Saturday, 11 July 2026
Hard News Team

‘บิ๊กป้อม’ นั่งหัวโต๊ะ ร่วมประชุมด้านสิ่งแวดล้อม 10 โครงการ จี้!! ทุกหน่วย เร่งแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 ปกป้องสุขภาพ ปชช.

(15 มี.ค. 66) พล.ท.พัชร์ชศักดิ์ ปฏิรูปานนท์ ผช.โฆษก รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ได้เป็นประธานการประชุม คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ครั้งที่ 1/2566 ณ ห้องประชุมมูลนิธิอนุรักษ์ป่ารอยต่อ 5 จังหวัด ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์

คณะกรรมการฯ ได้รับทราบ รายงานผลการประชุม สมัชชาภาคีอนุสัญญาว่าด้วย พื้นที่ชุมน้ำสมัยที่ 14 จัดขึ้นภายใต้ หัวข้อ ‘Wetlands Action for People and Nature’ โดยมีพิธีมอบรางวัล Wetland City Accreditation ซึ่งประเทศไทยได้รับมอบรางวัล การรับรอง อำเภอศรีสงคราม จีงหวัดนครพนม ให้เป็นเมืองแห่งพื้นที่ชุมน้ำภายใต้อนุสัญญาว่าด้วย พื้นที่ชุมน้ำ

จากนั้น ที่ประชุมได้เห็นชอบ รายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) 10 โครงการสำคัญ เพื่อรองรับการพัฒนาพื้นที่ทั่วประเทศ ได้แก่
1.) โครงการประตูระบายน้ำกรงปินัง จ.ยะลา ของกรมชลประทาน
2.) โครงการบ้านเคหะกตัญญู คลองหลวง 2 จ.ปทุมธานี ของการเคหะแห่งชาติ
3.) โครงการก่อสร้างทางเลี่ยงเมืองน่าน ของกรมทางหลวง

4.) โครงการทางเลี่ยงเมืองสกลนคร (ด้านทิศตะวันออก) ของกรมทางหลวง
5.) โครงการทางหลวงหมายเลข 103 อ.ร้องกวาง-อ.งาว ของกรมทางหลวง.
6.) โครงการทางขนานสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา ของกรมทางหลวง
7.) แผนงานขยายเขตไฟฟ้าให้หมู่บ้านในโครงการหมู่บ้านพัฒนาเพื่อความมั่นคง พื้นที่ชายแดนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อ.ปาย และอ.บางมะผ้า จ.แม่ฮ่องสอน (กลุ่มที่ 1 และกลุ่มที่ 2) ของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค

ชาวเน็ตจวกยับ ติวเตอร์ดัง พูดแซะ-ใช้คำหยาบสอนเด็ก ‘พี่ส่าย’ แจง!! ขอโทษ มีเจตนาดี-สอนให้รู้จักใช้ความจริง

จากกรณีเพจ อยากดังจัดให้ รีเทริน์ part 6 ได้โพสต์ คลิปแล้วข้อความว่า ใช้คำหยาบสอนเด็กหรอ..เป็นถึงติวเตอร์มันใช่ไหมหรือลัทธิอะไร.. สื่อสังคมช่วยตรวจสอบด้วย แอด คลิปติวเตอร์ ที่ชลบุรี จับเด็กมานั่งฟังประวัติตัวเอง พาเด็กเจริญสมาธิ ไลฟ์ใน TikTok พูดหยาบมาก พูดคำหยาบกับเด็ก!! พอมีเด็กลุกออกไปแล้วยังจะว่าแซะเด็ก!! แล้วยังขู่เด็กที่จะลาออกอีก!! จะไม่มีการคืนเงินมัดจำด้วย แล้วมาบอกเงินเป็นแค่กระดาษ ถุย ครูติวหนังสือเด็กทำตัวแบบนี้ก็ได้หรอ ทั้งไลฟ์พูดเรื่องอะไรก็ไม่รู้ พูดไม่รู้เรื่อง ไม่มีการติวหนังสือเลย หลังจากมีการโพสต์คลิปดังกล่าวลงไปโซเซียลถึงกับอึ้ง นี่เหมือนคล้ายกับการล้างสมองเด็กหรือไหมทำตัวเหมือนกับลัทธิเลย แล้วยังมีการใช้คำพูดที่หยาบคลายไม่เหมาะสม

‘ตร.สอบสวนกลาง’ รวบหัวโจก ตุ๋นเงิน ‘หลอก’ ไปทำงานมัลดีฟส์ มีผู้เสียหายกว่า 30 คน วอน!! ปชช. ศึกษาข้อมูลให้ดี

กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดยกองบังคับการปราบปรามการค้ามนุษย์ (บก.ปคม.) ภายใต้การอำนวยการ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผบช.ก.จ พล.ต.ต.ศารุติ แขวงโสภา ผบก.ปคม. และ พ.ต.อ.สุรพงษ์ ชาติสุทธิ์ รอง ผบก.ปคม.เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุม นำโดย พ.ต.อ.ทนงศักดิ์ ปันไชย ผกก.1 บก.ปคม. พ.ต.ท.ชัยชนะ  สุริยวงค์ รอง ผกก.1 บก.ปคม. พ.ต.ต.ธนกร จาวรุ่งวณิชสกุล พ.ต.ต.หญิง รัชฎาวรรณ สีไพสน สว.กก.1 บก.ปคม. พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.1 บก.ปคม.ร่วมกันจับกุม นายชลปดิธ หรือ ตั้ม (สงวนนามสกุล) อายุ 40 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลอาญาที่ 612/2566 ซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน และร่วมกันหลอกลวงผู้อื่นว่าสามารถหางานหรือสามารถส่งไปฝึกงานในต่างประเทศได้และโดยการหลอกลวงดังว่านั้น ได้ไปซึ่งเงินหรือทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดจากผู้ถูกหลอกลวง”

สถานที่จับกุมคอนโดมิเนียมแห่งหนึ่ง ใน อ.เมืองเชียงราย จ.เชียงราย​พฤติการณ์ สืบเนื่องจากเมื่อช่วงประมาณเดือนพฤศจิกายน 2565 กลุ่มผู้ต้องหาที่แบ่งหน้าที่กันหลอกลวงผู้เสียหายไปทำงานต่างประเทศ โดยมีหญิงไทย จำนวน 3 คน ทำหน้าที่เป็นนายหน้าในการติดต่อหลอกลวงผู้เสียหาย และรับโอนเงินจากผู้เสียหาย ซึ่งต่อมาในวันที่ 5 มี.ค. 66 เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้จำนวน 3 รายคือ น.ส.สมฤดี น.ส.รุ่งทิพย์ และ น.ส.ภัทราวรรณ ส่งตัวดำเนินคดีตามกฎหมาย

จากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจได้สืบสวนขยายผลทราบว่า นายชลปดิธ  เป็นหัวหน้าเครือข่ายหลอกลวงคนไทยไปทำงานที่ประเทศมัลดีฟส์ โดยนายชลปดิธฯ จะทำหน้าที่เป็นหัวหน้าเครือข่ายในการสั่งการให้กลุ่มผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมตัวไปก่อนหน้านี้ ทำหน้าที่เป็นนายหน้า ติดต่อหลอกลวงผู้เสียหาย และเมื่อถึงกำหนดในการเดินทางจะให้นายหน้าทำทีแจ้งผู้เสียหายว่า ขอเลื่อนการเดินทางเพื่อไปทำงานออกไปก่อน เนื่องจากมีผู้เสียหายบางรายเอกสารในการเดินทางยังไม่เรียบร้อย ซึ่งหลังจากมีการเลื่อนการเดินทางออกไปหลายๆ ครั้ง ทำให้กลุ่มผู้เสียหายเชื่อว่าถูกหลอกลวง จึงตัดสินใจแจ้งความดำเนินคดีกับนายชลปดิธฯ กับพวก จนกว่าคดีถึงที่สุด ซึ่งจากการตรวจสอบมีผู้เสียหายกว่า 30 ราย และมีมูลค่าความเสียหายเป็นเงินมากกว่า 3 ล้านบาท

เชียงใหม่-เปิดกิจกรรม “TED Youth Startup Road Show 2023” ครั้งที่ 3 ภาคเหนือ จ.เชียงใหม่

เมื่อ​วันที่​ 15 มีนา​คม 2566 ที่ Auditorium อาคารศูนย์นวัตกรรมการสื่อสารคณะสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่  จังหวัดเชียงใหม่ ดร.ชาญวิทย์ ตรีเดช ผู้จัดการกองทุนพัฒนาผู้ประกอบการเทคโนโลยีและนวัตกรรม เปิดกล่าวเปิดกิจกรรม และการบรรยาย “บทบาทและภารกิจของกองทุนพัฒนาผู้ประกอบการเทคโนโลยีและนวัตกรรม (TED Fund) ในการสนับสนุน SMEs และ Startups” พร้อมได้บรรยาย “บทบาทและภารกิจของ TED Fund ในการสนับสนุน SMEs และ Startups” โดย ผู้บริหารจาก TED Fund กองทุนพัฒนาผู้ประกอบการเทคโนโลยีและนวัตกรรม (TED Fund) ได้ให้การสนับสนุนผู้ประกอบการรุ่นใหม่ผ่านโครงการยุววิสาหกิจเริ่มต้น หรือ TED Youth Startup มาอย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งเสริมและพัฒนาเยาวชนสู่การเป็นผู้ประกอบการวิสาหกิจเริ่มต้น (Startup) และสนับสนุนสถาบันการศึกษาสู่การเป็นมหาวิทยาลัยแห่งการประกอบการ (Entrepreneurial University) โดยเน้นกลุ่มเป้าหมายนักศึกษาและผู้ประกอบการรุ่นใหม่ที่ต้องการพัฒนาธุรกิจสตาร์ทอัพ กองทุนฯ จึงจัดให้มีกิจกรรมเดินสายโรดโชว์ที่ชื่อว่า “TED Youth Startup Road Show 2023” ครั้งที่ 3 ภาคเหนือ จังหวัดเชียงใหม่ ภายใต้แนวคิด “Fund for Future - STARTUP for Young Gen” ไปยังภูมิภาคต่างๆ ทั่วประเทศ เพื่อสร้างการรับรู้ แนะแนว และเชิญชวนกลุ่มเป้าหมายเข้าร่วมขอรับทุน TED Youth Startup โดยได้มีการเตรียมทุนไว้ 160  ทุน ดร.ชาญวิทย์ ตรีเดช กล่าว

