Thursday, 16 July 2026
Hard News Team

‘รทสช.’ ปล่อยคลิปสั้น ‘คุยกับลุง’ เผยอีกแง่มุมชีวิตของ ‘ลุงตู่’ พร้อมเล่าที่มาของชื่อ ‘ประยุทธ์’ ที่แปลว่า ‘ต่อสู้’ เพราะตนสู้มาตลอดชีวิต

‘รทสช.’ ปล่อยคลิป ‘คุยกับลุง’ วิดีโอสั้นพูดคุยกับ ‘พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา’ อย่างเป็นกันเองในเรื่องราวเบาๆ ทั้งเรื่องชีวิตวัยเด็ก งานอดิเรก ชีวิตครอบครัวและการทำงาน ที่แตกต่างกับบุคลิกที่สังคมเคยเห็นมาก่อน ทำให้หลังเผยแพร่คลิปไม่นานก็ถูกแชร์ไปจำนวนมาก พร้อมแฟนคลับขอให้ผลิตต่อเนื่อง เพราะได้เห็น พล.อ.ประยุทธ์ ในตัวตนที่แท้จริง ที่ไม่ได้ดุเหมือนที่เห็นในข่าว และพร้อมที่จะสนับสนุนเสมอ

(5  พ.ค. 66) เพจเฟซบุ๊ก พรรครวมไทยสร้างชาติเผยแพร่คลิป ‘คุยกับลุง’ คลิปวิดีโอสั้นๆ ประมาณ 7 นาที เป็นการพูดคุยกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ประธานกำหนดยุทธศาสตร์และนโยบายพรรครวมไทยสร้างชาติ ในบรรยากาศสบายๆ โดย พล.อ.ประยุทธ์ สวมเสื้อเชิ้ตสีขาว ลายใบไม้สีเหลือง กางเกงสแล็กสีดำ พูดคุยอย่างเป็นกันเองกับทีมงาน โดยเนื้อหาการสนทนาส่วนใหญ่เป็นเรื่องเกี่ยวกับชีวิตส่วนตัวของตนเอง ตั้งแต่วัยเด็ก งานอดิเรก กีฬา และชีวิตครอบครัวน่ารักๆ

เนื้อหาเริ่มต้นคลิป พล.อ.ประยุทธ์ เล่าถึงที่มาของชื่อ ‘ประยุทธ์’ โดยระบุว่ามีที่มาจากระหว่างที่ตนเกิดในค่ายทหารที่ จ.นครราชสีมา มีการซ้อมรบบิดาจึงตั้งชื่อตนว่า ‘ประลองยุทธ์’ แต่เมื่อบิดาไปหาหมอพระ ได้ขอให้เปลี่ยนเป็น ‘ประยุทธ์’ เท่านั้น ตนจึงได้ชื่อนี้มาตั้งแต่เกิด และจากวันนั้นถึงวันนี้ก็ต้องต่อสู้มาตลอด ตามความหมายของชื่อที่แปลว่า ‘ต่อสู้’ นั่นเอง

พล.อ.ประยุทธ์ ยังเล่าด้วยว่าในสมัยเด็กตนก็เป็นเด็กซนๆ คนหนึ่ง จนถูกบิดาลงโทษ ถูกตี รู้สึกเจ็บมาก ตอนนั้นอายุสิบกว่าขวบ ตัดสินใจหนีออกจากบ้านด้วยการถีบรถจักรยานออกไปในเวลาเย็น แต่เมื่อออกไปสักพักก็คิดว่าจะไปไหนดี แต่หาคำตอบไม่ได้ว่าจะไปไหน จึงตัดสินใจกลับบ้านมาเอง โดยบิดายืนรออยู่พร้อมกับถามว่าออกไปไหนมา ตนก็แค่บอกว่าออกไปเล่นมา แต่ทราบดีว่าบิดารู้ว่าตนงอนที่ถูกทำโทษ ซึ่งถือเป็นประสบการณ์ในสมัยเด็ก พร้อมกับเล่าว่าบิดาเป็นคนที่เป็นหลักของครอบครัว ดุ แต่ก็ใจดีและมีเหตุผล ส่วนมารดาเป็นคนใจดี

พล.อ.ประยุทธ์ ยังตอบคำถามเกี่ยวกับการออกไปเล่นสงกรานต์กับประชาชนที่ ถ.ข้าวสาร เมื่อช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมาว่า ที่จริงแล้วตั้งใจจะไปเยี่ยมตำรวจเพื่อให้กำลังใจและกำชับให้ดูแลประชาชนให้ดี แต่เมื่อเข้าไปแล้วก็เลยได้เล่นน้ำสงกรานต์กับประชาชนจริง เพราะส่วนตัวแล้วตนไม่ได้เล่นสงกรานต์มาตั้งแต่เด็ก ทำให้เผลอตัวไป ขาไปผมเรียบหล่อ แต่กลับออกมาผมฟู จนถึงวันนี้ยังเมื่อยอยู่

ทีมงานถามว่า มีคนนำไปพูดว่านายกฯ กราดยิงประชาชนในวันสงกรานต์ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่าก็เป็นการยิงน้ำที่ใส่ความเป็นมงคลไปให้ ตนไม่เคยไปให้ร้ายกับใคร เป็นเรื่องธรรมดาที่คนเรามักจะมีทั้งคนเกลียดและคนรัก จึงไม่ได้คิดอะไร

