Friday, 24 July 2026
Hard News Team

‘Twitter’ ขู่ฟ้อง ‘Meta’ อ้าง Threads ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา ด้าน Elon บอก “การแข่งขันเป็นเรื่องปกติ แต่การโกงไม่ใช่”

(7 ก.ค. 66) หลังสร้างความฮือฮาด้วยยอดผู้ลงทะเบียนเข้าใช้งานวันแรกหลังเปิดตัวกว่า 30 ล้านคน Threads ของ Meta ก็ต้องเผชิญกับการตอบโต้จาก Twitter ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มคู่แข่งในโซเชียลมีเดีย หลังทนายยืนขู่ฟ้องฐานละเมิดความลับทางการค้า

‘Alex Spiro’ ทนายความของ Twitter เปิดเผยว่า ได้ยื่นหนังสือไปยัง ‘Mark Zuckerberg’ ซีอีโอของ Meta Platforms ว่าจะฟ้องร้องเกี่ยวกับแพลตฟอร์ม Threads หากไมยุติการละเมิดความลับทางการค้า

Meta ซึ่งเปิดตัว Threads ในวันพุธและมีผู้ลงชื่อสมัครใช้มากกว่า 30 ล้านคน ดูเหมือนจะสร้างความสั่นสะเทือนให้กับ Twitter ของ Elon Musk โดยใช้ประโยชน์จากผู้ใช้หลายพันล้านคนของ Instagram

ในจดหมายของเขา Spiro กล่าวหาว่า Meta ว่าจ้างอดีตพนักงาน Twitter ที่ “มีและยังคงเข้าถึงความลับทางการค้าของ Twitter และข้อมูลลับสูงอื่นๆ” เว็บไซต์ข่าว Semafor รายงานเป็นครั้งแรก

“Twitter ตั้งใจที่จะบังคับใช้สิทธิ์ในทรัพย์สินทางปัญญาอย่างเคร่งครัด และเรียกร้องให้ Meta ดำเนินการทันทีเพื่อหยุดใช้ความลับทางการค้าของ Twitter หรือข้อมูลที่เป็นความลับสูงอื่นๆ” Spiro เขียนในจดหมาย

เริ่มแล้ว Twitter ขู่ฟ้อง Meta ฐาน Threads ใช้ความลับทางการค้า

‘Andy Stone’ โฆษกของ Meta กล่าวว่า “ไม่มีใครในทีมวิศวกรของ Threads ที่เป็นอดีตพนักงานของ Twitter และนั่นไม่ใช่เรื่องสำคัญ”

ด้านอดีตพนักงานอาวุโสของ Twitter บอกกับสำนักข่าวรอยเตอร์ว่าพวกเขาไม่ทราบว่ามีอดีตพนักงานที่ทำงานใน Threads หรือบุคลากรอาวุโสคนใดที่เข้าทำงานที่ Meta เลย

ในขณะเดียวกัน Musk เจ้าของ Twitter กล่าวว่า “การแข่งขันเป็นเรื่องปกติ แต่การโกงไม่ใช่” เพื่อตอบกลับทวีตที่อ้างถึงข่าวดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญารวมถึง Mark Lemley ศาสตราจารย์ด้านกฎหมายของ Stanford กล่าวว่าหากจะมีการฟ้องร้อง Twitter ต้องมีหลักฐานและข้อเท็จจริงมากกว่าที่ระบุมา

“การว่าจ้างอดีตพนักงานของ Twitter (ซึ่ง Twitter ปลดออกหรือถูกไล่ออก) และข้อเท็จจริงที่ว่า Facebook สร้างเว็บไซต์ที่ค่อนข้างคล้ายกันนั้นไม่น่าจะสนับสนุนการอ้างสิทธิ์ในความลับทางการค้า” เขากล่าว

ด้าน Jeanne Fromer ศาสตราจารย์แห่งมหาวิทยาลัยนิวยอร์ก กล่าวว่า บริษัทที่กล่าวหาว่าขโมยความลับทางการค้าต้องแสดงให้เห็นว่าพวกเขาใช้ความพยายามอย่างสมเหตุสมผลในการปกป้องความลับของบริษัท กรณีต่างๆ มักจะวนเวียนอยู่กับระบบรักษาความปลอดภัยที่ถูกหลีกเลี่ยงไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

'ส.ส.พปชร.กำแพงเพชร' เร่งซ่อมถนนทรุด บรรเทาทุกข์ชาวบ้าน ลั่น!! ทุกปัญหาของ ปชช.เข้าถึงสภาฯ ทันทีที่เปิดประชุม

(6 ก.ค.66) นายอนันต์ ผลอำนวย ส.ส.เขต 3 จ.กำแพงเพชร พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.)เปิดเผยว่า ตนได้ลงพื้นที่รับเรื่องร้องเรียนจากกรณีที่ริมตลิ่งถูกน้ำกัดเซาะ ทำให้ถนนเกิดการทรุดตัวลง สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนที่สัญจรไปมา ซึ่งตนได้ประสานไปยังส่วนราชการจังหวัดกำแพงเพชร รวมถึงองค์การบริหารส่วนตำบลคลองขลุง เพื่อเข้าไปตรวจสอบ และหาแนวทางแก้ไข ความเสียหายที่เกิดขึ้น ซึ่งพบว่าเกิดจากการพังทลายของตลิ่งริมแม่น้ำปิง ทำให้ถนนคอนกรีตภายในหมู่บ้านทรุดตัวลง โดยขณะนี้กำลังดำเนินการซ่อมแซมถนนเส้นดังกล่าว เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้กับชาวบ้านอย่างเร่งด่วน 