หลังจากนั้น คุณเอกธัช ภัทระโภคพัฐ ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาโครงการ
กองทุนพัฒนาผู้ประกอบการเทคโนโลยีและนวัตกรรมได้ขึ้น เสวนาพิเศษ “การเตรียมความพร้อมเพื่อเข้าร่วมโครงการ TED Youth Startup” โดย เจ้าหน้าที่จาก TED Fund และตัวแทน TED Fellow คุณเอกธัช ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาโครงการ กล่าวว่า “กองทุนฯ ได้กำหนดนโยบายที่จะดำเนินโครงการนี้อย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2566 เราได้วางแผนการจัดสรรเงินสนับสนุนทุนให้แก่ผู้ประกอบการเทคโนโลยีและนวัตกรรมผ่านโครงการ TED Youth Startup โดยตั้งเป้าจะสนับสนุนผู้ประกอบการจำนวน 200 โครงการ รวมมูลค่าการสนับสนุนทุนกว่า 160 ล้านบาท

St. Patrick's Day  เทศกาลแห่งความบันเทิงของอเมริกันชน บนวันที่แม่น้ำทั้งสายกลายเป็นสีเขียว

ถนนสายนั้นเป็นเพียงถนนสายธรรมดาอย่างที่เห็นกันดาษดื่นตามย่านเก่าแก่กลางเมืองเล็กๆ ในอเมริกา หากแต่วันที่ 17 มีนาคม เสียงปี่ไอริชจะกังวานแทรกสายลมแห่งฤดูใบไม้ผลิ เพราะนี่คือวาระการฉลองที่เรียกว่า St. Patrick's Day   

St. Patrick's Day เป็นเทศกาลงานฉลองของชาวไอริช โดยฉลองกันในวันที่ 17 มีนาคมของทุกปี ทั้งชาวไอริชและไม่ใช่ไอริชจะแต่งกายด้วยชุดสีเขียว ซึ่งเป็นสีหนึ่งในสามสีหลักของธงชาติไอร์แลนด์ เทศกาลนี้ถือเป็นเทศกาลแห่งความสนุกสนานบันเทิงของอเมริกัน ทั้งๆ ที่เป็นเทศกาลแห่งการระลึกถึง St. Patrick นักบุญคนสำคัญแห่งไอร์แลนด์ 

St.Patrick เกิดในปี คศ 385 และเสียชีวิตวันที่ 17 มีนาคม ปี คศ 461 ดังนั้น ชาวไอริชจึงถือเอาวันนี้มาจัดเทศกาลเฉลิมฉลองเป็น St. Patrick's Day เพื่อแสดงความระลึกถึงนักบุญแพทริก 

ชาวไอริชมีความเชื่อเกี่ยวกับ St. Patrick ว่าสามารถชุบคนตายให้ฟื้นคืนชีวิตและขับไล่งูทุกประเภทให้ออกไปจากแผ่นดินไอร์แลนด์ ทั้งๆ ที่แผ่นดินนี้หางูทำยายากอยู่แล้ว ที่เหลืออยู่ล้วนเป็นเฒ่าหัวงูทั้งสิ้น แต่ความเชื่อคือความเชื่อ ทุกความเชื่อล้วนอาศัยศรัทธาเป็นที่ตั้ง และทุกคนมีสิทธิ์ที่เลือกจะเชื่อในวิถีที่ตนศรัทธา

เทศกาลนี้จัดขึ้นในช่วงที่เรียกว่า ช่วง Lent ของคริสต์เตียน คือเป็นช่วงระหว่าง Mardi Gras และ Easter เป็นช่วงที่ชาวคริสต์จะลด ละ เลิก นิสัยหรือความชอบบางอย่างของตนในช่วงนั้น เทียบให้เห็นง่ายๆ กับสังคมชาวพุทธอย่างเราๆ ก็คงเหมือน "เลิกเหล้าเข้าพรรษา" น่าจะประมาณนั้น

ชาวไอริชในอเมริกาจะไปโบสถ์ในช่วงเช้าและเฉลิมฉลองในตอนบ่าย ส่วนมากจับกลุ่มกันเมามากกว่าจะทำอย่างอื่น เพราะคนไอริชขึ้นชื่ออยู่แล้วในเรื่องความเป็นปีศาจสุรา และความเป็นคนเลือดร้อนชอบทะเลาะวิวาท จะว่าไปเรื่องนี้ก็เหมือนเป็น Stereotype ขึ้นชื่อว่าคนแล้วไม่ว่าชาติไหนก็มีดีมีชั่วเหมือนกันทั้งนั้น เพียงแต่คนสก๊อตและไอริชนี่ขึ้นชื่อกว่าเพื่อน โทษฐานผลิตของเมากินเองได้ดีเยี่ยม แถมยังมอมเหล้าชาติอื่นไปทั่วโลก ด้วย Guinness ซึ่งเบียร์ยี่ห้อดังของไอร์แลนด์  

