Thursday, 11 June 2026
Hard News Team

14 กรกฎาคม พ.ศ. 2332 วันทลายคุกบัสตีย์ จุดเริ่มต้นการปฏิวัติฝรั่งเศส

วันทลายคุกบัสตีย์ ตรงกับวันที่ 14 กรกฎาคม ซึ่งเป็นวันชาติฝรั่งเศส เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในปี 1789 และถือเป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิวัติฝรั่งเศส การทลายคุกบัสตีย์เป็นการแสดงออกถึงการต่อต้านอำนาจของระบอบกษัตริย์และการเรียกร้องเสรีภาพของประชาชน 

เหตุการณ์การทลายคุกบัสตีย์ (La Prise de la Bastille) เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม ค.ศ. 1789 ในกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส การทลายคุกบัสตีย์เป็นสัญลักษณ์ของการสิ้นสุดระบอบเก่าและการเริ่มต้นของการปฏิวัติฝรั่งเศส 

คุกบัสตีย์เป็นสัญลักษณ์ของอำนาจและการกดขี่ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ การทลายคุกบัสตีย์ไม่ได้มีจุดมุ่งหมายหลักเพื่อปล่อยนักโทษ เพราะในขณะนั้นมีนักโทษเพียงไม่กี่คน แต่เป็นการแสดงออกถึงการต่อต้านการใช้อำนาจโดยมิชอบของผู้ปกครอง และความไม่พอใจของประชาชนต่อสภาพความเป็นอยู่ 

การทลายคุกบัสตีย์เป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่สำคัญในฝรั่งเศส เหตุการณ์นี้เป็นแรงบันดาลใจให้เกิดการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ไปสู่ระบอบสาธารณรัฐ 

ปัจจุบัน วันที่ 14 กรกฎาคม ถูกกำหนดให้เป็นวันชาติฝรั่งเศส เพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์การทลายคุกบัสตีย์และการปฏิวัติฝรั่งเศส การเฉลิมฉลองมักจะมีการจัดงานเฉลิมฉลองต่างๆ เช่น การสวนสนาม การแสดงดอกไม้ไฟ และการจัดคอนเสิร์ต

‘นิด้าโพล’ เผยคนไทยอยากเห็น ‘พล.อ.ประยุทธ์’ คัมแบ็ก พร้อมโหวต ‘อุ๊งอิ๊ง’ ควรลาออกให้การเมืองไทยไปต่อ

(13 ก.ค. 68) ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจเรื่อง “การเมืองไทย ไปต่อแบบไหนดี” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 4-7 กรกฎาคม 2568 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับความคิดเห็นของประชาชนที่มีต่อสถานการณ์ทางการเมืองไทยในปัจจุบัน การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0

จากการสำรวจเมื่อถามความคิดเห็นของประชาชนต่อสถานการณ์ทางการเมืองไทยในปัจจุบัน พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 42.37 ระบุว่า นายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร ควรประกาศลาออกจากตำแหน่ง เพื่อหานายกฯ คนใหม่ รองลงมา ร้อยละ 39.92 ระบุว่า นายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร ควรยุบสภาผู้แทนราษฎร เพื่อจัดการเลือกตั้งทั่วไป ร้อยละ 15.04 ระบุว่า นายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร ควรบริหารประเทศต่อไปเหมือนเดิม ร้อยละ 1.37 ระบุว่า เรียกร้องให้มีการรัฐประหาร ร้อยละ 0.99 ระบุว่า อย่างไรก็ได้ และร้อยละ 0.31 ระบุว่า ไม่ตอบ

ด้านบุคคลที่ประชาชนจะสนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไปตามรายชื่อผู้มีสิทธิเป็นนายกฯ ตามรัฐธรรมนูญ ในกรณีที่นายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร ต้องพ้นจากตำแหน่งเนื่องจากเผชิญกับปัญหาทางการเมือง พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 32.82 ระบุว่าเป็น พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา (องคมนตรี -แต่เป็นแคนดิเดตจากพรรครวมไทยสร้างชาติ) รองลงมา ร้อยละ 27.94 ระบุว่า ไม่สนับสนุนใครเลยตามรายชื่อผู้มีสิทธิเป็นนายกฯ ตามรัฐธรรมนูญ ร้อยละ 11.53 ระบุว่าเป็น นายอนุทิน ชาญวีรกูล (พรรคภูมิใจไทย) ร้อยละ 10.92 ระบุว่าเป็น นายชัยเกษม นิติสิริ (พรรคเพื่อไทย) ร้อยละ 9.77 ระบุว่า ใครก็ได้ตามรายชื่อผู้มีสิทธิเป็นนายกฯ ตามรัฐธรรมนูญ ร้อยละ 3.82 ระบุว่าเป็น นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค (พรรครวมไทยสร้างชาติ) ร้อยละ 1.83 ระบุว่าเป็น นายจุรินทร์ ลักษณวิศษฏ์ (พรรคประชาธิปัตย์) ร้อยละ 0.84 ระบุว่าเป็น พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ (พรรคพลังประชารัฐ) และร้อยละ 0.53 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงความคิดเห็นของประชาชนต่อการที่พรรคประชาชนควรร่วมลงชื่อกับพรรคฝ่ายค้าน เพื่อขอเปิดอภิปรายและลงมติไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีและ/หรือรัฐมนตรี จากสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบันพบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 64.43 ระบุว่า ควรลงชื่อเพื่อขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี และ/หรือ รัฐมนตรี รองลงมา ร้อยละ 26.26 ระบุว่า ไม่ควรลงชื่อเพื่อขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี และ/หรือ รัฐมนตรี ร้อยละ 7.48 ระบุว่า อย่างไรก็ได้ และร้อยละ 1.83 ระบุว่า ไม่ตอบ

