) โครงการเอส 1 เพื่อมอบถุงยังชีพพร้อมน้ำดื่ม, และงบประมาณสนับสนุนการประชาสัมพันธ์ทางวิทยุกระจายเสียงกองทัพบกที่ 3 ณ บริเวณห้องโถง หน้าห้องรับรอง 2 กองบัญชาการกองทัพภาคที่ 3 ค่ายสมเด็จพระนเรศวรมหาราช อ.เมือง จ.พิษณุโลก

บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) โครงการเอส 1 โดยมี คุณดนุวัศ ลัมพสาระ รักษาการผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ โครงการผลิตบนฝั่ง (ประเทศไทย) และคณะ เป็นผู้แทนส่งมอบ ถุงยังชีพพร้อมน้ำดื่ม จำนวน 3,200 ชุด ให้กับ กองทัพภาคที่ 3 เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติในพื้นที่รับผิดชอบ 17 จังหวัดภาคเหนือ พร้อมกันนี้ยังได้มอบงบประมาณสนับสนุนกิจการสำนักงานคณะกรรมการบริหารกิจการวิทยุกระจายเสียง กองทัพบกที่ 3 ซึ่งที่ผ่านมาทางกองทัพภาคที่ 3 ได้รับความอนุเคราะห์จาก บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) โครงการเอส 1มาด้วยดีโดยตลอด ในโอกาสนี้ พลโท กิตติพงษ์ แจ่มสุวรรณ แม่ทัพภาคที่ 3  ได้มอบหนังสือขอบคุณและของที่ระลึกให้กับ คณะผู้บริหาร บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) โครงการเอส 1 

ด้วยกองทัพภาคที่ 3 เป็นพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางภูมิประเทศ และสภาพอากาศ ทำให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อนเป็นอย่างมากจากการเกิดภัยธรรมชาติที่อาจจะเกิดขึ้นได้ในทุกฤดู ทางกองทัพภาคที่ 3 จะได้นำถุงยังชีพที่ได้รับมอบนี้ ไปมอบให้กับประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนและประสบภัยพิบัติต่างๆ ในพื้นที่รับผิดชอบของกองทัพภาคที่ 3 เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนต่อไป.ปรีชา นุตจรัส รายงานข่าว พิษณุโลก

ไทยผนึกกำลังตำรวจสากล “บิ๊กหวานลุย” ยื่นหนังสือถึง Interpol กวาดล้างแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในกัมพูชา

เมื่อวันที่ (2 ก.ค. 68) ที่ผ่านมา พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร จเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ผอ.ศปอส.ตร.) ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการเฉพาะกิจปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีและการค้ามนุษย์ที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงในพื้นที่ชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้าน (ผอ.ฉก.88)  และ หัวหน้าหน่วยเฉพาะกิจต่อต้านอาชญากรรมคอลเซ็นเตอร์และการค้ามนุษย์ UNODC ได้เดินทางไปยังสำนักงานใหญ่องค์การตำรวจสากล (Interpol) ณ เมืองลียง ประเทศฝรั่งเศส 
เพื่อบรรยายและแลกเปลี่ยนข้อมูลสถานการณ์อาชญากรรมแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กับสมาชิกขององค์การตำรวจสากล (Interpol) รวมทั้งได้ยื่นหนังสือและหารือกับนาย Cyril GOUT ผู้อำนวยการบริหารฝ่ายกิจการตำรวจ และ นาย Abdulaziz OBAIDALLA ผู้อำนวยการฝ่ายวิเทศสัมพันธ์และการสนับสนุนส่วนภูมิภาค เพื่อนำเสนอข้อมูลและสถานการณ์ของแก๊งคอลเซ็นเตอร์และการค้ามนุษย์ ซึ่งมีฐานที่มั่นในประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศกัมพูชา ที่ได้สร้างความเสียหายอย่างมหาศาลต่อประชาชนและระบบเศรษฐกิจของไทยและนานาชาติ ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง โดยรายได้จากอาชญากรรมเหล่านี้มีมูลค่าสูงกว่า 60% 
ของรายได้ประเทศกัมพูชา (แหล่งที่มา: UNODC) Interpol ตอบรับตั้ง "War Room" ในไทยเป็นศูนย์กลางปฏิบัติการ

