Thursday, 11 June 2026
Hard News Team

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติชื่นชมนักเรียนนายสิบตำรวจ 9 นาย มี Mindset ความเป็นตำรวจ พบอุบัติเหตุซึ่งหน้า รีบให้ความช่วยเหลือผู้ได้รับบาดเจ็บทันท่วงที  

(5 ก.ค. 68) พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ชื่นชมนักเรียนนายสิบตำรวจ (นสต.) ที่เข้าให้ความช่วยเหลือกรณีเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2568 เวลาประมาณ 18.00 น. โดยขณะที่นักเรียนนายสิบตำรวจ ศูนย์ฝึกอบรมกลาง กองร้อยที่ 1 และ กองร้อยที่ 2 รวม 9 นาย ประกอบด้วย นสต.เกริกเกียรติ จำนงจิต , นสต.ณัฐพงศ์ แพงมาก , นสต.ยศกร เพชรกาศ , นสต.วงศ์วรัณ มณีฉาย , นสต.อิทธิชัย นพรัตน์ ประกอบด้วย นสต.วรพล ลาพรมมา , นสต.วัฒนา พูนอยู่ , นสต.วุฒิชัย พาโคตร และ นสต.สรวิศ พรมรินทร์ ยืนรอรถโดยสารบริเวณหน้ามหาวิทยาลัยมหิดล เพื่อเดินทางกลับที่พัก ได้พบเหตุรถยนต์เฉี่ยวชนรถจักรยานยนต์ มีผู้ได้รับบาดเจ็บในที่เกิดเหตุ นักเรียนนายสิบตำรวจ ทัง 9 นาย จึงได้ร่วมกันให้ความช่วยเหลือผู้บาดเจ็บในเบื้องต้น แจ้งประสานหน่วยกู้ภัย และอำนวยความสะดวกด้านการจราจรร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ สถานการณ์เป็นไปด้วยความเรียบร้อย โดยการกระทำดังกล่าวเป็นการแสดงออกถึงความมีน้ำใจ และจิตสาธารณะต่อสังคม เป็นต้นแบบและเป็นแบบอย่างที่ดี ตาม Mindset แนวคิดใหม่ของความเป็นตำรวจตามที่มอบแนวนโยบายไว้ 

ตามที่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติได้สั่งการกำชับหน่วยที่มีภารกิจเกี่ยวกับการศึกษา การเรียนการสอน การฝึกอบรม ต้องให้ความสำคัญกับบุคลากรทางการศึกษา ครูฝึก ผู้บรรยายให้ความรู้ด้านต่าง ๆ รวมทั้งฝ่ายปกครองที่เป็นต้นแบบในการขัดเกลา หล่อหลอม ปลูกฝังการเป็นตำรวจที่ดีให้สมกับการเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์อย่างแท้จริง เพื่อสร้างบุคลากรที่มีความสามารถและแนวคิดให้กับข้าราชการตำรวจ ในส่วนของนักเรียนหรือผู้เข้ารับการฝึกอบรมทุกหลักสูตรซึ่งเป็นกำลังหลักของข้าราชการตำรวจ ต้องยึดมั่นในหลักกฎหมาย มีภาวะผู้นำ ดำรงตนด้วยหลักคุณธรรม จริยธรรม พร้อมปกป้อง รักษา ภาพลักษณ์ และชื่อเสียง ให้เป็นแบบอย่างแก่ข้าราชการตำรวจและพี่น้องประชาชน ให้สมกับการเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์อย่างแท้จริง 

ด้าน พล.ต.ท.นิธิธร จินตกานนท์ ผู้บัญชาการศึกษา กล่าวว่า ในส่วนของกองบัญชาการศึกษา ในฐานะเป็นหน่วยที่มีภารกิจเกี่ยวกับการศึกษา การเรียนการสอน การฝึกอบรม ได้ขับเคลื่อนข้อสั่งการของผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติอย่างต่อเนื่องและเคร่งครัด การเข้าให้ความช่วยเหลือผู้ได้รับบาดเจ็บของนักเรียนนายสิบตำรวจในครั้งนี้ เป็นการปฏิบัติตามนโยบายสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยยึดหลักปรับแนวคิดใหม่ มี Mindset 6 ด้าน ตามข้อสั่งการของผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ซึ่งนักเรียนนายสิบตำรวจทั้ง 9 นาย ได้รับการถ่ายทอดปลูกฝังจากครูฝึก แล้วนำเอามาใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงขอชื่นชมนักเรียนนายสิบตำรวจทั้ง 9 นาย ในการให้ความช่วยเหลืออย่างทันท่วงที เป็นที่พึ่งของพี่น้องประชาชนได้อย่างแท้จริง และเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับนักเรียนนายสิบตำรวจที่จะก้าวเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ที่มีคุณภาพต่อไป

ผบ.ตร.สร้างขวัญกำลังใจตำรวจ เปิด 900 อัตรา สร้างความก้าวหน้าชั้นประทวนวุฒินิติศาสตร์สามารถสอบเลื่อนเป็นสัญญาบัตร ตำแหน่งพนักงานสอบสวน  แก้ปัญหาการแคลน

