Wednesday, 10 June 2026
Hard News Team

บช.น. เชิดชู 43 นักสืบมืออาชีพ มอบรางวัลอันทรงเกียรติ แห่งความทุ่มเท

(29 ก.ค. 68) ณ กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) พล.ต.ท. สยาม บุญสม ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล เป็นประธานมอบใบประกาศเกียรติคุณแก่ข้าราชการตำรวจสายงานสืบสวนดีเด่น ประจำปี 2568 รวมทั้งสิ้น 43 นาย เพื่อยกย่องความมุ่งมั่น ทุ่มเท และผลงานที่เป็นเลิศด้านการสืบสวน

พิธีจัดขึ้นอย่างเรียบง่ายแต่ทรงเกียรติ โดยมี พล.ต.ต. นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ รอง ผบช.น. ผู้ดูแลงานสืบสวน, พล.ต.ต. โชติวัฒน์ เหลืองวิลัย ผบก.สส.บช.น. พร้อมด้วยตัวแทนผู้บังคับการนครบาล 1-9, ผู้แทนจาก กก.ดส. และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมแสดงความยินดี

พล.ต.ท. สยาม เปิดเผยว่า การคัดเลือกมีขึ้นเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคมที่ผ่านมา โดยมี พล.ต.ต. นพศิลป์ เป็นประธานคณะกรรมการคัดเลือก ซึ่งได้คัดเลือกข้าราชการตำรวจผู้มีความสามารถโดดเด่นทั้งด้านการปฏิบัติ การวางแผน และการสร้างผลงานที่เป็นรูปธรรมในงานสืบสวน เพื่อเป็นแบบอย่างให้แก่ตำรวจรุ่นหลัง

“ผมขอแสดงความยินดีกับผู้ได้รับรางวัลทุกนาย และขอชื่นชมในความเสียสละ ความมุ่งมั่น และจิตวิญญาณของการเป็นนักสืบมืออาชีพ ขอให้รักษามาตรฐานแห่งเกียรติยศนี้ไว้อย่างภาคภูมิ” ผบช.น. กล่าวทิ้งท้าย//

‘ดร.หิมาลัย’ สวน ‘พิธา’ ระบุเข้าใจดีเรื่องภาษีสหรัฐฯ แต่ขอให้มองภาพจริงชายแดน

‘ดร.หิมาลัย’ สวน ‘พิธา’ ระบุเข้าใจดีเรื่องภาษีสหรัฐฯ แต่ขอให้มองภาพจริงชายแดน กัมพูชายังเสริมกำลัง–รถถังไม่หยุด ก่อนหยุดยิงอีกไม่ถึง 2 ชั่วโมง ท้าไปช่วยบอกให้เขมรหยุดเองเลยดีไหม

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง จับมือ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ลงนามบันทึกความเข้าใจ ยกระดับ MOU ร่วมให้ความรู้ พร้อมหนุนงบประมาณด้านการฝึกอบรม และทีมบรรเทาสาธารณภัย

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง จับมือ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ลงนามบันทึกความเข้าใจ ยกระดับ MOU ร่วมให้ความรู้ พร้อมหนุนงบประมาณด้านการฝึกอบรม และทีมบรรเทาสาธารณภัย อุปกรณ์ เครือข่ายการสื่อสาร รวมทั้งเตรียมพร้อมปฏิบัติการ บูรณาการการช่วยเหลือผู้ประสบภัยควบคู่กับการพัฒนาขีดความสามารถในระดับสากล ณ  มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย กรุงเทพฯ

