Tuesday, 9 June 2026
Hard News Team

‘ยูเครน’ ถูกโจมตีด้วยโดรน-ขีปนาวุธมากกว่า 300 ลูก ‘เซเลนสกี’ เรียกร้องชาติพันธมิตรเปลี่ยนระบอบรัสเซีย

(3 ก.ย. 68) ประธานาธิบดียูเครน โวโลดีมีร์ เซเลนสกี เตือนว่ารัสเซียกำลังสะสมกำลังในแนวรบบางจุด และ “ฮึกเหิมหนักขึ้นทุกวัน” หลังเกิดเหตุโจมตีด้วยโดรนและขีปนาวุธมากกว่า 300 ลูก โดยมีกรุงเคียฟเป็นเป้าหมายหลัก ส่งผลให้ตึกอพาร์ตเมนต์ 9 ชั้นบางส่วนพังเสียหาย มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 16 ราย รวมถึงเด็กชายอายุ 6 ขวบ และบาดเจ็บกว่า 150 คน

หลังเหตุโจมตี เซเลนสกีเรียกร้องให้ชาติพันธมิตรพยายามสร้างการเปลี่ยนแปลงในรัสเซีย เพื่อป้องกันไม่ให้มอสโกพยายามสร้างความไม่มั่นคงในประเทศเพื่อนบ้านแม้สงครามจะจบลง พร้อมกล่าวว่าการโจมตีครั้งนี้สะท้อนถึง “ความโหดร้ายและความหวาดกลัวเกินจินตนาการ”

ด้านกองทัพรัสเซียอ้างว่าได้ยึดเมืองชาซิวยาร์ (Chasiv Yar) ซึ่งเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ทางตะวันออก และยังโจมตีฐานทัพอากาศ คลังอาวุธ และโรงงานผลิตโดรน ขณะที่สถานการณ์ความตึงเครียดยังคงดำเนินต่อ แม้สหรัฐฯ จะออกคำเตือนให้รัสเซียยุติการรุกรานภายใน 10 วัน มิฉะนั้นจะถูกคว่ำบาตร

ทั้งนี้ กรุงเคียฟประกาศให้วันศุกร์เป็นวันไว้อาลัยแก่ผู้เสียชีวิต นายกเทศมนตรี วิตาลี คลิทช์โก (Vitali Klitschko) ระบุว่าช่วงนี้ประชาชนต้องเผชิญกับภัยคุกคามจากการโจมตีทางอากาศต่อเนื่อง ขณะเดียวกันผู้นำสหรัฐฯ เตรียมใช้มาตรการคว่ำบาตรรัสเซียเพิ่มเติมเพื่อกดดันให้ยุติสงคราม

‘ต้อม ยุทธเลิศ’ เรียกร้องปรับเรตหนัง “ผีใช้ได้ค่ะ” เป็น 20+ พร้อมขอให้ตรวจสอบเนื้อหาอีกครั้งก่อนส่งไปออสการ์

เพิ่งเข้าฉายในโรงภาพยนตร์ได้เพียงไม่กี่วัน สำหรับภาพยนตร์เรื่อง “ผีใช้ได้ค่ะ” ที่นำแสดงโดย ใหม่ ดาวิกา และ วิศรุต หิมรัตน์ , อาภาศิริ นิติพน ฯลฯ และยังได้รับเลือกเป็นตัวแทนภาพยนตร์ไทยเสนอชื่อเข้าชิงออสการ์ ครั้งที่ 98 สาขาภาพยนตร์นานาชาติยอดเยี่ยม แต่ล่าสุดผู้กำกับดัง ต้อม ยุทธเลิศ ได้ออกมาเรียกร้องให้ปรับเรตขึ้นใหม่จาก 18+ เป็น 20+ แทนเพราะเนื้อหาไม่เหมาะสม อีกทั้งวอนผู้ใหญ่ตรวจสอบเนื้อหาอีกครั้งก่อนเป็นตัวแทนหนังไทย

