Sunday, 26 July 2026
Hard News Team

รู้จัก ‘หมอชลน่าน ศรีแก้ว’ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย จากเด็กวัดติดดิน สู่บทบาทสำคัญในการเมืองไทย

เมื่อไม่นานมานี้ เพจ ‘หมอชลน่านFcไม่มีดราม่า’ ได้โพสต์เล่าประวัติและผลงานของ นายชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย สรุปใจความว่า…

‘ชลน่าน ศรีแก้ว’ ประวัติชีวิตไม่ธรรมดาของผู้ชายติดดินธรรมดาๆ #จากติดดินรากหญ้าสู่รัฐสภาไทย 4 มิ.ย. 2566

"ผมมาจากดินไม่เคยคิดฝันว่าจะได้มาได้ไกลถึงตรงนี้ ขอบพระคุณทุกโอกาสที่ทุกท่านเมตตามอบให้ผมเสมอ" จากใจสุภาพบุรุษนักการเมืองที่มีความนอบน้อมให้กับผู้ร่วมงานทุก ๆ ฝ่าย บนถนนสายการเมือง ของ ส.ส.น่าน 6 สมัยคนนี้ ‘ชลน่าน ศรีแก้ว’ ไม่เคยตั้งคำถามว่า “เขาจะต้องอยู่ตำแหน่งอะไร” แต่คำถามที่มีอยู่ในใจของเขาเสมอ คือ บ้านเมืองจะไปต่ออย่างไร? เราไม่รู้เลยว่าคำถามนี้จะมีใครได้ยินบ้าง? เรารู้แต่ว่าผู้ชายบ้านนอก ติดดินธรรมดา ๆ คนนี้ ได้รับโอกาสเสมอให้ทำงานเพื่อบ้านเมือง ด้วยความตั้งใจ ทุ่มเท สุดกำลัง ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อชดใช้ตอบแทนบุญคุณของทุก ๆ โอกาสที่พี่น้องประชาชนมอบให้

*จาก #เด็กเลี้ยงควาย กลายเป็นเด็กวัดนักจัดการ
*จาก #เด็กวัดสู้ชีวิตสู่แพทย์ในชนบท
*สู่ ส.ส.น่าน 6 สมัย ขวัญใจมหาชน
*รัฐมนตรีช่วยกระทรวงสาธารณสุข
*#ดาวสภา2552 #ดาวเด่นแห่งปี2564
*รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย
*#หัวหน้าพรรคเพื่อไทย
*#ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 9 ของไทย

📚📖 ประวัติสู้ชีวิต ของ นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว กว่าจะมาเป็น ‘หมอชลน่าน’ ส.ส.ติดดินกินข้าวแกง #ประชาชนของประชาชน ในวันนี้ มีหลายสิ่งที่หล่อหลอมผู้ชายคนนี้ ให้จิตใจดี มีเมตตา ซื่อสัตย์ รักและเห็นใจพี่น้องประชาชน #เพราะเขาคือรากหญ้ามาจากผืนดิน…

📌 #TimeLineชีวิต_62ปีชลน่านศรีแก้ว ️ #จากเด็กวัดบ้าน ๆ กว่าจะเป็นชลน่านดาวสภา ✨️
#เด็กวัดสู้ชีวิต ขยัน มานะ อดทน สุภาพ ถ่อมตน เพียรพยายาม เก่งสมองดี มีความสามารถ ไม่เคยให้ร้ายใคร เสียสละมีน้ำใจช่วยเหลือผู้อื่นเสมอ เห็นประโยชน์ส่วนรวมและคนอื่นเป็นที่ตั้ง เรื่องของตัวเองมาทีหลัง

⁉️ #อะไรที่หล่อหลอมผู้ชายคนนี้
⏳📚📖ย้อนอดีตไป 62 ปี เมื่อ พ.ศ. 2504 จังหวัดน่าน เมืองชนบทในหุบเขา ณ ท้องทุ่งบ้านนาสาตอนใกล้รุ่ง หมอตำแยได้ทำคลอดเด็กชายคนหนึ่งถือกำเนิดขึ้น ชื่อว่า ‘ไหล่’ พ่อแม่เป็นชาวไร่ชาวสวน มีพี่สาว 1 คน และน้องสาว 1 คน ตอนไหล่อายุได้ 4 ขวบ น้องสาวเพิ่งเริ่มเดินได้ แม่ก็จากไปด้วยอาการปวดท้องรุนแรงไปเสียชีวิตที่โรงพยาบาลน่าน เนื่องจากการเดินทางสมัยนั้นยังล่าช้ามากต้องใช้เรือหางยาวล่องตามลำน้ำว้ามาขึ้นท่าเวียงสาเพื่อต่อรถโดยสารประจำทางไปยัง รพ.น่าน

เมื่อขาดแม่เหมือนแพแตก เด็ก ๆ เติบโตขึ้น ด.ช ไหล่ หลังจากจบ ป.4 ร.รบ้านนาสา แทบจะไม่มีโอกาสได้เรียนต่อในระดับที่สูงขึ้น เพราะโรงเรียนอยู่ไกลจากบ้านมาก ถนนลูกรังยาวไกลสุดสายตา ที่ทำได้คือช่วยที่บ้านเลี้ยงควาย แต่ด้วยคุณครูที่เคยสอนเห็นถึงความฉลาดเสียดายโอกาสชีวิต จึงได้หาทางให้เจ้าอาวาสวัดไหล่น่านนำ ดช.ไหล่ไปอุปการะกินอยู่เป็นเด็กวัดและเรียนที่โรงเรียนบ้านบุญเรือง ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากวัดนัก เขาจึงได้เข้าไปเรียนต่อชั้นประถมปลายที่นั่น และต่อระดับมัธยมศึกษาที่โรงเรียนสา ตามลำดับ โดยอยู่ในอุปการะของ พระครูพิริยะสารคุณ (ประเสริฐ) ท่านเจ้าอาวาสวัดไหล่น่าน

 #เด็กวัดหรือขโยมวัด ‘ไหล่’ ได้เรียนรู้ หล่อหลอม สิ่งต่าง ๆ มากมายจากตุ๊ลุงที่เป็นพระนักพัฒนาและทุก ๆ คนรอบข้าง

*ทุก ๆ ตี 5 เสียงกวาดลานวัดของตุ๊ลุง แคว๊กๆๆ คือนาฬิกาปลุกแห่งความรับผิดชอบ 
*หัวหน้าขโยมวัด เจ้าไหล่ มีหน้าที่ไปตกปิ่นโต วางปิ่นโตตามบ้านศรัทธาที่จะถวายกับข้าว เพื่อให้มีอาหารมื้อเพลหมุนเวียนพอเพียงไม่ขาดไม่เกินในแต่ละวัน ตลอดเดือน นี่คือ การบริหารจัดการ ให้เกิดผลสำเร็จตั้งแต่เยาว์วัย

