Sunday, 26 July 2026
Hard News Team

‘ทนายบอน’ แนะ!! นักศึกษาใหม่ มธ.ที่ฟังบรรยาย ‘พิธา’ ถ้าจะฟังที่พี่เค้าพูด ‘พอได้’ แต่อย่าไปเชื่อที่พวกพี่เค้าทำ

(5 ส.ค.66) นายณัฐนันท์ กัลยาศิริ หรือ ‘ทนายบอน’ อดีตผู้สมัคร สส.กทม. พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ว่า...

[พิธา บรรยายนักศึกษาใหม่ มธ.] ฟังที่พี่เค้าพูดพอได้ แต่อย่าไปเชื่อที่พวกพี่เค้าทำครับ

พี่เค้าพูด ว่า เค้ายึดมั่นในประชาธิปไตย เสรีภาพ ที่พูดหล่อๆ ก็พอฟังได้

แต่ที่เห็น คือ พวกพี่เค้าแต่ละคนนั้นใครเห็นต่างไม่ได้ต้องทัวร์ลง อ้างเสรีภาพไปข่มเหงรังแกคนเห็น ดังนั้น อย่าไปเชื่อที่พวกพี่เค้าทำครับ เราไม่ได้ต้องการประชาธิปไตยแบบนั้น

พี่เค้าพูด ว่า “โลกต้องการคนรุ่นใหม่” ใช่ครับ

แต่ที่เห็น คือ พวกพี่เค้าแต่ละคน ก้าวร้าว หยาบคาย ปลุกปั่นยุยง สร้างความแตกแยก ทำแต่สิ่งผิดกฎหมาย เราไม่ได้ต้องการคนรุ่นใหม่แบบนั้นครับ

พี่เค้าพูดว่า “จิตวิญญาณของธรรมศาสตร์ คือ เสรีภาพ ภราดรภาพ” ใช่ครับ

แต่ที่เห็น คือ พวกพี่เค้าฟาดฟัน ทำลายล้าง สร้างความแตกแยก ทำให้คนเกลียดชังกัน ในขณะที่ภราดรภาพ คือ ความเป็นพี่เป็นน้องกัน กลมเกลียวกัน เราไม่ได้ต้องการสังคมแบบนั้นเพื่อสร้างประเทศครับ สิ่งที่พวกพี่เค้าทำห่างไกลสุดกู่กับคำว่าภราดรภาพ

ที่ธรรมศาสตร์ เค้าสอน ให้ใช้เสรีภาพแบบมีความรับผิดชอบ ไม่ละเมิดสิทธิบุคคลอื่น ไอ้ที่เห็นการอ้างเสรีภาพไปรังแกถล่มคนอื่น ไอ้พวกนั้นไม่รู้ไปเรียนจากที่ไหนมา

ที่ธรรมศาสตร์ เค้าสอน ว่าประชาธิปไตย ไม่ได้มีแค่การเลือกตั้ง แต่ต้องเคารพเสียงข้างน้อย รับฟังความเห็นต่างได้ ไอ้ที่เห็นว่าพวกกูถูกอย่างเดียว คนอื่นผิดหมด ไอ้พวกนั้นไม่รู้ไปเรียนจากที่ไหนมา 

ที่ธรรมศาสตร์ เค้าก็สอนเรื่องภราดรภาพนะ ว่าคือการกลมเกลียว เป็นพี่น้องกัน แต่ที่เห็น ภราดรภาพบ้านพวกพี่เค้า เผา ทำลายล้างทุกอย่าง สรุป ไม่รู้ไอ้พวกนั้นไปเรียนจากที่ไหนมา

สรุปสุดท้าย ที่พี่เค้าบอกว่าพวกพี่เค้า DNA เดียวกับธรรมศาสตร์ ผมว่าพี่เค้าสำคัญผิดไปเยอะ เฉพาะสิ่งที่พี่เค้าพูดหล่อๆ ก็พอจะใกล้เคียง แต่ที่พวกพี่เค้าทำ ห่างไกลสุดกู่ครับ

