Thursday, 11 June 2026
Hard News Team

มจธ. มุ่งเป้าพัฒนาวิศวกรรมก่อสร้างชั้นสูง พร้อมปั้นนวัตกรรมตอบโจทย์ "เมกะซิตี้ไทย"

(14 ก.ค. 68) มหานคร (Megacity) คือเมืองขนาดใหญ่ที่มีประชากรหนาแน่นตั้งแต่ 10 ล้านคนขึ้นไป การเติบโตของเมืองในระดับนี้มักนำมาซึ่งปัญหาที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากไม่มีการบริหารจัดการโครงสร้างพื้นฐานที่ดีพอ โดยเฉพาะปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม และความท้าทายในการรับมือกับภัยพิบัติต่างๆ การพัฒนาทักษะ องค์ความรู้ เทคโนโลยีและนวัตกรรมชั้นแนวหน้าจะช่วยตอบโจทย์ปัญหาเหล่านี้ให้เกิดความยั่งยืนได้

ศาสตราจารย์ ดร.ชัย จาตุรพิทักษ์กุล อาจารย์จากภาควิชาวิศวกรรมโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) และหัวหน้าโครงการวิจัยเทคโนโลยีและนวัตกรรมชั้นแนวหน้าในอุตสาหกรรมก่อสร้างเพื่อรองรับการพัฒนาเมกะซิตี้แห่งอนาคต กล่าวว่า “ประเทศไทยมีกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นมหานครขนาดใหญ่ หรือ เมกะซิตี้  นอกจากนี้เมืองเศรษฐกิจสำคัญอย่างเชียงใหม่ เมืองอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ทางภาคตะวันออกมีแนวโน้มที่จะพัฒนาเมืองไปสู่การเป็นเมกะซิตี้ในอนาคต ซึ่งในการบริหารการก่อสร้างหรือพัฒนาเมกะซิตี้เหล่านี้จำเป็นต้องครอบคลุมการออกแบบและใช้วัสดุอาคารที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเพื่อลดคาร์บอน การพัฒนาระบบ Smart Mobility ที่มีทั้งการจราจรอัจฉริยะและการขนส่งที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงการปรับปรุงข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงสู่การเป็นเมืองขนาดใหญ่” 

โครงการฯ นี้ได้รับทุนสนับสนุนกลุ่มวิจัยศักยภาพสูง ประจำปี 2568 เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2568จากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ภายใต้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จำนวน 15 ล้านบาท และงบประมาณสนับสนุนจาก ภาควิชาวิศวกรรมโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์ มจธ. จำนวน 3 ล้านบาท รวมงบประมาณทั้งสิ้น 18 ล้านบาท มีระยะเวลาการดำเนินงานวิจัย 3 ปี โดยมีเป้าหมายหลักที่จะมุ่งพัฒนากำลังคนทักษะสูงที่มีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีวัสดุและเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ เพื่อการก่อสร้างและบริหารจัดการเมกะซิตี้ และสร้างองค์ความรู้ใหม่ 4 ด้าน ได้แก่ 1. เทคโนโลยีวัสดุใหม่และการก่อสร้างแห่งอนาคต โดยมุ่งพัฒนา Green Technology สำหรับงานก่อสร้างเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ลดปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ มีความยั่งยืน และทนทาน รวมถึงการวิจัยวัสดุสำหรับการพิมพ์ 3 มิติ (3D Printing) 2. เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) และเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อการก่อสร้างและบริหารจัดการ เน้นการประยุกต์ใช้ AI ในการบริหารจัดการน้ำ การบำบัดน้ำเสีย และปัญหาขยะ 3. เทคโนโลยีเพื่อรองรับภัยพิบัติต่างๆ ทั้งภัยจากธรรมชาติ (เช่น น้ำท่วม แผ่นดินไหว) และภัยจากความมั่นคง (เช่น การก่อการร้าย) เน้นการประยุกต์ใช้กลศาสตร์การคำนวณขั้นสูงและเทคโนโลยีการตรวจสมัยใหม่ รวมถึงการเก็บข้อมูลอัจฉริยะ (Smart Data) สำหรับการบริหารจัดการเมืองใหญ่และพัฒนาระบบเตือนภัยสำหรับโบราณสถาน และ 4. เทคโนโลยีการสัญจรอัจฉริยะ (Smart Mobility) เน้นการขนส่งที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น ระบบราง การขนส่งทางเรือ และการจัดการขนส่งในเมืองใหญ่ รวมถึงการจัดทำข้อเสนอแนะเพื่อการปรับปรุงมาตรฐานในด้านความปลอดภัยสำหรับสถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน 

รองศาสตราจารย์ ดร.ชัยณรงค์ อธิสกุล ผู้อำนวยการโครงการเทคโนโลยีวิศวกรรมโยธา และรองหัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมโยธา มจธ. และ รองศาสตราจารย์ ดร. วีรชาติ ตั้งจิรภัทร  หัวหน้าห้องปฏิบัติการคอนกรีต ภาควิชาวิศวกรรมโยธา ได้ร่วมกันกล่าวถึงบทบาทของวิศวกรรมโยธาในการพัฒนาเมกะซิตี้ว่ารากศัพท์ของโยธามาจาก Civil Engineering หมายถึง วิศวกรรมพลเรือนที่เป็นงานที่เกี่ยวข้องกับคนและเมือง ดังนั้นวิศวกรรมโยธามีบทบาทสำคัญในการพัฒนาเมกะซิตี้ โครงการนี้จึงมุ่งสร้างบุคลากรรุ่นใหม่ด้านวิศวกรรมชั้นสูงและวิจัยนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง เพื่อรับมือกับปัญหาเมืองที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา โดยเฉพาะการปลูกฝังกระบวนการคิดตั้งแต่โจทย์วิจัยไปจนถึงการบริหารจัดการ เพื่อให้มีคนทำงานวิจัยที่ตอบโจทย์ แม้มีเงินทุนหรือโจทย์ก็ไร้ประโยชน์หากไม่มีบุคลากร การสร้างคนจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยยกระดับอุตสาหกรรมก่อสร้างไทยให้แข่งขันได้ในระดับโลก และงานวิจัยกลุ่มนี้น่าจะตอบสนองนโยบายระยะยาวของประเทศ