(5 ก.ค. 68) พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง ผู้บัญชาการสำนักงานกำลังพล (ผบช.สกพ.) และโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า ตามที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ขับเคลื่อนการปฏิบัติราชการตาม 15 นโยบายสำคัญของ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ โดยเฉพาะนโยบายข้อที่ 5 เรื่องการพัฒนางานสอบสวนและยกระดับมาตรฐานความยุติธรรม รวมถึงนโยบายข้อที่ 12 การบริหารจัดการบุคลากรและงบประมาณอย่างคุ้มค่า เพื่อให้การสอบสวนคดีมีความรวดเร็ว เป็นธรรม โปร่งใส และตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ในส่วนนี้โดยเฉพาะปัญหาพนักงานสอบสวน ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้ให้ความสำคัญมาต่อเนื่อง จัดประชุมหารือร่วมกับผู้ทรงคุณวุฒิ ส่วนต่างๆที่เกี่ยวข้อง เพื่อจะแก้ไขให้ตรงจุด ทั้งการขาดแคลน ขวัญกำลังใจในการทำงาน เพื่อเกิดประโยชน์ต่อพนักงานสอบสวนและประชาชนให้มากที่สุด 

สำหรับปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติได้กันอัตราเงินเดือนไว้เพิ่มเติม จำนวน 900 อัตรา เพื่อเปิดรับสมัครสอบคัดเลือกบรรจุเป็นพนักงานสอบสวน  ผบ.ตร.เห็นความสำคัญของข้าราชการตำรวจชั้นประทวน จึงมีนโยบายสนับสนุนความก้าวหน้าแก่ข้าราชการตำรวจชั้นประทวนที่มีวุฒินิติศาสตรบัณฑิต ให้สามารถสอบเลื่อนชั้นเป็นข้าราชการตำรวจชั้นสัญญาบัตรได้ในตำแหน่งพนักงานสอบสวนทั้ง 900 นาย เพื่อสร้างขวัญกำลังใจให้ตำรวจ และแก้ปัญหาการขาดแคลนพนักงานสอบสวนด้วย 

นอกจากนี้ที่ผ่านมาสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ดำเนินมาตรการบรรจุและแต่งตั้งข้าราชการตำรวจ ในตำแหน่งพนักงานสอบสวนอย่างต่อเนื่อง ภายใต้มาตรการบริหารจัดการกำลังคนภาครัฐ และภายในกรอบงบประมาณที่ได้รับจัดสรร โดยปัจจุบันมีผู้ผ่านการสอบคัดเลือกอยู่ระหว่างการฝึกอบรม จำนวน 1,174 นาย ซึ่งคาดว่าจะสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ประมาณเดือนมีนาคม 2569
    
พล.ต.ท.อาชยน กล่าวเพิ่มเติมว่า การดำเนินมาตรการดังกล่าว นอกจากจะช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนพนักงานสอบสวนและลดภาระงานที่หนักแล้ว ยังเป็นไปตามนโยบายข้อที่ 14 ของผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในการสร้างขวัญและกำลังใจแก่บุคลากรผู้ปฏิบัติหน้าที่ เพื่อยกระดับคุณภาพการบริการประชาชนให้ได้มาตรฐานและสร้างความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม

สำนักงานตำรวจแห่งชาติขอยืนยันความมุ่งมั่นในการพัฒนาบุคลากรและเพิ่มประสิทธิภาพ การปฏิบัติงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประชาชนได้รับบริการที่มีคุณภาพและความเป็นธรรมอย่างแท้จริง

‘เอกนัฏ’ ฟาด!! รีไซเคิล EEC เถื่อน นำเข้ากากขยะพิษ อุตสาหกรรมศูนย์เหรียญ ลุย!! ธุรกิจรักษ์โลกจอมปลอม ทำลายสิ่งแวดล้อม ลั่น!! ไม่หยุดจนกว่าจะสุดซอย

(5 ก.ค. 68) นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กถึงกรณีการลักลอบนำเข้ากากอุตสาหกรรมของผู้ประกอบการที่กระทำอย่างผิดกฎหมาย โดยมีใจความว่า

‘ปิดประตูตีมาร’

ที่ผ่านมาประเทศไทยปล่อยปละละเลยการควบคุมภาคอุตสาหกรรม จนถูกโลกมองว่าเป็นทางผ่านของสินค้าสวมสิทธิ์ เป็นที่ดั๊มสินค้าเถื่อนด้อยคุณภาพ เป็นกองขยะ เป็นสวรรค์ของอุตสาหกรรมศูนย์เหรียญที่ไร้ความรับผิดชอบ

โดยเฉพาะในพื้นที่โซน EEC ที่มีการออกใบอนุญาตโรงงานรีไซเคิลสะสมมาหลายปีจนล้นความต้องการ ฉากหน้าเป็นธุรกิจรักษ์โลก แต่ของจริง กลับเป็นธุรกิจรับกำจัดกากแบบเถื่อน ๆ ไม่จัดการของเสียในประเทศอย่างถูกต้อง แถมไปร่วมขบวนการนำเข้ากากพิษผิดกฎหมายมาเพิ่ม

