Friday, 24 July 2026
Hard News Team

'เด็กไทยรักสถาบันฯ' แสดงจุดยืนต่อ 'เพลงสรรเสริญฯ' ลั่น!! "ทัวร์ลง ก็แค่เสียงลม คิดดีทำดี จะกลัวทำไม"

ไม่นานมานี้ ผู้ใช้ TikTok บัญชี ‘cancan0823’ ได้โพสต์คลิปแชร์เรื่องราวของ ‘น้องออมสิน วิชญาพร’ เด็กรุ่นใหม่ที่ได้ออกมาแสดงจุดยืนเกี่ยวกับประเด็น ยืนเคารพเพลงสรรเสริญฯ หรือเคารพธงชาติ แล้วโดนกล่าวหาว่าเป็นสลิ่ม ซึ่ง ‘น้องออมสิน’ ได้เปิดเผยความรู้สึกเหล่านี้ว่า…

“เราทำดีอยู่แล้ว เราจะไปกลัวทัวร์ลงทำไม? หนูไปดูหนังในโรง แล้วเขาก็หาว่าหนูเป็นสลิ่ม ตอนนั้นหนูก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน หนูก็ได้ถามกับตัวเอง ที่หนูยืนคือหนูโง่เหรอ? หนูก็แค่แสดงจุดยืนของหนู”

น้องออมสินได้เล่าต่อว่า “มีอยู่วันนึงหนูได้ไปอ่านโพสต์ของพี่เอเกี่ยวกับเรื่อง ‘เพลงสรรเสริญฯ’ และได้ไปคอมเมนต์ใต้โพสต์ว่า “หนูก็ยืน คือมีเพลงสรรเสริญเมื่อไหร่ จะยืนแล้วหยุด” ไม่ใช่แค่เพลงสรรเสริญฯ แต่รวมถึงเพลงชาติ หรือเพลงสวดมนต์ของโรงเรียนอะไรอย่างนี้ก็ต้องยืนแล้วหยุด เป็นการแสดงความเคารพให้กับเพลง หนูยืนตลอด เคยมีเหตุการณ์ที่เข้าไปยืนกับเพื่อน 2 คน แล้วโดนหาว่าเป็นสลิ่ม ก็ไม่ได้ทำยังไงต่อ เพราะพวกหนูยืนของหนูกันอยู่แล้ว ซึ่งก็จะมีคนอื่นเขาหันหน้ามาคุยกันบ้าง อะไรบ้าง แต่หนูก็ไม่ได้สนใจ เราทำหน้าที่ของเรา เราเป็นนักเรียน เราก็ทำหน้าที่ของเราไป เพราะเด็กนักเรียนควรเคารพในเพลงสรรเสริญฯ เพลงชาติ หนูขอถามหน่อยว่า ทำไมโรงเรียนถึงต้องให้เด็กนักเรียนเคารพธงชาติตอน 8 โมงเช้า นั่นเป็นเพราะว่า ‘เราเป็นคนไทย’ มันเป็น ‘เพลงชาติไทย’ ของเรา”

นอกจากนี้ น้องออมสินยังได้เล่าถึงที่บ้านของตน ว่าภายในบ้านจะมีภาพของในหลวงรัชกาลที่ 9 ในหลวงรัชกาลที่ 5 และในหลวงรัชกาลที่ 10 ติดไว้ในบ้านด้วย อีกทั้งคุณแม่ของตนจะชอบเปิดข่าว ซึ่งตัวของน้องออมสินนั่นเป็นคนชอบฟังข่าวในพระราชสำนักอยู่แล้วด้วย เนื่องจากจะมีภาพฉายให้เห็นว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ถูกปรุงแต่งขึ้นมา และตนเชื่อตามสิ่งที่ตนเห็น 

น้องออมสินยังกล่าวถึงเหตุผลที่ว่า ทำไมตนนั้นไม่เชื่อสื่อที่ให้ร้ายต่อสถาบันฯ ด้วยว่า “เราต้องถามค่ะ อย่างเวลาเห็นอะไรมาหนูจะถามคุณแม่ ว่ามันเป็นแบบนี้จริงเหรอ? ส่วนเพื่อน ๆ นั้นก็จะมีส่งมาให้ดูบ้างเช่นกัน แต่หนูก็จะถามคุณแม่ ซึ่งคุณแม่จะบอกว่า มันก็จะมีพวกแอนตี้อะไรแบบนี้ มันเป็นเฟคนิวส์ ซึ่งหนูก็ไม่ได้โง่ ที่จะยอมให้ใครมาจูงจมูกได้ หนูจะคิด วิเคราะห์ แยกแยะ ว่าทำไมเขาถึงพูดแบบนี้ เขามีเจตนาอะไร คือจะรู้อยู่แล้วว่าเขาให้ร้าย หนูเลยเลือกที่จะไม่เชื่อ”

ต่อมา น้องออมสินได้เล่าถึงประเด็น ‘ทัวร์ลง เพราะปกป้องสถาบันฯ’ ว่ามีคนมาคอมเมนต์ด่าหยาบคายและแรงใส่ตน แต่น้องออมสินก็ยังยืนหยัดที่จะขอแสดงความจงรักภักดีต่อสถาบฯ ต่อไป

