Thursday, 16 July 2026
Hard News Team

‘ฮาแลนด์’ ทุบสถิติยิงประตูสูงสุดในศึกพรีเมียร์ลีก 1 ฤดูกาล ช่วย ‘แมนฯ ซิตี’ ต้อน ‘เวสต์แฮม’ คว้าแต้ม 3-0 ทวงคืนจ่าฝูง

‘เออร์ลิง ฮาแลนด์’ จารึกสถิติทำประตูสูงสุดในศึกพรีเมียร์ลีก 1 ฤดูกาล หลังซัดประตูที่ 35 ของตัวเอง ช่วยให้ ‘แมนเชสเตอร์ ซิตี’ เปิดบ้านต้อน ‘เวสต์แฮม ยูไนเต็ด’ 3-0 คว้า 3 แต้ม ทวงคืนตำแหน่งจ่าฝูงจาก ‘อาร์เซนอล’ ได้สำเร็จ

เมื่อวันที่ 3 พ.ค. 66 ฟุตบอลพรีเมียร์ลีก อังกฤษ แมนเชสเตอร์ ซิตี หรือ ‘เรือใบสีฟ้า’ เปิดรังเอติฮัด สเตเดียม ต้อนรับการมาเยือนของ เวสต์แฮม ยูไนเต็ด หรือ ‘ขุนค้อน’

แมนเชสเตอร์ ซิตี ภายใต้การคุมทีมของ ‘เป๊ป กวาร์ดิโอลา’ เปิดฉากบุกอย่างต่อเนื่องในครึ่งเวลาแรก แต่จังหวะจบสกอร์ยังทำได้ไม่ดีพอ หมด 45 นาทีแรก ‘เรือใบ’ เสมอ ‘ขุนค้อน’ อยู่ที่ 0-0

‘อนุทิน’ เย้ย ‘ชูวิทย์’ จะตั้งศูนย์ต้านกัญชาจนกว่า ‘ภท.’ จะเป็นฝ่ายค้าน สวนกลับ!! คงอีกหลายปี ชี้ กัญชาใช้เพื่อ ศก.-การแพทย์ ใครก็ต้านไม่ได้

เมื่อวันที่ 3 พ.ค. 66 ที่จังหวัดนครราชสีมา นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงกรณีที่ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย เห็นด้วยกับนายเศรษฐา ทวีสิน ที่ออกมาโจมตีนโยบายกัญชาของพรรคภูมิใจไทย ว่า…

“ผมได้ติดตามดูแล้ว เขาไม่ได้เห็นด้วยกับทุกเรื่อง ซึ่งเป็นการพูดถึงการจับขั้วรัฐบาล 2 พรรค เรื่องนี้เราอย่าพึ่งไปผูกมัด ผมไม่ได้มีปัญหากับ น.ส.แพทองธาร ยังแสดงความยินดีด้วยซ้ำที่ได้ลูกชาย ‘น้องธาษิณ’ จึงไม่ใช่เวลาที่เราจะมาวิพากษ์วิจารณ์ ทั้งนี้ น.ส.แพทองธาร แข็งแรงมาก แค่วันสองวันก็ออกมาแล้ว ออกมากอบกู้พรรคเพื่อไทย”

ส่วนที่โซเชียลเผยแพร่ศึกวิวาทะหนู-นิด นายอนุทิน ระบุ จะหนู-นิด, หนู-หน่อย, หนู-อี๊ด, หนู-แอ๊ด ก็ไม่มีปัญหา ส่วนจะมีปัญหาในการจับคู่รัฐบาลในอนาคตหรือไม่ ตนขอย้ำว่า เคยบอกไปแล้วว่าแต่ละพรรค เขารู้ว่าคนไหนคือคนที่เคาะ เราจบประเด็นนี้ได้แล้ว เพราะการที่ตนตอบโต้นายเศรษฐา เพราะเขามาโจมตีพรรคภูมิใจไทยก่อนในสิ่งที่ไม่เป็นความจริง สิ่งที่เป็นเท็จเราก็ต้องออกมาตอบโต้

เปิดตัวขุนพล ‘พรรคใหญ่’ ชิงชัยเก้าอี้ ส.ส. สงขลา ใครได้หมายเลขไหน? อย่าจำผิด!!

