Monday, 6 July 2026
Hard News Team

‘สุริยะ’ นำทีมเยือนญี่ปุ่น ดึงนักลงทุน หนุนพัฒนาอุตสาหกรรมระหว่าง 2 ประเทศ

‘สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ’ รมว.อุตสาหกรรม นำทีมเยือนญี่ปุ่น หารือร่วมรัฐมนตรี METI ย้ำความสัมพันธ์แน่นแฟ้นเชิงเศรษฐกิจระหว่างประเทศ และการเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ (Strategic Partnership) อย่างรอบด้าน

นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม (MIND) เปิดเผยถึงผลการหารือกับนายนิชิมุระ ยาสึโทชิ (Mr.Nishimura Yasutosh) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรม (METI) ระหว่างเยือนประเทศญี่ปุ่น วันที่ 11-15 มกราคม 2565 เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านการพัฒนาอุตสาหกรรมระหว่าง 2 ประเทศ ว่า บรรยากาศการหารือเป็นไปด้วยดี ตอกย้ำความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นระหว่างไทยและญี่ปุ่นที่ดำเนินธุรกิจร่วมกันมาอย่างยาวนานในหลายด้าน โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรมที่นักลงทุนญี่ปุ่นได้มาลงทุนในประเทศไทย 

โดยการเข้าหารือกับ METI ยังเป็นการครบรอบ1 ปี ที่ทั้ง 2 กระทรวงฯ คือ กระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรม (METI) และกระทรวงอุตสาหกรรม (MIND) ได้ร่วมกันปรับแนวคิดจาก 'Connected Industries' มาสู่ความร่วมมือ Co-Creation for Innovative and Sustainable Growth ที่เน้นการพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยี เมื่อปลายปี 2565 โดยเฉพาะประเด็นการดำเนินโครงการพัฒนาทักษะบุคลากร ซึ่งอยู่ภายใต้กรอบความร่วมมือ Cooperation Framework on Human Resource Development for Realizing Industry 4.0 ขับเคลื่อน 3 ประเด็นหลัก ประกอบด้วย 

1. แนวทางการร่วมกันพัฒนาทักษะด้านเทคโนโลยีดิจิทัลให้แก่บุคลากรในภาคอุตสาหกรรม 2. การขับเคลื่อนนโยบาย BCG ในสาขาอุตสาหกรรมเป้าหมาย และ 3. การเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับห่วงโซ่อุปทานผ่านแนวคิดการร่วมสร้าง (Co-Creation)

นายสุริยะ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ยังหารือในประเด็นการลงทุนภายใต้กรอบ AJIF (Asia-Japan Investing for the Future) มุ่งเน้นความเชื่อมโยงระหว่างญี่ปุ่นกับประเทศต่าง ๆ จึงเน้นย้ำถึงความพร้อมของประเทศไทย ในการต้อนรับนักลงทุนให้เข้ามาลงทุนในนิคมอุตสาหกรรม ที่กำกับดูแลโดยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ซึ่งปัจจุบันมีนิคมอุตสาหกรรมที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแล รวมทั้งสิ้น 67 แห่ง ใน 16 จังหวัด พื้นที่รวมเกือบ 2 แสนไร่ (ประมาณ 320 ตารางกิโลเมตร) เป็นนิคมฯที่ทันสมัย และมีเงินลงทุนสะสมรวมกว่า 150,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

รวบเครือข่ายคลินิกผลิตซิลิโคนศัลยกรรมไร้ อย. ป้อน!! คลินิกย่านงามวงศ์วาน และขอนแก่น

วันนี้ (16 ม.ค. 66) กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง พร้อมกับกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ, สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ร่วมกันแถลงผลงานการขยายผลจับกุมเครือข่ายคลินิกรายใหญ่ ยึดซิลิโคนศัลยกรรมเสริมความงามเถื่อนกว่า 16,164 ชิ้น มูลค่าความเสียหายกว่า 2,932,000 บาท

โดย พล.ต.ต.อนันต์ นานาสมบัติ ผบก.ปคบ. เปิดเผยว่า การจับกุมครั้งนี้สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2565 เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.4 บก. ปคบ. ร่วมกับ อย. และ สสจ.สุพรรณบุรี นำหมายค้นเข้าตรวจค้นโรงสีร้างในพื้นที่ หมู่ 1 ต.วังหว้า อ.ศรีประจันต์ จ.สุพรรณบุรี ที่ใช้เป็นฐานการลักลอบผลิตชิ้นส่วนซิลิโคนศัลยกรรมเสริมจมูกและหน้าผาก เพื่อกระจายไปยังคลินิกต่าง ๆ โดยสามารถตรวจยึดเครื่องจักรสำหรับผลิตซิลิโคนจมูกและหน้าผาก, แม่พิมพ์ซิลิโคนทรงต่างๆ จำนวน 68 แบบ, ซิลิโคนเสริมจมูกและหน้าผากสำเร็จรูป จำนวน 1,098 ชิ้น และอุปกรณ์ส่วนควบในการผลิตซิลิโคนศัลยกรรม กว่า 16 รายการ มูลค่าความเสียหาย 3,500,000 บาท โดยดำเนินคดีกับ น.ส.ณัฐปภัสร์ หรือน้ำตาลผู้ผลิตซิลิโคนเถื่อนในความผิดฐาน “ผลิตเครื่องมือแพทย์โดยไม่ได้รับอนุญาต และผลิตเครื่องมือแพทย์โดยไม่ได้รับใบรับแจ้งรายการละเอียด” ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพตลอดทุกข้อกล่าวหา และรับว่าทำมาแล้วประมาณ 2 ปี

