Wednesday, 15 July 2026
Hard News Team

‘อภัยภูเบศร’ โชว์ตำรับ ‘อภัยบี’ กลีบบัวแดงที่ลอนดอน สรรพคุณช่วยให้นอนหลับ-เสริมความจำ ต่างชาติสนใจเพียบ

(12 เม.ย.66) ภก.ณัฐดนัย มุสิกวงศ์ เภสัชกรหัวหน้าฝ่ายวิจัยและพัฒนาด้านสมุนไพรและการแพทย์แผนไทย โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร เปิดเผยว่า ในการประชุมวิชาการ 3rd International Congress on Advances in Clinical Research & Trials ณ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ เมื่อวัน 20 มีนาคมที่ผ่านมา ตนได้ทำการนำเสนอผลการศึกษาโครงการประสิทธิศักย์และความปลอดภัยของตำรับยาสมุนไพรกลีบบัวแดงต่อความจำในผู้ที่มีสมรรถภาพสมองบกพร่องในระยะต้น ซึ่งพบว่าตำรับอภัยบี (ยาตำรับกลีบบัวแดง) มีความปลอดภัยต่อตับและไตในมนุษย์ที่มีภาวะสมองบกพร่องในระยะต้น เมื่อรับประทานวันละ 2 แคปซูล 2 เวลาหลังอาหาร เช้าและเย็น และมีส่วนช่วยในเรื่องฟื้นฟูความจำได้

ภก.ณัฐดนัย กล่าวว่า การนำเสนอครั้งนี้ได้รับความสนใจจากนักวิจัยต่างชาติเป็นอย่างดี ซึ่งมีการซักถามถึงรายละเอียดของงานวิจัยและงานวิจัยที่จะทำต่อเนื่องในอนาคต โดยสรุปก็คือยาตำรับนี้มีแนวโน้มที่ดีในการต่อยอดเพื่อพัฒนาสู่การรักษาในผู้ป่วยสมองเสื่อมได้ในอนาคต

สำหรับตำรับอภัยบี ได้ทำการพัฒนาจากองค์ความรู้พื้นบ้านโดยหมอยาพื้นบ้าน และเดิมใช้ชื่อว่ายากลีบบัวแดง ประกอบด้วย กลีบบัวแดง (บัวหลวง) บัวบก และพริกไทยดำ พร้อมทั้งเก็บข้อมูลเบื้องต้นพบว่าช่วยให้นอนหลับดีขึ้นในผู้ป่วย โดยเมื่อปี 2563 รพ.เจ้าพระยาอภัยภูเบศร ได้ร่วมกับ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ทำการศึกษาวิจัยเพิ่มเติม พบว่า สารสกัดจากตำรับยากลีบบัวแดง ออกฤทธิ์ต้านกลไกการเกิดโรคอัลไซเมอร์ หรือ สมองเสื่อมได้ในหลายกลไกพร้อมๆ กัน (multi target activities) คือ มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ต้านการอักเสบ ปกป้องสมอง ช่วยฟื้นฟูความจำ ช่วยลดระดับฮอร์โมนความเครียดในสมองส่วนฮิปโปแคมปัส ที่มีหน้าที่เปลี่ยนความจำระยะสั้นเป็นความจำระยะยาว

อีกทั้ง ยังยับยั้งการสะสมของ amyloid beta peptides และ ยับยั้งเอนไซม์แอซีทิลโคลีนเอสเทอเรส (acetylcholinesterase inhibitors) ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาการสลายตัวของสารสื่อประสาทในสมองที่ชื่อแอซีทิลโคลีน (acetylcholine) เป็นสารสื่อประสาทที่จำเป็นอย่างยิ่งต่อความจำของมนุษย์ หากสารสื่อประสาทชนิดนี้ลดลง จะส่งผลให้เกิดภาวะสมองเสื่อมได้ กลไกนี้ของตำรับกลีบบัวแดง เป็นกลไกเดียวกันกับยารักษาสมองเสื่อมที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน นับเป็นการช่วยยืนยันองค์ความรู้โบราณที่สัมพันธ์กับการวิจัยสมัยใหม่

“รองต่อ แนะ 3 วิธีอุ่นใจช่วงสงกรานต์ เชิญฝากบ้านกับตำรวจ” 

พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เชิญชวนประชาชนฝากบ้านกับตำรวจ  ผ่าน 3 ช่องทาง เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดูแลความปลอดภัย ตลอดช่วงเทศกาลสงกรานต์ 2566 นี้

วันนี้ 12 เมษายน 2566 พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พร้อมด้วย พล.ต.ท.สำราญ นวลมา ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยม โครงการประชารัฐร่วมใจดูแลความปลอดภัยบ้านประชาชนช่วงเทศกาลสำคัญ (ฝากบ้าน 4.0) ในพื้นที่ สน.ทุ่งมหาเมฆ โชคชัย และ ดอนเมือง

พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ฯ เปิดเผยว่า ตามที่ พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ         ได้กำหนดมาตรการป้องกันปราบปรามในช่วงเทศกาลสงกรานต์ 2566 โดยสั่งการไปยังหน่วยตำรวจทุกพื้นที่ ให้เตรียมความพร้อมในการดูแลความปลอดภัยชีวิตและทรัพย์สิน พร้อมทั้งอำนวยความสะดวกให้กับพี่น้องประชาชนในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ซึ่งมีวันหยุดยาวต่อเนื่องหลายวัน ให้เหมาะสมและสอดคล้องกับสภาพพื้นที่นั้น
 
สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ต่อยอด “โครงการประชารัฐร่วมใจดูแลความปลอดภัยบ้านประชาชนช่วงเทศกาลสำคัญ (ฝากบ้าน 4.0)” ซึ่งแต่เดิมมีระยะเวลาการดำเนินโครงการเฉพาะช่วงเทศกาลที่มีวันหยุดยาว เป็นการที่พี่น้องประชาชนซึ่งไม่อยู่บ้านเป็นเวลานาน สามารถแจ้งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจสอดส่องดูแลเพิ่มความเข้มในการตรวจตราเฝ้าระวังป้องกันการเกิดเหตุ ซึ่งจะเป็นการช่วยให้การป้องกันอาชญากรรมมีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น 


 
พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ฯ กล่าวว่า โครงการฝากบ้านไว้กับตำรวจ เป็นหนึ่งในโครงการของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ท่าน ผบ.ตร. เน้นย้ำในการดูแลความปลอดภัยในทรัพย์สินของประชาชนที่เดินทางกลับภูมิลำเนาและท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลสงกรานต์ โดยนำเอาการดำเนินการต่างๆ ประกอบด้วย ฝากบ้านไว้กับตำรวจ , เพื่อนบ้านเตือนภัย , Stop Walk & Talk , สมาชิกแจ้งข่าวอาชญากรรม , อาสาสมัครช่วยงานกิจการตำรวจ และ เทคโนโลยีที่จำเป็นในการสนับสนุนการปฏิบัติงานตำรวจ มาขับเคลื่อนให้ประสบผลสำเร็จ โดยปัจจัยสำเร็จของโครงการอยู่ที่ การรับฟังความคิดเห็นของประชาชนเพื่อนำไปปรับปรุงแก้ไขและต่อยอดพัฒนาให้ดีขึ้น นำไปสู่การป้องกันอาชญากรรมแบบยั่งยืน 
สำหรับประชาชนที่มีความประสงค์เข้าร่วมโครงการฯ สามารถติดต่อขอรับบริการได้ที่สถานีตำรวจใกล้บ้านทุกแห่ง แต่หากไม่สะดวกในการไปติดต่อที่สถานีตำรวจ ยังสามารถร่วมโครงการได้ผ่าน แอปพลิเคชั่น “OBS” ได้ทั้ง Google play และ App Store นอกจากนี้ ยังสามารถแจ้งความประสงค์เข้าร่วมโครงการผ่าน  ศูนย์รับแจ้งเหตุฉุกเฉิน 191 โดยเมื่อศูนย์วิทยุฯได้รับความประสงค์ขอเข้าร่วมโครงการฯจากประชาชนแล้ว เจ้าหน้าที่จะสอบถามข้อมูล แล้วส่งรายละเอียดไปยังสถานีตำรวจ เพื่อให้ติดต่อกลับไปยังผู้แจ้งเพื่อดำเนินการให้เสร็จสิ้น
 
“ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ขณะนี้มีบ้านประชาชนเข้าร่วมโครงการแล้วทั้งสิ้น 3,377 หลัง จากทั่วประเทศ  โดยแบ่งเป็น 
1.มาติดต่อที่สถานีตำรวจ 389 ราย 
2.แจ้งผ่านศูนย์ฯ191   18 ราย 
3.ลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชั่น OBS  2,970 ราย

ซึ่งหัวหน้าสถานีตำรวจ จะนำข้อมูลพื้นที่เสี่ยงของผู้ที่เข้าร่วมโครงการฯ มาพิจารณาวางแผนการตรวจตราระวังป้องกันเหตุ และอบรมชี้แจงการออกตรวจตราความเรียบร้อยของเจ้าหน้าที่ตำรวจทุกฝ่ายตามวงรอบ รวมทั้งสอดส่องความผิดปกติของบ้านที่เข้าร่วมโครงการ และสร้างเครือข่ายการมีส่วนร่วมของประชาชน ชุมชน องค์กร ส่วนราชการในพื้นที่ให้มีการเชื่อมโยงทำงานร่วมกัน ก่อให้เกิดความเข้มแข็งในชุมชนในการป้องกันปราบปรามอาชญากรรม
 