ศาสตราจารย์ ดร.ชัย กล่าวเสริมว่า ในประเทศไทยมีบุคลากรที่จบวิศวกรรมโยธาอยู่จำนวนมาก ส่วนใหญ่จะทำงานในภาคสนามหรืองานก่อสร้างเป็นหลัก แต่คนที่ทำงานด้านวิจัยชั้นสูง (Advanced research) เพื่อสร้างมาตรฐานและกำหนดทิศทาง รวมถึงแก้ปัญหาที่ซับซ้อนทางวิชาการและวิชาชีพยังมีไม่มาก ดังนั้น ไทยจึงจำเป็นต้องทำงานและพัฒนาวิศวกรรมชั้นสูงเพิ่มมากขึ้น เพราะงานวิจัยชั้นสูงเป็นงานวิจัยที่ใช้ระเบียบวิธีวิจัยที่ซับซ้อน ลึกซึ้ง และครอบคลุมมากกว่างานวิจัยทั่วไปที่ผู้จบการศึกษาในระดับปริญญาตรีจะทำได้ 

“ผลผลิตที่ได้จากโครงการนี้ จะเป็นรากฐานสำคัญสำหรับการพัฒนาเมกะซิตี้แห่งอนาคตของประเทศไทยในทุกมิติ ทั้งด้านกำลังคนทักษะสูง ด้านนวัตกรรมวัสดุสมัยใหม่ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ด้านการบริหารจัดการเมือง การประเมินความเสี่ยงและเตรียมพร้อมรับมือกับเหตุภัยพิบัติต่างๆ ซึ่งนำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจและนโยบายเพื่อการสร้างเมืองแห่งอนาคตที่ยั่งยืน เป็นไปตามนโยบายและยุทธศาสตร์การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม พ.ศ. 2566-2570 ยุทธศาสตร์ที่ 4 การพัฒนากำลังคนและสถาบันด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมให้เป็นฐานการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศแบบก้าวกระโดดและอย่างยั่งยืน”

‘ยูเนสโก’ รับรอง 'อุทยานแห่งชาติหินหนามหน่อ' ของลาว เป็นแหล่งมรดกโลกข้ามพรมแดนแห่งแรกในอาเซียน

เมื่อวันที่ (13 ก.ค. 68) องค์การยูเนสโก (UNESCO) ประกาศรับรอง “อุทยานแห่งชาติหินหนามหน่อ” ของ สปป.ลาว เป็นแหล่งมรดกโลกทางธรรมชาติอย่างเป็นทางการ ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส นับเป็นแหล่งมรดกโลกแห่งที่ 4 ของประเทศ และเป็นมรดกโลกข้ามพรมแดนแห่งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

พื้นที่ดังกล่าวได้รับการขึ้นทะเบียนในฐานะส่วนขยายของ “อุทยานแห่งชาติฟ็องญา-แก๋บ่าง” ในเวียดนาม ซึ่งอยู่ติดกัน โดยทั้งสองอุทยานถือเป็นพื้นที่คุ้มครองระบบนิเวศแบบหินปูนเขตร้อนขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในภูมิภาค และร่วมกันแสดงให้เห็นถึงความหลากหลายทางชีวภาพและความสำคัญด้านธรณีวิทยาอย่างโดดเด่น

อุทยานหินหนามหน่อมีลักษณะเด่นคือ “ภูเขาหินปูนยอดแหลมคมเหมือนหน่อไม้" ซึ่งเกิดจากกระบวนการทางธรณีวิทยายาวนานกว่า 300 ล้านปี ภายในพบถ้ำธรรมชาติกว่า 170 แห่ง บางแห่งมีหน้าผาสูงถึง 300 เมตร เป็นแหล่งอยู่อาศัยของสัตว์ป่าหายาก สัตว์เฉพาะถิ่น และสัตว์ที่วิวัฒนาการเฉพาะในระบบนิเวศแบบป่าหินปูน

ทั้งนี้ การได้รับสถานะมรดกโลกครั้งนี้มีความสำคัญต่อการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและระบบนิเวศเฉพาะถิ่นของลาว ซึ่งก่อนหน้านี้มีแหล่งมรดกโลกแล้ว 3 แห่ง ได้แก่ เมืองหลวงพระบาง ปราสาทวัดพู และทุ่งไหหิน

งงทั้งสนาม ‘ทรัมป์’ โผล่ชูถ้วยบอลสโมสรโลก คนดูโห่สนั่น!! ร่วมเฟรมกับนักเตะเชลซีหน้าตาเฉย

(14 ก.ค. 68) โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ สร้างความงุนงงเมื่อปรากฏตัวกลางเวทีตอนนักเตะเชลซีชูถ้วยแชมป์สโมสรโลก FIFA Club World Cup หลังถล่มเปแอสเช 3-0 ในเกมนัดชิงชนะเลิศ ที่สนามกีฬาเมตไลฟ์ รัฐนิวเจอร์ซีย์ โดยทรัมป์ได้รับเสียงโห่จากแฟนบอลที่มากันเต็มความจุสนาม 82,500 ที่นั่ง

