Tuesday, 9 June 2026
Hard News Team

ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืน จำคุก 'ไผ่ ดาวดิน' 2 ปี 12 เดือน ส่วน 'ครูใหญ่ อรรถพล' 2 ปี ในคดี 112 ปราศรัยที่ภูเขียวปี 64

(3 ก.ย. 68) เวลา 09.00 น. ศาลจังหวัดภูเขียวนัด นายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา หรือ ไผ่ และ นายอรรถพล บัวพัฒน์ หรือ ครูใหญ่ 2 ฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ในคดีมาตรา 112, 116, พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้อนุญาต จากการปราศรัยประเด็นปฏิรูปสถาบัน ในการชุมนุมหน้าโรงเรียนภูเขียวและ สภ.ภูเขียว จ.ชัยภูมิ เมื่อวันที่ 1 ก.พ. 2564 ซึ่งจัดขึ้นเพื่อเรียกร้องให้ตำรวจ สภ.ภูเขียว ขอโทษ กรณีไปคุกคามนักเรียนที่บ้าน

คดีนี้ศาลชั้นต้น พิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 จำคุกคนละ 3 ปี โดย ไผ่ จำเลยที่ 1 เคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุก และได้กระทำความผิดซ้ำในอนุมาตราเดียวกันภายใน 3 ปี นับแต่วันพ้นโทษ จึงเพิ่มโทษจำเลยที่ 1 กึ่งหนึ่ง เป็นจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 4 ปี 6 เดือน แต่จำเลยให้การเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 2 ปี 12 เดือน ส่วน ครูใหญ่ จำเลยที่ 2 มีกำหนด 2 ปี ส่วนข้อหาอื่น ๆ พิพากษายกฟ้อง

ล่าสุดเพจเฟซบุ๊ก ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน รายงานว่า  ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน คดี ม.112 "ไผ่ จตุภัทร์ - ครูใหญ่ อรรถพล" กรณีปราศรัยหน้า สภ.ภูเขียว จำคุกไผ่ 2 ปี 12 เดือน ส่วนครูใหญ่ 2 ปี อยู่ระหว่างยื่นประกันชั้นฎีกา

ขณะที่ เฟซบุ๊ก Pai Jatupat ของไผ่ จตุภัทร์ ระบุว่า ด่วนนิดหน่อย ศาลอุทธรณ์ลงโทษจำคุก วันนี้เข้าเรือนจำ

มุกดาหาร -​ ชาวบ้านร้อง!! ถูกแก๊งเงินกู้นอกระบบโหดข่มขู่ ยิงปืนโชว์ต่อหน้ากล้อง

(3 ก.ย. 68) จากกรณีเหตุการณ์ทวงหนี้ที่ปรากฏในสื่อโซเชียล เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2568 เวลาประมาณ 20.00 น พลตำรวจตรี ไพโรจน์ ไทยพุทรา ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดมุกดาหาร และ พันตำรวจเอก​ กิตเตชิษฐ์​ บำรุง​ รอง ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดมุกดาหาร ได้สั่งการให้ พันตำรวจเอกประยุทธ์ เรือนทองคำ ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรเมืองมุกดาหาร และพันตำรวจเอก วิจิตร บุญวรรณ ผู้กำกับการสืบสวนตำรวจภูธรจังหวัดมุกดาหาร ดำเนินการ สืบสวนติดตาม ผู้เกี่ยวข้องมาดำเนินคดีตามกฎหมาย อย่างเด็ดขาด โดย ชุดสืบสวน สภ.เมืองมุกดาหาร และกก.สส.ภ.จว.มุกดาหาร ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบ จากการสอบถามข้อมูล จากผู้เสียหายทราบว่า คลิปดังกล่าว เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2567​ ที่ผ่านมา และได้ให้ข้อมูลว่า การทวงหนี้ดังกล่าวเกิดจากการที่ตนได้กู้​เงินกับ นายทักษ์ดนัย หรือเล้ง ซึ่งเป็นเจ้าหนี้​ สภ.เมืองมุกดาหาร จึงได้สืบสวนจนทราบที่อยู่ของนายเล้ง และได้เดินทางไปตรวจสอบที่บ้านเช่าเลขที่ 14/1 ซอยตาดแคน 14 ตำบลมุกดาหาร อำเภอเมืองมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร ซึ่งนายทักษ์ดนัยฯ เป็นผู้เช่าอาศัย ตรวจค้นพบบัตรโฆษณาให้กู้เงิน จึงได้จับกุม ในความผิดฐาน ประกอบธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคล โดยไม่ได้รับอนุญาต พร้อมของกลาง นำส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมาย ส่วนผู้ก่อเหตุในคลิป ผู้เสียหายให้ข้อมูลว่าเป็นลูกน้องของนายเล้ง ชื่อ นายฟลุ๊ค และนายหนุ่ม ซึ่งได้นำอาวุธปืนแก๊ป แบบแก๊ปวง (ปืนเด็กเล่น)​ มากระทำลักษณะตามที่ปรากฏตามคลิป จากการสืบสวนทราบว่าปัจจุบันทั้งสองคนไม่ได้อยู่ในพื้นที่จังหวัดมุกดาหารแล้ว สภ.เมืองมุกดาหาร จะได้ดำเนินการสืบสวนขยายผล ติดตามตัวมาดำเนินคดีในฐานความผิดที่เกี่ยวข้องต่อไป