‘ไทย’ จับมือ 4 ประเทศ เสนอ ‘เคบายา’ ชุดสตรีพื้นภาคใต้ ขึ้นทะเบียนมรดกโลก ช่วยเสริมความร่วมมือระดับประเทศ

(12 เม.ย.66) นายโกวิท ผกามาศ อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม (สวธ.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2566 เห็นชอบให้กระทรวงวัฒนธรรม เสนอรายการมรดกร่วม เคบายา (Kebaya) ขึ้นทะเบียนเป็นรายการตัวแทนมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติต่อยูเนสโก โดยให้อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการส่งเสริมและรักษามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม เป็นผู้ลงนามในเอกสารนำเสนอรายการมรดกร่วม เคบายา (Kebaya) ในฐานะตัวแทนของประเทศไทย เพื่อเสนอขึ้นทะเบียนเป็นรายการตัวแทนมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ ในปี 2567

อธิบดีสวธ. เปิดเผยต่อว่า การนำเสนอมรดกร่วมในครั้งนี้ มีที่มาจาก กรมส่งเสริมวัฒนธรรม ได้รับการประสานจากประเทศมาเลเซียผ่านกระทรวงการต่างประเทศ ให้ร่วมกันพิจารณาเสนอขึ้นทะเบียนรายการมรดกร่วม (multi-national nomination) เคบายา (Kebaya) ในบัญชีตัวแทนมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ (Representative list of the Intangible Cultural Heritage of Humanity : RL) สวธ.จึงได้เนินการศึกษาข้อมูลทางวิชาการและแนวทางการเสนอรายการมรดกร่วม เคบายา โดยร่วมมือกับนักวิชาการและชุมชนที่เกี่ยวข้องจัดทำเอกสารตามแบบฟอร์มของยูเนสโก (ICH-02) ให้เป็นไปตามขั้นตอนการเสนอมรดกร่วม ดังนี้

การขอเสนอรายการมรดกร่วม เคบายา (Kebaya) ต่อยูเนสโก ประเทศมาเลเซีย เป็นประเทศผู้เสนอหลัก และได้เชิญประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประกอบด้วย ประเทศบรูไน ดารุสซาลาม ประเทศอินโดนีเซีย ประเทศสิงคโปร์ และประเทศไทย รวมเป็น 5 ประเทศนำเสนอร่วม ซึ่งทั้ง 5 ประเทศจะร่วมกันจัดทำข้อมูลตามแบบฟอร์ม (ICH-02) มีการคัดเลือกภาพถ่าย และจัดทำวีดิทัศน์ โดยมีการจัดประชุมระหว่างประเทศขึ้น 3 ครั้ง ครั้งที่ 1 ระหว่างวันที่ 1 – 3 พฤศจิกายน 2565 (ผ่านระบบออนไลน์) ครั้งที่ 2 ระหว่างวันที่ 6 – 8 กุมภาพันธ์ 2566 ณ ประเทศอินโดนีเซีย และครั้งที่ 3 ในวันที่ 8 มีนาคม 2566 (ผ่านระบบออนไลน์) จากนั้น ประเทศมาเลเซีย จะทำหน้าที่รวบรวมเอกสารจากประเทศที่ร่วมเสนอ เพื่อดำเนินการจัดส่งเอกสารรายการมรดกร่วม เคบายา (Kebaya) ให้ยูเนสโก ตามลำดับ

เคาบายา นี้เป็นองค์ประกอบหลักในวัฒนธรรม การแต่งกาย บาบ๋า – เพอรานากัน ที่ กระทรวงวัฒนธรรม ได้ประกาศขึ้นบัญชีมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของประเทศไทย เมื่อปี พ.ศ. 2555 โดยในการจัดทำข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับ เคบายา ได้รับความร่วมมือจาก สมาคมเพอรานากันประเทศไทย จังหวัดภูเก็ต เป็นผู้สนับสนุนและจัดทำข้อมูลที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง และเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2565คณะกรรมการส่งเสริมและรักษามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม ได้มีมติเห็นชอบให้เสนอรายการมรดกร่วม เคบายา (Kebaya) ตามที่ประเทศมาเลเซียได้ประสานมา พร้อมกับประเทศบรูไนดารุสซาลาม ประเทศอินโดนีเซีย และประเทศสิงคโปร์ ในการเสนอต่อยูเนสโก