ในช่วงพิธีมอบถ้วย ทรัมป์เดินเคียงข้างประธานฟีฟ่า จานนี อินฟานติโน (Gianni Infantino) เพื่อมอบถ้วยรางวัล เหรียญรางวัล และรางวัลนักเตะยอดเยี่ยม ก่อนที่ทั้งสองจะร่วมกันถือถ้วยขึ้นเวทีให้กับทีมเชลซี อย่างไรก็ตาม ขณะอินฟานติโนเบี่ยงตัวออกจากกล้อง ทรัมป์กลับยืนโดดเด่นกลางเฟรมในจังหวะที่ รีซ เจมส์ กัปตันทีมเชลซี ยกถ้วยขึ้นเหนือหัว สร้างความงงอีกครั้งให้กับทัพนักเตะสิงห์บลูส์ 

สำหรับเชลซีซึ่งมีเจ้าของเป็นนักธุรกิจชาวอเมริกัน ท็อดด์ โบห์ลี (Todd Boehly) ร่วมขึ้นเวทีฉลองกับทรัมป์, อินฟานติโน และประธานสโมสร PSG นาสเซอร์ อัล-เคไลฟี่ (Nasser Al-Khelaifi) ชาวกาตาร์ แม้อุณหภูมิจะสูงถึง 29 องศาเซลเซียส และเริ่มแข่งล่าช้ากว่าเดิม 8 นาที แต่ไม่มีเหตุรุนแรงเกิดขึ้น เนื่องจากฝ่ายจัดได้วางระบบรักษาความปลอดภัยเข้มงวดเป็นพิเศษ

โดยก่อนเริ่มเกม ทรัมป์เดินทางมาถึงสนามพร้อมขบวนรถประจำตำแหน่ง โดยใช้ทางเข้าสำหรับบุคคลพิเศษซึ่งอยู่ใกล้กับโซนของนักเตะ และรออยู่ในเต็นท์ส่วนตัว ฟีฟ่าจึงปรับเวลาเปิดเพลงชาติมาให้ตรงกับช่วงที่ทรัมป์ยืนอยู่กลางสนาม พร้อมฉายภาพของเขาบนจอใหญ่ ส่งผลให้ผู้ชมในสนามพร้อมใจกันโห่เสียงดังอีกระลอก

ทั้งนี้กล้องจับภาพทรัมป์นั่งในบ็อกซ์หรูร่วมกับชื่อดังอย่าง ทอม เบรดี (Tom Brady) นักอเมริกันฟุตบอลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาล และเจ้าพ่อสื่อ รูเพิร์ต เมอร์ด็อก (Rupert Murdoch) โดยมีคณะรัฐมนตรีของเขาหลายคนร่วมด้วย ซึ่งฝ่ายอินฟานติโนเองก็ยังคงเดินหน้าผูกสัมพันธ์แน่นแฟ้นกับทรัมป์ ทั้งขึ้นเวทีด้วยกัน แถมยังพาถ้วยคลับเวิลด์คัพไปวางโชว์ไว้ที่ห้องทำงานรูปไข่ในทำเนียบขาว เมื่อไม่กี่เดือนก่อนหน้าอีกด้วย

เคทีซี เดินหน้าสร้างวัฒนธรรม "โค้ชชิ่ง" ดันศักยภาพคน สู่การเติบโตอย่างยั่งยืน

(14 ก.ค. 68) ในโลกการทำงานยุคใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว องค์กรต่างมองหา   แนวทางการพัฒนาศักยภาพบุคลากร ที่ไม่เพียงตอบโจทย์แค่ "ทำงานเป็น" แต่ต้อง "คิดเป็น แก้ปัญหาเป็น และเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง" เคทีซีเร่งต่อยอดองค์กรแห่งการเรียนรู้ นำการโค้ชชิ่ง (Coaching) เป็นเครื่องมือสำคัญในการเสริมสร้างศักยภาพของพนักงานทุกระดับอย่างเต็มที่ เพื่อค้นพบศักยภาพของบุคคลจากภายใน (Self-Discovery) สร้างความเป็นเจ้าของเป้าหมายในการทำงาน (Accountability) และพร้อมปลูกฝังวัฒนธรรมการเติบโตอย่างยั่งยืนร่วมกับองค์กร

จากการสอนงาน...สู่การโค้ชแบบมีระบบ
ปกติการพัฒนาคนในองค์กรจะเริ่มต้นจากการสอนงาน (On-the-Job Training) ซึ่งเน้นการถ่ายทอดความรู้และทักษะในการทำงานให้กับพนักงานรายบุคคล แต่เคทีซีเชื่อว่าในบริบทการทำงานที่ซับซ้อนในปัจจุบัน การพัฒนาศักยภาพบุคลากรต้องก้าวไปไกลกว่านั้น นิยามการโค้ชของ International Coach Federation (ICF) หมายถึง การร่วมมือกันในรูปแบบหุ้นส่วน (Partnership) ระหว่างโค้ช (Coach) และผู้รับการโค้ช (Coachee) เพื่อกระตุ้นกระบวนการคิดสร้างสรรค์ และสร้างแรงบันดาลใจในการเพิ่มศักยภาพส่วนบุคคลและวิชาชีพสูงสุด โดยมีเป้าหมายเพื่อช่วยให้บุคคลสามารถกำหนดเป้าหมาย และพัฒนาทักษะที่จำเป็นต่อการบรรลุเป้าหมายดังกล่าว