ช่วงงานฉลองตอนบ่าย ชาวไอริชจะกินดื่มและเต้นระบำ 'Irish Dance' แล้วกินอาหารประจำเทศกาลคือ Corned beef and cabbage นอกจากอาหารจานหลักในวัน St. Patrick's Day แล้ว ยังมีเจ้าแชมร็อค (Shamrock) นี่แหละที่เป็นพระเอกของงาน 

แชมร็อคเป็นใบไม้เล็กๆ สามแฉก ที่ชาวไอริชเลือกแชมร็อคมาใช้เป็นสัญลักษณ์หนึ่งของ St.Patrick's Day เพราะเป็นสัญลักษณ์แห่งการกลับมาของฤดูใบไม้ผลิ นอกจากนี้ในช่วงศตวรรษที่สิบเจ็ด แชมร็อคกลายเป็นสัญลักษณ์แห่งชาติไอร์แลนด์ที่เป็นความภาคภูมิใจของชาวไอริชมาจนถึงปัจจุบัน

องค์ประกอบของงานฉลองอีกอย่างที่ขาดไม่ได้คือ แลปปริคอน (The Leprechaun) คนไอริชเรียกเจ้าตัวซุกซนแต่ขี้เมานี้ว่า 'Lobaircin' หรือ เรารู้จักกันในนาม  'แลปปริคอน'

แลปปริคอนมีที่มาจากนิทานพื้นบ้าน เล่ากันว่า เจ้าแลปปริคอนเป็นคนตัวเล็กๆ สีเขียว มีเวทมนตร์ ใส่หมวกทรงสูง ทำหน้าที่เฝ้าหม้อบรรจุทองคำ และที่สำคัญเป็นสุดยอดของขี้เมาทั้งปวง เชื่อกันว่าหากเราจับแลปปริคอนได้ จะบังคับให้เจ้าตัวเขียวพาเราไปเอาหม้อบรรจุทองคำ 

เมื่อถึงวันที่ 17 มีนาคมทุกปี ทุกเมืองในอเมริกาที่มีชุมชนชาวไอริชมาก่อร่างสร้างตัวอยู่จะจัดงาน St.Patrick's Day ขบวนแห่ St. Patrick's Day เริ่มต้นขึ้นในอเมริกานี่เอง เป็นการแตกยอดมาจากประเพณีในไอร์แลนด์ โดยเริ่มมีขบวนพาเหรดครั้งแรกในบอสตัน ปี 1737 

เหตุจำเป็น 'สมศักดิ์-สุริยะ' เคลื่อนซบ 'เพื่อไทย' ฟาก 'จุติ' ก็ปันใจ ทิ้ง 'ปชป.' จอดป้าย 'รทสช.'

ชัดเจน!! ไม่เหนือความคาดหมาย เมื่อ ‘สมศักดิ์ เทพสุทิน’ และ ‘สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ’ สองเสือกลุ่ม 'สามมิตร' อำลาพรรคพลังประชารัฐไปซบพรรคเพื่อไทย

ไม่เพียง 'สมศักดิ์-สุริยะ' หากแต่ยังมี 'เดอะต้น' สรวุฒิ เนื่องจำนงค์ 'มือขวาสุริยะ' ที่ลาออกตามไปด้วย...กลายเป็น 3 ส. แน่นอนว่า เลือกตั้งหนนี้ ส.สรวุฒิ นั้น ก็ไม่มีปัญหา เพราะลง ส.ส.เขตบ้านบึง (ชลบุรี)

แต่ ส.สมศักดิ์ กับ ส.สุริยะ ล่ะ? คำตอบชัดเจนอยู่แล้ว ว่าต้องลง ส.ส.บัญชีรายชื่อ หรือปาร์ตี้ลิสต์ เป็นที่รู้ๆ กันว่าจำนวน ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ทั้งหมด 100 ที่นั่งนั้น ประมาณกันว่าถ้าพรรคไหนได้คะแนนปาร์ตี้ลิสต์มา 1 ล้านเสียง จะแปลงได้เป็น 3 เก้าอี้ ส.ส. 

ดังนั้นถ้าพรรค พปชร.ของลุงป้อมได้คะแนนปาร์ตี้ลิสต์ 3 ล้านเสียง ก็เท่ากับว่าจะได้ปาร์ตี้ลิสต์เพียง 10 คนเท่านั้น...

ม.สวนดุสิต จัดเสวนา  “มหัศจรรย์ตัวเลขสร้างพลังบวกดึงดูดความสำเร็จ"   

ปัจจุบันศาสตร์เรื่องตัวเลขเป็นสิ่งที่กำลังได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ซึ่งขึ้นอยู่กับวิจารณญานของแต่ละบุคคล  ความเป็นเหตุเป็นผลนั้นโยงใยซึ่งกันและกันอยู่เสมอ  ดังนั้น มนุษย์กับสิ่งแวดล้อมก็ย่อมมีผลต่อกันเช่นกัน ตัวเลขที่รายล้อมอยู่รอบตัวของมนุษย์จึงมีผลต่อพฤติกรรมของคน ตัวเลขมักมีความเกี่ยวพันกับชีวิตของคนเราอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็น วันเดือนปีเกิด, เลขบัตรประชาชน, เลขรหัสบัตรเอทีเอ็ม ตัวเลขที่มีความผูกพันกับชีวิตประจำวัน เพราะเป็นตัวเลขที่ใช้ในการสื่อสาร 