ซึ่ง เคบายา เป็นเสื้อสตรีพื้นเมืองในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นส่วนหนึ่งของการแต่งกายบาบ๋า – เพอรานากัน ในภาคใต้ของไทย เป็นวัฒนธรรมร่วมของกลุ่มคนที่มีเชื้อสายจีนและมลายู กลุ่มชาวจีนฮกเกี้ยนที่มาจากปีนังและมะละกาที่ได้เดินทางเข้ามาค้าขายบริเวณคาบสมุทรมลายู และเข้ามาอยู่ในมณฑลภูเก็ตในสมัยรัชกาลที่ 3 ถึงรัชกาลที่ 5 แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ ทำให้เกิดการผสมผสานทางเชื้อชาติและวัฒนธรรมระหว่างผู้เข้ามาและคนในท้องถิ่นดั้งเดิม อันแสดงถึงการอยู่ร่วมกันในความหลากหลายทางวัฒนธรรมอย่างสันติสุข ทั้งนี้ การสวมใส่เคบายา (Kebaya) ในวิถีชีวิตของผู้คนในภูมิภาคนี้ นอกจากคุณค่าความสวยงามแล้ว การเสนอเป็นมรดกร่วมที่สอดคล้องคล้ายคลึงกันยังบ่งบอกถึงความผูกพันและความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประเทศอีกด้วย

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง คลายร้อน ส่งความสุขและความห่วงใย

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง คลายร้อน ส่งความสุขและความห่วงใย แจกพัดลมมือถือ ทิชชูเปียกแบบเย็น และน้ำดื่ม ให้แก่ประชาชนที่เดินทางกลับภูมิลำเนา-ท่องเที่ยวในเทศกาลสงกรานต์ ณ สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพ (จตุจักร) และสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ (บางซื่อ)

วันนี้ (วันพุธที่ 12 เมษายน 2566) มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง โดย นายวิเชียร เตชะไพบูลย์ ประธานกรรมการ ห่วงใยประชาชน ที่สัญจร เดินทางกลับภูมิลำเนา-ท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ซึ่งเป็นการเดินทางในช่วงสภาพอากาศที่ค่อนข้างร้อน – ร้อนมาก  จึงมอบหมายให้ฝ่ายสังคมสงเคราะห์ นำโดย นางศิริพร กระจ่างหล้า ผู้จัดการฝ่ายสังคมสงเคราะห์ และนายรัชพร ประสงค์ทรัพย์ หัวหน้าแผนกสาธารณภัย นำทีมลงพื้นที่แจกจ่ายพัดลมมือถือ ทิชชูเปียกแบบเย็น และน้ำดื่ม ให้กับประชาชน ณ สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพ (จตุจักร) และสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ (บางซื่อ) รวม 2,216 ชุด รวมมูลค่า 397,772 บาท (สามแสนเก้าหมื่นเจ็ดพันเจ็ดร้อยเจ็ดสิบสองบาทถ้วน) โดยมีอาสาสมัครศิลปิน อาทิ นางสาวอธิชา เทศขำ  (เมย์-อธิชา) และ นางสาวนิภาพร พลไทร (หมามุ่ย-นิภาพร) ร่วมแจกจ่ายให้กับประชาชน ซึงบรรยากาศเป็นไปด้วยความอบอุ่น

‘โซเชียล’ ท้วง!! หลัง กกต. ชี้!! แจกเงินดิจิทัลไม่ผิด หวั่น!! สร้างบรรทัดฐานใหม่ ใช้เงินแผ่นดินหาเสียง

(12 เม.ย.66) จากเฟซบุ๊ก ‘Sompob Pordi' ของ นายสมภพ พอดี นิสิตเก่าจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้โพสต์ข้อความถึงนายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง ความว่า…

ตามที่มีรายงานข่าวว่า ท่านได้กล่าวถึงนโยบายพรรคการเมืองหนึ่งที่สัญญาว่า หากได้เป็นรัฐบาลแล้ว จะแจกเงินดิจิทัลจำนวน ๑๐,๐๐๐ บาทให้ประชาชนทุกคนที่อายุ ๑๖ ปีขึ้นไปนั้นว่า…

…เป็นนโยบายที่ใช้งบประมาณแผ่นดินอยู่แล้ว หากได้ไปเป็นรัฐบาล นโยบายลักษณะนี้จะไม่ผิดกฎหมายสัญญาว่าจะให้ ซึ่งนโยบายที่จะเข้าข่ายสัญญาว่าจะให้ คือการใช้เงินที่ไม่ใช่เงินของแผ่นดิน...
ผมใคร่ขอให้ท่านพิจารณาข้อความตามพรบ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการ เลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มาตรา ๗๓ วรรค ๑ ซึ่งมีข้อความว่า…

ผู้สมัครหรือผู้ใด จัดทำให้ เสนอให้ สัญญาว่าจะให้ หรือจัดเตรียมว่าจะให้ทรัพย์สิน หรือผลประโยชน์อื่นใด…มีความผิดตามกฎหมาย โดยมีบทลงโทษจำคุกตั้งแต่ ๑ ถึง ๑๐ หรือปรับตั้งแต่ ๒๐,๐๐๐ ถึง ๒๐๐,๐๐๐ บาท หรือทั้งจำทั้งปรับนั้น

ว่า มีถ้อยคำใดในกฏหมายดังกล่าวที่ระบุว่าการสัญญาว่าจะให้ จะต้องเป็นเงินของผู้สัญญาเอง หากเป็นเงินของแผ่นดิน ให้ถือว่าไม่เป็นความผิด หรือไม่? 