ภาพ​/ข่าว​ เด​วิท​ โชคชัย​ มุกดาหาร​ รายงาน

‘ทรัมป์’ โพสต์ระบาย..น้อยใจ!! ‘สี จิ้นผิง’ ไม่ชวนร่วมพาเหรดที่จีน เชื่อกำลังสมคบคิดกับ ‘ปูติน-คิม จองอึน’ โค่นสหรัฐอเมริกา

(3 ก.ย. 68) ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ออกมาเหน็บแนมประธานาธิบดีจีน สี จิ้นผิง ว่ากำลังสมคบคิดกับวลาดิมีร์ ปูติน และคิม จองอึน ต่อต้านสหรัฐฯ หลังจีนจัดงานสวนสนามวันชัยชนะครั้งใหญ่ในกรุงปักกิ่งโดยเชิญผู้นำโลก 26 คนเข้าร่วม แต่ไม่เชิญเขา

ทรัมป์โพสต์ข้อความบน Truth Social ระบุว่า “กรุณาส่งความปรารถนาดีของผมไปยังปูตินและคิม ขณะที่ท่านสมคบคิดกันต่อต้านสหรัฐอเมริกา” พร้อมทวงบุญคุณชีวิตของทหารอเมริกันที่สละชีพเพื่อชาวจีนในสงครามโลกครั้งที่สอง แต่วีรกรรมเหล่านั้นไม่ได้รับการยกย่องเท่าที่ควร

แม้มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดระหว่างจีน รัสเซีย และเกาหลีเหนือ แต่ทรัมป์ยังยืนยันว่าอเมริกามีอำนาจเหนือกว่าและไม่กังวลเรื่องพันธมิตรใหม่ พร้อมระบุว่า “จีนต้องการเรา มากกว่าที่เราต้องการพวกเขา” และย้ำอีกครั้งว่าเขายังมีความสัมพันธ์ดีกับสี จิ้นผิง 

นอกจากนี้ ทรัมป์ยังแสดงความผิดหวังต่อปูติน หลังการประชุมที่อะแลสกาไม่สามารถบรรลุข้อตกลงสันติภาพกับยูเครนได้ ขณะเดียวกัน ประธานาธิบดียูเครน วลาดิมีร์ เซเลนสกี ก็เผยว่ารัสเซียกำลังเสริมกำลังทหารในบางแนวรบ โดยปูตินยังไม่ยอมเจรจาสันติภาพ

'ศบ.ทก.' ไฟเขียวสร้างรั้วชายแดนไทย – เขมร ยาว 16 กม. จี้ เขมรเลิกสร้างข่าวบิดเบือน บั่นทอนความเชื่อใจระหว่างกัน