ศูนย์พัฒนาทุนมนุษย์ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต มีพันธกิจในด้านการบริการวิชาการสังคม พัฒนาคนและพัฒนาองค์กร โดยเล็งเห็นว่าศาสตร์พลังตัวเลข และพลังชีวิตคิดบวกเป็นอีกหนึ่งศาสตร์ที่มีความน่าสนใจ ที่จะสามารถนำมาประยุกต์ให้กับบุคคล องค์กรหรือหน่วยงานได้  จึงได้จัดโครงการ จิบกาแฟกับศูนย์พัฒนาทุนมนุษย์ หัวข้อ “มหัศจรรย์ตัวเลขสร้างพลังบวก ดึงดูดความสำเร็จ”          

โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อให้ความรู้ศาสตร์ตัวเลขเบื้องต้น นำความรู้พลังตัวเลข ไปวิเคราะห์ลักษณะดีและร้าย  และสามารถนำความรู้ศาสตร์พลังเลข และพลังชีวิตคิดบวกไปปรับใช้ในการทำงาน  เพื่อพัฒนาตนเอง และหน่วยงานให้ดีขึ้น   โดยมี ผศ.ดร.พิทักษ์ จันทร์เจริญ รองอธิการบดีฝ่ายบริหาร มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เป็นประธานเปิดการเสวนา และได้รับเกียรติจาก รศ.ดร.สุขุม เฉลยทรัพย์ ประธานที่ปรึกษาอธิการบดี และ ดร.วรานี เวสสุนทรเทพ รองอธิการบดีฝ่ายวิทยาเขตสุพรรณบุรี ให้เกียรติร่วมรับฟังการเสนา โดยมี อ.ยอด บารมี นักพูดสร้างแรงบันดาลใจและพลังชีวิตคิดบวก เป็นวิทยากร และ ดร.ณัฏฐนิช สิริสัจจานุรักษ์  รองผู้อำนวยการศูนย์พัฒนาทุนมนุษย์ ผู้ดำเนินการเสวนา 

รูปแบบการจัดเสวนาใช้  2 รูปแบบ คือ แบบ ON - SITE ณ ห้องประชุม 201 อาคาร ดร.ศิโรจน์ ผลพันธิน และ ON -SCREEN ถ่ายทอดสดมายังร้านกาแฟ 189 Cafe ม.สวนดุสิต  โดยมีผู้สนใจเข้าร่วมเสวนา จำนวน 60 คน ประกอบด้วย  ผู้บริหาร คณาจารย์  บุคลากร  ของมหาวิทยาลัยสวนดุสิต และ บุคคลทั่วไป อาทิ  สื่อมวลชน  ข้าราชการ  ทหาร/ตำรวจ   นักธุรกิจ  และชุมชนโดยรอบมหาวิทยาลัยฯ เข้าร่วมรับฟังการเสวนา ณ อาคาร ดร.ศิโรจน์ ผลพันธิน  

สรุปเนื้อหาสำคัญบางส่วนในการเสวนา โดย อ.ยอด บารมี  พลังบวกคือ ทัศนคติ คำพูด และการกระทำ ที่กระทบต่อวิถีการใช้ชีวิต และทำให้ชีวิตพบเจอแต่สิ่งดีๆ เช่น ความสุข สุขภาพ เงินทอง และ ความสำเร็จในด้านต่างๆ พลังบวกทำให้มองโลกในแง่ดี มั่นใจในตัวเอง และอยากออกไปใช้ชีวิต   คำว่า ‘บวก’ คือ ‘การเพิ่ม’ การเติมเข้าไปเพื่อให้ดีขึ้นหรือสมบูรณ์ขึ้น เมื่อใช้อธิบายพลังก็จะกลายเป็นพลังบวกช่วยให้เรามีความรู้สึกมั่นใจ กล้าหาญ และพร้อมจะรับมือกับทุกอย่างได้

การเปลี่ยนพลังชีวิตจากร้ายกลายเป็นดีโดยอาศัยพลังตัวเลข ง่าย...รวดเร็ว...เห็นผลทันตา...ศาตร์แห่งตัวเลข... เป็นการนำความหมายอันลึกล้ำของตัวเลขมาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน เพื่อความเป็นสิริมงคล เสริมดวงให้เจริญรุ่งเรือง  ความรักเกี่ยวกับตัวเลขเป็นเรื่องมหัศจรรย์ที่มีมาตั้งแต่โบราณ  ตัวเลขสามารถบ่งชี้เรื่องต่างๆของธรรมชาติได้มากมาย อาทิ   การงาน   ธุรกิจ   นิสัยใจคอ  ความรัก  สุขภาพ อำนาจบารมี   การศึกษา เสน่ห์ ฯลฯ