โรงพยาบาลพญาไท 3 สืบสานประเพณีไทย ทำบุญตักบาตร พรัอมบวงสรวงสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช เนื่องในเทศกาลสงกรานต์

วันที่ 10-11 เมษายน 2566 
นพ.สุรพล โล่ห์สิริวัฒน์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลพญาไท 3 เพชรเกษม 19
พญ.วารุณี จินารัตน์ ผอ.แพทย์ นพ.อภิชัย โตวณะบุตร ผช.ผอ.แพทย์ 
น.ส.ณัฐชานันท์ นิธิโชติวรภัทร์ ผอ.ฝ่ายการตลาด
น.ส.นิตยา กฤตธนเวท ผอ.ฝ่ายบริหาร พว.ภาวิณี วัยปัทมะ ผอ.พยาบาล พร้อม แพทย์ พยาบาล พนักงาน ตลอดผู้ใช้บริการของโรงพยาบาลร่วมสืบสานประเพณีไทย ทำบุญตักบาตร ข้าวสารอาหารแห้ง พร้อมทำพิธีพราหมณ์บวงสรวงสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช
และสิ่งสักสิทธิ์บริเวณรอบโรงพยาบาลพญาไท 3 เพื่อเป็นศิริมงคล โชคดี มีสุข ให้สุขภาพแข็งแรง ในเทศกาลสงกรานต์ ของปีใหม่ไทย 2566......

‘วิโรจน์’ ชี้!! ‘พปชร.-รทสช.’ กลับลำ พร้อมดีลทุกพรรค สะท้อนการเมืองแบบเก่า ลั่น!! ‘ก้าวไกล’ ไม่เอาระบบแบบนี้

‘วิโรจน์’ ชี้ ‘พปชร.-รทสช.’ กลับลำแทงกั๊ก พร้อมดีลทุกพรรค สะท้อนการเมืองเก่า-ไร้จุดยืน

เมื่อวันที่ 12 เมษายน นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ผู้สมัครส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล (ก.ก.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นายไพบูลย์ นิติตะวัน รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ประกาศไม่จับมือกับพรรคเพื่อไทย (พท.) และพรรค ก.ก. แต่ภายหลังนายสันติ พร้อมพัฒน์ เลขาธิการพรรค พปชร. กลับบอกว่าพร้อมดีลทุกพรรค ว่า ตอนนี้ประชาชนต้องแยกให้ออกว่า นี่คือความเห็นส่วนบุคคล หรือเป็นความเห็นของพรรค เท่าที่ตามข่าวพบว่า ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ผู้สมัคร ส.ส.พะเยา และประธานภาคเหนือ พรรค พปชร. ก็บอกว่าเป็นความเห็นของนายไพบูลย์ คนเดียว เช่นเดียวกับนายสันติ ตอนนี้น่าจะมีแต่พรรค ก.ก. พรรคเดียวที่ยืนยันเป็นมติพรรคว่า จะไม่ร่วมกับรัฐบาลทหารจำแลง คำพูดของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรค ก.ก. หรือคำพูดของผู้สมัคร ส.ส.เขต และผู้สมัครส.ส.บัญชีรายชื่อคนใด ก็พูดตรงกัน เพราะเป็นมติของพรรคก.ก. ที่จะไม่ร่วมงานกับพรรค พปชร. และพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.)

นายวิโรจน์ กล่าวต่อว่า การประกาศว่าเราไม่ร่วมกับพรรคทหารจำแลง ไม่ใช่แค่การประกาศเชิงสัญลักษณ์หรือเอาเท่ห์อย่างเดียว แต่มีเหตุผลคือพรรค ก.ก. มีนโยบายแก้ไขรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 รวมทั้งการปฏิรูปองค์กรอิสระที่เป็นนั่งร้านให้กับเครือข่ายรัฐประหาร และการจัดการยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ที่เป็นพิมพ์เขียวของการแบ่งปันผลประโยชน์ของเครือข่ายอุปถัมภ์ของผู้ก่อรัฐประหาร ดังนั้นถ้าเรามีจุดยืนที่จะแก้ไขบ้านเมืองแบบนี้ แต่กลับไปเอาพรรคที่เป็นสารตั้งต้นของปัญหาเหล่านี้มาร่วมรัฐบาลด้วย เราจะแก้ไขปัญหาได้อย่างไร