นายอนันต์ กล่าวต่อถึง การแก้ไขปัญหาภัยแล้งในพื้นที่ด้วยว่า ได้ดำเนินการขุดลอกคลองสาธารณะ ม.14 บ้านทรัพย์สีทอง ต.ไตรตรึงษ์ เชื่อมต่อม.3 บ้านหนองผักหนาม ต.คลองสมบูรณ์ ซึ่งถือว่าเป็นการพัฒนาแหล่งน้ำขุดลอกคลอง และกักเก็บน้ำเพื่อการเกษตรช่วงฤดูฝนที่จะถึงนี้ เพราะที่ผ่านมาประชาชนในจังหวัดกำแพงเพชรประสบกับปัญหาภัยแล้งซ้ำซากเป็นระยะเวลานาน กระทบต่อชีวิต และความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชน ทั้งแหล่งน้ำเพื่ออุปโภคบริโภค และแหล่งน้ำเพื่อการเกษตร เราจึงต้องแก้ไขปัญหาให้ทันการณ์ 

"ขณะนี้ก็ใกล้เวลาที่สภาผู้แทนราษฎรจะเปิดประชุมอย่างเป็นทางการแล้ว หน้าที่ของผู้แทนฯ คือกระบอกเสียง จะต้องนำปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนเข้าหารือในสภา เพื่อส่งต่อไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เข้ามาดำเนินการแก้ไข ส่วนตัวผมก็จะทำหน้าที่เพื่อชาวกำแพงเพชรให้ดีที่สุด"

สำนักงานตำรวจแห่งชาติส่งมอบรถรับบริจาคโลหิตให้กับสภากาชาดไทย และจัดกิจกรรมจิตอาสาร่วมบริจาคโลหิต สำหรับใช้ช่วยชีวิตผู้ป่วยและผู้ประสบเหตุต่างๆ ให้เพียงพอ ตามหลักคิด "ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก"

วันนี้ (7 ก.ค.66) เวลา 09.30 น. พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) และ พล.ต.อ.วิสนุ ปราสาททองโอสถ จเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้อำนวยการหลักสูตรการพัฒนาผู้บริหารระดับสูง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ หรือหลักสูตรรวมมิตร พร้อมกลุ่มนักศึกษารวมมิตร ได้ร่วมกันมอบรถรับบริจาคโลหิตเคลื่อนที่ ซึ่งจัดหาจากรายได้ในการจัดกิจกรรมคอนเสิร์ต และแข่งขันกอล์ฟรวมมิตรสามัคคีที่ผ่านมา  ให้แก่ สภากาชาดไทย จำนวน 1 คัน โดยมีรองศาสตราจารย์ แพทย์หญิง ดุจใจ ชัยวานิชศิริ ผู้อำนวยการศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย เป็นผู้รับมอบ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการรับบริจาคโลหิตแบบเคลื่อนที่ ลดปัญหาความขาดแคลนโลหิต สำหรับใช้ช่วยชีวิตผู้ป่วยและผู้ประสบเหตุต่างๆ ให้เพียงพอ ตามหลักคิด "ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก"

โดยมี พล.ต.อ.ชินภัทร สารสิน รอง ผบ.ตร. , พล.ต.ท.ประจวบ วงศ์สุข ผู้ช่วย ผบ.ตร. , พล.ต.ท.อนุชา รมยะนันทน์ ผู้บัญชาการสำนักงาน ก.ตร. , พล.ต.ท.กฤษฎา กาญจนอลงกรณ์ ผู้บัญชาการประจำสำนักงาน ผบ.ตร. , พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง ผู้บัญชาการประจำสำนักงาน ผบ.ตร./โฆษก ตร. ,พล.ต.ต.วัชรินทร์ ประสพดี เลขานุการตำรวจแห่งชาติ , พล.ต.ต.วริศร์สิริภ์ ลีละสิริ ผู้บังคับการตรวจคนเข้าเมือง 3 , พล.ต.ต.สุนทร อรุณนารา ผู้บังคับการสำนักงาน ก.ต.ช. และ พล.ต.ต.พัลลภ แอร่มหล้า ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสมุทรปราการ พร้อมด้วยกลุ่มรวมมิตร อาทิ คุณกฤษฎา จีนะวิจารณะ , คุณกนกศักดิ์ ปิ่นแสง , คุณสารัชต์ รัตนาภรณ์ ร่วมพิธี

นอกจากนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้จัดกิจกรรมจิตอาสาร่วมบริจาคโลหิต ณ ห้องโถง ชั้น 1 อาคารศูนย์ฝึกอบรมพัฒนาบุคลากรและสวัสดิการ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยเชิญชวนข้าราชการตำรวจในสังกัดที่มีที่ตั้งอยู่ใน ตร. ร่วมบริจาคโลหิตในครั้งนี้ สำหรับในส่วนของหน่วยงานในสังกัดของสำนักงานตำรวจแห่งชาติทั่วประเทศ กำหนดให้มีการจัดกิจกรรมดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งต่อโลหิตสนับสนุนภารกิจของศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย

ทั้งนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติตระหนักถึงความสำคัญของการบริจาคโลหิต ถือเป็นการทำกุศลอันยิ่งใหญ่ด้วยการเป็นผู้ให้ โดย 1 คน จะสามารถบริจาคได้ ครั้งละ 350 – 450 ซีซี สามารถช่วยเหลือผู้ป่วยได้ถึง 3 คน การบริจาคโลหิตเป็นส่วนหนึ่งของการทำความดี เสียสละเพื่อส่วนรวม โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน อีกทั้งยังเป็นการสำรองโลหิตให้มีปริมาณเพียงพอ และทันต่อการให้ความช่วยเหลือผู้ป่วยทั่วประเทศ

หลังจาก ผบ.ตร. และคณะผู้บังคับบัญชา ได้ส่งมอบรถรับบริจาคโลหิตให้กับสภากาชาดไทยเรียบร้อยแล้ว ได้ตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจข้าราชการตำรวจที่มาร่วมบริจาคโลหิตในครั้งนี้ ณ จุดรับบริจาคโลหิต ห้องโถง ชั้น 1 อาคารศูนย์ฝึกอบรมพัฒนาบุคลากรและสวัสดิการ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ด้วย

องคมนตรี เป็นประธานเปิดงานนิทรรศการ รายอกีตอ ตอน 100 ปี หลักรัฐประศาสโนบายล้นเกล้ารัชกาลที่ 6 น้อมนำ สืบสาน สู่การปฏิบัติ เพื่อเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ และให้เจ้าหน้าที่ของรัฐใน จชต. มีจิตสำนึกการเป็นข้าราชการที่ดี

ที่ ห้องประชุมชั้น 2 อาคารศูนย์ราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ จังหวัดยะลา ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) เปิดงานจัดแสดงนิทรรศการ รายอกีตอ ตอน 100 ปี หลักรัฐประศาสโนบาย ล้นเกล้ารัชกาลที่ 6 น้อมนำ สืบสาน สู่การปฏิบัติ โดยมี พลเอก เฉลิมชัย สิทธิสาท องคมนตรี เป็นประธานเปิดกิจกรรม มี พลเรือตรี สมเกียรติ ผลประยูร เลขาธิการ ศอ.บต. หัวหน้าส่วนราชการ ข้าราชการ และประชาชนในพื้นที่ร่วมกิจกรรม และให้การต้อนรับ

กิจกรรม รายอกีตอ ตอน 100 ปี หลักรัฐประศาสโนบาย ล้นเกล้ารัชกาลที่ 6 น้อมนำ สืบสาน สู่การปฏิบัติ จัดขึ้นสืบเนื่องจาก พื้นที่ จชต. ที่ผ่านมา ได้รับพระกรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ จากบูรพกษัตริย์ไทยทุกพระองค์ โดยเฉพาะพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงพระราชทานยุทธศาสตร์ เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา เพื่อเป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหา และพัฒนา จชต. และได้รับการสืบสานโดย พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ดังพระปฐมบรมราชโองการ “เราจะสืบสาน รักษา และต่อยอด และครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งอาณาราษฎร ตลอดไป” นอกจากนี้ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีคุณูปการอันใหญ่หลวงต่อพื้นที่ จชต. ครั้นเสด็จเยือนพื้นที่ ขณะนั้นด้วยพระองค์ทรงคำนึงถึงความหลากหลายทางวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของประชาชน จึงพระราชทานหลักรัฐประศาสโนบาย สำหรับผู้ปฏิบัติงานราชการในมณฑลปัตตานี โดยพระราชหัตถเลขาที่ 3/74 และวันนี้ (6 กรกฎาคม 2566) บรรจบครบรอบ 100 ปี ศอ.บต. จึงจัดกิจกรรมเพื่อเทิดพระเกียรติ และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณบูรพกษัตริย์ไทยทุกพระองค์ ที่ทรงมีคุณูปการต่อ จชต. เพื่อสร้างการรับรู้คุณูปการอันใหญ่หลวงของบูรพกษัตริย์ไทย ผ่านกลไกระดับจังหวัด อำเภอ เพื่อสื่อสารให้ข้าราชการตระหนักถึงความสำคัญและน้อมนำหลักรัฐประศาสโนบายสู่การปฏิบัติ พร้อมจัดแสดงนิทรรศการรายอกีตอ ใน 5 จังหวัด และผลิตสื่อประชาสัมพันธ์สนับสนุนการจัดกิจกรรมทุกแพลตฟอร์ม นอกจากนี้ยังมีการประกวดอนาชีดและกล่าวสุนทรพจน์ ภายใต้กิจกรรม 100 ปีหลักรัฐประศาสโนบาย อีกด้วย

สำหรับพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อ จชต. ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีลักษณะพิเศษทั้งด้าน เศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม ดังประจักษ์แจ้งในรัชสมัยของพระองค์ โดยการเสด็จประพาสหัวเมืองปักษ์ใต้ ทรงพระราชทานเครื่องประกอบ “ลูกเสือมณฑลปัตตานี” ขึ้นเป็นการเฉพาะ เพื่อให้สอดคล้องกับวัฒนธรรม การแต่งกายของชาวไทยมุสลิมในพื้นที่ และทรงสืบสานกิจการรถไฟต่อจากรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งเป็นจุดกำเนิดของทางรถไฟสายมณฑลปัตตานี ที่นำพาความเจริญในด้านต่างๆ มาสู่พื้นที่ อีกทั้ง ได้พระราชทาน หลักรัฐประศาสโนบายสำหรับผู้ปฏิบัติราชการในมณฑลปัตตานี โดยพระราชหัตถเลขา ซึ่งเวียนบรรจบครบ 100 ปี ในวันนี้ โดยในข้อ 5 เป็นแนวทางที่สำคัญต่อการบริหารจัดการและพัฒนาเจ้าหน้าที่ของรัฐ จชต. โดยมุ่งให้คนดีเข้ามาพัฒนาบ้านเมือง ความว่า “ข้าราชการที่แต่งตั้งออกไปประจำตำแหน่งในมณฑลปัตตานีพึงเลือกเฟ้น แต่คนที่มีนิสัยซื่อสัตย์สุจริต สงบเสงี่ยมเยือกเย็น ไม่ใช่สักแต่ว่าไปบรรจุให้เต็มตำแหน่งหรือส่งไปเป็นทางลงโทษเพราะเลว เมื่อจะส่งไปต้องสั่งสอนชี้แจงให้รู้ลักษณะทางการอันจะพึงปฏิบัติระมัดระวังโดยหลักการที่กล่าวไว้ในข้อ 1 ข้อ 3 และข้อ 4 ข้างบนนั้นแล้ว ผู้ใหญ่ในท้องที่พึงสอดส่องฝึกฝนอบรมกันต่อๆ ไป ในคุณธรรมเหล่านั้นเนืองๆ ไม่ใช่แต่คอยให้พลาดพลั้งลงไปก่อน แล้วจึงว่ากล่าวลงโทษ”

ทั้งนี้ ในส่วนของ ศอ.บต. ได้วางกรอบ การบริหารจัดการและพัฒนาเจ้าหน้าที่รัฐฝ่ายพลเรือน ให้กับทุกส่วนราชการน้อมนำไปปฏิบัติ โดยกำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนา บรรจุในหลักสูตรการฝึกอบรมเจ้าหน้ารัฐฝ่ายพลเรือนทุกหลักสูตร อาทิ หลักสูตร การอบรมเจ้าหน้าที่รัฐฝ่ายพลเรือนก่อนเริ่มปฏิบัติงานใน จชต. หลักสูตรผู้นำรุ่นใหม่ใน จชต. เป็นต้น เพื่อน้อมนำหลักรัฐประศาสโนบาย สู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม

รู้จัก ‘ชิ้น โบ แดง’ หมูกระทะในห้างหรู ชูเอกลักษณ์ไทย ฝ่าดงหมูเกาหลีบูม

นั่งกินหมูกระทะในห้างหรู...

'เชิดชูหมูกระทะไทยให้ก้องกังวาลไปทั่วหล้า’ แนวคิดเจ๋งๆ ของ 'ชิ้น โบ แดง' (Chin Bo Dang) ร้านหมูกระทะมาสเตอร์พีซ น้องใหม่ลำดับที่ 12 ในเครือ Iberry Group ที่ตั้งอยู่บริเวณชั้น 6 ใน The EmQuartier (BTS พร้อมพงษ์) มีจุดเด่นตรงกระทะที่ดีไซน์พิเศษทำจากทองแดง 100% มีช่องกระจายความร้อนเท่ากันทุกรู ทำให้เนื้อสุกได้อย่างง่ายดาย และก็ยังมีช่องใส่น้ำซุปขนาดใหญ่พอดีช้อน นอกจากนี้ที่ร้านก็ยังใช้ถ่านกากมะพร้าวหอมๆ ทำให้อาหารน่ากินขึ้นอีกเป็นเท่าตัวเลย

ยิ่งไปกว่านั้นลูกค้ายังไม่ต้องกังวลเรื่องกลิ่นควันติดเสื้อผ้า เพราะทางร้านมีเตาดูดควันอย่างดีที่ทำมาเป็นพิเศษ พร้อมให้คุณอร่อยกับวัตถุดิบคุณภาพ และน้ำจิ้มซิกเนเจอร์ของทางร้าน อย่าง แซ่บโบราณ ที่โดดเด่นด้วยรสเผ็ดพอเหมาะของพริกเหลือง ลาวนวล มีรสเค็มนัวของปลาร้า และหอมเต้าหู้ยี้ ที่คุ้นเคย เสิร์ฟมาในบรรยากาศหรูหราที่ตกแต่งด้วยสีแดงเลือดหมูและสีน้ำตาลเข้ม