“ถ้าหนูจะโดนหาว่าเป็นสลิ่ม ทั้งที่หนูจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ หนูก็ยอมที่จะเป็นสลิ่ม หนูรู้ว่าเรามีความคิดเห็นที่ต่างจากคนอื่น จึงโดนว่าหรือโดนทัวร์ลง แต่หนูก็ไม่กลัว เพราะมันเป็นการแสดงความคิดเห็นของหนู ทำไมหนูถึงต้องกลัว? นั่นเป็นสิ่งที่หนูคิด คนคนหนึ่งคิดเหมือนกัน คนอื่นเขาก็อาจจะมีความคิดเห็นที่ต่างจากเรา หรือคิดเหมือนเรา ซึ่งพวกเขาสามารถคิดได้ ไม่มีใครสามารถมาว่าเราว่าคิดแบบนี้มันไม่ถูกต้อง เวลาเขาแสดงความคิดเห็นของเขา หนูก็รับฟังเหมือนกัน เพราะมันคือการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกัน เขาแสดงความคิดเห็นและจุดยืนของเขา หนูก็แสดงจุดยืนให้เขาเห็นเหมือนกัน หนูรับฟังความคิดเห็นของเขาอยู่แล้ว ไม่ได้ไปเถียง ไม่ได้ไปโต้แย้งว่าความคิดเห็นของคุณไม่ถูก และเวลาหนูฟัง หนูก็จะวิเคราะห์ตามเสมอว่าสิ่งนั้นถูกหรือไม่ เราต้องคอยเสพข่าวหลายๆ ทาง หาข้อมูลจากที่อื่น ว่าเขาเขียนเหมือนกับที่เราไปเจอไหม แล้วจึงนำข้อมูลเหล่านี้ มาคิดวิเคราะห์แยกแยะอีกทีหนึ่ง ว่ามันถูกต้องหรือไม่” น้องออมสิน กล่าว

นอกจากนี้ น้องออมสินยังได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับประเด็นที่คนกลุ่มหนึ่งบอกว่า ‘บุญคุณพ่อแม่ ไม่ต้องทดแทน’ ว่า ตนนั้นไม่เห็นด้วย เพราะพ่อแม่ท่านเลี้ยงลูกมา ทำเพื่อลูกได้ทุกอย่าง ให้ความรัก หรืออะไรก็ตาม ท่านเลี้ยงลูกจนเติบโตมาได้ถึงขนาดนี้ แล้วเหตุใดลูกถึงจะไม่กตัญญูต่อท่าน? ตนไม่เข้าใจคนที่คิดแบบนี้ หากสมมติว่าพ่อแม่ไม่อยากมีลูก ทำไมท่านไม่เอาเราออกตั้งแต่ตอนที่รู้ว่าจะมีลูก ทำไมถึงเลือกที่จะเก็บเอาไว้ จนเป็นภาระตัวเอง

“พ่อแม่เขาสร้างเรามาเพื่อให้เราเป็นคนดีของสังคม ถ้าเราไม่กตัญญูต่อท่าน แล้วอ้างว่าเพราะเป็นหน้าที่ของพ่อแม่ที่ต้องเลี้ยงดูลูกๆ อยู่แล้ว หนูคิดว่ามันไม่ถูกต้อง และการตอบแทนบุญคุณนั้นไม่ได้มีเพียงแค่พ่อแม่เท่านั้น เราสามารถตอบแทนบุญคุณกับคุณครู ญาติ พี่น้อง หรือคนที่คอยให้ความช่วยเหลือในยามที่เราลำบากได้อีกด้วย ใครจะมองว่าหนูหัวโบราณ ก็ช่างเขาไป”

ทั้งนี้ น้องออมสิน ได้กล่าวทิ้งท้ายไว้ว่า “ที่หนูกตัญญูต่อสถาบันฯ เพราะว่า ในหลวงท่านทรงทำงานหนัก ทรงเหนื่อย ท่านทำเพื่อประชาชนมามากมาย หนูคิดว่าคนที่ยังจงรักภักดีต่อสถาบันฯ ก็ยังมีอยู่ในคนรุ่นใหม่ ขอให้กล้าที่จะแสดงจุดยืนของตัวเอง ไม่ต้องไปกลัวว่าทัวร์จะลง หรือว่าจะโดนอะไร ไม่ต้องไปสนใจคนที่เขามาว่า ส่วนคนที่มาว่า เราก็คิดเสียว่าเป็นเสียงลม เสียงนก เสียงไม้ ไม่ต้องไปสนใจ มันเป็นความคิดเห็นของเรา เราทำดี คิดดีตลอด เราจะไปกลัวทำไม”

U Forests Cafe ร้านกาแฟสุดชิล กลางฟีลธรรมชาติ พิกัดเช็กอินใหม่แห่งระยอง ที่ครั้งหนึ่งในชีวิต ต้องลอง

สุดสัปดาห์นี้ หลายคนอาจจะกำลังมองหาสถานที่ท่องเที่ยว ที่จะขับรถไปพักผ่อนในช่วงวันหยุด เสาร์-อาทิตย์ THE STATES TIMES ขอแนะนำ 

U Forests Cafe ร้านกาแฟสุดชิล ตั้งอยู่บนเนื้อที่กว่า 40 ไร่ เป็นอาคารออกแบบผสมผสานชั้นเดียว มีดาดฟ้าภายในโอ่โถง พร้อมกับที่นั่งด้านนอก ที่แวดล้อมไปด้วยธรรมชาติ สุดอลังการ กับ หินลีลาขนาดใหญ่ ที่ถูกจัดวางท่ามกลาง ต้นไม้หายากขนาดใหญ่ โดยมีต้นมะขาม 5 คนโอบ มีอายุมากกว่า 200 ปี รวมถึง ต้นกันเกรา อายุกว่าร้อยปี และ ต้นไม้หายากอีกหลากหลายกว่าร้อยต้น พร้อมสัมผัสบรรยากาศร่มรื่น กับน้ำตกจำลองขนาดใหญ่ เสียงน้ำที่ตกกระทบหิน เสมือนกับได้ไปนั่งอยู่ริมน้ำตกธรรมชาติจริง ๆ ด้านหลังน้ำตกยังมีถ้ำม่านหมอกให้เข้าไปสัมผัส นอกจากนี้ ยังมีสะพานไม้ให้เดินชมความงดงามได้ทั่วพื้นที่