#ทนายบอน

แฟนคลับฟิน!! ‘ณเดชน์-ญาญ่า’ อวดรูปคู่หวานฉ่ำ พร้อมอวดโมเมนต์คลั่งรัก อิงแอบจนแก้มแนบแก้ม

เมื่อวันที่ 4 ก.ค. 66 เรียกว่าความหวานไม่มีแผ่วเลยจริงๆ  สำหรับสองนักแสดงซุปตาร์อย่าง ‘ณเดชน์ - ญาญ่า’ นับวันก็ยิ่งเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพราะเพิ่งจะครบรอบ 2 เดือนที่ ณเดชน์ คุกเข่าของแฟนสาวแต่งงาน

ล่าสุด ‘ณเดชน์’ ได้ควง ‘ญาญ่า’ แต่งตัวในธีมเดียวกัน โพสต์ภาพ อวดความหวานคลั่งรัก ผ่านอินสตราแกรม ด้วยคุมโทนชุดคู่ พร้อมแก้มแนบแก้มอิงแอบซบกัน พร้อมแคปชั่นว่า “กรุบกริบ นุ่มหนับ อุ๊งอุ๊ง”

‘รองโฆษก พท.’ แจงปมราคาที่ดิน เชื่อ แวดวงอสังหาฯ เข้าใจดี ชี้!! ‘ราคาประเมิน’ อาจไม่สัมพันธ์กับ ‘ราคาซื้อขายจริง’ เสมอไป

(5 ก.ค. 66) นายชนินทร์ รุ่งธนเกียรติ รองโฆษกพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวว่า ตนว่าน่าแปลกใจมากที่ทำไมคนที่เข้าใจการซื้อขายที่ดินดีถึงหยิบเอา ‘ราคาประเมิน’ มาวิพากษ์วิจารณ์ ‘ราคาซื้อขายจริง’ คนที่ทำงานในแวดวงอสังหาริมทรัพย์เข้าใจดี ว่าราคาซื้อขายจริง ไม่สัมพันธ์กับราคาประเมินเสมอไป และการที่เอกชนรายหนึ่งตัดสินใจซื้อที่ดินแปลงใดในราคาใดก็ตาม ไม่ใช่เพราะเค้าเองปั่นราคาขึ้น แต่เพราะ ‘ความต้องการของตลาด’ ที่ปั่นให้ราคาขึ้นไป

ทั้งนี้ ที่ดินในย่านวิทยุ-สวนลุมพินี-หลังสวน เป็นย่านซูเปอร์ลักชัวรี (Super Luxury) หรือบางที่เรียก หรืออัลตร้าลักซ์ชัวรี (Ultra Luxury) ด้วยซ้ำ ทำให้ที่ดินในโซนนี้มีราคาซื้อขายที่ดินที่ทะลุเพดานราคาเดิม (New High) เสมอ แปลงที่เป็นประเด็นอยู่ก็เช่นกัน ภายใต้ปัจจัยหลายอย่าง ได้แก่

1.) เป็นที่ดินกรรมสิทธิ์ขาด หรือ ‘Free Hold’ แปลงท้ายๆในโซนที่ยังไม่ถูกพัฒนา ต่างจากอีกหลายแปลงที่เป็นสิทธิการเช่า หรือ ‘Lease Hold’

2.) เป็นแปลงขนาด 1 ไร่ ติดถนนกว้าง มีขนาดพอเหมาะ พัฒนาอาคารสูงได้ ศักยภาพที่ดินแบบนี้ราคาต่อตารางวา จะโดดสูงกว่าที่ดินแปลงใหญ่หลายๆไร่ ที่จะถัวเฉลี่ยราคาต่อตารางวาลง

3.) เป็นแปลงที่สามารถได้รับวิวสวนลุมพินี ที่คนทำงานอสังหาชอบขายว่าเป็น ‘เซ็นทรัลพาร์กเมืองไทย’ ได้ดีมาก