อีกจุดเด่นหนึ่งของ 'ชิ้น โบ แดง' ที่แตกต่างจากร้าน 'หมูกระทะ' อื่น ก็คือเมนูข้างเคียง (Side Dish) ที่จัดเต็ม เพื่อให้เข้ากับหมูกระทะ เพื่อเพิ่มโอกาสให้ลูกค้า บางคนที่แค่พักเที่ยง อาจจะมีเวลาไม่มาก ไม่อยากเปิดเตา แต่ก็มารับประทานเมนูอื่น ๆ ก็ได้ ไม่ใช่แค่หมูกระทะ

โดยแนวคิดน่าสนใจ เพราะ Iberry ต้องการสร้างวัฒนธรรมการรับประทานอาหารหรือปิ้งย่างแบบไทยแท้ 100% บอกว่า แม้ตลาดปิ้งย่างของไทยจะเติบโตสูง และมีผู้เล่นจำนวนมาก แต่ต้องยอมรับว่าแทบทั้งหมดมักมีเครื่องเคียงเป็นกิมจิ หรืออาหารญี่ปุ่น-เกาหลีหลายๆ ชนิดมาเป็นเมนูในร้าน 

ฉะนั้น หากทำเหมือนกัน ก็จะยิ่งไม่ตอบโจทย์เอกลักษณ์ความเป็นไทย หรือมนต์เสน่ห์ดั้งเดิมของหมูกระทะ ซึ่งคอนเซปต์ของร้านต้องการยกระดับความเป็นหมูกระทะในสไตล์ไทยๆ อยู่แล้ว จึงได้เกิดแนวคิดที่อยากทำให้ทุกอย่างเข้ากัน ด้วยการพัฒนา Side Dish ที่เป็นเมนูไทยขึ้นหลายรายการเพื่อให้สามารถรับประทานร่วมกับหมูกระทะได้

สำหรับอาหารหลัก Main Course เอาใจทั้งสายเนื้อและหมูด้วย หมูหมักนุ่ม คุโรบุตะสไลด์ หมูสามชั้น สุดนุ่ม ตับหมู ไม่มีกลิ่นสาบ คอหมู เนื้อเด้ง เนื้อโคขุนหมักนุ่มลิ้น เสือร้องไห้ออสเตรเลีย และลิ้นวัวโคขุน ฉ่ำลิ้น

ชุดทะเลรวมมิตร เต็มไปด้วยปลาอินทรี เนื้อสด ปลาเก๋าหยก กินอร่อย เอ็นหอยจอบ เคี้ยวหนึบสู้ฟัน หมึกกล้วย ตัวใหญ่ และหมึกสาย แถมด้วย สามชั้นขย้ำน้ำปลา ชิ้นหนากำลังดี ได้รสเค็มกลมกล่อม กลิ่นหอมยั่วน้ำลาย

ปิดท้ายก่อนกลับด้วย ของหวานล้างปาก บิงซูแตงโม รสหวาน ภายในสอดไส้ฟรุ๊ตตี้สลัดชื่นใจ และ ไอศกรีมมะพร้าวอ่อน โฮมเมดรสหวานฉ่ำ

ส่วนสนนราคาชุดเซ็ตเมนูแบบอิ่มจุก เริ่มต้นที่ 590-790 บาท ขณะที่จานเดี่ยวแยกเพิ่ม และ Side Dish ราคาเริ่มตั้งแต่ 120-390 บาท และผักเริ่มต้นที่ราคา 35 บาท  

'ชิ้น โบ แดง’ เปิดตั้งแต่ 10 โมงเช้า ถึง 4 ทุ่ม สามารถเดินทางไปอร่อยได้ตามสะดวก ว่าแล้วก็โทรไปจองโต๊ะก่อนเลย กดไปที่เบอร์ 02-003-6340 รับรองได้ว่าจะได้ลิ้มรสหมูกระทะที่อร่อยและไม่เหมือนใคร

‘เบสท์ คำสิงห์’ แย้ม มีดาราชายเข้ามาจีบ ก้อย-นัตตี้-ดรีม รู้จักดี เชียร์ให้ลองเปิดใจ

เป็นอีกหนึ่งสาวที่โสดมาได้สักพักแถมสวยขึ้นมาก สำหรับ ‘เบสท์ รักษวนีย์ คำสิงห์’ ลูกสาว สมรักษ์ คำสิงห์ ที่ล่าสุดเธอกลับมาเยือนรายการในยูทูบของ ‘ก้อย นัตตี้ ดรีม’ อีกครั้งในรอบ 3 ปี ก็ออกมาเปิดใจผ่านรายการ ‘ยังไงไหนเล่า’ ถึงบทเรียนความรักที่ผ่านมาว่า…

“ไม่มี หนูพูดมาตลอดว่าไม่ได้เรียกว่าเรียนรู้ เพราะเราแค่เรียนรู้จากผู้ชายคนหนึ่ง แค่คนนั้นที่เป็นแฟนเก่าแต่เราไม่ได้เรียนรู้ทั้งชีวิตเราเพราะว่าคนใหม่ก็คือคนใหม่”