ร้าน U Forests Cafe แห่งนี้เกิดจากแรงบันดาลใจภายใต้ความสมบูรณ์แบบของธรรมชาติ ที่สะท้อนให้เห็นถึงวิถีความสมบูรณ์ของพื้นที่อำเภอแกลง จังหวัดระยอง โดยดึงเอา Elements ของความเป็นพื้นที่สีเขียวที่รายล้อมไปด้วยทิวเขา ต้นไม้ น้ำตก ป่าชายเลน รวมถึง Movement ที่พลิ้วไหวของสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่รวมกันอย่างเป็น ‘วัฏจักร’ ประกอบกับสัญลักษณ์ของความเป็นเมืองท่าอย่างเรือรบหลวง ประแส ที่จอดอยู่ไม่ไกลจากร้านกาแฟแห่งนี้ ร้าน U Forests Cafe เปิดให้บริการคอกาแฟ และนักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบธรรมชาติ สามารถเดินทางมาจิบกาแฟและอยู่ท่ามกลางธรรมชาติในบรรยากาศที่ผ่อนคลายได้แล้ว

‘สิงโต สหรัฐต์’ ขอพรพระเสริมกำลังให้ง้อแฟนหนุ่มสำเร็จ ลั่น!! รักคนนี้มาก เพราะเป็นแฟนคนแรกที่ยอมเปิดตัวกับทุกคน

(7 ก.ค. 66) เป็นเรื่องราวที่ทำเอาแฟนคลับแอบฟินไม่น้อยเมื่อ นายสหรัฐต์ หิรัญญ์ธนภูวดล หรือ ‘สิงโต’ เปิดตัวแฟนหนุ่มของเขาเมื่อไม่นานมานี้…

ล่าสุดแฟนคลับได้ร่วมส่งกำลังใจให้หนุ่ม ‘สิงโต สหรัฐต์’ กันใหญ่ เมื่อสิงโตได้ประกาศง้อแฟนหนุ่มผ่านโซเชียลโดยโพสต์ภาพรวมโมเมนต์แสนหวานพร้อมกับข้อความผ่านอินสตาแกรมส่วนตัวว่า…

“I Hope On God ขอบุญกุศลหนุนนำให้ลูกง้อแฟนสำเร็จด้วยครับ… ยังไม่เคยง้อเพื่อนหรือแฟนขนาดนี้… สงสัยผมคงรักแฟนคนนี้มากจริงๆ… แฟนคนแรกที่ผมยอมเปิดตัวกับทุกคน #ซิงรักคิมนะครับที่รัก Support Always Mylove @an_ordinary_kim USKRFI”

‘ไอซ์ ปรีชญา’ อัปเดตอาการป่วย หลังวูบหมดสติ พร้อมส่งยิ้มทักทาย สัญญาจะกลับมาดีขึ้นให้ได้ไวๆ

(7 ก.ค. 66) ทำเอาคนแห่ดีใจกันยกใหญ่หลังจาก ‘ไอซ์ ปรีชญา พงษ์ธนานิกร’ นางเอกดังได้ออกมาเคลื่อนไหวไอจี โพสต์ภาพนอนยิ้มแฉ่ง หลังจากทำเอาใจหายใจคว่ำกันมาก่อนหน้านี้ จากเหตุหมดสติจนต้องหามเข้าไอซียู โดยภาพล่าสุดนี้ เจ้าตัวมาพร้อมแคปชันที่สัญญาว่าจะกลับมาดีขึ้นเร็วๆ นี้

“ขอบคุณทุกคนที่ส่งกำลังใจให้ไอซ์นะคะ สัญญาว่าจะพยายามกลับมาดีขึ้นให้ได้ไวๆ ขอบคุณจริงๆจากใจนะคะ ไอซ์ได้รู้ว่ามีคนที่รักไอซ์ และชื่นชอบผลงานของไอซ์ ไอซ์จะสู้ต่อไปนะคะ จะรีบกลับมาสร้างความสุขให้ทุกคนนะคะ ทุกคนๆ ที่กำลังท้อ เศร้า หรือ เสียใจ หรือประสบปัญหาอยู่ขอให้เราสู้ไปด้วยกันนะคะ ขอส่งความรักกลับไปนะคะ ❤️🙏🏻🥹🫱🏻‍🫲🏽✌🏻”

นอกจากนี้ คนในวงการบันเทิงต่างเข้าไปคอมเมนต์ส่งกำลังใจ และดีใจที่ได้เห็นนางเอกสาวกลับมายิ้มได้อีกครั้ง หลังจากที่เจอปัญหารุมเร้าชีวิตอย่างหนักในช่วงที่ผ่านมา

ก.แรงงาน ยกทัพความอร่อยปักหมุดเมืองอุบลฯ เปิดงานสตรีทฟู้ดไทย สร้างผู้ประกอบการ เพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจชุมชน

วันที่ 7 กรกฎาคม 2566 เวลา 17.00 น. นายบุญชอบ สุทธมนัสวงษ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน มอบหมายให้ นางโสภา เกียรตินิรชา หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงแรงงาน เป็นประธานกล่าวเปิดงาน “IT Tastes Good อร่อยปักหมุด สตรีทฟู้ดไทย จังหวัดอุบลราชธานี” ภายใต้โครงการพัฒนาส่งเสริมอาชีพผู้ประกอบการร้านสตรีทฟู้ด (Street Food) กระทรวงแรงงาน โดยมี นางทรงลักษณ์ วรภัย รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี หัวหน้าส่วนราชการหน่วยงานสังกัดกระทรวงแรงงานจังหวัดอุบลราชธานี ผู้บริหารระดับสูงกระทรวงแรงงาน ผู้ประกอบการร้านค้าสตรีทฟู้ด และประชาชนที่มาร่วมงาน ร่วมให้การต้อนรับ นายบวร ดรุณสนธยา แรงงานจังหวัดอุบลราชธานี กล่าวรายงานวัตถุประสงค์การจัดงาน ณ ลานร้อยพันธุ์บัว หน้าห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี 