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ (2 ก.ย. 68) - ต้อม ยุทธเลิศ ลงภาพบางส่วนของภาพยนตร์ “ผีใช้ได้ค่ะ” พร้อมเรียกร้องให้มีการปรับเรตของหนังเรื่องดังกล่าว ระบุว่า “เรียน: @thaccaofficial @thaimculture

เรื่อง: ร้องทุกข์ แก้ไข เรทหนัง เนื่องด้วยในวันที่ 1 กันยายน 2568 ผมได้ไปดูหนังเรื่อง #ผีใช้ได้ค่ะ กับลูกสาว หนังติดเรท18+ ลูกสาวผมอายุ18พอดี ก็เลยไม่ได้กังวลอะไร แต่เมื่อได้ดูหนังกลับพบว่า การกระทำของตัวละครในหนังผิดทั้งจริยธรรมและศีลธรรมอันดีของไทย และอาจจะเข้าข่ายผิดกฎหมายมาตรา112ได้ — ทราบมาว่าทางทักก้า @thaccaofficial ได้ยกเลิกการแบนหนังไปแล้ว ผมจึงขอเสนอให้เพิ่มเรตขึ้นเป็น 20+ เพื่อความเหมาะสมกับตัวหนัง และเพื่อป้องกันผู้ที่อายุต่ำกว่าต้องมาเจอกับสิ่งนี้โดยไม่มีการเตือนหรือตรวจบัตรใด ๆ ก่อนเข้าโรง”

รวมถึงยังเรียกร้องไปถึงบางหน่วยงาน อยากให้เข้ามาตรวจสอบเนื้อหาแล้วคิดอย่างรอบคอบอีกครั้ง ก่อนที่จะนำไปเป็นตัวแทนภาพยนตร์ไทย เสนอชื่อเข้าประกวดที่ออสการ์ วอนให้พิจารณาเป็นการเร่งด่วน พร้อมบอกอีกว่าลูกสาววัย 18 ของตน ไม่โอเคกับภาพยนตร์เรื่องดังกล่าวอีกด้วย

‘อินเดีย’ เผยผลสำรวจประชากร ‘สิงโต’ สายพันธุ์เอเชียติก เพิ่มจาก 674 เป็น 891 ตัวภายใน 5 ปี!! และพบในพื้นที่ชุมชนเป็นจำนวนมาก

(3 ก.ย. 68) สิงโตสายพันธุ์เอเชียติก (Asiatic lion) ในอินเดียกลับมาเพิ่มจำนวนอย่างก้าวกระโดด โดยรายงานจาก Lion Population Estimation ครั้งที่ 16 ระบุว่าจำนวนสิงโตเพิ่มขึ้นจาก 674 ตัวในปี 2020 เป็น 891 ตัวในปี 2025 คิดเป็นการเติบโต 32% ภายใน 5 ปี ขณะเดียวกันจำนวนตัวเมียวัยเจริญพันธุ์ก็เพิ่มจาก 260 ตัวเป็น 330 ตัว ทำให้ความสามารถในการสืบพันธุ์มีโอกาสสูงยิ่งขึ้น

รายงานยังพบการขยายพื้นที่กระจายพันธุ์ไปยังอนุรักษ์สัตว์ป่าบาร์ดาในรัฐคุชราต รวมถึงพื้นที่รอบ เจตปุระ (Jetpur) และ บาบรา–จัสดาน (Babra-Jasdan) โดยปัจจุบันดาวเทียมตรวจพบสิงโตอาศัยอยู่ จำนวน 497 ตัวใน 9 พื้นที่ และที่สำคัญคือมีการบันทึกพบสิงโต 22 ตัว ในพื้นที่ทางเชื่อมระหว่างถิ่นอาศัยกับมนุษย์เป็นครั้งแรก

เนื่องใน วันสิงโตโลก (World Lion Day) 10 สิงหาคม ที่ผ่านมา รัฐมนตรีสิ่งแวดล้อมของอินเดีย ภูเพนเดอร์ ยาดัฟ (Bhupender Yadav) กล่าวว่านี่คือ “ความสำเร็จที่น่าทึ่ง” และย้ำว่าสิงโตเอเชียติกคือสัญลักษณ์ของการอนุรักษ์สัตว์ป่าที่ประสบความสำเร็จที่สุดในโลก พร้อมเปิดตัวโครงการ 1.8 พันล้านรูปี (ราว 810 ล้านบาท) เพื่อเสริมการอนุรักษ์และพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศในรัฐคุชราต

สำหรับ สิงโตเอเชียติก พบได้เฉพาะในภูมิภาคกีร์ รัฐคุชราต อินเดีย มีลักษณะเด่นต่างจากสิงโตแอฟริกัน เช่น ขนาดเล็กกว่า แผงคอผู้ไม่หนา และมีรอยพับของผิวหนังที่หน้าท้อง การอนุรักษ์จึงมีความสำคัญยิ่ง เพราะพวกมันเป็นทั้งสายพันธุกรรมเฉพาะ ถ่วงดุลระบบนิเวศ และสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมของอินเดีย หากไม่มีมาตรการคุ้มครองต่อเนื่อง ก็เสี่ยงเผชิญโรคระบาดและการสูญพันธุ์ได้อีกครั้ง

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันมีการพบเห็นสิงโตในสถานที่ไม่ควรอยู่ เช่น บนระเบียงบ้าน ในลานจอดรถใต้ดินของโรงแรม และบนทางหลวงที่พลุกพล่านเป็นประจำ ด้วยจำนวนสิงโตที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้ผู้เชี่ยวชาญเป็นกังวลว่าอาจจะเป็นปัญหาได้ โดยเมื่อวันที่ 25 มิ.ย.68 สิงโตตัวหนึ่งได้ขย้ำเด็กชายวัย 5 ขวบเสียชีวิตในเขตอัมเรลี รัฐคุชราต 

3 กันยายน พ.ศ. 2505 ย้อนเรื่องราว "ความไม่โกรธ" ของ ในหลวง ร. 9 เมื่อคราวเสด็จฯ เยือนประเทศออสเตรเลีย

วันนี้ เมื่อ 63 ปีก่อน พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 เสด็จฯ ในพิธีทูลเกล้าฯ ถวายปริญญานิติศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ ณ มหาวิทยาลัยเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย และถูกนักศึกษามหาวิทยาลัยเมลเบิร์นลบหลู่พระเกียรติ แต่พระองค์ก็เปี่ยมไปด้วยพระราชธรรม " อกฺโกธํ " คือ กริยาที่ไม่แสดงความโกรธให้ปรากฏ พร้อมแสดงพระอัจฉริยภาพในการรับมือกับปัญหาเฉพาะหน้าได้อย่างดีเยี่ยม

ย้อนเหตุการณ์กลับไปเมื่อวันที่ 3 กันยายน พุทธศักราช 2505 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เสด็จฯ ในพิธีทูลเกล้าฯ ถวายปริญญานิติศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ ณ มหาวิทยาลัยเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย

ในครั้งนั้นพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงถูกท้าทายจากนักศึกษากลุ่มหนึ่งที่มีความคิดรุนแรง ไม่เข้าใจพระองค์และเมืองไทยเป็นอย่างดี โดยบ้างก็ถือป้ายที่มีข้อความกล่าวร้ายต่อพระองค์ท่าน บ้างก็ส่งเสียงโห่ปนฮาลบหลู่พระเกียรติ และเกียรติภูมิของชาติไทยอย่างแรง

สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ซึ่งร่วมเสด็จฯ ด้วยในครั้งนั้น ได้ทรงบรรยายภาพไว้ในบทพระราชนิพนธ์ "ความทรงจำในการตามเสด็จต่างประเทศทางราชการ" ตอนหนึ่ง ระบุว่า