การโค้ชชิ่งจึงถูกนำมาปรับใช้ในกระบวนการทำงานจริงของหัวหน้างานและผู้บริหารทุกระดับ โดยหัวหน้างานจะเปลี่ยนบทบาทจากผู้ชี้แนะแนวทาง มาเป็น "โค้ช" ผู้กระตุ้นให้พนักงานได้คิด วิเคราะห์ และแก้ไขปัญหาด้วยตนเอง ผ่านคำถามทรงพลัง (Powerful Questions) การฟังเชิงลึก (Active Listening) และการให้ Feedback อย่างสร้างสรรค์ (Constructive Feedback)

"โค้ชชิ่ง" ที่ฝังอยู่ในวัฒนธรรมองค์กร
เคทีซีไม่เพียงนำการโค้ชชิ่งมาเป็นเครื่องมือพัฒนาบุคลากรรายบุคคล แต่ได้นำแนวคิดนี้มาปรับใช้เป็นวัฒนธรรมองค์กร (Coaching Culture) ผ่านหลากหลายกิจกรรม อาทิ การฝึกอบรมทักษะ โค้ชชิ่ง ให้กับหัวหน้างานทุกระดับ  การออกแบบระบบโค้ชชิ่งภายในหน่วยงานและทีมงาน  การสะท้อนผลการทำงาน (Reflection) และการเรียนรู้ร่วมกันในทุกเวทีของการประชุมงาน รวมถึงการสื่อสารให้พนักงานทุกคนตระหนักถึงบทบาทของตนในการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง 

นางพิทยา วรปัญญาสกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร “เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “หัวใจสำคัญของกระบวนการโค้ชในเคทีซี คือ การสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจ (Trust) การเคารพศักยภาพของพนักงานแต่ละคน (Respect Individual Potential) การกระตุ้นให้เกิดการคิดค้นคำตอบด้วยตนเอง (Empowerment) และการเสริมสร้างความรับผิดชอบในการพัฒนาตนเอง (Ownership & Accountability) เพื่อผลิตบุคลากรที่เป็นทั้งคนเก่ง-คนดี-คนกล้าคิด ซึ่งจะเป็นสารตั้งต้นในการสร้างสรรค์และพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการที่มีคุณภาพ ตอบโจทย์ความต้องการของสมาชิกเคทีซีได้ในทุกมิติอย่างยั่งยืน เราภูมิใจที่มีโค้ชได้รับการรับรองจาก ICF อยู่ในองค์กร ซึ่งพร้อมสนับสนุนเพื่อนร่วมงานในทุกสายงานผ่านบทสนทนาเชิงโค้ชที่ทรงพลัง การโค้ชจึงไม่ใช่หน้าที่ของฝ่ายบุคคลเท่านั้น แต่เป็นพันธะร่วมของทุกคนในการนำไปใช้พัฒนา และเติบโตไปด้วยกัน”

4 ตัวแทนเคมีโอลิมปิกไทย คว้า 4 เหรียญรางวัล จากการแข่งขันเคมีโอลิมปิกระหว่างประเทศ ครั้งที่ 57

เมื่อวันที่ (13 ก.ค. 68) เพจเฟซบุ๊ก Olympic ipst ได้โพสต์ข้อความว่า ปรบมือดังๆ กับผลงานสุดปังๆๆ ของเหล่าผู้แทนเคมีโอลิมปิกประจำปีนี้ เปิดฉากวิชาแรกด้วย 1 เหรียญทอง 2 เหรียญเงิน และ 1 เหรียญทองแดง จากการแข่งขัน เคมีโอลิมปิกระหว่างประเทศ ครั้งที่ 57 ที่จัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 5-14 กรกฎาคม 2568 ณ เมืองดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

คณะผู้แทนประเทศไทย ประกอบด้วย

1. นางสาวรวิสรา โชคดีพาณิชย์ จากโรงเรียนกำเนิดวิทย์ คว้าเหรียญทอง

2. นายพีรกร ตรีจักรขจร จากโรงเรียนกำเนิดวิทย์ คว้าเหรียญเงิน

3. นายปัญญ์ แซ่จาง จากโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ คว้าเหรียญเงิน

4. นายดรัณ แม้นโกศล จากโรงเรียนสามเสนวิทยาลัย คว้าเหรียญทองแดง

สำหรับคณะอาจารย์ผู้ควบคุมทีม ประกอบด้วย

1. รศ.ดร.ศรัญพงศ์ ยิ้มกลั่น หัวหน้าทีม จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่

2. ผศ.ดร.ณัฐพงศ์ ไพบูลย์วรชาติ รองหัวหน้าทีม จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

3. ผศ.ดร.ภูมิเดช พู่ทองคำ ผู้ช่วยหัวหน้าทีม จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

4. รศ.ดร.จตุรงค์ สุภาพพร้อม ผู้ช่วยหัวหน้าทีม (ผู้แทนมูลนิธิ สอวน.) จากมหาวิทยาลัยนเรศวร

5. นายเจริญศักดิ์ เมืองแก้ว ผู้จัดการทีม จาก สสวท.