(29 ก.ค. 68) มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง โดย นายสัก กอแสงเรือง รองประธานกรรมการ ในนามของผู้แทนประธานกรรมการมูลนิธิฯ พร้อมด้วย นายวิชิต ชินวงศ์วรกุล รองประธานกรรมการ ร่วมกับ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย โดย นายภาสกร บุญญลักษม์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พร้อมด้วย นายชัยรัตน์ แก้วเพียงเพ็ญ รองอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ลงนามบันทึกความเข้าใจ [MOU] ว่าด้วยความร่วมมือในการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ผนึกกำลังทั้งทางด้านวิชาการ และการปฏิบัติการอันเป็นการบูรณาการการจัดการเพื่อเสริมสร้างศักยภาพขีดความสามารถของเจ้าหน้าที่และอาสาสมัครมูลนิธิฯ และเตรียมความพร้อมรับมือสาธารณภัยให้สามารถบริหารจัดการและปฏิบัติการตอบโต้เหตุฉุกเฉินได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมยกระดับขอบเขตหน้าที่ของมูลนิธิฯ  อาทิ การร่วมกับทางกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยด้านการฝึกอบรมให้ความรู้ในการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พร้อมสนับสนุนงบประมาณเครื่องมืออุปกรณ์ที่จำเป็นเพื่อรองรับการฝึกอบรม โดยมี นางศิริกุล โอภาสวงศ์ กรรมการและเลขาธิการ เป็นผู้กล่าววัตถุประสงค์ นายวิรุฬ เตชะไพบูลย์ ที่ปรึกษาประธานกรรมการมูลนิธิฯ พร้อมด้วยคณะกรรมการ และผู้บริหารของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง รวมทั้งผู้บริหารของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย ร่วมในพิธี ณ ห้องประชุมชั้น 2 อาคาร 2 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย กรุงเทพฯ

นายสัก กอแสงเรือง รองประธานกรรมการ เปิดเผยว่า ในนามของมูลนิธิฮั่วเคี้ยวป่อเต็กเซี่ยงตึ๊ง หรือ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง รู้สึกเป็นเกียรติและซาบซึ้งในความร่วมมืออันทรงคุณค่ายิ่ง ระหว่างมูลนิธิฯ กับกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ในการช่วยเหลือพี่น้องประชาชน  ตลอดระยะเวลา 115 ปีที่ผ่านมา มูลนิธิฯ ดำเนินงานภายใต้ปณิธาน  “ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต”  โดยยึดมั่นในการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างทันท่วงที โดยไม่เลือกชนชั้น เชื้อชาติ วรรณะ และศาสนา ความร่วมมือในวันนี้จึงไม่เป็นเพียงพันธสัญญาเชิงรูปธรรม แต่ คือการสานต่อเจตนารมณ์ของมูลนิธิฯ ด้วยการยกระดับการบูรณาการภารกิจด้านบรรเทาสาธารณภัยไปสู่การช่วยเหลือระดับประเทศร่วมกับกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย  เพื่อพี่น้องประชาชนและสังคมส่วนรวม ซึ่งเชื่อมั่นว่า จะส่งผลต่อความรวดเร็ว ที่มีประสิทธิผล และความปลอดภัยในการช่วยเหลือผู้ประสบภัยซึ่งสอดคล้องกับพันธกิจของทั้งสองฝ่าย และเป็นไปเพื่อประโยชน์ด้านสาธารณะอันสูงสุด

นางศิริกุล โอภาสวงศ์ กรรมการและเลขาธิการ เปิดเผยว่า วัตถุประสงค์หลักของบันทึกความเข้าใจฉบับนี้ คือการยืนยันว่า ทั้งสองฝ่ายจะให้ความร่วมมือกันในการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งยินดีที่จะสนับสนุนและร่วมปฏิบัติการให้ความช่วยเหลือ บรรเทาความเดือดร้อนแก่ผู้ประสบภัยตามที่ได้รับแจ้งจากกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และในขณะที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยก็ยินดีที่จะสนับสนุนองค์ความรู้ด้านวิชาการสาธารณภัย เพื่อเสริมสมรรถนะของเจ้าหน้าที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง และอาสาสมัครมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ตามบันทึกความเข้าใจนี้ ซึ่งถือเป็นการให้บริการสาธารณะ เพื่อประโยชน์ของผู้ประสบภัยและทางราชการร่วมกัน โดยขอบเขตหน้าที่ของมูลนิธิฯ ดิฉันได้กล่าวมาข้างต้นว่าฉบับนี้จะเป็นการยกระดับความร่วมมือ คือ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ร่วมกับทางกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย ด้านการฝึกอบรมเพื่อให้ความรู้ในการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และสนับสนุนบุคลากร พร้อมเครื่องมือ อุปกรณ์ให้การช่วยเหลือผู้ประสบภัย