เมื่อถามว่าเคยดูซีรีส์บ้างไหม พล.อ.ประยุทธ์  กล่าวว่า ตนก็ดูซีรีส์เหมือนกัน แต่ดูไม่เคยจบ เพราะไม่สนุก ทำให้มีซีรีส์ค้างจออยู่หลายสิบเรื่อง แต่เรื่องที่ดูจนจบคือ ซีรีส์เกาหลี ‘Desendents of the Sun’ ที่พระเอกเป็นทหาร และเรื่อง ‘Crash Landing on you’ และยังดูซีรีส์ย้อนยุคของเกาหลี หรือภาพยนตร์เก่าอื่นๆ ด้วยเช่นกัน เพราะดูแล้วสนุก โดยเฉพาะเรื่องเกี่ยวกับการทหาร ที่มีการรบกัน แต่ไม่ได้อยากให้เกิดขึ้น เพราะเป็นเหตุการณ์ที่โหดร้าย ทารุณ แต่ก็ดูไปหมด

‘เสี่ยหนู’ ลุยหาเสียงโคราช มั่นใจ!! ‘พรชัย’ รักษาแชมป์ได้ เชื่อ ปชช.เห็นความทุ่มเท ไม่เคยทิ้งพื้นที่ ผลงานเป็นที่ประจักษ์

(5 พ.ค. 66) ที่โรงเรียนหนองบุญมากประสงค์วิทยา ตำบลหนองหัวแรด อำเภอหนองบุญมาก จังหวัดนครราชสีมา นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคฯ เดินทางลงพื้นที่ช่วย นายพรชัย อำนวยทรัพย์ ผู้สมัคร ส.ส.เขต 11 เบอร์ 7 หาเสียงท่ามกลางประชาชน 4,000 คน

โดย นายอนุทิน ปราศรัยตอนหนึ่งว่า สำหรับนายพรชัย มีความเชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่ง ว่าจะสามารถรักษาแชมป์ได้ เนื่องจากทางพรรคภูมิใจไทยเห็นการทำงานของท่านมาโดยตลอด หลังจากท่านได้เป็นตัวแทนปวงชน นายพรชัยไม่เคยทิ้งพื้นที่ เจอหน้าตนทุกครั้งพูดแต่ว่าพื้นที่ต้องการอะไรบ้าง เป็นคนที่หายใจเข้าออกนึกถึงประชาชน นายพรชัยทำงานชนิดที่หัวหน้าพรรคยังต้องเกรงใจ เรื่องความทุ่มเทนายพรชัยไม่เป็นสองรองใคร ขอให้คำมั่นสัญญาว่าเลือกนายพรชัยไปทำงาน รับรองไม่มีคำว่าผิดหวัง

“ที่ผ่านมา มีสำนักโพลต่าง ๆ รายงานผลออกมา ส่วนตัวผมดูไว้เป็นข้อมูล แต่ที่ผมเชื่อที่สุด คือ ผมเชื่อในการทำงานของผู้สมัครพรรค นายพรชัย ทำงานดี มีความมุ่งมั่น ตอนที่โควิด-19 ระบาด หรือตอนที่มีปัญหาต่าง ๆ ท่านโทรหาผมแทบทุกวัน เพื่อให้ลงไปช่วยแก้ปัญหา ไปทำในสิ่งที่ประชาชนต้องการให้ มาถึงวันนี้จากผู้คนที่มาฟังนายพรชัยปราศรัยจำนวนมากมายหลายพันคน สิ่งที่ผมเห็นมันมีความหมายมากกว่าผลโพล เพราะนี่คือคะแนนความนิยมจากชาวบ้านในพื้นที่จริง ๆ” นายอนุทิน กล่าว

จากนั้น นายอนุทิน ได้นำเสนอนโยบายของพรรคภูมิใจไทย อาทิ การพักหนี้ 3 ปี ไม่เกิน 1 ล้านบาท หยุดต้น หยุดดอกเบี้ย, เงินกู้ฉุกเฉิน 50,000 บาท, กรมธรรม์ผู้สูงวัย 60 ปีขึ้นไป, การเพิ่มค่าตอบแทน อสม. 2,000 บาทต่อเดือน, การจัดหาเครื่องฉายรังรักษามะเร็งสีติดตั้งทุกจังหวัด, นโยบาย 1 ตำบล 1 ศูนย์ไตเทียม, ติดตั้งโซลาร์รูฟบนหลังคาฟรี ลดค่าใช้จ่าย 450 บาทต่อครัวเรือน และการให้สิทธิ์ซื้อมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าผ่อนเดือนละ 100 บาท 60 งวด, นโยบายเกษตรร่ำรวย รู้ราคาก่อนขาย เสียหายมีประกัน

เตือนภัยชักศึกเข้าบ้านหลังเลือกตั้ง 'รัฐบาลเสียงข้างน้อย' ทางเลือกสุดท้าย

อีก 8 ทิวาราตรีกาลก็จะถึงวันชี้ชะตาอนาคตประเทศไทยกันแล้ว สารพัดโพลว่าด้วยการเลือกตั้งรีบแถลงกันคึกโครมคึกคัก เพราะสัปดาห์หน้าถูกห้ามเผยแพร่ตามกฎ กติกา มารยาท...