นางโสภา กล่าวว่า ตามที่กระทรวงแรงงาน ได้จัดทำโครงการพัฒนาส่งเสริมอาชีพผู้ประกอบการร้านสตรีทฟู้ด (Street Food) กระทรวงแรงงาน โดยมีกิจกรรมประกอบด้วย การเปิดตัวโครงการ การจัดฝึกอบรมผู้สนใจประกอบอาชีพสตรีทฟู้ดรายใหม่ และผู้ประกอบอาชีพสตรีทฟู้ดรายเดิม จำนวนกว่า 30,000 ราย รวมทั้ง การจัดกิจกรรมแสดงร้านค้าสตรีทฟู้ดในวันนี้ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างโอกาสในการประกอบอาชีพสตรีทฟู้ด สร้างรายได้ และกระตุ้นเศรษฐกิจในชุมชน เป็นการประชาสัมพันธ์อาหารในท้องถิ่นและร้านอาหารต่างๆ ให้เป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยวและประชาชนทั่วไป อีกทั้งยังเป็นการยกระดับผู้ประกอบอาชีพสตรีทฟู้ดของจังหวัด ให้มีโอกาสนำเสนอรูปแบบการขายใหม่ เช่น รูปแบบฟู้ดทรัค (Food Truck) ซึ่งถือเป็นทางเลือกสำหรับผู้ต้องการเริ่มต้นธุรกิจสตรีทฟู้ดในรูปแบบต่าง ๆ 

นางโสภา กล่าวต่อว่า กระทรวงแรงงาน ขอขอบคุณจังหวัดอุบลราชธานีที่ให้ความสำคัญกับโครงการพัฒนาส่งเสริมอาชีพผู้ประกอบการร้านสตรีทฟู้ด (Street Food) โดยคัดเลือกร้านค้าสตรีทฟู้ดที่มีชื่อเสียงของจังหวัดกว่า 60 ร้านมาร่วมกิจกรรมแสดงร้านค้าสตรีทฟู้ดในครั้งนี้ และขอเชิญชวนผู้ที่ประกอบอาชีพสตรีทฟู้ดอยู่เดิม ประชาชนผู้สนใจที่จะประกอบอาชีพสตรีทฟู้ด ตลอดจนพี่น้องประชาชนชาวอุบลราชธานีและจังหวัดใกล้เคียง มาเที่ยวชมงาน “It Tastes Good อร่อยปักหมุด สตรีทฟู้ดไทย จังหวัดอุบลราชธานี” ณ ลานร้อยพันธุ์บัว หน้าห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลอุบลราชธานี ระหว่างวันที่ 7 - 9 กรกฎาคมนี้ ซึ่งกิจกรรมภายในงาน ประกอบด้วย การออกบูธจําหน่ายอาหารจากผู้ประกอบการร้านสตรีทฟู้ดจํานวนกว่า 60 ร้านค้า กิจกรรม Workshop พัฒนาอาชีพ กิจกรรมอบรมให้ความรู้เกี่ยวกับการประกอบอาชีพร้านค้าอาหาร และกิจกรรมความสนุกความบันเทิง อาทิ พบกับการแสดงของนักร้องศิลปิน เฉลิมพล มาลาคำ ซึ่งนอกจากจะได้รับทั้งความรู้เกี่ยวกับการประกอบอาชีพสตรีทฟู้ดแล้วยังได้เลือกชิมเลือกซื้ออาหารสตรีทฟู้ดที่มีคุณภาพของจังหวัดอุบลราชธานีจากงานนี้ด้วย

เผยกิจวัตร 'เศรษฐีวัย 45' ช่วยสตาฟร่างกายไว้แค่ 18 ถ่ายเลือดจากลูกชายและกินมื้อสุดท้ายของวันไม่เกิน 11 โมง

(7 ก.ค. 66) ไวรัลชาวโลก ‘ไบรอัน จอห์นสัน’ เศรษฐีวัย 45 ปี ที่มีร่างกายเหมือนเด็กอายุ 18 ปี ด้วยวิธีการอันสุดโต่งและราคาสูงถึง 70 ล้านบาทต่อปี

การมีสุขภาพที่ดี หรืออ่อนเยาว์กว่าวัย คงเป็นเรื่องที่หลาย ๆ คนต้องการ หลาย ๆ คนจึงมีวิธีการดูแลสุขภาพของตัวเอง และบางวิธีก็ชวนตะลึงสุด ๆ เช่นที่สำนักข่าว nypost ได้รายงานเรื่องราวของเศรษฐีหนุ่มคนหนึ่ง ที่ดูแลสุขภาพและร่างกายของตัวเองดีมาก ซึ่งต้องจ่ายกว่า 2 ล้านดอลลาร์ต่อปี (ประมาณ 70 ล้านบาท)

ชายคนนี้ชื่อว่า ‘ไบรอัน จอห์นสัน’ เจ้าพ่อด้านเทคโนโลยี วัย 45 ปี เขาต้องการให้ตัวเองมีสุขภาพที่ดีอยู่ตลอดเวลา เลยทุ่มเททุกอย่างเพื่อดูแลมัน

เขากลายเป็นที่ฮือฮาในสังคมออนไลน์ หลังจากมีรายงานเกี่ยวกับกิจวัตรประจำวันสุดโต่งของเขาซึ่งมีเป้าหมายเพื่อให้อวัยวะสำคัญทั้งหมด คือ สมอง ตับ ไต ฟัน ผิวหนัง ผม องคชาต และไส้ตรง ทำงานเหมือนเดิม ในช่วงวัยรุ่นตอนปลาย ตอนนี้มีสภาพร่างกายเหมือนคนอายุ 18

กิจวัตรประจำวันที่ราคาแพงและสุดโต่งของ ไบรอัน นั้นมีมากมายหลายข้อ แต่ที่คนให้ความฮือฮาและสนใจอย่างมากคือ 1.เขากินอาหารมื้อสุดท้ายของวัน ไม่เกิน 11 โมง และ 2. เขาทำการถ่ายเลือดจากลูกชายวัย 17 ปี

