Friday, 24 July 2026
Hard News Team

บริษัทรถไฟญี่ปุ่นจ่อใช้ ‘กระจกแปลภาษา’ ในห้องขายตั๋ว ช่วยพนักงานตอบโต้ นทท.ต่างชาติ ได้สะดวก-ราบรื่นขึ้น

เมื่อไม่นานมานี้ สื่อญี่ปุ่น​รายงาน​ว่า บริษัท เซบุเรลเวย์ (Seibu Railway Co.)​ ได้เปิดตัวระบบแปลคำพูดโดยอัตโนมัติแสดงคำที่แปลแล้วบนหน้าจอโปร่งใส

ระบบดังกล่าวได้รับการออกแบบมาเพื่อช่วยให้ผู้ดำเนินการรถไฟตอบสนองได้อย่างราบรื่นต่อจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มาเยือนญี่ปุ่นที่ฟื้นตัวอย่างรวดเร็วหลังจากการตกต่ำในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19

ระบบนี้ได้รับการพัฒนาโดยบริษัทการพิมพ์รายใหญ่อย่าง Toppan Inc. หน้าจอโปร่งใส ผู้โดยสารสามารถมองเห็นพนักงานประจำสถานีได้ ในขณะที่การสนทนาระหว่างกัน จะถูกแปลและแสดงผลขึ้นเป็นข้อความแบบเรียลไทม์ สามารถรองรับภาษาต่างประเทศได้ถึง 12 ภาษา รวมถึง ภาษาอังกฤษ และภาษาจีนด้วย

และวันพุธ (5 ก.ค.) ที่ผ่านมา ที่สถานี เซบุชินจูกุ​ (Seibu Shinjuku)​ ในโตเกียว พนักงานสถานี​ ได้ทดสอบระบบถามพนักงานสถานีด้วยภาษาต่างชาติ​ โดยด้านหลังหน้าจอโปร่งใสแสดงเป็นภาษาอังกฤษที่พูดว่าจะซื้อตั๋วได้ที่ไหน ที่แปลเป็นภาษาญี่ปุ่นแสดงอยู่ด้านฝั่งหน้าจอของพนักงานสถานี

ทั้งนี้บริษัท เซบุเรลเวย์ ตั้งเป้าจะติดตั้งระบบดังกล่าวตามสถานีรถไฟต่าง ๆ อย่างเต็มรูปแบบ ในช่วงปลายปีนี้

‘อั้ม พัชราภา’ สุดเศร้า หลังสูญเสียคุณยายผู้เป็นที่รัก เผย วันเสาร์นี้กำลังจะไปหาแล้ว แต่ไม่ทันได้เจอ

(7 ก.ค. 66) กราบลาสุดอาลัย ‘อั้ม พัชราภา’ สุดเศร้าสูญเสียคุณยาย เผย วันเสาร์นี้กำลังจะไปหาเลย ไม่ทันได้เจอ ไฮโซพก ก็มาร่วมแสดงความเสียใจด้วย

‘อั้ม พัชราภา’ นางเอกซุปตาร์โพสต์ข้อความผ่านอินสตาแกรม หลังสูญเสียคุณยายที่รัก โดย ได้โพสต์ภาพคู่กับคุณยายพร้อมเขียนข้อความสุดเศร้า กราบลาคุณยายที่จากไปในวัย 98 ปี ทั้งๆ ที่ตนกำลังจะไปหาอยู่แล้วด้วยว่า…

“กราบลานะคะคุณยาย วันเสาร์นี้กำลังจะไปหาเลย ไม่ทันได้เจอ รักนะคะ เจอคุณตาแล้วใช่ไหม #คุณยายอายุ 98 ปี 6 เดือน 4 วัน เป็นคุณยายที่ใจดีที่สุด”

โดยมีเพื่อนพี่น้องคนบันเทิงต่างเข้ามาร่วมแสดงความเสียใจจำนวนมาก ทั้ง หน่อย บุษกร, นก จริยา, เข้ม หัสวีร์, แหวนแหวน เป็นต้น รวมทั้ง ประธานวงศ์ พรประภา หรือ ‘ไฮโซพก’ อดีตคนรักก็เข้ามาคอมเมนต์เป็นอิโมจิร่วมแสดงความเสียใจด้วยเช่นกัน