เล็ก เลียบด่วน...ก็พยายามติดตามทุกโพลด้วยความสนใจ บางโพลนั้นดูแล้วออกอาการเว่อร์ ๆ และย้อนแย้งสุด ๆ ขอไม่พูดถึง...แต่ท้ายสุดก็ต้องขอบอกว่าที่ถูกจริตและสอดคล้องกับความรู้สึกและข้อมูลที่ 'เล็ก เลียบด่วน' พอมีอยู่ในมือก็คือ...นิด้าโพล ที่มี ดร.สุวิชา เป้าอารีย์ เป็นผู้อำนวยการ...

นิด้าโพล ล่าสุดระบุว่า คนที่ชาวบ้านอยากให้เป็นนายกรัฐมนตรีคือ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เบียดแซง 'อุ๊งอิ๊ง' แพทองธาร ชินวัตร ในสัดส่วนร้อยละ 35 ต่อ 29 เป็นการสวนทางไปกลับในอัตราส่วนที่สูงมาก...ส่วนส.ส.ระบบเขตและระบบบัญชีรายชื่อนั้น 3 อันดับแรกยังเป็น พรรคเพื่อไทย พรรคก้าวไกล และพรรครวมไทยสร้างชาติ...แต่ที่ต้องขีดเส้นใต้หนา ๆ ก็คือพรรคก้าวไกลหายใจรดต้นคอพรรคเพื่อไทยในระดับ 2-4% เท่านั้น...ดังนั้นจึงไม่แปลกที่ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา ทั้งหัวหน้าและเลขาฯพรรคก้าวไกลจะพูดถึงตัวเลขเป้าหมาย ตัวเลขในฝัน 160 ที่นั่ง...พร้อม ๆ กับการปั่นแคมเปญโค้งสุดท้าย...คาราวาน 5 สาย มุ่งสู่ทำเนียบ...

ขณะที่ เนชั่นโพล...ชี้เปรี้ยงว่าสองพรรคคือเพื่อไทยกับก้าวไกลทะลุ 300 เสียง...แต่ นิด้าโพล ที่ 'เล็ก เลียบด่วน' คุยทั้งหน้าไมค์และหลังไมค์กับคนทำโพล ได้ตัวเลขว่า...เพื่อไทย 200 ก้าวไกล 70 ภูมิใจไทย 80 รวมไทยสร้างชาติ/ประชาธิปัตย์/พลังประชารัฐ เฉลี่ยพรรคละ 45...ทั้งหมดบวกลบ 5

...ตามโพลนี้รวมเสียงของฝ่ายเดิมทั้งหมดอยู่ที่ประมาณ 280 ซึ่งเกิน 250 หรือเกินครึ่งสภาไปไม่น้อย...และตามตัวเลขนี้ขั้นตอนแรกที่จะทำคือการเลือกประธานสภา ก็ต้องบอกว่าน่าจะเรียบร้อยโรงเรียนเพื่อไทย ได้ 'พ่อมดดำ'! เป็นประธานสภา...แต่ในขั้นตอนต่อไป เลือกนายกรัฐมนตรีต้องได้เสียงเกินกึ่งหนึ่งของรัฐสภาหรือสองสภารวมกันคือไม่น้อยกว่า 376 เสียง...แน่นอนว่า 250 เสียงของ ส.ว.คือเสียงชี้ขาด...เกมอาจพลิก...พลิกไปหาขั้วอำนาจเดิม

แม้บอกว่าไม่ได้เป็นการชี้นำใด ๆ และไม่มีใครอยากให้เกิด...แต่ ดร.วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เล่าให้ฟังถึงประวัติศาสตร์รัฐบาลเสียงข้างน้อยเมื่อปี 2518 และโยงมาถึง พ.ศ.นี้ ว่ามีโอกาสเกิดขึ้น แม้ช่วงแรกนายกรัฐมนตรีที่เป็นฝ่ายเสียงข้างน้อย แต่ที่สุด 'เวลา' ก็จะเป็นแม่เหล็กดึงดูดให้เป็นเสียงข้างมากได้...ตามสูตรนี้ก็พอจะมองกันออกว่า โอกาสของ 'บิ๊กตู่' ที่จะไปต่อรอบสามนั้นยังมี...ถ้าขั้วอำนาจเดิมไม่แพ้ขาดกระจุย...

