Thursday, 16 July 2026
Hard News Team

‘ลุงตู่’ ชื่นชมนายสถานีรถไฟบ้านส้อง ช่วยชีวิตหญิงชรา ยกเป็นแบบอย่างที่ดีของสังคม ขอให้ทำความดีต่อไป

‘พล.อ.ประยุทธ์’ แวะให้กำลังใจนายสถานีรถไฟบ้านส้อง จ.สุราษฎร์ธานีเสี่ยงชีวิตช่วยหญิงชราเป็นใบ้หูหนวก ให้รอดพ้นจากการถูกรถไฟชน พร้อมชื่นชมเป็นแบบอย่างที่ดีของสังคม

(3 พ.ค. 66) ที่สถานีรถไฟบ้านส้อง ต.บ้านส้อง เขตเทศบาลเมืองเวียงสระ อ.เวียงสระ จ.สุราษฎร์ธานี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ประธานคณะกรรมการกำหนดแนวทางและยุทธศาสตร์ พรรครวมไทยสร้างชาติ พร้อมด้วย นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรค นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ เลขาธิการพรรค ดร.ธนกร วังบุญคงชนะ รองหัวหน้าพรรค นายอนุชา บูรพชัยศรี และคณะผู้บริหารพรรคเดินทางให้กำลังใจ นายฐิติพงศ์ พิริพล นายสถานีรถไฟบ้านส้อง อ.เวียงสระ ที่เสี่ยงชีวิตเข้าช่วยหญิงสูงอายุที่พิการทางการได้ยินและเป็นใบ้ เดินข้ามตัดหน้าขบวนรถไฟล่องใต้ ขบวนที่ 85 กรุงเทพอภิวัฒน์-นครศรีธรรมมราช ที่กำลังแล่นเข้าเทียบชานชาลาสถานีรถไฟบ้านส้อง จนรอดชีวิตจากการถูกชนอย่างหวุดหวิด เป็นการมาให้กำลังใจระหว่างลงพื้นที่หาเสียงในจังหวัดสุราษฎร์ธานี

อะไรคือสาเหตุแห่งทุกข์ | TIME TO THAMMA EP.5

TIME TO THAMMA  สำหรับ EP.5 นี้ นำเสนอเรื่องราวจากหนังสือ "ที่สุดแห่งธรรมของพระพุทธองค์ และเรื่องเล่าสมัยพุทธกาล" เขียนโดยอัจฉราวดี วงศ์สกล ซึ่งนำเสนอคำสอนที่เป็นหัวใจและแก่นของพระพุทธศาสนา ทำให้เข้าใจภาพรวมของคำสอนได้อย่างถูกต้องอย่างรวดเร็ว โดย EP นี้นำเสนอ “อะไรคือสาเหตุแห่งทุกข์” ติดตามได้จากคลิปนี้

ดำเนินรายการโดย เจษฎา สุขารมย์

ติดตามได้ใน THE STATES TIMES PODCAST

🎥 ช่องทางรับชม
Facebook: THE STATES TIMES PODCAST
YouTube: THE STATES TIMES PODCAST
TikTok: THE STATES TIME PODCAST

‘ฟิล์ม รัฐภูมิ’ โต้ก้าวไกล ปม ม.112 หลังยกกรณีเหยียบย่ำหัวใจคนไทย

ฟิล์ม-รัฐภูมิ โตคงทรัพย์ ผู้สมัคร ส.ส. กทม.พรรคพลังประชารัฐ เขต 22 หมายเลข 1 บริเวณตลาดบุญเรือง เขตสวนหลวง ประเวศ (เฉพาะแขวงหนองบอน) ได้ตอบโต้ เพชร-กรุณพล เทียนสุวรรณ รองโฆษกพรรคก้าวไกล หลังยกกรณีเหยียบย่ำหัวใจคนไทย ด้วยการหยิบข้อเปรียบเทียบหากตนเห็นปฏิทินที่บ้านอยู่ในถัง แล้วจุดไฟเผาเหมือนกงเต๊ก หรือถ้าทำแบงก์ที่มีรูปในหลวงแล้วเผลอไปเหยียบ จะต้องติดคุกมาตรา 112 หรือไม่ โดยอ้างเรื่องของเจตนาว่าผู้คุมกฎหมายจะรู้ได้เช่นไร ว่าใครเจตนาหรือไม่เจตนา และก้าวไกลจะช่วยทำให้การตีความกว้างจนเกินไป แคบลง