และด้วยเหตุผลเหล่านี้ต่างหากที่ปั่นให้ราคาที่ดินแปลงนี้สูง และต้องใช้บริษัทที่มีศักยภาพและมีความน่าเชื่อถือเป็นผู้พัฒนา เพราะเมื่อพัฒนาเป็นคอนโดแล้วจะต้องขายอย่างต่ำราว 600,000 บาทต่อตารางเมตร แต่ก็ไม่แปลกที่แสนสิริกล้าซื้อ เพราะโครงการที่เคยพัฒนาไปก่อนนี้ อย่าง 98 wireless ก็มีราคาขายไปแตะ ตารางเมตรละ 1 ล้านบาทมาแล้ว

“ที่พูดมาทั้งหมดนี้ ผมเพียงอยากให้ทุกคนระมัดระวังในการรับข้อมูล และอย่าตกเป็นเครื่องมือในการปั่นให้เข้าใจผิด ผมเชื่อว่าคนทำงานอสังหาฯ เข้าใจตรงกัน ว่าธรรมชาติของราคาที่ดินในย่าน ultra luxury นี้เป็นอย่างไร” นายชนินทร์ กล่าว

‘บิ๊กป้อม’ เตรียมนำทีม พปชร. ลงใต้ ลุยนราธิวาส 7 ส.ค.นี้ เยี่ยม ปชช.-ผู้บาดเจ็บ เหตุโกดังพลุระเบิด พร้อมให้กำลังใจ จนท.

(5 ส.ค. 66) ผู้สื่อข่าวรายงานความเคลื่อนไหวของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ว่า พล.อ.ประวิตร พร้อมนายสันติ พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะรองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ และ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า สส.พะเยา ในฐานะเลขาธิการพรรค มีกำหนดลงพื้นที่จังหวัดนราธิวาส เพื่อเยี่ยมเยียนผู้ประสบภัยที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์โกดังเก็บดอกไม้เพลิงระเบิด ในพื้นที่ตำบลบ้านมูโนะ อำเภอสุไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาส และให้กำลังเจ้าหน้าที่ผู้ปฎิบัติงาน ในวันที่ 7 ส.ค. เวลา 10.40 น. ที่ศูนย์บัญชาการพื้นที่เกิดเหตุ ตำบลบ้านมูโนะ อำเภอสุไหง โก-ลก จังหวัดนราธิวาส จากนั้นเวลา 12.00 น. จะเดินทางไปเยี่ยมผู้ได้รับบาดเจ็บและให้กำลังใจทีมแพทย์ และเจ้าหน้าที่สาธารณสุขที่ปฏิบัติงาน ที่โรงพยาบาลสุไหงโก-ลก ก่อนเดินทางกลับกทม.ในวันเดียวกัน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะที่ความเคลื่อนไหวของพรรค พปชร. พล.อ.ประวิตร จะเป็นประธานประชุม สส.พรรค พปชร.วันที่ 8 ส.ค.นี้ หลังจากที่งดไปเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เนื่องจากติดช่วงวันหยุดยาว โดยจะหารือถึงสถานการณ์ทางการเมือง และทิศทางของพรรค พปชร.ในการโหวตนายกฯ รวมถึงติดตามการจัดตั้งรัฐบาลของพรรคเพื่อไทย ทั้งนี้ มีรายงานว่าวันในการประชุม สส.ได้เตรียมอวยพรวันเกิดให้ พล.อ.ประวิตร เนื่องในวันคล้ายวันเกิด ครบ 78 ปี วันที่ 11 ส.ค.ที่จะถึงนี้

‘ผัดไทย’ อร่อยโดนใจชาวแดนปลาดิบ ถึงกับนำมาเป็นไส้ในแซนด์วิช ชวนไปลิ้มลองรสชาติกันได้ที่สวนสนุก ‘Ghibli Park’ ประเทศญี่ปุ่น