'ก้าวไกล' คึก! ประกาศชิงเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ขู่!! รัฐบาลเสียงข้างน้อย ระวังนรกมีจริง

(5 พ.ค.66) เมื่อช่วงค่ำวันที่ 4 พ.ค.พรรคก้าวไกลจัดเวทีปราศรัยใหญ่ ‘นนทบุรีตรงไป ก้าวไกลตรงมา’ ที่ตลาดนกฮูก จ.นนทบุรี นำโดย พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ปิยบุตร แสงกนกกุล ผู้ช่วยหาเสียงพรรคก้าวไกล พร้อมด้วยผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ ได้แก่ วิโรจน์ ลักขณาอดิศร, วรรณวิภา ไม้สน, วาโย อัศวรุ่งเรือง, กัญจน์พงศ์ จงสุทธนามณี, สุเทพ อู่อ้น และ ณธีภัสร์ กุลเศรษฐสิทธิ์

โดย น.ส.วรรณวิภา กล่าวว่า เราผ่านความเจ็บปวดของแรงงาน จนกลั่นกรองมาเป็นนโยบาย พรรคก้าวไกลเสนอการสร้างสวัสดิการถ้วนหน้า ซึ่งเรามั่นใจว่าหลังจากนี้จะไม่มีพรรคการเมืองใดกล้าลดสวัสดิการของพี่น้องประชาชนแน่นอน รับปากได้ว่าสภาฯ ชุดใหม่เปิดเมื่อไร ร่างกฎหมายทั้ง 40 ฉบับของพรรคก้าวไกลจะเข้าสู่สภาฯ ทันที ที่ผ่านมาเราเคยมีรัฐมนตรีกระทรวงแรงงานเป็นตำรวจ เป็นนายพล แล้วทำไมจะมีรัฐมนตรีแรงงานที่เป็นแรงงานตัวจริงไม่ได้ ดังนั้นวันที่ 7 และ 14 พ.ค.นี้ ประชาชนจะได้มีสิทธิมีเสียงเท่ากัน อย่าให้ใครมาปล้นอำนาจของเราไป หากทุกคนมีความฝันธรรมดาเรียบง่ายเหมือนพวกเราที่ต้องการเห็นประเทศที่การเมืองดี ปากท้องดี มีอนาคต ไม่ต้องคิดอะไรซับซ้อน วางความกลัวไว้ข้างหลัง วางความหวังไว้ข้างหน้า กาก้าวไกล 2 ใบให้ถล่มทลาย

ด้านนายปิยบุตร ขึ้นปราศรัย กล่าวว่า พรรคก้าวไกลได้แสดงให้เห็นแล้วว่ามีความพร้อมในการเป็นรัฐบาลบริหารประเทศ ไม่ใช่เพียงมีแผนงานโรดแมปในการขับเคลื่อนนโยบาย แต่ยังเป็นพรรคของมวลชนที่ไม่ต้องเกรงใจใคร เกรงใจคนเดียวคือประชาชน ถึงเวลาก็สามารถเข้าไปแก้ปัญหาที่ต้นตอได้ ทั้ง 300 นโยบายของพรรคก้าวไกลจะเปลี่ยนประเทศไทย โดยเห็นได้ว่าข้อเสนอการเมืองดี ปากท้องดี มีอนาคต เป็นเรื่องยาก ๆ ทั้งนั้น เพราะต้องเปลี่ยนแปลงโครงสร้างขนาดใหญ่ ไม่ว่าจะเป็น ยกเลิกรัฐธรรมนูญ 2560 เขียนรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ กระจายอำนาจปลดล็อกท้องถิ่นซึ่งเป็นการปฏิรูประบบราชการครั้งใหญ่ ลบล้างผลพวงรัฐประหาร เอานายพลคนทำรัฐประหารมาเข้าคุก ปฏิรูปกองทัพ ปฏิรูปที่ดิน ทลายทุนผูกขาด เรื่องเหล่านี้แม้เป็นเรื่องยาก แต่ไม่ทำไม่ได้ ต้องทำวันนี้เดี๋ยวนี้

“จำเป็นที่พรรคก้าวไกลต้องมี ส.ส. มากเป็นอันดับหนึ่ง เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล เลือกกระทรวงสำคัญเพื่อเข้าไปบริหารเรื่องเหล่านี้ ถ้าเราไม่ได้ที่หนึ่ง เราได้ ส.ส. น้อย ไปร่วมกับคนอื่น สวัสดิการพื้นฐานอาจไม่ได้ทำ กระจายอำนาจอาจไม่ได้ทำ ดังนั้นต้องกาก้าวไกลให้ถล่มทลาย” นายปิยบุตรกล่าว

นายปิยบุตร กล่าวอีกว่า เหลืออีก 10 วันก่อนหย่อนบัตร แต่ละพรรคก็มีกลยุทธ์มาแข่งขันกัน เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ได้ยินนายวิษณุ เครืองาม รักษาการรองนายกรัฐมนตรีพูดว่า โดยทั่วไปจะไม่มีรัฐบาลเสียงข้างน้อย แต่ถ้าถึงเวลาจำเป็นอาจจะมีได้ และอีกสักพักจากรัฐบาลเสียงข้างน้อยจะค่อยๆ กลายเป็นรัฐบาลเสียงข้างมากเอง

“นี่มันอะไรกัน พอใกล้หย่อนบัตรก็ส่งสัญญาณกันแล้วหรือ ตกลงว่าจะฝืนมติเสียงสวรรค์ของประชาชนไปตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อย เอา ส.ว. มาหนุนใช่ไหม ถ้าอยากทำก็ลองดู เดี๋ยวจะรู้ว่านรกมีจริง รอบนี้ไม่มีใครยอมแล้ว 4 ปีที่แล้วก็ทำแบบนี้ รอบนี้พอกันที เราจะไม่ให้ ส.ว. 250 คนทำงานอีกต่อไป เราจะตั้งรัฐบาลก้าวไกล รัฐบาลเสียงข้างมากถล่มทลาย