ย้อน 3 เหตุผล ทำ ‘คริส’ ประกาศออกจากพรรคก้าวไกล ย้ำ!! พรรคไม่มีความเป็นประชาธิปไตย เหมือนที่โฆษณา

อีกประมาณ 10 วัน ประชาชนชาวไทยก็จะได้เข้าคูหาใช้สิทธิ์เลือกตั้งกันตามกฎหมายแล้ว ทางฟากฝั่งพรรคการเมืองก็เดินสายหาเสียง ปราศรัยกันอย่างคึกครื้น เวทีดีเบตของช่องทีวีต่าง ๆ ก็มีถ่ายทอดสดให้ได้ฟังนโยบายกันแทบจะทุกวัน

แต่สิ่งที่เห็นได้ชัดเจนเลยก็คือ ‘พรรคก้าวไกล’ มักจะเคลมตัวเองว่าเป็น ‘พรรคประชาธิปไตย’ ไปเวทีไหนๆ พฤติกรรมนี้ก็ติดตามไปด้วยไม่ขาดหาย บรรดาแฟนคลับกองเชียร์ก็ชื่นชม โห่ร้องส่งเสียงให้กำลังใจทุกเวทีดีเบต เพราะเชื่อว่าพรรคก้าวไกลคือความหวัง คือทางออก และเป็นพรรคที่เป็น ‘ประชาธิปไตย’ จริง ๆ 

แต่หากย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2566 ที่ผ่านมา หลายคนคงจำได้ดีที่ ‘คริส โปตระนันทน์’ หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งพรรคอนาคตใหม่ได้ออกมาโพสต์เฟซบุ๊ก ‘คริส โปตระนันทน์ - Chris Potranandana’ ขอลาจากพรรคก้าวไกล โดยระบุสาเหตุ 3 ข้อ ที่พออ่านแล้วก็รู้สึกแสบ ๆ คัน ๆ ไม่น้อย 

โดยสาเหตุข้อที่ 1 คริสระบุว่า “อยากจะทำการเมืองในพรรคที่เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง เพราะความเป็นประชาธิปไตยของพรรคยังห่างไกลกับที่พรรคโฆษณาไว้อยู่มาก ผมในฐานะที่เป็นสมาชิกตลอดชีพทั้งพรรคอนาคตใหม่ และพรรคก้าวไกล ตอบได้เลยว่า เรื่องราวต่าง ๆ มีความสำคัญเป็นการตัดสินใจของคนกลุ่มเล็ก ๆ บางกลุ่มในพรรคการเมือง แล้วเรียกคนกลุ่มนี้ว่าเป็น โปรลิสบูโร”

‘สามารถ’ จับมือทีม ‘ศก.’ ชูนโยบายระบบรางทั่วประเทศ ลดต้นทุนโลจิสติกส์-รถไฟทางคู่ 7 สายในปี 70- รถไฟไฮสปีด

ปชป.ชูนโยบายพัฒนาระบบรางทั่วไทย กระจายความเจริญทั่วทุกภาค ลดต้นทุนโลจิสติกส์ แก้ระบบประมูลต้องเปิดกว้าง ดันสร้างรถไฟทางคู่ 7 สายภายในปี 70 เร่งสร้างรถไฟความเร็วสูง ‘หนองคาย-โคราช’