เพจตี๋น้อย เผย 4 กลยุทธ์เจาะตลาดจีน ชี้ หากทำตามได้ธุรกิจไทยมีโอกาสปัง

(13 ก.ค. 68) เพจตี๋น้อย โพสต์ข้อความถึงกลยุทธ์การทำตลาดสินค้าไทยในประเทศจีนให้ประสบความสำเร็จ ว่า เจาะลึกกลยุทธ์การตลาดจีน: ทำอย่างไรให้ธุรกิจไทยปังในแดนมังกร?
หลายคนอาจคิดว่าตลาดจีนใหญ่ = โอกาสมาก
แต่รู้หรือไม่? ขนาดใหญ่แค่ไหนก็เจาะไม่เข้า ถ้าไม่เข้าใจ “ภาษาของตลาดจีน”

วันนี้เรามาเจาะกลยุทธ์จีนแบบเห็นภาพ พร้อมเคสธุรกิจไทยที่ไปได้สวยในจีนกัน

 กลยุทธ์การตลาดจีน ที่ธุรกิจไทยต้องรู้ก่อนรุกตลาด
 1. ขายด้วย “เรื่องราว” ไม่ใช่แค่สินค้า
จีนชอบแบรนด์ที่มี Story มีที่มา เช่น
✔ สปาจากป่าหิมพานต์
✔ สมุนไพรโบราณของไทย
✔ ขนมที่คุณยายทำมาตั้งแต่รุ่นทวด
 เน้น Storytelling สร้างความต่าง

2. เล่นให้ถูกแพลตฟอร์ม (จีนไม่ได้ใช้ Facebook!)
จีนมีโลกออนไลน์ของตัวเอง เช่น
WeChat (แชต + ร้านค้า)
Xiaohongshu (รีวิว+สวยงาม)
Douyin (TikTok จีน)
Tmall / JD.com (E-Commerce)
 ต้องใช้ช่องทางจีน พูดภาษาคนจีน

 3. ให้ KOL / KOC รีวิว ดีกว่าโฆษณาเอง
คนจีนเชื่อ “ผู้ใช้จริง” มากกว่าแบรนด์พูดเอง
→ ส่งสินค้าให้รีวิวผ่านคลิป / ไลฟ์โชว์
→ ใช้กลยุทธ์ “Content-driven Commerce”

4. อย่ารอเปิดบริษัท – ใช้ Cross-border E-commerce ไปก่อน
ขายผ่าน Tmall Global หรือ JD Worldwide
→ ไม่ต้องเปิดบริษัทจีนก็ส่งของเข้าได้

ตัวอย่างธุรกิจไทยที่ปังในจีนจริง!
เถ้าแก่น้อย – จากสาหร่ายไทยสู่จีน
เปิดออฟฟิศเซี่ยงไฮ้
จับมือแบรนด์จีน Orion Group
ขายผ่าน Tmall + Offline ทั่วจีน
ตอนนี้สาขาในจีนเกิน 200 จุดแล้ว

โกโก้ร้านไอ้ต้น – จากร้านเล็กในไทย สู่ 160+ สาขาที่คุนหมิง
วางจุดขาย “โกโก้แท้จากไทย”
จดแบรนด์ในจีน
ขยายผ่านระบบแฟรนไชส์
กลายเป็นแบรนด์เครื่องดื่มไทยที่จีนรู้จักในระดับท้องถิ่น

ผลไม้อบกรอบจาก SME ไทย
ทุเรียน มะม่วงอบแห้ง
ใช้กลยุทธ์ “ASMR+รีวิวกินโชว์”
ส่งออกผ่าน Taobao, Douyin
ยอดขายพุ่งหลายร้อยเท่าใน 2 ปี!