สำหรับความร่วมมือระหว่าง มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง และกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ได้มีการประสานร่วมกันอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลายาวนาน ทั้งใน “ด้านสังคมสงเคราะห์” มีแผนกสาธารณภัย ประสานเพื่อเยียวยาผู้ประสบสาธารณภัยต่าง หรือ “ด้านบรรเทาสาธารณภัย”  ซึ่งมูลนิธิฯ มีบุคลากรทั้งเจ้าหน้าที่และอาสาสมัคร นำกำลังพร้อมอุปกรณ์ด้าน กู้ชีพ กู้ภัย ลงพื้นที่ช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัยและได้มีการประสานงานกับปภ.ในพื้นที่ และยังมี “แผนกฝึกอบรม” ประสานจัดการ “ด้านการฝึกอบรม” เพื่อจัดอบรม เพิ่ม และพัฒนาองค์ความรู้แก่เจ้าหน้าที่และอาสาสมัครซึ่งได้มีการประสานงานกันเรื่อยมาจวบจนปี พ.ศ. 2564 มูลนิธิฯ ได้มีการลงนามบันทึกความเข้าใจเพื่อการบูรณาการการดำเนินงานด้านบรรเทาสาธารณภัยอย่างเป็นทางการครั้งแรก และได้มีการผนึกกำลังพัฒนาบุคลากรมูลนิธิฯ เรื่อยมา อาทิ หลักสูตรการกู้ภัยเบื้องต้น (BRC)  หลักสูตรการพัฒนาศักยภาพการบริหารจัดการสำหรับเจ้าหน้าที่เผชิญเหตุ หลักสูตรการกู้ภัยในกระแสน้ำไหลเชี่ยวเบื้องต้น (Basic Swiftwater Rescue) และหลักสูตรการค้นหาและกู้ภัยในเขตเมือง ( USAR ) เป็นต้น

ตลอดระยะเวลากว่า 115 ปีที่ผ่านมา ทีมบรรเทาสาธารณภัยมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ไม่เพียงแต่ร่วมมือกับกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย บรรเทาทุกข์แก่ผู้ประสบเหตุ ประสบภัยต่างๆ เท่านั้น แต่ยังร่วมกับหน่วยงานระดับประเทศในด้านต่างๆ ในการพัฒนาองค์ความรู้ให้ครอบคลุมทั้งด้านกู้ชีพ กู้ภัย และสนับสนุนงานด้านนิติเวช เพื่อให้เป็นองค์กรสาธารณกุศล บรรเทาทุกข์แก่ผู้ประสบภัยทั้งทางตรงและทางอ้อมได้อย่างมีประสิทธิผลอย่างเป็นที่ประจักษ์ และร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้ต่างๆ ให้กับภาครัฐ เอกชน และประชาชน 

ติดต่อสอบถาม และติดตามข่าวสารกิจกรรม การช่วยเหลือของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง สามารถดูรายละเอียดช่องทางที่สะดวกได้ที่ https://linktr.ee/pohtecktung

“มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต”

‘แพทองธาร’ เปิดใจปมเขมรเดือด!! เพราะไทยจับมือลาว-พม่า ล่าแก๊งคอลเซ็นเตอร์

(29 ก.ค. 68) แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เปิดเผยว่า ความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชาที่เกิดขึ้น อาจมีต้นตอมาจากการที่ไทย ลาว และเมียนมา ร่วมลงนามไตรภาคีเพื่อปราบปรามขบวนการคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งอาจกระทบผลประโยชน์บางฝ่าย

แม้จะอยู่ระหว่างหยุดปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญ แต่แพทองธารยืนยันว่า ยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยเน้นย้ำว่า สิ่งสำคัญที่สุดคือชีวิตของประชาชน และเชื่อมั่นว่ากองทัพไทยสามารถรับมือสถานการณ์ได้อย่างเหมาะสม

นายกฯ ยังกล่าวยืนยันว่า ไม่ว่านายกรัฐมนตรีจะมาจากตระกูลใด ก็ต้องมีหน้าที่ดำเนินการปราบปรามขบวนการคอลเซ็นเตอร์อย่างเด็ดขาด พร้อมเชื่อว่าเหตุการณ์ล่าสุดสะท้อนให้เห็นแรงเสียดทานจากการปราบขบวนการดังกล่าวในระดับภูมิภาค

นอกจากนี้ นายกฯ ยังเปิดเผยว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงแสดงความห่วงใยต่อกำลังพลและประชาชนในพื้นที่ พร้อมรับผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บไว้ในพระบรมราชานุเคราะห์ และได้สั่งการเร่งด่วนให้กระทรวงวัฒนธรรมดูแลเรื่องพิธีศพและการสนับสนุนด้านอื่นๆ ทันที