เมื่อวันที่ 4 ก.ค. 66 นับเป็นเรื่องน่าปลื้มใจ เมื่อเมนูยอดฮิตถูกใจชาวต่างชาติอย่าง ‘ผัดไทย’ ถูกนำมาเป็นไส้ในแซนด์วิช แล้ววางขายในสวนสนุก ‘Ghibli Park’ ประเทศญี่ปุ่น

ทวิตเตอร์ @ghibliparkjp ทวิตเตอร์ทางการของสวนสนุก (ภาษาญี่ปุ่น) ได้ทวิตข้อความแปลได้ใจความที่ทำเอาชาวไทยปลื้มใจว่า…

“นี่คือ ‘แซนด์วิชผัดไทย’ ที่เพิ่มเข้ามาในเมนูของคาเฟ่เที่ยวบินข้ามทวีปใน ‘Ghibli's Great Warehouse’ ตั้งแต่เดือนสิงหาคม ‘ผัดไทย’ คือ ก๋วยเตี๋ยวผัดไทยที่ทำจากแป้งข้าวเจ้า”

พร้อมกับได้ทวิตภาพประกอบชวนกินของขนมปังแซนด์วิชที่มีไส้เป็น ‘ผัดไทย’ ที่มีทั้งเส้น กุ้งสด ถั่วงอก สีสันหน้าตาดูน่าลองชิมมาก ๆ

หากใครอยากไปลองชิมต้องมาที่ ‘Ghibli's Grand Warehouse’ สวนสนุก ‘Ghibli Park’ ประเทศญี่ปุ่นกันได้

‘ดร.สุวินัย’ เตือน!! หากเยาวชนยังเชื่อคำพูดของ ‘ผู้นำทิพย์’ ชีวิตที่อ่อนต่อโลก ย่อมเดินเข้าสู่ด้านมืดและวิถีมืดโดยง่าย

(5 ส.ค. 66) ดร.สุวินัย ภรณวลัย อดีตอาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก หัวข้อ ‘วิถีก้าวไกล : วิถีมืดของกูรูมืด’ โดยระบุว่า…

ถ้าเชื่อคำพูดของ ‘ผู้นำทิพย์’ จอมกะล่อนที่ภาพลักษณ์ดีอย่างไม่ลืมหูลืมตา

ชีวิตของเยาวชนที่อ่อนต่อโลก ย่อมเดินเข้าสู่ด้านมืดและวิถีมืดได้โดยง่าย

วิถีมืดของกูรูมืดพวกนี้ มีลักษณะร่วมกันอยู่ 4 อย่างคือ

‘หลอกลวง ครอบงำ ควบคุม และครอบครอง’

1.) อย่างแรก คือ ‘โกหก หลอกลวง’ ถ้าเป็นยุคนี้คือการหลอกลวงผ่านเฟคนิวส์ เงื่อนไขนี้มาก่อนเลย ถ้าหลอกลวงด้วยเฟคนิวส์ได้แล้ว

2.) สิ่งที่ตามมาอย่างที่สอง คือ ‘การครอบงำความคิดของสาวก’ ที่หลงเชื่ออย่างเนียนๆ แทบไม่รู้ตัวในโลกโซเชียลโดยเฉพาะ TikTok กับทวิตเตอร์… จนถลำลึกมากยิ่งขึ้นทุกที

TikTok กับทวิตเตอร์จึงเป็นเครื่องมือที่สะดวกที่สุดในยุคนี้ในการครอบงำความคิดของสาวก

พอครอบงำความคิดจนเกิดอุปทานหมู่ หลงเชื่อตามๆ กัน โดยมีกลไกหลอกลวง โฆษณาชวนเชื่อที่ตอกย้ำซ้ำแล้วซ้ำเล่าตลอดเวลา

3.) ก็จะมาสู่อย่างที่สามคือ ‘การควบคุมพฤติกรรมของสาวก’ ทั้งทางตรงและทางอ้อม ผ่านการ ‘ชี้นำพฤติกรรม’ ให้แชร์ ให้ทวิต ติดแฮชแท็ก แบบแห่ตามกันเป็นฝูง