'ศบ.ทก.' เห็นชอบแผนสร้างรั้วยาว 16 กม. บ้านหนองจาน-บ้านหนองหญ้าแก้ว จ.สระแก้ว แจง 'ไอโอที' ลงพื้นที่สังเกตการณ์ จ.ตราด แค่เก็บข้อมูล 'กต.' จี้ เขมรเลิกสร้างข่าวบิดเบือน บั่นทอนความเชื่อใจระหว่างกัน

(3 ก.ย. 68) ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ร.ต.สุรสันต์ คงสิริ โฆษกศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) แถลงผลการประชุม ศบ.ทก. ว่า สถานการณ์โดยทั่วไปทั้ง 2 ฝ่ายยังอยู่ในภาวะสงบไม่มีการเปลี่ยนแปลงจากช่วงเวลาที่ผ่านมา และจากการลงพื้นที่ของคณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราว (IOT) เดินทางไปสังเกตการณ์ในพื้นที่กองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด อำเภอคลองใหญ่ จังหวัดตราด เมื่อวันที่ 2 ก.ย. ที่ผ่านมาได้เน้นย้ำว่าไม่ได้มีหน้าที่ตัดสินว่าฝ่ายใดถูกหรือผิด แต่จะทำหน้าที่สังเกตการณ์เก็บข้อมูลและรายงานอย่างเป็นธรรม

พล.ร.ต.สุรสันต์ กล่าวต่อว่า แผนงานในการจัดประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป(GBC) สมัยวิสามัญครั้งที่ 2/ 2568 มีกำหนดการจัดระหว่างวันที่ 7-10 ก.ย. 68 ในพื้นที่จังหวัดเกาะกง ประเทศกัมพูชา โดยรูปแบบการประชุมเหมือนครั้งที่ 1 แบ่งออกเป็น 2 ส่วน ส่วนที่ 1 คือการประชุมของฝ่ายเลขานุการร่วม ช่วงวันที่ 7-9 ก.ย.และจากนั้นวันที่ 10 ก.ย.เป็นการประชุม GBC หลัก และจะมีการแถลงข่าวหลังจากการประชุมในพื้นที่จังหวัดตราด ทั้งนี้ในส่วนของความมั่นคงเป็นเรื่องของการติดตามการดำเนินการบริหารจัดการบริเวณชายแดนพื้นที่บ้านหนองจานและบ้านหนองหญ้าแก้ว จังหวัดสระแก้ว โดยในวันเดียวกันนี้ที่ประชุมศบ.ทก. จังหวัดสระแก้ว โดยผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว ชี้แจงและนำเสนอแนวทางการดำเนินการเสริมสร้างความมั่นคง ปลอดภัยให้ประชาชนในพื้นที่บ้านหนองจานและพื้นที่บ้านหนองหญ้าแก้ว โดยมีแผนจัดสร้างรั้วระยะทาง 16 กิโลเมตร บริเวณหลักเขตแดนที่ 50 ถึง 51 ซึ่งถือว่าเป็นหลักเขตแดนที่มีการสำรวจและได้ข้อยุติเรียบร้อยแล้ว พร้อมกันนี้จะมีการสำรวจสิทธิการครอบครองที่ดินในพื้นที่อย่างละเอียด ตลอดจนมีมาตรการดำเนินการตามกฎหมายของไทยในการประกาศใช้กฎหมายกับชาวกัมพูชาที่บุกรุกพื้นที่และแจ้งความดำเนินการกับราษฎรกัมพูชาที่บุกรุกพื้นที่ป่าไม้ ตามพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)ป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 54 และมาตรา 72 ซึ่งที่ประชุมศบ.ทก.ในวันนี้เห็นชอบในหลักการที่จังหวัดสระแก้วได้เสนอมา และจะนำข้อมูลต่างๆนำเสนอต่อที่ประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ(สมช.) เพื่อขออนุมัติ

