Tuesday, 9 June 2026
Hard News Team

ภาษาการเมืองวันนี้ เสนอคำว่า 'ฉากทัศน์' ภาพจำลองอนาคตทางการเมือง ก่อนเตรียมแผนรับมือ

ในโลกของการเมือง เรามักคุ้นชินกับคำยืมจากภาษาอังกฤษมากมาย หนึ่งในนั้นคือคำว่า “scenario” ซึ่งนักวิชาการไทยพยายามถอดความออกมาเป็นภาษาไทยว่า “ฉากทัศน์” แม้จะยังไม่ปรากฏในพจนานุกรมอย่างเป็นทางการ แต่กลับได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในวงการรัฐศาสตร์ การบริหาร และการวางแผนนโยบาย

คำว่า “ฉากทัศน์” ให้ภาพที่ชัดเจนเหมือนโรงละคร เวลาที่ม่านเปิดออก เราเห็นฉากหนึ่งฉากที่ถูกจัดวางไว้ ซึ่งเป็นเพียงภาพสมมติ แต่ช่วยให้ผู้ชมเข้าใจว่าละครเรื่องนี้กำลังจะพาไปสู่ทิศทางไหน ในการเมืองก็เช่นกัน ฉากทัศน์หมายถึง การสมมติสถานการณ์ในอนาคตที่มีโอกาสเกิดขึ้นได้หลายรูปแบบ เพื่อเตรียมรับมือ ไม่ใช่การทำนาย แต่เป็นการวางแผนเผื่อว่า หากประเทศเดินไปทางนี้ หรือหากการตัดสินใจเป็นอีกแบบหนึ่ง จะเกิดผลอย่างไร

ตัวอย่างเช่น นักวิเคราะห์อาจพูดถึง “ฉากทัศน์ทางการเมืองหลังการเลือกตั้ง” บางคนเสนอว่าอาจมีรัฐบาลผสมที่กว้างขวางเพื่อรักษาเสถียรภาพ บางคนคาดว่าอาจเกิดรัฐบาลเสียงข้างน้อยที่อยู่ได้ไม่นาน หรือบางทีอาจถึงขั้นยุบสภาเพื่อให้ประชาชนตัดสินใจใหม่ ทุกฉากทัศน์ไม่ใช่เรื่องจริงในปัจจุบัน แต่เป็นภาพที่วางไว้ให้ผู้คนคิดตามว่า “ถ้าเกิดขึ้นจริง เราจะทำอย่างไร”

ดังนั้น คำว่า “ฉากทัศน์” จึงไม่ใช่แค่ศัพท์เก๋ ๆ ของนักวิชาการ แต่เป็นเครื่องมือทางความคิด ที่ช่วยให้สังคมมองอนาคตในหลายมิติ และไม่หลงเชื่อว่ามีเพียงเส้นทางเดียวเท่านั้น

‘คิม จองอึน’ ยกคณะร่วมพิธีใหญ่ในกรุงปักกิ่ง ของจีน ด้วยรถไฟหุ้มเกราะสีเขียว ที่ถูกใช้สืบต่อกันมาหลายรุ่น

(2 ก.ย. 68) สื่อเกาหลีเหนือรายงานว่า คิม จอง อึน ผู้นำสูงสุด กำลังเดินทางไปกรุงปักกิ่งด้วย รถไฟหุ้มเกราะสีเขียว ที่เป็นสัญลักษณ์ของตระกูลคิม รถไฟขบวนนี้ถูกใช้สืบต่อกันมาหลายรุ่น และมักจะปรากฏเฉพาะในการเดินทางระหว่างประเทศที่สำคัญเท่านั้น โดยครั้งนี้ คิม จอง อึน เดินทางพร้อมคณะเจ้าหน้าที่ระดับสูง โดยมี โช ซน ฮุย (Choe Son Hui) รัฐมนตรีต่างประเทศร่วมด้วย จุดหมายคือเข้าร่วมพิธีสวนสนามทางทหารครั้งใหญ่ของจีน ที่จะจัดขึ้นในวันพุธนี้ (3 ก.ย.)

สำหรับ รถไฟขบวนดังกล่าวเป็นที่รู้จักมายาวนานว่าเป็น “รถไฟของตระกูลคิม” โดยสืบต่อมาตั้งแต่ยุค คิม อิล ซุง และ คิม จอง อิล ซึ่งมักหลีกเลี่ยงการโดยสารเครื่องบิน ซึ่ง คิม จอง อิล เคยใช้รถไฟนี้เยือนรัสเซียเมื่อปี 2002 และมีรายงานว่าบนขบวนรถไฟหรูหรานี้เต็มไปด้วยไวน์ฝรั่งเศส อาหารทะเลสด และหมูย่างสไตล์เกาหลี

แม้จะมีภาพลักษณ์หรูหรา แต่การใช้รถไฟถูกมองว่าเป็นมาตรการด้านความปลอดภัย เพราะตัวรถหุ้มเกราะกันกระสุน เดินทางได้เพียงความเร็วเฉลี่ย 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมงเท่านั้น โดยภายในประกอบด้วยห้องประชุม ห้องพักผ่อน และระบบสื่อสารดาวเทียม