4.) ขั้นต่อไปคือ ‘ยุยงให้ใช้ hate speech’ พาไปเอาทัวร์ลง บูลลี กดดัน ถล่มผู้คนที่เห็นต่าง ไม่ทำตามใจพวกตน

โดยที่ในขั้นสุดท้ายนี้ คือ ‘การครอบครองร่างกายและชีวิตจิตใจรวมทั้งจิตวิญญาณของผู้นั้นอย่างสิ้นเชิง’

จะใช้ให้ทำอะไรก็ได้ จะให้ก่อการร้าย ทำร้ายผู้บริสุทธิ์ หรือจะให้ฆ่าตัวตายรวมหมู่ก็ยังได้

กูรูมืดมีหลายระดับและหลายวงการก็จริง แต่แค่หลอกลวงด้วยเฟคนิวส์ก็ถือว่าเริ่มเข้าสู่วิถีของกูรูมืดเต็มตัวแล้ว

สังคมที่ปล่อยให้เฟคนิวส์อาละวาด โดยที่ทางการอ่อนแอทำอะไรไม่ได้เลย

คือสังคมที่อ่อนแอทางสติ อ่อนแอทางปัญญาความคิดวิเคราะห์ และอ่อนแอทางจิตวิญญาณ

มหาวิทยาลัยที่ปล่อยให้พวก ‘กูรูมืด’ มาล้างสมองนักศึกษาใหม่ของตน โดยไม่แยกแยะกลั่นกรองให้ดีก่อน

มหาวิทยาลัยนั้นย่อมตกต่ำทางจิตวิญญาณ จนเกินกว่าจะมาชี้นำสังคมด้วยสติและปัญญาญาณเหมือนในอดีตได้

มหาวิทยาลัยแห่งนั้นได้ทำตัวเองให้เสื่อมเองแท้ๆ

คนยุคนี้ ต้องใช้ชีวิตอย่างมีสติและไม่ประมาท เพราะกูรูมืดแฝงอยู่ในทุกวงการ

ในทางการเงิน กูรูมืดคือเจ้าพ่อแชร์ลูกโซ่ หรือ เทรดเดอร์โฟโต้ช็อปที่สร้างภาพว่าเป็นเทพ

ในทางการเมือง กูรูมืดคือพวกแกนนำในขบวนการทางการเมืองที่สร้างวาทกรรมปลุกปั่นให้ประชาชนเกิดความเกลียดชังประเทศตนเอง และสถาบันหลักๆ ของประเทศอาฆาตอย่างรุนแรง แถมยังขายชาติด้วยการคิดชักศึกเข้าบ้าน

จงอย่าให้ชีวิตของตนเองและครอบครัวต้องพังพินาศ เพราะหลวมตัวไปหลงเชื่อกูรูมืด เข้าสู่วิถีมืดเป็นอันขาด

ถ้าใช้หลักเกณฑ์ 4 ข้อ เรื่อง ‘หลอกลวง ครอบงำ ควบคุม ครอบครอง’ ที่ยกมาข้างต้น คงน่าจะช่วยแยกแยะได้ว่าใครเป็นกูรูมืด

แต่ถ้ายังไม่ได้คิด หรือคิดไม่ได้ ก็ต้องเตรียมรับผลกระทบในชีวิตที่จะตามมา

จิตวิญญาณ มันต่างกัน!!