*ทุก ๆ เช้าก่อนไปโรงเรียนจะไปรับหนังสือพิมพ์จากร้านในตลาดมาให้ตุ๊ลุงก่อน ไหล่เดินไปอ่านไปก้มหน้าอ่าน นสพ.ไปเรื่อย ๆ จนถึงวัด (ถ้าเป็นสมัยนี้คงตกท่อหรือถูกมอเตอร์ไซค์สอยไปแล้ว) นี่คือ ความใฝ่รู้ (อ่าน นสพ.แต่เด็กเป็นแรงบันดาลใจของการก้าวสู่ถนนการเมืองไหมนี่)

*บางครั้งก็แอบหนีตุ๊ลุงไปดูหนัง ไปไขว้แขนซ้อมมวย เตะฟุตบอลเป็นการฝึกตนในทุกแง่มุมที่จะเรียนรู้ สร้างความแข็งแกร่ง ชอบเล่นกีฬา และมีน้ำใจนักกีฬา
*ทุกครั้งที่น้ำท่วมน้ำหลากตุ๊ลุงจะให้ทุกคนช่วยกันขัดล้างสิ่งของต่างๆตอนช่วงน้ำลดลงก่อนที่น้ำจะแห้งแล้วทิ้งคราบแห้งกรังไว้ เป็นการใช้ประโยชน์จากน้ำนิ่ง นี่คือ วิธีคิด วิถีธรรมชาติ ที่มีต้นแบบอย่างดี

*ทุกช่วงชีวิต ได้เรียนรู้ปรับตัวอย่างถ่อมตน จนเข้าเรียนระดับมัธยม ที่รร.สา ด้วยผลการเรียนระดับต้นๆ จากเด็กวัดยากจนคนหนึ่งโดดเด่นขึ้นมาเป็นคนเรียนเก่งเป็น"ประธานนักเรียน"และเป็นที่รักเมตตาของครูอาจารย์

📌 ‘หล่อเก่งแต่จน’ เพื่อนบางคนดูแคลนห่อข้าวกลางวันมากับปลาร้าถูกเพื่อนกลั่นแกล้งเอาไปซ่อนเอาไม่ให้กิน สิ่งที่เขาทำคือ กินน้ำลูบท้องและเข้าไปอ่านหนังสือในห้องสมุด จนแม่ครูมาพบเข้าจึงถามว่าลูกไม่กินข้าวหรือ? เมื่อได้ทราบความจริง หลังจากนั้นแม่ครูจึงเอาข้าวห่อมาให้และให้ไหล่กินข้าวนั้นก่อนจึงเข้าห้องสมุด นี่คือ การปรับตัวอย่างถ่อมตน การใช้วิกฤติสร้างโอกาส สร้างความฉลาดรอบรู้จากการอ่านทุกสิ่งในห้องสมุดนั้น

*ด้วยความเป็นเด็กเรียนดี เมื่อจบ มัธยมศึกษาปีที่ 5 เขาสอบเข้าเรียน คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดลได้ ระหว่างเรียน นศพ.(นักศึกษาแพทย์)ไหล่ เด็กวัดน้อยนพคุณ ยังต้องอาศัยแสงสว่างจากไฟข้าง ๆ โบสถ์อ่านตำราเรียน เขาเป็นคนเรียนดีอีกเช่นเคย เป็น นศพ.บ้านนอกที่เป็นติวเตอร์วิชากายวิภาคศาสตร์ (Anatomy) ให้กับ เพื่อน ๆ นศพ.ได้ เขาจึงสามารถจบการศึกษา พบ. แพทยศาสตร์บัณฑิต ได้โดยไม่ยากนักในเชิงวิชาการ แต่เชิงการดำรงชีวิตเขากลับยากลำบากกว่าคนอื่น ๆ แต่เขาก็ผ่านมันมาได้ด้วยดี หาเงินส่วนหนึ่งส่งตัวเองเรียนจากการเป็นติวเตอร์สอนพิเศษให้เด็ก ๆ ลูกคนมีเงิน ช่วงปิดเทอมเมื่อกลับมาบ้าน จะรับจ้างแกะข้าวโพด รับจ้างวาดรูป เพื่อเก็บเงินใช้เรียนต่อ จากคนรากหญ้าที่รู้คุณค่าของเงิน คือ ชลน่าน คนนี้

*เมื่อจบแพทย์แล้ว หมอไหล่มาเป็นแพทย์ผู้อำนวยการโรงพยาบาลชุมชน แพทย์ผู้มีความสามารถรอบด้าน เป็นนักกิจกรรม นักพัฒนา นำพาองค์กรไปสู่เป้าหมายด้วยผลงาน ใช้ชีวิตเป็นแพทย์อยู่ในชนบท 14 ปี

📌 #TimeLineชีวิต_62ปีชลน่านศรีแก้ว #14ปีกับชีวิตการเป็นแพทย์ในชนบท 

ย้อนถอยหลังไป 36 ปี จ.น่าน เมืองในหุบเขา ไม่มีสนามบิน ถนนหนทางเชื่อมอำเภอต่าง ๆ ยังเป็นถนนดินแดง จนผู้แทนยาที่จะขับรถเข้าไปเสนอขายยาที่จังหวัดน่านท้อตาม ๆ กัน

พ.ศ. 2530 หลังจบการศึกษาจากคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล นพ. ชลน่าน ศรีแก้ว ใช้เวลา 14 ปี กับชีวิตการเป็นแพทย์ในจังหวัดน่าน ย้อนไป 36 ปีนั้น เขาไปอยู่กับพี่น้องประชาชนในอำเภอห่างไกลชิดขอบ เช่น อ.นาหมื่น อ.นาน้อย และ อ.ปัว ไม่เคยเป็นแพทย์อยู่อำเภอบ้านเกิดที่ อ.เวียงสา ที่อยู่ใกล้ อ.เมือง มากกว่า