ครม.เห็นชอบให้กระทรวงวัฒนธรรม เสนอรายการมรดกร่วม ‘เคบายา’ (Kebaya) ขึ้นทะเบียนมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติต่อยูเนสโก

นายโกวิท ผกามาศ อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม (สวธ.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ ๑๑ เมษายน ๒๕๖๖ เห็นชอบให้กระทรวงวัฒนธรรม เสนอรายการมรดกร่วม เคบายา (Kebaya) ขึ้นทะเบียนเป็นรายการตัวแทนมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติต่อยูเนสโก โดยให้อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการส่งเสริมและรักษามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม เป็นผู้ลงนามในเอกสารนำเสนอรายการมรดกร่วม เคบายา (Kebaya) ในฐานะตัวแทนของประเทศไทย เพื่อเสนอขึ้นทะเบียนเป็นรายการตัวแทนมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ ในปี ๒๕๖๗  
 
อธิบดีสวธ. เปิดเผยต่อว่า การนำเสนอมรดกร่วมในครั้งนี้ มีที่มาจาก กรมส่งเสริมวัฒนธรรม ได้รับการประสานจากประเทศมาเลเซียผ่านกระทรวงการต่างประเทศ ให้ร่วมกันพิจารณาเสนอขึ้นทะเบียนรายการมรดกร่วม (multi-national nomination) เคบายา (Kebaya) ในบัญชีตัวแทนมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ (Representative list of the Intangible Cultural Heritage of Humanity : RL) สวธ.จึงได้เนินการศึกษาข้อมูลทางวิชาการและแนวทางการเสนอรายการมรดกร่วม เคบายา โดยร่วมมือกับนักวิชาการและชุมชนที่เกี่ยวข้องจัดทำเอกสารตามแบบฟอร์มของยูเนสโก (ICH-02) ให้เป็นไปตามขั้นตอนการเสนอมรดกร่วม ดังนี้  
 
การขอเสนอรายการมรดกร่วม เคบายา (Kebaya) ต่อยูเนสโก ประเทศมาเลเซีย เป็นประเทศผู้เสนอหลัก และได้เชิญประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประกอบด้วย ประเทศบรูไน ดารุสซาลาม ประเทศอินโดนีเซีย ประเทศสิงคโปร์ และประเทศไทย รวมเป็น ๕ ประเทศนำเสนอร่วม  ซึ่งทั้ง ๕ ประเทศจะร่วมกันจัดทำข้อมูลตามแบบฟอร์ม (ICH-๐๒) มีการคัดเลือกภาพถ่าย และจัดทำวีดิทัศน์  โดยมีการจัดประชุมระหว่างประเทศขึ้น 3 ครั้ง ครั้งที่ 1 ระหว่างวันที่ 1 - 3 พฤศจิกายน 2565 (ผ่านระบบออนไลน์) ครั้งที่ 2 ระหว่างวันที่ 6 - 8 กุมภาพันธ์ 2566 ณ ประเทศอินโดนีเซีย และครั้งที่ 3 ในวันที่ 8 มีนาคม 2566 (ผ่านระบบออนไลน์)  จากนั้น ประเทศมาเลเซีย จะทำหน้าที่รวบรวมเอกสารจากประเทศที่ร่วมเสนอ เพื่อดำเนินการจัดส่งเอกสารรายการมรดกร่วม เคบายา (Kebaya) ให้ยูเนสโก ตามลำดับ  
 
เคาบายา นี้เป็นองค์ประกอบหลักในวัฒนธรรม การแต่งกาย บาบ๋า – เพอรานากัน ที่ กระทรวงวัฒนธรรม ได้ประกาศขึ้นบัญชีมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของประเทศไทย เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๕๕ โดยในการจัดทำข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับ เคบายา ได้รับความร่วมมือจาก สมาคมเพอรานากันประเทศไทย จังหวัดภูเก็ต เป็นผู้สนับสนุนและจัดทำข้อมูลที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง และเมื่อวันที่ ๑๖ ธันวาคม ๒๕๖๕ คณะกรรมการส่งเสริมและรักษามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม ได้มีมติเห็นชอบให้เสนอรายการมรดกร่วม เคบายา (Kebaya) ตามที่ประเทศมาเลเซียได้ประสานมา พร้อมกับประเทศบรูไนดารุสซาลาม ประเทศอินโดนีเซีย และประเทศสิงคโปร์ ในการเสนอต่อยูเนสโก  