ผมและทีม #สุดซอย ยิ่งขุดยิ่งพบ ล่าสุดพบว่ามีการลักลอบนำกากอุตสาหกรรมไปฝั่งใต้ดินปริมาณมหาศาลประมาณ 50,000 ตัน ใน อ.แปลงยาว จ.ฉะเชิงเทรา ทั้งๆที่ในบริเวณใกล้เคียงมีโรงงานที่ได้รับอนุญาตในกลุ่มรีไซเคิลกว่า 40 โรงงาน

เราคงปล่อยให้ความผิดถูกซุกไว้แบบนี้ต่อไปไม่ได้ กรณีนี้ ผมได้สั่งให้ตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงและขยายผล ให้ทางบก.ปทส. กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง และ DSI เข้ามาร่วมดำเนินคดี

และอย่าคิดว่าจะรอดพ้นไปได้…

ดูตัวอย่างบริษัท ที แอนด์ ที เวสท์ แมเนจเม้นท์ 2017 จำกัด ขาใหญ่ที่พบหลักฐานการร่วมขบวนการลักลอบนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์ระดับโลก ถูกออกคำสั่งให้ปิดและเพิกถอนใบอนุญาต ใช้อำนาจรัฐมนตรีพิจารณายกอุทธรณ์และทำหนังสือแจ้งผลถึงทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตัดไฟ ยกระดับเป็นคดีพิเศษ ส่งคดีให้ DSI ขยายผลไปถึงเครือข่ายอิทธิพล เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง จนกระทั่งปัจจุบัน อัยการได้ส่งฟ้องต่อศาลแล้ว

ถึงเวลาแล้ว…

ในโซน EEC ที่มีการออกใบอนุญาตเกินความต้องการ และพบว่ามีการลักลอบประกอบกิจการผิดกฎหมายอย่างแพร่หลาย 

ผมให้นโยบาย #ปิดประตูตีมาร ระงับการออกใบอนุญาต ปูพรมตรวจการประกอบกิจการของโรงงานที่ได้ใบอนุญาตไปทั้งหมด หากพบว่าไม่ดำเนินการให้ถูกต้อง ก็ต้องหยุด ปรับปรุง ไม่ก็ปิด เพิกถอนใบอนุญาต ดำเนินคดีตามลำดับ

เราต้องเร่งคืนพื้นที่ปลอดภัย บังคับใช้กฎหมายกับทุนเทา เพื่อสร้างโอกาสให้อุตสาหกรรมสีเขียวในไทย ได้เกิดใหม่ ทุกวันเวลา ทุกวินาทีมีค่า… ผมจะไม่หยุดจนกว่าจะสุดซอยครับ

ผู้บริหาร ARIP วิเคราะห์!! ความเสี่ยงเชิงยุทธศาสตร์ ในยุคเทคโนโลยีแบ่งขั้ว โลก AI ไม่ได้วัดกันที่ใครเร็วที่สุด แต่ใครจะอยู่รอด ปรับตัวได้ในทุกสถานการณ์

(5 ก.ค. 68) นายปฐม อินทโรดม กรรมการผู้จัดการ บมจ. เออาร์ไอพี (ARIP) ผู้จัดงานคอมมาร์ท ได้โพสต์ข้อความระบุว่า ...

เมื่อ NVIDIA หายไป: ความเสี่ยงเชิงยุทธศาสตร์ของ AI ไทยในยุคเทคโนโลยีแบ่งขั้ว

ประเทศไทยอาจถูกอเมริกาแบนการส่งออกเทคโนโลยีชั้นสูง โดยเฉพาะชิป GPU ของ NVIDIA ผู้ผลิตชิปกลุ่ม GPU (Graphic Processing Unit) โดยเฉพาะรุ่นเรือธงอย่าง A100, H100 และล่าสุดคือ Blackwell B200 ที่เป็นเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนโมเดล AI ตั้งแต่ OpenAI, Google ไปจนถึงบริษัทหน้าใหม่ทั่วโลก รวมถึงหน่วยงานภาครัฐ มหาวิทยาลัย และสตาร์ตอัปด้าน DeepTech ความได้เปรียบของ NVIDIA ไม่ได้อยู่ที่แค่ 'ความแรง' แต่รวมถึง ecosystem ทั้งซอฟต์แวร์ (CUDA, TensorRT), เฟรมเวิร์ก, ไลบรารี และการสนับสนุนโมเดล AI ที่ครบวงจร จนถูกมองว่าใครไม่มี NVIDIA ก็เหมือนนักแข่ง F1 ที่ไม่มีเครื่องยนต์ หากเราถูกแบนจริงจะเกิดผลกระทบหลายด้านอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้…