อยากให้ธุรกิจไทยปังในจีน? เริ่มจากสิ่งนี้
🔹 ทำแบรนด์ให้ “มีเรื่องราว” แบบไทยแท้
🔹 เลือกแพลตฟอร์มจีนที่เหมาะกับสินค้า
🔹 ใช้ KOL จีนช่วยพูดแทนแบรนด์
🔹 ทดลองขายผ่าน Cross-border ก่อน
🔹 อย่าลืม "เคารพวัฒนธรรมจีน" เสมอ

กระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯ ปลดเจ้าหน้าที่ 1,350 คน เดินหน้าปรับโครงสร้างตามนโยบาย ‘ทรัมป์’

(13 ก.ค. 68) กระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐเริ่มปลดคนทำงานมากกว่า 1,350 คน ตามนโยบายของรัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ต้องการยกเครื่องคณะทูตานุทูต ท่ามกลางเสียงวิจารณ์ว่าจะบั่นทอนความสามารถของสหรัฐในการปกป้องและส่งเสริมผลประโยชน์ของสหรัฐในต่างประเทศ

การปลดคนทำงานที่เริ่มตั้งแต่วันศุกร์ตามเวลาสหรัฐ กระทบเจ้าหน้าที่พลเรือน 1,107คน และเจ้าหน้าที่การทูตที่ประจำการอยู่ในสหรัฐ 246 คน ผู้ถูกเลิกจ้างได้รับรายงานตรวจสอบการแยกทางความยาว 5 หน้ากระดาษที่แจ้งว่า จะไม่สามารถเข้าอาคารและอีเมลตั้งแต่เวลา 17.00 น.วันศุกร์ที่ 11 ก.ค. ตามเวลาท้องถิ่น ขณะที่ด้านนอกอาคารมีกลุ่มคนมาชูป้ายและปรบมือให้กำลังใจผู้ที่ถูกเลิกจ้าง

บันทึกภายในของกระทรวงต่างประเทศระบุว่า กระทรวงกำลังปรับเปลี่ยนการทำงานภายในประเทศให้มีความคล่องตัวมากขึ้น เพื่อมุ่งเน้นภารกิจสำคัญทางการทูต การลดจำนวนคนทำงานได้ผ่านการพิจารณาอย่างถี่ถ้วนให้มีผลเฉพาะหน้าที่ที่ไม่จำเป็น หน่วยงานที่ซ้ำซ้อนและเกินความจำเป็น และหน่วยงานที่ต้องเพิ่มประสิทธิภาพ โดยจะมีการลดจำนวนคนทั้งหมดเกือบ 3,000 คน รวมทั้งผู้สมัครใจลาออก จากจำนวนคนทำงานที่อยู่ในสหรัฐทั้งสิ้น 18,000 คน

สว.ทิม เคน รัฐเวอร์จิเนียจากพรรคเดโมแครตแถลงวิจารณ์ว่า ประธานาธิบดีทรัมป์และนายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศกำลังทำให้สหรัฐอเมริกาปลอดภัยและมั่นคงน้อยลงอีกครั้ง เพราะตัดสินใจในช่วงที่จีนกำลังเพิ่มบทบาททางการทูตทั่วโลกและสร้างเครือข่ายฐานทัพทางการทหารและการคมนาคมในต่างประเทศ ขณะที่รัสเซียกำลังเดินหน้าทำสงครามที่โหดร้ายกับประเทศอธิปไตย และตะวันออกกลางกำลังเหวี่ยงจากวิกฤตหนึ่งไปสู่อีกวิกฤตหนึ่ง

นายรูบิโอประกาศแผนการปรับองค์กรเมื่อเดือนเมษายนว่า จะคืนอำนาจให้แก่สำนักงานระดับภูมิภาคและสถานทูต จะขจัดโครงการและสำนักงานที่ไม่สอดคล้องกับผลประโยชน์หลักของสหรัฐ แผนการนี้จะนำมาซึ่งการยุติบทบาทของเจ้าหน้าที่ระดับสูงด้านความมั่นคงพลเรือน ประชาธิปไตย และสิทธิมนุษยชน และการปิดสำนักงานบางแห่งที่ติดตามเรื่องอาชญากรรมสงครามและความขัดแย้งทั่วโลก

‘เลขาฯ เพื่อไทย’ แย้ม ‘รองปธ. สภาฯ’ คนที่ 2 อาจเป็นของ ‘รทสช.’ ตามโควตาพรรคอันดับสอง

‘เพื่อไทย’ บอก นัดกินข้าวพรรคร่วมรัฐบาลไม่มีอะไร แค่ไม่ได้เจอกันเลยหลังฟอร์มรัฐบาลใหม่ เปิดสภาฯ แย้มโควตา รองปธ. สภาฯ 2 อาจเป็นของ ‘รทสช.’