"... ต่อจากนั้นก็ถึงเวลาที่พระเจ้าอยู่หัว จะเสด็จฯ ไปพระราชทานพระราชดำรัสที่เครื่องขยายเสียงกลางเวที ยังไม่ทันจะอะไร ก็มีเสียงโห่ปนฮาดังขึ้นมาจากกลุ่มปัญญาชนข้างนอกอีกแล้ว ข้าพเจ้ารู้สึกว่ามือเย็นเฉียบ หัวใจหวิว ๆ อย่างไรพิกล รู้สึกสงสารพระเจ้าอยู่หัวจนทำอะไรไม่ถูก ไม่กล้าแม้แต่จะมองขึ้นดูพระพักตร์ท่านด้วยความสงสารและเห็นพระทัย ในที่สุดก็ฝืนใจมองขึ้นไปเพื่อถวายกำลังพระทัย แต่แล้วข้าพเจ้านั่นเองแหละที่เป็นผู้ได้กำลังใจกลับคืนมา เพราะมองดูท่านขณะที่ทรงพระดำเนินไปยืนกลางเวทีเห็นพระพักตร์สงบเฉย ทันใดนั้นเองคนที่อยู่ในหอประชุมทั้งหมดก็ปรบมือเสียงสนั่นหวั่นไหวคล้ายจะถวายกำลังพระทัยท่าน

พอเสียงปรบมือเงียบลง คราวนี้ข้าพเจ้ามองขึ้นไปบนเวทีอีกก็เห็นพระเจ้าอยู่หัวทรงเปิดพระมาลาที่ทรงคู่กับฉลองพระองค์ครุย แล้วหันพระองค์ไปโค้งคำนับกลุ่มที่ส่งเสียงเอะอะอยู่ข้างนอกอย่างงดงาม และน่าดูที่สุด พระพักตร์ยิ้มนิด ๆ พระเนตรมีแววเยาะหน่อย ๆ แต่พระสุรเสียงราบเรียบยิ่งนัก

"ขอขอบใจท่านทั้งหลายเป็นอันมาก ในการต้อนรับอันอบอุ่นและสุภาพเรียบร้อยที่ท่านแสดงต่อแขกเมืองของท่าน"

รับสั่งเพียงเท่านั้นเอง แล้วก็หันพระองค์มารับสั่งต่อกับผู้ที่นั่งฟังอยู่ในหอประชุม ตอนนี้ข้าพเจ้าอยากจะหัวเราะออกมาดัง ๆ ด้วยความสะใจ เพราะเสียงฮานั้นเงียบลงทันทีราวกับปิดสวิทช์ แล้วตั้งแต่นั้นก็ไม่มีอะไรเลย ทุกคนข้างนอกข้างในต่างนั่งฟังพระราชดำรัสเฉยท่าทางดูขบคิด ข้าพเจ้าเห็นว่าพระราชดำรัสวันนั้นดีมาก รับสั่งสดๆ โดยไม่ทรงใช้กระดาษเลย

ทรงเล่าถึงวัฒนธรรมอันเก่าแก่ของไทยเราว่า เรามีเอกราช มีภาษาของตนเอง มีตัวหนังสือซึ่งคิดค้นขึ้นใช้เอง เราตั้งบทกฎหมายการปกครองของเราเอง ให้สิทธิเสรีภาพแก่ประชาชนมา 700 ปีกว่ามาแล้ว ตอนนี้ข้าพเจ้าขำแทบแย่ เพราะหลังจากรับสั่งว่า 700 ปีกว่ามาแล้ว ทรงทำท่าเหมือนเพิ่งนึกออก ทรงสะดุ้งนิด ๆ และทรงโค้งพระองค์อย่างสุภาพ เมื่อตรัสว่า ขอโทษลืมไป ตอนนั้นยังไม่มีประเทศออสเตรเลียเลย

แล้วทรงเล่าต่อไปว่า แต่ไหนแต่ไรมาคนไทยเรามีน้ำใจกว้างขวาง พร้อมที่จะให้โอกาสคนอื่นและฟังความเห็นของเขา เพราะเรามักใช้ปัญญาขบคิดไตร่ตรองหาเหตุผลก่อนจึงจะตัดสินว่าสิ่งไรเป็นอย่างไร ไม่สุ่มสี่สุ่มห้าตัดสินอะไรตามใจชอบ โดยไม่ใช้เหตุผล ..."