สำหรับคณะผู้แทนประเทศไทยมีกำหนดเดินทางถึงประเทศไทย ในวันจันทร์ที่ 14 ก.ค. 2568 และ สสวท. กำหนดจัดพิธีแสดงความยินดี ในเวลา 20.30 น. บริเวณประตู 1 ชั้น 2 อาคารผู้โดยสารขาเข้า ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ

ซีอีโอ JPMorgan เตือนยุโรป “กำลังแพ้” GDP ร่วงเหลือ 65% ในช่วง 15 ปี จี้เร่งปฏิรูปก่อนถูกลืม

(14 ก.ค. 68) เจมี ไดมอน (Jamie Dimon) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ JPMorgan Chase & Co. ออกโรงเตือนยุโรปว่า “กำลังแพ้” ในการแข่งขันด้านเศรษฐกิจ หลังจากเศรษฐกิจของสหภาพยุโรปหดตัวจาก 90% ของขนาดเศรษฐกิจสหรัฐ เหลือเพียง 65% ในช่วง 15 ปีที่ผ่านมา โดยระบุว่ายุโรปกำลังประสบปัญหาโตช้า ตลาดทุนกระจัดกระจาย และขาดการปฏิรูปเชิงโครงสร้างที่เด็ดขาด

ระหว่างการกล่าวสุนทรพจน์ที่กรุงดับลิน ไดมอนแนะให้ยุโรปเร่งสร้าง “ตลาดเดียวที่แท้จริง” ทั้งในด้านธนาคาร เงินทุน การเปิดเผยข้อมูลบริษัท นโยบายภูมิอากาศ และความโปร่งใส เหมือนที่ประเทศอย่างไอร์แลนด์ สิงคโปร์ และเกาหลีใต้ทำสำเร็จ แม้จะมีขนาดเล็กแต่เติบโตได้เกินตัว

ไดมอนเคยเตือนลักษณะนี้มาก่อนในจดหมายถึงผู้ถือหุ้นเมื่อต้นปี โดยวิจารณ์ว่ายุโรปมี “ปัญหาเชิงโครงสร้างที่ต้องเร่งแก้" และจำเป็นต้องปฏิรูปเพื่อเร่งการเติบโต แต่ครั้งนี้เขาเตือนชัดขึ้นว่า “ยุโรปอาจหมดความสำคัญ” หากยังไม่เร่งมือ

นอกจากยุโรป ไดมอนยังเตือนตลาดการเงินว่ากำลังประเมินความเสี่ยงของเงินเฟ้อและการขึ้นดอกเบี้ยต่ำเกินไป โดยประเมินว่าโอกาสเฟด (Fed) ขึ้นดอกเบี้ยอีกอยู่ที่ 40-50% มากกว่าที่ตลาดคาดไว้แค่ 20% พร้อมชี้ปัจจัยเสี่ยง เช่น นโยบายภาษีของทรัมป์ หนี้รัฐบาลสูง และการค้าระหว่างประเทศที่เปลี่ยนทิศ

แม้ JPMorgan จะลงทุนเพิ่มในยุโรป แต่คำเตือนจากซีอีโอคนนี้กลับเต็มไปด้วยความกังวล สะท้อนว่าแม้เขาจะหวังดีกับภูมิภาคนี้ แต่หากไม่ลุกขึ้นเปลี่ยนแปลงอย่างจริงจัง ยุโรปอาจเดินสู่เส้นทางถดถอยอย่างถาวร

‘พีระพันธุ์’ ฉายภาพรวมพลังงานไทยแก่เด็ก-เยาวชน เดินหน้านโยบายพลังงานสะอาดอย่างเป็นรูปธรรม

(14 ก.ค. 68) นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้บรรยายในหัวข้อ ‘นโยบายภาครัฐ อนาคตพลังงานทดแทน’ แก่ผู้เข้าร่วมโครงการ MY NES GreenNext Talk Episode 04: พลังงานทดแทนเพื่ออนาคตเมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2568

โดยโครงการดังกล่าวเป็นการจัดร่วมกันระหว่างเครือข่ายเยาวชนฮักสิ่งแวดล้อมแม่โขง-อาเซียน องค์กรภาคกลุ่มเด็กและเยาวชน สภาเด็กและเยาวชนแห่งประเทศไทย เครือข่ายเด็กและเยาวชนด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม และกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

สำหรับประเทศไทย มีสิ่งที่จะต้องปรับปรุงแก้ไขหลายประการ โดยเฉพาะการทำให้สิทธิในการดำรงชีวิตของประชาชนเป็นเรื่องง่าย ๆ ไม่ใช่ต้องไปขออนุญาตภาครัฐไปหมดทุกอย่าง หรือที่เรียกว่าระบบกำกับดูแล ซึ่งจะตัดวงจรของการทุจริต ตัดวงจรของการรอเวลาในการอนุญาต ซึ่งเหมาะสมกับอะไรที่ไม่กระทบกับผลประโยชน์ส่วนรวม และควรจะปรับปรุงหลาย ๆ อย่างด้วย

ในเรื่องของพลังงานก็เช่นเดียวกัน การจะลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานให้ประเทศได้ คือการทำให้คนเข้าถึงการผลิตไฟฟ้าได้ด้วยตนเอง คือการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ แต่วันนี้ไม่มีกฎหมายเรื่องนี้โดยตรงทำให้ทุกหน่วยงานอ้างว่าอยู่ในอำนาจหน้าที่ของตนเอง

ทางกระทรวงอุตสาหกรรมก็บอกว่าการติดตั้งโซลาร์เซลล์เป็นการทำโรงงานอุตสาหกรรมเพราะเป็นการผลิตไฟฟ้า ดังนั้นบ้านเรือนที่จะติดตั้งต้องขออนุญาตเป็นโรงงานและขอใบอนุญาตก่อน และหน่วยงานอื่น ๆ ก็อ้างเช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะต้องการตรวจสอบโครงสร้างก่อนติดตั้งจากภาครัฐ ทั้ง ๆ ที่เจ้าของบ้านสามารถหาวิศวกรมาเพื่อรับรองโครงสร้างได้เอง ทำให้การขออนุญาตการติดตั้งโซลาร์เซลล์หนึ่งครั้งต้องรอเป็นระยะเวลาเกือบ 1 ปี 