'อ.อ๊อด' ชี้!! ทางเลื่อนสนามบินสุวรรณภูมิปลอดภัยมาก ส่วนที่ดอนเมืองน็อตยึดหลุดเกือบหมดตอนเกิดเหตุ

เมื่อวานนี้ (6 ก.ค. 66) รศ.ดร. วีรชัย พุทธวงศ์ หรือ อาจารย์อ๊อด จาก จากภาควิชาเคมี คณะศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า “ประชุมวันนี้ที่ดอนเมือง มีความคืบหน้า 80% สรุปสั้น ๆ คืออุบัติเหตุ

โดยแผ่นเพลทหลุดออกจากรางสี่เหลี่ยมโดย น๊อตตำแหน่งที่ A B C ไม่สามารถยึดแผ่นเพลท ในขณะม้วนลงที่ตำแหน่งสิ้นสุดทางเลื่อนไว้ได้ เหลือเพียง ตำแหน่ง D ที่ยึดไว้แล้วห้อยแผ่นเพลทโตงเตงอยู่ด้านล่างเลื่อนไป 10 วินาทีจนเซพตี้สวิตทำงาน ทางเลื่อนจึงหยุด

ในขณะ 10 วินาทีที่ทางเลื่อนพยายามดันไปข้างหน้าขาของผู้โดยสารที่หย่อนลงไปที่ตำแหน่ง E ก็ถูกดันไปเรื่อย ๆ ไปกระแทกกับขอบโลหะที่มีความหนาเกือบ 1 เซนติเมตร จนได้รับบาดเจ็บสาหัส ขาขาด

หวีสีเหลืองยังไม่มีส่วนเกี่ยวข้องที่จะทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ ถึงแม้ไม่มีหวี ก็ไม่มีโอกาสที่ขาจะหลุดลงไปขนาดนั้น อาจารย์อ๊อดเสนอให้มีการจำลองเหตุการณ์อีกครั้งและจะมีการประชุมอีกไม่เกินสองครั้งทาง ทอท. ก็จะแถลงข่าว

ในเบื้องต้นผู้บริหารระดับสูงทุกฝ่ายยอมรับว่า เป็นอุบัติเหตุ และขอรับผิดชอบทุกประการและจะทำทุกอย่างให้ดีที่สุด ทางเลื่อนนี้ติดตั้งมาตั้งแต่ปี 2530 และมีเซพตี้สวิตทั้งหมดห้าจุด ปัญหาหลัก ๆ คือมันเก่า และได้ตั้งงบประมาณเปลี่ยนใหม่ทั้งหมดแล้ว

ทางเลื่อนที่สนามบินสุวรรณภูมิจะเป็นตัวท็อปที่ปลอดภัยมากเพียงแค่สายรองเท้าเกี่ยวเครื่องก็หยุดทันที ขอให้ปลอดภัยและขอให้ทุกอย่างลงเอยด้วยดี”

‘น้าหงา’ แนะ ‘พิธา’ ลบทวีตชวน ‘เทย์เลอร์ สวิฟต์’ ทัวร์ไทย ชี้!! เป็นตรรกะที่งี่เง่า ศิลปินจะเดินสายที่ไหนเป็นเรื่องของธุรกิจ

(7 ก.ค. 66) ภายหลังจากที่นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกลและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี โพสต์ข้อความผ่านทวิตเตอร์พร้อมกล่าวถึง ‘เทย์เลอร์ สวิฟต์’ ศิลปินและซุปเปอร์สตาร์ชื่อดัง มาจัดคอนเสิร์ตที่ประเทศไทย เพราะตอนนี้ประเทศไทยกำลังกลับเข้าสู่ระบอบประชาธิปไตยเต็มตัวแล้วนั้น

ล่าสุด นายสุรชัย จันทิมาธร หรือ ‘หงา คาราวาน’ โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก ‘สุรชัย จันทิมาธร’ ระบุว่า…

“เกิดอะไรขึ้น? ผมก็ดูโคลด์เพลย์ จอห์น เมเย่อร์ กันแอนด์โรส หรืออะไรมากมายหลายวงในยุคเผด็จการที่คุณว่านะครับ เทย์เลอร์ สวิฟต์ เธอรังเกียจเผด็จการดังที่คุณกล่าวว่าจริงๆ หรือ? จึงไม่อยากมาเมืองไทย หรือว่าเป็นเรื่องธุรกิจการจัดการของสายทัวร์ ไม่ว่าเหตุผลอะไรก็ตามแต่ ศิลปินขึ้นอยู่กับผู้จัดการ (ยกเว้นกรณีวงเล็กๆ อย่างผม) ลบเถอะครับทวีตนี้ คุณพิธา มันดูเป็นตรรกะที่ทำให้ดูงี่เง่านะครับ”