สำหรับ 9 เขตของจังหวัดสงขลา ตามการแบ่งเขตของ กกต. มีดังนี้ 

>>เขต 1 อำเภอเมืองสงขลา
>>เขต 2 อำเภอหาดใหญ่ (เฉพาะตำบลหาดใหญ่ และตำบลคลองอู่ตะเภา)
>>เขต 3 อำเภอนาหม่อม อำเภอหาดใหญ่ (เฉพาะตำบลบ้านพรุ, ตำบลคอหงส์, ตำบลพะตง, ตำบลทุ่งใหญ่, ตำบลท่าข้าม และตำบลน้ำน้อย) อำเภอจะนะ (เฉพาะตำบลคลองเปียะ และตำบลจะโหนง)
>>เขต 4 อำเภอระโนด อำเภอกระแสสินธุ์ อำเภอสทิงพระ อำเภอสิงหนคร (เฉพาะตำบลม่วงงาม, ตำบลบางเขียด ตำบลชะแล้, ตำบลรำแดง และตำบลวัดขนุน)

'อุ๋ย บุดด้า เบลส' ปลื้ม!! เจอชาวต่างชาติทักทายเป็นภาษาไทย บอกชอบเมืองไทยมาก แต่ที่กลับมาบ้านเกิด ก็เพื่อหาเงินไปใช้ที่เมืองไทย

(3 พ.ค.66) 'อุ๋ย บุดด้า เบลส' (Buddha Bless) หรือ 'นที เอกวิจิตร' ได้โพสต์ข้อความ ระบุว่า...

นั่งรถไฟจากเวลส์กลับมา London พี่ฝรั่งคนนี้จ้องหน้าผมอยู่หลายรอบ พอถึงเบอมิงแฮม เค้ากำลังจะลง ก็พูดกับผมขึ้นมาว่า...สวัสดีครับ คนไทยใช่มั้ยครับ...คงนั่งฟังผมคุยภาษาไทยกับภรรยามานานแล้ว🤣🤣🤣 

พี่เค้าพูดไทยเก่งมาก เลยถามว่าเคยอยู่ไทยมาก่อนเหรอครับ...เค้าบอกว่า ไปๆ มาๆ 16 ปีแล้วครับ อยู่อุบลฯ มีภรรยาคนไทย ใช้ชีวิตแบบทำงานที่อังกฤษปีละ 5 เดือน แล้วเอาเงินกลับไปใช้ที่ไทย 7 เดือน 

‘ทนายตั้ม’ เปิดอกเคลียร์ใจ ปมชีวิตหรูหรา ยัน!! บินฝรั่งเศสไปทำงาน-ไม่เอี่ยวเว็บพนัน

(3 พ.ค. 66) นายษิทรา เบี้ยบังเกิด หรือทนายตั้ม ทนายความชื่อดัง เปิดแถลงข่าวชี้แจงประเด็นต่างๆ ที่ถูกกล่าวหา ที่สำนักงาน Sittra Law Firm โดย นายษิทรา กล่าวว่า ที่ผ่านมามีข้อสงสัยการใช้ชีวิตที่ดูหรูหราของตนในขณะที่งบการเงินของสำนักงานดูเหมือนจะขาดทุนหรือมีกำไรไม่มากนัก ซึ่งตนยืนยันยังชี้แจงเหมือนครั้งก่อน ๆ ว่าตนเปิดบริษัท Sittra Law Firm ในปี 2565 แต่ก่อนหน้านั้น ตนเคยเปิดบริษัทชื่อ Wisdom Law Firm และทำเหมือนทนายความทั่วไปคนหนึ่ง รายได้เข้าบริษัทบ้าง เข้าตนเองบ้าง แต่รับคดีไม่มีค่าใช้จ่ายก็เยอะ

กระทั่งตามทำคดีลุงพล จึงได้มาเปิดบริษัท Sittra Law Firm โดยหนังสือของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ระบุชัดว่าบริษัท Sittra Law Firm เดิมชื่อ Wisdom Law Firm กระทั่งเปลี่ยนชื่อในวันที่ 25 ม.ค. 2565 จากนั้นจึงเริ่มทำธุรกิจจริง ๆ ในเดือน เม.ย. 2565 ดังนั้นอย่าไปดูงบการเงินปีเก่า ๆ เพราะตอนนั้นไม่ค่อยมีรายได้ โดยสามารถไปขุดภาพเก่า ๆ จากอินสตาแกรมของตนได้ ตนเพิ่งจะมามีรายได้มากในปี 2565 นี่เอง