ผลจากการหารือเป็นที่น่าพอใจอย่างยิ่ง โดยองค์การตำรวจสากล (Interpol) ได้ยืนยันที่จะร่วมมือกับทางการไทยอย่างเต็มศักยภาพ โดยจะสนับสนุนทั้งเครื่องมือ, ข้อมูลเชิงลึก, การวิเคราะห์ และการวางแผนปฏิบัติการ เพื่อเปิดฉากกวาดล้างเครือข่ายอาชญากรรมเหล่านี้ นอกจากนี้ จะมีการส่งเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญของ Interpol มาประจำการ
ที่ "ศูนย์บริหารเหตุการณ์แก๊งคอลเซ็นเตอร์และค้ามนุษย์ของประเทศไทย (War Room)" ซึ่งจัดตั้งขึ้นตามนโยบายของรัฐบาลไทยที่ต้องการให้ประเทศไทยเป็นผู้นำในการนำองค์กรระหว่างประเทศและประเทศต่างๆ เข้ามาร่วมในการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์และการค้ามนุษย์ที่ตั้งอยู่ในประเทศเพื่อนบ้านของไทย

พล.ต.อ.ธัชชัยฯ ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติมว่า องค์การตำรวจสากล (Interpol) ซึ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2466 และมีสมาชิกรวม 196 ประเทศทั่วโลก มีประเทศไทยและกัมพูชาเป็นสมาชิกอยู่ด้วย รวมทั้งประเทศต่างๆที่ได้รับผลกระทบจากการหลอกลวงของแก๊งคอลเซ็นเตอร์และค้ามนุษย์ ซึ่งองค์การตำรวจสากล (Interpol) จะทำหน้าที่ในการ เป็นศูนย์กลางประสานงานความร่วมมือระหว่างตำรวจนานาชาติ เพื่อสนับสนุนการบังคับใช้กฎหมายในประเทศสมาชิก แลกเปลี่ยนข้อมูลคนร้ายและข้อมูลอาชญากรรม ทำให้การขับเคลื่อนการปราบปรามผ่านกลไกของ องค์การตำรวจสากล (Interpol)  จะช่วยให้เจ้าหน้าที่ตำรวจกัมพูชาได้รับการสนับสนุนจากนานาชาติ โดยมีประเทศไทยเป็นผู้นำ ในการขับเคลื่อนและสามารถปฏิบัติการกวาดล้างเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์และค้ามนุษย์ได้อย่างเด็ดขาด 

เป้าหมายชัดเจน: ลดอาชญากรรม 50% ใน 3 เดือน สกัดไทยเป็นทางผ่าน พล.ต.อ.ธัชชัยฯ มั่นใจว่า การจัดตั้ง "ศูนย์บริหารเหตุการณ์แก๊งคอลเซ็นเตอร์และค้ามนุษย์ของประเทศไทย (War Room)"  ซึ่งมีกำหนดแล้วเสร็จภายในเดือนกรกฎาคมนี้ และจะเป็นกลไกทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญในการแลกเปลี่ยนข้อมูลและติดตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศต่างๆ ทั่วโลกที่มีความสัมพันธ์กับแก๊งคอลเซ็นเตอร์และการค้ามนุษย์ที่ตั้งอยู่ในประเทศเพื่อนบ้านของไทยโดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศกัมพูชา ซึ่งจะทำให้การติดตามจับกุมคนร้ายและการอายัดเงินที่ถูกหลอกลวงสามารถทำได้อย่างรวดเร็วและทันต่อรูปแบบการกระทำความผิดที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา โดยรัฐบาลไทยได้ตั้งเป้าหมายที่ชัดเจนว่า ภายใน 3 เดือนนับจากนี้ ปัญหาอาชญากรรมแก๊งคอลเซ็นเตอร์และการค้ามนุษย์ในประเทศไทยต้องลดลงมากกว่า 50% และที่สำคัญคือ ต้องไม่ให้กลุ่มคนร้ายใช้ประเทศไทยเป็นทางผ่านไปยังประเทศเพื่อนบ้านอย่างเด็ดขาดอีกต่อไป

ไทย – สหรัฐฯ จัดพิธีเปิดการฝึกผสม “CARAT 2025” เสริมความมั่นคงทางทะเล

(7 ก.ค.68) พลเรือเอก ณัฏฐพล เดี่ยววานิช ผู้บัญชาการกองเรือยุทธการ ประธานฝ่ายไทย พร้อมด้วย พลเรือตรีหญิง เคธี่ เอฟ เชลดอล รองผู้บัญชาการกองเรือที่ 7 กองทัพเรือสหรัฐฯ ประธานร่วมฝ่ายสหรัฐฯ ร่วมเป็นประธานเปิดการฝึกผสม CARAT 2025 โดยมี กำลังพลทหารทั้ง 2 ชาติ รวม 1,000 นาย เข้าร่วม ณ ท่าเรือแหลมเทียน อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี 