TOP 5 มหาเศรษฐี ปี 2023 !! รวยทุกปี ติดทุกรอบ

‘ฟอร์บส ไทยแลนด์’ เปิด 50 อันดับมหาเศรษฐีไทย ความมั่งคั่งรวมเพิ่มขึ้น 173,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ รับอานิสงส์นักท่องเที่ยวเดินทางเที่ยวไทยคึกคัก หนุนพี่น้องเจียรวนนท์ รั้งเบอร์ 1 มูลค่าทรัพย์สินสุทธิ 1.18 ล้านล้านบาท 

นิตยสาร ฟอร์บส ไทยแลนด์ เปิดเผยผลการจัดอันดับ 50 มหาเศรษฐีไทย ประจำปี 2566 พบว่า ความมั่งคั่งรวมของ 50 มหาเศรษฐีไทยก็เพิ่มขึ้นเกือบ 15% คิดเป็น 173,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งเป็นผลจากเศรษฐกิจประเทศไทยฟื้นตัวจากการกลับมาของนักท่องเที่ยว ตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประมาณการเติบโต ปี 2566 อยู่ที่ 3.6% 

โดย 10 มหาเศรษฐีไทย มีมูลค่าทรัพย์สินเพิ่มขึ้น ได้แก่ 

อันดับ 1 พี่น้องเจียรวนนท์ กลุ่มเจริญโภคภัณฑ์ มูลค่าทรัพย์สินสุทธิ 34,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ คิดเป็น 1.18 ล้านล้านบาท 

อันดับ 2 นายเฉลิม อยู่วิทยา และครอบครัว เครื่องดื่มชูกำลังกระทิงแดง และกลุ่มธุรกิจ TCP มูลค่าทรัพย์สินสุทธิ 33,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ คิดเป็น 1.16 ล้านล้านบาท 

อันดับ 3 นายเจริญ สิริวัฒนภักดี กลุ่มไทยเจริญคอร์ปอเรชั่น มูลค่าทรัพย์สินสุทธิ 13,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ คิดเป็น 473,000 ล้านบาท

อันดับ 4 ตระกูลจิราธิวัฒน์ กลุ่มธุรกิจเซ็นทรัล กรุ๊ป มูลค่าทรัพย์สินสุทธิ 12,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ คิดเป็น 432,000 ล้านบาท 

อันดับ 5 นายสารัชถ์ รัตนาวะดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการ บมจ.กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ (GULF) บริษัทพลังงานขนาดใหญ่ของประเทศ มูลค่าทรัพย์สินสุทธิ 11,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ  คิดเป็น 394,000 ล้านบาท 

อันดับ 6 นายวานิช ไชยวรรณ ประธานกิตติคุณ บมจ.ไทยประกันชีวิต (TLI) และมีแผนเตรียมนำธนาคารไทยเครดิตเพื่อรายย่อย (CREDIT) เข้าตลาดหุ้นในช่วงปลายปี 2566 มูลค่าทรัพย์สินสุทธิ 3,900 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ คิดเป็น 136,000 ล้านบาท

อันดับ 7 นายแพทย์ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ ผู้ก่อตั้ง-เจ้าของอาณาจักร BDMS ธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนที่ใหญ่สุดในไทยถึง 47 แห่ง และยังเป็นเจ้าของสายการบินบางกอกแอร์เวย์ส มูลค่าทรัพย์สินสุทธิ 3,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือ 132,000 ล้านบาท 

อันดับ 8 นายอัยยวัฒน์ ศรีวัฒนประภา และครอบครัว สัญญาณการกลับของธุรกิจท่องเที่ยวในประเทศ สร้างการรับรู้ถึงกลุ่มธุรกิจ King Power กลุ่มบริษัทสินค้าปลอดภาษี และเจ้าของสโมสรเลสเตอร์ ซิตี้ มูลค่าทรัพย์สิน 3,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ คิดเป็น 121,000 ล้านบาท 

อันดับ 9 นายสมโภชน์ อาหุนัย และครอบครัว ดำเนินธุรกิจด้านพลังงานสะอาดแบบครบวงจร มูลค่าทรัพย์สินสุทธิ 3,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ คิดเป็น 104,000 ล้านบาท 