“งบการเงินของ Sittra Law Firm ปี 2565 ที่ผ่านมา ผมมีรายได้ทั้งหมด 22 ล้าน เป็นรายได้ของบริษัท แต่ตอนนี้งบเขายังทำไม่เสร็จ ผมก็เลยยังไม่รู้ว่าจะต้องเสียภาษีเท่าไร แต่ผมเสียภาษีทุกเดือนเยอะอยู่แล้ว เพราะมีทั้งภาษี VAT ภาษีอะไร 2-3 ตัวที่ผมจะต้องโอนจ่ายอยู่ทุกเดือน แล้วของ Sittra Law Firm เรามีผู้ตรวจบัญชีแล้วก็ส่งสรรพากร อันนี้เราก็ยินดีให้ตรวจสอบได้” นายษิทรา กล่าว

นายษิทรา กล่าวต่อไปว่า ตนทำธุรกิจด้านกฎหมาย เป็นที่ปรึกษาให้หลายบริษัท รวมถึงรับว่าความ ซึ่งในปี 2565 ที่ผ่านมา ตนยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาไปประมาณ 1 ล้านบาท ยังไม่รวมกับทางบริษัท Sittra Law Firm ดังนั้นรายได้ทุกบาททุกสตางค์ที่เข้ามาตนยื่นภาษีถูกต้อง นี่จึงเป็นเหตุที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ไม่รับคดีของตนแต่ส่งเรื่องให้กรมสรรพากรตรวจสอบตามกระบวนการ ใครจะไปร้องเรียนอะไรตนไม่กังวล เพียงแต่ที่ก่อนหน้านี้ไม่ได้ออกมาตอบโต้เพราะรอบุคคลและเอกสารที่เกี่ยวข้อง 

ส่วนประเด็นการทำคดีลุงพลในเวลานั้น ยอมรับว่าเคยเจอกระทั่งรอ 6 เดือนกว่าเงินจะเข้า เพราะเมื่อไปทำคดีลุงพล ไม่รู้เกิดอะไรขึ้นจึงไม่มีใครจ้างตน เวลานั้นจึงใช้เงินเก่าไปก่อนในช่วงที่ไม่มีงาน ส่วนการเปิดมูลนิธิทนายประชาชน ก่อนหน้านี้ที่มีบุคคลอ้างว่ามีการโอนเงินให้ตนหลักหมื่นถึงหลักล้าน บอกได้เลยว่าไม่เป็นความจริง เรื่องนี้ค้นหาข่าวเก่า ๆ ได้ ตนก็เคยตอบไปแล้วว่าแฟนคลับลุงพลชอบสร้างเรื่อง 

โดยสามารถตรวจสอบจากเอกสารเส้นทางเงินเข้า-ออกบัญชี หรือสเตทเม้นของมูลนิธิ ช่วงเดือน ม.ค.-พ.ย. 2564 ที่ตนรับทำคดีลุงพลได้ ยอดโอนเข้ามามีเพียงหลักสิบ หลักร้อย อย่างมากก็หลักพันบาท และล่าสุดที่เพิ่งปรับสมุดบัญชีมา เพราะสเตทเม้นยังไม่ออก พบมูลนิธิมีเงินเหลือประมาณ 2 แสนบาท ส่วนประเด็นคำถามว่าเหตุใดตนต้องเดินทางไปประเทศฝรั่งเศสบ่อยครั้ง เรื่องนี้ด้านหนึ่งคือการไปเที่ยว แต่อีกด้านก็ไปทำงานด้วย เพราะตนก็มีลูกความเป็นเศรษฐีชาวไทยที่ไปอยู่กับสามีที่ฝรั่งเศส 