(3 พ.ค. 66) ที่พรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) นายสามารถ ราชพลสิทธิ์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และทีมเศรษฐกิจพรรคประชาธิปัตย์ แถลงถึงนโยบายผลักดันระบบรางทั่วไทย ลดต้นทุนโลจิสติกส์ และปิดประตูการประมูลเอื้อเอกชน ว่าประเทศไทยมีทำเลยุทธศาสตร์ที่สามารถเป็นศูนย์กลางการคมนาคมขนส่งของภูมิภาคนี้ แต่กลับมีต้นทุนระบบการขนส่งโลจิสติกส์ต่อจีดีพีสูงมาก อยู่ที่ประมาณ 14 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่ประเทศอื่นๆ ประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ ส่วนประเทศที่มีระบบรางที่ดีจะมีต้นทุนดังกล่าวประมาณ 8-9 เปอร์เซ็นต์ สาเหตุที่ประเทศไทยยังมีต้นทุนระบบโลจิสติกส์สูงเป็นเพราะเราพึ่งพารถยนต์เป็นหลัก ขณะนี้จึงถึงเวลาแล้วที่ประเทศเราต้องขับเคลื่อนประเทศด้วยระบบราง ให้รถไฟเป็นทางเลือกในการขนส่งของไทย

นายสามารถ กล่าวอีกว่า ดังนั้น พรรคประชาธิปัตย์มีนโยบายด้านการพัฒนาระบบราง ซึ่งจะใช้เงินลงทุนประมาณ 620,000 ล้านบาท ในระยะเวลา 4-6 ปี แบ่งเป็นเงินลงทุนจากภาครัฐ 510,000 ล้านบาท คิดเป็น 82 เปอร์เซ็นต์ และเงินลงทุนจากภาคเอกชน 110,000 ล้านบาท คิดเป็น 18 เปอร์เซ็นต์ โดยการพัฒนาระบบราง มีดังนี้ 1.เร่งรัดแผนการก่อสร้างรถไฟทางคู่ 7 สาย ในช่วง 4 ปีข้างหน้า หรือภายในปี 2570 รวมเป็นระยะทาง 1,483 กิโลเมตร (กม.) วงเงินประมาณ 270,000 ล้านบาท ประกอบด้วย 1. ปากน้ำโพ-เด่นชัย 2. เด่นชัย-เชียงใหม่ 3. ชุมทางถนนจิระ-อุบลราชธานี 4. ขอนแก่น-หนองคาย 5. ชุมพร-สุราษฎร์ธานี 6. สุราษฎร์ธานี-หาดใหญ่-สงขลา และ 7. หาดใหญ่-ปาดังเบซาร์ โดยหลังจากก่อสร้างรถไฟทางคู่ 7 สายนี้เสร็จสิ้น จะทำให้ระยะทางของรถไฟทางคู่ในประเทศ เพิ่มเป็น 3,404 กม. ส่วนรถไฟทางเดี่ยวเหลืออยู่ 1,211 กม. ขณะที่ทางสามยังมีเท่าเดิม คือ 107 กม. และเมื่อรวมทั้งหมดนี้แล้ว จะทำให้ในปี 2570 ประเทศไทยมีโครงข่ายเส้นทางรถไฟรวมเป็น 4,722 กม. ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์ของไทย จาก 14 เปอร์เซ็นต์ เหลือ 12 เปอร์เซ็นต์ ส่วนแนวทางการประมูลรถไฟทางคู่ เราจะเปิดกว้างให้มีผู้รับเหมาทั้งขนาดใหญ่และขนาดกลางเข้ามาแข่งขัน ซึ่งจะทำให้ประหยัดค่าก่อสร้างได้ และทำให้งานเสร็จเร็วขึ้น

“ถ้าพรรคประชาธิปัตย์ได้ดูแลกระทรวงคมนาคม การประมูลรถไฟทางคู่ที่เคยสร้างความประหลาดใจในส่วนของเส้นทางสายเหนือ ช่วงเด่นชัย-เชียงราย-เชียงของ และสายอีสาน ช่วงบ้านไผ่-มหาสารคาม-ร้อยเอ็ด-มุกดาหาร-นครพนม เนื่องจาก ราคาที่ได้จากการประมูลต่ำกว่าราคากลาง แค่ 0.08 เปอร์เซ็นต์เท่ากันทุกสัญญา จะไม่เกิดขึ้นอีกอย่างแน่นอน” นายสามารถ กล่าว