และอันดับ 10 ครอบครัวโอสถานุเคราะห์ เจ้าของธุรกิจ บมจ.โอสถสภา (OSP) มูลค่าทรัพย์สินสุทธิ 2,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ คิดเป็น 87,000 ล้านบาท

สำหรับภาพรวมแล้ว มีมหาเศรษฐีไทย 21 คนที่ทรัพย์สินเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา มหาเศรษฐี 2 รายที่มีเปอร์เซ็นต์ความร่ำรวยเพิ่มขึ้น อันเป็นผลมาจากการกลับมาของนักชอปต่างชาติ ได้แก่ นายอัยยวัฒน์ ศรีวัฒนประภา และครอบครัว ทวงคืนตำแหน่งใน 10 อันดับแรกมหาเศรษฐีไทยมาได้ ส่วนคนที่ 2 รับทรัพย์มหาศาล คือ นางศุภลักษณ์ อัมพุช ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด ธุรกิจค้าปลีก  The Mall Group ซึ่งเป็นเจ้าของห้างสรรพสินค้าชั้นนำมากมายรวมถึง Siam Paragon และ EmQuartier ที่มีความมั่งคั่ง 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพิ่มจากเดิมถึง 2 เท่า  

ทั้งนี้ การกลับมาของกำลังซื้อของธุรกิจค้าปลีกยังได้พา 2 มหาเศรษฐีหน้าใหม่เข้าสู่ทำเนียบ ได้แก่  นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ที่ครอบครัวของเขาถือหุ้นใน The Mall Group และธุรกิจอื่นๆ ทำให้เขาได้เปิดตัวที่อันดับ 24 ด้วยทรัพย์สิน 1,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ส่วนอีกราย คือ นายอนันท์ รักอริยะพงศ์ ผู้ก่อตั้งบริษัทเครื่องดื่มที่มีการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ Sappe อยู่ที่อันดับ 50 กับมูลค่าทรัพย์สิน 590 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ   

ขณะที่ มหาเศรษฐีที่มีความมั่งคั่งลดลง คือ นายประจักษ์ ตั้งคารวคุณ ที่มีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิตกลงมากที่สุดเกือบ 30% เมื่อเทียบกับผู้ติดอันดับในทำเนียบ เนื่องมาจากปัญหาที่เกี่ยวข้องกับบริษัทผู้ผลิตสายไฟและสายเคเบิ้ลของบมจ.สตาร์ค คอร์เปอเรชั่น (STARK) ที่ลูกชายถือหุ้นอยู่ พังยับเยินและถูกสั่งพักการซื้อขายหลังทางบริษัทไม่สามารถส่งงบการเงินให้กับทางตลาดหลักทรัพย์ได้ในเวลาที่กำหนดดังที่ปรากฏ

‘BYD Dolphin’ เคาะราคาแล้ว 6.9 แสนบาท ล็อตแรกพร้อมส่งมอบให้ผู้จอง 17 ก.ค. นี้

เมื่อวานนี้ (6 ก.ค. 66) บริษัท Rêver Automotive จำกัด  เปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้าอีวี รุ่นที่ 2 เป็นรุ่นที่ถัดมาจากรุ่น ATTO 3 ซึ่งขายดีตีตลาดอย่างถล่มทลาย ด้วยยอดขายกว่าหมื่นคันภายในระยะเวลาอันสั้นไม่กี่เดือน ‘BYD Dolphin’ รถไฟฟ้าสไตล์ Hatchback ขนาดเล็ก ได้เปิดตัวพร้อมจำหน่ายอย่างเป็นทางการ โดยได้เปิดตัวมาพร้อมกันทั้งสิ้น 2 รุ่น เริ่มต้นกันที่รุ่น BYD Dolphin Standard Range ที่มาพร้อมมอเตอร์ไฟฟ้าขนาดย่อมเยา 95 แรงม้า แรงบิด 180 นิวตันเมตร ที่มาพร้อมแบตเตอรี่ BYD Blade Battery ขนาด 44.9 กิโลวัตต์ชั่วโมง ทำให้รถไฟฟ้าใหม่คันนี้สามารถวิ่งได้ไกลสูงสุดที่ 410 กิโลเมตร (ตามมาตรฐาน NEDC) รองรับการชาร์จไฟระบบ DC ได้สูงสุด 60 กิโลวัตต์ ทำอัตราเร่ง 0-100 ได้ใน 12 วินาที