ด้าน นางมาระตี นะลิตา อันดาโม รองอธิบดีกรมสารนิเทศ และรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ แถลงว่า ประเด็นด้านการต่างประเทศเรื่องแรกการดำเนินการเชิงรุกของไทยในเวทีระหว่างประเทศ ซึ่งระหว่างวันที่ 26-28 ส.ค.ที่ผ่านมา นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รมว.การต่างประเทศ เดินทางไปนครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เพื่อนำข้อมูลและหลักฐานเกี่ยวกับสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างไทยกับกัมพูชา โดยเฉพาะกรณีการวางทุ่นระเบิดในเขตแดนไทย ไปชี้แจงกับกลุ่มบุคคลต่างๆที่มีอิทธิพลต่อการส่งเสริมให้เกิดการปฏิบัติตามอนุสัญญาออตตาวา การเยือนครั้งนี้นอกจากได้ชี้แจงข้อเท็จจริงแล้ว ไทยยังยืนยันความมุ่งที่จะปฏิบัติตามพันธกรณีภายใต้อนุสัญญา และเป็นโอกาสให้เขาได้สอบถามเพื่อปรับความเข้าใจเรื่องต่างๆให้ได้เข้าใจถูกต้อง นอกจากนี้ยังได้ประกาศว่าไทยจะเข้าร่วมในโครงการรณรงค์ระดับโลกเรื่องการลดอาวุธเพื่อมนุษยธรรมและดำเนินการด้านทุ่นระเบิด และในเวลาเดียวกันเอกอัคราชทูตผู้แทนถาวรไทย ณ นครนิวหยอก ได้เข้าพบเลขาธิการสหประชาชาติอีกครั้งเพื่อนำส่งข้อมูลและหลักฐานเชิงประจักษ์เพิ่มเติม ต่อกรณีการวางทุ่นระเบิดของกัมพูชาที่มีทหารไทยบาดเจ็บถึง 6 ครั้ง

นางมาระตี กล่าวอีกว่า ส่วนเรื่องการบิดเบือนข้อมูลข่าวสารตามที่ปรากฎรายงานข่าวของหนังสือพิมพ์ขแมร์ ไทม์ส อ้างกรณีที่ชาวกัมพูชาไม่สามารถเดินทางกลับภูมิลำเนาได้ว่าเป็นผลจากอาวุธที่ตกค้างของฝ่ายไทยจากการปะทะกันบริเวณชายแดนในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งเป็นข้อกล่าวหาที่บิดเบือนข้อเท็จจริง และการกระทำในพื้นที่สวนทางกับข้อกล่าวหาดังกล่าว โดยฝ่ายกัมพูชาเป็นฝ่ายที่ละเมิดข้อตกลงหยุดยิงมาโดยตลอด ทั้งด้วยการลอบวางทุ่นระเบิดสังหารบุคคล การใช้โดรน การปลุกระดมประชาชน และล่าสุดยังพบการใช้ระเบิดแสวงเครื่องในฝั่งไทย และเร็วๆนี้มีรายงานจากนิตยสาร JANES ซึ่งเป็นนิตยสารด้านความมั่นคง นำเสนอว่าจากหลักฐานภาพถ่ายดาวเทียมพบการก่อตั้งฐานปฏิบัติการทางทหารในฝั่งกัมพูชาบริเวณชายแดนหลายเดือนก่อนเกิดเหตุการณ์ปะทะระหว่างกัน ซึ่งสอดคล้องกับท่าทีไทยที่ชี้แจงมาโดยตลอดว่าฝ่ายกัมพูชาริเริ่มการโจมตี

“ไทยห่วงกังวลต่อการเผยแพร่ข้อมูลบิดเบือนและการโฆษณาชวนเชื่อของฝ่ายกัมพูชาที่ทำอย่างเป็นระบบ ซึ่งสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (OHCHR) ได้หยิบยกขึ้นหารือกับรมว.การต่างประเทศ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาด้วย โดย OHCHR มองเป็นปัญหาระดับโลกเรื่องการโฆษณาชวนเชื่อ การกระทำดังกล่าวไม่เพียงบั่นทอนความไว้เนื้อเชื่อใจ ความไว้วางใจระหว่างกัน และยังเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการหาทางออกโดยสันติ ไทยจึงเรียกร้องให้กัมพูชายุติการกระทำที่ไม่สร้างสรรค์ในลักษณะนี้ เพื่อประโยชน์ของประชาชนทั้งสองประเทศและสันติภาพในภูมิภาค สุดท้ายนี้ไทยหวังเป็นอย่างยิ่งว่ากัมพูชาจะให้ความร่วมมือกับฝ่ายไทยในการร่วมเก็บกู้ทุ่นระเบิดและการปราบปรามการหลอกลวงทางออนไลน์ ” นางมาระตี กล่าว