นายนริศโรจน์ เฟื่องระบิล อดีตเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงบัวโนสไอเรส ประเทศอาร์เจนตินา อดีตนักศึกษาคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวถึงเยาวชน คนรุ่นใหม่ในยุคปัจจุบัน ว่า…

“สมัยผมเป็น ‘นศ.มธ.’ เราต่อต้าน จักรวรรดินิยมตะวันตก แต่เด็ก นศ.สมัยนี้กลายเป็น ‘เหยื่อ’ และ ‘หมากเบี้ยขุน’ ให้จักรวรรดินิยมเอาไว้ใช้งาน ดิสเครดิตประเทศบ้านเกิดตัวเอง จิตวิญญาณมันต่างกันจริงๆ”

‘เอม วิทวัส’ เปิดใจหลัง ‘ตั๊กแตน’ โทรขอโทษ เผย ยังเสียใจอยู่ เพราะถูกด่าในสิ่งที่ไม่ได้ทำ

(5 ก.ค. 66) จากกรณีความขัดเคืองใจจนกลายมาเป็นปมระหว่าง ‘ตั๊กแตน ชลดา’ กับ ‘จ๊ะ อาร์สยาม’ และ ‘เอม วิทวัส’ ที่สาเหตุนั้นดูเหมือนจะมีจุดเริ่มต้นจาก ‘เวลาในการขึ้นแสดงคอนเสิร์ต’ ที่ทั้งคู่ไปร่วมงานเดียวกัน แล้วเวลาโชว์ไม่เป็นไปตามที่ตกลงไว้ ก่อนเรื่องจะลุกลาม

โดยสาเหตุของการทะเลาะกันครั้งนี้ ชาวเน็ตได้สรุปว่า มาจากคิวที่ขึ้นงานแสดงระหว่าง 3 คน คือ ‘ลำไย ไหทองคำ’, ‘จ๊ะ นงผณี’ และ ‘ตั๊กแตน ชลดา’

แม้ล่าสุดทางตั๊กแตนได้โทรไปขอโทษเอมแล้วนั้น และล่าสุดทาง ลำไย ได้ออกมาชี้แจงเรื่องในมุมของตนเองแล้วนั้น

ล่าสุด เอม วิทวัส ได้เปิดเผยถึงเรื่องนี้กับ 'วันบันเทิง' ว่า ตั๊กแตนได้ติดต่อผ่านมาทางผู้จัดการและได้ขอโทษตนเองและคุณย่าของตนกับสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว

เอม ขอบคุณที่ตั๊กแตน ขอโทษและสำนึกผิด ส่วนตัวให้อภัย แต่ก็ยังเสียใจอยู่ที่ต้องมาถูกด่าเยอะมากในสิ่งที่ไม่ได้ทำ

ทั้งนี้ เอมเน้นย้ำว่า ขอจบปัญหา ไม่อยากต่อความยาว และไม่อยากมีเรื่องกับใครแล้ว

‘เอกชน’ ยัน!! พร้อมทำงานทุกขั้ว วอนตั้งรัฐบาลใหม่เร็วที่สุด หวั่นยืดเยื้อกระทบเศรษฐกิจ พร้อมเร่งเดินหน้าวางแผนรับมือ

(5 ส.ค. 66) นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวถึงกรณีศาลรัฐธรรมนูญเลื่อนการพิจารณาคำร้องของผู้ตรวจการแผ่นดิน ที่ขอให้พิจารณากรณีรัฐสภามีมติไม่เห็นชอบกับการเสนอชื่อนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคก้าวไกล เป็นนายกรัฐมนตรีครั้งที่ 2 ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ และกำหนดวันนัดพิจารณาคำร้องในวันที่ 16 ส.ค. จากเดิมวันที่ 3 ส.ค. ว่า ประเด็นดังกล่าวถือเป็นเรื่องสำคัญและเป็นประเด็นที่อยู่ในความสนใจของประชาชน ทำให้ศาลต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ เพื่อให้เป็นไปตามเจตนารมย์ของรัฐธรรมนูญ โดยการเลือกนายกรัฐมนตรี และการฟอร์มคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่ ยังอยู่ในช่วงเวลาที่เคยประเมินไว้ ซึ่งยังไม่ถือว่าล่าช้าจนเกินไป