วันนี้เราจึงต้องมีกฎหมายส่งเสริมการใช้พลังงานไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์โดยตรงและไม่ต้องขอใบอนุญาตเป็นโรงงาน กฎหมายส่งเสริมการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ที่จะเปลี่ยนรูปแบบจากระบบควบคุมเป็นระบบการกำกับดูแลเพื่อทำให้ง่ายและไม่ต้องมีการขออนุญาตอีกต่อไป ซึ่งในส่วนของพรรครวมไทยสร้างชาติได้มีการเสนอกฎหมายฉบับนี้เข้าในสภาผู้แทนราษฎรแล้ว สำหรับในส่วนที่จะเสนอในนามคณะรัฐมนตรีนั้น ขณะนี้กฎหมายของกระทรวงพลังงานกำลังรอการบรรจุวาระการประชุมของคณะรัฐมนตรี 

นอกจากระบบกฎหมายแล้ว เมื่อประมาณ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมาก็ได้มีมติคณะรัฐมนตรีให้สามารถนำค่าใช้จ่ายจากการติดตั้งโซลาร์เซลล์ไปหักเป็นค่าใช้จ่ายในภาษีเงินได้ และยังจะมีการปรับปรุงหลักเกณฑ์จากทั้งธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (SME D Bank) หรือกองทุนส่งเสริมทุนส่งเสริมอนุรักษ์พลังงานให้เข้ามามีบทบาทในการส่งเสริมให้มีการติดตั้งโซลาร์เซลล์ ที่จะเป็นการส่งเสริมให้คนสามารถเข้าถึงการผลิตไฟฟ้าได้ด้วยตนเองด้วย 

นายพีระพันธุ์ กล่าวต่อว่า สำหรับพลังงานทดแทนคือพลังงานที่จะนำมาใช้แทนพลังงานที่ใช้ในปัจจุบันที่เป็นพลังงานฟอสซิล ถ้าต้องการให้ได้สิ่งแวดล้อมที่ดี จะต้องเลิกใช้พลังงานฟอสซิลทั้งหมด ซึ่งเป็นที่มาว่าจะต้องหาวัตถุดิบประเภทอื่นมาใช้ผลิตพลังงาน เช่น แดด ลม น้ำ ขยะ เพื่อลดการใช้เชื้อเพลิงหรือวัตถุดิบจากฟอสซิล คือ น้ำมัน ถ่านหิน และก๊าซ

สำหรับการผลิตไฟฟ้าในประเทศไทยเป็นภาคที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนมากที่สุด สำหรับไฟฟ้าแรกเริ่มเดิมทีผลิตจากถ่านหินเป็นหลัก และในปัจจุบันก็มีการใช้ในหลายประเทศเพราะเป็นเชื้อเพลิงที่สามารถหาได้ในประเทศ และมีราคาถูก ในอดีตในประเทศไทยผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินเป็นหลัก ทำให้ค่าไฟถูก แต่ก็ทำให้เกิดปัญหาสิ่งแวดล้อม ทำให้มีการปรับเปลี่ยนจากถ่านหินเป็นก๊าซซึ่งถึงแม้แม้จะเป็นพลังงานฟอสซิลแต่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกน้อยกว่าถ่านหิน แต่การใช้ก๊าซธรรมชาติแทนถ่านหินนั้นก็ต้องแลกด้วยค่าไฟที่แพงมากขึ้น เนื่องจากก๊าซธรรมชาติไม่ได้หาง่ายเหมือนถ่านหิน ต้นทุนการผลิตแพงกว่าถ่านหิน 

นี่คือหนึ่งที่ทำให้ค่าไฟมีราคาแพงขึ้น อีกเหตุผลหนึ่งคือและการให้เอกชนมีส่วนร่วมในการผลิตไฟฟ้ามากเพราะมีการบวกกำไรของภาคเอกชนเข้าไปอีกด้วย 

ต่อมานายพีระพันธุ์ ได้กล่าวถึงแผนพัฒนาพลังไฟฟ้า หรือ PDP ซึ่งแผนนี้จะเป็นกรอบในการกำหนดว่าจะมีการผลิตไฟฟ้าแบบไหนอย่างไร คือมีที่มาจากแหล่งไหนในสัดส่วนเท่าใด ที่ผ่านมาเรามุ่งเน้นไปที่การผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติอย่างเดียว ซึ่งตนเห็นว่าต้องปรับไปใช้พลังงานทดแทนให้มากขึ้น

นายพีระพันธุ์เห็นว่าแผนพลังไฟฟ้าจะต้องตั้งเป้าหมายคือ เพื่อลดต้นทุนการผลิตไฟฟ้าและลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนควบคู่กับความมั่นคงทางพลังงานต้องสำรวจพลังงานทดแทนในประเทศว่าสามารถใช้พลังงานทดแทนใดในการผลิตพลังงานไฟฟ้าได้บ้างและเท่าใด ไม่ว่าจะเป็นพลังงานน้ำ หรือลม และแสงอาทิตย์ที่ประเทศไทยมีมากที่สุด และอีกหนึ่งพลังงานทดแทนที่น่าสนใจ คือ พลังงานชีวมวล เป็นการเผา ขยะมูลฝอย รวมถึงพวกเศษไม้หรือวัตถุดิบเหลือใช้ทางการเกษตร หรือก๊าซที่ผลิตจากมูลสัตว์ ที่กล่าวมาทั้งหมดคือ PDP ควรที่จะสำรวจพลังงานทดแทนทั้งหมดของไทยว่าจะสามารถผลิตไฟฟ้าได้ประมาณเท่าใด เพื่อจะสามารถลดปริมาณการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซลง เมื่อประสบความสำเร็จคือจะทำให้พลังงานไฟฟ้ามีสัดส่วนที่เหมาะสมระหว่างพลังงานทดแทนกับก๊าซและจะทำให้สัดส่วนสีเขียวมากยิ่งขึ้น 