นายปิยบุตร กล่าวเพิ่มเติมว่า พอนายวิษณุ พูดแบบนี้ บางพรรคการเมืองก็เกิดตระหนกขึ้นมา เอามารณรงค์ผ่านแคมเปญโหวตยุทธศาสตร์ แคมเปญคะแนนตกน้ำ ด้วยการบอกว่าถ้าพรรคฝ่ายค้านเดิมหรือพรรคที่แสดงจุดยืนต่อต้านรัฐประหาร มาแข่งกันเองมากๆ ตาอยู่จะคว้าพุงปลาไปกิน เราจะแพ้กันหมด สาธยายเต็มไปหมดเพื่อนำไปสู่บทสรุปว่าต้องโหวตยุทธศาสตร์ อย่าให้คะแนนตกน้ำ โดยโหวตพรรคเขาพรรคเดียว ผมอ่านแล้วรู้สึกคุ้นๆ 4 ปีที่แล้วก็เจอแบบนี้ สงสัยว่าเลือกตั้ง 2570 จะทำแบบนี้อีกหรือไม่ สรุปว่าต่อไปนี้ ประเทศนี้จะเป็นประชาธิปไตยได้ ต้องเลือกพรรคคุณแค่พรรคเดียวอย่างนั้นหรือ

นายปิยบุตรกล่าวต่อว่า เราต้องกลับมาทบทวนการโหวตเชิงยุทธศาสตร์ หรือเรื่องคะแนนตกน้ำ แท้จริงแล้วเป็นอย่างไร ตอนนี้ลองดูผลสำรวจคะแนนเสียงของกลุ่มพรรคฝ่ายค้านเดิมทั้งหมด ออกมาเกิน 70% ไปแล้ว และสำหรับพรรคก้าวไกล เรามีลุ้นทุกเขต ดังนั้น อย่าไปกลัว อย่าไปเชื่อ ถ้ารักถ้าชอบก็กาให้ถล่มทลาย เลือกพรรคก้าวไกลไม่มีวันคะแนนตกน้ำ โดยเฉพาะในช่วงที่คะแนนนิยมของพรรคก้าวไกลพุ่งขึ้นแบบนี้ ทุกคะแนนที่พี่น้องมอบให้มีคุณค่ามหาศาล เพราะเวลาที่คะแนนเบียดกันวิ่งเข้าเส้นชัย ทุกคะแนนมีความหมาย ครั้งที่แล้วพรรคอนาคตใหม่ก็แพ้ไปเพียงนิดเดียวในหลายเขต

“ถ้ารักก้าวไกล อย่าลังเล กาก้าวไกลทั้งสองใบ ตรงไปตรงมา นอกจากช่วยเพิ่มจำนวน ส.ส. เพื่อนำไปสู่การตั้งรัฐบาลก้าวไกลแล้ว ยังช่วยสร้างผลสะเทือนทางการเมือง หากคะแนนทั่วประเทศของพรรคก้าวไกลขึ้นไปถึง 30-40% นี่คือการส่งสัญญาณดัง ๆ ให้สะเทือนฟ้าสะเทือนดินถึงผู้มีอำนาจ ว่าคุณรังแกเหยียบย่ำเราตั้งแต่อดีตอนาคตใหม่ จนมาถึงวันนี้ประชาชนสนับสนุนเราเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ นี่คือกลุ่มก้อนพลังความคิดแบบใหม่ ที่ไม่เอาแบบอดีตที่ผ่านมาอีกแล้ว จะเดินหน้าสู่อนาคตแบบใหม่”นายปิยบุตร กล่าว

‘อดีตทูตนริศโรจน์’ ซัด!! อเมริกันฮีโร่ ผู้พิทักษ์แห่งความวิบัติ เตือน ‘ไทย’ สนามประลองกำลังผ่านการครอบงำคนรุ่นใหม่

เมื่อวันที่ 4 พ.ค. 66 นายนริศโรจน์ เฟื่องระบิล อดีตเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงบัวโนสไอเรส ประเทศอาร์เจนตินา กล่าวถึงสถานการณ์ในเมืองไทย โดยเฉพาะกับการเลือกตั้งที่จะมาถึง ว่ามีกระบวนการจากต่างชาติที่กำลังเดินเกมเพื่อให้ผลการเลือกตั้งเป็นไปอย่างที่ตนต้องการ ผ่านรายการ ‘แซ่บ หรอย อร่อย ลำ’ ว่า...