จากนั้น นายษิทรา ได้เชิญลูกความคนดังกล่าวมาร่วมแถลงข่าวด้วย โดยขอไม่เปิดเผยชื่อ-นามสกุลจริง เพราะต้องการความเป็นส่วนตัว โดยขอเรียกว่า 'พี่อ้อย' ซึ่งจริงๆ แล้วก็ไม่ได้อยากมาออกสื่อ แม้ในช่วงสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 จะเคยสมทบทุน 20 ล้านบาทเพื่อจัดซื้อวัคซีน แต่ที่ผ่านมามีการนำคลิปวิดีโอไปเผยแพร่แล้วทำให้ได้รับความเสียหาย ส่วนอีกคนที่มาด้วยกันคือ 'พี่น้อย' เป็นเลขาของพี่อ้อย ซึ่งเหตุที่บินกลับมาเมืองไทย เพราะวันที่ 5 พ.ค. 2566 ต้องไปทำพิธีส่งมอบอาคารเรียนที่ ร.ร.วัดขนงพระเหนือ ที่บริจาคเงิน 84 ล้านบาทเพื่อก่อสร้าง

โดย อ้อย เล่าว่า คลิปที่มีตำรวจยกกระเป๋า วันนั้นนายษิทราไปส่งตนที่สนามบิน แล้วมีตำรวจ 2 นาย เห็นตนยกกระเป๋าอยู่ และเห็นนายษิทรา ด้วยความที่รู้จักกับนายษิทราจึงเข้ามาทักทายสอบถามว่าจะไปไหน นายษิทราก็ตอบไปว่ามาส่งตนไปต่างประเทศ ตำรวจ 2 นายนั้นก็เข้ามาช่วยยกกระเป๋า แต่ตนก็ไม่ทราบว่าทั้ง 2 นายเป็นใคร ส่วนตอนไปเช็กอินแล้วมีพนักงานยกมือไหว้ อันนี้เป็น Service Mind ของพนักงานอยู่แล้ว ก็ต้องไปถามสายการบิน

แม่ทัพภาคที่ 4 มอบรางวัลการประกวดการแต่งกายชุดท้องถิ่นมลายู และการประกวดซุ้มประตู “ปีตูฆีรบาน”(PINTU GERBANG) ของชาวอำเภอรือเสาะ จังหวัดนราธิวาส

ที่ ศาลาประชาคมอำเภอรือเสาะ อำเภอรือเสาะ จังหวัดนราธิวาส พลโท ศานติ ศกุนตนาค แม่ทัพภาคที่ 4 / ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 เป็นประธานในพิธี และมอบรางวัลแก่ผู้ชนะประกวดซุ้มประตู 'ปีตูฆีรบาน' (PINTU GERBANG) และการประกวดการแต่งกายชุดมลายูประจำถิ่นในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ห้วงเดือนรอมฎอน ฮ.ศ. 1444 จัดโดยหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 46 ร่วมกับ อำเภอรือเสาะ ร่วมจัดกิจกรรมประกวดซุ้มประตู 'ปีตูฆีรบาน' (PINTU GERBANG) และการประกวดการแต่งกายชุดมลายูประจำถิ่นในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ห้วงเดือนรอมฎอน ฮ.ศ. 1444 ในพื้นที่ อำเภอรือเสาะ จังหวัดนราธิวาส ครั้งที่ 1 / 2566 ชิงเงินรางวัลมูลค่ารวม 100,000 บาท เพื่อเป็นการสนับสนุนการแสดงออกถึงความเป็นอัตลักษณ์และการรักษาอัตลักษณ์ ของพี่น้องชาวไทยเชื้อสายมลายูในพื้นที่อย่างสร้างสรรค์ ด้วยการจัดให้มีการประกวด เพื่อสื่อให้ถึงความสวยงามของการแต่งกาย