“ดีใจที่มีน้อง ๆ คนรุ่นใหม่ที่สนใจบ้านเมือง ขอให้ทุกคนมุ่งมั่นตั้งใจในการทำงาน แต่ขอให้ใช้เหตุและผลในการทำงาน เพราะประเทศจะเดินไปได้ไม่ใช่ด้วยอารมณ์แต่ด้วยเหตุและผล โดยเฉพาะการทำงานเพื่อผลประโยชน์ส่วนรวมที่แท้จริงไม่ใช่ทำงานไปและคิดถึงผลประโยชน์ที่ตนเองจะได้รับด้วย นอกจากนี้จะต้องรับฟังความเห็นข้อมูลอย่างรอบด้าน หมั่นหาความรู้ และที่สำคัญที่สุดคืออย่าลืมความเป็นไทย” นายพีระพันธุ์กล่าวในตอนท้าย

คิม จองอึน ส่งสาส์นเรียกร้องทั่วโลกร่วมต้าน “อเมริกา-อิสราเอล” หนุนปาเลสไตน์

(14 ก.ค. 68) คิม จองอึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ ออกแถลงการณ์ผ่านสื่อ เรียกร้องให้ประชาคมโลก “ไม่วางตัวเป็นกลาง” ต่อเหตุการณ์ที่เขาระบุว่าเป็น “การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์” พร้อมชี้ว่า โลกควรยืนเคียงข้างผู้ถูกกดขี่ ไม่เช่นนั้นอาจต้องเผชิญกับความอยุติธรรมในอนาคต โดยเนื้อหาทั้งหมดถูกเผยแพร่ผ่านเพจเฟซบุ๊ก Jaroensook Limbanchongkit Pone 

นอกจากนี้ คิม จองอึน ยังเรียกร้องให้ทั่วโลกร่วมมือกัน “ต่อต้านอเมริกาและอิสราเอล” โดยปิดท้ายถ้อยแถลงด้วยข้อความว่า “เสรีภาพเพื่อปาเลสไตน์” ซึ่งถือเป็นถ้อยคำรุนแรงและชัดเจนที่สุดจากคิม จองอึน นับตั้งแต่เกิดความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มฮามาสในฉนวนกาซา

แม้ยังไม่มีการเผยแพร่คำแถลงนี้จากสื่อรัฐบาลเกาหลีเหนือโดยตรง เช่น KCNA แต่ข้อความดังกล่าวได้รับการพูดถึงอย่างกว้างขวางในโซเชียลมีเดีย โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ที่ต่อต้านอิสราเอลและสนับสนุนปาเลสไตน์

สั่งปิดชั่วคราว โรงงานน้ำแข็งแอมโมเนียรั่ว เบื้องต้นไม่พบรอยรั่ว คาดสาเหตุเกิดจากพนักงาน

(14 ก.ค. 68) จาก เหตุการณ์ สารแอมโมเนียรั่ว จากโรงน้ำแข็งมารีน เฟรซเซอร์ เลขที่ 9/16 ม.5 ภายในซอยเนินพลับหวาน ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี เมื่อเวลา 22.06 น. ของวันที่ 13 กรกฎาคม ที่ผ่านมา โดยไม่ผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตแต่อย่างใด ตามที่ได้เสนอข่าวไปแล้วนั้น

ความคืบหน้าล่าสุดเมื่อเวลา 10.00 น. วันนี้ (14 ก.ค.68) นายพัชรพัชร์ ศรีธัญญนนท์ นายอำเภอบางละมุง พร้อมด้วย นางสาววิไลลักษณ์ จีนศรี หัวหน้ากลุ่มนโยบายและแผนงาน ปฏิบัติหน้าที่หัวหน้ากลุ่มโรงงานอุตสาหกรรมจังหวัดชลบุรี นายวุฒิศักดิ์ เริ่มกิจการ รองนายกเมืองพัทยา นายวันชัย แสนงาม รองนายกเทศมนตรีเมืองหนองปรือ นายแพทย์วิชัย ธนาโสภณ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลพัทยาปัทมคุณ ร.ต.อ.หญิงกัญรภา มุกดาสนิท ผู้อำนวยการสำนักสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อมเมืองพัทยา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบหาสาเหตุ และค่าสารแอมโมเนียภายในโรงน้ำแข็งดังกล่าว โดยมี นายพิมลธรรม แสงจันทร์ กรรมการบริหารโรงน้ำแข็งมารีน เฟรซเซอร์  ค่อยชี้แจงรายละเอียดให้กับเจ้าหน้าที่