1. การพัฒนาด้าน AI หยุดชะงัก
หน่วยงานวิจัย มหาวิทยาลัย และสตาร์ตอัป AI ในไทย พึ่งพา GPU จาก NVIDIA ในการเทรนโมเดลและทดลองงานวิจัย หากไม่สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีดังกล่าวได้
• งานวิจัยจะต้องลดขนาดโมเดลหรือรันบนโครงสร้างที่ล้าหลัง
• ไม่สามารถแข่งขันกับต่างประเทศได้ในด้านความแม่นยำ ความเร็ว และนวัตกรรม
• ลดความสามารถในการพัฒนาระบบปัญญาประดิษฐ์พื้นฐาน เช่น Natural Language Processing, Computer Vision, หรือ Generative AI

2. Cloud Provider ในไทยชะงัก
ผู้ให้บริการคลาวด์รายใหญ่ในไทยต่างลงทุนใน GPU cluster สำหรับ AI Cloud ซึ่งส่วนใหญ่ใช้ NVIDIA หากถูกแบน
• บริการ AI-as-a-Service จะไม่สามารถขยาย capacity ได้
• ลูกค้ารายใหญ่จะย้าย workload ไปยังต่างประเทศ เช่น AWS, Azure, Google Cloud ซึ่งยังเข้าถึง NVIDIA ได้
• ความมั่นคงของข้อมูลภาครัฐและองค์กรไทยจะเสี่ยงจากการย้ายศูนย์ประมวลผลออกนอกประเทศ

3. อุตสาหกรรม AI ด้านสุขภาพ เกษตร และโลจิสติกส์ ได้รับผลกระทบ
ประเทศไทยกำลังใช้ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในภาคเศรษฐกิจที่เป็นจุดแข็ง เช่น
• วิเคราะห์ภาพทางการแพทย์ด้วย Deep Learning
• ตรวจวัดคุณภาพดินหรือพืชผ่านภาพถ่ายดาวเทียม
• วางแผนเส้นทางขนส่งแบบ Real-time ด้วย AI
การขาดชิปที่แรงพอจะทำให้โมเดลเหล่านี้ไม่สามารถพัฒนาและนำมาใช้งานได้ในระดับที่ควรจะเป็น

4. กระทบเป้าหมายการเป็น AI Nation ของไทย
รัฐบาลไทยตั้งเป้าให้ AI เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล โดยสนับสนุนทั้งแผนยุทธศาสตร์ AI แห่งชาติ และการจัดตั้งศูนย์ประมวลผล AI ภายในประเทศ หากถูกตัดการเข้าถึงชิป NVIDIA
• แผนงานต่าง ๆ จะล่าช้า
• ความเชื่อมั่นจากนักลงทุนต่างชาติใน ecosystem AI ไทยจะลดลง
• เราอาจตกขบวน Digital Transformation ครั้งสำคัญของโลก
ทางเลือกที่อาจต้องพิจารณา: พึ่งพาจีน?

เมื่อไม่สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีจากตะวันตกได้ ทางเลือกหนึ่งคือหันไปพึ่งพา เทคโนโลยีจากจีน ซึ่งพัฒนาอย่างรวดเร็วในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เช่น:

Huawei Kunlun & Ascend AI chips
• Huawei ได้พัฒนา Kunlun และ Ascend series ซึ่งรองรับ AI workload และมี framework ของตัวเองชื่อ MindSpore
• แม้ยังตามหลัง NVIDIA อยู่หลายปี แต่กำลังเร่งความเร็วในการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง
• เริ่มมีผู้ให้บริการคลาวด์ในจีนและตะวันออกกลางใช้งานแล้ว

สถาปัตยกรรมอื่น เช่น Alibaba T-Head, Biren, หรือ Loongson
• แม้ยังไม่เป็นที่แพร่หลายนอกจีน แต่ในแง่ของ “เอาตัวรอด” ก็อาจเป็นทางเลือกที่ต้องเริ่มศึกษา
• ความท้าทายอยู่ที่ ecosystem และการหานักพัฒนาที่เข้าใจ tools เหล่านี้

ความมั่นคงทางเทคโนโลยีคือความมั่นคงของชาติ
ประเทศไทยไม่ควรผูกอนาคตไว้กับผู้ขายรายเดียว แม้ NVIDIA จะยังเป็นเบอร์หนึ่ง แต่ความเสี่ยงจากภูมิรัฐศาสตร์ทำให้เราควรวางแผนสำรองไว้ เช่น
• ลงทุนใน Open Source AI Model ที่ไม่ต้องการทรัพยากรมาก
• สนับสนุนการศึกษาและ R&D ด้าน RISC-V, ARM-based AI, และ Edge Computing
• วางยุทธศาสตร์ร่วมกับพันธมิตรในเอเชีย เช่น จีน อินเดีย หรือสิงคโปร์ เพื่อสร้าง AI Resilience

โลกในยุค AI ไม่ได้วัดกันที่ใครเร็วที่สุด แต่ใครจะ 'อยู่รอด' และปรับตัวได้เร็วกว่าในทุกสถานการณ์และการเตรียมพร้อมทางเทคโนโลยีก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ไม่อาจมองข้ามได้อีกต่อไป