จากการสืบสวนขยายผลปรากฏพบว่า ซิลิโคนส่วนใหญ่ มีพนักงานฝ่ายจัดซื้อของบริษัทแห่งหนึ่งเป็นผู้สั่งผลิต เมื่อผลิตเสร็จจะถูกส่งไปที่ คลินิก ก. (นามสมมุติ) สาขางามวงศ์วาน และสาขาขอนแก่น และพบหลักฐานการจ่ายเงินค่าซิลิโคนในห้วงปี 2565 มากกว่า 2 ล้านบาท

ด้าน บก.ปคบ. - อย. จึงเข้าตรวจค้นคลินิก ก.สาขางามวงศ์วาน และอาคารสต๊อกเครื่องมือทางการแพทย์และอุปกรณ์ที่จะใช้ในคลินิก ตรวจยึดชิ้นส่วนซิลิโคนรูปจมูก 12,282 ชิ้น, ซิลิโคนทรงหน้าผาก 27 ชิ้น, ซิลิโคนทรงคาง 3,855 ชิ้น ซึ่งพนักงานที่ดูแลคลังรับว่าซิลิโคนเหล่านี้จะถูกส่งไปยังคลินิก ก. ทั่วประเทศ ตามคำสั่งของผู้บริหาร ขณะที่ น.ส.ณัฐปภัสร์ หรือน้ำตาลฯ ยอมรับว่ามีการกระจายซิลิโคนไปอีกกว่า 30 สาขา ตำรวจจึงขยายผลตรวจค้นและยึดของกลางชิ้นส่วนซิลิโคนและคลินิกสาขาใหญ่รวม 7 สาขา สามารถยึดชิ้นส่วนซิลิโคนรูปจมูก 12,282 ชิ้น, ซิลิโคนหน้าผาก 2,775 ชิ้น, ซิลิโคนคาง 1,107 ชิ้น, เครื่องมือแพทย์เถื่อนจำนวน 998 รายการ, ยาเถื่อนจำนวน 474 รายการ, เครื่องสำอางเถื่อน จำนวน 428 รายการ, ผลิตภัณฑ์ผิด พ.ร.บ. อาหาร จำนวน 55 รายการ รวมมูลค่าความเสียหายกว่า 2,932,000 บาท

จากการตรวจสอบพบว่าเมื่อ น.ส.ณัฐปภัสร์ เผยว่าต้นทุนซิลิโคนชิ้นละ 60-80 บาท ขายคอร์สผ่าตัดศัลยกรรมในราคา 4,900-50,000 บาท และจากการตรวจสอบผู้รับบริการศัลยกรรม ตั้งแต่ปี พ.ศ.2565 ถึงปัจจุบันพบว่าคลินิก ก.ทั้ง 5 สาขา มีการผ่าตัดศัลกรรมที่เกี่ยวข้องกับการใช้ชิ้นส่วนซิลิโคนกว่า 1,621 ราย เป็นการเสริมจมูก 1,436 ราย, คาง 154 ราย และเสริมจมูกกับคางพร้อมกัน 31 ราย

ทั้งนี้พนักงานสอบสวน กก.4 บก.ปคบ. ได้ออกหมายเรียกกลุ่มผู้ต้องหาให้เข้ามารับทราบข้อกล่าวหาแล้ว เบื้องต้นการกระทำของกลุ่มผู้ต้องหาเป็นความผิดฐาน

พล.ต.ท.ประจวบ วงศ์สุข ผู้ช่วย ผบ.ตร. นำทีมชุดปฏิบัติการเฉพาะกิจ ตรวจสอบการประกอบธุรกิจสลากออนไลน์กองสลากพลัส มุ่งแก้ไขปัญหาขายสลากกินแบ่งรัฐบาลเกินราคาและความผิดอื่นที่เกี่ยวข้อง

(16 ม.ค. 66) พล.ต.ท.ประจวบ วงศ์สุข ผู้ช่วย ผบ.ตร. ในฐานะ ประธานคณะทำงานเฉพาะกิจตรวจสอบผู้ค้าสลากกินแบ่งรัฐบาลเสนอขายหรือขายสลากกินแบ่งรัฐบาลในราคาเกินกว่าที่กำหนด เปิดเผยว่า

จากกรณีในปัจจุบัน ประชาชนประสบปัญหาความเดือดร้อนจากการเสนอขายหรือขายสลากกินแบ่งรัฐบาลในราคาเกินกว่าที่กำหนดในสลากกินแบ่งรัฐบาล ประกอบกับในสื่อออนไลน์มีข้อมูลปรากฏว่าในปีนี้ยอดขายสลากกินแบ่งรัฐบาลผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ของเอกชนมีจำนวนสูง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ได้แต่งตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนจากการเสนอขายหรือขายสลากกินแบ่งรัฐบาลในราคาเกินกว่าที่กำหนด เพื่อตรวจสอบการประกอบธุรกิจจำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาลผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ของเอกชน เพื่อสร้าง ความเชื่อมั่นให้กับพี่น้องประชาชน แก้ไขปัญหา ตรวจสอบและดำเนินการตามกฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นรูปธรรม โดยมี พล.ต.ท.ประจวบ วงศ์สุข ผู้ช่วย ผบ.ตร. เป็นประธานคณะทำงานเฉพาะกิจตรวจสอบผู้ค้าสลากกินแบ่งรัฐบาลเสนอขายหรือขายสลากกินแบ่งรัฐบาลในราคาเกินกว่าที่กำหนดในสลากกินแบ่งรัฐบาล บังคับใช้กฎหมายและประสานการปฏิบัติร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการให้เป็นไปตามนโยบายดังกล่าว 