รวมถึงความสวยงามของสิ่งปลูกสร้างที่ผสมผสานศิลปะวัฒนธรรมที่มีความสำคัญเชิงอัตลักษณ์ของพี่น้องมุสลิมในพื้นที่ชายแดนใต้ สืบทอดกันมารุ่นสู่รุ่น และถือเป็นประเพณีปฏิบัติกันมาอย่างยาวนาน ว่าในช่วงเดือนรอมฎอน เยาวชนและคนหนุ่มสาวในแต่ละหมู่บ้านจะร่วมแรง ร่วมใจ และรวบรวมกำลังทรัพย์ สามัคคีช่วยกันสร้างซุ้มประตู “ปีตูฆีรบาน” ขึ้นมาในพื้นที่หมู่บ้านตนเอง สร้างความภาคภูมิใจในความเป็นอัตลักษณ์มลายู และยังเป็นการสืบสานประเพณีวัฒนธรรมสู่ชนรุ่นหลังให้ร่วมกันสืบทอดต่อไปอีกด้วย ภายใต้การสนับสนุนจากหน่วยงานรัฐร่วมทุกภาคส่วนในพื้นที่ โดยมี นายปรีชา  นวลน้อย รองผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส, พลตรี เฉลิมพร  ขำเขียว ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส, นายณัฏฐ์กร  บุญโรภาคย์ นายอำเภอรือเสาะ, พันเอก สิทธิชัย  บำรุงเขต ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 46 พร้อมด้วย ส่วนราชการ ผู้นำท้องที่ ผู้นำท้องถิ่น และประชาชนที่ร่วมกันแต่งกายด้วยชุดมลายูเข้าร่วมในกิจกรรมเป็นจำนวนมาก

สำหรับประชาชนผู้ได้รับรางวัลในกิจกรรมประกวดซุ้มประตู “ปีตูฆีรบาน” (PINTU GERBANG) มีชุมชนเข้าร่วมประกวดจำนวน 9 ตำบล จำนวน 71 ซุ้ม ชิงเงินรางวัลรวม 100,000 บาท สำหรับรางวัลชนะเลิศ เงินรางวัล 30,000 บาท ได้แก่ มัสยิดกาจอปอรี บ้านบริจ๊ะ หมู่ที่ 7 ตำบลลาโละ รางวัลรองชนะเลิศลำดับที่ 1 ได้แก่ มัสยิดฮีดายาตุลมุสลีมีน บ้านบาโงกือมา หมู่ที่ 1 ตำบลสาวอ รางวัลรองชนะเลิศลำดับที่ 2 ได้แก่ มัสยิดดารุลนาอีม บ้านเจาะกือเเยง หมู่ที่ 9 ตำบลสามัคคี และมอบรางวัลชมเชยอีก จำนวน 9 รางวัล  และการประกวดการแต่งกายชุดมลายูประจำถิ่นในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ชิงเงินรางวัลรวม 52,000 บาท ผู้ชนะการประกวดรางวัลชนะเลิศ ได้รับเงินรางวัล จำนวน 5,000 บาท 2 รางวัล, รางวัลรองชนะเลิศ อันดับที่ 1 ได้รับเงินรางวัลจำนวน 4,000 บาท 2 รางวัล, รางวัลรองชนะเลิศ อันดับที่ 2 ได้รับเงินรางวัล 3,000 บาท 2 รางวัล และรางวัลชมเชย ได้รับเงินรางวัล จำนวน 1,000 บาท 28 รางวัล ซึ่งรางวัลทั้งหมดมอบโดย แม่ทัพภาคที่ 4 / ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 พร้อมรับใบประกาศนียบัตร และถ่ายรูปเป็นที่ระลึก

‘แจ๊ค อนุซา’ นักเคลื่อนไหวทางการเมืองชาวลาว ถูกยิงดับในคาเฟ่ใจกลางเมือง ตร.เร่งหาคนร้าย

(3 พ.ค. 66) สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ทางการลาวโพสต์คลิปจากกล้องวงจรปิด ภาพมือปืนสวมเสื้อเชิ้ตสีน้ำตาลและหมวกสีดำเดินตรวจสอบเป้าหมายว่าอยู่ในคาเฟ่ ก่อนชักปืนพกสั้นที่เอวออกมาและกลับเข้าไปในร้านจ่อยิงระยะเผาขน 2 นัด เป้าหมายคือนายอนุสา หลวงสุพรม หรือ แจ็ค วัย 25 ปี ล้มลงบนพื้น ขณะที่มือปืนฉวยโอกาสหลบหนีไป คลิปจากกล้องวงจรปิดเห็นมือปืนใช้ผ้าเช็ดหน้าเปิดและปิดประตูร้านอย่างระมัดระวัง คาดว่าไม่ต้องการทิ้งลายนิ้วมือไว้ในที่เกิดเหตุ ตำรวจกำลังสอบสวนและตามหาผู้ต้องสงสัย