“เวลาดีเบตกันพรรคการเมืองและคนส่วนใหญ่จะไม่พูดถึงปัจจัยภายนอกที่เข้ามาแทรกแซง ซึ่งสำคัญมาก และผมมองว่าถ้ามีโอกาสก็อยากให้ไปดูคลิปของฝรั่งคนหนึ่งชื่อ ไบรอัน เบอร์เลติก เขาเคยเป็นทหารทหารอเมริกัน และผมเคยได้พูดคุยกับเขา โดย ไบรอัน เป็นคนพูดเอง ว่ามีกระบวนการนี้อยู่ เรียกว่าถ้าเป็นคนไทยด้วยกันเองพูด ก็ไม่เชื่อหรอก ต้องให้ฝรั่งมาพูด”

นายนริศโรจน์ กล่าวต่อว่า “ไบรอัน พูดว่า การเมืองไทยถูกแทรกแซง มีต่างชาติ มหาอำนาจพยายามเข้ามาแทรกแซง และเข้ามาชี้นำ เพื่อให้ผลการเลือกตั้งเป็นไปตามผลประโยชน์ที่ตัวเองต้องการ อันนี้ฝรั่งก็รู้ นักการเมืองระหว่างประเทศก็รู้ แต่ว่าเด็ก ๆ ไม่รู้ เด็ก ๆ กลายเป็นเครื่องมือ”

พร้อมได้ยกตัวอย่างเสริมว่า “ตอนที่เกิดเหตุวุ่นวายที่ฮ่องกง ที่เขาเรียกว่า ‘ฮ่องกงโมเดล’ เด็ก ๆ ที่นั่นก็เหมือนตอนนี้ ถูกปั่นหัว ซึ่งเด็กฮ่องกง (ตัวปั่น) ในยุคนั้น ต้องถูกจีนใช้ไม้แข็ง จนบางคนต้องลี้ภัยกันไปหมด เพราะป่วนกันจนเด็ก ๆ ถึงขั้นร้องเพลงชาติสหรัฐฯ โบกธงสหรัฐ เพื่อต้องการให้สหรัฐฯ เข้ามาปลดปล่อยฮ่องกง”

นายนริศโรจน์ ได้ตั้งคำถามต่อกับประเด็นนี้ด้วยว่า “แล้วคิดว่าเป็นไปได้หรือ ที่จีนจะยอม ขนาดไต้หวันจีนยังไม่ยอมเลย คือจีนเขาถือเรื่องอธิปไตยเป็นเรื่องสำคัญ ทุกประเทศก็เช่นกัน มันก็เหมือนกับถ้ามีใครไปบอกว่าให้ Texas แยกตัวออกมาจากสหรัฐฯ ซะ คุณคิดว่าคนอเมริกันจะคิดยังไง บทบาทของตำรวจโลก ที่ไม่ได้สร้างความชอบธรรม มันก็ยิ่งจะทำให้เกิดการแบ่งแยก และสงครามมันก็จะเกิดขึ้นตามมา”

นายนริศโรจน์ เล่าย้อนไปว่า “สมัยภัยคอมมิวนิสต์น่ากลัวมาก คอมมิวนิสต์ถูกว่าภาพเป็นปีศาจ แต่โลกมันผกผัน จากปีศาจที่เราเคยกลัว กลายเป็นไม่น่ากลัวเท่ากับ American Hero หรือ Super Marvel ต่าง ๆ ที่แสดงตัวว่าฉันคือผู้พิทักษ์โลก แต่อย่าลืมว่า ผู้พิทักษ์โลก เขาไปที่ไหนก็พินาศที่นั่น”

‘สัตวแพทย์’ คลายข้อสงสัย ปมใช้ไซยาไนด์ กำจัดสัตว์เลื้อยคลาน เผย!! ไม่มีใครใช้ไซยาไนด์กำจัดสัตว์มีพิษ เพราะเป็นสารอันตราย

(5 พ.ค. 66) ภายหลังเกิดคดี ‘แอม ไซยาไนด์’ และต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ตรวจค้นโรงงานแห่งหนึ่งย่านลาดกระบัง ที่จำหน่ายสารไซยาไนด์ ซึ่งนำเข้าอย่างถูกกฎหมาย ปรากฏว่ามีชื่อของดาราสาวรายหนึ่ง สั่งซื้อด้วย ก่อนที่ต่อมานางบังอร พงษ์ธนานิกร แม่ของ ‘ไอซ์ ปรีชญา พงษ์ธนานิกร’ ดาราสาวชื่อดัง จะเปิดเผยในรายการโทรทัศน์ช่องหนึ่งว่าดาราที่ตำรวจพูดถึงคือ ‘ไอซ์’ ที่สั่งซื้อไซยาไนด์มาจริง เพื่อมาแก้ปัญหา ‘สัตว์เลื้อยคลาน’ ทั้งงู ตัวเงินตัวทอง เข้ามาในบ้าน

ขณะที่เพจ ‘ดาวแปดแฉก’ โพสต์ข้อความ ระบุว่า ‘สัตวแพทย์’ ให้ความรู้มาแล้ว!! กรณี ‘ไซยาไนด์’ ใช้กำจัดสัตว์เลื้อยคลานมีพิษ ได้หรือไม่อย่างไร

6 ภาพจำ ‘ผลงานรัฐบาล’ ที่อยู่ในความทรงจำของประชาชน

เริ่มจากภาพการต่อสู้กับวิกฤติโควิด-19 ซึ่งใช้เวลากว่า 3 ปี นับตั้งแต่ปี 2563 มาจนถึงปี 2566 ระหว่างทางต้องแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้ามากมาย เพราะอย่างที่ทราบกันดีว่า โรคระบาดนี้เกิดขึ้นครั้งแรกของโลก ไม่มีใครรู้ดีกว่าใคร และที่สำคัญ ไม่มีใครที่มีวัคซีน แต่ผลสุดท้าย รัฐบาลก็สามารถฝ่าทุกกระแสดรามา ทำให้ประชาชนคนไทย ก้าวข้ามจากโควิด-19 และได้ฉีดวัคซีนกันถ้วนหน้า