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ภายใต้การนำของ พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร. ได้นำนโยบายรัฐบาลมาสู่การปฏิบัติ โดยได้สั่งการให้ พล.ต.ท.ประจวบ วงศ์สุข ผู้ช่วย ผบ.ตร. พร้อมด้วย พล.ต.ต.นิธิธร จินตกานนท์ รอง ผบช.น., พล.ต.ต.สุวัฒน์ แสงนุ่ม รอง ผบช.ก., พล.ต.ต.ฐายุฎฐ์ จันทร์ถาวร รอง ผบช.สอท., พล.ต.ต.นภันต์วุฒิ เลี่ยมสงวน ผบก.สส.ภ.8, พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ ผบก.สส.บช.น. พร้อมเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ร่วมกับ พ.ท.หนุน ศันสนาคม ผอ.สนง.สลากกินแบ่งรัฐบาล, ผู้แทน สคบ., สำนักงาน ป.ป.ง. และ กรมสรรพากร  พร้อมเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง สนธิกำลังเข้าตรวจค้นตามหมายค้นของศาลอาญากรุงเทพใต้ ณ บริษัท ลอตเตอรี่ออนไลน์ จำกัด (กองสลากพลัส) เลขที่ 555/57 อาคารเอสเอสพีทาวเวอร์ 1 ซอยสุขุมวิท 63 แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กทม.

พล.ต.ท.ประจวบฯ กล่าวว่า สำหรับการเข้าตรวจค้นในครั้งนี้สืบเนื่องมาจาก สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์กับ พงส. กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค(บก.ปคบ.) ว่ากองสลากพลัสมีพฤติกรรมเข้าข่ายขายสลากเกินราคาเกินกว่ากฎหมายกำหนด และมีสลากจำนวนมาก คาดว่าเกิดจากการกว้านซื้อ เข้าข่ายหลอกลวงประชาชน โดยสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ยันยันว่ากองสลากพลัสไม่ได้รับสิทธิการเป็นตัวแทนจำหน่ายของรัฐบาล จึงได้มีการขอหมายค้นศาลอาญากรุงเทพใต้

ผบ.ตร.สั่งพล.ต.อ.สุรเชษฐ์ เร่งตรวจสอบเจ้าหน้าที่ตำรวจและ DSI เรียกรับผลประโยชน์ กรณีค้นสถานรับรองจากสถานกงสุลนาอูรูประจำประเทศไทย

จากกรณีเมื่อวันที่ 22 ธ.ค. 65 เจ้าหน้าที่ตำรวจ 191 ร่วมกับเจ้าหน้าที่  DSI ได้เข้าตรวจสอบบ้านหลังหนึ่งในพื้นที่สน.ทุ่งมหาเมฆ ซึ่งมีการแอบอ้างว่าเป็นบ้านพักอดีตกงสุลนาอูรูประจำประเทศไทย แต่ภายในกลับมีคนจีนเข้าออกพลุกพล่าน หลังเข้าตรวจค้นตามหมายค้นของศาลแล้ว พบคนจีน 1 ราย พร้อมเงินสดจำนวน 2.5 ล้านบาท จึงได้ทำการตรวจยึดส่งพนักงานสอบสวน สน.ทุ่งมหาเมฆ เพื่อทำการตรวจสอบ ต่อมาได้มีการร้องเรียนว่า มีเงินสดที่ได้จากการตรวจค้นหายไปจำนวนมาก และมีการเรียกรับผลประโยชน์แลกกับการช่วยเหลือบุคคลต่างด้าวที่อยู่ในบ้านเพื่อแลกกับการไม่ถูกจับกุม กรณีดังกล่าว พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร. จึงได้สั่งการให้ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบ.ตร. ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงในกรณีดังกล่าว เนื่องจากเป็นกรณีเจ้าหน้าที่รัฐเรียกรับผลประโยชน์จากการปฏิบัติหน้าที่ในทางทุจริต เพื่อทำข้อเท็จจริงในกรณีดังกล่าวให้กระจ่าง พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ จึงได้สั่งการให้ พล.ต.ท.ธิติ แสงสว่าง ผบช.น. เรียกเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมและบุคคลที่เกี่ยวข้องมาตรวจสอบข้อเท็จจริงในกรณีดังกล่าวโดยด่วน รวมทั้งให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวน สน.ทุ่งมหาเมฆ รวมรวมพยานหลักฐานประกอบตามกรณีดังกล่าว