เมื่อถามถึงสเปคอยากได้คนแบบไหน เบสท์บอกว่าชอบคนดูดี ที่ไม่ได้แปลว่าหล่อ แต่บางคนไม่ได้หล่อมากหรือน่ารักมากแต่ดูแล้วมันดูดี ทำเอาก้อยออกอาการยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ 

เบสท์เผยต่อว่า “เอาง่าย ๆ มีผู้ชายคนหนึ่งทักหนูมาแล้วเขาเคยออกช่องพี่ก้อย หนูเลยบอกพี่ๆ ว่า เฮ้ย มีคนเคยออกช่องพี่ทักหนูมานะ ตอนแรกไม่ตอบเพราะไม่รู้จัก พอดูรายการก็เลยรู้จัก ได้คุย”

ด้านก้อยบอกว่าถ้าอยากรู้ก็ต้องไปเดากันเอง ไปย้อนดูคลิปกันเอง งานนี้ทั้ง 3 สาวขอทายบ้าง แต่ทายเท่าไหร่ก็ไม่ถูก จนเบสท์เฉลยให้ ทำเอา ก้อย นัตตี้ ดรีม อ๋อ อึ้ง พร้อมเชียร์ว่า คนนี้น่ารัก และเป็นตัวเลือกที่ดีที่จะได้ทำความรู้จัก

เมื่อเบสท์ถูกถามว่าไปกินข้าวกันมาหรือยัง เบสท์บอกว่า ยัง เพราะไม่ว่าง ถ้าว่างปุ๊บไปเลย 

ด้านนัตตี้ก็บอกว่า ให้มันค่อยๆ ไป ใจเย็นๆ

เบสท์บอกหลังจากจบรักครั้งล่าสุดไป ด้านครอบครัวก็ไม่ได้ว่าอะไรกับคนถัดไป ส่วนปัญหาเรื่องที่เกิดขึ้นตอนนั้นเธอเผยว่า พ่อแม่เป็นคนรู้ก่อน เพราะพ่อรู้จักคนเยอะ พ่อจะรู้แต่ไม่บอกเรา

“พ่อแม่ไม่ยุ่งไม่บอกเรา จนเลิกกันแล้วค่อยมาบอก ช่วงอกหักไม่เสียใจเลย แต่เสียใจช่วงที่ให้โอกาสมากกว่า ช่วงลังเลมันจะเจ็บกว่าตอนที่เด็ดขาด”

เมื่อถามว่าอกหักเสียใจไหม เบสท์บอก ไม่เสียใจเลย ไม่ร้องไห้แม้แต่นิดเดียว พร้อมบอกว่า

“เหมือนเราให้โอกาสแล้วจะเสียใจกว่าตอนเลิก ช่วงที่ลังเลจะเจ็บกว่าตอนที่เดือดขาด”

เด็กน้อยชั้น ป.2 เก็บเงินวันละ 60 บาท เพื่อมากินชาบู เจ้าของร้านใจดีลดราคาให้ ชาวเน็ตแห่ชม-ชวนกันอุดหนุน

เมื่อวันที่ 6 ก.ค. 66 โลกออนไลน์ในจังหวัดภูเก็ต ได้มีการเผยแพร่คลิปวิดีโอน่ารักๆ โดยในคลิปเป็นเด็กนักเรียน 2 คน มานั่งรับประทานชาบูที่ร้านชาบูแห่งหนึ่งในจังหวัดภูเก็ต ซึ่งผู้โพสต์คือ ‘Thippanat Thongrod’ ผ่านโซเชียล TikTok โดยระบุว่า…

“วันนี้ไปกินชาบูกับแฟน ไปโต๊ะแรก สักพักมีน้อง 2 คนเดินเข้ามา น้องบอกว่ามากินชาบู พี่ๆ ในร้านเห็นน้อง 2 คนตัวเล็กมาก เลยถามมีเงินคนละเท่าไร น้องบอกมีคนละ 400 บาท พี่ๆ น่าจะโทรหาเจ้าของร้าน ที่น่ารักคือ เจ้าของร้านคิดน้องแค่คนละ 200 บาท จากคนละ 289 บาท ถ้าฟังไม่ผิด แถมยังรีฟิลน้ำอัดลมอีก ซึ่งปกติราคา 289 บาท ได้แค่น้ำชามะลิ น้ำหวานแถม พี่ๆ ในร้านคือ บริการน้องดีมาก ใส่ใจดูแล คอยถามตลอด พี่ๆ ถามว่า น้องๆ เรียนอยู่ชั้นไหนแล้ว น้องบอก ป.2 เก็บเงินวันละ 60 บาท ไว้มากินชาบู #ความน่ารักของเด็กๆ #ความน่ารักของพี่ๆ #shabushabubyphuketboi น้องในคลิปและพี่ๆ พนักงานนะคะ”

จากนั้นได้มีการแชร์คลิปดังกล่าวกันไปเป็นจำนวนมาก พร้อมกับแสดงความคิดเห็น เช่น

“ร้านชาบูนี้อยู่ที่ไหน จะไปกิน”
“เจ้าของใจดีมาก”
“ร้านนี้ดีค่ะ แถมพนักงานน่ารักมากกกกก บริการดียิ้มแย้มแจ่มใส”
“ร้านนี้เถ้าแก่ใจดีอยู่แล้วครับ เพราะว่าผมไปกินบ่อย”
“เด็กๆ รู้จักอดออม เจ้าของร้านก็มีน้ำใจ น่าชื่นชมทั้งคู่เลยค่ะ”