คิม จอง อึน เคยใช้รถไฟนี้ในการเยือนต่างประเทศหลายครั้ง ทั้งการพบ วลาดิมีร์ ปูติน ที่รัสเซียในปี 2023 และการพบ สี จิ้นผิง ที่จีนเมื่อปี 2018 ซึ่งในบางครั้งสื่อของรัฐเกาหลีเหนือยังเผยภาพเขานั่งทำงาน สูบบุหรี่ หรือผ่อนคลายภายในขบวนรถไฟ

ลาวเข้าร่วมองค์การ SCO ในฐานะหุ้นส่วนเจรจาใหม่ลำดับที่ 15 ‘ปธน.ทองลุน’ ยิ้มชื่นมื่น!! ย้ำแนวทางลาวคือยึดมั่นในสันติภาพ

(2 ก.ย. 68) ลาวได้รับการรับรองเป็น 'คู่เจรจาลำดับที่ 15' ขององค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ (SCO) อย่างเป็นทางการ ในการประชุมสุดยอดครั้งที่ 25 ที่เมืองเทียนจิน ประเทศจีน โดยมีประธานาธิบดีทองลุน สีสุลิด (Thongloun Sisoulith) เข้าร่วมพร้อมกล่าวขอบคุณชาติสมาชิกที่ให้การสนับสนุนอย่างเป็นเอกฉันท์

ประธานาธิบดีลาวย้ำว่า แนวทางและนโยบายต่างประเทศของลาวสอดคล้องกับหลักการของ SCO ที่ยึดมั่นในสันติภาพ ความเป็นอิสระ มิตรภาพ และความร่วมมือหลายฝ่าย พร้อมประกาศความพร้อมที่จะมีบทบาทในการส่งเสริมเสถียรภาพ ความมั่นคง และการพัฒนาอย่างยั่งยืนของภูมิภาค

ด้านประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน เรียกร้องให้ชาติสมาชิกเดินหน้าร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรม สืบสาน 'จิตวิญญาณเซี่ยงไฮ้' ท่ามกลางความท้าทายของโลก พร้อมชี้ว่า SCO มีพัฒนาการก้าวกระโดด ขยายจาก 6 ประเทศก่อตั้งสู่เครือข่าย 26 ประเทศ ครอบคลุมเอเชีย ยุโรป และแอฟริกา ด้วยความร่วมมือกว่า 50 ด้าน และมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมเกือบ 30 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

นอกจากการประชุมใหญ่ ผู้นำลาวยังใช้โอกาสนี้พบหารือทวิภาคีกับผู้นำหลายประเทศ อาทิ นายกรัฐมนตรีเวียดนาม รักษาการประธานาธิบดีเมียนมา นายกรัฐมนตรีเนปาล และนายกรัฐมนตรีกัมพูชา เพื่อกระชับความสัมพันธ์และความร่วมมือระหว่างกันในหลายด้าน

กมธ.อุตฯ ลุยภูเก็ต โชว์รถต้นแบบสี่ล้อเล็ก EV คันแรก เล็งเพิ่มสัดส่วนรถโดยสาร EV ทั่วประเทศ ลดมลพิษ - PM2.5

กมธ.อุตสาหกรรม ลุยภูเก็ต โชว์รถต้นแบบสี่ล้อเล็ก EV คันแรก ตั้งเป้าขยายผลทั่วประเทศ เพิ่มสัดส่วนรถโดยสาร EV ลดมลพิษ-PM2.5

(2 ก.ย. 68) นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดราชบุรี เขต 4 พรรครวมไทยสร้างชาติ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการอุตสาหกรรม ได้เปิดเผยว่า จากการที่ตนและคณะกรรมาธิการการอุตสาหกรรม ได้ลงพื้นที่จังหวัดภูเก็ต เพื่อติดตามโครงการการเปลี่ยนแปลงรถยนต์โดยสารขนาดเล็กจากระบบสันดาปเป็นรถยนต์ไฟฟ้า

ซึ่งทางคณะกรรมาธิการการอุตสาหกรรมได้พิจารณาให้จังหวัดภูเก็ตเป็นพื้นที่นำร่องในการเปลี่ยนรถโดยสารสาธารณะจากระบบสันดาปเป็นรถยนต์ไฟฟ้าก่อนที่จะมีการขยายผลสู่จังหวัดขนาดใหญ่อื่น ๆ เช่น เชียงใหม่ ขอนแก่น 

โดยการเลือกจังหวัดภูเก็ตเป็นพื้นที่นำร่องเนื่องจากจังหวัดภูเก็ตมีการเติบโตของนักท่องเที่ยวสูงมาก และปัญหาการจราจรติดขัด ประกอบกับปัจจุบันมีรถโดยสารขนาดเล็กให้บริการอยู่ประมาณ 2,000 คัน รวมทั้งการได้รับทราบข้อมูลว่าทางผู้ประกอบการในสหกรณ์สี่ล้อเล็กจังหวัดภูเก็ตได้รับผลกระทบจากต้นทุนที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจากราคาพลังงาน ซึ่งหากโครงการนี้สามารถประสบความสำเร็จย่อมเป็นที่แน่นอนว่าจะสามารถขยายผลสู่พื้นที่เมืองใหญ่อื่น ๆ ในประเทศได้อย่างแน่นอน 