ขณะที่ น.ส.ศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงว่า ในการประชุมครม.วันที่ 2 ก.ย. มีมติเห็นชอบยกเว้นภาษีเงินได้ สำหรับการเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ไทยกัมพูชา ซึ่งจะครอบคลุมกรณีผู้เสียชีวิตและทุพพลภาพ 17 ราย เป็นเงินทั้งสิ้น 136 ล้านบาท และกรณีผู้บาดเจ็บสาหัส 37 ราย เป็นเงิน 29.6 ล้านบาท รวมทั้งสิ้น 165.6 ล้านบาท ทั้งนี้มอบหมายให้กระทรวงการคลัง เป็นเจ้าภาพหลักในการดูแลประชาชน เพื่อให้ได้รับเงินเยียวยาในครั้งนี้อย่างครบถ้วนและเร็วที่สุด ขอให้ประชาชนทุกคนมั่นใจเราเร่งแก้ไข ฟื้นฟู และใส่ใจความเป็นอยู่ของทุกคนในพื้นที่อย่างใกล้ชิด และขอให้เชื่อมั่นว่าเราจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง รัฐบาลจะอยู่เคียงข้างพี่น้องประชาชนในทุกๆก้าว เพื่อก้าวผ่านวิกฤติครั้งนี้ไปด้วยกัน

‘ท่าเรืออาลาชานโกว’ เพิ่มเส้นทางรถไฟ ‘จีน-ยุโรป’ ทะลุ 5,000 เที่ยว ครอบคลุม 125 เส้นทาง 21 ประเทศ รองรับสินค้ากว่า 200 ประเภท

(3 ก.ย. 68) สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า ตั้งแต่ต้นปีจนถึงวันที่ 1 กันยายน ท่าเรืออาลาชานโกว (Alashankou) ในเขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ ของจีน จัดการขนส่งรถไฟสินค้าจีน-ยุโรปผ่านเอเชียกลางเกิน 5,000 เที่ยวแล้ว ตามข้อมูลของบริษัท China Railway Urumqi Group

ท่าเรือได้ปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานเพื่อเพิ่มศักยภาพการขนส่ง หลังโครงการรางคู่ Jinghe-Alashankou เริ่มใช้งานปีที่แล้ว ทำให้มีเส้นทางตู้คอนเทนเนอร์ใหม่ และปรับปรุงเส้นทางเดิมอีกสองเส้นทาง

โดยในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ทางสถานีได้ปรับรางหนึ่งเพื่อใช้ในการโหลด-ขนถ่ายสินค้าชิ้นใหญ่โดยเฉพาะ เพิ่มความสามารถจัดการสินค้าได้วันละ 7,700 ตัน และช่วยเร่งกระบวนการขนส่งให้รวดเร็วยิ่งขึ้น

ด้านศุลกากรอาลาชานโกวก็เพิ่มประสิทธิภาพ ด้วยระบบแจ้งข้อมูลล่วงหน้าออนไลน์ ทำให้รถไฟขนส่งออกจากท่าเรือได้เร็วที่สุดเพียง 20 นาที ซึ่งปัจจุบันท่าเรือมีเส้นทางรถไฟจีน-ยุโรป 125 เส้นทาง ครอบคลุม 21 ประเทศ รวมถึงเยอรมนีและโปแลนด์ และขนส่งสินค้ากว่า 200 ประเภท ตั้งแต่ยานยนต์ไปจนถึงชิ้นส่วนเครื่องจักร

‘ดร.สัญญา’ ฉายภาพ 36 ปี วิศวกรรมศาสตร์ มธ. กับบทบาทสร้างคนคุณภาพที่พร้อมเปลี่ยนแปลงสังคม

คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กับก้าวต่อไปสู่การพัฒนาวิศวกรรุ่นใหม่ ด้วยเจตนารมณ์เดินหน้าสร้าง “ผู้สร้าง” ที่มากกว่าวิศวกร และพร้อมก้าวไปกับโลกอนาคตอย่างไม่หยุดนิ่ง