นางสาววิไลลักษณ์ จีนศรี หัวหน้ากลุ่มนโยบายและแผนงาน ปฏิบัติหน้าที่หัวหน้ากลุ่มโรงงานอุตสาหกรรม จังหวัดชลบุรี  เปิดเผยว่า หลังได้รับแจ้งว่าเกิดเหตุสารแอมโมเนียรั่ว เมื่อช่วงคืนวันที่ 13 ก.ค.ที่ผ่านมาในช่วงเวลา 22.00น. และในเวลา 22.30น. เจ้าหน้าที่โรงงานสามารถควบคุมเหตุการณ์ได้ หลังจากมีการตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้นกับเจ้าของโรงงานน้ำแข็ง และพนักงาน ทราบว่า ยังไม่ได้ทฃมีการตรวจสอบความปลอดภัยของอุปกรณ์เครื่องทำความเย็น จึงเป็นเหตุให้อุตสาหกรรมจังหวัดมีคำสั่งหยุดประกอบกิจการทั้งหมดเป็นการชั่วคราว ตามความในมาตรา 40 แห่งพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ.2535 จนกว่าจะได้การดำเนินการเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของ พ.ร.บ.โรงงาน โดยทางเจ้าของโรงงานจะต้องส่งรายงานการตรวจสอบอุปกรณ์เครื่องจักร ซึ่งรายงานดังกล่าวจะต้องมีการรับรองจากวิศวกรควบคุม  ทั้งนี้ หลังได้รับรายงานเอกสารจากโรงงานแล้วทางอุตสาหกรรมจังหวัดจะส่งพนักงานเจ้าหน้าที่มาตรวจสอบมาตรฐาน ก่อนจะมีการพิจารณาให้กลับมาเปิดให้บริการอีกครั้งต่อไป ส่วนสาเหตุนั้นจากข้อสันนิฐานของโรงงานทราบว่า เบื้องต้นเกิดจากความผิดพลาดจากตัวคนงาน ที่อาจจะไม่ได้ดำเนินงานไปตามขั้นตอนวิธีปฏิบัติจึงทำให้ระบบเซฟตี้วาล์วทำงานจนทำให้มีการระบายแอมโมเนียออกไปสู่ชั้นบรรยากาศ

ด้าน ร.ต.อ.หญิงกัญรภา มุกดาสนิท ผู้อำนวยการสำนักสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม  เปิดเผยว่า หลังเกิดเหตุการณ์สารแอมโมเนียรั่วนั้น ขณะนี้เจ้าหน้าที่สาธารณสุขจังหวัด สาธารณสุขอำเภอบางละมุงและ เจ้าสำนักสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อมเมืองพัทยา ได้บูรณาการร่วมในการตรวจสอบหน้างาน พบว่า ขณะนี้ไม่พบกลิ่นของสารแอมโมเนียในเบื้องต้น ทั้งนี้เพื่อเป็นการยืนยันและให้ได้ค่ามาตรฐานที่ถูกต้อง และเกิดความสบายใจของประชาชนโดยรอบพื้นที่โรงงาน หน่วยงานสาธารณสุขและเจ้าหน้าสคร.6 จะทำการตรวจสอบมวลพิเศษทางด้านอากาศ รวมถึงน้ำดื่ม และน้ำแข็ง เพื่อให้เกิดความมั่นใจกับผู้บริโภค ทั้งนี้ จากรายงานจากโรงพยาบาลและผู้นำชุมชน ยังไม่พบการร้องเรียนในเรื่องของการเจ็บป่วยที่รุนแรงแต่อย่างใด และในขณะนี้เหตุการณ์ยังปกติ ไม่อยากให้ประชาชนตื่นตระหนก จากนี้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะร่วมตรวจสอบให้เร็วที่สุด

ขณะที่ นายพิมลธรรม แสงจันทร์ กรรมการบริหารโรงน้ำแข็งมารีน เฟรซเซอร์ เปิดเผยว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทราบว่าเมื่อช่วงเวลา 22.00น.ของวันที่ 13 ก.ค.ที่ผ่านมา พบมีกลิ่นแอมโมเนียออกมาจากถังบรรจุขนาด 30 ตัน หลังเกิดเหตุสารแอมโมเนียรั่วออกมา พนักงานก็ได้ทำการปิดวาล์วทั้งหมดทันที เพื่อระงับกลิ่นไม่ใช้ชาวบ้านเดือนร้อน เมื่อระงับกลิ่นเสร็จก็ทำการหยุดการผลิต และมาในช่วงเช้าก็ได้ทำการตรวจสอบหาสาเหตุเพิ่ม โดยให้เจ้าของเครื่องและทีมเอาท์ซอสของโรงงานร่วมตรวจสอบหาสาเหตุ จากการตรวจสอบพบว่า ไม่มีรอยรั่วจากตัวเครื่องจักร แต่จะเป็นในส่วนความผิดพลาดของพนักงาน ที่ไม่ดำเนินการตามขั้นตอน ส่วนนี้ทางโรงงานจะมีการสอบสวนอีกครั้ง จากนี้ทางโรงงานก็พร้อมปฏิบัติตามคำสั่งของภาครัฐทุกขั้นตอนทั้งปิดโรงงานชั่วคราว เพื่อตรวจสอบมาตรฐานการผลิต และรับผิดชอบต่อสังคมต่อไป 

รพ.สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ พร้อมกำลังร่วมกิจกรรมจิตอาสา เราทำความ ดี ด้วยหัวใจ เนื่องในวัน สมเด็จพระนารายณ์มหาราช

(14 ก.ค 68) รพ.สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ กรมแพทย์ทหารเรือ มอบหมายให้ น.อ.มานะ บุญเต็ม หัวหน้ากลุ่มงานพยาธิวิทยาและนิติเวช รพ.สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ ผู้แทน ผอ.รพ.ฯ พร้อมด้วยกำลังพลจิตอาสา ร่วมกิจกรรมจิตอาสา เราทำความ ดี ด้วยหัวใจ เนื่องในวันสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เข้าร่วมกิจกรรมจิตอาสาปรับปรุงภูมิทัศน์บริเวณรอบวัดสัตหีบ (วัดหลวงพ่ออี๋) ต.สัตหีบ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี

โดย กิจกรรมทำความสะอาดปรับปรุงภูมิทัศน์ในบริเวณวัดสัตหีบ (วัดหลวงพ่ออี๋) เพื่อให้ประชาชนทุกภาคส่วนได้น้อมรำลึกถึงความสำคัญของวันสำคัญของชาติไทยตลอดจน ร่วมกันแสดงความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ของสถาบันพระมหากษัตริย์ ที่มีต่อปวงชนชาวไทย

นิราช/นันทพล ทิพย์ศรี รายงาน 0909535645


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top