จากการสืบสวนทราบว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจ กองกำกับการสายตรวจ และเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ พร้อมด้วยล่ามคนจีน ได้รับการประสานจากสถานกงสุลนาอูรูประจำประเทศไทยในกรณีที่ นายโอนาซิส ซานริค ดาเม่ อดีตกงสุลนาอูรุประจำประเทศไทย ได้เช่าบ้านหลังหนึ่งในพื้นที่ทุ่งมหาเมฆ เขตสาทร กทม. แต่กลับมีชาวจีนเข้าออกบ้านหลังดังกล่าวจำนวนมาก จึงแจ้งให้เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบ เจ้าหน้าที่จึงได้ขออนุมัติหมายค้นจากศาลเพื่อเข้าตรวจค้นบ้านหลังดังกล่าวในวันที่ 22 ธ.ค.65 ผลการตรวจค้นพบชาวจีน 2 คน พร้อมด้วยคนงานในบ้าน มีทั้งชาวไทย จีน และเมียนมาอีก 6 คน รวมทั้งพบสุราต่างประเทศ และบุหรี่ซิการ์จำนวนหนึ่ง และยังพบเงินสดไทยจำนวนประมาณ 8 ล้านบาท ซึ่งหนึ่งในชาวจีนดังกล่าวคือ นายเหมา เติ้ง เผิง เป็นผู้ต้องหาตามหมายแดงของตำรวจสากล ในกรณีเกี่ยวข้องกับแก๊งปลอมพาสปอร์ตสัญชาติหมู่เกาะมาแชลและประเทศนาอูรู แต่ทางเจ้าหน้าที่ได้มีการเรียกรับผลประโยชน์เพื่อแลกกับการปล่อยตัว โดยได้ให้ล่ามเป็นคนไปรับเงินจากตัวแทนของชาวจีนดังกล่าว ที่บริเวณปั๊มน้ำมันบริเวณใกล้เคียงกับที่เกิดเหตุ จำนวนเงิน 4 ล้านบาท จากนั้นเจ้าหน้าที่จึงได้ทำบันทึกตรวจยึดเงินสดจำนวนแค่ 2.5 ล้านบาท และส่งตัวน.ส.เซี่ยง หยาง ผู้ดูแลบ้านดังกล่าว พร้อมเงินที่ตรวจยึดให้พนักงานสอบสวน สน.ทุ่งมหาเมฆ ดำเนินการตามกฎหมาย ซึ่งถูกดำเนินคดีในกรณีไม่พกพาหนังสือเดินทาง ต่อมาเมื่อวันที่ 14 ม.ค. 66 เจ้าหน้าที่สืบสวนได้รวบรวมพยานหลักฐานและขออนุมัติศาลออกหมายจับเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมของกองกำกับการสายตรวจ กรมสอบสวนคดีพิเศษ และบุคคลที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งสิ้น 16 ราย ประกอบด้วย

'ภูมิใจไทย' เปิดฉาก!! ขอ ส.ส.เมืองหลวงไว้เป็นฐานเสียง เปลี่ยนภาพลักษณ์พรรค ไม่ถูกมองว่าเป็นพรรคภูธร

ขณะที่ระหว่างกำลังรอการโปรดเกล้าฯ ร่างพ.ร.บ.การเลือกตั้ง ส.ส.ฯ และร่าง พ.ร.บ.พรรคการเมืองฯ ประกาศใช้เป็นกฎหมาย ในส่วนของการเตรียมการเลือกตั้ง พบว่าสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ที่รับผิดชอบภารกิจควบคุมดูแลการเลือกตั้ง ได้มีการเตรียมพร้อมเพื่อเตรียมรับกับการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นตลอดเวลา

อย่างเรื่องของ การแบ่งเขตเลือกตั้ง พบว่า หลังสำนักงาน กกต.ได้รับข้อมูลฐานจำนวนประชากรประเทศไทย ที่เป็นข้อมูลล่าสุดสิ้นสุดเมื่อ 31 ธ.ค. 2565 เมื่อต้นปีที่ผ่านมา จากกระทรวงมหาดไทย ทำให้ขณะนี้ฝ่าย กกต.เริ่มขยับเตรียมพร้อมสำหรับการแบ่งเขตเลือกตั้ง ส.ส.ทั้ง 400 เขต ที่จะต้องมีเขตเลือกตั้งเพิ่มขึ้นจากตอนเลือกตั้งปี 2562 ขึ้นมา 50 เขต โดย กกต.ได้นำฐานข้อมูลดังกล่าวมาเตรียมแบ่งเขตเลือกตั้งและประกาศการแบ่งเขตอย่างเป็นทางการออกมา ซึ่งกระบวนการดังกล่าว กกต.จะทำได้ต้องรอให้มีการประกาศใช้กฎหมายทั้งสองฉบับข้างต้นเสียก่อน

อย่างไรก็ตาม สำหรับ กรุงเทพมหานคร ที่จะมี ส.ส.เขตเพิ่มขึ้นจากตอนเลือกตั้งปี 2562 เพิ่มมา 3 เก้าอี้ รวมเป็น 33 เก้าอี้ จากเดิม 30 ที่นั่ง ก็เป็นเรื่องน่าสนใจว่าจะทำให้การแบ่งเขตของ กกต.จะออกมาอย่างไร จะส่งผลต่อการได้เปรียบเสียเปรียบในการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในสนามเลือกตั้งเมืองหลวงนี้หรือไม่?