คณะเยาวชนสมาคมศิลปะฯ เข้าคารวะอธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม

วันที่ ๒๘ เมษายน ๒๕๖๖ เวลา ๑๓.๓๐ น. นายโกวิท ผกามาศ อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม  ให้การต้อนรับและกล่าวให้โอวาทแก่คณะเยาวชน ในโอกาสที่ นางพิมพ์รวี วัฒนวรางกูร นายกสมาคมศิลปะเพื่อเยาวชน สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ  ได้นำคณะเยาวชน ทั้งศิษย์เก่าและปัจจุบันที่ได้รับรางวัลถ้วยพระราชทานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฯ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม รวมถึงปลัดกระทรวงวัฒนธรรม จากการประกวดในรายการแข่งขันทางศิลปะการแสดง อาทิ ดนตรีไทย นาฏศิลป์ไทย ระดับชาติ จำนวน ๕๐ คน พร้อมนำรางวัลที่ได้รับเข้าพบ รวมถึงเยาวชนที่ได้รับเกียรติบัตรจากการแสดงในโอกาสต่าง ๆ ให้กับทางราชการ เข้าคารวะ แสดงความกตัญญูพร้อมรับโอวาทจากอธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม ณ ห้องประชุม ชั้น ๔ สำนักพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์

สวธ.จัดการประกวดดนตรีและการแสดงพื้นบ้าน ถ้วยพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี พุทธศักราช 2566 'รวมศิลป์ แผ่นดินสยาม' ปลุกเยาวชนร่วมสืบสาน รักษา ต่อยอด เพิ่มมูลค่าให้ศิลปะการแสดง 4 ภูมิภาคของประเทศ

วันที่ 3 พฤษภาคม 2566 นายอิทธิพล คุณปลื้ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานงานแถลงข่าว การจัดประกวดดนตรีและการแสดงพื้นบ้าน ถ้วยพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี พุทธศักราช 2566 'รวมศิลป์ แผ่นดินสยาม' ภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคใต้และภาคเหนือ โดยมีนางยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม นายโกวิท ผกามาศ อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม ผู้บริหาร ผู้แทนสมาคมศิลปินพื้นบ้าน เข้าร่วมงาน พร้อมด้วยคณะกรรมการตัดสินการประกวด 4 ภูมิภาค เข้าร่วมการเสวนา พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับแนวทางการพัฒนาทักษะและเทคนิคการแสดงเพื่อสร้างสรรค์และออกแบบชุดการแสดงเพื่อการประกวด ณ โถงชั้น 1 อาคารวัฒนธรรมวิศิษฏ์ กระทรวงวัฒนธรรม

นายอิทธิพล คุณปลื้ม ประธานกล่าวว่า ดนตรีและการแสดงพื้นบ้าน เป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่บรรพบุรุษได้สร้างสรรค์ไว้ ซึ่งแต่ละพื้นที่ แต่ละภูมิภาคจะมีศิลปะการแสดงที่แสดงความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะในปัจจุบันดนตรีและการแสดงพื้นบ้านได้มีการเปลี่ยนแปลงไปตามกระแสโลก หากไม่ช่วยกันอนุรักษ์ สืบสาน รักษาและต่อยอด อาจเสี่ยงต่อการสูญหาย กระทรวงวัฒนธรรม ในฐานะหน่วยงานของรัฐที่ทำหน้าที่ในการส่งเสริมสนับสนุน อนุรักษ์และถ่ายทอดภูมิปัญญา วิถีชีวิตและความเป็นไทย  ได้ตระหนักถึงคุณค่าและความสำคัญของดนตรีและการแสดงพื้นบ้านซึ่งเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่มีคุณค่าของคนไทย
 