‘ใบตองแห้ง’ ฟันธง!! คนเจน Y บางส่วนที่ร่วมขบวนการชาตินิยมแรงกล้า อีกไม่เกินสิบปี “เป็นขวาใหม่”

วิกฤติรอบนี้ ไม่ได้อันเฟรนด์ใคร
แต่ตามส่องอยู่
คนรุ่นใหม่ เจน Y เจน Z ที่ติดตาม
ส่วนใหญ่จุดยืนหนักแน่นมั่นคง
แต่ก็มีเหมือนกัน เจน Y บางคน ที่เหมือนจะร่วมขบวนมา
ชาตินิยมแรงกล้า 
อีกไม่เกินสิบปี ฟันธง เป็นขวาใหม่

อธึกกิต แสวงสุข (ใบตองแห้ง)
คอลัมน์นิสต์ชื่อดัง
โพสต์เฟซบุ๊กเมื่อ 28 ก.ค. 68

อดีตประธานาธิบดีรัสเซีย เตือน “เส้นตายใหม่” ของทรัมป์ ชี้เป็นการก้าวสู่สงคราม ไม่ใช่สันติภาพ

(29 ก.ค. 68) ดมิทรี เมดเวเดฟ อดีตประธานาธิบดีรัสเซีย และรองประธานคณะมนตรีความมั่นคงรัสเซีย ออกโรงเตือนว่า เส้นตายใหม่ที่โดนัลด์ ทรัมป์ กำหนดให้รัสเซียยุติสงครามในยูเครนภายใน 10-12 วัน เป็น “อีกก้าวสู่สงคราม” มากกว่าทางออกสู่สันติภาพ

ทรัมป์ซึ่งอยู่ที่สกอตแลนด์ ให้สัมภาษณ์เมื่อวันจันทร์ (28 ก.ค.) ว่า การรอ 50 วันตามที่เคยประกาศไปก่อนหน้านั้น “ไม่มีความหมายอีกแล้ว” เพราะไม่เห็นความคืบหน้าใด ๆ จากรัสเซีย พร้อมหั่นเวลาลงเหลือแค่ “10 ถึง 12 วัน” เพื่อบีบให้รัสเซียยุติสงครามกับยูเครน

เมดเวเดฟโพสต์ข้อความลง X ว่า “ทรัมป์กำลังเล่นเกมคำขาดกับรัสเซีย ควรจำไว้ว่า รัสเซียไม่ใช่อิสราเอล และไม่ใช่อิหร่าน ทุกคำขาดคือการข่มขู่ และนำไปสู่สงคราม ไม่ใช่แค่กับยูเครน แต่กับสหรัฐฯ เอง” พร้อมเตือนว่า “อย่าเดินซ้ำรอยโจ ไบเดน”

ด้านประธานาธิบดียูเครน โวโลดีมีร์ เซเลนสกี ขอบคุณทรัมป์ที่แสดงจุดยืนชัดเจนและจริงจังในการพยายามยุติสงคราม พร้อมระบุว่า ยูเครนยังคงมุ่งมั่นในแนวทางสันติภาพ และจะร่วมมือกับสหรัฐฯ อย่างเต็มที่ เพื่อความปลอดภัยและความมั่นคงของทั้งสองประเทศ

‘ฮุน มาเนต’ โพสต์บ่นผมหงอก-หน้าโทรม แก่ลง 5 ปี ภายใน 5 วัน ลั่น!! ขอแก้ปัญหาชาติให้จบ..ค่อยย้อมผม

(29 ก.ค. 68) ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวพร้อมเผยภาพล่าสุดของตนเอง โดยระบุว่ารู้สึกแก่ลงชัดเจนในช่วงไม่กี่วันหลังต้องเผชิญสถานการณ์ตึงเครียดบริเวณชายแดน พร้อมบอกว่า “ตอนนี้ยังไม่มีเวลาย้อมผม ขอให้ประเทศสงบก่อน”

ฮุน มาเนตเผยว่า ผู้ช่วยใกล้ชิดยังแซวว่าเขาดูแก่ลงไป 5 ปีภายในเวลา 5 วัน เพราะหน้าตาซีดเซียวและผมหงอกชัดเจน แต่เจ้าตัวบอกว่า ตอนนี้จิตใจทุ่มเทอยู่กับการติดตามแนวรบ การสนับสนุนกองทัพ การดูแลทหารบาดเจ็บ รวมถึงแรงงานที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้ง ไม่ใช่กับสีผมของตัวเอง