หลังพบว่า หลายพรรคการเมืองต่างก็หมายมั่นปั้นมือจะคว้าชัยชนะในสนามเลือกตั้ง กทม.ให้ได้ ทั้งพรรคปีกฝ่ายรัฐบาล-ฝ่ายค้าน และพรรคตั้งใหม่

อย่างหนึ่งในพรรคที่ก็ต้องการมี ส.ส.เขต กทม.ในการเลือกตั้งครั้งนี้ให้ได้ นั่นก็คือ พรรคภูมิใจไทย ที่ชูสโลแกนการหาเสียงในพื้นที่ กทม.ไว้ว่า ภูมิใจกรุงเทพฯ 24/7

ที่หมายถึงการสื่อกับคน กทม.ว่า ภูมิใจไทยขออาสาทำงานเพื่อคน กทม. 24 ชั่วโมง 7 วัน สำหรับคน กทม.ทุกกลุ่ม

ส่วนว่าแคมเปญดังกล่าวจะซื้อใจคน กทม.จนทำให้ภูมิใจไทยสามารถปักธง มี ส.ส.เขต กทม.ที่มาจากการเลือกตั้งได้หรือไม่ ต้องดูกระแสตอบรับจากคน กทม.ว่าคิดอย่างไรกับนโยบายที่ภูมิใจไทยนำมาเสนอ รวมถึงต้องดูตัวผู้สมัคร ส.ส.เขต กทม.ของภูมิใจไทยทั้ง 33 เขตว่า สู้กับพรรคการเมืองอื่นมีลุ้นหรือไม่ อีกทั้งต้องดูกระแสพรรคใน กทม.เมื่อเข้าสู่การหาเสียงเลือกตั้งเต็มตัวว่า กระแสภูมิใจไทยใน กทม.เป็นอย่างไร ทั้งหมดคือองค์ประกอบสำคัญที่จะมีผลอย่างมากแน่นอน สำหรับภูมิใจไทย ในการหวังปักธง ส.ส.เขต กทม.ให้ได้

หลังก่อนหน้านี้ ภูมิใจไทย ในตอนเลือกตั้งเมื่อปี 2554 และตอน 2562 กระแสพรรค-ตัวผู้สมัคร ส.ส.เขต เป็นรอง หลายพรรคการเมืองที่ขับเคี่ยวสู้กันดุเดือดใน กทม.อยู่หลายขุม จนทำให้พรรคภูมิใจไทยไม่มีลุ้นในการเลือกตั้งสองครั้งข้างต้นตั้งแต่ลงสนามเลยด้วยซ้ำ แต่เลือกตั้งที่จะมีขึ้น แกนนำภูมิใจไทย ทั้งอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรค ครูใหญ่ เนวิน ชิดชอบ หมายมั่นปั้นมืออย่างมากว่ารอบนี้พรรคต้องปักธงใน กทม.ให้ได้

หลังได้ พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ อดีต รมว.ดีอีเอส อดีตรองผู้ว่าฯ กทม. และอดีตรองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ที่รับผิดชอบพื้นที่กทม. ให้พลังประชารัฐรอบที่แล้ว มาเป็นกัปตันทีม พาภูมิใจไทยเข้าสู่สนามเลือกตั้ง กทม. ที่รู้กันดีว่าเป็น สนามปราบเซียน คาดเดาได้ยากว่าผลเลือกตั้งจะออกมาแบบไหน อีกทั้งเป็นสนามเลือกตั้ง ที่ กระแส ทั้งกระแสพรรค กระแสผู้สมัคร มีส่วนสำคัญอย่างมาก ต่อการชี้ขาดผล แพ้-ชนะ  

กระนั้น แม้จะเป็นงานยาก แต่ทั้งอนุทินและเนวินรู้ดีว่า ในเป้าหมายการเมืองของภูมิใจไทยที่ต้องการดีดตัวขึ้นไปจากพรรคขนาดกลาง พรรคร่วมรัฐบาล ขึ้นมาเป็นพรรคขนาดใหญ่ พรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาลให้ได้ หลังภูมิใจไทยเติบใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ มันจำเป็นมาก ที่ ภูมิใจไทยต้องมี ส.ส.เมืองหลวง ของพรรคที่มาจากการเลือกตั้งให้ได้

เพราะแม้ตอนนี้ ภูมิใจไทย จะมี ส.ส.เขต กทม.อยู่สองคนคือ โชติพิพัฒน์ เตชะโสภณมณี กับมณฑล โพธิ์คาย แต่ทั้งสองคนเป็นส.ส.เขต กทม.อนาคตใหม่ ที่เข้ามาภูมิใจไทยหลังอนาคตใหม่โดนยุบพรรค ทำให้ยังไม่ถือว่า ภูมิใจไทยมี ส.ส.เขต กทม.ของตัวเองแต่อย่างใด

มันจึงเป็นเป้าหมายสำคัญที่ภูมิใจไทยต้องการให้พรรคมี ส.ส.กรุงเทพมหานคร ยิ่ง กทม.มี ส.ส.มากถึง 33 คน ถือเป็นเค้กก้อนใหญ่ทางการเมือง ที่หากพรรคไหนมี ส.ส.กทม. ก็จะเป็นผลดีในระยะยาว ถ้ามี ส.ส.เมืองหลวงไว้เป็นฐานเสียง และทำให้ภาพลักษณ์พรรคไม่ถูกมองว่าเป็นพรรคภูธร

ทั้งหมดจึงทำให้ภูมิใจไทยพร้อมสู้เต็มที่ เพื่อทำให้พรรคมี ส.ส.กทม.รอบนี้

ยิ่งเมื่อภูมิใจไทยได้อดีต ส.ส.กทม. จากทั้งพลังประชารัฐและเพื่อไทยหลายคนเข้ามา เสริมทีม อาทิ จากพลังประชารัฐ จักรพันธ์ พรนิมิตร - กษิดิ์เดช ชุติมันต์ - พัชรินทร์ ซำศิริพงษ์ - ภาดา วรกานนท์ - กรณิศ งามสุคนธ์รัตนา และจากเพื่อไทยคือ ประเดิมชัย บุญช่วยเหลือ ซึ่งทางการเมือง อดีต ส.ส.รอบล่าสุด ย่อมถือว่าเป็นระดับเกรดเอ มันก็ยิ่งทำให้พรรคมั่นใจมากขึ้น 