ส่วนรุ่นท็อปสุด BYD Dolphin Extended Range รถใหม่ 2023 เป็นรถไฟฟ้าที่ใช้มอเตอร์ไฟฟ้ากำลังแรงระดับ 204 แรงม้า แรงบิด 310 นิวตันเมตร ใช้แบตเตอรี่ BYD Blade Battery ขนาด 60.48 กิโลวัตต์ชั่วโมง ทำให้รถไฟฟ้าใหม่คันนี้สามารถวิ่งได้ไกลสูงสุดที่ 490 กิโลเมตร (ตามมาตรฐาน NEDC) รองรับการชาร์จไฟระบบ DC ได้สูงสุด 80 กิโลวัตต์ ทำอัตราเร่ง 0-100 ได้ใน 7 วินาที

การดีไซน์นั้นถือได้ว่ามีความโดดเด่นที่เป็นเอกลักษณ์โดยได้แรงบันดาลใจมาจากรูปร่างของ โลมา ที่มีทั้ง ตา ปาก และ รูปทรง ของตัวรถ และเมื่อตอนขับด้วยความที่เป็นรถยนต์ไฟฟ้าซึ่งมีความเงียบ ดังนั้นก็จะมีเสียงของโลมา “อุ๋ง อุ๋ง” เพื่อบอกเตือนผู้ขับขี่และผู้ใช้ถนนร่วมกัน และก็ยังมีเสียงเตือนหากลืมคาดเข็มขัดนิรภัยที่เป็นเสียงราวกับอยู่ในท้องทะเลอีกด้วย

สำหรับ BYD Dolphin เปิดราคาไว้กับทั้ง 2 รุ่นดังนี้...
•BYD Dolphin Standard Range ราคา 699,999 บาท
•BYD Dolphin Extended Range ราคา 859,999 บาท

ทั้งนี้ รถไฟฟ้า BYD Dolphin เปิดรับจองตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ที่ตัวแทนจำหน่ายทุกแห่ง และจะเริ่มส่งมอบคันแรกให้แก่ผู้จองได้ตั้งแต่วันที่ 17 กรกฎาคมนี้เป็นต้นไป

7 กรกฎาคม พ.ศ. 2510  ‘สะพานสารสิน’ เปิดใช้งานครั้งแรก  เชื่อมแผ่นดินพังงา - ภูเก็ต 

วันนี้เมื่อ 56 ปีก่อน เป็นวันเปิดใช้งาน สะพานสารสิน เป็นครั้งแรก เป็นสะพานแรกที่สร้างเพื่อข้ามจากจังหวัดพังงาไปจังหวัดภูเก็ต

สะพานสารสิน เปิดใช้ครั้งแรกเมื่อ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2510 หรือเมื่อ 55 ปีที่แล้ว เป็นสะพานแรกที่สร้างเพื่อข้ามจากจังหวัดพังงาไปจังหวัดภูเก็ต โดยเชื่อมต่อระหว่างบ้านท่านุ่นของจังหวัดพังงาและบ้านท่าฉัตรไชยของจังหวัดภูเก็ต ซึ่งสะพานสารสินมีความยาวทั้งหมด 660 เมตร รับผิดชอบดูแลโดย กรมทางหลวง

สะพานแห่งนี้ตั้งชื่อตามนามสกุลของ นายพจน์ สารสิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาการแห่งชาติซึ่งดำรงตำแหน่งในขณะนั้น เริ่มสร้างครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2494 โดยเปิดให้บริษัทรับเหมาทำการก่อสร้าง แต่ปรากฏว่าการก่อสร้างในระยะแรกมีปัญหาเพราะขาดความชำนาญ ต่อมาในปี พ.ศ. 2508 จึงเริ่มทำการก่อสร้างสะพานอีกครั้งจนสำเร็จ และเปิดทำการได้ในวันที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2510 โดยใช้งบประมาณทั้งสิ้น 28,770,000 บาท

ปัจจุบัน สะพานสารสิน ไม่ให้รถยนต์สัญจรไปมาแล้ว โดยให้รถยนต์ใช้สะพานสารสิน 2 และ สะพานท้าวเทพกระษัตรีแทน