(13 ก.ค. 68) นายสรวงศ์ เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ในฐานะเลขาธิการพรรคเพื่อไทย (พท.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีแกนนำพรรค พท. นัดพรรคร่วมรัฐบาลรับประทานอาหารในวันที่ 22 กรกฎาคมซึ่งครั้งนี้จะมี สส. ร่วมทานอาหารด้วยว่า ไม่มีอะไร เพราะตั้งแต่ฟอร์มรัฐบาลชุดใหม่ขึ้นมา และเปิดสมัยประชุมสภาผู้แทนราษฎรมา เรายังไม่ได้เจอกัน  จึงมีแนวคิดที่จะอยากพบปะกัน คงจะมีการรับประทานอาหารร่วมกันเฉยๆ ไม่มีอะไร

ผู้สื่อข่าวถามว่า จะมีการกำชับอะไรเป็นพิเศษหรือไม่ นายสรวงศ์ กล่าวว่า ไม่มี  ส่วนที่มีการมองว่าเสียงของรัฐบาลปริ่มน้ำนั้น น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง วัฒนธรรม ในฐานะหัวหน้าพรรค พท. ได้มีการกำชับหัวหน้าพรรคร่วมรัฐบาลทุกพรรคอยู่แล้วว่าให้สมาชิกช่วยกันเป็นองค์ประชุม

ถามว่า จะมีการพูดคุยถึงโควตารองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 2 กันด้วยหรือไม่ นายสรวงศ์ กล่าวว่า ตนยังไม่แน่ใจ แต่คร่าวๆ ที่มีการพูดคุยกันนั้น อาจเป็นของพรรคร่วมรัฐบาล และหากดูตามโควตาแล้วอาจเป็นของพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) เนื่องจากเป็นพรรคอันดับสองในพรรคร่วมรัฐบาล หลังจากที่พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ถอนตัวออกจากการร่วมรัฐบาล

เมื่อถามว่า ได้ทำความเข้าใจกับสส.ในพรรค พท. แล้วหรือไม่ นายสรวงศ์กล่าวว่า  เป็นไปตามโควตาอยู่แล้วที่พรรคอันดับสองควรจะได้

‘โยซาวะ สึบาสะ’ เศรษฐีชาวญี่ปุ่นผู้หลงใหลประเทศไทย แชร์เรื่องราวชีวิตดิ่งเหว – ครอบครัวพัง หลังตกเป็นทาสยาบ้า

(13 ก.ค. 68) เพจ J-doradic โพสต์ข้อความว่า ตอนนี้ที่ญี่ปุ่นมีข่าวดังมากที่สื่อไทยยังไม่รายงาน ชายในรูปคนนี้คือ นาย "โยซาวะ สึบาสะ" หนุ่มนักธุรกิจ และนักลงทุนรายใหญ่ชาวญี่ปุ่น ซึ่งชื่นชอบประเทศไทยมากถึงขนาดขายบ้านที่ซื้อไว้ในดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เพื่อนำเงินมาซื้อคอนโดหรูแห่งหนึ่ง และพาครอบครัวย้ายมาอาศัยอยู่ในประเทศไทย 

แต่ชีวิตของ นาย โยซาวะ ต้องเจอมรสุมครั้งใหญ่ และพลิกผันอย่างหนัก ถึงขนาดต้องเลิกรากับภรรยา และลูก ๆ อีก 3 คน เนื่องจากเจ้าตัวดันไปติดยาบ้าหนักตอนย้ายมาอาศัยอยู่ที่นี่

นาย โยซาวะ ประสบความสำเร็จจากการลงทุนมาก ๆ ตั้งแต่อายุยังน้อย โดยเขาเป็นผู้เขียนหนังสือด้านการลงทุนชื่อดังมากในญี่ปุ่นชื่อว่า "เงื่อนไขในการหาเงินหนึ่งร้อยล้านเยนในพริบตา" จนเป็นที่รู้จักโด่งดังไปทั่ว และได้รับฉายาจากสื่อมวลชนในญี่ปุ่นว่า “ชายผู้ทำเงินได้ 100 ล้านเยนในชั่วพริบตา” 

ย้อนหลังไปเมื่อวันที่ 18 เมษายน ปี 2568 นาย โยซาวะเคยสารภาพผ่านช่อง YouTube ของตนว่า “หลังยุติการทำงานแล้ว ได้ย้ายมาอยู่ที่ประเทศไทย จากนั้น ผมได้ติดยา ‘ยาบ้า’ อย่างหนัก แต่ตอนนี้เลิกแล้วนะครับ” พร้อมทั้งยังได้เปิดเผยอีกว่า "ภรรยาได้พาลูกทั้งสามกลับญี่ปุ่นไปแล้ว" ต่อมาเมื่อวันที่ 26 เมษายน นายโยซาวะได้ประกาศว่า "เราทั้งคู่ได้ตกลงหย่ากันอย่างเป็นทางการแล้ว"

ต่อมาในวันที่ 8 พฤษภาคม ปี 2568 เขาเคยโพสต์ (ซึ่งถูกลบไปแล้ว) ว่า “จะไม่กลับไปญี่ปุ่น” แต่ไม่นานจากนั้นก็โพสรูปพร้อมข้อความว่า “เมื่อวานผมมีเหตุจำเป็นจึงต้องบินกลับญี่ปุ่น ตอนนี้อยู่ที่รปปงหงิ” 

และเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม ปี 2568 หลังจากห่างหายการโพสต์ในโซเชียลไปร่วม 2 เดือน เขาได้กลับมาอัปเดต X อีกครั้ง พร้อมเปิดเผยว่า "ผมได้เข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลจิตเวชที่ญี่ปุ่น ในช่วงเวลาดังกล่าว"