อย่างไรก็ตาม เป้าหมายนี้ของภูมิใจไทยก็ไม่ง่าย เพราะ 33 เก้าอี้ในสนาม กทม. มันทำให้หลายพรรคใส่กันเต็มที่ ทำให้การแข่งขันจึงมีสูง สู้กันดุเดือดเลือดพล่าน

'นิพนธ์' ระดมสมองผู้สมัครประชาธิปัตย์ ชายแดนใต้ ชู นโยบาย 'สันติภาพสู่สันติสุข' สอดรับ คำประกาศ '3 ส. สร้างเงิน สร้างคน สร้างชาติ' พร้อมขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ความมั่นคงทางอาหาร สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน

นายนิพนธ์ บุญญามณี รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ประชุม ชู 8 นโยบาย ด้านการเกษตร สู้ศึกเลือกตั้งในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อนำสันติภาพสู่สันติสุข โดยมีผู้สมัคร ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ประกอบด้วย จังหวัดนราธิวาส จังหวัดยะลา จังหวัดปัตตานี จังหวัดสตูล และสงขลาบางส่วน ร่วมประชุมรับทราบนโยบายดังกล่าว ณ ห้องประขุมย่อย บ้านพักเขารูปช้าง อ.เมือง จ.สงขลา

โดยนายนิพนธ์ กล่าวว่า วันนี้พรรคประชาธิปัตย์ ได้ออก 3  ยุทธศาสตร์หลัก เพื่อสู้ศึกเลือกตั้งในครั้งนี้คือ การสร้างเงิน สร้างคน สร้างชาติ  โดยเฉพาะนโยบายในการนำมาใช้ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ นั่นคือ การสร้างเงิน ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์ทางด้านเศรษฐกิจที่มุ่งเน้นหลายนโยบาย โดยเฉพาะเน้นในเรื่องของนโยบายประกันรายได้คน และประกันรายได้ให้กับประเทศ 

ซึ่งในส่วนของการประกันรายได้ มุ่งเน้นในเรื่องของการเกษตร การประกันรายได้เงินส่วนต่าง ในเรื่องของ ข้าว ข้าวโพด มันสำปะหลัง ยางพารา และปาล์ม ยังคงนำมาใช้อย่างต่อเนื่อง ในเรื่องของการให้เงินส่วนต่าง และนโยบายช่วยเหลือชาวนา 30,000 บาทต่อครัวเรือน แม้แต่ปลูกข้าวกินก็ยังได้ส่วนต่าง สำหรับผู้ที่มาลงทะเบียน นโยบายการจัดตั้งธนาคารหมู่บ้าน-ชุมชน แห่งละ 2 ล้านบาท การออกโฉนดที่ดิน 1 ล้านแปลงภายใน 4 ปี ฟรีนมโรงเรียน 365 วัน การให้เงินทุนสำรองประมงท้องถิ่น 100,000 บาททุกปี ทุกกลุ่มที่ขึ้นทะเบียน การออกเอกสารสิทธิทำกินในที่ดิน ให้ผู้ที่ทำกินในที่ดินของรัฐ และการปลดล๊อกประมงพาณิชย์ ภายใต้ luu นี่คือสิ่งที่พรรคประชาธิปัตย์ทำนโยบายในเรื่องของการสร้างเงิน 8 นโยบาย และอีก 5 ฟรี คือเรียนฟรี อาหารกลางวันฟรี นมโรงเรียนฟรี และหญิงตั้งครรภ์รับทันที 600 บาท ต่อเดือน จนคลอด ฟรี

ในวันนี้เราได้เน้นในเรื่องของจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อให้จังหวัดชายแดนใต้เป็นพื้นที่ความมั่นคงทางด้านอาหาร ซึ่งเราต้องเดินหน้าต่อ พร้อมกับการขยายการส่งเสริมการเลี้ยงโคเนื้อ ซึ่งจังหวัดชายแดนใต้ต้องยุติความขัดแย้ง  การสูญเสียชีวิตมันต้องยุติได้แล้ว และเราอยากเห็นจังหวัดชายแดนใต้สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน เพื่อนำไปสู่การสร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้กับพี่น้องประชาชน