นอกจากนี้ยังมีกิจวัตรอื่น ๆ ได้แก่
-รับประทานอาหารวีแกนที่ให้พลังงานรวม 1,977 แคลอรีต่อวัน
-ดื่มน้ำผักที่ผสมครีเอทีนและคอลลาเจนเปปไทด์
-รับประทานอาหารเสริมมากกว่า 100 รายการต่อวัน
-ออกกำลังกายวันละ 1 ชั่วโมง
-กำลังกายแบบเข้มข้น 3 ครั้งต่อสัปดาห์
-เข้านอนเร็ว และตื่นตี 5 ทุกวัน
-แปรงฟันและใช้ไหมขัดฟัน บ้วนปากด้วยทีทรีออยล์และเจลต้านอนุมูลอิสระ
-ก่อนนอน จะสวมแว่นตาที่ป้องกันแสงสีน้ำเงินเป็นเวลาสองชั่วโมง
-ตรวจสุขภาพอย่างละเอียดทุกส่วนในทุกเดือน

อย่างไรก็ตาม การดูแลสุขภาพเป็นเรื่องที่ดีและควรทำ อาจไม่ต้องทำแบบสุดโต่ง หรือเหมือนกับชายมหาเศรษฐีคนนี้ก็ได้ เพราะร่างกายก็ย่อมเป็นไปตามอายุขัย เราคงไม่สามรถยื้อมันได้ตลอดไป

‘ก้าวไกล’ ยืนยันเจตนารมณ์!! ไม่ลดเพดานแก้ ม.112 เชื่อ ส.ว.หนุน ‘พิธา’ นั่งนายกฯ ให้โอกาสประเทศเดินหน้า

‘ชัยธวัช’ ชี้แค่ ส.ว.บางราย ไม่เอา ‘พิธา’ ลั่นสิ่งที่เป็นอาจไม่ใช่สิ่งที่เห็น มองบวก ‘สภาสูง’ ส่วนใหญ่ให้โอกาสเดินหน้าประเทศ เมินลดเพดานแก้ 112 ไม่ห้ามม็อบเคลื่อนไหว

(7 ก.ค. 66) ที่รัฐสภา นายชัยธวัช ตุลาธน ส.ส.บัญชีรายชื่อ และเลขาธิการพรรคก้าวไกล ให้สัมภาษณ์กรณีเสียงของสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) เริ่มชัดเจนไม่สนับสนุนนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคก้าวไกล โดยเฉพาะเงื่อนไขการแก้ไขกฎหมายอาญามาตรา 112 ว่า ยังเป็นแค่ความเห็นของ ส.ว.เพียงบางราย ส.ว.ส่วนใหญ่ยังไม่ได้แสดงออกอะไร คิดว่าจะแสดงออกทีเดียวในวันโหวตนายกฯ 13 ก.ค.นี้ ดังนั้น อย่าเพิ่งประเมินสถานการณ์จากที่เห็น สิ่งที่เป็นอาจไม่ใช่สิ่งที่เห็นก็ได้ ยังมั่นใจว่าจะผ่านไปได้ด้วยดี และมั่นใจในวิจารณญาณของ ส.ว.ว่าอยากจะเห็นประเทศชาติเดินหน้าอย่างไร การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นโอกาสสำคัญที่ประชาชนได้แสดงออกต้องการคืนความเป็นปกติของระบอบประชาธิปไตยไทย ยังเชื่อมั่นใน ส.ว.จำนวนมากว่าจะให้โอกาสนี้กับประเทศไทย

เมื่อถามว่า แสดงว่าอีก 60 กว่าเสียง ที่เหลือจะมาจาก ส.ว. ทั้งหมด หรือจะมีการเจรจากับฝ่าย ส.ส. ด้วย นายชัยธวัช กล่าวว่า ทาง ส.ส. โดยเฉพาะพรรคที่เราไม่ได้ชวนมาร่วมรัฐบาลก็คงเป็นสิทธิของแต่ละคน แต่เชื่อว่าจะมี ส.ส.หลาย ๆ คน ใช้จุดยืนตัวเอง หรือใช้สถานะความเป็น ส.ส. ปกป้องรักษาระบบไว้ให้ได้ในสถานการณ์ช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญ ส่วนจะมีการเจรจาถอยบางเรื่องเพื่อให้ ส.ว. เห็นใจมาสนับสนุนนายพิธาเป็นนายกฯ นั้น คงเป็นการเน้นพูดคุยทำความเข้าใจมากกว่า ส.ว.ส่วนใหญ่อาจรับรู้ข้อมูลจากสื่อมวลชนซึ่งบางครั้งอาจไม่ตรงกับข้อเท็จจริง

ผู้สื่อข่าวถามว่า จะไม่ลดเพดานมาตรา 112 ตามที่ ส.ว.ให้คำแนะนำมาหรือไม่ นายชัยธวัช กล่าวว่า ไม่แน่ใจว่าลดเพดานหมายถึงอะไร ที่ผ่านมาเราพยายามอธิบายว่าเจตนารมณ์ของเราเป็นอย่างไร เรามองเห็นปัญหาอย่างไร เราคิดว่าแนวทางแบบนี้ดีต่อระบอบประชาธิปไตย และสถาบันพระมหากษัตริย์มากกว่า

เมื่อถามย้ำว่า ยังยืนยันที่จะแก้ไขมาตรา 112 แม้จะมีคำทักท้วงจาก ส.ว.เลขาธิการพรรคก้าวไกล กล่าวว่า ยังมั่นใจว่าถ้าได้อธิบายเหตุผล จะมีความเข้าใจมากขึ้น เราต้องอธิบายเหตุผลให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ในเวลาที่เหลือ เวทีสำหรับสื่อมวลชนในสัปดาห์หน้าจะมีความสำคัญกับประชาชน และสังคมในการสะท้อนไปยัง ส.ว. ซึ่งในวันนี้จะมีการหารือกับนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฏร เกี่ยวกับกระบวนการแสดงวิสัยทัศน์ของแคนดิเดตนายกฯ ที่ถูกเสนอก่อนโหวต จะมีเวลาแสดงวิสัยทัศน์อย่างไร เป็นไปได้หรือไม่นอกจากการแสดงวิสัยทัศน์แล้ว จะมีการเปิดให้ ส.ส.-ส.ว.อภิปรายซักถามแคนดิเดตนายกฯ ที่ถูกเสนอชื่ออย่างเต็มที่ เพื่อให้เกิดความชัดเจนที่สุดก่อนลงมติ แต่คงรอต้องหารือกับประธานสภาฯ ก่อนว่าจะได้ข้อสรุปอย่างไร