นายสามารถ กล่าวว่า สำหรับโครงการรถไฟความเร็วสูง จากการที่พรรคประชาธิปัตย์ได้จัดทำแผนแม่บทรถไฟความเร็วสูงขึ้นเมื่อปี 2553 เราจะสานต่อการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง เส้นทางกรุงเทพฯ-หนองคาย โดยจะเร่งก่อสร้างเส้นทางหนองคาย-นครราชสีมา ระยะทาง 355 กม. วงเงินประมาณ 230,000 ล้านบาท ซึ่งจะเชื่อมต่อกับเส้นทางรถไฟความเร็วสูง จีน-ลาว เพื่อรองรับผู้โดยสารจากประเทศจีนและลาวที่เข้ามาในประเทศไทย ช่วยสร้างรายได้มหาศาลเข้าประเทศ และถ้าพรรคประชาธิปัตย์ได้ดูแลกระทรวงคมนาคม ประชาชนจะได้ใช้รถไฟความเร็วสูง ช่วงหนองคาย-นครราชสีมา ภายในเวลาไม่เกิน 6 ปี โดยจะเร่งแก้ปัญหาการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงช่วงกรุงเทพฯ-นครราชสีมา ซึ่งมีปัญหาการเวนคืนที่ดิน การขอใช้พื้นที่หน่วยงานของรัฐ และปัญหาผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่ทำให้ต้องปรับรูปแบบการก่อสร้าง

นายสามารถ กล่าวว่า พรรคฯยังมีนโยบายเกี่ยวกับระบบขนส่งมวลชนในเมืองมหานคร เพื่อกระจายความเจริญจากกรุงเทพฯ ไปสู่หัวเมืองหลักในภาคต่างๆ โดยเราจะสนับสนุนการก่อสร้างรถไฟฟ้ารางเบา ในจ.เชียงใหม่ ระยะที่ 1 วงเงิน 27,200 ล้านบาท, ที่จ.ขอนแก่น วงเงิน 22,000 ล้านบาท ที่จ.นครราชสีมา ระยะที่ 1 วงเงิน 18,400 ล้านบาท และที่จ.ภูเก็ต ระยะที่ 1 วงเงิน 30,200 ล้านบาท อีกทั้งจะสนับสนุนการก่อสร้างรถรางล้อยาง (Auto Tram) ที่จ.พิษณุโลก วงเงิน 760 ล้านบาท รวมทั้งการก่อสร้างรถไฟฟ้ารางเดี่ยว (โมโนเรล) ระยะที่ 1 ที่อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา วงเงิน 16,200 ล้านบาท รวมวงเงินจากโครงการเหล่านี้เป็นเงินเกือบ 120,000 ล้านบาท โดยจะเป็นโครงการที่ช่วยให้ประชาชนลดเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ลดการใช้พลังงานเชื้อเพลิง ลดมลพิษ และจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน

‘นพวรรณ’ เปิดเหตุผลเด็ด ย้ำเตือนคนกทม. ทำไมต้องเลือก ‘พปชร.’ ชูนโยบาย ‘ก้าวข้ามความขัดแย้ง-แก้ปัญหาปากท้อง-กองทุนพัฒนาท้องถิ่น’

‘นพวรรณ’ เปิดเหตุผลคนกทม. ต้องเลือก พปชร. พรรคชัดเจน แก้ปัญหาปากท้อง – ก้าวข้ามความขัดแย้ง