เชียงใหม่-คณะพยาบาลศาสตร์ มช.มอบหมวกและติดเข็มชั้นปี ประจำปีการศึกษา 2568

ชีวิตเธอมีคุณค่า มวลประชาเขารออยู่
รอเธอเป็นผู้ก้าวไป 
ดั่งมวลดอกไม้ที่งอกงาม
ยามถึงคราวชูช่อใบ ไปเถิดจงไปทั่วแดน
อยากให้เธอเป็นเทียนเล่มน้อยที่ส่องเสียง สู่หนทางมืดมน
เทียนสว่างไสว อยู่ในใจผู้คน ตราบจน นิรันดร 

คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จัดพิธีมอบหมวกและเข็มชั้นปีแก่นักศึกษาพยาบาลชั้นปีที่ 3 ประจำปีการศึกษา 2568 (Capping and Pinning Ceremony 2025) โดยมี ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุภารัตน์ วังศรีคูณ คณบดีคณะพยาบาลศาสตร์ เป็นประธาน ภายในงานได้รับเกียรติจาก ผู้แทนหัวหน้าฝ่ายการพยาบาล โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ ผู้แทนสมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยฯ สาขาภาคเหนือ นายกสมาคมศิษย์เก่าพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พร้อมด้วยคณาจารย์ บุคลากร นักศึกษา และ ผู้ปกครองของนักศึกษา ร่วมแสดงความยินดีอย่างอบอุ่น ณ ห้องประชุมวิจิตร ศรีสุพรรณ อาคาร 2 เมื่อวันเสาร์ที่ 5 กรกฎาคม 2568

พิธีมอบหมวกและเข็มชั้นปีเป็นพิธีการที่สำคัญถือปฏิบัติก่อนการขึ้นฝึกปฏิบัติงานบนหอผู้ป่วย แสดงถึงเอกลักษณ์อันทรงเกียรติในวิชาชีพพยาบาล เพื่อเตรียมความพร้อมของนักศึกษาเข้าสู่วิชาชีพการพยาบาลอย่างสมภาคภูมิ โดยนักศึกษาพยาบาลจะให้การปฏิบัติการพยาบาล รวมทั้งดูแลผู้ป่วยในสถานการณ์จริง ทั้งนี้นักศึกษาพยาบาลที่เข้ารับมอบหมวกและเข็มชั้นปีต้องศึกษาภาคทฤษฎีและสอบผ่านรายวิชาการพยาบาลพื้นฐานครบถ้วน จึงจะสามารถฝึกปฏิบัติการพยาบาลกับผู้รับบริการในสถานบริการสุขภาพได้

พล.อ.ณัฐพล ชี้แจง!! กรณีให้สัมภาษณ์คลาดเคลื่อน ยัน!! ไม่ได้เอ่ยถึง ‘พล.อ.เตีย เซ็ยฮา’ ของกัมพูชา

(5 ก.ค. 68) จากกรณีที่ถ้อยคำการให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 2 ก.ค. 68 ถูกตีความคลาดเคลื่อนและสร้างความเข้าใจผิดในสังคม พลเอก ณัฐพล นาคพาณิชย์ ผู้อำนวยการศูนย์บูรณาการแก้ไขสถานการณ์ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ (ผอ.ศบ.ทก.) ได้ออกมาชี้แจงข้อเท็จจริง

พล.อ.ณัฐพล ย้ำว่าการพูดคุยดังกล่าวเป็นการพูดคุยอย่างไม่เป็นทางการ เพื่อหาทางออกร่วมกันด้วยความจริงใจ และยืนยันว่า

ไม่ได้กล่าวถึง พล.อ.เตีย เซ็ยฮา รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมกัมพูชา แต่อย่างใด

"ขอความเชื่อมั่นและไว้ใจว่าผมในฐานะ ผอ.ศบ.ทก. จะดำเนินการอย่าง 'รอบคอบ รอบด้าน ใช้สติ สร้างสันติ' นำความสงบสุขกลับคืนมาสู่แผ่นดินไทย และก้าวสู่กลไกการพูดคุยที่มีศักยภาพบนพื้นฐานของความจริงใจและไว้เนื้อเชื่อใจกันต่อไป" พล.อ.ณัฐพล กล่าวทิ้งท้าย

คำใส่ร้าย!! ‘จีน’ จากชาติตะวันตก ไม่อาจขัดขวางการพัฒนาได้ ทันสมัย!! เจริญ เหมือนสวรรค์ ไม่ต้องห่วงเรื่องความปลอดภัย

(5 ก.ค. 68) เพจเฟซบุ๊ก ‘ลึกชัดกับผิงผิง’ ได้โพสต์ข้อความระบุว่า ...