หลังจากออกจากการบำบัดในโรงพยาบาลจิตเวช นายโยซาวะ ได้ไลฟ์สดพร้อมยืนยันว่า "ผมเลิกเสพยาบ้าแล้ว และได้บล๊อกเบอร์กับคอนแทคผู้ขายยาบ้าชาวไทยไปแล้วด้วย" 

โดยเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (วันที่ 11 เดือนกรกฎาคม ปี 2568) โยซาวะได้โพส ภาพคอนโดหรูที่ซื้อไว้ในประเทศไทยพร้อมพูดว่า “ผมกลับมาถึงบ้านที่ประเทศไทยแล้ว หลังจากห่างหายไป 2 เดือน” พร้อมเผยความรู้สึกว่า “ตอนนี้ผมรู้สึกผ่อนคลาย และรู้สึกปลอดภัยมาก” รวมถึงได้ให้คำมั่นว่า “จากนี้ไปจะใช้ชีวิตอย่างมั่นคงในฐานะพลเมืองดี”

‘เจ๊อ๋อ’ ถูกหวย 90 ล้าน ล่าสุดใช้เงินหมดแล้ว พบรับจ้างดำนาวันละ 300 เลี้ยงชีพ แต่สุขใจกว่าตอนมีเงิน

(13 ก.ค. 68) อุดรธานี -"ฮือฮาอีกครั้ง! “เจ๊อ๋อ” ถูกหวย 90 ล้านบาทงวด 1 พ.ย. 61 ชีวิตเปลี่ยนเป็นเศรษฐินีชั่วข้ามคืน ผู้คนห้อมล้อม เคยจ้าง “เสี่ยเต้ย” 30 ล้าน เลิกเป็นผัวเมียแล้วใช้ชีวิตสาวโสด ล่าสุดเงินเก็บหมด ชีวิตพลิกผันอีกครั้ง ต้องหาเลี้ยงชีพรับจ้างลงแขกดำนาวันละ 300 บาท 

เชื่อว่ายังคงพอจำกันได้ สำหรับ “เจ๊อ๋อ” หรือนางวรรณลี ปัญญาใส บุญหล่นทับโชคดีถูกหวยรางวัลที่ 1 งวดวันที่ 1 พ.ย. 61 จำนวน 15 ใบ เป็นเงินมากถึง 90 ล้านบาท และเลขท้าย 2 ตัวอีก 40 ใบ เป็นเงิน 80,000 บาท เป็นข่าวฮือฮาทั่วราชอาณาจักร จากชีวิตธรรมดากลายเป็นเศรษฐินีแค่ข้ามคืน

หลังจากนั้นไม่กี่ปีเธอเป็นประเด็นร้อนว่อนโซเชียลอีกครั้งกรณีประกาศแยกทางกับ นายสมภาร สุรัญกุล หรือเสี่ยเต้ย สามีหนุ่มรุ่นน้อง โดยแบ่งทรัพย์สินให้ 30 ล้าน ต่อมาวันที่ 20 พ.ย. 63 เสี่ยเต้ยหรืออดีตสามีก็เสียชีวิตเพราะโรคประจำตัว

อย่างไรก็ตาม มีข่าวว่าหลังใช้ชีวิตโสด นางวรรณลีหรือเจ๊อ๋อใช้ชีวิตตามวิถีคนมีเงิน ทั้งทำบุญและท่องเที่ยวบ้าง และก็ยังช่วยเหลือคนรอบข้างที่เดือดร้อนเข้ามาขอความช่วยเหลือเพราะคนส่วนใหญ่ยังมองว่าเธอยังมีเงินเหลือเยอะ

แต่ล่าสุดมีข่าวเล็ดลอดออกมาจากคนใกล้ตัวว่า ปัจจุบันในวัย 51 ปี เจ๊อ๋อแทบจะไม่เหลือเงินใช้จ่ายเหมือนแต่ก่อนแล้ว จากเดิมเคยถูกหวยมากถึง 90 ล้าน ต้องหาเลี้ยงชีพด้วยการออกรับจ้างทั่วไป ใช้ชีวิตเรียบง่ายที่บ้านเกิดบ้านหนองหว้า อ.กุมภวาปี จ.อุดรธานี ซึ่งจากการได้มีโอกาสพูดคุยกับเจ๊อ๋อถึงประเด็นนี้ เจ๊อ๋อไม่ได้ปฏิเสธว่าทุกวันนี้เธอมีรายได้จากการรับจ้างดำนาหรือรับจ้างทั่วไป

นางวรรณลี หรือเจ๊อ๋อกล่าวยืนยันว่า รับจ้างดำนาจริง ได้ค่าจ้างวันละประมาณ 300 บาท เป็นรายได้เอาไว้ให้ลูกสาวและหลานไปโรงเรียน ไม่ได้เดือดร้อนอะไร ออกจะสบายใจด้วยซ้ำ เพราะว่าไม่มีเงินมากมาย ใช้ชีวิตแบบเรียบง่าย แต่ละวันใช้เงินไม่ถึง 100 บาท บางวันแทบจะไม่ได้ใช้อะไรเลย