‘นพวรรณ หัวใจมั่น’ เปิดเหตุผลทำไมคนกรุงเทพ ต้องเลือก ‘พลังประชารัฐ’ โชว์นโยบายเด็ด ตั้งกองทุนประชารัฐนำเงินแสนล้านพัฒนาพื้นที่ กทม. เดินหน้าแก้ปัญหาปากท้องประชาชนแบบเร่งด่วน พร้อมก้าวข้ามความขัดแย้ง สร้างความปรองดองเพื่อชาติบ้านเมือง

ภญ.นพวรรณ หัวใจมั่น ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เขต12 (เขตบางเขน แขวงท่าแร้ง เขตสายไหม แขวงออเงิน เขตลาดพร้าว แขวงจรเข้บัว) เบอร์ 12 ได้กล่าวถึงเหตุผลที่คนกรุงเทพต้องเลือก พปชร. ว่านอกจากทางพรรคพลังประชารัฐ พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี หัวหน้าพรรค ที่มีจุดยืนต้องการก้าวข้ามความขัดแย้ง เพื่อเดินหน้าสร้างประโยชน์ให้กับประเทศชาติบ้านเมืองแล้ว ในด้านนโยบายที่ทางพรรคจะผลักดันออกมานั้น ล้วนแต่ทำเพื่อแก้ปัญหาปากท้องของประชาชน เหมือนดังเช่นที่ผลักดันจนสำเร็จมาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการแก้หนี้นอกระบบ และแก้ปัญหาน้ำ

ทั้งนี้ พลเอกประวิตร มีความเป็นห่วงประชาชนอย่างยิ่ง จึงได้มอบหมายให้ทีมเศรษฐกิจของพรรคคิดนโยบายด้านปากท้อง ลดค่าครองชีพ ออกมาเพื่อช่วยเหลือพี่น้องประชาชน ทั้งการลดราคาน้ำมันเบนซิน 18 บาท ลดดีเซล 6.30 บาท หรือการลดราคาแก๊สถัง 15 ก.ก. เหลือถังละ 250 บาท ซึ่งสามารถทำทันทีที่เป็นรัฐบาล รวมไปถึงนโยบายลดค่าไฟฟ้า ที่จะปรับโครงสร้างราคาที่มีการคิดเงินซ้ำซ้อนอยู่หลายส่วน ซึ่งจะทำให้สามารถลดค่าไฟฟ้าลงเกือบ 50% เหลือเพียงหน่วยละ 2.50 บาทเท่านั้น ซึ่งทั้งหมดนี้ก็จะช่วยให้ทุกคนมีเงินเหลือไปใช้จ่ายอย่างอื่นเพิ่มขึ้น

ขณะเดียวกัน ทางพรรคพลังประชารัฐ ยังได้มอบหมายให้ทีมเศรษฐกิจไปศึกษาถึงการตั้งกองทุนประชารัฐ 300,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นกองทุนระดับประเทศในสมัยหน้า ถ้า พปชร.ได้เป็นรัฐบาลจะมีกองทุนนี้ภายใน 4 ปี เป็นการนำเงินจากรัฐบาลกลางเข้าไปช่วยพัฒนาท้องถิ่น

‘อุ๊งอิ๊ง’ เตรียมลุยงานต่อหลังคลอดลูกชาย เผย พร้อมขึ้นเวทีดีเบตชูนโยบาย-โชว์วิสัยทัศน์

(3 พ.ค. 66) ที่โรงพยาบาลพระราม 9 แพทองธาร ชินวัตร ผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย พร้อมด้วย ปิฎก สุขสวัสดิ์ แถลงความพร้อมในการทำงานต่อหลังเลือกตั้ง โดยมีครอบครัวชินวัตร นำโดย คุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ พินทองทา ชินวัตร ได้พาน้อง ‘พฤจ์ธาษิณ สุขสวัสดิ์’ มาพบพี่น้องสื่อมวลชนเป็นครั้งแรก