‘กรณ์’ ลงพื้นที่ ‘ยานนาวา-บางคอแหลม-สาทร’ ชูแก้ปัญหา ศก.-ปากท้อง เน้นหารายได้เข้าประเทศ

(12 เม.ย.66) นายกรณ์ จาติกวณิช หัวหน้าพรรคชาติพัฒนากล้า ลงพื้นที่ บางคอแหลม สาทร ยานนาวา เพื่อช่วย 2 ผู้สมัคร ส.ส.ได้แก่ นายวรนนท์ อัศวกิตติเมธิน ผู้สมัคร ส.ส.เขต 2 เบอร์ 3 และ นายปรัชญา อึ้งรังษี ผู้สมัคร ส.ส.เขต 3 เบอร์ 14 โดยมี นายปรินต์ ทองปุสสะ ผู้สมัคร ส.ส.เขต 4 เบอร์ 12 และ นางสาวริณดา คงตาละนันท์ ผู้สมัคร ส.ส.เขต 18 เบอร์ 2 ร่วมให้กำลังใจ โดยขึ้นรถแห่พร้อมผู้สมัคร พบปะพี่น้องประชาชนแถวมัสยิดดารุลอบีดีน ถนนจันทน์ ทะลุ ซอยกิ่งจันทน์ ซอยวัดไผ่เงิน เพื่อขอคะแนนพี่น้องประชาชน และผู้ที่สัญจรผ่านไปมาด้วย 

นายกรณ์ กล่าวว่า จากการพบปะพี่น้องประชาชนตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา ทุกคนมองว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ พวกเขาต้องการพรรคการเมืองและนักการเมืองที่จะเข้าไปเป็นรัฐบาล เข้าใจความเดือดร้อนของประชาชนทั้งเรื่องของแพง ค่าน้ำมันแพง ค่าไฟฟ้าแพง ซึ่งตรงกับชุดนโยบายของพรรคชาติพัฒนากล้าที่นำเสนอ ซึ่งทำให้เราเชื่อมั่นว่ามาถูกทาง หลายพรรคการเมืองอาจจะมีนโยบายที่สร้างความหวือหวา ลด แลก แจก แถม ซึ่งมีจำนวนมากและมากขึ้นเรื่อย ๆ แต่สำหรับพรรคชาติพัฒนากล้า เราตั้งธงยุทธศาสตร์ว่า จะหารายได้เข้าประเทศ 5 ล้านล้านบาทภายใน 4 ปี เราจึงคิดนโยบาย 12 นโยบายเฉดสี ที่เรานำเสนอมาอย่างต่อเนื่อง 

นายกรณ์ ได้ยกตัวอย่างเศรษฐกิจเฉดสีเหลือง คือเศรษฐกิจสร้างสรรค์ โดยระบุว่า คนไทยทุกคนมีชีวิตอยู่บนแพลตฟอร์ม แต่ประเทศไทยกลับไม่มีแพลตฟอร์มเป็นของตัวเอง โดยเฉพาะเรื่องของการท่องเที่ยว ในแต่ละปีมีการจองโรงแรมที่พัก โดยรวมปีละนับล้านล้านบาท ซึ่งต้องเสียค่าการตลาดให้กับแพลตฟอร์ตหลายแสนล้านบาท ทำให้เราเสียโอกาสในรายได้ดังกล่าว ดังนั้นเราจึงควรพัฒนาแอปพลิเคชันเป็นของเราเอง เพื่อเก็บเงินไว้ให้กับผู้ประกอบการชาวไทย 

นอกจากนี้ ในเรื่องของซอฟท์พาวเวอร์ เรามีเยอะมากแต่ขาดการส่งเสริม เช่น ตอนนี้ซีรีส์วาย ของคนไทยเป็นที่นิยมไปทั่วโลก ซึ่งหากมีการส่งเสริมผู้ผลิตคอนเทนท์เหล่านี้ มันจะนำไปสู่โอกาสในการขยายผล ประชาสัมพันธ์ผ่านอาหารไทย สินค้าไทย แหล่งท่องเที่ยวไทย ซึ่งเป็นช่องทางผลักดันไปสู่ตลาดโลก ทำให้เขาอยากมา และประเทศไทยเองก็จะมีรายได้จากการขายคอนเทนท์เหล่านั้นด้วย  