เจ๊อ๋อบอกอีกว่าก่อนหน้านี้ที่ตนมีเงินเยอะๆ เราแบ่งเราเลี้ยงคนอื่นตลอด หลังจากกลายเป็นชาวบ้านธรรมดาไม่มีเงินแล้ว หากมีคนเรียกไปกินไปดื่มแทบจะไม่ได้จ่าย เป็นการตอบแทนที่เราเคยให้พวกเขา จึงอยากจะขอบคุณเพื่อนๆ และญาติพี่น้องทุกคนที่มีน้ำใจกับเรา แต่ก็ยอมรับว่าทุกวันนี้เงิน 100 บาทมีค่ามาก

‘วิทัย รัตนากร’ ใกล้เข้าเส้นชัย ‘ผู้ว่าแบงก์ชาติ’ คนใหม่ ท่ามกลางกระแสโจมตี “เป็นคนฝ่ายการเมืองส่งมา”

(13 ก.ค. 68) ศึกชิงเก้าอี้ผู้ว่าแบงก์ชาติ ใกล้ได้ข้อสรุป จับตา ‘ดร.รุ่ง - วิทัย’ ใครจะเข้าวิน? คาด รมว.คลัง เตรียมเสนอชื่อเข้าครม. 15 ก.ค. นี้ ขณะที่ชื่อของ ‘วิทัย’ เริ่มมาแรง ท่ามกลางกระแสโจมตีด้วยข้อกล่าวหา “เป็นคนฝ่ายการเมืองส่งมา”

แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ภายหลังคณะกรรมการคัดเลือกผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ส่งรายชื่อผู้ผ่านการคัดเลือกจำนวน 2 ราย ให้กับนายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ซึ่งประกอบด้วย ดร.รุ่ง โปษยานนท์ มัลลิกะมาส รองผู้การ ธปท. และนายวิทัย รัตนากร ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เพื่อให้นายพิชัย ในฐานะ รมว.คลัง เลือกเพียง 1 รายชื่อ เสนอเข้ารับการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี (ครม.)

ทั้งนี้ มีความเป็นไปได้สูงมากที่ รมว.คลัง จะตัดสินใจเลือกเสนอชื่อ นายวิทัย รัตนากร เข้ารับการอนุมัติจาก ครม. โดยคาดว่าจะเป็นการประชุม ครม. วันที่ 15 กรกฎาคม 2568 ที่จะถึงนี้ หาก ครม.มีมติเห็นชอบจะมีการนำขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อโปรดฯแต่งตั้งผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย คนที่ 22 ลำดับที่ 25 ต่อไป

สำหรับการได้รับเสนอชื่อขึ้นเป็นผู้ว่าการ ธปท.ครั้งนี้ เนื่องจากนายวิทัยได้แสดงวิสัยทัศน์ที่สำคัญเรื่องการแก้ปัญหาเศรษฐกิจของไทย จากที่ผ่านมา ธปท.ยึดโยงอยู่กับ “เป้าหมายเงินเฟ้อ” (Inflation targeting) เป็นหลัก ในขณะที่เศรษฐกิจไม่โต หากปล่อยไปแบบนี้อีกไม่เกิน 5 ปี เศรษฐกิจไทยจะพังพินาศทั้งหมด ผู้คนจะตกงาน ส่งผลกระทบไปทั้งประเทศ

รวมทั้งได้มีการตั้งข้อสงสัยและเสนอแนวทางแก้ไข กรณี ธปท.กำกับธนาคารพาณิชย์อย่างไร ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโตน้อยโตช้า แต่ธนาคารพาณิชย์มีผลกำไรเป็นจำนวนมาก และยังทำกำไรสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่ประชาชนและภาคธุรกิจเป็นหนี้ท่วม โดยผู้ว่าการ ธปท. นอกจากไม่แก้ไข กลับยังอธิบายแทนธนาคารพาณิชย์เสียอีก

แหล่งข่าวกล่าวว่า การได้รับการเสนอชื่อของนายวิทัย รัตนากร เกิดจากการแสดงวิสัยทัศน์ที่คณะกรรมการคัดเลือกฯ เห็นว่าเป็นวิสัยทัศน์ที่ดีและถูกต้องกับบริบทของเศรษฐกิจและสังคมไทยในปัจจุบัน และการที่ รมว.คลัง เลือกนายวิทัย เข้ารับตำแหน่ง ผู้ว่าการ ธปท. เพราะน่าจะสอดประสานนโยบายการเงินและนโยบายการคลัง ได้ดีกว่าผู้ว่าการ ธปท คนอื่นๆ ที่ผ่านมา