การฝึกผสม CARAT เป็นการฝึกผสมทวิภาคี ระหว่างกองทัพเรือไทยกับกองทัพเรือสหรัฐอเมริกา นับเป็นการฝึกผสมที่ใหญ่ที่สุดระหว่างกองทัพเรือทั้งสองประเทศ ซึ่งได้ดำเนินการฝึกตั้งแต่ปี พ.ศ.2538 จนถึงปัจจุบัน ซึ่งกองทัพเรือได้มอบหมายให้กองเรือฟริเกตที่ 2 กองเรือยุทธการ เป็นหน่วยรับผิดชอบการฝึก โดยมี พลเรือตรี อนุรักษ์ พรหมงาม ผู้บัญชาการกองเรือฟริเกตที่ 2 กองเรือยุทธการ เป็นผู้อำนวยการกองอำนวยการฝึกผสม CARAT 2025 ทั้งนี้เพื่อสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างกองทัพเรือไทย และกองทัพเรือสหรัฐฯ และร่วมกันพัฒนาความสามารถของกำลังพลทั้ง 2 ประเทศ ในการปฏิบัติภารกิจทางทะเลการร่วมกันในทุกระดับ  เสริมสร้างองค์ความรู้และความเข้าใจอันดีในการปฏิบัติการ ตลอดจนยกระดับขีดความสามารถภาพสถานการณ์ทางทะเลให้สอดคล้องกับสถานการณ์โลกในปัจจุบัน   

สำหรับการฝึกแบ่งเป็น 3 ห้วง ได้แก่ การฝึกในท่า การฝึกในภาคทะเล และการสรุปผลการฝึก โดยกองทัพเรือไทยได้ส่งเรือรบเข้าร่วมการฝึก 3 ลำ ประกอบด้วย เรือหลวงนเรศวร เรือหลวงสายบุรีและเรือรัตนโกสินทร์ อากาศยาน 5 ประเภท และอากาศยานไร้คนขับ ในส่วนกองทัพเรือสหรัฐฯ ส่งเรือรบเข้าร่วมการฝึก 1 ลำ คือ เรือรบ USS ซานต้า บาบาร่า อากาศยาน 3 ประเภท และเฮลิคอปเตอร์ปราบเรือดำน้ำ ซีฮอร์ค ซึ่งมีห้วงการฝึกระหว่าง ระหว่างวันที่ 7 - 18 กรกฎาคม 2568 รวมทั้งสิ้น 12 วันดำเนินการฝึกในพื้นที่อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี และจังหวัดระยอง และพื้นที่ทางทะเลอ่าวไทยตอนบน 

จับผู้ต้องสงสัย วางเพลิงเผารถ อดีต สส.ประชาธิปัตย์ ตำรวจเร่งขยายผล ถึงผู้จ้างวาน ที่อยู่เบื้องหลัง

(6 ก.ค. 68) ความคืบหน้า กรณีไฟไหม้รถยนต์ส่วนตัวของ นายศิริโชค โสภา อดีต สส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ หลายสมัย โดยเจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐานประสานให้ทางพนักงานรถยก นำรถยนต์ที่ถูกไฟไหม้นำท่อนไม้ซุงมาสอดใต้ท้องรถยนต์เพื่อดำเนินการตรวจสอบใต้ท้องรถยนต์เพื่อหาสาเหตุเกิดเหตุเพลิง

ปรากฏว่าพบล้อยางรถยนต์จำนวนหลายเส้นและจากหลังคา (ทำมาจากใบจากนำมามุ่งหลังคา) ถูกเผาพร้อมกับยางล้อรถยนต์ซึ่งอยู่ใต้ท้องรถยนต์ คาดว่าสาเหตุของไฟไหม้มาจากมีคนประสงค์ร้าย นายศิริโชค หวังจะเผาขู่ให้กลัว เนื่องจากก่อนหน้าวันเกิดเหตุประมาณ 2-3 วัน นายศิริโชค ได้พูดประชดถึงนักการเมืองคนหนึ่ง ซึ่งคาดว่าอาจจะทำให้ทีมงานนักการเมืองคนนั้นที่อยู่ในพื้นที่ไม่พอใจ