พื้นที่ไกล ๆ น่ะใช่ ใกล้ ๆ ไม่ต้อง สำหรับนักสู้คนนี้ ‘หมอไหล่’ ของพี่น้องชาวน่าน 14 ปีในชนบท จากอายุ 26 แพทย์จบใหม่ถึงอายุ 39 ปี ในความเป็นแพทย์ชนบท
*แพทย์ประจำ รพ.นาหมื่น อ.นาหมื่น จ.น่าน พ.ศ. 2530-2531
*ผู้อำนวยการ รพ.นาหมื่น อ.นาหมื่น จ.น่าน พ.ศ. 2531-2533
*ผู้อำนวยการ รพ.นาน้อย อ.นาน้อย จ.น่าน พ.ศ. 2533-2538
*ผู้อำนวยการ รพ.สมเด็จพระยุพราชปัว อ.ปัว จ.น่าน พ.ศ. 2538-2543

รักษาคนไข้ ส่งเสริมป้องกัน ดูแลการสาธารสุขของชุมชน พัฒนาเยาวชนให้เล่นกีฬา ตั้งชมรมฝึกการพูด ตั้งมูลนิธิโรงพยาบาลเพื่อให้ชาวบ้านชุมชนมีส่วนร่วมกับการบริหารโรงพยาบาล ฯ ‘บวร’ บ้าน วัด โรงพยาบาล โรงเรียน คือพลังพัฒนาของชุมชน ‘หมอไหล่’ หมอหนุ่มไฟแรง ในปัจจุบันก็ยังไม่ลดความแรง ไม่เคยหมดไฟในหัวใจที่มีให้พี่น้องประชาชน

📌 #TimeLineชีวิต_62ปีชลน่านศรีแก้ว #ชีวิตพลิกผันจุดหักเหของชีวิตเข้าสู่สนามการเมือง

เพราะผิดหวังกับเส้นทางชีวิตสายการแพทย์ จากแพทย์ทั่วไปที่มีทักษะด้านการผ่าตัดเป็นพิเศษเพราะเป็นติวเตอร์ Anatomy มาก่อน จึงมุ่งเข็มชีวิตว่าจะเป็นศัลยแพทย์ให้ได้ เขาได้สมัครขอรับทุนไปเรียนต่อแพทย์เฉพาะทางจากโรงพยาบาลน่าน แต่ทุนนั้นกลับกลายเป็นของแพทย์ท่านอื่นที่ไม่ได้อยู่จังหวัดน่าน

*โมเม้นท์นั้นทำให้รู้สึกว่าการเป็นหมอตัวเล็ก ๆ อยู่ตรงนี้คงมีแรงกำลังจำกัดที่จะช่วยเหลือใคร ๆ ได้เพราะโอกาสที่เขาควรมีก็มีข้อจำกัดจากปัจจัยอื่น คิดได้เช่นนั้น พ.ศ. 2544 เขาตัดสินใจ “ผมจะลงทำงานทางการเมือง”

พ่อแม่พี่น้องประชาชนชาวน่าน ณ เวลานั้นให้การสนับสนุนและลุ้นกันเต็มที่ ซึ่งก่อนหน้านั้นด้วยความสนใจทางการเมืองเป็นทุนเดิม หมอไหล่กับลุงโชติและ อ.สฤษดิ์ ได้เปิดเวทีปราศรัยจำลองในครั้งแรกคือที่ห้างนาห้วยสิงห์ข้างป่าช้า (จินตนาการเสียงหมอไหล่ด้วยว่า:)... “พ่อแม่พี่น้อง!! ที่มีหัวและไม่มีหัว ที่มีมือและไม่มีมือ ถ้าใครไม่มีมือ กรุณายกแขนขึ้น” 😱💀 ซักซ้อมฝีปากข้างป่าช้า คือที่มาของดาวสภาคนนี้

แล้วฝันก็เป็นจริง นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ได้คะแนนเสียงท่วมท้น จากการเลือกตั้ง 6 ม.ค. 2544 พรรคไทยรักไทยทำให้เขาได้ก้าวเข้าสู่สภาเป็นครั้งแรก เป็น ส.ส.ที่ใคร ๆ เรียกว่า ‘ส.ส.นกแล’ เข้ามาได้เพราะกระแส ของพรรคการเมือง ไทยรักไทย ที่ผู้คนให้การยอมรับ นโยบายกินได้ ผู้คนหลั่งไหลเทคะแนนให้ เมื่อ 22 ปีก่อน

*หมอชลน่าน ส.ส.น่านไม่ได้ทำให้ชาวน่านผิดหวัง ทุกการอภิปรายในสภา ส.ส จากจังหวัดน่าน ไม่เคยอายใคร ในเรื่องฝีปาก ข้อมูล เหตุผล และความชัดเจน เขาสุภาพ รักษากฎระเบียบสภาอย่างเคร่งครัดแม่นยำ จนนักข่าวสายรัฐสภาลงมติเป็นเอกฉันท์ ให้ ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส จากเมืองน่าน เป็น ‘ดาวสภา’ ในปี พ.ศ. 2552 และตั้งแต่นั้นคนไทยทั่วทั้งประเทศต่างก็ได้รู้จักจังหวัดน่านดีขึ้นในอีกแง่มุมหนึ่งคือ การอภิปรายในสภาที่สะกดคนให้อยู่หน้าจอโทรทัศน์ได้เหมือนมวยคู่เอกที่น่าชม.

📌 #TimeLineชีวิต_62ปีชลน่านศรีแก้ว
จาก ส.ส.นกแล สู่รัฐมนตรีช่วยสธ. รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ผู้นำฝ่ายค้านในสภาฯ ผู้เก๋ากฎเก๋าเกม พลิกประวัติศาสตร์รัฐสภาไทย #เกมพลิกสูตรหาร100

จาก ส.ส.นกแล ปี 2555-2556 ขึ้นเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข และในปี 2564 จากการเป็น ส.ส.สมัยที่ 5 วันที่ 26 ธ.ค. 2564 ในการประชุมร่วมกันของผู้สื่อข่าวประจำรัฐสภา ได้มีความเห็นร่วมกันในการตั้งฉายาของรัฐสภา เพื่อเป็นการสะท้อนการทำงานของฝ่ายนิติบัญญัติ ที่น่าสนใจ ‘ดาวเด่นแห่งปี’ ผู้สื่อข่าวประจำรัฐบาลยกฉายานี้ให้ นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน และหัวหน้าพรรคเพื่อไทย

เนื่องจากเห็นว่า นพ.ชลน่าน มีบทบาทในวิปฝ่ายค้านมานาน แต่กลับพลาดตำแหน่งสำคัญ ๆ ทว่า คนเป็นดาวเด่นย่อมมีแสงในตัวเอง เขาโด่ดเด่นในสภาตลอดมา การอภิปรายสภาแต่ละครั้งมีหลักการและเหตุผล สามารถแนวโน้มใจให้ ส.ส. เห็นด้วยกับสิ่งที่อภิปราย โดยไม่มีการใช้ถ้อยคำหยาบคาย สุดท้ายผลงานเข้าตาผู้ใหญ่ในพรรคเพื่อไทย จนได้รับการผลักดันให้เป็นหัวหน้าพรรค และขึ้นเป็นผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 9 ของประเทศไทย

นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ขึ้นเป็น หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ในวันที่ 28 ตุลาคม 2564 และได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้เป็นผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 23 ธ.ค. 2564

ความเก๋าเกมของหมอชลน่าน ทำให้ได้มาซึ่งบัตร 2 ใบ หาร 100 กลับมาใช้ ในการเลือกตั้งครั้งนี้, ทำให้ พรบ. ประมงไทยของพรรคเพื่อไทยผ่านวาระแรก, ทำให้ประยุทธ์ต้องขึ้นศาลรัฐธรรมนูญกรณี 8 ปีนายกฯและหยุดพักงาน, ผลที่ตามมาคือ รองนายกได้ลองเป็นนายก จนแตกเป็นพรรค 2 พรรคในเวลาถัดมาเกิดการแตกเสียงเลือกตั้ง, เป็นคนแรกที่มองเห็นปัญหาการฟอร์มรัฐบาลหากไม่แลนด์สไลด์, เป็นคนแรกที่ชี้ให้เห็นว่าจะเกิด deadlock เมื่อโหวตนายกไม่ผ่าน ประยุทธ์จะรักษาการยาวไป และ อาจนำไปสู่การมีนายกคนนอก (นอกบัญชี) อะไรจะเกิดขึ้นต่อไปกับบ้านเมืองนี้ แต่สุภาพบุรุษประชาธิปไตยคนนี้ พยายามอย่างเต็มที่เพื่อจะให้การจัดตั้ง #รัฐบาลของประชาชน ประสบความสำเร็จนำพาบ้านเมืองต่อไปข้างหน้าเพื่อพี่น้องประชาชน

ผู้ชายติดดินธรรมดา ๆ จากติดดินรากหญ้าสู่รัฐสภาไทย
‘หมอไหล่’...ไหล่ที่ต้องแบกภารกิจที่อุทิศแล้วด้วยหัวใจที่แข็งแกร่ง

📚🖊รวบรวมเรียบเรียงนำสู่เรื่องเล่าโดย ‘หมอก้อย’ พ.ญ.นวลสกุล บำรุงพงษ์ 

📌เด็กวัดสู้ชีวิต26ปี
https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=804230547735096&id=100044444739019&mibextid=Nif5oz

📌แพทย์ในชนบท14ปี
https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=804016411089843&id=100044444739019&mibextid=Nif5oz

📌จาก ส.ส.นกแล สู่ดาวสภา
https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=804254684399349&id=100044444739019&mibextid=Nif5oz

📌22ปี มนุษย์สภา 
https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=804271004397717&id=100044444739019&mibextid=Nif5oz

กองสลากฯ ยืนยัน กำหนดออกรางวัลงวดนี้  31 ก.ค.66 ตามกำหนดเดิม แม้ติดวันหยุดทำการ

(26 ก.ค.) ทางสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ได้ประกาศหยุดทำการในวันจันทร์ที่ 31 ก.ค. 66 เนื่องจากเป็นวันหยุดราชการพิเศษ ตามมติ ครม.

ก่อนหน้านี้ คณะกรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาล ได้มีมติเห็นชอบให้เลื่อนวันออกสลากกินแบ่งรัฐบาล งวดวันที่ 1 ส.ค.66 เป็นวันที่ 31 ก.ค.66 เพราะวันที่ 1 ส.ค.66 ตรงกับวันอาสาฬหบูชา และวันที่ 2 ส.ค.66 ตรงกับวันเข้าพรรษา ซึ่งเป็นวันสำคัญทางพุทธศาสนา และเป็นวันหยุดราชการประจำปี 2566

ล่าสุด ทางสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ยังคงประชาสัมพันธ์การออกรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาล งวดประจำวันที่ 31 ก.ค.66 ตามปกติ แม้สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลประกาศหยุดทำการ แต่หวยงวดนี้ก็ยังคงออกวันเดิม

WHO ชื่นชม ‘รัฐบาลไทย’ ป้องกันเด็กจมน้ำต่อเนื่อง ส่งเสริม ‘เด็ก-ปชช.’ มีทักษะเอาชีวิตรอดจากการจมน้ำ

(26 ก.ค. 66) น.ส.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า องค์การอนามัยโลก (WHO) ชื่นชมมาตรการ ‘ผู้ก่อการดี’ ป้องกันการจมน้ำของไทย ภายใต้แนวคิด ‘Do one thing - Improve one thing - Add one thing’ หรือ ‘เริ่มทำ - ทำต่อ - ต่อขยาย...คนไทยไม่จมน้ำ’ ช่วยลดอัตราการจมน้ำของเด็กไทยได้ถึง 33.5% ระหว่างปี พ.ศ. 2557-2563

โดยรัฐบาล ภายใต้การนำของพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้ความสำคัญและมีนโยบายเกี่ยวกับเด็กโดยเฉพาะการให้เด็กไทยว่ายน้ำเป็น สามารถลอยตัวในน้ำหรือรอให้คนมาช่วยได้ การออกกำลังกาย และการเรียนสองภาษา โดยยังได้ตั้งเป้าลดการเสียชีวิตจากการจมน้ำของเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี เหลือ 2.5 คนต่อประชากรเด็กแสนคนภายในปี พ.ศ. 2570

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การจมน้ำเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้น ๆ ของเด็กไทยกลุ่มอายุต่ำกว่า 15 ปี โดยในทุกปีมีคนไทยจมน้ำกว่า 1,500 คน ด้วยเหตุนี้ กระทรวงสาธารณสุขจึงดำเนินการอย่างเด็ดขาดและครอบคลุม โดยได้ริเริ่มกระบวนการดำเนินการป้องกันการจมน้ำภายใต้ชื่อ ‘ผู้ก่อการดี (Merit Maker)’ ซึ่งตั้งแต่เริ่มในปี พ.ศ. 2558 ผู้ก่อการดีได้ผ่านการพัฒนา และปรับปรุงอย่างต่อเนื่องเพื่อปรับให้เข้ากับบริบทและสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป เน้นการมีส่วนร่วมของชุมชน และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรในท้องถิ่น เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้กล่าวว่า WHO ยังได้ชื่นชมประเทศไทยที่แสดงให้เห็นว่าสามารถดำเนินการป้องกันการจมน้ำในระดับชาติได้ และไทยยังได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของความร่วมมือจากหลายภาคส่วนในการป้องกันในวงกว้าง อย่างยั่งยืน ทั้งนี้ โครงการของรัฐบาลเพื่อป้องกันการจมน้ำได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐหลายหน่วยงานในการจัดทำระบบและเครือข่ายการป้องกันการจมน้ำในระดับประเทศอย่างครอบคลุม ทำให้ในช่วงระยะเวลา 6 ปี (ปี 2558-2564) เกิดทีมผู้ก่อการดี 4,931 ทีม ครอบคลุม 746 อำเภอใน 76 จังหวัด ส่งผลให้แหล่งน้ำเสี่ยงในชุมชน 25,885 แห่ง ได้รับการจัดการให้เกิดความปลอดภัย เกิดแหล่งเรียนรู้การเรียนการสอนว่ายน้ำเพื่อเอาชีวิตรอด 746 อำเภอ และเกิดครูสอนว่ายน้ำเพื่อเอาชีวิตรอด 38,816 คน