นายอิทธิพล กล่าวต่อว่า กระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมส่งเสริมวัฒนธรรม มีความมุ่งมั่นในการส่งเสริม อนุรักษ์ ผลักดันให้ ดนตรี และการแสดงพื้นบ้านทั้ง 4 ภาค ยังคงอยู่กับประเทศไทย ผ่านการสานต่ออย่างสร้างสรรค์ของเด็กและเยาวชน มาตลอด 15 ปี ผ่านการจัดกิจกรรมการประกวดอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่พุทธศักราช 2549 จนถึงปัจจุบัน สำหรับการประกวดดนตรีและการแสดงพื้นบ้านในปีนี้ ยังคงจัดภายใต้แนวคิด “รวมศิลป์ แผ่นดินสยาม” ที่จัดต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 4 เพื่อเปิดโอกาสให้คณะนักแสดงได้มีโอกาสในการสร้างสรรค์ชุดการแสดงที่บ่งบอกถึงอัตลักษณ์ของวิถีชีวิต ความเชื่อ พิธีกรรม วรรณคดี วรรณกรรมพื้นบ้าน ประเพณี ที่สื่อให้เห็นถึงอัตลักษณ์ของแต่ละภูมิภาค ซึ่งได้มีการเปิดรับสมัครเรียบร้อยแล้ว ตั้งแต่วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2566 ถึงวันที่ 30 เมษายน 2566 ทั้งนี้ 
มีทีมที่สมัครเข้าร่วมประกวดร่วม 40 ทีม

ด้าน นายโกวิท ผกามาศ อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมวัฒนธรรม ได้ดำเนินการจัดประกวดดนตรีและการแสดงพื้นบ้านมาแล้ว 15 ครั้ง เริ่มจาก พ.ศ. 2549 และตั้งแต่ พ.ศ. 2552 จนถึงปัจจุบัน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเทิดพระเกียรติสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ในฐานะที่ทรงเป็น “วิศิษฏศิลปิน” และเพื่ออนุรักษ์ ส่งเสริม เผยแพร่ดนตรีและการแสดงพื้นบ้านให้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง สร้างความสนใจให้เกิดกระแสอนุรักษ์สืบสานศิลปวัฒนธรรมไทย เปิดพื้นที่ให้แก่เด็ก เยาวชน และประชาชน สร้างมิติใหม่ให้วัฒนธรรมมีความร่วมสมัย ยกระดับขีดความสามารถของดนตรี พัฒนาเทคนิคทางการแสดง ให้เกิดมูลค่าเพิ่ม ซึ่งได้รับพระมหากรุณาธิคุณฯ พระราชทานถ้วยรางวัลชนะเลิศ ในการประกวดของแต่ละปีอย่างต่อเนื่อง
    
นายโกวิท กล่าวต่อว่า การจัดประกวดในปี 2566 นี้ มีความพิเศษตรงที่ไม่จำกัดอายุของผู้เข้าประกวด เพื่อมุ่งส่งเสริม รักษา ต่อยอด และเปิดพื้นที่ให้ศิลปินพื้นบ้านในแขนงต่าง ๆ ทั้งเด็ก เยาวชน และประชาชนได้มีโอกาสร่วมถ่ายทอดศิลปวัฒนธรรมการแสดง และมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมท้องถิ่น ไปสู่สายตาประชาชน โดยมีกำหนดจัดการประกวดใน 4 ประเภท ดังนี้ 1) การประกวดรวมศิลป์พื้นบ้านภาคกลาง ในวันที่ 16 พฤษภาคม 2566 ณ มหาวิทยาลัยราชภัฎพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา 2) การประกวดรวมศิลป์พื้นบ้านภาคตะวันออกเฉียงเหนือ วันที่ 23 พฤษภาคม 2566 ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด จังหวัดร้อยเอ็ด 3) การประกวดรวมศิลป์พื้นบ้านภาคใต้ วันที่ 31 พฤษภาคม 2566 ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา จังหวัดสงขลา และ 
4) การประกวดรวมศิลป์พื้นบ้านภาคเหนือ วันที่ 7 มิถุนายน 2566 ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่
       