เขาย้ำว่า สิ่งสำคัญที่สุดในช่วงไม่กี่วัน คือการเร่งยุติการสู้รบโดยเร็ว เพื่อรักษาชีวิตทั้งทหารและพลเรือน พร้อมระบุว่าหลังจากมีข้อตกลงหยุดยิงระหว่างไทย-กัมพูชามีผลตั้งแต่เที่ยงคืน สถานการณ์ก็เริ่มคลี่คลายลง

ทั้งนี้ ฮุน มาเนตทิ้งท้ายว่า แม้จะดูโทรมลงไปบ้างเมื่อเทียบกับสิบปีก่อน แต่หัวใจยังแข็งแรง พร้อมสู้เพื่อประเทศ และแซวเบา ๆ ว่า “ขอให้บ้านเมืองสงบก่อนเถอะ ถึงเวลานั้นจะไปย้อมผมก็ยังไม่สาย”

กองทัพส่วนตัวที่เคยผ่านการฝึกจาก ‘กองทัพไทย’ จากทีมอารักขาผู้นำเขมรสู่กองกำลังติดอาวุธ

(29 ก.ค. 68) ท่ามกลางสถานการณ์การปะทะที่รุนแรงบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ชื่อของหน่วยทหารระดับสูงที่ถูกส่งเข้ามาในแนวรบอย่าง กองบัญชาการองครักษ์ หรือ BHQ (Bodyguard Headquarters) ได้รับการพูดถึงเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะ ภายหลังจากมีการตกลงหยุดยิงเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม ที่ผ่านมา และก่อนถึงกำหนดเส้นตายเวลาเที่ยงคืน มีรายงานว่า กองกำลัง BHQ ได้ออกปฏิบัติการเป็นครั้งแรกในพื้นที่ปราสาทตาควาย เพื่อช่วงชิงพื้นที่กับกองกำลังรบพิเศษของกองทัพไทย

ย้อนไปทำความรู้จักหน่วยทหารนี้กันอีกครั้ง ซึ่งหน่วย BHQ นั้นไม่ใช่เพียงหน่วยอารักขาบุคคลสำคัญธรรมดา แต่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่าเป็นเสมือน “กองทัพส่วนตัว” ที่มีความภักดีต่อสมเด็จฯ ฮุน เซน และครอบครัวโดยตรง และมีประวัติศาสตร์ที่เชื่อมโยงกับการเมืองกัมพูชาอย่างแยกไม่ออก

ตามโครงสร้างอย่างเป็นทางการ BHQ คือหน่วยรักษาความปลอดภัยระดับสูงที่สังกัดกองทัพกัมพูชา มีภารกิจหลักในการรักษาความปลอดภัยนายกรัฐมนตรีและบุคคลสำคัญของรัฐบาล แต่ในทางปฏิบัติ หน่วยนี้ถูกก่อตั้งขึ้นโดยสมเด็จฯ ฮุน เซน และมีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับเขาเป็นการส่วนตัวมาโดยตลอด ทำให้ถูกมองว่าเป็นเครื่องมือสำคัญในการค้ำจุนอำนาจทางการเมืองของตระกูลฮุน เซน

หน่วย BHQ อยู่ภายใต้การบัญชาการของ พลเอก ฮิง บุนเฮียง ซึ่งถือเป็นนายทหารมือขวาที่ใกล้ชิดและได้รับความไว้วางใจจากสมเด็จฯ ฮุน เซน มากที่สุด ทำหน้าที่ดูแลผลประโยชน์และควบคุมสถานการณ์ในเมืองเป็นหลัก ขณะที่พื้นที่ชายแดนจะอยู่ในความดูแลของ พลเอก สรัย ดึ๊ก ซึ่งเปรียบเสมือนมือซ้าย ทั้งสองคนนี้คือนายทหารคนสำคัญที่ช่วยค้ำจุนอำนาจให้กับระบอบฮุน เซน มาอย่างยาวนาน