นอกจากนี้ ประชาชนในพื้นที่ยังได้รับประโยชน์โดยตรง ได้แก่ เด็ก 998,587 คน ได้เรียนว่ายน้ำ ซึ่งเป็นทักษะที่จำเป็นในการเอาชีวิตรอด เมื่อตกลงไปในน้ำ ประชาชนและเด็ก 74,886 คน ได้รับการฝึกทักษะการช่วยฟื้นคืนชีพ (CPR) ซึ่งมีประโยชน์ต่อการช่วยคนที่หัวใจหยุดเต้น ทั้งจากการจมน้ำและจากสาเหตุอื่น ๆ

“การดำเนินการจะเกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลต้องเกิดจากความตระหนักรู้ และความร่วมมือของทุกฝ่ายที่ช่วยกันสร้างเกราะป้องกัน สร้างทักษะให้ประชาชนสามารถเอาตัวรอดได้ โดยรัฐบาลได้ร่วมกับทุกภาคส่วนสร้างการรับรู้ให้คนไทยทุกคนตระหนักถึงความสำคัญของการป้องกันการจมน้ำ รวมถึงส่งเสริมให้เด็กและประชาชนทั่วไปมีทักษะความปลอดภัยทางน้ำ โดยดำเนินมาตรการให้ครอบคลุมทุกปัจจัยเสี่ยง เน้นการมีส่วนร่วมของชุมชน และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรในท้องถิ่นให้เกิดการดำเนินการที่มีประสิทธิภาพให้มากที่สุด” น.ส.รัชดากล่าว

‘ยายวัย 88 ปี’ ตัดไม้เผาถ่านขายทุกวัน เพื่อมาเลี้ยงดูลูกชายที่ป่วย เพื่อนบ้านเร่งช่วยเหลือ หลังเห็นสภาพบ้านทรุดโทรม-หลังคาผุพัง

(27 ก.ค. 66) น.ส.อารมณ์ อิ่มสำราญ อสม.ตำบลพักทัน ได้ส่งเรื่องคุณยายวัย 88 ปี มีอาการหลงลืม หูตึงอย่างหนัก แต่สุขภาพยังแข็งแรง ออกจากบ้านทุกวันเพื่อไปหาไม้มาเผาถ่านทำฟืนไว้ใช้ทำกับข้าวในบ้าน หรือถ้าถ่านเหลือมากก็มีคนมาช่วยซื้อ เลี้ยงดูลูกชายอายุ 55 ปี ซึ่งป่วยมีโรครุมเร้าหลายโรค โดยบ้านของยายมีสภาพที่ทรุดโทรม หลังคาสังกะสีมีรอยรั่วเป็นจำนวนมาก อยากหาคนมาช่วยเปลี่ยนหลังคา ซ่อมแซมบ้านให้ยาย

ผู้สื่อข่าวจึงลงพื้นที่ไปยังบ้านเลขที่ 66 หมู่ที่ 2 ต.พักทัน อ.บางระจัน จ.สิงห์บุรี พบบ้านปูนชั้นเดียวมีสภาพที่ทรุดโทรมมาก แต่ไม่เจอยาย พบลูกชายของยายทราบชื่อ นายดาวเรือง รุ่งกำจัด อายุ 55 ปี ทราบว่าเป็นคนป่วยหลายโรค เพิ่งออกจากโรงพยาบาลกลับมาพักฟื้นที่บ้านเมื่อไม่นาน บอกว่าแม่ไม่อยู่ออกไปหาฟืนข้างนอก

ผู้สื่อข่าวจึงออกไปตามหากับ น.ส.อารมณ์ อสม.ตำบลพักทัน พบยายทราบชื่อคือ ยายกี รุ่งกำจัด อายุ 88 ปี กำลังเลื่อยไม้จากต้นไม้ที่หักล้มอยู่ริมคลอง เลยช่วยกันตะโกนให้ยายขึ้นมา ยายกีจึงเก็บของโยนเลื่อย เสียม และของใช้ส่วนตัวในถุงผ้าขึ้นมาบนฝั่งและปีนตามขึ้นมา สภาพคนแก่วัย 88 ปี หลังค่อม ที่ควรพักผ่อนอยู่บ้าน มีลูกหลานคอยดูแล แต่ยายกี กลับต้องมาหาฟืนท่ามกลางแดดร้อนๆ ทำให้คนที่เห็นรู้สึกหดหู่และสงสารยายกียิ่งนัก

โดยพูดคุยกับยายกี ไม่ค่อยรู้เรื่องนักเนื่องจากแกหูตึงมาก เวลาพูดต้องคอยตะโกน มีอาการหลงลืมเรื่องอายุตัวเองบอกว่า ตัวเองอายุ 92 ปีแล้ว แต่หลังจากดูบัตรประชาชนของยายกี จึงทราบว่า ยายกี อายุ 88 ปี จึงพากลับมาคุยกันที่บ้าน

นายอนันต์ เพชรักษ์ อายุ 58 ปี เพื่อนบ้านใกล้เคียงเล่าว่า ก่อนหน้านั้นตนไปทำงานที่อื่น หลังจากที่กลับมาอยู่บ้านได้ 2 เดือน เห็นสภาพ ยายกี กับครอบครัว ก็มีความสงสารจึงให้ความช่วยเหลือโดยช่วงเย็นจะให้เด็กๆ มาช่วยขนฟืนที่ยายกีเลื่อยไว้เอาไปส่งให้ที่บ้าน และคอยดูแลเรื่องอาหารการกิน ซึ่งก่อนหน้านั้นทราบว่า ยายกี ในชีวิตประจำวันตั้งแต่เช้า หลังจากกินข้าวเช้าและทำอาหารไว้ให้ลูกชาย ก็จะออกมาหาฟืน กลับเข้าบ้านตอนบ่ายเพื่อกินข้าว และออกมาหาฟืนจนเย็นจึงจะกลับบ้าน