ทั้งนี้ผลจากการแสดงพระอัจฉริยภาพอย่างสูงในสถานการณ์ดังกล่าว ปรากฏว่าเมื่อเสร็จพิธีแล้ว ผู้ร่วมพิธีต่างเข้ามากราบบังคมทูลสรรเสริญถึงพระราชดำรัสนั้น และสำหรับกลุ่มนักศึกษาที่มีปฏิกิริยาเหล่านั้น ต่างก็มีอากัปกิริยาเปลี่ยนไปหมด บ้างก็มีสีหน้าเฉย ๆ เจื่อน ๆ ดูหลบพระเนตร ไม่มีการมองดูพระองค์อย่างประหลาดอีก แต่บางพวกก็มีน้ำใจเป็นนักกีฬาพอที่จะยิ้มแย้มแจ่มใส โบกมือและปรบมือให้แก่ทั้งสองพระองค์ตลอดทางจนถึงที่รถพระที่นั่งจอดอยู่

‘ทรัมป์’ เล็งเปลี่ยนชื่อ ‘กระทรวงกลาโหม’ เป็น ‘กระทรวงสงคราม’ เชื่อคนอเมริกาส่วนใหญ่เห็นด้วย

(2 ก.ย. 68) สหรัฐฯ อาจได้เห็นการเปลี่ยนแปลงเชิงสัญลักษณ์ครั้งใหญ่ เมื่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ระบุว่า เขากำลังพิจารณาเปลี่ยนชื่อกระทรวงกลาโหม (Department of Defense) กลับไปใช้ชื่อเดิมคือ 'กระทรวงสงคราม' (Department of War) ซึ่งเคยใช้ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 และ 2 มาแล้ว

ทรัมป์กล่าวถ้อยแถลงนี้ระหว่างการประชุมสุดยอดกับประธานาธิบดีเกาหลีใต้ อี แจ-มยอง โดยย้ำว่า คำว่า 'สงคราม' สะท้อนบทบาทที่แท้จริงมากกว่า พร้อมเสริมว่าแนวคิดนี้ได้รับเสียงสนับสนุนจากประชาชนจำนวนมาก

อย่างไรก็ตาม สื่อสหรัฐฯ รายงานว่า หากจะมีการเปลี่ยนชื่อจริง ๆ ขั้นตอนนี้อาจต้องได้รับความเห็นชอบจากสภาคองเกรสเสียก่อน ซึ่งอาจกลายเป็นอีกประเด็นร้อนในทางการเมืองของวอชิงตันในเร็ว ๆ นี้

จีนเปิดตัวชิป 6G ครอบคลุมทุกย่านความถี่ ความเร็วทะลุ 100Gbps ปูทางสู่ยุคเครือข่าย AI

(2 ก.ย. 68) จีนเปิดตัวชิป 6G แบบ “ครอบคลุมทุกย่านความถี่” ชิ้นแรกของโลก รองรับความเร็วสูงสุดกว่า 100 กิกะบิตต่อวินาที นับเป็นก้าวสำคัญในการปูทางสู่เครือข่ายไร้สายยุคใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วย AI โดยชิปดังกล่าวอาจช่วยลดช่องว่างดิจิทัลระหว่างเมืองใหญ่กับพื้นที่ชนบท

ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยปักกิ่ง (Peking University) และ มหาวิทยาลัยซิตี้ยู ฮ่องกง (City University of Hong Kong) สามารถรวมย่านความถี่ตั้งแต่ 0.5 GHz ถึง 115 GHz ไว้ในชิปขนาดเพียง 11 x 1.7 มม. แถมยังสลับใช้งานระหว่างย่านความถี่ต่ำ-สูงได้อย่างไร้รอยต่อ เหมาะทั้งการกระจายสัญญาณกว้างไกลและการใช้งานที่ต้องการความเร็วสูง เช่น VR หรือการผ่าตัดทางไกล