BHQ มีจุดเริ่มต้นมาจาก “กองพลน้อยที่ 70” ซึ่งสมเด็จฯ ฮุน เซน ก่อตั้งขึ้นเมื่อประมาณปี พ.ศ. 2532–2533 เพื่อป้องกันการรัฐประหารในช่วงที่การเมืองภายในยังไม่มั่นคง โดยในช่วงแรก กำลังพลบางส่วนเคยถูกส่งมาฝึกกับศูนย์รักษาความปลอดภัยของกองบัญชาการทหารสูงสุดของไทยด้วย กองพลน้อยที่ 70 ได้แสดงแสนยานุภาพครั้งสำคัญในการเป็นกำลังหลักก่อ รัฐประหารในปี พ.ศ. 2540 เพื่อยึดอำนาจจากสมเด็จกรมพระนโรดม รณฤทธิ์ และทำให้สมเด็จฯ ฮุน เซน ก้าวขึ้นสู่อำนาจอย่างสมบูรณ์

ช่วงแรกของการก่อตั้งหน่วยอารักขานี้ สมเด็จฯ ฮุน เซน ได้ส่งกำลังพลของตนเองมาเข้ารับการฝึกฝนด้านการอารักขาบุคคลสำคัญ (VIP Protection) กับ ศูนย์รักษาความปลอดภัย (สรพ.) ของกองบัญชาการกองทัพไทย ซึ่งเกิดขึ้นในยุคที่ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศยังดีอยู่ โดยเฉพาะในสมัยที่ พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบกและมีความสัมพันธ์อันดีกับสมเด็จฯ ฮุน เซน

ต่อมาในปี พ.ศ. 2552 สมเด็จฯ ฮุน เซน ได้ออกพระราชกฤษฎีกาย่อยจัดตั้ง “กองบัญชาการองครักษ์” (BHQ) ขึ้นอย่างเป็นทางการ ซึ่งถูกมองว่าเป็นการยกระดับและเปลี่ยนผ่านกองกำลังที่ภักดีที่สุดนี้ให้อยู่ภายใต้การดูแลของ สมเด็จฯ ฮุน มาเนต บุตรชายของเขานั่นเอง

นอกจากภารกิจอารักขาแล้ว BHQ ยังมีบทบาทสำคัญในการรักษาเสถียรภาพทางการเมืองของรัฐบาล โดยมักจะถูกส่งไปทั้งในและนอกเครื่องแบบเพื่อควบคุมสถานการณ์และปราบปรามการประท้วงของฝ่ายค้านในช่วงทศวรรษ 2010 และมักจะมีการแสดงแสนยานุภาพด้วยยุทโธปกรณ์ที่ทันสมัยในกรุงพนมเปญเพื่อข่มขวัญฝ่ายตรงข้ามอยู่เสมอ

แม้จะเป็นหน่วยที่ถูกพัฒนาให้มีความทันสมัยที่สุด แต่ภารกิจหลัก และประสบการณ์ส่วนใหญ่ของ BHQ คือ การรบในเมือง การอารักขาบุคคลสำคัญ และการปราบปรามผู้เห็นต่างทางการเมือง ทำให้หน่วยนี้อาจไม่มีความชำนาญในภูมิประเทศและการรบตามแนวชายแดนมากเท่ากับหน่วยรบพิเศษเฉพาะทางอย่าง “หน่วย 911” ซึ่งเป็นหน่วยที่ฝ่ายไทยให้ความสำคัญและจับตามองมากกว่า

อย่างไรก็ตาม BHQ ก็มีชื่อเสียงที่น่าเกรงขามในประเทศกัมพูชา โดยถูกกล่าวขานว่ามีอิทธิพลสูงและอาจมี “ใบอนุญาตสังหาร” (License to Kill) เพื่อจัดการกับฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองทั้งในและนอกประเทศ

ความขัดแย้งตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาในครั้งล่าสุดนี้ BHQ ได้เข้ามามีบทบาทโดยตรง โดยมีรายงานว่าสมเด็จฯ ฮุน เซน ได้ส่งกองกำลังหน่วยนี้เข้ามาในพื้นที่ตั้งแต่วันที่ 16 มิถุนายน 2568 ก่อนที่สถานการณ์จะบานปลาย และล่าสุดใน วันที่ 28 กรกฎาคม 2568 มีรายงานการปะทะกันอย่างรุนแรงระหว่างหน่วยรบพิเศษของไทยกับกำลังพลของ BHQ บริเวณปราสาทตาควาย ก่อนที่ข้อตกลงหยุดยิงจะมีผลในเวลาเที่ยงคืน