แพทองธาร เริ่มต้นกล่าวขอบคุณทุกกำลังใจที่มีให้ การคลอดน้องธาษิณ เป็นการผ่าคลอด ไม่ได้ดูฤกษ์ยาม และเป็นไปด้วยความปลอดภัยแข็งแรงดีทุกประการ ความหมายชื่อ ‘ธาษิณ-พฤจ์ธาษิณ สุขสวัสดิ์’ เป็นชื่อที่ตนเองตั้ง โดย ‘จ์’ มาจาก ‘พจมาน’ หรือ คุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ ผู้เป็นยาย และ ‘ธาษิณ’ มาจาก ‘ทักษิณ’ หรือ ทักษิณ ชินวัตร ผู้เป็นตา และภายหลังการคลอดเสร็จสิ้น ก็จะพักอีกสักสัปดาห์แรก เพื่อดูแลลูกชายและเริ่มต้นทำงานต่อไป

ส่วนกรณี การทวิตข้อความของ ดร.ทักษิณ ชินวัตร เรื่องการกลับบ้านนั้น แพทองธาร กล่าวว่า เป็นการทวิตด้วยความตื่นเต้นและตื้นตันที่ได้หลานคนที่ 7 คุณตาทักษิณ คงอยากเจอหลานช่วงลืมตาดูโลก อีกทั้ง การพูดคำว่า “กลับบ้าน” เป็นการพูดอยู่หลายครั้ง ซึ่งแน่นอนว่าอาจส่งผลต่อการเมือง แต่ไม่ผิดที่จะหวัง โดยเฉพาะถ้าวันที่บ้านมีแต่เรื่องดีๆ

‘ทีมเศรษฐกิจ ปชป.’ เปิดนโยบายแก้หนี้-พัฒนาระบบการเงิน ชู ‘หาดใหญ่’ เชื่อมต่อ ‘มาเลเซีย-อินโดนีเซีย’ สู่ฮับนานาชาติ

ปชป. เปิดนโยบายพัฒนาระบบการเงิน ผุดธนาคารท้องถิ่น ให้ท้องถิ่นถือหุ้น ไม่พึ่งเงินรัฐ แก้หนี้ครัวเรือนให้ระบบเข้มแข็ง พร้อมแก้หนี้เกษตรกร ให้ธกส. เป็นเจ้าหนี้ฟื้นฟู จี้รัฐชำระหนี้ธกส. 8 แสนล้านโดยเร็ว ลั่น ทั้งปชป. ทำได้ หากได้เป็นรัฐบาล

(3 พ.ค. 66) ที่พรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) ทีมเศรษฐกิจประชาธิปัตย์กับวาระประเทศไทย ครั้งที่ 5 แถลง“ปชป. กับนโยบายแก้หนี้ประชาชนและการพัฒนาระบบการเงิน” โดยนายพิสิฐ ลี้อาธรรม ประธานคณะกรรมการนโยบายและทีมเศรษฐกิจพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า การพัฒนาระบบการเงิน เรื่องที่ 1 การลงทุนพัฒนาหาดใหญ่ จ.สงขลา ให้หาดใหญ่เชื่อมต่อมาเลเซีย อินโดนีเซียด้วยรถไฟฟ้าความเร็วสูง และสนามบินที่อาจจะมีการขยายเพิ่มเติมจากปัจจุบันเป็นสนามบินนานาชาติ และให้เป็นศูนย์กลางของภาคใต้ โดยประชาธิปัตย์จะประกาศนโยบายพัฒนาหาดใหญ่ให้เป็นศูนย์กลางการเงินนานาชาติในภูมิภาค ด้วยศักยภาพของหาดใหญ่ หากกระตุ้นให้หาดใหญ่ได้รับการเปลี่ยนแปลงนโยบายความรุ่งเรืองก็จะกลับมา หากประชาธิปัตย์เข้ามาเป็นรัฐบาลเราจะทุ่มเทในเรื่องนี้เพราะภาคใต้เรามีส.ส.มากที่สุด และผู้ใหญ่ในพรรคฯก็ยินดีทำเรื่องนี้ และจะต้องมีการแก้ไขกฎหมายเช่นเรื่องภาษีอากร จะต้องไม่ด้อยไปกว่าสิงคโปร์