หัวหน้าพรรคชาติพัฒนากล้า กล่าวว่า เศรษฐกิจสีเงิน เป็นนโยบายผู้สูงอายุ ที่พรรคเรามองต่างจากพรรคอื่น คือเรามองผู้สูงอายุเป็นสินทรัพย์ที่มีค่า ไม่ใช่ภาระ เรามีนโยบาย ‘สูงไวไฟแรง’ ส่งเสริมผู้สูงอายุที่ยังมีไฟ ยังมีแรงที่จะทำงานต่อ เราจะสนับสนุนเงินชดเชยเงินเดือนให้กับผู้ประกอบการที่ว่าจ้างผู้สูงอายุ รายละ 5,000 บาทต่อเดือน เพื่อเป็นแรงจูงใจให้ผู้ประกอบการพร้อมที่จะจ้างผู้สูงอายุให้ทำงานต่อไป รวมถึงเรามีนโยบายทางภาษีด้วย สำหรับทุกคนถึงวัยเกษียณและต้องการทำงานต่อ จะลดภาระภาษีเงินได้บุคคลให้ 50% 

นอกจากนี้ ยังมีนโยบายยกระดับคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ ด้วยโครงการ อารยสถาปัตย์ อัดฉีดเม็ดเงิน 50,000 บาท ให้กับบ้านที่มีผู้สูงอายุ 70 ปีขึ้น เพื่อปรับปรุงบ้านให้มีความปลอดภัย โดยตั้งเป้าภายใน 4 ปี จะซ่อมแซมบ้านให้ได้ครบ 1,000,000 หลัง ซึ่งจะส่งผลให้เกิดการหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ ทั้งเรื่องของแรงงานและผู้รับเหมา

‘ชวน’ ห่วง!! คอร์รัปชันระบาดหนัก เหตุ!! เป็น ‘ยุคโกงปราบรัฐธรรมนูญ’

(12 เม.ย.66) นายชวน หลีกภัย อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ลงพื้นที่หาเสียงที่จังหวัดเพชรบุรีโดยสรงน้ำพระเนื่องในเทศกาลสงกรานต์ที่วัดมหาธาตุวรวิหารและรับพรจากท่านเจ้าอาวาส พระครูวาทีวรวัฒน์ จากนั้นจึงเดินทักทายประชาชนและขึ้นรถแห่พร้อมด้วยนายอลงกรณ์ พลบุตร ผู้สมัครเขต 1 นายอภิชาติ สุภาแพ่ง ผู้สมัครเขต 3 นายอรรถพร พลบุตร ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อและทีมงานพรรคประชาธิปัตย์ตระเวนในตลาดเทศบาลเมืองเพชรบุรีมีประชาชนให้การต้อนรับมอบดอกไม้พวงมาลัยผลไม้ข้าวแช่ขนมหวานเมืองเพชรเป็นกำลังใจตลอดเส้นทาง

นายชวนกล่าวปราศรัยว่า สมัยที่เป็นนายกรัฐมนตรีสมัยแรกพร้อมกับนายอลงกรณ์ พลบุตรได้รับเลือกเป็น ส.ส.เพชรบุรีพรรคประชาธิปัตย์ครั้งแรกได้ส่งเสริมจังหวัดเพชรบุรีเป็นเขตส่งเสริมการลงทุนพิเศษเขต 3 ทำให้มีการลงทุนมีการสร้างงานสร้างอาชีพเกิดขึ้นอยากมากในเพชรบุรีตลอดจนการสร้างสะพานข้ามปากอ่าวบางตะบูนเกิดถนนคลองโคน-ชะอำเป็นประโยชน์ต่อการเดินทางและการท่องเที่ยวชายฝั่งทะเลเพชรบุรีช่วยพัฒนาเศรษฐกิจนับแต่นั้นเป็นต้นมาจนถึงวันนี้นอกจากนี้ยังช่วยเด็กไทยนับล้านคนให้มีโอกาสทางการศึกษาด้วยกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ที่รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ได้ริเริ่มในจำนวนนี้มีลูกหลานเพชรบุรีกว่า 3 หมื่นคนด้วยรวมทั้งการที่ตนได้ริเริ่มดำเนินการให้มีเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุและเด็กนักเรียนได้ดื่มนมและมีอาหารกลางวันรับประทาน

“ผมห่วงใยต่อปัญหาการทุจริตคอรัปชั่นที่รุนแรงมากขึ้น ทั้งที่ก่อนหน้านี้มีคนบอกว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นรัฐธรรมนูญปราบโกงแต่จริงๆ กลับเป็นยุค ‘โกงปราบรัฐธรรมนูญ’ ซึ่งประชาชนร่วมแก้ไขปัญหาคอรัปชั่นได้โดยสนับสนุนนักการเมืองที่สุจริตมีความซื่อสัตย์จึงขอให้ช่วยเลือก อลงกรณ์ พลบุตร เขต 1 กัมพล สุภาแพ่ง เขต 2 อภิชาติ สุภาแพ่ง เขต 3 เบอร์ 7 อดีต ส.ส.เพชรบุรีทั้ง 3 เขตและพรรคประชาธิปัตย์เบอร์ 26” นายชวน กล่าว


ที่มา: https://www.naewna.com/politic/723869 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top