จะมีกี่คนที่รู้จริงเรื่องสถิติของศาสตร์เบอร์มือถือเป็นเรื่องที่ยาก และสิ่งที่ยากมากกว่านั้นก็คือการวางตัวเลขให้เหมาะสมกับผู้ใช้  แต่ที่สุดของความยากทั้งปวงคือการหาซิมที่มีตัวเลขตามที่ต้องการ ถ้าคิดจะสร้างอาณาจักรของตนเอง ลองสังเกตรอบๆตัวให้ดีว่า  แต่ละคนมีรายได้แค่ไหน.... หาเงินกันอย่างไร เช่น  ผู้ก่อตั้งธุรกิจเจ้าของร้านค้า พนักงานที่อยู่หลังเคาน์เตอร์ชำระเงิน หรือแม้แต่ รปภ.ที่รักษาความปลอดภัย ตัวเลขแต่ละคู่ในเบอร์มือถือควรร้อยเรียงตัวเลขให้อยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม ไม่ใช่มีเลขดีแล้วจะจัดให้อยู่ตรงไหนก็ได้  หรือแม้แต่ซิมใน iPad ก็ส่งผลต่อชีวิตของคุณเช่นกัน....

‘กัมพูชา’ งัดหลักฐานโบราณ ขอเคลม ‘กางเกงช้าง’ หลัง นทท.ต่างชาติในไทยชื่นชอบ จนกลายเป็นไอเทมสุดฮิต

(15 มี.ค. 66) ยังไม่จบ เรื่องนี้ต้องเคลม กัมพูชาเปิดหลักฐานโบราณ ภาพข้างกำแพงวัด โชว์ภาพรูปปั้นแกะสลักสวมกางเกงช้าง กรรมการอึ้ง คนไทยก็อึ้ง!!

เรียกว่าเป็นกระแสฟีเวอร์สุด ๆ กับภาพความน่ารักจากนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ที่หลายคนเวลาแวะมาพักผ่อนประเทศไทยแล้ว นิยมซื้อ ‘กางเกงช้าง’ ใส่เดินเที่ยวเล่น รวมทั้งซื้อไปเป็นของฝาก จนกลายเป็นของฝากซิกเนเจอร์ไปแล้ว

"บิ๊กหลวง" ร่วมประชุม World Police Summit กับตำรวจ 65 ประเทศ ที่ดูไบ

เมื่อวันที่ 13 มีนาคม พล.ต.ท.ภาณุรัตน์ หลักบุญ ผู้ช่วย ผบ.ตร. เปิดเผยว่า พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร. และ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล รอง ผบ.ตร. มอบหมายให้เดินทางไปสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เพื่อเข้าร่วมประชุม World Police Summit ระหว่างวันที่ 6-10 มีนาคมที่ผ่าน มาตามคำเชิญ ผบ.ตร.สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ โดยการประชุมในครั้งนี้เป็นเชิงเสวนามีผู้นำตำรวจเกือบทั่วโลกมาร่วมงานที่เป็นทางการ 65 ประเทศ มาสังเกตการณ์อีก 90 กว่าประเทศ ยอมรับว่าไม่ค่อยคุ้นชินกับการประชุมลักษณะดังกล่าวแต่มี พล.ต.ต.เขมรินทร์ หัสศิริ ผบก.ตท คอยช่วยเหลือให้คำแนะนำ

ได้รับเชิญจาก ผบ ตร ดูไบ ให้เข้าร่วมงานวันจบการศึกษาของนักเรียนตำรวจดูไบ ซึ่งปีนี้ มีคนจบการศึกษา 900 คน เป็นการจบปริญญาตรีทางกฏหมายจำนวนหนึ่งและจบมาเป็นตำรวจโดยเฉพาะอีกจำนวนหนึ่ง คือที่ดูไบ คนจบกฏหมายต้องมาเรียนที่ โรงเรียนตำรวจครับ ผมได้ดูพิธีสวนสนามที่งดงามเป็นระเบียบและแข็งแรง โดยมี มกุฏราชกุมาร เจ้าผู้ครองนครดูไบ มาเป็นองค์ประธานและตรวจพลสวนสนาม พิธีจัดเรียบง่ายแต่ดูประทับใจ ก่อนกลับ มกุฏราชกุมารให้ผมและผู้การเขมรินทร์ฯเข้าเฝ้าแนะนำตัวเองด้วยครับ พระองค์ท่านเป็นกันเอง ยื่นพระหัตถ์ ให้ผมสัมผัสด้วย

ต่อมาอีกวัน ก็ขอไปดูงานของตำรวจดูไบ ก็ต้องยอมรับนะครับว่า ตำรวจดูไบ ไปไกลกว่าเราเยอะ ใช้ AI มาช่วยวิเคราะห์งานเกือบทุกมิติ งานกำลังพล งานอาชญากรรม งานบริการต่างๆ โดยเฉพาะ smart police station ไม่มีตำรวจในตู้ยาม เดินเข้าไป เหมือนไปกด ATM เรายืนยันตัวตน จะมีช่องบริการต่างๆ เกือบทุกเรื่อง เอกสารหาย แจ้งความคดีอาญา ฝากบ้านไว้กับตำรวจ  น่าสนใจมากครับ และอื่นๆอีกมากมาย นอกจากนี้ ตำรวจดูไบ ยังไปทำความร่วมมือกับภาคเอกชน เกือบทุกภาคส่วน ทำบัตรสวัสดิการ เรียกว่า “esaad”บัตรนี้ เป็นบัตรส่วนลดของตำรวจดูไบ ในเมืองไทย ที่ตำรวจดูไบ ทำข้อตกลงด้วย เช่น รพ บำรุงราษฎร์ ปีหนึ่งๆ ตำรวจดูไบ ลดค่าใช้จ่ายให้ตำรวจ ปีละ 1,000 กว่าล้านบาท  