ศาสตราจารย์ ดร.สัญญา มิตรเอม คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ ได้ถ่ายทอดเรื่องราวการเดินทางของคณะ ในโอกาสครบรอบ 36 ปี ตั้งแต่จุดเริ่มต้นที่ประเทศต้องการวิศวกรเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม สู่การสร้างบัณฑิตที่ไม่เพียงมีความรู้ทางเทคนิค แต่ยังมีจิตสำนึกต่อสังคม มีเสรีภาพ และความเป็นธรรม

โดย คณบดีได้เล่าถึงการพัฒนาหลักสูตรที่หลากหลายและทันสมัย การเปิดโอกาสให้นักศึกษาเรียนรู้กับมหาวิทยาลัยชั้นนำ Top 100 ของโลก ไปจนถึงผลงานวิจัยและนวัตกรรมที่สะท้อนบทบาทของคณะในการสร้างคุณค่าใหม่ให้กับประเทศ ว่า วิศวกรรม ธรรมศาสตร์ เริ่มต้นจากการที่ประเทศมีความต้องการวิศวกรเพิ่มขึ้น เพื่อช่วยพัฒนาอุตสาหกรรมและพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ และในช่วงที่ผ่านมา ได้มีการปรับปรุงหลักสูตรให้ตอบสนองต่อความต้องการของอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง

ดังนั้นในช่วง 36 ปีที่ผ่านมา สามารถกล่าวได้ว่าเป็นคณะวิศวกรรมศาสตร์ที่ได้สร้างบุคลากรที่สร้างคุณค่า ต่อเศรษฐกิจและสังคม ให้กับประเทศมาอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน ที่ธรรมศาสตร์มีแนวคิดในเรื่องของประชาธิปไตย เรื่องเสรีภาพ และเรื่องของความเป็นธรรม แน่นอนว่าสิ่งเหล่านี้ ได้ส่งต่อมาถึงตัวนักศึกษาของคณะวิศวกรรมศาสตร์ ธรรมศาสตร์เช่นเดียวกัน 

“เรามองว่าบัณฑิตของเรา นอกจากจะเป็นคนที่มีความรู้ทางด้านเทคนิคแล้ว ยังต้องเป็นคนที่มีจิตสำนึกต่อสังคมในการที่จะสร้างความเป็นธรรมให้กับสังคม โดยใช้ความรู้ทางด้านวิศวกรรมที่เขามีอยู่ ต่อยอดออกไป เพื่อสร้างคุณค่าให้กับสังคมได้ดียิ่งขึ้น”

และยิ่งไปกว่านั้น บัณฑิตของวิศวะ มธ. นั้น จะต้องเป็น “มากกว่าวิศวกรรม”  ซึ่งหมายถึงการสร้างบัณฑิต สร้างวิศวกรขึ้นมา แต่เป็นวิศวกรในแบบที่มีความรู้รอบด้าน ไม่ใช่เฉพาะสาขาวิศวกรรมศาสตร์เท่านั้น แต่เป็นความรู้ทางศาสตร์อื่น ๆ ด้วย โดยมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จะเปิดโอกาสให้นักศึกษาทุกคน สามารถเลือกเรียนวิชาในคณะอื่น ๆ ได้ด้วย นอกจากนี้ก็ยังมีกิจกรรมหลากหลาย ทำให้นักศึกษาจะได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมเหล่านั้นกับเพื่อนจากคณะอื่น ๆ ซึ่งจะช่วยเปิดมุมมองให้เกิดการพัฒนาไปเป็นบุคคลที่มีคุณค่าต่อสังคม ดังนั้น นิยามของวิศว มธ. คือ เราไม่ใช่แค่วิศวกรที่พร้อม จะออกไปช่วยสร้างคุณค่าต่อสังคมต่อไป