ส่วนที่มีการวิเคราะห์กันว่าถ้าฟังจากเสียง ส.ว.การโหวตเลือกนายพิธาครั้งแรกอาจจะไม่ผ่านนั้น นายชัยธวัช กล่าวย้ำว่า อย่างที่บอกไป สิ่งที่เป็นอาจไม่ใช่สิ่งที่เห็น ยืนยันว่าหากโหวตนายพิธาไม่ผ่านในวันที่ 13 ก.ค. จะเสนอชื่อนายพิธาเพื่อโหวตอีกในวันที่ 19 ก.ค. แน่นอน แต่ยังเชื่อว่าจะโหวตจบในครั้งเดียว และไม่กังวลหากมีการเสนอชื่อแคนดิเดตนายกฯ มาแข่ง เพราะเป็นปกติในระบบรัฐสภา ไม่ใช่เรื่องผิดปกติ เชื่อว่า ส.ว.จะไม่สนับสนุนการตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อย ส่วนจะต้องโหวตกี่ครั้งนั้น อย่าเพิ่งไปสรุปเป็นตัวเลข ต้องดูสถานการณ์ที่เป็นจริง และอย่าเพิ่งตัดว่าจะต้องโหวตจบในครั้งเดียวออกไป

“ยังบอกไม่ได้ว่าจะมีเสียง ส.ว.สนับสนุนเท่าไร ส.ว.ส่วนใหญ่จะไม่ได้ออกมาบอกว่าคิดเห็นอย่างไรกันแน่ มีเพียง ส.ว.เพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่ออกมาให้ความเห็น ผมยังเชื่อมั่นว่าสิ่งที่ยังเงียบอยู่จะเป็นสิ่งที่เปิดโอกาสให้ประเทศได้คืนความเป็นประชาธิปไตยให้ระบบการเมืองไทย และเดินหน้าไปตามกระบวนการ” นายชัยธวัช ระบุ

เมื่อถามว่าเสียงที่เงียบอย่าง ส.ว.สายทหาร ที่มีแนวโน้มแน่นอนว่าจะไม่สนับสนุนนายพิธา นายชัยธวัช กล่าวว่า อย่าเพิ่งดูถูกอาชีพทหาร ตนคิดว่าทหารจำนวนมาก มีความหวังดีกับประเทศชาติ ซึ่งก็ได้มีโอกาสพูดคุยทำความเข้าใจกับ ส.ว.สายทหาร เราทำทุกวันทั้ง ส.ว.สายทหาร ตำรวจ พลเรือน ข้าราชการ ทำเต็มที่ที่สุดจนถึงวันสุดท้าย เชื่อว่ามีสิทธิ์ที่จะได้เห็นแสงสว่าง ชีวิตต้องมีความหวัง

ส่วนกังวลหรือไม่ หากมีการเสนอแคนดิเดตนายกฯ จากฝ่ายประชาธิปไตย อย่างพรรคเพื่อไทยขึ้นมาแข่งนั้น นายชัยธวัช กล่าวว่า ขณะนี้มีแคนดิเดตนายกฯ เพียงคนเดียว อย่าเพิ่งพูดไปขนาดนั้น

เมื่อถามถึงกรณีกลุ่มผู้ชุมนุมที่สนับสนุนพรรคก้าวไกลเตรียมออกมาเคลื่อนไหว จะมีการส่งสัญญาณใดหรือไม่ นายชัยธวัช กล่าวว่า อย่าเพิ่งบอกว่ามาสนับสนุนพรรคก้าวไกล ตนก็เห็นว่าทางกลุ่มผู้ชุมนุมเปิดให้มีการโหวตแสดงเจตจำนงของประชาชนที่ลงคะแนนเสียงว่าให้เคารพผลการเลือกตั้งเป็นสำคัญ ประเด็นคือต้องการให้ทุกฝ่ายปกป้องระบบ ไม่ใช่ตัวบุคคลหรือพรรคการเมืองใด ส่วนจะแสดงออกอย่างไร ตนไม่ทราบ หวังว่าจะแสดงออกอย่างสงบไม่ว่าจะฝ่ายไหน เพราะเราไม่ต้องการเห็นความรุนแรง ทางประธานสภาฯ ก็ได้กำชับเกี่ยวกับเรื่องนี้ด้วย

“แน่นอนว่าหากกระบวนการเลือกนายกฯ ล่าช้า การจัดตั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) การแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการประจำปีในช่วงเดือน ต.ค. การพิจารณางบประมาณประจำปี และนโยบายเร่งด่วนต่างๆ ทั้งเศรษฐกิจ การลงทุนจะชะลอ และเกิดผลกระทบไปหมด ดังนั้นจบเร็วมากเท่าไหร่ยิ่งดี และจบแบบเคารพผลการเลือกตั้งเร็วที่สุด ให้การเมืองไทยมีเสถียรภาพ” นายชัยธวัช ระบุ