ขณะเดียวกัน นายวิทัย เป็นนักบัญชีและนักการเงินมืออาชีพ เมื่อตอนได้รับคัดเลือกเป็นผู้อำนวยการธนาคารออมสินก็เกิดจากการแสดงวิสัยทัศน์ที่ชนะผู้สมัครคนอื่น และไม่เคยมีข้อครหาใดๆ เกิดขึ้นเลยว่าเป็นการใช้เส้นสายทางการเมือง ซึ่งการให้นายวิทัยเป็นผู้อำนวยการธนาคารออมสิน ก็เห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจนว่า  ได้สร้างสิ่งใดบ้างให้กับธนาคารออมสินและประชาชนคนไทยตลอด 5 ปีที่ผ่านมา

ทั้งนี้ หากได้รับคัดเลือกให้เป็นผู้ว่าการ ธปท. เชื่อว่า นายวิทัย จะมีแนวคิดและนำเสนอแนวทางใหม่ๆ เพื่อปรับปรุงนโยบายการเงิน และนโยบายสถาบันการเงิน ของ ธปท. เพื่อพลิกฟื้นการเติบโตของเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนต่อไป

ขณะที่เพจ Thammasat TODAY ได้โพสต์ข้อความเมื่อวันที่ 9 ก.ค. ที่ผ่านมา ได้ออกมาเชียร์นายวิทัยอย่างเต็มที่ โดยระบุว่า นายวิทัย รัตนากร ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน ศิษย์เก่าคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งเป็นหนึ่งในบุคคลภายนอกที่แสดงความพร้อมนำพานโยบายการเงินไทยก้าวข้ามภาวะซึมเศรษฐกิจยืดเยื้อ

ด้านการศึกษา นายวิทัยสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีเศรษฐศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทถึง 3 สาขา ได้แก่ เศรษฐศาสตร์การเมือง และกฎหมายธุรกิจ จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และการเงินจาก Drexel University ประเทศสหรัฐอเมริกา พร้อมผ่านหลักสูตรผู้บริหารระดับสูงหลายแห่ง

เส้นทางอาชีพของนายวิทัยครอบคลุมทั้งภาคเอกชน รัฐวิสาหกิจ และองค์กรด้านนโยบาย เขาเคยดำรงตำแหน่ง CFO ของสายการบินนกแอร์, เลขาธิการ กบข., ผู้จัดการไอแบงก์ และผู้อำนวยการธนาคารออมสิน ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่เขาสร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้ “ออมสิน” เป็นธนาคารเพื่อสังคม (Social Bank) ผ่านโครงการช่วยเหลือหนี้ครัวเรือน, สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ และการจัดตั้งบริษัทลูกเพื่อจัดการปัญหาหนี้นอกระบบและหนี้เสีย

ในขั้นตอนแสดงวิสัยทัศน์ต่อคณะกรรมการสรรหา นายวิทัยเสนอแนวคิด “Policy Coordination” ที่เน้นการประสานงานระหว่างธนาคารกลางกับกระทรวงการคลัง หน่วยงานรัฐ และภาคเอกชน เพื่อแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง ทั้งเรื่องสังคมสูงวัย หนี้ภาคครัวเรือน ความเหลื่อมล้ำ และการเติบโตอย่างยั่งยืน เขาเน้นว่าธปท.ไม่ควรจำกัดบทบาทแค่รักษาเสถียรภาพการเงิน แต่ควรมีส่วนร่วมผลักดันการฟื้นตัวของเศรษฐกิจระยะยาว
แม้จะเป็นผู้บริหารจากรัฐวิสาหกิจซึ่งอาจถูกจับตาเรื่องความเป็นอิสระจากการเมือง แต่นายวิทัยยืนยันว่าธปท.ต้องดำรงจุดยืนในฐานะธนาคารกลางที่เที่ยงตรง พร้อมเปิดรับข้อมูลรอบด้าน และตัดสินใจโดยไม่ยึดโยงกับแรงกดดันทางการเมือง

อย่างไรก็ตาม ยิ่งใกล้วันเสนอชื่อผู้ที่จะได้รับตำแหน่งผู้ว่าแบงก์ชาติคนใหม่ และหลายฝ่ายต่างฟันธงไปว่า นายวิทัย มีโอกาสเข้าวินสูง จนทำให้ในช่วงหลายวันที่ผ่านมา เกิดกระแสโจมตีนายวิจัยผ่านโซเชียลมีเดียออกมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการกล่าวหาและโจมตีว่า “เป็นคนของพรรคการเมืองส่งมา” ซึ่งจะว่าไปแล้ว หากวิเคราะห์อย่างลึกซึ้ง จะเห็นว่า นายวิทัย เข้ามาเป็นผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เมื่อ 5 ปีก่อน เป็นยุครัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา และตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ได้พิสูจน์ให้เห็นทั้งผลงานและการทำงานร่วมกับรัฐบาลทั้งในอดีตและปัจจุบันได้เป็นอย่างดี หลังจากนี้ คงต้องจับตาดูว่า ในวันที่ 15 ก.ค.นี้ ครม. จะมีมติเห็นชอบ “ผู้ว่าแบงก์ชาติ” คนใหม่หรือไม่ และ ใครจะเข้าเส้นชัยในที่สุด

‘ทรัมป์’ เรียกเก็บภาษีนำเข้าจากไทย 36% เขาอยากได้อะไรจากเรากันแน่?