มือนึงจะถือไม้เท้า อีกมือนึงจะเข็นรถลากเพื่อไว้ขนฟืนเดินลากกลับบ้าน แต่ตอนนี้สภาพรถลากนั้นพังหมดแล้ว จึงต้องให้เด็กๆมาช่วยยายกี ขนฟืนไปส่งที่บ้านแทน ยายกีเป็นคนดี ไม่ค่อยขอความช่วยเหลือจากใคร ใครช่วยเหลือไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ ยายก็จะยกมือไหว้ให้พรยืดยาวทุกคน ชาวบ้านแถวนั้นเลยรักยายกีกันทั้งหมด

นายธิติพล มานพ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 2 ตำบลพักทัน เล่าว่า ยายกี มีลูกชาย 4 คน คนโตแยกย้ายไปอยู่จังหวัดอื่น อีก 2 คน ต้องโทษอยู่ที่เรือนจำเกี่ยวกับยาเสพติด และนายดาวเรืองที่เป็นคนป่วย ยายกี มีเงินยังชีพด้วยเงินผู้พิการเดือนละ 800 รวมกับเบี้ยคนชราอีก 900 บาท รายได้อื่นไม่มี แต่เนื่องจากลูกชายที่ติดยาก่อนที่จะต้องโทษนั้น จะชอบลักเงินยายกีอยู่เสมอ และไม่เคยช่วยเหลืองานยายกีเลย หรือบางทีก็มีขโมยที่ติดยาแถวนั้น ชอบมางัดบ้านเพื่อที่จะขโมยข้าวสาร อาหารแห้ง

ทาง อบต.พักทัน จึงตั้งคณะกรรมการคอยดูแลเรื่องเงินและการกินอยู่ของยายกี โดยมาดูยายกีสม่ำเสมอ เครื่องใช้ไฟฟ้าของยายกีมีเพียงพัดลม 1 ตัว และมีมุ้งเก่าๆ ที่ไว้กันยุงเวลานอน

ด้านเลขาของ นายสายชล ฉิมพาลี นายก อบต.พักทัน เล่าว่า ทาง อบต.พักทัน ได้คอยดูแลยายกี เรื่องอาหารการกินมาตลอด อีกทั้งเรื่องเงินของยายกีที่เก็บไว้ให้ก็สามารถมาเบิกได้ตลอด และมีคณะกรรมการคอยตรวจสอบดูแล ทางนายกฯ ได้นำหลังคากระเบื้องมาให้เพื่อซ่อมแซมหลังคาที่รั่วอยู่ และมีเงินสำหรับซ่อมแซมเพียง 5,000 บาท ซึ่งยังไม่เพียงพอกับการซ่อมแซม จึงฝากช่วยบอกบุญผู้ที่ใจบุญต้องการช่วยเหลือ ยายกี ในการซ่อมแซมหลังคาบ้าน ปีนี้ยังโชคดีที่ฝนตกไม่หนักมาก แต่ถ้าปีไหนฝนตกหนัก ยายกีจะลำบากมากๆ

สำหรับผู้ที่ต้องการช่วยเหลือยายกี สามารถประสานกับทาง องค์การบริหารส่วนตำบลพักทัน อ.บางระจัน จ.สิงห์บุรี เบอร์โทรของนายก สายชล คือ เบอร์โทร. 088 235 6414 หรือเบอร์ของเลขานายกฯ โทร.087 044 9909 หรือเบอร์ น.ส.อารมณ์ อสม.ตำบลพักทัน โทร.098 268 0292

สำหรับเลขที่บัญชีธนาคารของยาย ธนาคารออมสิน เลขที่ 0202 7728 5068  ชื่อบัญชี นางกี รุ่งกำจัด

‘ตอลิบาน’ สั่งปิด ‘ร้านเสริมสวย-ทำผม’ ทุกแห่งในอัฟกานิสถาน ชี้!! เป็นเหตุเพิ่มภาระแก่ครอบครัวยากจน-ขัดต่อหลักศาสนา

(27 ก.ค. 66) คาบูล (เอเอฟพี/รอยเตอร์) ร้านเสริมสวยและร้านทำผมจำนวนมากทั่วอัฟกานิสถานปิดเป็นการถาวรตั้งแต่เมื่อวันอังคาร ตามคำสั่งของรัฐบาลตอลิบานที่ประกาศเมื่อเดือนมิถุนายน

เจ้าของร้านเสริมสวยและร้านทำผมหลายแห่งในกรุงคาบูล เริ่มเก็บข้าวของแกะแผ่นโฆษณาที่ติดบริเวณด้านหน้าร้านออก เพื่อเตรียมปิดกิจการเป็นการถาวร เช่นเดียวกับร้านเสริมสวยทั่วประเทศที่จำเป็นต้องเลิกกิจการ หลังจากกระทรวงส่งเสริมศีลธรรมและป้องกันสิ่งชั่วร้ายของอัฟกานิสถาน มีคำสั่งเมื่อปลายเดือนมิถุนายนให้ร้านเสริมสวยทุกแห่งทั่วประเทศปิดร้านภายในวันที่ 25 กรกฎาคม ให้เหตุผลว่าเงินที่ใช้จ่ายไปกับการเสริมสวยเป็นภาระให้แก่ครอบครัวยากจน และการเสริมสวยบางอย่างขัดต่อหลักศาสนา กระทรวงระบุว่า การแต่งหน้ามากเกินไปเป็นอุปสรรคต่อการชำระล้างก่อนละหมาด และได้ห้ามการต่อขนตาและการทอผมด้วย

ร้านเสริมสวยผุดขึ้นทั่วกรุงคาบูลและหลายเมืองในอัฟกานิสถานตลอดช่วง 20 ปี ที่กองกำลังนานาชาตินำโดยสหรัฐฯ เข้ายึดครองอัฟกานิสถาน โดยเป็นทั้งสถานที่พบปะสังสรรค์และแหล่งทำมาหากินของบรรดาผู้หญิง หอการค้าและอุตสาหกรรมสตรีอัฟกานิสถานประเมินว่า คำสั่งปิดร้านเสริมสวย 12,000 แห่งเป็นการถาวรจะทำให้ผู้หญิงกว่า 60,000 คนสูญเสียรายได้ สัปดาห์ที่แล้ว ทางการได้ยิงปืนขึ้นฟ้าและใช้สายดับเพลิงฉีดสลายกลุ่มผู้หฯิงจำนวนหนึ่งที่ชุมนุมประท้วงคำสั่งปิดร้านเสริมสวย