เลขาธิการพรรคก้าวไกล ยังกล่าวถึงกรณีที่นายศรีสุวรรณ จรรยา ร้องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เพื่อตรวจสอบจริยธรรม น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ปฏิญาณตนก่อนปฏิบัติหน้าที่ในสภาฯหรือไม่ว่า ตนอยู่ในแถวเดียวกับ น.ส.ศิริกัญญา ซึ่ง น.ส.ศิริกัญญาก็ปฏิญาณตนตามปกติ เพียงแต่อาจจะหันมาบ้าง เข้าใจว่า น.ส.ศิริกัญญาคิดว่าสมาชิกทุกคนจะพูดตามประธานทีละประโยค แต่พอพูดชื่อตัวเองแล้วก็พูดยาวไปเลย โดยไม่ได้รอประธาน จึงคิดว่าทำไมไม่รอ ซึ่งเรื่องนี้ไม่น่าเป็นสาระสำคัญอะไร และไม่เป็นประเด็นทางข้อกฎหมาย จริงๆ การปฏิญาณตนของนายกฯ ที่ไม่ตรงตามรัฐธรรมนูญสำคัญกว่า อย่างที่เกิดขึ้นในปี 2562 เรื่องใหญ่กว่า ไม่ทราบว่านักร้องหายไปไหน และเรื่องนี้คงไม่ถูกนำไปเป็นไปเด็นเชื่อมโยงเรื่องสถาบันฯ ให้กระทบกับการโหวตนายพิธาเป็นนายกฯ เพราะไม่เกี่ยวกัน เป็นการปฏิญาณตนของ ส.ส.ต่อสภาฯ

เมื่อถามว่า หากพรรคก้าวไกลยอมถอยเรื่องการแก้ไขมาตรา112 ส.ว.น่าจะมีข้ออ้างอื่นที่จะไม่สนับสนุนนายพิธาเป็นนายกฯ หรือไม่ นายชัยธวัช กล่าวว่า แน่นอน คนไม่เลือกก็ไม่เลือกอยู่แล้ว ถามย้ำว่า ส.ว.มีธงในการโหวตอยู่แล้วใช่หรือไม่ นายชัยธวัช กล่าวว่า มี ส.ว.บางคนเท่านั้นที่มีธงอยู่แล้ว

‘เอมี่’ เม้าท์ ‘ซี ศิวัฒน์’ ขึ้นชื่อเรื่องความเป๊ะสุดๆ ออกงานหนึ่งครั้ง จ้างช่างแต่งหน้าทำผมถึง 4 คน

(7 ก.ค. 66) รายการ ‘กินลีอยู่ลี’ โดยหนุ่ม ‘ลี ฐานัฐพ์’ พามาพบกับพี่สาวคนสนิท ‘เอมี่ กลิ่นประทุม’ ชวนมาคุยเรื่องราวชีวิตที่ทั้งขำทั้งฮา และเม้าท์มอยวีรกรรมสุดแสบของคุณสามีสุดที่รัก ‘ซี ศิวัฒน์’ เรื่องความเป๊ะแบบสุด ๆ ทั้งหน้าทั้งทรงผมต้องหล่อพร้อมเสมอ ถึงขนาดใช้ช่างหน้าช่างผมถึง 4 คน พร้อมเผยถึงชีวิตที่เป็นคนปล่อยวางอะไรยากมาก

>>เคล็ดลับวิธีครองรักกัน ?

เอมี่: คือคนอาจเห็นว่าเราจิกกัดด่ากัน แต่จริง ๆ เวลาเราอยู่ด้วยกันที่บ้าน เอาจริง ๆ ก็ไม่ได้เป็นขนาดนั้นหรอก อาจจะด้วยความที่พื้นฐานเป็นเพื่อนกัน ตั้งแต่ก่อนคบกันคือเป็นเพื่อนกันอยู่แล้ว แล้วยิ่งนานเข้ามันก็เป็นตัวของตัวเองสุด ๆ มันไม่ต้องแอ๊บ แต่เวลาทำรายการเราก็อยากให้มันตลกโบ๊ะบ๊ะ

>>แต่เห็นว่า พี่ซี เขาให้รางวัลพี่เอมี่ ‘สุราอวอร์ด’ มันเป็นยังไง ?

เอมี่: เดี๋ยวนี้นางไปออกรายการอะไรก็คือแบบชอบเม้าท์เรื่องการปาร์ตี้ของฉัน ซึ่งเราก็ไม่ได้เป็นคนปาร์ตี้หนัก กินแค่นิด ๆ หน่อย ๆ (หัวเราะ) คือแบบเราเป็นคนติดเพื่อน ติดความสนุก

>>ได้ข่าวว่าปีนโต๊ะด้วย พีกสุด ๆ ทำอะไรนอกจากนอนกรนที่พี่ซีบอก?

เอมี่: ว๊าย! ฉันโกรธมากเรื่องนี้ เรื่องกินเหล้าไม่ค่อยเท่าไหร่ หาว่าฉันกรน หลังไมค์นี่คือแบบถ้าทำอีกทีหนึ่งนะ โกรธมาก เพราะว่าซีเป็นผู้ชายที่นอนนิ่งมาก

>>เผาคุณสามีเรื่องความเป๊ะแบบสุดๆ ?

เอมี่: เวลาเราจะไปทำงานใช่ไหม ปกติเอมี่กับซีถ้าทำงานด้วยกัน ช่าง 1 คู่ แล้วก็ทำด้วยกัน คือช่างหน้า 1 คน ช่างผม 1 คน แล้วก็แบ่งกันสามีภรรยา แต่เขาเป็นคนแบบอันนั้นอันนี้ ผมเขาต้องเป็นแบบเป๊ะ ๆ จนเราก็ต้องแยกช่าง ทีนี้คือจะไปไหนที 2 คนผัวเมียใช้ช่าง 4 คน ช่างผม 2 คน ช่างหน้า 2 คนอะไรอย่างนี้ เพราะว่าด้วยเขาเป็นคนเยอะ แล้วก็ไม่ใช่ช่างผมที่ไหนก็ได้ที่จะมาทำผมเขา บางงานที่แบบไม่ได้มีอะไรเลย ไม่ใช่งานยิ่งใหญ่อะไรก็ต้องมีช่างหน้าช่างผม บางทีเราไม่แต่งหน้าแบบปัดคิ้วเองก็ได้นิด ๆ หน่อย ๆ หันไป เอ้า! ทำไมสามีมีช่างหน้าช่างผมมา เยอะกว่าเราอีก หลัง ๆ เราก็เลยต้องจ้างช่างหน้าช่างผมตลอด ไอ้บทจะไม่แต่งก็ไม่แต่งอะไรเลยอยู่ดี ๆ ก็เดินเข้ารายการ คือแบบตาโบ๋ดำอะไรอย่างนี้ เป็นความขัดแย้งกับตัวเองแบบสุด ๆ แล้วอ่ะ 

>>มีเรื่องเครียดอะไรในชีวิตบ้างไหม ?