จากนั้นผู้สื่อข่าวได้ไปยังร้านชาบูดังกล่าว ชื่อร้าน ‘ชาบูชาบู’ ตั้งอยู่ตรงข้ามคริสต์จักร ถนนเจ้าฟ้าตะวันออก ต.ตลาดเหนือ อ.เมือง จ.ภูเก็ต ซึ่งเป็นบุฟเฟ่ชาบู โดยเจ้าของร้านชื่อ ‘คุณนิ่ม’ เล่าให้ทีมข่าวฟังว่า ตอนนั้นกำลังไปซื้อของเข้าร้านเพิ่มเติม จากนั้น น้องๆ ที่ร้านได้โทรมาแจ้งว่า มีน้องๆนักเรียนมาทานชาบู แต่มีเงินคนละ 200 บาท โดยทั้งสองคนเก็บเงินกันวันละ 60 บาท เพื่อมาทาน ตนเองจึงลดราคาให้จาก 289 เหลือคนละ 200 บาท แถมน้ำฟรีตลอด จนกระทั่งมาเห็นคลิปที่มีลูกค้าถ่ายไว้ รู้สึกปลื้มใจที่น้องๆ อุตส่าห์เก็บออมเงินกันมาทานชาบู

อีกหนึ่งประโยคปลุกความกล้าและสร้างแรงบันดาลใจจาก แองเจลิน่า โจลี่ แด่ผู้หญิงทั่วโลก

อีกหนึ่งประโยคปลุกความกล้าและสร้างแรงบันดาลใจจาก แองเจลิน่า โจลี่ แด่ผู้หญิงทั่วโลก

หากผู้ชายคาดหวัง ให้ผู้หญิงเป็นนางฟ้าในชีวิตเขา เขาต้องสร้างสวรรค์ให้นางก่อน เพราะนางฟ้าไม่ได้อยู่ในนรก

If a man expects a woman to be an angel in his life. He must first create heaven for her first because angels don’t live in hell.

AOT จ่อใช้ระบบสแกนใบหน้าขึ้นเครื่อง ยกระดับการบิน ไม่ต้องโชว์ ‘ตั๋ว - บัตรปชช.’

AOT เตรียมใช้การสแกนใบหน้า แทนโชว์ ‘ตั๋ว - บัตรประชาชน’ ยกระดับด้านบริการ นำร่องเปิดใช้ที่สนามบินสุวรรณภูมิ - ดอนเมือง ภายในปี 2567

ดร.กีรติ กิจมานะวัฒน์ ผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT เปิดเผยว่า AOT อยู่ในระหว่างผลักดันและพัฒนาระบบ Biomatic เข้ามาใช้ในท่าอากาศยาน โดยจะมีระบบพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคล (automated biometric identification system) เทคโนโลยี facial recognition (สแกนใบหน้า) เพื่อใช้ในการระบุตัวตนของผู้โดยสาร หลังผู้โดยสารเช็กอินผ่านเคาน์เตอร์, ผ่านระบบมือถือ หรือเครื่องเช็คอินอัตโนมัติ 

หลังจากนั้นระบบ biometric จะนำข้อมูลใบหน้าผู้โดยสารมาสร้างเป็นข้อมูล One ID เก็บไว้ ส่งผลให้ผู้โดยสารสามารถเข้าใช้บริการจุดต่าง ๆ ภายในสนามบิน ไม่ว่าจะเป็น จุดตรวจค้นสัมภาระ จุดตรวจบัตรโดยสารก่อนขึ้นเครื่อง ณ ประตูทางออกขึ้นเครื่องได้ด้วย โดยไม่จำเป็นต้องใช้การยืนยันตัวตนด้วยบัตรประชาชนคู่กับ boarding passอีกต่อไป

ผู้โดยสารที่มาเช็กอินที่เคาน์เตอร์เช็กอินปกติ หรือที่เครื่อง CUSS หากผู้โดยสารให้การยินยอมใช้ข้อมูลอัตลักษณ์บุคคล ระบบ biometric จะนำข้อมูลใบหน้าผู้โดยสารผสานรวมกับข้อมูลการเดินทางของผู้โดยสาร สร้างเป็นข้อมูลสำหรับใช้ในการตรวจสอบยืนยันตัวตน เรียกว่าข้อมูล One ID

เมื่อดำเนินการสำเร็จ ผู้โดยสารจะใช้เพียงใบหน้าสแกนเพื่อโหลดกระเป๋าสัมภาระที่เครื่อง CUBD รวมถึงใช้ยืนยันตัวตนแทนการใช้ boarding pass ณ จุดตรวจค้น และในขั้นตอนการตรวจบัตรโดยสารก่อนขึ้นเครื่อง ณ ประตูทางออกขึ้นเครื่องด้วย โดยทุกขั้นตอนไม่ต้องแสดงหลักฐานตั๋วโดยสารและบัตรประชาชน