หัวใจของนวัตกรรมนี้คือเทคโนโลยี โฟโตนิกส์ผสานอิเล็กทรอนิกส์ ที่ช่วยแปลงสัญญาณไร้สายเป็นสัญญาณแสงเพื่อประมวลผล ทำให้การสื่อสารคงคุณภาพเสถียรทั่วทั้งย่านความถี่ พร้อมความสามารถ “เปลี่ยนช่องความถี่อัตโนมัติ” เมื่อเจอการรบกวน คล้ายการขับรถเลี่ยงช่องทางที่ติดขัด

นักวิจัยระบุว่าชิปดังกล่าวเป็นพื้นฐานฮาร์ดแวร์ของ “เครือข่าย AI-native” ที่สามารถปรับพารามิเตอร์สื่อสารได้เองแบบเรียลไทม์ในสภาพแวดล้อมซับซ้อน อีกทั้งยังวางแผนพัฒนาโมดูลขนาดเล็กเท่าแฟลชไดรฟ์ สำหรับติดตั้งในสมาร์ทโฟน สถานีต่างๆ โดรน และอุปกรณ์ IoT เพื่อผลักดันการใช้งานเครือข่าย 6G ให้แพร่หลายเร็วขึ้น

‘สี จิ้นผิง’ ยกความสัมพันธ์จีน–รัสเซีย เป็นตัวอย่างของมิตรภาพถาวร พร้อมสนับสนุนซึ่งกันและกัน

(2 ก.ย. 68) ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน กล่าวชื่นชมความสัมพันธ์จีน–รัสเซียว่าเป็น “ตัวอย่างของการร่วมมือระหว่างประเทศมหาอำนาจ” โดยย้ำถึงมิตรภาพถาวร การประสานงานเชิงยุทธศาสตร์ และความร่วมมือที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน คำกล่าวนี้เกิดขึ้นระหว่างการหารือกับประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย ที่เดินทางเยือนปักกิ่งเพื่อเข้าร่วมการประชุมสุดยอดองค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ (SCO) และพิธีรำลึกครบรอบ 80 ปีชัยชนะสงครามโลกครั้งที่ 2

สี จิ้นผิง ระบุว่าจีนพร้อมกระชับการแลกเปลี่ยนระดับสูงกับรัสเซียในประเด็นสำคัญ และผลักดันความร่วมมือทวิภาคีให้ก้าวหน้า เขาเน้นว่าควรใช้โครงการขนาดใหญ่เป็นกลไกขับเคลื่อน เพื่อสร้างความร่วมมือให้เกิดประโยชน์มากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ สี จิ้นผิง ผู้นำจีนยังชี้ว่าการที่สองประเทศเข้าร่วมพิธีรำลึกชัยชนะสงครามโลกครั้งที่ 2 ของกันและกัน แสดงถึงความรับผิดชอบในฐานะชาติผู้ชนะสงครามและสมาชิกถาวรคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ พร้อมยืนยันความตั้งใจที่จะปกป้องผลลัพธ์ของสงครามโลกและมุมมองทางประวัติศาสตร์ที่ถูกต้อง

ทั้งนี้ สี จิ้นผิง ประธานาธิบดีสีจีนยังผลักดัน “ข้อริเริ่มการกำกับดูแลโลก” เพื่อร่วมกับประเทศที่มีแนวคิดใกล้เคียงกันปกป้องกฎบัตรสหประชาชาติ และสร้างระบบบริหารจัดการโลกที่เป็นธรรมมากขึ้น เขาย้ำว่าจีนและรัสเซียควรเสริมบทบาทในเวทีพหุภาคี เช่น UN, SCO, BRICS และ G20 เพื่อร่วมกันสร้าง “ประชาคมที่มีอนาคตร่วมกันของมนุษยชาติ”

‘ทักษิณ’ รับผิด ไว้ใจ ‘ธรรมนัส’ มากเกินไป หลังถูกอีกฝ่ายนำก๊วนร่วมหนุน ‘อนุทิน’ นั่งนายกฯ