(13 ก.ค. 68) อดีต รมช. อุตสาหกรรม ‘สมชาย หาญหิรัญ’ ตั้งเป็นคำถามน่าสนใจ ‘ทรัมป์’ เรียกเก็บภาษีนำเข้าจากไทย 36% เขาอยากได้อะไรจากเรากันแน่?

เมื่อเวทีมรดกโลกกลายเป็นสังเวียนเดือด ‘ไทย-กัมพูชา’ ปม ‘วัดภูม่านฟ้า’ ลอกนครวัด? หรือแค่เกมการเมือง?

เมื่อวันที่ (10 ก.ค. 68) การประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญครั้งที่ 47 กลายเป็นเวทีมวยระหว่าง “ทีมไทย” และ “ทีมกัมพูชา” เมื่อ นางเฟือง สกุณา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมและศิลปกรรมของกัมพูชา เดินหน้าตั้งข้อกล่าวหาตรงๆ กลางที่ประชุมว่า “วัดภูม่านฟ้า” ของไทย เป็นการลอกเลียนแบบนครวัดแบบไร้ยางอาย!

โดยเธอระบุว่า วัดดังกล่าวเป็นการ บั่นทอนคุณค่าของนครวัดในฐานะแหล่งมรดกโลก และเรียกร้องให้ยูเนสโกและองค์กรที่ปรึกษาเร่งตรวจสอบไทย พร้อมทิ้งระเบิดว่า “นี่คือการสร้างบรรทัดฐานอันตรายต่อการอนุรักษ์มรดกโลกในระดับสากล”

ทีมไทยไม่ยอม! โต้เดือดกลางที่ประชุม “อย่าเอามรดกโลกมาใช้เล่นการเมือง!”

นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว หัวหน้าคณะผู้แทนไทย ถึงกับต้องลุกขึ้นตอบโต้ทันที โดยเริ่มจากประโยคที่ว่า “แม้เราไม่ประสงค์จะโต้แย้ง แต่เมื่อถูกรุก ก็จำเป็นต้องชี้แจงให้กระจ่าง”

จากนั้นเขาก็เปิดเกมสวนกลับอย่างมีชั้นเชิงว่า ไทยยึดถือว่ามรดกทางวัฒนธรรมควรเป็นสิ่งที่เชื่อมโยงประชาชน ไม่ใช่ฉีกให้แตกแยก พร้อมตั้งคำถามว่า เหตุใดฝ่ายกัมพูชาจึงจงใจกล่าวหาในเวทีระดับโลก แทนที่จะหารือกันด้วยมิตรไมตรีในระดับทวิภาคี

“ไทยรู้สึกทั้งประหลาดใจและผิดหวัง...วัดภูม่านฟ้าไม่ได้ลอกเลียนแบบปราสาทนครวัด แต่นำแรงบันดาลใจจากศิลปะพุทธศาสนาไทยมาใช้โดยชอบธรรม” — นายสีหศักดิ์
.
กลิ่นการเมืองโชยแรง – Lobby วืด? เฟซบุ๊กมาไว!
.
ไม่เพียงแค่แถลงในห้องประชุม คณะผู้แทนไทยยังตั้งข้อสังเกตถึง ความพยายามอย่างแข็งขันของกัมพูชาในการ lobby คณะผู้แทนหลายชาติในที่ประชุม โดยหวังผลักดันประเด็นให้เป็น “ดราม่าระดับโลก” แต่กลับ ไม่เป็นผล เพราะหลายประเทศเห็นว่าควรเคลียร์กันเองในระดับประเทศต่อประเทศ
.
หลังกล่าวถ้อยแถลงไม่นาน ฝ่ายกัมพูชาได้ รีบโพสต์เนื้อหาลงเฟซบุ๊ก อย่างฉับไวราวกับเตรียมสคริปต์ไว้ล่วงหน้า จนหลายฝ่ายจับตาว่า เรื่องนี้อาจไม่ใช่แค่การปกป้องนครวัด หากแต่ซ่อนเกมการเมืองภายในประเทศไว้เบื้องหลัง
.
ไทยยันพร้อมคุย แต่ขอให้มีสติ
ในช่วงท้าย ทีมไทยยังยืนยันว่า พร้อมหารือกับกัมพูชาในประเด็นนี้ รวมถึงประเด็นวัฒนธรรมอื่น ๆ บนพื้นฐาน “มิตรภาพและความร่วมมือ” ตามที่ผู้นำสองประเทศเคยเห็นชอบจัดตั้งคณะทำงานร่วม แต่ย้ำว่า ความร่วมมือนั้นต้องตั้งอยู่บนความจริง ไม่ใช่การกล่าวหาลอย ๆ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top