เมื่อเร็ว ๆ นี้ ชาวต่างชาติคนหนึ่งไปเที่ยวจีน แล้วโพสต์ภาพจีนใหม่กับจีนเก่า และบอกว่า ถูกสื่อตะวันตกหลอกเป็นเวลานาน สหรัฐอเมริกาและตะวันตก มักจะใส่ร้ายจีนว่า เผด็จการ ยากจน ล้าหลัง โง่ ลัทธิฟาสซิสต์ ไม่มีประชาธิปไตย ไม่มีเสรีภาพ ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ บังคับใช้แรงงาน กับดักหนี้จีน เป็นต้น 

กระทั่งมีคำโกหกที่น่าขันว่า “ชาวจีนไม่กล้าร้องไห้ในสถานที่สาธารณะ เพราะเป็นการแสดงอารมณ์ที่ไม่ดี จะถูกรัฐบาลจับไปติดคุก” ซึ่งคำพูดแบบนี้ ก็มีชาวต่างชาติส่วนหนึ่งหลงเชื่อด้วย 

อย่างไรก็ตาม แม้คำใส่ร้ายจีนอาจทำให้ชื่อเสียงและภาพลักษณ์ของจีนสูญเสียไปบ้าง แต่ไม่สามารถขัดขวางการพัฒนาและความเจริญขึ้นอย่างรวดเร็วของจีน เพราะตอนนี้ยอดการผลิตภาคอุตสาหกรรมของจีนมากกว่ายอดรวมของกลุ่มจี 7 

ปัจจุบัน จีนกำลังขยับขึ้นมาเป็นผู้นำโลก และโชว์ให้เห็นสังคมที่ทันสมัยที่มีอารยธรรมกว่า 5,000 ปี ที่มีเสรีภาพที่แท้จริงและมีระบอบประชาธิปไตยแบบจีน ที่ชาวจีนมีอำนาจตรวจสอบและวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลได้อย่างเปิดเผยตลอดเวลา เพื่อผลประโยชน์ที่แท้จริงของตน 

สังคมจีนปัจจุบัน ชาวบ้านจะเดินเล่นตามถนนหนทางตอนกลางคืนอย่างสบาย ไม่ต้องห่วงเรื่องความปลอดภัย มือถือลืมที่ร้านอาหาร ไม่ต้องห่วง ไม่มีใครขโมยหรือหยิบไปใช้ กระเป๋าเดินทางลืมที่สถานีรถไฟหรือสนามบิน ไม่ต้องห่วง ไม่มีใครเอาไป 

นายโธมัส ฟรีดแมน (Thomas Friedman)คอลัมนิสต์ชื่อดังของหนังสือพิมพ์เดอะนิวยอร์กไทมส์ ที่แต่ก่อนมักชอบเขียนบทความประณามจีน เมื่อเร็วๆ นี้ได้เดินทางมาเยือนจีน หลังไปเยี่ยมชมศูนย์วิจัยแห่งใหม่บริษัทหัวเหวยที่นครเซี่ยงไฮ้ ที่มีพื้นที่เท่ากับสนามฟุตบอลของสหรัฐอเมริกา 225 สนามแล้ว ก็ซื้อตั๋วรถไฟความเร็วเพื่อชมจีนต่อไป เขากล่าวว่า ในจีนปัจจุบัน ผมได้เห็นอนาคตของโลก มิใช่อยู่ในสหรัฐอเมริกา

เชียงใหม่- 'พิธีปิดการฝึกทหารใหม่ และ การฝึกทหารใหม่เฉพาะหน้าที่ รุ่นปี 2568 ผลัดที่ 1 และกิจกรรมวันเปิดบ้านทหารใหม่ (Open House)'

เมื่อวานนี้ (4 ก.ค.68) เวลา 09.00 น.  พล.ต. ธีระ ผดุงสุนทร ผบ.มทบ.33 เป็นประธานในพิธีปิดการฝึกทหารใหม่ และการฝึกทหารใหม่เฉพาะหน้าที่ รุ่นปี 2568 ผลัดที่ 1 และกิจกรรมเปิดบ้านทหารใหม่ (Open House) ของหน่วยฝึกทหารใหม่ มทบ.33 และหน่วยฝึกทหารใหม่ พัน.มทบ.33 ในการนี้ได้กรุณามอบเกียรติบัตรแก่กำลังพลดีเด่นของทั้ง 2 หน่วยฝึก จำนวน 12 นาย และได้กรุณากล่าวให้โอวาทกับทหารใหม่ และกล่าวต้อนรับญาติทหารใหม่ ในโอกาสมารับทหารใหม่จบการฝึกฯ โดยมีญาติทหารใหม่ที่ให้ความสนใจเข้าร่วมกว่า 150 คน

การจัดกิจกรรมเปิดบ้านทหารใหม่ (Open House) รุ่นปี 2568 ผลัดที่ 1 หน่วยได้ จัดชุดการแสดง ดังนี้
- ชุดการแสดงท่าอาวุธประกอบดนตรี Fancy Drill
- ชุดการแสดงยิงปืนฉับพลัน
- การช่วยเหลือผู้ประสบภัย
- ชุดการแสดงของหมวดสุนัขทหาร ในการค้นหาสารเสพติด
พร้อมทั้งหน่วยได้จัดชุดเสนารักษ์และรถครัวสนามให้บริการกับญาติทหารใหม่ ณ หน่วยฝึกทหารใหม่ มทบ.33 และหน่วยฝึกทหารใหม่ พัน.มทบ.33 ค่ายกาวิละ ต.วัดเกต อ.เมือง จ.เชียงใหม่ 

ทัพเรือภาคที่ 1 จัดกิจกรรมการมีส่วนร่วมในการพัฒนาพื้นที่และการเสริมสร้างความสามัคคีของคนในชาติ