โดยระบบ biometric ใช้เวลาน้อย มีความแม่นยำสูง และช่วยลดระยะเวลาในการรอคิวในการตรวจสอบแต่ละจุดให้บริการ ซึ่งขณะนี้ AOT ได้ติดตั้ง พัฒนาและอยู่ระหว่างทดสอบระบบร่วมกับสายการบิน คาดว่าจะมีความพร้อมให้บริการในช่วงกลางปี 2567

‘สตาร์บัคส์’ ลั่น!! เปิดร้านในไทยให้ได้ 800 สาขาในปี 2030 พร้อมตั้งเป้าขยายร้านกาแฟชุมชนให้ครบ 8 แห่งภายในปีเดียวกัน

ไม่นานมานี้ ‘เนตรนภา ศรีสมัย’ กรรมการผู้จัดการ สตาร์บัคส์ ประเทศไทย กล่าวว่า การเดินทางกว่า 25 ปีของสตาร์บัคส์ ประเทศไทย ทำให้แบรนด์มีร้านสาขาทั่วประเทศถึง 465 สาขา เป็นสาขาหลัก 396 สาขา, ไดรฟ์ทรู 56 สาขา และสตาร์บัคส์รีเสิร์ฟ 13 สาขา 

“สตาร์บัคส์ ประเทศไทย ซึ่งมีพาร์ทเนอร์ (พนักงาน) กว่า 4,300 คนที่ร่วมกันส่งมอบประสบการณ์สตาร์บัคส์ในทุกวัน ให้บริการลูกค้ามากกว่า 800,000 คนในทุกสัปดาห์ ยังคงเดินหน้าในการสร้างและรักษาสัมพันธภาพกับลูกค้าและชุมชน พร้อมมองหาโอกาสในการสร้างสัมพันธภาพที่มากขึ้นผ่านแก้วกาแฟ”

ทั้งนี้ สตาร์บัคส์ ประเทศไทย มีแผนที่จะเพิ่มจำนวนร้านสาขาจนครบ 800 แห่ง พร้อมกับร้านกาแฟเพื่อชุมชนครบ 8 แห่งภายในปี 2030 เพื่อตอกย้ำความมุ่งมั่นที่จะเร่งการเติบโตในไทย ซึ่งเป็นตลาดที่มีพลวัตมากที่สุดแห่งหนึ่งของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ควบคู่ไปกับการกระชับความสัมพันธ์กับชุมชนท้องถิ่นให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

สำหรับร้านกาแฟสตาร์บัคส์เพื่อชุมชน (Starbucks Community Store) ได้รับการออกแบบมาเพื่อเป็นร้านสาขาที่สร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อให้พาร์ทเนอร์ สามารถเป็นส่วนหนึ่งและมีส่วนร่วมกับชุมชนในรูปแบบเฉพาะ ซึ่งจะมีความแตกต่างกันไปในแต่ละร้านสาขา

และล่าสุดสตาร์บัคส์ได้เปิดร้านกาแฟเพื่อชุมชนสาขาที่ 2 ที่ไอคอนสยาม ซึ่งเป็นร้านที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย โดยรายได้ 10 บาทจากการจำหน่ายกาแฟทุกแก้ว จะได้รับการแบ่งปันอย่างเท่าเทียมกันให้แก่ 2 องค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไร

ซึ่งได้แก่ มูลนิธิพัฒนาชาวเขาแบบผสมผสาน (Integrated Tribal Development Foundation – ITDF) และ มูลนิธิสโกลารส์ ออฟ ซัสทีแนนซ์ (Scholars of Sustenance – SOS)

นอกจากนี้ ร้านกาแฟเพื่อชุมชนแห่งใหม่นี้ ยังสอดคล้องกับพันธกิจของสตาร์บัคส์ที่จะเปิดร้านกาแฟเพื่อชุมชนให้ได้ทั้งหมด 1,000 แห่งทั่วโลกภายในปี 2030 ด้วย

สตาร์บัคส์ ประเทศไทย บอกว่า เหตุผลที่เลือกไอคอนสยามเป็นร้านกาแฟเพื่อชุมชนแห่งที่ 2 ต่อจากสาขาแรกที่หลังสวน เนื่องจากสาขาไอคอนสยามเป็นสาขาที่ใหญ่ที่สุดในไทย มีผู้ใช้บริการเป็นจำนวนมากทั้งคนไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติ และนั่นหมายถึงเกิดโอกาสที่จะมีรายได้ไปแบ่งปันให้กับชุมชนมากขึ้นด้วย

“ร้านกาแฟเพื่อชุมชนแห่งใหม่ที่ไอคอนสยามนี้ สะท้อนคำมั่นสัญญาของแบรนด์สตาร์บัคส์ในการสร้างความเป็นไปได้แบบไร้ขีดจำกัดเพื่อการเชื่อมโยงสัมพันธภาพระหว่างผู้คน และการก้าวไปสู่อนาคตที่ยั่งยืนมากขึ้น ควบคู่ไปกับการให้ความสำคัญในเรื่องความเป็นอยู่ที่ดีของชุมชนชาวไร่กาแฟทางภาคเหนือของไทย” เนตรนภา กล่าวเสริม


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top