ล่าสุดนายศิริโชค โสภา ได้เปิดเผยความคืบหน้าผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยระบุข้อความว่า 

อัปเดตล่าสุด เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุมผู้ต้องสงสัย วางเพลิง รถ Haval PHEV ได้แล้ว บริเวณตำบลฉาง อำเภอนาทวี จังหวัดสงขลา ขณะนี้อยู่ระหว่างการขยายผลว่าเป็นการกระทำโดยลำพัง หรือมีผู้จ้างวานอยู่เบื้องหลัง

ขอขอบคุณทุกกำลังใจจากพี่น้องประชาชน และขอชื่นชมเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความรวดเร็วและไม่หวั่นเกรงต่ออิทธิพลใดๆผมขอยืนยันตรงนี้

ผมไม่กลัวอิทธิพลมืด ไม่หวั่นไหวต่อการข่มขู่ หรือแรงกดดันใดๆ ที่ต้องการให้ผมถอย หรือหลีกทางออกจากพื้นที่ที่ผมรับใช้และผูกพันมาทั้งชีวิต

ผมจะยืนหยัดอยู่เคียงข้างประชาชน และจะร่วมผลักดันให้กระบวนการยุติธรรมตามหาความจริงให้ถึงที่สุด ไม่ว่าผู้อยู่เบื้องหลังจะเป็นใคร หรือมีอำนาจมากแค่ไหน ความยุติธรรมต้องไม่แพ้ และแผ่นดินของเรา ต้องไม่ถูกปกครองด้วยความกลัว

‘สุริยะใส’ กระตุก!! มาตรฐานการเมือง ‘พรรคประชาชน’ กินข้าวข้ามพรรค ต้องซื่อตรงต่อทุกฝ่าย ไม่ย้อนแย้งกันเอง

(6 ก.ค. 68) ดร.สุริยะใส กตะศิลา คณบดีวิทยาลัยผู้นำและนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า …

‘มาตรฐานทางการเมืองต้องซื่อตรงต่อทุกฝ่าย มิใช่เข้มงวดกับผู้อื่นแต่ผ่อนปรนต่อตนเอง’

กรณีการพบปะระหว่างสมาชิกพรรคประชาชนกับหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย แม้ในทางการเมือง การพูดคุยหรือพบปะระหว่างนักการเมืองต่างพรรคจะมิใช่เรื่องผิดปกติ หากถือเป็นวิถีในระบอบประชาธิปไตยที่การสื่อสารและการเจรจาคือกลไกสำคัญในการแสวงหาฉันทามติ แต่สิ่งที่ทำให้กรณีนี้กลับกลายเป็นประเด็นร้อนและก่อให้เกิดแรงสั่นสะเทือนในสังคม ไม่ได้อยู่ที่การกระทำ หากแต่อยู่ที่บริบทของผู้กระทำและมาตรฐานที่พรรคการเมืองนั้นเคยประกาศยึดถือ

พรรคประชาชนเป็นพรรคที่ก่อตั้งขึ้นจากเจตจำนงที่จะสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับการเมืองไทย เป็นพรรคที่ยืนหยัดวิพากษ์การเมืองแบบเก่า ต่อต้านการเมืองใต้โต๊ะ ต่อต้านการต่อรองลับหลัง และประกาศความโปร่งใสเป็นหลักการสูงสุด แต่เมื่อสมาชิกของพรรคแสดงพฤติกรรมในลักษณะที่เคยถูกใช้เป็นข้อกล่าวหาโจมตีผู้อื่น

พรรคกลับไม่มีคำอธิบายที่เพียงพอหรือการแสดงความรับผิดชอบที่ชัดเจนต่อสาธารณะ สิ่งนี้จึงไม่ใช่เพียงการถูกตั้งคำถามจากสังคม แต่คือการที่พรรคกำลังทำลายทุนทางศีลธรรมที่ตนเองได้สร้างสะสมมาตลอด