นายพิสิฐ กล่าวว่า เรื่องที่ 2 การพัฒนาให้มีธนาคารท้องถิ่น เราจะส่งเสริมให้มีธนาคารพัฒนาท้องถิ่นเกิดขึ้นเพราะท้องถิ่นทั่วประเทศมีเงินเก็บมากมาย เพราะแต่ละที่ถูกกฎหมาย ระเบียบการคลังบังคับว่า จะต้องทำงบประมาณแบบเกินดุล แล้วเอาเงินไปฝากธนาคารพาณิชย์โดยไม่ได้ใช้ประโยชน์อะไรวันดีคืนดีผู้บริหารท้องถิ่นก็เอาเงินไปซื้อโคมไฟเสาไฟฟ้ากินรี แต่เราจะมีการจัดตั้งธนาคารท้องถิ่นโดยให้ท้องถิ่นต่างๆ เป็นผู้ถือหุ้น และบริหารธนาคารท้องถิ่นเอง ระดมเงินในการพัฒนาเพื่อการลงทุนระยะยาวทั้งประปา ถนน โรงเรียนอนุบาล โดยรัฐบาลไม่ต้องใส่เงินเข้าไป ซึ่งในต่างประเทศ รัฐบาลท้องถิ่น องค์การปกครองท้องถิ่น สามารถออกพันธบัตรท้องถิ่นได้ แต่บ้านเราไม่มีใครทำ ไปกระจุกที่กระทรวงการคลัง แล้วกระทรวงการคลังก็ยังกระกั๊กให้รัฐบาลกลางเท่านั้น ดังนั้นจึงต้องเปิดทางให้ธนาคารท้องถิ่นได้มีโอกาสระดมเงินออกพันธบัตร ซึ่งจะทำให้เงินที่อยู่ในตลาดทุนที่มีมากมายมหาศาลได้มีโอกาสมาใช้ประโยชน์เพื่อให้ท้องถิ่นเจริญ และประเทศไทยก็มีฐานะที่ดีขึ้น ดังนั้นถึงเวลาแล้วที่ต้องให้มีธนาคารเพื่อการพัฒนาท้องถิ่นเกิดขึ้น เหมือนธนาคารเอสเอ็มอี ธนาคารอาคารสงเคราะห์(ธอส.) 

นายพิสิฐ กล่าวต่อว่า และเรื่องที่ 3 ธนาคารสหกรณ์ เงินที่สหกรณ์มีอยู่รวมแล้วไม่น้อยไปว่าธนาคารออมสิน คือ 3.3 ล้านล้านบาท หรือเทียบกับธนาคารเอสเอ็มอี สหกรณ์มีเงินในรูปสหกรณ์ออมทรัพย์ มากกว่าธนาคารเอสเอ็มอี ปัจจุบันเงินเหล่านี้ไม่มีการบริหารจัดการมาตรฐานสากล ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์ดำเนินการให้ธนาคารสหกรณ์เกิดขึ้น โดยการออกกฎหมาย เพราะสหกรณ์ต่างๆ มีเกือบ 200 แห่ง เพราะสหกรณ์มีเงินอยู่แล้ว เพียงแต่เรายกฐานะขึ้นมาเป็นธนาคาร โดยที่ไม่ต้องใช้เงินของรัฐ ไม่มีการเกิดหนี้สาธารณะ เพื่อให้มีการรวมศูนย์และเป็นประโยชน์ต่อประเทศอย่างแท้จริง  