บรรดาเจ้าของกิจการร้านเสริมสวยและร้านทำผม บอกว่าปลงกับชีวิต เคยผ่านเรื่องราวแบบนี้มาแล้วสมัยตอลิบานเรืองอำนาจเมื่อกว่า 20 ปีก่อน ไม่คิดว่าจะเกิดขึ้นอีกครั้ง อีกคนบอกว่าขอเรียกร้องให้ตอลิบานเปิดพื้นที่ให้ผู้หญิงได้ทำมาหากินบ้าง เพราะผู้หญิงก็เป็นส่วนหนึ่งของสังคมอัฟกันเหมือนกับผู้ชาย

ทั้งนี้ นับตั้งแต่ยึดอำนาจและตั้งตนขึ้นเป็นรัฐบาลในเดือนสิงหาคม 2021 รัฐบาลตอลิบานได้สั่งห้ามเด็กหญิงและสตรีไปโรงเรียนและมหาวิทยาลัย ห้ามไปสวนสาธารณะ สวนสนุก สถานออกกำลังกาย และสั่งให้ต้องปกปิดร่างกายเมื่ออยู่ในที่สาธารณะ รวมถึงต้องมีผู้ชายที่เป็นคนในครอบครัวอยู่ด้วยหากต้องเดินทางไกล

‘ก้อย อรัชพร’ อัปเดตเรื่องหัวใจ เผย ตอนนี้ยังไม่รีบมีใคร พร้อมบอก ยินดี!! หาก ‘นิกกี้’ มูฟออนมีความรักครั้งใหม่

(27 ก.ค. 66) หัวใจกำลังจะไม่ว่างเเล้วหรือเปล่าสำหรับ ‘นิกกี้ ณฉัตร’ เพราะก่อนหน้านี้เจ้าตัวได้ไปออกรายการ What the fast ทางช่องยูทูบของ ดีเจเพชรจ้า เเละได้อัปเดตเรื่องหัวใจว่า น้องฝึกงานก็น่ารักดีเเต่น้องยังเด็กเพิ่งอายุ 21 คือไม่กล้า เราเป็นคนเxี้ยไง เอางี้เส้นพี่เป็นคนเxี้ย ก็พยายามจะเป็นคนดี เพื่อคนที่เรารัก แต่พอมันหมดแล้ว เรื่องส่งเมสเสจก็ไม่มีฝืนตัวเองอยู่

ล่าสุด ‘ก้อย อรัชพร’ ได้ออกมาเปิดว่า กับนิกกี้ตอนนี้คุยกันเรื่องหมาอย่างเดียว มีคุยงานบ้างไม่คุยเรื่องส่วนตัวเลย เห็นข่าวความรักครั้งใหม่ของนิกกี้เพราะมีคนส่งมาให้ดูเราก็บอกว่าอะไรที่เขาเเฮปปี้เราก็โอเค มันเป็นชีวิตเขาตอนนี้เราเหมือนเพื่อนกันเเล้วถ้ามูฟออนมีเเฟนใหม่ก็ยินดีด้วย

ส่วนเรื่องหัวใจของตัวเองตอนนี้ไม่รีบ ไม่ได้คุยกับใครจริงจัง อยากฟังตัวเองเยอะ ๆ ว่าเราต้องการอะไร เพื่อนก็บอกว่าไม่ต้องรีบ ทุกวันเราเหนื่อยงานอยู่เเล้วถ้ามีความรักมันจะต้องเป็นความสบายของเรา สบายใจที่ได้อยู่กับเขา

‘แจ็คสัน หวัง’ แต่งเต็มยศ สวมบทพนักงานเซเว่น เหล่าอากาเซ่เอ็นดู ลุ้น!! อาชีพต่อไปจะเป็นอะไร

(27 ก.ค. 66) หลังจากที่ปรากฏตัวสุดหล่อในงานอีเวนต๋ขายกาแฟ ก่อนจะไปร่วมเก็บขยะจนเกลี้ยงคลอง ล่าสุด ‘แจ็คสัน หวัง’ ทำแฟน ๆ เซอร์ไพรส์เมื่อโผล่ไปเป็นพนักงานในร้านสะดวกซื้อ เซเว่น-อีเลฟเว่น แต่งตัวเต็มยศพร้อมป้ายพนักงานห้อยคอ โดยรับหน้าที่แคชเชียร์ คุยเล่นกับลูกค้า ทำเอาคนแห่ไปใช้บริการกันเพียบ แต่งานนี้โดนแซวหนักเพราะหนุ่มพนักงานสุดหล่อ นั่งรถหรูมาทำงาน แถมยังใส่เครื่องประดับแบรนด์หรูที่ตนเองเป็นพรีเซ็นเตอร์เรียกได้ว่า มาเมืองไทยรอบนี้ แจ็คสัน หวัง กิจกรรมแน่น ทำเอาแฟน ๆ รอดูว่าอาชีพต่อไป magic man คนนี้จะไปเซอร์ไพรส์ทำอะไรต่อ เรียกได้ว่าต้องคอยเกาะติดโซเชียลอัปเดตกันทุกชั่วโมงเลยทีเดียว

'จ้าวลี่อิง' นางเอกดังแดนมังกรเที่ยวเมืองไทย แวะชิม ‘ก๋วยเตี๋ยวเรือ’ พร้อมปรุงรสสุดแซ่บ

ทำเอาแฟนๆ อดยิ้มไม่ได้จริงๆ หลังมีการแชร์ภาพของ ‘จ้าวลี่อิ่ง’ (Zhao Liying) นางเอกซุปตาร์จีน วัย 35 ปี ที่แฟน ๆ จดจำจากซีรีส์ ‘จูเซียน กระบี่เทพสังหาร’ (Noble Aspirations), ‘ฉู่เฉียว จอมใจจารชน’ (Princess Agents), ‘ตำนานหมิงหลัน’ (The Story of Ming Lan) รวมถึง ‘นางโจร’ (Legend of Fei) ที่เธอได้ประชันบทบาทกับ ‘หวังอี้ป๋อ’ (Wang Yibo) พระเอกรุ่นน้อง

ภาพที่ปล่อยออกมาเป็นเซ็ตภาพที่เธอคนนี้ลัดฟ้ากลับมาเยือนเมืองไทยอีกครั้งเพื่อท่องเที่ยวพักผ่อน และหนนี้เจ้าตัวได้แวะชิม ‘ของดีเมืองไทย’ เป็น ‘ก๋วยเตี๋ยวเรือ’ หรือ ‘ก๋วยเตี๋ยวน้ำตก’ แถมเธอยังดูเป็นสายชอบทานของแซ่บ เพราะมีภาพที่เธอตักพริกป่นจากพวกเครื่องปรุงแบบพูนช้อน!!