สำหรับนโยบายสร้างเงิน 8 นโยบายที่พรรคได้ประกาศ นี่เฉพาะกลุ่มแรกหลังจากที่พรรคประกาศยุทธศาสตร์ สร้างเงิน สร้างคน สร้างชาติ ซึ่งงวดแรกที่ได้กล่าวไปแล้วนั่นคือเรื่องของการสร้างเงิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งอยู่ในภาคเกษตรเป็นหลัก และจะมีภาคธุรกิจอื่นตามมาอีก ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของเศรษฐกิจทันสมัย เรื่องของนวัตกรรม เรื่องของ SME และเรื่องอื่นๆ ที่จะทยอยประกาศตามมา เพื่อสร้างรายได้ในส่วนนั้น และในเรื่องของการสร้างคนซึ่งจะเป็นตัวตนของประชาธิปัตย์ รวมถึงเรื่องของสาธารณสุข รวมถึงในเรื่องของsold power และสุดท้ายในเรื่องของการสร้างชาติ นั่นคือเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อที่จะให้เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น รวมถึงในเรื่องของการกระจายอำนาจ ซึ่งสุดท้ายนโยบายชายแดนภาคใต้ซึ่งได้ขอความเห็นจากผู้เข้าร่วมประชุมในครั้งนี้ ซึ่งเราเคยมีนโยบาย ใต้สันติสุข แต่วันนี้เราจะไม่เอาเพียงใต้สันติสุข แต่จะเป็นนโยบายใต้ชายแดน 'สันติภาพสู่สันติสุข' เพราะการยุติความขัดแย้งนี้ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องมีการพูดคุยกัน ซึ่งเราจะไม่มีวันจบในเรื่องของการใช้อาวุธเพื่อแก้ปัญหาเรื่องความขัดแย้ง แต่จะจบด้วยการพูดคุยกัน เราใช้งบประมาณ กว่า 4.9 แสนล้าน ในเวลา19 ปี ยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ ดังนั้นจังหวัดชายแดนภาคใต้จึงต้องพูดคุยกัน ทุกฝ่ายเพื่อยุติความขัดแย้ง

เชิญชวนผู้เสียภาษีแสดงเจตนาอุดหนุนเงินภาษีที่ชำระให้พรรคการเมือง ผ่านการเสียภาษี (ภ.ง.ด.90 หรือ ภ.ง.ด.91)

​​สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ขอเชิญชวนผู้เสียภาษีเงินได้ที่เป็นบุคคลธรรมดา เข้ามามีส่วนร่วมทางการเมืองและเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนสร้างความเข้มแข็งให้แก่พรรคการเมือง ที่ท่านชื่นชอบ ในแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปีภาษี 2565 (ภ.ง.ด.90 หรือ ภ.ง.ด.91) โดยมีขั้นตอนและวิธีการบริจาคเงินภาษี ดังนี้

​​ผู้ชำระภาษีกรอกแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปี (ภงด.90 หรือ ภงด.91) โดยแสดงเจตนาด้วยการทำเครื่องหมายในช่องประสงค์อุดหนุนเงินภาษี พร้อมทั้งกรอกจำนวนเงินภาษี ที่จะอุดหนุน ได้ไม่เกิน 500 บาท โดยไม่ต้องจ่ายเงินภาษีเพิ่มแต่อย่างใด และกรมสรรพากร จะดำเนินการรวบรวมและจัดทำรายชื่อพรรคการเมือง ที่ได้รับเงินอุดหนุนพร้อมยอดรวมเงินภาษีของแต่ละพรรค การเมือง ส่งนายทะเบียนพรรคการเมือง พร้อมกับโอนเงิน ดังกล่าว ให้กองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมืองเพื่อ นำมาจัดสรรเป็นเงินอุดหนุนประจำปีให้แก่พรรคการเมืองต่อไป (สามารถตรวจสอบรหัสพรรคการเมืองในปีภาษี 2565 ได้ที่ www.ect.go.th และ www.rd.go.th)

ปิดปรับปรุง 'อควาเรียม' เตรียมเปิดสโนว์ หมีแพนด้าโชว์ตัวสวนหลังบ้าน

(16 มกราคม 2566) เวลา 10.00 น. นายวุฒิชัย ม่วงมัน ผู้อำนวยการสวนสัตว์เชียงใหม่ กล่าวว่า เนื่องจากทางสวนสัตว์เชียงใหม่ได้รับงบประมาณประจำปี 2566 ในการปรับปรุงทรัพย์สินสิ่งปลูกสร้างขององค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย คือ สถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำ ภายในสวนสัตว์เชียงใหม่ จำนวน 29 ล้านบาท โดยจะเริ่มดำเนินการปรับปรุงตั้งแต่วันที่ 17 มกราคม 2566 – 7 เมษายน 2566 รวม 81 วัน 

โดยแบ่งเป็น 2 ส่วน ได้แก่ 
1. ปรับปรุงงานโครงสร้างและสถาปัตยกรรม ประกอบด้วย งานเปลี่ยนฝ้าเพดาน งานเปลี่ยนพื้นทางเดินชมสัตว์ งานเปลี่ยนผนังตกแต่งภายในส่วนจัดแสดง งานเปลี่ยนผนังภายนอกอาคารฝั่งน้ำเค็ม งานปรับปรุงหลังคาทางเดินหน้าสถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำ
2. ปรับปรุงงานระบบไฟฟ้า และระบบปรับอากาศ ประกอบด้วย งานระบบไฟฟ้า งานปรับปรุงระบบปรับอากาศ เป็นต้น

การดูแลชีวิตสัตว์น้ำและบริหารจัดการช่วงปิดปรับปรุงในช่วงการปรับปรุงครั้งนี้ บริษัท มารีนสเคป ประเทศไทย จำกัด โดยนายนฤทัต เจริญเศรษฐศิลป์ ประธานกรรมการบริษัทฯ ในฐานะผู้ลงนามสัญญารับบริหารจัดการ ซึ่งได้จัดเจ้าหน้าที่ดูแลให้อาหารปลาและสิ่งมีชีวิตสัตว์น้ำอย่างต่อเนื่องเหมือนเปิดปกติ ส่วนเจ้าหน้าที่ด้านต่างๆ จะปฏิบัติหน้าที่ร่วมกับพนักงานของสวนสัตว์เชียงใหม่ ในการส่งเสริมการขายและการให้บริการนักท่องเที่ยวที่เข้ามาเที่ยวชมสวนสัตว์เชียงใหม่อย่างต่อเนื่อง นับว่าเป็นการทำงานระหว่างภาครัฐและเอกชนที่ดีแห่งหนึ่งเตรียมเปิด สโนว์' กิจกรรมใหม่ สุดอลังการ!! หนึ่งเดียวในภาคเหนือสำหรับกิจกรรมใหม่ ที่สวนสัตว์เชียงใหม่ เตรียมที่จะให้บริการกับนักท่องเที่ยวในเร็วๆ นี้ คือการเปิด 'สโนว์'