ทั้งนี้ หากศาลมีคำสั่งว่ากรณีดังกล่าวไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ เชื่อว่าหลังจากนั้น รัฐสภาคงจะดำเนินการให้มีการเลือกนายกรัฐมนตรีโดยเร็วที่สุดต่อไป ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่าอาจจะเป็นวันที่ 17-18 ส.ค. 2566ดังนั้นอาจจะได้ ครม.ชุดใหม่ ช่วงปลายเดือน ส.ค.- กลางเดือน ก.ย. หากไทม์ไลน์เป็นเช่นนี้ ภารกิจเร่งด่วนของรัฐบาลชุดใหม่ คงจะต้องเร่งจัดทำงบประมาณประเทศ รวมถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อดึงกำลังซื้อ และความเชื่อมั่นจากนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ

ส่วนกรณีหากศาลมีคำสั่งว่าการดำเนินการของรัฐสภาขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ ก็คงต้องรอความชัดเจนว่า จะส่งผลให้การเลือกนายกรัฐมนตรีจะมีทิศทางเป็นอย่างไร และมีช่วงเวลานานมากน้อยแค่ไหน ซึ่งต้องมาประเมินสถานการณ์กันอีกครั้ง แต่เชื่อมั่นว่าศาลจะมีการพิจารณาประเด็นต่าง ๆ ด้วยความรอบคอบและรวดเร็วที่สุด เพราะการมีรัฐบาลใหม่เข้ามาบริหารประเทศเร็ว เป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นมากในสถานการณ์เช่นนี้

สำหรับกรณีที่พรรคเพื่อไทย (พท.) จะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลเองนั้น นายสนั่น มองว่า ส่วนนี้เป็นหน้าที่ของพรรคการเมืองที่จะต้องดำเนินกระบวนการตามกรอบของกฎหมายและรัฐธรรมนูญที่กำหนดไว้ และหาก พท. เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลจนสำเร็จ ก็เชื่อว่าน่าจะสามารถเร่งดำเนินนโยบายที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจได้ทันที เพราะ พท. เคยมีประสบการณ์ในด้านการบริหารประเทศมาก่อนหน้านี้ และหลายนโยบายในสมัยที่เป็นรัฐบาลก็สามารถดำเนินการจนประสบความสำเร็จ

อย่างไรก็ดี ในส่วนประเด็นความเห็นต่างและการชุมนุมที่เกิดขึ้น ถือเป็นสิทธิของประชาชนที่จะแสดงออกตามระบอบประชาธิปไตย โดยหากไม่มีการชุมชนที่ยืดเยื้อ หรือสถานการณ์ที่รุนแรง ก็เชื่อว่าจะไม่กระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจ โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยว

“ภาคเอกชนนั้น ไม่ว่าใครจะมาเป็นรัฐบาลก็พร้อมทำงานร่วมกัน โดยที่ผ่านมาได้ส่งสัญญาณต่อเนื่องว่า สิ่งสำคัญคือการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ให้เร็วที่สุด เพราะยิ่งล่าช้ายิ่งไม่เป็นผลดีต่อการฟื้นตัวเศรษฐกิจประเทศ” นายสนั่นกล่าว

‘ภูมิธรรม’ เผย การเมืองไทยอยู่ในสถานการณ์ผิดปกติ ชี้ ควรอยู่กับความจริง-เร่งหาทางออก พาประเทศฝ่าวิกฤต

‘ภูมิธรรม เวชยชัย’ รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ชี้ สถานการณ์การเลือกนายกรัฐมนตรีในครั้งนี้ เป็นสถานการณ์ที่ไม่ปกติ และถือได้ว่าวิกฤตพอสมควร ระยะเวลาที่ล่าช้าออกไปอาจทำให้ประเทศวิกฤตมากขึ้นไปอีก ซึ่งพรรคเพื่อไทยยืนอยู่บนความเป็นจริง และใช้วิธีแก้ปัญหาแบบละมุนละม่อม แสวงหาความร่วมมือจากทุกฝ่าย เพื่อฝ่าวิกฤตนี้ไปให้ได้และทุกอย่างจะดีขึ้นเรื่อยๆ