(2 ก.ย. 68) ผู้สื่อข่าวรายงานจากพรรคเพื่อไทย (พท.) ว่า ช่วงค่ำวันที่ 1 ก.ย.ที่ผ่านมา สส.พรรคเพื่อไทย ประมาณ 10 คน ได้นัดเลี้ยงสังสรรค์ให้ นายฉลาด ขามช่วง ที่ได้รับเลือกให้เป็นดำรงตำแหน่ง รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง เมื่อเรื่องรู้ถึง นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ นายทักษิณจึงเดินทางมาร่วมแสดงความยินดีกับนายฉลาดด้วย

โดยในวงรับประทานอาหาร นายทักษิณพูดถึงกรณีที่ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า นำพรรคกล้าธรรม (กธ.) ถอนตัวจากรัฐบาลพรรคเพื่อไทย โดยยอมรับผิดว่า "ไว้วางใจ ร.อ.ธรรมนัส มากเกินไป พี่ผิดไปแล้ว พี่ดูคนผิด" ทำให้ สส.ที่ร่วมวงอยู่นั้นสวนทันทีว่า นายทักษิณโดนคนหลอกตลอด ซึ่ง สส.ที่ร่วมวงต่างเห็นตรงกันว่า ไม่เคยเห็นนายทักษิณยอมรับผิดแบบนี้มาก่อน เห็นได้ว่านายทักษิณได้แสดงท่าทีรู้สึกผิดมาก พร้อมกันนี้ สส.ก็ได้ระบายถึงการทำงาน การบริหารภายในพรรค ที่พรรคไม่ค่อยดูแลคนที่สอบตก หรือ สส.อาวุโส ที่ถูกละเลยไป โดยนายทักษิณก็รับปากว่าจะช่วยดูให้ ส่วนเรื่องการจัดตั้งรัฐบาล ก็ต้องรอดูพรรคประชาชน (ปชน.) ว่าจะเลือกอย่างไร

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ในวงหารือยังได้พูดถึงกรณีที่มีตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 1 คน พ้นหน้าที่ และมีตุลาการคนใหม่เข้ามาทำหน้าที่แทน ในวันที่ 29 ส.ค.ซึ่งเป็นวันพิจารณาคดีของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกฯ พอดี แม้จะเป็นการทำความเห็นของตุลาการฯ ที่เข้ามาใหม่ แต่ก็ไม่มีผลทำให้ผลการตัดสินเปลี่ยนแปลง เรื่องนี้พรรคเพื่อไทยได้ให้ฝ่ายกฎหมายยื่นเรื่องต่อประธานศาลรัฐธรรมนูญให้ตีความ โดยประเด็นนี้จะทำให้พรรคเพื่อไทยมีเวลาแก้ปัญหาเรื่องการเลือกนายกฯ มีเวลาในการเจรจาเตรียมพร้อมมากขึ้น

UNRWA เผยเด็กกาซา 660,000 คน ถูกตัดขาดจากการศึกษา หลังโรงเรียนเกือบทั้งหมดถูกถล่มยับโดยอิสราเอล ตั้งแต่ปี 2023

(2 ก.ย. 68) องค์การบรรเทาฯ ผู้ลี้ภัยปาเลสไตน์แห่งสหประชาชาติ (UNRWA) เปิดเผยว่า เด็กกว่า 660,000 คนในฉนวนกาซา ถูกตัดขาดจากการศึกษา หลังโครงสร้างพื้นฐานทางการศึกษาถูกกองทัพอิสราเอลทำลายหรือเสียหายเกือบทั้งหมด นับตั้งแต่การสู้รบปะทุขึ้นเมื่อปลายปี 2023

ฟิลิปป์ ลาซซารินี (Philippe Lazzarini) หัวหน้า UNRWA ระบุว่า “กาซากลายเป็นซากปรักหักพัง ระบบการศึกษาก็พังไปด้วย” โดยโรงเรียน 97% ได้รับความเสียหาย และกว่า 92% จำเป็นต้องรื้อสร้างใหม่หรือซ่อมแซมครั้งใหญ่เพื่อกลับมาใช้งานได้ นอกจากนี้มีโรงเรียนกว่า 432 แห่งที่ถูกโจมตีแบบไม่เหลือซาก