เชื่อมโยงจากเรื่องโควิด-19 มาถึงการได้เปิดประเทศ ต้อนรับนักท่องเที่ยว ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย และหลาย ๆ ประเทศที่มีวิทยาการก้าวล้ำกว่าประเทศไทย ยังเปิดบ้านเปิดเมือง ‘ช้ากว่า’ เราอยู่ไม่น้อย ถึงวันนี้ นักท่องเที่ยวเดินแบกเป้กันเต็มเมือง ส่วนหนึ่งเพราะการวางมาตรการการดูแลป้องกันที่เข้มงวด จึงสามารถเปิดประตูประเทศได้อย่างรวดเร็ว เป็นที่น่าประทับใจ

พูดถึงความสัมพันธ์ต่างประเทศ ‘รัฐบาล’ ถือว่ามีภาพจำที่ดีไม่น้อย โดยเฉพาะกับงานใหญ่อย่าง ‘การประชุมเอเปค’ เมื่อปลายปี 2565 ซึ่งการจัดงานผ่านพ้นไปด้วยดี และที่ดีมากกว่านั้น คือภาพความสัมพันธ์ของลุงตู่กับผู้นำหลายต่อหลายชาติ แม้จะเป็นเพียงภาพถ่ายไม่กี่ช็อต ที่ถูกนำเสนอตามหน้าสื่อ แต่สำหรับในเวทีโลกแล้ว นี่คือ ‘พลัง’ ของความเป็นประเทศไทย ที่จะถูกฉายและขับเคลื่อนต่อไปในเวทีระดับนานาชาติ

‘โฟม-พงศ์กวิน’ ชี้!! 14 พ.ค.นี้ รู้ผลโฉมหน้าการเมืองไทย มั่นใจ!! เพื่อไทยยังแลนด์สไลด์ กวาด กทม. เกิน 25 คน

ต้องยอมรับว่า ในช่วงหาเสียงที่ผ่านมา หนึ่งในแกนนำที่ลงมาช่วยหาเสียงให้พรรคเพื่อไทย (พท.) อย่างต่อเนื่อง คงหนีไม่พ้นตระกูล ‘จึงรุ่งเรืองกิจ’ โดย ‘สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ’ อดีตรมว.อุตสาหกรรม ที่ช่วยผู้สมัคร ส.ส. ทั่วประเทศคู่ขนานไปกับแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีแบบไม่เว้นวันพักผ่อน

(5 พ.ค.66) ขณะเดียวกัน ด้าน ‘โฟม’ พงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้สมัคร ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ก็ช่วยออกไปเป็นกองเสริมสนามกรุงเทพฯ โดยที่ผ่านมาได้ลงช่วย ‘ดร.ตั้น’ กฤชนนท์ อัยยปัญญา ผู้สมัคร ส.ส.กทม. เขต 29 เขตบางแค (เฉพาะแขวงบางแคเหนือและแขวงบางไผ่) เขตหนองแขม (ยกเว้นแขวงหนองแขม) เบอร์ 9 ซึ่งต้องยอมรับว่า ผลงานของ ดร.ตั้น ที่แม้จะยังไม่ได้เป็น ส.ส.ในเลือกตั้งรอบก่อน แต่ก็ได้รับการตอบรับจากพี่น้องประชาชนในพื้นที่อย่างมาก หลังจากลงช่วยเหลือแก้ปัญหาต่าง ๆ ให้ชาวบ้านย่านนี้มาตลอดหลายปี

ตำรวจไซเบอร์ รวบหนุ่มแสบแก๊งคอลเซ็นเตอร์อ้างเป็นพนักงาน FedEx ทำหน้าที่เป็นสายที่ 1 หลอกผู้เสียหาย อ้างมีพัสดุผิดกฎหมายตกค้างที่กรมศุลกากร พบความเสียหายกว่า 42 ล้านบาท

ตามนโยบายของรัฐบาล โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร., พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล รอง ผบ.ตร. ในด้านการป้องกันปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีในทุกรูปแบบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภัยการหลอกลวงประชาชนจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งถือเป็นการกระทำที่ซ้ำเติมความเดือดร้อนของประชาชน

กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) โดย พล.ต.ท.วรวัฒน์ วัฒน์นครบัญช ผบช.สอท. ได้ให้ความสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าว ได้กำชับสั่งการให้ทุกกองบังคับการในสังกัด เร่งดำเนินการปราบปรามจับกุมผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีตามกฎหมาย โดยให้มีผลการปฏิบัติเป็นรูปธรรม และต่อเนื่อง