1.) ขณะนี้อยู่ในช่วงเวลาวิกฤต ทั้งด้านกฎหมายและรัฐธรรมนูญ ปัญหาโครงสร้างภายในประเทศ ซึ่งมีความขัดแย้งที่เป็นพื้นฐานยังดำรงอยู่ การที่จะได้นายกรัฐมนตรีที่ทุกฝ่ายสบายใจจนสามารถเลือกมาได้ก็จะเป็นกระบวนการสร้างความเชื่อมั่นได้ดีที่สุด  

2.) สถานการณ์ที่เกิดขึ้นส่งผลให้การจัดตั้งรัฐบาลของพรรคเพื่อไทยไม่ใช่เรื่องง่าย ในฐานะพรรคแกนนำจะต้องหนักแน่น มีความเป็นผู้นำ มิเช่นนั้นจะไม่สามารถนำพาประเทศและความแตกต่างของพรรคการเมืองต่างๆ มาช่วยกันพาประเทศพ้นวิกฤตได้ เราจะต้องตัดสินใจบนความเป็นจริงของสถานการณ์และความต้องการของประชาชน ขณะที่พรรคการเมืองต่างๆ ก็มาจากการเลือกตั้ง ซึ่งเราก็ต้องให้ความเคารพ

3.) “เราอยู่ในช่วงเวลาวิกฤต ทั้งด้านกฎหมายและรัฐธรรมนูญ ปัญหาโครงสร้างภายในประเทศ ซึ่งมีความขัดแย้งที่เป็นพื้นฐานยังดำรงอยู่ การที่จะได้นายกรัฐมนตรีที่ทุกฝ่ายสบายใจจนสามารถเลือกมาได้ ก็จะเป็นกระบวนการสร้างความเชื่อมั่นได้ดีที่สุด”

4.) สถานการณ์ขณะนี้ชี้ให้เห็นว่าประเทศเปลี่ยนแปลงไปแล้ว ประชาชนและนักการเมืองก็เปลี่ยนไปแล้วเช่นกัน ทุกคนรู้ว่า8-9 ปีที่ผ่านมาประเทศเกิดปัญหาอะไรขึ้นบ้าง  รวมถึงวิกฤตการณ์ภายนอกประเทศอีกมากมาย ดังนั้น จึงต้องกำหนดปัญหาของประเทศเป็นหลัก ถ้าประเทศรอด ประชาชนรอด ทุกคนก็จะรอดหมด ซึ่งนักการเมืองทุกคนรู้อยู่แก่ใจ ดังนั้นจึงต้องมาหาทางออกร่วมกัน ต้องเอาวาระประเทศและประชาชนเป็นตัวตั้ง

5.) ภูมิธรรม ย้ำว่า นโยบายที่พรรคเพื่อไทยหาเสียงไว้จะต้องทำให้สำเร็จในอายุรัฐบาลของพรรคเพื่อไทย ซึ่งเรามุ่งมั่นที่จะทำการเมืองรูปแบบใหม่ ด้วยการเอาปัญหาของประชาชน และผลประโยชน์ประเทศชาติเป็นตัวตั้ง ไม่ใช่เอาปัญหาและผลประโยชน์ของพรรคการเมืองเป็นตัวตั้ง  

6.) ภูมิธรรมเชื่อมั่นว่าบุคลากรของพรรคเพื่อไทย รวมถึงประสบการณ์การทำงาน เป็นองค์ประกอบที่เหมาะสมกับสถานการณ์ของประเทศที่วิกฤต และมีปัญหาความขัดแย้งสะสมมากว่า 20 ปี “เราเชื่อว่าจุดยืนของพรรคเพื่อไทย ที่ยืนอยู่บนความเป็นจริง ใช้วิธีการปัญหาแบบละมุนละม่อม แสวงหาความร่วมมือจากทุกฝ่าย จะช่วยให้เราฝ่าวิกฤตินี้ไปได้ และทุกอย่างจะดีขึ้นเรื่อยๆ”


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top