'บิ๊กป้อม' ยันการเมืองไม่ต้องมีผู้ชนะเด็ดขาด-ไม่มีฝ่ายต้องแพ้ราบคาบ  ลั่น!! พร้อมแปรรูปนโยบายทุกพรรคที่ดีมาสานต่อหากได้เป็นรัฐบาล

(15 มี.ค.66) พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ได้โพสต์เฟซบุ๊ในหัวข้อ ‘บทสรุปสู่ก้าวข้ามความขัดแย้ง’ ระบุว่า ทีมงานได้วิเคราะห์ให้ผมฟังว่าจดหมายทั้ง 5 ฉบับ ไม่มีใครโต้แย้งในสาระสำคัญในเรื่องของเนื้อหา จากสื่อและสังคม แต่ก็มีสื่อบางท่านตั้งคำถามว่า จะทำได้หรือไม่ ซึ่งนั่นก็แปลว่าหากทำได้ก็จะเป็นผลดีต่อประเทศ สื่อบางท่านบ่นว่า ยาวไปหน่อย ก็ต้องตอบว่าสังคมโดยทั่วไป มีทั้งผู้เข้าใจและไม่เข้าใจ รวมทั้งสื่อเองก็อาจจะมีความเข้าใจแตกต่างกัน ระหว่างสื่อที่ทำข่าวการเมือง กับสื่อเศรษฐกิจหรือสื่อกีฬา ทีมงานจึงต้องระมัดระวังเป็นที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งสังคมโดยทั่วไป

ด้วยเหตุนี้ทีมงานจึงขอให้ผมใช้วิธีการสื่อสารด้วย Facebook จะอธิบายได้ดีกว่า ชัดเจนกว่า เพราะหากผมทำในสิ่งที่ผมไม่ถนัด คือการให้สัมภาษณ์ ซึ่งผมเป็นคนพูดไม่เก่งอยู่แล้ว อาจจะถูกตีความหมายผิดไปจากที่ผมต้องการสื่อสาร และจะต้องมาตามแก้ไขในภายหลัง ซึ่งไม่เป็นผลดีแต่อย่างใดสำหรับการเมือง และสำหรับความคิดของผมที่ต้องการให้บ้านเมืองเดินไปข้างหน้า

จดหมายฉบับนี้ จั่วหัวว่า เป็นบทสรุป สู่ ‘ก้าวข้ามความขัดแย้ง’ ซึ่งผมได้อธิบายไปแล้ว ในหลายฉบับที่ผ่านมาว่าปัญหาความไม่เข้าใจในเรื่องของแนวคิด ของฝ่าย ‘อนุรักษ์นิยม’ กับ ‘ฝ่ายประชาธิปไตยเสรีนิยม’ มีมาอย่างยาวนาน แล้วก็ยังวนเวียนอยู่ในสังคมไทยในปัจจุบัน นอกจากนี้ยังมีเรื่องความไม่เข้าใจในเรื่องที่มาของปัญหา ว่าเกิดมาจากอะไร ทีมงานจึงถือโอกาสนี้อธิบายให้เข้าใจ ว่าประเทศไทยของเรานั้นเลือกที่จะปกครองในระบอบประชาธิปไตย นั่นก็คือการปกครองด้วยเสียงข้างมาก กล่าวคือผู้สมัครหรือพรรคการเมืองใด ที่ได้รับเสียงข้างมากจากประชาชน ก็จะถือว่า เป็นมติของประชาชน อันจะส่งผลให้ผู้สมัครท่านนั้นได้รับเลือกตั้งเข้ามาเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และหากพรรคใดรวมเสียงข้างมากได้ก็จัดตั้งรัฐบาลในสภา ซึ่งเป็นไปตามระบอบประชาธิปไตย ในหลักการแล้ว นับได้ว่า สภานี้เป็น ‘สภาของประชาชน’ ไม่ใช่เป็น ‘สภาของนักการเมือง’