นายพิสิฐ กล่าวต่อว่า เรื่องหนี้ครัวเรือน ซึ่งเป็นปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน มีความพยายามยามที่จะหาทางแก้ไข หลายพรรคการเมืองมีการประกาศเช่น จะพักหนี้ 3 ปี 5 ปี ไม่เอาเครดิตบูโรมาทำใช้ ซึ่งเป็นการแทรกแซงการทำงานของภาคธุรกิจการเงิน แต่พรรคประชาธิปัตย์ไม่เดินตามนั้น เราจะเดินตามแนวของวิธีการที่จะทำให้ระบบเข้มแข็งขึ้นไม่ให้อ่อนแอลง และไม่เสียประวัติในเรื่องเหล่านี้ ที่ผ่านมา 3 ปีประชาชนมีปัญหาเรื่องการเงินจากสถานการณ์โควิด-19 หนี้ครัวเรือนกระโดดจาก 80 % เป็น 90% ถึงตอนนี้ลดลงมาเหลือ 86% ดังนั้นเรามีเป้าหมายลดหนี้ครัวเรือนลงไปให้ต่ำกว่า 80% ของจีดีพีให้ได้ในระยะสั้นๆ และการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนของผู้ที่มีเงินเดือน ไม่ว่าจะเป็นสมาชิก กบข. สหกรณ์ หรือกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ จึงต้องปลดล็อกกฎหมาย 3 ฉบับแก้เป็น 1 มาตรา คือกฎหมายกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กฎหมายสกรณ์ และกฎหมายกบข. และอัดฉีดเงินผ่านธนาคารหมู่บ้าน/ชุมชน ละ 2 ล้านบาท การเพิ่มเอสเอ็มอี โดยกองทุนเอสเอ็มอี ทำให้เกิดมีรายได้ จีดีพีขยายตัวเกิน 5% จากโครงการต่างๆ 

‘อดีตบิ๊ก ศรภ.’ ชี้ ‘คอนเสิร์ตอัสนี-วสันต์’ จุดรำลึกความสงบของบ้านเมือง มีทั้งวัยรุ่น-วัยเก๋า สะท้อนคนอยากได้ ‘ความสุข’ มากกว่า ‘ความวุ่นวาย’

(3 พ.ค. 66) พล.ท.นันทเดช เมฆสวัสดิ์ อดีตหัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการพิเศษ ศูนย์รักษาความปลอดภัยแห่งชาติ ศรภ.โพสต์ข้อความในเพจเฟซบุ๊กส่วนตัว พลโทนันทเดช เมฆสวัสดิ์ ระบุว่า...

คอนเสิร์ต อัสนี-วสันต์ กับ การเลือกตั้ง

น่าสนใจมากครับ จากผลสะท้อนของคอนเสิร์ต ‘37 ปี อัสนีและวสันต์’ เมื่อ 29-30 เมษายนที่เพิ่งผ่านไปนี้ ณ อิมแพ็ค อารีน่า ซึ่งขายบัตรคอนเสิร์ตอย่างเป็นทางการ (8 มี.ค.) เพียง 30 นาทีแรกก็ Sold Out รอบแรกหมด

จนต้องประกาศขายบัตรรอบ 2 ขึ้นในวันเดียวกัน แต่ผ่านไปเพียงแค่ 3 ชั่วโมง บัตรที่นั่งรอบ 2 ก็ Sold Out อีกเช่นกัน ราคาบัตรก็จัดว่าไม่ถูกนัก ตั้งแต่ 6 พันบาทลงไปจนถึง ที่นั่งนอกสุด ที่ดูแทบไม่เห็น ราคาก็ยัง 1,500 บาท 

อารีน่าบรรจุคนได้ทั้งหมด ประมาณ 12,000 คน แต่คราวนี้ขายตั๋วยืน ในราคา 3 พันบาท เพิ่มเข้าไปด้วย น่าจะอัดเข้าไปประมาณ 14,000 คน

ที่สำคัญ คือ กลุ่มแฟนของ อัสนี-วสันต์ นั้นส่วนใหญ่จะมีอายุเกิน 40 ปีขึ้นไป ไม่น่าจะออกมายื้อแย่งซื้อบัตรได้ กลุ่มคนดูก็อยู่ตั้งแต่อายุ 40 ปีขึ้นไปเป็นหลัก มีเด็กๆ ตามมาด้วยมากพอสมควร จัดว่าเป็นกลุ่มพลังเงียบตัวจริง 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top