มาตรฐานทางการเมืองมิใช่สิ่งที่เลือกใช้เฉพาะเวลาที่พูดถึงผู้อื่น และมิใช่สิ่งที่จะอ่อนลงเมื่อต้องหันกลับมาตรวจสอบตัวเอง พรรคการเมืองที่อ้างความใหม่และยืนยันความแตกต่างจากการเมืองเดิม ต้องมีความกล้าหาญที่จะซื่อตรงต่อมาตรฐานเดียวกัน ทั้งต่อบุคคลภายนอกและภายใน การนิ่งเงียบ การเบี่ยงเบน หรือการลดทอนความสำคัญของข้อครหาในครั้งนี้ ไม่เพียงทำลายความน่าเชื่อถือของพรรค แต่ยังตอกย้ำภาพการเมืองที่ไม่สามารถรักษาหลักการของตนเองได้เมื่อถึงเวลาสำคัญ

สุดท้ายแล้ว การเมืองจะไม่ถูกวิจารณ์เพียงเพราะสมาชิกพรรคไปกินข้าวหรือพูดคุยกับนักการเมืองต่างพรรค แต่จะถูกวิจารณ์เมื่อสิ่งที่เคยกล่าวหาผู้อื่น กลับถูกทำซ้ำโดยคนของตัวเองโดยไม่มีความซื่อตรงในการชี้แจง (ตอนที่คุณธนาธร ไปพบคุณทักษิณ ที่ฮ่องกง ก็อ้างว่าเจอโดยบังเอิญและอคุยกันเรื่องทั่วไป)

ความเข้มแข็งของมาตรฐานทางการเมืองมิใช่อยู่ที่ความเข้มงวดกับผู้อื่น แต่อยู่ที่ความสม่ำเสมอและความจริงใจกับตนเอง เพราะประชาธิปไตยที่ประชาชนคาดหวัง คือการเมืองที่คำพูดและการกระทำไม่ย้อนแย้งกันเอง…

‘Aun Theeraphat’ โพสต์!! เล่าความประทับใจ ช่วยน้องให้เรียนหนังสือ เห็นรอยยิ้มแล้วมีความสุข

(6 ก.ค. 68) ‘Aun Theeraphat’ โพสต์ข้อความ ระบุว่า ...

มาตรวจ OPD ที่โรงพยาบาลเอกชนแถวบ้าน กำลังข้ามถนนหลังกลับจาก 7-11
"หมออออออ หมอจำหนูได้หรือเปล่า" เสียงดังไปถึงอีกฝั่งของถนนเลย
เราก็หันไปดู "ใครฟระ" นึกตั้งนาน นึกไม่ออก

น้องบอก "ที่หมอเจอหนูที่ร้านขายทุเรียนไง"

อ๋อออออ เมื่อ 2 ปีก่อน ไปซื้อทุเรียนที่ร้านหน้าปากซอย เดินขายของ ผ่านมาพอดี อยากกินทุเรียน ตอนนั้นซื้อให้น้องกิน แล้วก็ให้ตังค์ไปซื้อกระเป๋านักเรียน

วันนี้ดีใจนะที่ได้เจอกันอีก น้องโตขึ้นเยอะจำแทบไม่ได้

"แล้วมานั่งทำอะไรตากแดดตรงนี้เนี่ย" (ตอนบ่ายโมงตรง แดดจ้าเลย) 
น้องบอก "หนูเอาหมูมาขาย หาเงินค่าเรียน ต้องเรียนเอง แม่เขาก็ต้องเลี้ยงน้อง"

ผมบอก "ไม่เป็นไร เดี๋ยวเหมาหมดเลย เอาทั้งตะกร้านี่แหละ รอแป๊บนะ เดี๋ยวไปกดเงินให้ จะได้รีบกลับบ้านไปอ่านหนังสือ"

ให้เงินไปนิดหน่อยบอก "ไม่ต้องทอนนะ"

น้องน่ารักมากเลย น้องร้องไห้เลย บอก "ไม่เอา ๆ มันเยอะไป เปลี่ยนเป็นเอาพอดีกับค่าหมูนี่ได้มั็ย

ผมบอก "ไม่เป็นไร เอาไปเถอะ ไว้เรียนหนังสือ"

น้องยกมือไหว้ขอบคุณ มีการจะขนทั้งตะกร้ามาส่งในโรงพยาบาลอีกตะหาก

ซื้อเสร็จเอาไปแจกเจ้าหน้าที่กินต่อ ได้บุญสองต่อ

หนึ่งวัน เราทำให้หนึ่งคนรู้สึกเซอร์ไพร์ส แล้วเห็นรอยยิ้มของคนหนึ่งคน แค่นี้ชีวิตก็มีความหมายและมีความสุขอย่างมากแล้วนะ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top