เมื่อสภาเป็นของประชาชน การใช้เสียงข้างมากเพื่อหาข้อยุติในความเห็นต่าง บนผลประโยชน์ของส่วนรวมนั้นจึงเป็นเรื่องปกติ ซึ่งไม่นับว่าเป็นความขัดแย้ง ความขัดแย้งจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อ มีการใช้มติของเสียงข้างมากในสภาบนผลประโยชน์ของตนเองและพวกพ้องแล้วก็ไปอ้างว่าเป็นมติพรรค จึงไปฝืนความรู้สึกของ มติประชาชนที่เห็นต่าง และมีการทักท้วงจากสื่อและสังคมในกรณี ที่ขัดแย้งกันซึ่งถือว่าเป็นเรื่องสำคัญ แต่สภาก็ไม่ฟังทำให้ประชาชนมีความรู้สึกว่า สภาไม่ใช่เป็นของประชาชนอีกต่อไปแล้ว แต่เป็นสภาของนักการเมือง จะเอาเป็นที่พึ่งต่อไปไม่ได้แล้ว และประชาชนก็ตัดสินใจออกมาต่อต้าน มติของสภาและขับไล่รัฐบาล โดยไม่คิดแก้ไขตามกลไกของประชาธิปไตยคือ รอให้มีการเลือกตั้ง จึงทำให้เหตุการณ์ลุกลามกลายเป็นวิกฤติที่ทำให้ฝ่ายทหารต้องนำกำลังออกมาเพื่อยุติปัญหา ซึ่งเท่ากับว่าฝ่ายอนุรักษ์นิยมกลับเข้ามาควบคุมอำนาจอีกครั้งหนึ่ง

นี่คือสิ่งที่ทีมงานพยายามอธิบาย ครั้งแล้วครั้งเล่าให้ผมฟังเพื่อให้เข้าใจว่า ที่มาของปัญหาเกิดจากภายในสภาแต่มาจบกันนอกสภา หลังจาก ‘ฝ่ายอนุรักษ์นิยม’ ควบคุมอำนาจได้แต่ก็พ่ายแพ้ทุกครั้ง เมื่อการได้อำนาจต้องผ่านการเลือกตั้งในทางตรงข้าม ‘ฝ่ายประชาธิปไตย’ แม้จะได้รับการสนับสนุนจากประชาชน ที่เป็นเสียงส่วนใหญ่เสมอ แต่ก็พิสูจน์แล้วว่าไม่มีพลังพอที่จะต้านทานการเข้ามาควบคุมจากกลไกที่มีอำนาจอย่างแท้จริง ต่อโครงสร้างอำนาจของประชาชน เมื่อประเทศต้องอยู่ในสถานะที่ ‘ผู้ล้มเหลวทั้งสองฝ่าย’ ต่างก็ผลัดเข้ามาควบคุมอำนาจอาการหมดสภาพที่จะก้าวต่อไปสู่ความเจริญจึงเกิดขึ้นกับประเทศของเรา

นโยบายของแต่ละประเทศย่อมแตกต่างกัน ผู้นำทั่วโลกของแต่ละยุคแต่ละสมัยต่างก็ปรับเปลี่ยนนโยบาย ขึ้นอยู่กับสถานะการณ์ ในช่วงเวลานั้นๆ การเมืองไทยก็เช่นกัน นโยบายในการบริหารประเทศของแต่ละพรรค การเมืองที่ต่างก็กำลังเสนอออกมาในขณะนี้ นับได้ว่าเป็นนโยบายที่ดีเพราะกลั่นกรอง มาจากบุคลากรชั้นนำของแต่ละพรรค แต่เป็นที่น่าเสียดายหากนโยบายเหล่านั้นจะไม่ได้รับการนำไปใช้เพราะ ต้องไปเป็นฝ่ายตรงข้ามกับรัฐบาล

ผมตั้งใจว่าเมื่อ พรรคผมเป็นรัฐบาล ผมจะตั้งคณะกรรมการพิจารณาคัดเลือก นำนโยบายดีๆ ของทุกพรรค ที่ใช้ในการรณรงค์หาเสียง เอามาทำและปฏิบัติให้เกิดขึ้นได้จริง โดยไม่ได้มีความรังเกียจหรือแบ่งแยก หากนโยบายเหล่านั้นเป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชน เพื่อให้ประเทศชาติเดินหน้าไปได้ นี่คือการเมืองที่อยู่ในใจผม การเมืองที่ไม่ต้องมี ‘ผู้ชนะเด็ดขาด’ ‘ไม่มีฝ่ายใดต้องแพ้ราบคาบ’ ทุกคนทุกฝ่ายต้องตระหนัก ถึงความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องช่วยกัน ร่วมมือกันฟื้นฟู และพัฒนาประเทศให้เดินไปข้างหน้าอย่างเท่าทันความเปลี่ยนแปลงของโลก

ผมขอยืนยันอีกครั้งหนึ่งว่า ‘ผมพูดไม่เก่ง’ แต่ ‘ผมมีหัวใจ’ หัวใจที่ใหญ่พอจะยอมรับความแตกต่างทางความคิด เพื่อนำพาให้ ‘ก้าวข้ามความขัดแย้ง’ วิธีที่ผมคิดไว้คือให้ความเคารพอย่างแท้จริงต่อ ‘ประชาชนเสียงส่วนใหญ่’ ด้วยความเชื่อมั่นว่า ‘ประเทศจะเดินหน้าไปได้ด้วยการปกครองโดยระบอบประชาธิปไตย’ เท่านั้น

เพียงแต่ว่าเป็น ‘ประชาธิปไตยที่เปิดกว้างให้คนทุกกลุ่มเข้ามาร่วมมีบทบาท’ เคารพใน ‘เสียงส่วนใหญ่’ แต่ ‘เปิดใจรับฟังเสียงส่วนน้อยที่มีความรู้ ความสามารถด้วยเจตนาดีต่อความเป็นไปของประเทศ’


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top