ทั้งนี้ ทีมผู้ชนะการประกวดจะได้รับเงินรางวัลรวม (๔ ภาค) 1,000,000 บาท ประกอบด้วย -รางวัลชนะเลิศ ได้รับถ้วยรางวัลพระราชทานฯ เงินรางวัล 100,000 บาท พร้อมเกียรติบัตร -รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 1 ได้รับถ้วยรางวัลจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เงินรางวัล 80,000 บาท พร้อมเกียรติบัตร -รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 2 ได้รับถ้วยรางวัลจากปลัดกระทรวงวัฒนธรรม เงินรางวัล 50,000 บาท พร้อมเกียรติบัตร และ -รางวัลชมเชย ภาคละ 2 รางวัล ได้รับเงินรางวัล ๆ ละ 10,000 บาท พร้อมเกียรติบัตร  โดยสามารถติดตามรายละเอียดกิจกรรมการประกวด และข้อมูลทางวัฒนธรรมได้ทาง www.culture.go.th หรือ เฟสบุ๊คกรมส่งเสริมวัฒนธรรมและ line@วัฒนธรรม 

‘จุรินทร์’ นำทีม ‘ปชป.’ ปราศรัยใหญ่ อ้อนขอคะแนนชาวพิจิตร ลั่น!! ‘ปชป.’ พาประเทศชาติรอดได้ ย้ำ!! เคยพิสูจน์ให้เห็นแล้ว

‘จุรินทร์-ไพฑูรย์-นราพัฒน์’ ปราศรัยใหญ่พิจิตร ชูเลือกประชาธิปัตย์พาชาติรอด

(3 พ.ค. 66) นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วย นายไพฑูรย์ แก้วทอง ราษฎรอาวุโสของชาวจังหวัดพิจิตร อดีต ส.ส. และรัฐมนตรีหลายกระทรวง นายนราพัฒน์ แก้วทอง รองหัวหน้าพรรค ภาคเหนือ พล.อ.บุญเลิศ แก้วประสิทธิ์ (เสธ.อ้าย) นอกจากนี้ยังมีผู้สมัคร ส.ส. ภาคเหนือตอนล่าง มาร่วมกันขึ้นเวทีปราศรัยใหญ่ ที่บริเวณโรงเรียนตะพานหิน อ.ตะพานหิน จ.พิจิตร พร้อมกับผู้สมัคร ส.ส.พิจิตร ทั้ง 3 เขตเลือกตั้ง ประกอบด้วย เขต 1 พล.ท.ฉลวย แย้มโพธิ์ใช้ เบอร์ 3 เขต 2 พ.ต.ท.สามารถ แก้วทอง เบอร์ 6 เขต 3 นายวรวุธ แก้วทอง เบอร์ 1

โดยบรรยากาศในวันนี้ นอกจากมีพี่น้องประชาชนมาร่วมฟังการปราศรัยจำนวนมากจนล้นสนามกีฬาโรงเรียนแล้ว ชาวพิจิตรยังเข้ามาขอถ่ายรูป มอบพวงมาลัย ดอกกุหลาบ เพื่อเป็นกำลังใจให้นายจุรินทร์อย่างคับคั่ง

นายจุรินทร์ ได้กล่าวปราศรัยว่า มาถึงวันนี้เหลือเวลาเพียง 10 วันจะถึงวันเลือกตั้ง ดังนั้นจึงถึงเวลาที่พี่น้องต้องตัดสินใจ เพราะเลือกตั้งครั้งนี้จะมีบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ ขอให้เลือกประชาธิปัตย์ทั้ง 2 ใบ เพื่อให้ประชาธิปัตย์ได้ ส.ส.มากที่สุดสำหรับเข้าไปทำงานรับใช้พี่น้องได้มากขึ้นเท่านั้น

นอกจากนี้ยังกล่าวว่า การเลือกตั้งครั้งนี้มีโอกาสแลนด์สไลด์ยาก ตามที่มีนักวิเคราะห์ รวมทั้งผลสำรวจโพลบอกตรงกันว่า เที่ยวหน้าจะไม่มีพรรคการเมืองไหนแลนด์สไลด์เลยแม้แต่พรรคเดียว ดังนั้นเมื่อไม่มีพรรคไหนแลนด์สไลด์ก็แปลว่าไม่มีพรรคไหนจะสามารถรวมเสียงข้างมากเพื่อตั้งรัฐบาลได้อย่างแน่นอน ซึ่งเท่ากับว่าทุกพรรคจะมีโอกาสตั้งรัฐบาลได้พอ ๆ กัน ดังนั้นทุกเสียงจึงมีความหมายสำหรับประชาธิปัตย์


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top