“จุดยืนของเราก็คือการสร้างบุคลากรวิศวกรที่สามารถตอบสนองต่อความต้องการของประเทศ และเป็นบุคลากรที่มีความเป็นธรรม ดังนั้นเราก็ยังหวังว่าในอีก 5-10 ปีข้างหน้า วิศว มธ. จะยังสร้างวิศวกรในระดับมาตรฐานสากล ที่มีแนวคิดมีมุมมองที่เป็นจิตวิญญาณของธรรมศาสตร์ก็คือรักความเป็นประชาธิปไตย มีเสรีภาพ และเชื่อมั่นในความเป็นธรรม ซึ่งเป็นสิ่งที่เราคาดหวังว่าจะคงอยู่กับวิศว มธ. ต่อไปในอนาคต”

คอนโดหรูกลายเป็นรังยา!  ตำรวจ ดส. บุกทลายเครือข่ายไนจีเรีย–สาวไทย ยึดโคเคนพร้อมทรัพย์สิน 4 แสน

เมื่อวันที่ (2 ก.ย. 68) ภายใต้การอำนวยการของ พ.ต.อ.ศานติ กรเกษม ผกก.ดส., พ.ต.ท.วรปรัชญ์ วุฑฒิรักษ์ และ พ.ต.ท.ปียรัช เวสสะโกศล รอง ผกก.ดส. ชุดปราบปรามยาเสพติด กก.ดส. นำโดย พ.ต.ต.ยศชนินทร์ ประเสริฐโสภา พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ บุกเข้าจับกุมเครือข่ายค้ายาเสพติดรายสำคัญในพื้นที่สมุทรปราการ

ตำรวจสามารถจับกุม MR. UKWE VINCENT CHISOM อายุ 33 ปี สัญชาติไนจีเรีย และ น.ส.เกศินี หรือเล็ก พึ่งสันเทียะ อายุ 30 ปี ได้ภายในคอนโดหรูย่านศรีนครินทร์ โดยทั้งคู่ถูกกล่าวหาว่า “ร่วมกันจำหน่ายโคเคน” เพื่อการค้า และแพร่กระจายในกลุ่มประชาชน ขณะเดียวกันผู้ต้องหาชาวไนจีเรียยังถูกดำเนินคดีข้อหา “อยู่ในราชอาณาจักรโดยผิดกฎหมาย” อีกด้วย

ของกลางที่ยึดได้ ได้แก่ โคเคนหนัก 99 กรัม กล่องไม้ซุกซ่อนยา ถุงแบ่งบรรจุ ตาชั่งดิจิตอล เทปกาว โทรศัพท์มือถือ 3 เครื่อง พร้อมหลักฐานอื่น ๆ รวมทั้งยังตรวจยึดทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการค้ายาเสพติด มูลค่ากว่า 4 แสนบาท ประกอบด้วย รถยนต์ 1 คัน รถจักรยานยนต์ 1 คัน และเงินสด 39,000 บาท

เจ้าหน้าที่นำตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวน สภ.สำโรงเหนือ ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

สื่อเขมร โพสต์ถามไทยจะช่วยสร้าง 7 โครงการต่อหรือไม่ หลัง ‘แพทองธาร’ ถูกถอดถอนจากตำแหน่งนายกฯ

(3 ก.ย. 68) Khmer Times โพสต์ถาม ไทยยังเดินหน้าช่วยกัมพูชาตาม 7 โครงการ หลัง ‘แพทองธาร’ ถูกถอดถอนหรือไม่

สื่อกัมพูชา Khmer Times โพสต์ตั้งคำถามต่อความช่วยเหลือจากไทย หลังจากที่รัฐบาลแพทองธารเคยลงนามข้อตกลงความร่วมมือกับกัมพูชาไว้ 7 โครงการ ว่าหลังการถอดถอน “อุ๊งอิ๊ง” ไทยจะยังคงดำเนินการตามสัญญาต่อไปหรือไม่ โดยบทความได้สัมภาษณ์นักวิชาการกัมพูชา ซึ่งย้ำว่า ไทยมีพันธะตามสัญญาระหว่างรัฐต่อรัฐ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับรัฐบาลชุดใดชุดหนึ่ง

‘ปูติน-คิม จองอึน’ ตบเท้าร่วมงานยกย่องวีรชนสงคราม วันแห่งชัยชนะ 80 ปีต้านญี่ปุ่น!! ที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน ณ กรุงปักกิ่ง