เอมี่: มี เป็นคนปล่อยวางอะไรในชีวิตยากนะ ถึงชอบอยู่กับเพื่อนอยู่กับอะไร มันจะเป็นการคลายเครียด คืออยู่คนเดียวแล้วบางทีมันคิดอะไรค่อนข้างเยอะ หรือว่าวันไหนที่เราทำงานเยอะ ๆ แล้วเราเหนื่อย การที่ไปนั่งคุยกับเพื่อนนี่คือผ่อนคลาย ช่วงไหนที่เราเครียดเรื่องงาน มีปัญหาครอบครัว หรืออะไรก็แล้วแต่ถ้าเราไปนั่งกับเพื่อนก็จะหายเลย แต่ถ้าเครียดแล้วอยู่คนเดียวก็จะออกกำลังกาย วันไหนที่อารมณ์ไม่ดีจะออกกำลังกายได้นานมาก

‘ยู่ยี่ อลิสา’ ขอโอกาสหวนกลับวงการบันเทิง อยากเปลี่ยนแปลงชีวิต - เป็นแบบอย่างที่ดีให้ลูก

อดีตนางแบบในตำนาน ‘ยู่ยี่ อลิสา อินทุสมิต’ เปิดใจหลังเผชิญชีวิตหลังกำแพงเรือนจำ ในวันนี้เธอพร้อมหวนกลับคืนสู่วงการอีกครั้ง พร้อมเปิดใจความหมายของชีวิตหลังจากผ่านเรื่องหนัก ๆ ทุกเรื่องราว ผ่านรายการ โต๊ะหนูแหม่ม กับพิธีกรมากฝีมือ ‘หนูแหม่ม สุริวิภา’ งานนี้ใจพร้อมกายพร้อม อยากกลับมารับงานละครอีกครั้ง 

>>ความหมายของชีวิตหลังจากนี้ ตั้งใจอยากทำอะไร?

ยู่ยี่ อลิสา: ยี่พยายามจะให้มันเป็นไป เราไม่พยายามเปลี่ยนใครที่ไหน หรือว่าให้มันเป็น ไม่อยากเปลี่ยนสถานการณ์ต่าง ๆ ที่มันผ่านมา อยากอยู่กับมันให้ได้ อยู่กับทุกอย่างให้ได้ คือมีสติอยู่กับปัจจุบัน มันพูดแล้วอาจจะดูตลก แต่ว่ามันช่วยให้เราได้เปิดรับความสุขด้วย ให้อยู่ได้กับความทุกข์ด้วย คืออยู่กับทุกสิ่งให้ได้ แล้วให้คิดว่ามมันคือปกติ นี่คือมนุษย์นี่คือชีวิต มันไม่มีอะไรที่แน่นอน ยั่งยืน ความทุกข์ของเราก็เป็นอย่างนั้น ความสุขของเราก็เป็นอย่างนั้น ให้เห็นว่ามันเข้ามาแล้วมันออกไป นี่คือความสุขของชีวิตของยี่คือการได้ดูตัวเอง ได้พัฒนาตัวเอง มันทำให้ยี่มีความมสุขแล้ว

>>มีอะไรที่อยากทำและไม่อยากทำตอนนี้?

ยู่ยี่ อลิสา: ยี่คิดว่าสิ่งยี่ไม่อยากทำ คือไม่อยากเป็นแบบอย่างที่ไม่ดีให้กับลูกๆ และที่ยี่อยากทำก็คือเป็นแบบอย่างที่ดีๆ ให้กับลูกยี่ค่ะ และเป็นแบบอย่างให้เขา

>>จะกลับมารับงาน หรือเล่นละครมั้ย?

ยู่ยี่ อลิสา: ถ้ามีคนติดต่อมาก็สนใจ ก่อนหน้านี้มีโอกาสได้เจอพี่ฉอด แล้วพี่ฉอดน่ารักมาก ฝากเนื้อฝากตัวไป อยากร่วมงานนะคะ จริง ๆ มีคนบอกยี่ว่าถ้ามีงานติดต่อเข้ามาให้รับไว้ก่อน เพราะเชื่อว่ายี่ทำได้ และยี่ทำได้ดี ซึ่งยี่ก็คิดว่ายี่มีตัวตนที่ชัดเจน ยี่ออกกำลังกายหนักมากเพื่อมีสุขภาพที่ดี ต้องทั้งภายนอกและภายใน และสุขภาพจิตต้องสำคัญ และความคิดเราก็สำคัญมาก

วิทยา แก้วภราดัย เผย ไม่ใช่แค่เรื่อง ม.112 แต่ยังมีเรื่องแยกดินแดน เปลี่ยนวันชาติ หลายเรื่องเรารับไม่ได้ ประชาชนก็รับไม่ได้ เราจึงทำหน้าที่สะท้อนแทนประชาชน

"ไม่ใช่แค่เรื่อง ม.112 แต่ยังมีเรื่องแยกดินแดน เปลี่ยนวันชาติ หลายเรื่องเรารับไม่ได้ ประชาชนก็รับไม่ได้ เราจึงทำหน้าที่สะท้อนแทนประชาชน"

วิทยา แก้วภราดัย รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ กล่าวในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่รัฐสภาฯ เมื่อวันที่ 4 ก.ค.66


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top