วันนี้ (5 พ.ค. 66) เวลา 10.00 น. พล.ต.ท.วรวัฒน์ วัฒน์นครบัญชา ผบช.สอท., พล.ต.ต.วิวัฒน์ คำชำนาญ รอง ผบช.สอท., พล.ต.ต.อำนาจ ไตรพจน์ รอง ผบช.สอท., พล.ต.ต.นิเวศน์ อาภาวศิน รอง ผบช.สอท., พล.ต.ต.ฐายุฏฐ์ จันทร์ถาวร รอง ผบช.สอท., พล.ต.ต.ไพโรจน์ สุขรวยธนโชติ รอง ผบช.สอท., พล.ต.ต.ชัชปัณฑกาณฑ์ คล้ายคลึง ผบก.สอท.1, พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ โฆษก บช.สอท., พ.ต.อ.พิเชียรยศ อรุณพันธกุล ผกก.1 บก.สอท.1 พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันแถลงข่าวกรณี เปิดปฏิบัติการทลายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ โดยมีพฤติการณ์การกระทำผิด และผลการปฏิบัติ ดังต่อไปนี้
.
สืบเนื่องมาจากได้มีผู้เสียหายเป็นนักธุรกิจถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกลวงว่าเป็นพนักงานบริษัทขนส่ง FedEx มีพัสดุผิดกฎหมายส่งจากต่างประเทศติดที่กรมศุลาการ ได้ระบุชื่อที่พัสดุเป็นชื่อนามสกุลผู้เสียหาย มีความเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดฐานฟอกเงิน จึงหลงเชื่อโอนเงินไปจำนวนกว่า 42 ล้านบาท ภายหลังทราบว่าถูกหลอกลวงจึงได้ดำเนินการแจ้งความร้องทุกข์ผ่านระบบการรับแจ้งความออนไลน์ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจสืบสวนหาตัวผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีตามกฎหมาย ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจสังกัด บก.สอท.1 จึงได้ทำการสืบสวนสอบสวนและรวบรวมพยานหลักฐานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ตรวจสอบเส้นทางการเงิน หาความเชื่อมโยงทางคดี กระทั่งเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2565 พนักงานสอบสวนได้ยื่นคำร้องขออนุมัติศาลอาญาออกหมายจับผู้ต้องหาในคดีนี้ได้

ต่อมาเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2566 เวลาประมาณ 14.30 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจสังกัด บก.สอท.1 ได้จับกุมตัว นายสุรเกียรติ ขอสงวนนามสกุล อายุ 29 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาที่ 2297/2565 ลงวันที่ 28 ตุลาคม 2565 ข้อหา “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยการแสดงตนเป็นคนอื่น,ร่วมกันเป็นอั้งยี่, ร่วมกันเป็นซ่องโจร, ร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ, ร่วมกันโดยทุจริตหรือโดยหลอกลวง นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมด หรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน และร่วมกันฟอกเงิน” ที่ตำบลศาลากลาง อำเภอบางกรวย จังหวัดนนทบุรี 

ผบ.ตร.ชื่นชมและห่วงใยตำรวจน้ำดี ช่วยเหลือผู้ประสบเหตุรถเสียบนทางด่วน จนได้รับบาดเจ็บจากเหตุรถเก๋งพุ่งชน มอบหมายรอง ผบ.ตร. ตรวจเยี่ยมบำรุงขวัญ

พล.ต.อ.ดำรงค์ศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) รับทราบเหตุกรณีเมื่อวันที่ 29 เมษายน ที่ผ่านมา เวลาประมาณเที่ยงคืน กล้องวงจรปิดบริเวณทางด่วนเฉลิมมหานคร ช่วงทางโค้งบางกอกพาเลส ขาออก แขวงมักกะสัน เขตราชเทวี กรุงเทพมหานคร จับภาพนาทีชีวิต ระหว่างที่ ส.ต.ท.ภูวดล สิริภิญโญสกุล ผู้บังคับหมู่ งานศูนย์ควบคุมจราจรด่วน 1 กองกำกับการ 2 กองบังคับการตำรวจจราจร กำลังหยุดให้ความช่วยเหลือรถจอดเสียอยู่ริมถนน

ต่อมาได้มีรถยนต์ยี่ห้อ BMW ขับส่ายแล้วพุ่งชนทั้งคนทั้งรถอย่างแรง ส่งผลให้ ส.ต.ท.ภูวดล ได้รับบาดเจ็บสาหัส มีอาการเลือดออกในสมอง และยังมีประชาชนในที่เกิดเหตุได้รับบาดเจ็บอีก 3 คน 

ทั้งนี้ ผบ.ตร.ชื่นชม ส.ต.ท.ภูวดลฯ ที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเสียสละ เข้าช่วยเหลือประชาชนอย่างรวดเร็ว และมีความห่วงใยที่ตำรวจน้ำดีดังกล่าวได้รับบาดเจ็บ จึงมอบหมายให้ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ รอง ผบ.ตร. ตรวจเยี่ยมบำรุงขวัญ ส.ต.ท.ภูวดล ซึ่งรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลตำรวจ เมื่อวันที่ 2 พ.ค. 66 ที่ผ่านมา

นอกจากนี้ ทางด้าน พล.ต.ท.ธิติ แสงสว่าง ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล และ พล.ต.ท.นิธิธร จินตกานนท์ ผู้บัญชาการประจำสำนักงาน ผบ.ตร. / หัวหน้าคณะทำงานเสริมสร้างภาพลักษณ์ตำรวจจราจร ได้เข้าตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจตำรวจนายดังกล่าวด้วยเช่นกัน 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top