และก็น่าจะเพราะก๋วยเตี๋ยวเสิร์ฟมาแบบชามเล็กชามน้อยราคาย่อมเยาว์ นางเอกซุปตาร์คนดังก็เลยขอสั่งมาชิมเสียเต็มโต๊ะ ทำเอาแฟน ๆ และชาวเน็ตเห็นแล้วอดยิ้มกันไม่ได้จริง ๆ รวมทั้งพากันคอมเมนต์อวยพรให้ ‘จ้าวลี่อิง’ คนสวยของแฟนๆ ได้พักผ่อนชาร์จพลังระหว่างลัดฟ้ามาเที่ยวเมืองไทยหนนี้อย่างเต็มที่สุด ๆ ไปเลย

8 ประวัติศาสตร์การเมืองไทย ชนะการเลือกตั้ง แต่ไม่ได้นั่งเก้าอี้นายกฯ 

หลังจากประเทศไทยเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง เมื่อปี 2475 ก็ได้จัดการเลือกตั้งมาแล้วทั้งหมด 27 ครั้ง ซึ่งครั้งล่าสุดจัดขึ้นเมื่อวันที่ 14 พ.ค. 66 ซึ่งพรรคการเมืองที่ได้คะแนนมากเป็นอันดับ 1 ได้แก่พรรคก้าวไกล ได้ สส.ไปทั้งหมด 151 ที่นั่ง เสนอชื่อนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นนายกรัฐมนตรี แต่ไม่สามารถรวมเสียงในสภาฯ ได้เกินกึ่งหนึ่ง ทำให้จัดตั้งรัฐบาลไม่สำเร็จ จึงต้องส่งไม้ต่อให้พรรคเพื่อไทย ซึ่งมีคะแนนมากเป็นอันดับที่ 2

เหตุการณ์อย่างที่ ‘พรรคก้าวไกล’ ประสบพบเจอ ไม่ได้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์การเลือกตั้งของไทย แต่เคยเกิดขึ้นมาก่อนหน้านี้แล้ว 7 ครั้ง

วันนี้ THE STATES TIMES ได้รวบรวม 8 ครั้งประวัติศาสตร์การเลือกตั้งของไทย ที่แม้ ‘ชนะ’ แต่ ‘ไม่ได้นั่งเก้าอี้นายกฯ’ จะมีปีไหนบ้าง? ด้วยเหตุผลอะไร? มาดูกัน!!

ชวนปีนป่าย พิกัด Unseen แห่งใหม่ ในราชบุรี ความท้าทาย ที่สาย Soft Adventure ห้ามพลาด

เขาทะลุมิติ หรือ ถ้ำเขาทะลุ ตั้งอยู่ตำบลรางบัว ด้านข้างแกรนด์แคนยอนราชบุรี ด้านบนของเขาทะลุมิติ นั้นมีลักษณะเป็นถ้ำ ซึ่งเพดานถ้ำทะลุลงมาเป็นช่อง เกิดเป็นซุ้มประตูหินโค้งขนาดใหญ่ 2 โพรง เส้นทางขึ้นจากเชิงเขาถึงปากถ้ำระยะทางประมาณ 200 เมตร เป็นเส้นทางเดินธรรมชาติ มีต้นไม้น้อยใหญ่ปกคลุมตลอดทางเดิน ใช้แรงปีนป่ายไม่ยากนักแค่ 10-15 นาทีก็ถึงแล้ว แนะนำให้สวมรองเท้าผ้าใบหรือรองเท้าที่เหมาะสมกับพื้นหินขรุขระ เพื่อความสะดวกสบายในการเดิน และเพื่อความปลอดภัย ตามทางขึ้นนั้นก็จะมีเชือกผูกไว้ตามทางเป็นแนวยาว เราสามารถเกาะเพื่อทรงตัวในการเดินปีน ตลอดทางขึ้นนั้นหินที่พื้นจะเป็นหินเล็กคลุกผสมหินใหญ่

ที่เขาแห่งนี้ เหมาะแก่นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบกิจกรรม Soft Adventure เมื่อขึ้นไปถึงด้านบนเขาและมองลอดผ่านกรอบซุ้มประตูหิน สามารถมองเห็นทัศนียภาพของธรรมชาติและวิวเทือกเขาสลับซับซ้อนอยู่ไกล ๆ จนทำให้มีความรู้สึกเหมือนมองทะลุไปอีกมิติ จึงเป็นที่มาของชื่อ 'เขาทะลุมิติ' ซึ่งเป็น 1 ใน 25 แหล่งท่องเที่ยว Unseen New Series  ช่วงเวลาที่แนะนำคือ เวลา 16.00-18.00 น. ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่พระอาทิตย์กำลังจะตกดินเราจะมองเห็นแสงอาทิตย์ส่องมาตรงช่องเขาพอดี จึงทำให้ที่นี่เป็นอีกจุดหนึ่งในการชมพระอาทิตย์ตกที่สวยงามของจังหวัดราชบุรี พื้นที่ด้านบนเขานั้นไม่กว้างใหญ่มากนัก แต่มีมุมถ่ายภาพหลายมุม วิวต้นไม้ทิวเขาสวยมาก ได้ภาพสวยคุ้มค่ากับการเดินทางมาเยือนอย่างแน่นอน

การเดินทางมาท่องเที่ยวที่ ถ้ำเขาทะลุนั้นง่ายมาก ที่แห่งนี้อยู่ไม่ไกลจาก กทม. ใช้เวลาเดินทางเพียง 2 ชั่วโมง สามารถใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 3087 (ราชบุรี-สวนผึ้ง) ระยะทางประมาณ 20 กิโลเมตร จะถึงปากบึง ให้เลี้ยวขวาใช้ถนนสายบ้านบึง ขับรถมาอีกสักพักก็ถึงแล้ว

ข้อมูลเพิ่มเติม
ที่ตั้ง : ตำบล รางบัว อำเภอ จอมบึง จังหวัด ราชบุรี 
พิกัด : https://goo.gl/maps/vhqDHtshSUoVjsjFA
เลาเปิด - ปิด : 8.00 - 18.00 น.
สอบถามข้อมูล องค์การบริหารส่วนตำบลรางบัว โทร. 0 3273 9046


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top