สะพานสารสินเดิม หรือ สะพานสารสิน 1 นั้นจึงถูกปรับปรุงให้เป็นสะพานคนเดินและสร้างหอชมวิวทิวทัศน์ สะพานแห่งนี้จึงเป็นอีกหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงของจังหวัด

ทั้งนี้ สะพานสารสิน เป็นที่รู้จักกันดีในฐานะเป็นสถานที่ที่เป็นตำนานความรักของหนุ่มสาวสองคนที่ไม่สมหวัง คือ โกดำ (ดำ แซ่ตัน) กับ กิ๊ว (กาญจนา แซ่หงอ) ที่มีความแตกต่างกันทางฐานะ ด้วยโกดำเป็นเพียงคนขับรถสองแถวรับจ้างและรับจ้างกรีดยาง

ขณะที่กิ๊วมีฐานะที่ดีกว่า และเป็นนักศึกษาวิทยาลัยครู โดยที่ผู้ใหญ่ทางบ้านของกิ๊วได้กีดกั้นทั้งสองคบหากัน ในที่สุดทั้งคู่จึงตัดสินใจกระโดดน้ำตายที่กลางสะพานสารสิน ด้วยการใช้ผ้าขาวม้ามัดตัวทั้งสองไว้ด้วยกัน เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2516 ซึ่งเรื่องราวของทั้งคู่โด่งดังเป็นที่รู้จักไปทั่ว และมีการสร้างเป็นภาพยนตร์และละครโทรทัศน์ คือ สะพานรักสารสิน ในปี พ.ศ. 2530 นำแสดงโดย รอน บรรจงสร้าง และจินตรา สุขพัฒน์ และ สะพานรักสารสิน ในปี พ.ศ. 2541 นำแสดงโดย นันทวัฒน์ อาศิรพจนกุล และคทรีน่า กลอส ซึ่งเป็นละครโทรทัศน์

นอกจากนี้แล้ว ยังมีเรื่องเล่ากันว่า ในคืนวันพระจันทร์เต็มดวง จะมีกระต่ายสีขาวตาสีแดงคู่หนึ่ง ออกมาอยู่คู่กันที่สะพานแห่งนี้ เชื่อว่าเป็นวิญญาณของทั้งคู่อีกด้วย

‘จีน’ ไม่แคร์เสียงวิพากษ์วิจารณ์ ‘หวัง อี้’  หลังเตือนเกาหลีใต้-ญี่ปุ่น ‘อย่าลืมรากเหง้า’ 

โฆษกรัฐบาลจีนออกมาปฏิเสธกระแสวิพากษ์วิจารณ์กรณี หวัง อี้ นักการทูตระดับสูงออกมากล่าวเตือนเกาหลีใต้และญี่ปุ่นว่าอย่าลืมรากเหง้าความเป็นเอเชีย แถมยังบอกด้วยว่าชาวตะวันตกนั้นแยกแยะไม่ออกระหว่างคนจีน คนเกาหลีใต้ และคนญี่ปุ่น

“ชาวอเมริกันมองนักท่องเที่ยวจากจีน เกาหลีใต้ และญี่ปุ่นว่าเป็นคนเอเชียเหมือนกันหมด พวกเขาแยกแยะความแตกต่างไม่ได้ ยุโรปก็เหมือนกัน” หวัง อี้ สมาชิกกรมการเมืองและผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการกิจการต่างประเทศส่วนกลางของพรรคคอมมิวนิสต์จีน กล่าวบนเวทีเสวนาซึ่งจัดขึ้นโดยสำนักงานเลขาธิการความร่วมมือไตรภาคี (Trilateral Cooperation Secretariat) ซึ่งเป็นองค์กรความร่วมมือระหว่างจีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ที่เมืองชิงเต่าของจีน เมื่อวันจันทร์ (3 ก.ค.)

“ต่อให้คุณย้อมผมให้เป็นสีทอง ทำจมูกให้โด่ง คุณก็ไม่มีทางกลายเป็นคนยุโรปหรือคนอเมริกันไปได้ คุณไม่มีทางกลายเป็นชาวตะวันตกได้หรอก”

“คนเราควรรู้จักรากเหง้าของตัวเอง... จีน ญี่ปุ่น เกาหลี หากเราสามารถจับมือและร่วมมือกันได้ ไม่เพียงจะเป็นประโยชน์ต่อเราทั้ง 3 ชาติเท่านั้น แต่ยังเป็นสิ่งที่สอดคล้องกับความปรารถนาของประชาชน และเราสามารถที่จะเจริญรุ่งเรืองไปด้วยกัน ฟื้นฟูเอเชียตะวันออก และทำให้ทั่วทั้งโลกร่ำรวยขึ้น”