จีนตั้ง 'ฉางอัน ออโตกรุ๊ป' บริษัทใหม่ของรัฐบาล ด้วยทุนจดทะเบียนกว่า 1 แสนล้านบาท

เมื่อวันที่ (27 ก.ค.68) จีนประกาศจัดตั้งบริษัทรถยนต์แห่งชาติ ฉางอัน ออโตโมบิล กรุ๊ป (Changan Automobile Group Co., Ltd.) อย่างเป็นทางการในฐานะรัฐวิสาหกิจระดับชาติน้องใหม่ อยู่ภายใต้การดูแลของคณะกรรมการกำกับดูแลทรัพย์สินของรัฐ (SASAC) เทียบชั้นกลุ่มรถยนต์ใหญ่ของประเทศอย่าง FAW และ Dongfeng โดยมีทุนจดทะเบียน 20,000 ล้านหยวน (ราว 1 แสนล้านบาท)

กลุ่มบริษัทใหม่นี้มีสำนักงานใหญ่ที่เมืองฉงชิ่ง โดยมี 'จู ฮั้วหรง' (Zhu Huarong) ประธานบริษัทฉางอัน ออโตโมบิล เป็นผู้แทนทางกฎหมาย และคาดว่าจะมีบทบาทนำในการบริหารองค์กร โดยจะดำเนินธุรกิจด้านการขายรถยนต์ทั่วไปและรถพลังงานใหม่ (NEVs) พร้อมทั้งวิจัยและพัฒนาชิ้นส่วนยานยนต์

ขณะที่ในคืนวันที่ 28 กรกฎาคม บัญชีโซเชียลของฉางอันและแบรนด์ในเครือ เช่น Qiyuan, Deepal, Avatr และ Kaicheng ร่วมกันเผยแพร่สื่อประชาสัมพันธ์ภายใต้คำขวัญ “ภารกิจใหม่ การเดินทางใหม่” พร้อมจัดแสดงรถ Avatr จำนวน 200 คันที่สนามบินฉงชิ่งเจียงเป่ย์ (CKG) เพื่อเฉลิมฉลองการก่อตั้งบริษัท

ทั้งนี้ การสื่อสารกับสื่อมวลชนอย่างเป็นทางการครั้งแรกจะมีขึ้นในวันที่ 30 กรกฎาคม โดยผู้บริหารจากกลุ่มบริษัทใหม่นี้จะปรากฏตัวร่วมกันครั้งแรก พร้อมสรุปผลงานครึ่งปีแรกของปี 2025 และเปิดเผยแผนธุรกิจช่วงครึ่งปีหลัง การก่อตั้งนี้ถือเป็นผลสืบเนื่องจากการปรับโครงสร้างองค์กรที่เริ่มต้นเมื่อช่วงต้นเดือนกรกฎาคม และจะเสร็จสิ้นภายในเดือนสิงหาคม

‘ฮุน เซน’ โพสต์ขอบคุณ ‘ทรัมป์’ ผลักดันหยุดยิง ชี้ช่วยชีวิตคนนับหมื่น!! จากเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา

ช่วงเช้ามืดวันที่ (29 ก.ค. 68) สมเด็จฯ ฮุน เซน อดีตนายกรัฐมนตรีกัมพูชา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก แสดงความขอบคุณประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ที่มีบทบาทสำคัญในการผลักดันข้อตกลงหยุดยิงระหว่างไทยกับกัมพูชา พร้อมแนบภาพถ่ายร่วมกันในอดีต

ฮุน เซน ระบุว่า ความคิดริเริ่มของทรัมป์ในการสร้างข้อตกลงหยุดยิงและสันติภาพ คือ “ความสำเร็จอันยิ่งใหญ่” ที่ช่วยชีวิตผู้คนนับหมื่นทั้งในกัมพูชาและไทย พร้อมยกย่องวิสัยทัศน์อันกว้างไกลของผู้นำสหรัฐฯ

เขายังกล่าวขอบคุณนายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิมของมาเลเซีย ที่เป็นเจ้าภาพจัดประชุมและอำนวยความสะดวกตลอดกระบวนการ รวมทั้งย้ำว่าข้อตกลงหยุดยิงนี้กำลังก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมและยั่งยืน

นอกจากนี้ สมเด็จฯ ฮุน เซน ยังกล่าวขอบคุณรัฐบาลจีนและประเทศพันธมิตรอื่น ๆ ที่สนับสนุนข้อตกลง พร้อมขอบคุณประชาชนและกองทัพของทั้งไทยและกัมพูชา ที่มีบทบาทสำคัญในการเดินหน้าสู่สันติภาพร่วมกัน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top