ลาซซารินี ย้ำอีกครั้งถึงความจำเป็นของการหยุดยิง โดยชี้ว่าเป็นทางเดียวที่จะยุติวิกฤติความอดอยาก และ “การฆ่าล้างทางการศึกษา” ที่กำลังเกิดขึ้นกับเด็ก ๆ ในกาซา เด็กจำนวนมากในวันนี้ไม่ได้กลับไปโรงเรียน แต่กลับต้องใช้ชีวิตท่ามกลางความหิวโหย สูญเสีย และบาดแผลทางจิตใจ

ทั้งนี้ วิกฤติด้านมนุษยธรรมยิ่งเลวร้ายขึ้น หลังอิสราเอลปฏิเสธทำงานร่วมกับ UNRWA ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการจัดส่งความช่วยเหลือมานานหลายสิบปี ทำให้ศูนย์แจกจ่ายความช่วยเหลือหลายร้อยแห่งถูกปิด เหลือเพียง 4 ศูนย์ที่กองทุนซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐฯ และอิสราเอลดูแล ขณะเดียวกันยังมีรายงานว่า กองทัพอิสราเอลยิงใส่ชาวปาเลสไตน์ที่ต่อคิวรอรับความช่วยเหลือเป็นประจำ

ภาษาการเมืองวันนี้ เสนอคำว่า 'ฉากทัศน์' ภาพจำลองอนาคตทางการเมือง ก่อนเตรียมแผนรับมือ

ในโลกของการเมือง เรามักคุ้นชินกับคำยืมจากภาษาอังกฤษมากมาย หนึ่งในนั้นคือคำว่า “scenario” ซึ่งนักวิชาการไทยพยายามถอดความออกมาเป็นภาษาไทยว่า “ฉากทัศน์” แม้จะยังไม่ปรากฏในพจนานุกรมอย่างเป็นทางการ แต่กลับได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในวงการรัฐศาสตร์ การบริหาร และการวางแผนนโยบาย

คำว่า “ฉากทัศน์” ให้ภาพที่ชัดเจนเหมือนโรงละคร เวลาที่ม่านเปิดออก เราเห็นฉากหนึ่งฉากที่ถูกจัดวางไว้ ซึ่งเป็นเพียงภาพสมมติ แต่ช่วยให้ผู้ชมเข้าใจว่าละครเรื่องนี้กำลังจะพาไปสู่ทิศทางไหน ในการเมืองก็เช่นกัน ฉากทัศน์หมายถึง การสมมติสถานการณ์ในอนาคตที่มีโอกาสเกิดขึ้นได้หลายรูปแบบ เพื่อเตรียมรับมือ ไม่ใช่การทำนาย แต่เป็นการวางแผนเผื่อว่า หากประเทศเดินไปทางนี้ หรือหากการตัดสินใจเป็นอีกแบบหนึ่ง จะเกิดผลอย่างไร

ตัวอย่างเช่น นักวิเคราะห์อาจพูดถึง “ฉากทัศน์ทางการเมืองหลังการเลือกตั้ง” บางคนเสนอว่าอาจมีรัฐบาลผสมที่กว้างขวางเพื่อรักษาเสถียรภาพ บางคนคาดว่าอาจเกิดรัฐบาลเสียงข้างน้อยที่อยู่ได้ไม่นาน หรือบางทีอาจถึงขั้นยุบสภาเพื่อให้ประชาชนตัดสินใจใหม่ ทุกฉากทัศน์ไม่ใช่เรื่องจริงในปัจจุบัน แต่เป็นภาพที่วางไว้ให้ผู้คนคิดตามว่า “ถ้าเกิดขึ้นจริง เราจะทำอย่างไร”

ดังนั้น คำว่า “ฉากทัศน์” จึงไม่ใช่แค่ศัพท์เก๋ ๆ ของนักวิชาการ แต่เป็นเครื่องมือทางความคิด ที่ช่วยให้สังคมมองอนาคตในหลายมิติ และไม่หลงเชื่อว่ามีเพียงเส้นทางเดียวเท่านั้น


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top