(3 ก.ย. 68) ขบวนพาเหรดทางทหารขนาดใหญ่จัดขึ้นที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน กรุงปักกิ่ง ของจีน เพื่อเฉลิมฉลองครบรอบ 80 ปีชัยชนะในสงครามต่อต้านการรุกรานของญี่ปุ่นและสงครามโลกครั้งที่ 2

โดยมี ประธานาธิบดีรัสเซีย วลาดิมีร์ ปูติน เข้าร่วมงานดังกล่าว ขณะที่ขบวนพาเหรดทำการเดินสวนสนามเพื่อยกย่องความสำเร็จทางประวัติศาสตร์ของสหภาพโซเวียตและการปราบลัทธิฟาสซิสต์จนสิ้นสุดสงคราม

นอกจากนี้ยังมีผู้นำโลกและตัวแทนจากกองทัพหลายประเทศเข้าร่วมในพิธี อาทิ คิม จองอึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ , ปราโบโว ซูบียันโต ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย , เชห์บาซ ชารีฟ นายกรัฐมนตรีปากีสถาน และอเล็กซานเดอร์ ลูคาเชนโก ผู้นำเบลารุส 

ทั้งนี้ ขบวนพาเหรดแสดงถึงความเข้มแข็งและความสามัคคีของชาติพันธมิตรในสงคราม พร้อมให้ความสำคัญกับเหล่าทหารนักรบ ผู้รอดชีวิตและวีรบุรุษที่มีส่วนในการสร้างชัยชนะครั้งนี้

‘แม่ทัพภาค 2’ สั่งปิดตายปราสาทตาเมือนธม ล้อมรั้วลวดหนามชั่วกัลปาวสาน ใครแตะถือว่าล้ำอธิปไตยไทย

เมื่อวานนี้ (2 ก.ย. 68) พล.ท.บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 กล่าวระหว่างการบรรยายพิเศษกับนักศึกษาหลักสูตรวัคซีนเพื่อชีวิต (วชส.) สมาคมพนักงานสอบสวน ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ ที่กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด ถึงประเด็นชายแดนไทย-กัมพูชา โดยระบุว่า แม้มีการหยุดยิงชั่วคราว แต่ทหารกัมพูชายังคงปฏิบัติการอย่างเข้มข้น และบางครั้งใช้สูตรเจรจาไปพูดอีกอย่าง ทำอีกอย่าง พร้อมยืนยันว่า ภูมะเขือและพื้นที่ที่ไทยควบคุมอยู่ทั้งหมดเป็นอธิปไตยของไทย

สำหรับปราสาทตาเมือนธม แม่ทัพภาค 2 ชี้แจงว่า มีการวางรั้วลวดหนามรอบปราสาททั้งหมด และถือเป็นการประกาศอาณาเขตไทย หากใครแตะต้องรั้วถือว่าล้ำอธิปไตยไทย พร้อมย้ำว่า รั้วนี้จะอยู่ชั่วกัลปาวสาน ใครจะขึ้นมาต้องมีวีซ่าและพาสปอร์ต

พล.ท.บุญสินยังกล่าวถึงกรณีปราสาทพระวิหารที่ไทยแพ้คดีแล้วว่า มีสองแนวทาง คือ ยื่นต่อศาลโลกใหม่ หรือใช้กำลังยึดกลับ แต่ต้องคำนึงถึงกฎหมายและสถานการณ์โลก ขณะเดียวกันพื้นที่ชายแดนอื่น ๆ เช่น บ้านหนองจาน จ.สระแก้ว ก็มีการวางรั้วลวดหนามเพื่อประกาศอาณาเขตไทย

ทั้งนี้ แม่ทัพภาค 2 ย้ำว่า การปฏิบัติหน้าที่และการวางรั้วขึ้นอยู่กับสภาพพื้นที่จริง และเป็นมาตรการรักษาอธิปไตยของชาติ ไม่เกี่ยวข้องกับอดีตหรือความสัมพันธ์ส่วนตัวกับฝ่ายกัมพูชา แต่เป็นแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top