ระหว่างวันที่ 3 - 4 กรกฎาคม 2568 ทัพเรือภาคที่ 1 จัดกิจกรรมการมีส่วนร่วมในการพัฒนาพื้นที่และการเสริมสร้างความสามัคคีของคนในชาติ ณ โรงเรียนโสตศึกษาเทพรัตน์  ศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ หน่วยบริการบางสะพาน ธนาคารปูม้า บ้านปากคลอง จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ สำหรับการจัดกิจกรรมในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความสามัคคีของคนในชุมชน ให้สามารถร่วมมือร่วมใจกันแก้ปัญหาในพื้นที่ได้อย่างยั่งยืน อีกทั้งยังเป็นการบูรณาการการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน เครือข่ายชาวประมง ผู้นำชุมชน โรงเรียน และประชาชนในพื้นที่ทุกภาคส่วน

โดยมีกิจกรรมประกอบด้วย การพัฒนาโรงเรียน การปรับปรุงภูมิทัศน์ เลี้ยงอาหารกลางวันนักเรียนเด็กนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการได้ยินและบกพร่องทางสติปัญญา เก็บขยะชายหาด และทาสีอาคาร ซ่อมแซมระบบไฟฟ้า ให้กับ ธนาคารปูม้า บ้านปากคลอง

ALL NEW MG3 HYBRID+ คว้ารางวัล Affordable Hybrid Car of the Year 2025 ด้วยระบบไฮบริด สมรรถนะเหนือชั้น!! ราคาคุ้มค่า และประหยัดน้ำมัน ยอดเยี่ยม

(5 ก.ค. 68) บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์ – ซีพี จำกัด และ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศ ไทย) จำกัด ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายรถยนต์เอ็มจีในประเทศไทย เผยความสำเร็จอันโดดเด่นของ ALL NEW MG3 HYBRID+ ที่สร้างชื่อเสียงอีกครั้งในตลาดยุโรป ด้วยการคว้ารางวัล Affordable Hybrid Car of the Year 2025 จากสื่อยานยนต์ชั้นนำแห่งสหราชอาณาจักรอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่สอง โดยได้รับคำชื่นชมทั้งในด้านสมรรถนะอันทรงพลัง การขับขี่ที่เต็มไปด้วยความสนุกสนาน ความคุ้มค่าเหนือราคา และความประหยัดน้ำมันที่เกินความคาดหมาย ซึ่งรุ่นที่จำหน่ายในตลาดโลกนี้เป็นรุ่นเดียวกับที่ผลิตและประกอบในประเทศไทย สะท้อนให้เห็นถึงความแข็งแกร่งและความเป็น “ไฮบริดตัวจี๊ด” ที่พร้อมตอบโจทย์ผู้บริโภคทั่วโลกอย่างแท้จริง

ตลาดรถยนต์ไฮบริดขนาดเล็กถือเป็นตลาดที่มีความท้าทาย ด้วยการแข่งขันที่สูงและมีตัวเลือกที่หลากหลาย โดย ALL NEW MG3 HYBRID+ ได้แสดงให้เห็นถึงความแตกต่างอย่างชัดเจน ด้วยแนวคิดในการออกแบบที่มุ่งเน้นทั้ง สมรรถนะและความคุ้มค่า ด้วยระบบขับเคลื่อนไฮบริดที่ประสานการทำงานระหว่างเครื่องยนต์เบนซินและมอเตอร์ไฟฟ้าอย่างชาญฉลาด ALL NEW MG3 HYBRID+ มาพร้อมพละกำลังรวมสูงสุดถึง 192 แรงม้า อัตราเร่งจาก 0–100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ในเวลาเพียง 8 วินาที ซึ่งถือเป็นระดับสมรรถนะที่เหนือกว่ามาตรฐานของรถในเซกเมนต์เดียวกันอย่างชัดเจน สมรรถนะนี้ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงแค่ 'ความแรง' หากแต่เป็นการออกแบบให้ แรงอย่างมั่นใจ เร้าใจอย่างมีสมดุล พร้อมตอบสนองได้อย่างคล่องตัวทั้งการใช้งานในเมือง รวมไปถึงบนถนนสายหลักที่ต้องการกำลังเครื่องที่ต่อเนื่องและนิ่งแน่น

หนึ่งในคุณสมบัติอันโดดเด่นที่ได้รับเสียงชื่นชมจากทั้งคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิและสื่อมวลชนสายยานยนต์ระดับแนวหน้าคือ “อัตราความประหยัดน้ำมันที่น่าทึ่ง ผสานความรู้สึกในการขับขี่ที่ใกล้เคียงกับรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100%” โดย ALL NEW MG3 HYBRID+ มาพร้อมระบบขับเคลื่อนไฮบริดที่ให้มอเตอร์ไฟฟ้าทำงานเป็นหลัก จึงสามารถทำอัตราสิ้นเปลืองได้เฉลี่ยสูงถึง 26.2 กิโลเมตรต่อลิตร ทำระยะทางได้ไกลสูงสุดมากกว่า 800 กิโลเมตร การันตีด้วยการขับทดสอบโดยสื่อมวลชนในประเทศไทยและทั่วโลก สะท้อนถึงการพัฒนาเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์ผู้ใช้จริงในทุกมิติ ภายในห้องโดยสารถูกออกแบบอย่างพิถีพิถัน ให้ความกว้างขวางเหนือกว่ารถระดับเดียวกัน พร้อมพื้นที่เก็บสัมภาระด้านหลังที่รองรับได้มากถึง 1,037 ลิตร เติมเต็มฟังก์ชันความปลอดภัยและความสะดวกสบายด้วยอุปกรณ์มาตรฐานที่ครบครัน