คำพูดของ หวัง อี้ เรียกเสียงวิจารณ์อย่างดุเดือดทันที โดยเฉพาะจากพวกนักวิชาการออนไลน์

หวัง เหวินปิน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน ได้ตอบคำถามสื่อเกี่ยวกับเสียงวิจารณ์เหล่านี้ในการแถลงข่าวเมื่อวันพุธ (5 ก.ค.) โดยระบุว่า “เราไม่เห็นด้วยเลย (กับพวกที่ตำหนิ หวัง อี้)”

ระหว่างการประชุม หวัง อี้ ยังเน้นย้ำเรื่องความร่วมมือระหว่างทั้ง 3 ชาติ และบอกว่า “มหาอำนาจภายนอกบางประเทศจงใจกระพือเรื่องค่านิยมที่แตกต่าง จัดตั้งกลุ่มย่อยเป็นการเฉพาะขึ้นมา และพยายามเอาการเผชิญหน้าและการแบ่งแยกมาแทนที่ความร่วมมือและความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียว”

“ภูมิภาคที่มีความเป็นปึกแผ่นและพึ่งพาตนเองได้เท่านั้นจึงจะสามารถขจัดการแทรกแซงจากภายนอก และประสบความสำเร็จในการพัฒนาที่ยั่งยืน”

บอนนี เกลเซอร์ ผู้อำนวยการกองทุนจอร์จมาร์แชลล์แห่งสหรัฐฯ (George Marshall Fund of the United States) ประจำภูมิภาคเอเชีย ได้ทวีตข้อความตอบโต้ หวัง ว่า “สารนี้จะไม่ถูกตอบรับด้วยดีจากญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ หวัง อี้ เชื่อจริงๆ หรือว่าผลประโยชน์ของชาติมีความสำคัญน้อยกว่ารูปลักษณ์ภายนอก?”

“หวัง อี้ บอกกับชาวญี่ปุ่นและชาวเกาหลีว่า ‘พวกเขาไม่สามารถเป็นอเมริกันได้’ แต่ในความเป็นจริงมีคนญี่ปุ่นและคนเกาหลีมากมายที่แปลงสัญชาติเป็นอเมริกันทุกวัน” เจฟฟ์ เอ็ม. สมิธ ผู้อำนวยการศูนย์เอเชียศึกษาของสถาบันคลังสมอง The Heritage Foundation ระบุ

“พวกเขาเป็นส่วนหนึ่งของสังคมอเมริกา และสิ่งที่พวกเขาเป็นไม่ได้ก็คือคนจีน”

นักวิจารณ์บางคนยังชี้ว่า คำพูดของ หวัง ฟังดูคล้ายๆ กับคำขวัญ “วงไพบูลย์ร่วมแห่งมหาเอเชียบูรพา” (Greater East Asia Co-Prosperity Sphere) ซึ่งเป็นความพยายามของญี่ปุ่นในช่วงศตวรรษที่ 20 ที่จะรวบรวมและสร้างแนวป้องกันแห่งชาติเอเชียเพื่อหลุดพ้นจากอิทธิพลของชาติตะวันตก

‘ม้า อรนภา’ ฉุน!! เจอคอมเมนต์ด่าทอ ‘คุณแม่’ ถาม “จะด่าแม่ฉันทำไม” ด้านชาวเน็ตแนะให้ฟ้อง

‘ม้า อรนภา’ อีกหนึ่งคนดังในวงการบันเทิงไทยที่มักถูกชาวเน็ตสาดคำด่า เสียดสี ในโลกออนไลน์อยู่บ่อยครั้ง จากทัศนคติและความคิดของตนเองที่มีต่อเด็กนักเรียนจนต้องห่างหายจากวงการบันเทิงไป 

ล่าสุด ‘ม้า อรนภา’ ก็ออกอาการโมโหขั้นสุด เมื่อมีชาวเน็ตเข้ามาคอมเมนต์ด่าใต้โพสต์ภาพของคุณแม่ จึงได้แคปรูปมาประจานพร้อมตั้งคำถามว่า “จะด่าแม่ฉันทำไม”