‘บิ๊กป้อม’ ยิ้มแป้น ลงพื้นที่ตรวจราชการลำปาง หลัง ‘ธรรมนัส’ ยกขบวนผู้สมัคร ส.ส. ต้อนรับ

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ (16 ม.ค. 66)ที่ท่าอากาศยานลำปาง  พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เดินทางถึงจ.ลำปาง เพื่อติดตามผลการดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาล และมีร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ส.ส.พะเยา พรรคเศรษฐกิจไทย พร้อมน.ส.ธนพร ศรีวิลาศ สวมชุดพื้นเมือง นำว่าที่ผู้สมัคร สส.พปชร.จ.ลำปาง พรรคพปชร.นางระพีพรรณ โพธิ์ทอง เขต1 นายจินดา วงศ์สวัสดิ์ เขต2นายดาชัย เอกปฐพี 3 และนายสมเกียรติ ตันตระกูล เขต 4 รอต้อนรับ และว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.เชียงใหม่ บางส่วน นำมาลัยดาวเรืองมามอบต้อนรับ โดยพล.อ.ประวิตร มีสีหน้าที่ยิ้มแย้มแจ่มใส อารมณ์ดี โดยการลงพื้นที่มีนายวิรัช รัตนเศรษฐ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะรองหัวหน้าพรรคพปชร. รวมถึงนายรัฐภูมิ โตคงทรัพย์ ทีมโฆษกพรรคพปชร.ร่วมคณะ

‘ชาวต่างชาติ’ ประทับใจ!! คนไทยเคารพกันและกัน พร้อมบอก ‘เมืองไทยปลอดภัย ไม่กังวลเรื่องของหาย’

หากบอกว่า ‘ชาวต่างชาติชอบประเทศไทย’ ก็คงต้องบอกว่าคนไทยรับรู้และภาคภูมิใจมาก ๆ กันอยู่แล้ว เพราะแต่ไหนแต่ไรก็มีข่าว คลิป หรือข้อความจากต่างชาติที่ชื่นชมประเทศไทยหลุดออกมาให้เราได้ชื่นใจกันบ่อย ๆ แต่เชื่อหรือไม่ว่า สิ่งที่ทำให้ต่างชาติชอบประเทศไทย ไม่ได้มีแค่ อาหารอร่อย แหล่งท่องเที่ยวสายงามเท่านั้น อีกอย่างที่คนไทยมัดใจชาวต่างชาติได้ก็คือ ‘นิสัย’ ที่ไม่เหมือนชนชาติอื่น บางอย่างเรามองว่าเป็นเรื่องปกติที่ทำอยู่บ่อย ๆ แต่ชาวต่างชาติไม่ได้รู้สึกแบบนั้น เพราะเขากลับรู้สึกว่า ‘มหัศจรรย์’ 

สำหรับเรื่องนิสัยคนไทยที่ชาวต่างชาติประทับใจ เพจเฟซบุ๊กสอนภาษาอังกฤษชื่อ ‘English Munmun - เรียนชาตินี้ เก่งถึงชาติหน้า’ ก็ได้แชร์คลิปสัมภาษณ์ความรู้สึกของชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย โดยถามถึงนิสัยของคนไทยที่เคยพบเจอ โดยเจ้าของเพจตั้งคำถามแรกว่า “คนไทยในประสบการณ์ของคุณเป็นอย่างไร?”

โดยชาวต่างชาติก็ตอบว่า “ผมมีประสบการณ์ที่ดีมากหลายอย่างในประเทศไทย อย่างแรกเลยผมเห็นคนไทยให้ความเคารพกันอย่างมาก ทุกคนจิตใจดีมาก ๆ ผมไม่เคยโดนขโมยของในไทยเลย ต่อให้ผมวางคอมพิวเตอร์ทิ้งไว้ที่โต๊ะนี้แล้วไปเข้าห้องน้ำ ผมก็ไม่กังวล” 

ชาวต่างชาติเล่าเพิ่มอีกว่า “ผมเคยได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับที่อเมริกาใต้ว่าคนวางคอมพิวเตอร์ทิ้งเอาไว้ในร้านกาแฟ จากนั้นก็โดนขโมยไป”

จากนั้นชาวต่างชาติก็พูดต่อด้วยท่าทางมีความสุขอีกว่า “แต่ผมรู้สึกดีใจที่ได้อยู่ในที่ ๆ ผู้คนให้ความเคารพกัน ผู้คนมีความนอบน้อมให้กันและกัน คนตะวันตกจำนวนมากที่ไม่เคยไปต่างประเทศ จะรู้สึกกลัวที่จะไปเมืองนอก พวกเขาจะคิดว่าอาจจะมีคนอันตราย เช่นขโมยของ ๆ เรา แต่ในประเทศไทย เรื่องแบบนั้นไม่เคยเกินขึ้นกับผมเลย”


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top