ซึ่งก่อนหน้านี้ ALL NEW MG3 HYBRID+ ยังสามารถครองใจทั้งผู้บริโภคและนักวิจารณ์ในระดับสากล ด้วยการคว้ารางวัลอันทรงเกียรติอย่าง Affordable Car of the Year 2024 จาก Auto Express UK และ Best Value Car จาก The Business Car Awards ประเทศอังกฤษ ตอกย้ำความคุ้มค่าที่ไม่ใช่แค่คำพูด สำหรับประเทศไทย ALL NEW MG3 HYBRID+ ยังได้รับเกียรติสูงสุดด้วยการรับรางวัลรถยนต์ยอดเยี่ยมประจำปี 2567 (Thailand Car of the Year 2024) ซึ่งจัดขึ้นโดยสมาคมผู้สื่อข่าวรถยนต์และรถจักรยานยนต์ไทย (สรยท.) ถือเป็นบทพิสูจน์อีกขั้นของคุณค่าทางผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ทั้งด้านสมรรถนะและความคุ้มค่าจริงในสายตาผู้เชี่ยวชาญระดับประเทศ

นายพงษ์ศักดิ์ เลิศฤดีวัฒนวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ALL NEW MG3 HYBRID+ ไม่ได้เป็นเพียงยนตรกรรมรุ่นใหม่ในกลุ่มไฮบริดราคาประหยัด แต่ได้ก้าวลงแข่งขันในเกมการแข่งขัน Gymkhana GC Grid Competition Series 2025 ซึ่งแสดงให้เห็นสมรรถนะของรถยนต์ที่ลงตัว นี่คืออีกหนึ่งบทพิสูจน์สำคัญของความมุ่งมั่นจาก เอ็มจี ที่ไม่ได้หยุดอยู่แค่การผลิตรถยนต์ แต่ยังเดินหน้าสร้างสรรค์อนาคตของการขับเคลื่อนผ่านนวัตกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และเข้าถึงได้จริงสำหรับผู้บริโภคในทุกระดับ ALL NEW MG3 HYBRID+ ถือเป็นสัญลักษณ์แห่งการเป็น “ไฮบริดตัวจี๊ด” กับการเปลี่ยนผ่านที่ทรงพลัง สะท้อนภาพลักษณ์ใหม่ของอุตสาหกรรมยานยนต์ ที่ผสานเทคโนโลยีล้ำสมัย สมรรถนะเหนือชั้น และความคุ้มค่าเหนือความคาดหมายไว้ได้อย่างลงตัวในรถยนต์รุ่นเดียว การได้รับรางวัล “Affordable Hybrid Car of the Year 2025” จากสื่อยานยนต์ชั้นนำในสหราชอาณาจักรถือเป็นอีกหนึ่งรางวัลที่สะท้อนถึงความไว้วางใจระดับนานาชาติที่มีต่อแบรนด์ ทั้งนี้ เอ็มจี จะยังคงมุ่งมั่นพัฒนานวัตกรรมที่ตอบโจทย์ผู้ใช้จริงในราคาที่เข้าถึงง่าย พร้อมขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่อนาคตของยนตรกรรมอย่างมั่นคงและยั่งยืนต่อไป”

ALL NEW MG3 HYBRID+ ไฮบริดคุณภาพที่ครบเครื่องและคุ้มค่า ด้วยราคาจำหน่ายเริ่มต้นเพียง 579,900 บาท พร้อมแคมเปญพิเศษ ดาวน์เริ่มต้นเพียง 8,888 บาท หรือ ผ่อนสบาย ๆ เริ่มเพียง 2,516 บาทต่อเดือน พร้อมการรับประกันตัวรถและระบบไฮบริดนาน 6 ปี หรือ 140,000 กิโลเมตร รวมถึง การรับประกันแบตเตอรี่ไฮบริดนาน 10 ปี โดยไม่จำกัดระยะทาง โดยผู้สนใจสามารถทดลองขับและเป็นเจ้าของได้แล้ววันนี้ที่โชว์รูมและศูนย์บริการคุณภาพ เอ็มจี ทั่วประเทศ 

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ MG CALL CENTRE โทร. 1267 และสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมของเอ็มจี ได้ที่ 
Website: www.mgcars.com 
Line: @MGThailand
Facebook: www.facebook.com/MGcarsThailand
Twitter: @mg_thailand
Instagram: @mgthailand
Youtube: MG Thailand
TikTok: @mgthailand
Application: MG Thailand


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top