หลังจากโพสต์ไปแล้ว ก็มีแฟนคลับเข้ามาคอมเมนต์แนะนำให้ ‘ม้า อรนภา’ จัดการพวกคอมเมนต์หยาบคายให้สิ้น โดยแนะนำให้ฟ้อง เช่น 

- ฟ้องเลยค่ะ คือทำเรา เราทนได้ แต่มาแตะพ่อแม่กันแบบนี้ มันเกินไปค่ะ ถ้าอุดมการณ์ไม่เหมือนกัน ก็ไม่ควรล้ำเส้นกันขนาดนี้ค่ะ
- ฟ้องเลยครับ เอาให้ก้มกราบให้เข็ด
- คนเราพิมพ์อะไรส่อถึงการเลี่ยงดูอบรมสั่งสอนค่ะ อย่าใส่ใจนะคะ เพราะคนดีๆ เขาจะไม่พิมพ์ว่าให้คนอื่นแบบนี้

-คุณม้าจัดการค่ะ เอาเป็นกรณีตัวอย่างค่ะ คำขอโทษเป็นเงินสดเท่านั้นค่ะ 
-เป็นกำลังใจให้คุณม้านะครับ ขอให้จัดการเด็ดขาดครับ
-ฟ้องค่ะ คุณแม่ท่านไม่ได้ข้องเกี่ยวะไร ท่านทำมาหากินสุจริต ไม่สมควรเอาท่านมาเกี่ยวข้อง

นครพนม จัดงานบวงสรวง ‘พญาศรีสัตตนาคราช’ วันที่ 7-13 ก.ค. 66 7 วัน 7 คืน น้องไผ่หลิว มิสแกรนด์ นำทีมนางรำ กว่า 500 ชีวิต

จังหวัดนครพนม เตรียมจัดงานบวงสรวงพญาศรีสัตตนาคราช ปี 2566 ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 7-13 กรกฎาคม 2566 ณ บริเวณลานพระยาศรีสัตตนาคราช ถนนสุนทรวิจิตร ต.ในเมือง โดยมีกิจกรรมรำบวงสรวง 7 วัน พร้อมถือเป็นวันรวมชนเผ่าไทยนคร 9 ชนเผ่า 2 เชื้อชาติ

สำหรับพิธีเปิดงานจะจัดขึ้นวันที่ 7 กรกฎาคม 2566 โดยมีนางรำแขกรับเชิญพิเศษประจำปี คือ นางสาวกมลวลัย ประจักษ์รัตนกุล (ไผ่หลิว) รองอันดับ 5 มิสแกรนด์ ไทยแลนด์ 2023 และมิสแกรนด์นครพนม 2023 ร่วมรำบวงสรวงพร้อมกับนางรำจำนวน 500 คน จากทั้ง 12 อำเภอของจังหวัดนครพนม

ภายในงานพบกับขบวนรำและขบวนแห่พร้อมเครื่องบวงสรวงพญาศรีสัตตนาคราช การแสดงโขนในพิธีเปิด และการแสดงศิลปวัฒนธรรมการแสดงบินโดรนแปลอักษร วันที่ 7-8 กรกฎาคม 2566 นอกจากนี้ยังมีการออกร้านผลิตภัณฑ์ชุมชนสินค้า OTOP สินค้าของดี 4 ภาค ณ ถนนคนเดินหอนาฬิกา เปิดทุกเย็นตลอดช่วงจัดงาน

พญาศรีสัตตนาคราช ถือเป็นแลนด์มาร์กของจังหวัดนครพนม ประดิษฐานอยู่ริมฝั่งแม่น้ำโขง ถนนสุนทรวิจิตร เทศบาลเมืองนครพนม ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นการอนุรักษ์ประเพณีวัฒนธรรมและความเชื่อเกี่ยวกับพญานาคของชาวไทยและชาวลาว ที่อาศัยอยู่ริมฝั่งแม่น้ำโขง ที่มีความศักดิ์สิทธิ์ในฐานะที่เป็นผู้ดูแลปกปักรักษาแถบลุ่มน้ำโขง อีกทั้งก็ยังเป็นการยกระดับแหล่งท่องเที่ยวของจังหวัดนครพนม เพื่อรองรับการเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวในภูมิภาคนี้ ซึ่งที่แห่งนี้มีความโดดเด่น ตลอดจนมีศิลปะวัฒนธรรม ปราชญ์ชาวบ้าน ซึ่งควรค่าแก่การเผยแพร่ให้ชาวโลกได้เห็น


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top