การดัดแปลงรถยนต์โดยสารขนาดเล็กจากระบบสันดาปเป็นรถยนต์ไฟฟ้านั้นจะช่วยลดมลภาวะจากภาคจราจรของรถโดยสารขนาดเล็กในจังหวัดภูเก็ต และยังช่วยลดต้นทุนด้านพลังงานของผู้ประกอบการรถโดยสารขนาดเล็กในจังหวัดภูเก็ตได้อีกด้วย โดยการลงพื้นที่ในครั้งนี้ ได้มีการส่งมอบรถโดยสารสี่ล้อไฟฟ้าต้นแบบคันแรกแก่ทางสหกรณ์สี่ล้อเล็กจังหวัดภูเก็ต

สำหรับการลงพื้นที่ในครั้งนี้นอกจากตนและคณะกรรมาธิการการอุตสาหกรรมแล้ว ยังมีผู้แทนจากกรมการขนส่งทางบก ผู้แทนจากกระทรวงอุตสาหกรรม ผู้แทนจากองค์การบริหารส่วนจังหวัดราชบุรี และธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย ร่วมลงพื้นที่เพื่อสนับสนุนการดำเนินการโครงการดังกล่าว 

"การดำเนินการโครงการในครั้งนี้เกิดจากการศึกษาของคณะทำงานในกรณีดังกล่าว ที่คณะกรรมาธิการการอุตสาหกรรมได้ตั้งขึ้น โดยการลงพื้นที่ในครั้งนี้ ได้มีการส่งมอบรถโดยสารสี่ล้อไฟฟ้าต้นแบบคันแรกแก่ทางสหกรณ์สี่ล้อเล็กจังหวัดภูเก็ต ซึ่งหากโครงการนี้ประสบความสำเร็จจะมีการขยายผลไปยังพื้นที่อื่น ๆ เช่น เชียงใหม่ อุดรธานี สงขลา เพื่อเพิ่มสัดส่วนของการใช้รถโดยสารสาธารณะที่ใช้พลังงานไฟฟ้าให้มากยิ่งขึ้น และลดการปล่อยมลพิษลง" นายอัครเดชกล่าวในตอนท้าย

‘จุลพันธ์’ เผยเริ่มโอนเงินช่วยชาวนาไร่ละ 1,000 บาทแล้ว ยันถึงมือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโดยตรงกว่า 2.4 ล้านราย

เมื่อวานนี้ (1 ก.ย. 68) นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ตามมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวในโครงการไร่ละ 1,000 บาท ขณะนี้ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ได้เริ่มดำเนินการโอนเงินเข้าบัญชีเกษตรกรโดยตรงแล้ว โดยแบ่งการโอนเป็นชุดข้อมูลแรกในแต่ละภูมิภาค ตั้งแต่วันที่ 1-4 ก.ย. 2568 ดังนี้

1 ก.ย. 2568 โครงการนาปรัง ปี 2568 ทั่วประเทศ จำนวน 769,461 ราย วงเงินรวม 6,280 ล้านบาท

2 ก.ย. 2568 โครงการนาปี 2568 ภาคเหนือ จำนวน 286,831 ราย วงเงินรวม 2,459 ล้านบาท

3 ก.ย. 2568 โครงการนาปี 2568 ภาคอีสาน จำนวน 1,291,298 ราย วงเงินรวม 10,586 ล้านบาท

4 ก.ย. 2568 โครงการนาปี 2568 ภาคอื่น ๆ จำนวน 137,478 ราย วงเงินรวม 1,254 ล้านบาท

นายจุลพันธ์กล่าวเพิ่มเติมว่า ข้อมูลชุดแรกที่ ธ.ก.ส. ได้รับจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ฯ มีเกษตรกรที่ได้รับเงินในโครงการนาปี 2568 รวม 1,715,607 ราย วงเงินรวม 14,299 ล้านบาทและเมื่อรวมกับโครงการนาปรัง ทำให้มีเกษตรกรได้รับเงินทั้งสิ้น 2,485,068 ราย วงเงินรวม 20,580 ล้านบาท

“ส่วนที่เหลือ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ฯ จะทยอยส่งข้อมูลให้ ธ.ก.ส. อย่างต่อเนื่อง เนื่องจากกรมส่งเสริมการเกษตรต้องตรวจสอบและยืนยันการผลิตข้าวอีกครั้ง ผมยืนยันว่าเงินช่วยเหลือนี้จะถึงมือเกษตรกรโดยตรงและเร่งด่วน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและเสริมสภาพคล่องให้กับครัวเรือนชาวนาทั่วประเทศ” นายจุลพันธ์กล่าว

‘แม่ทัพภาค 2’ น้ำตาคลอ!! เผยทหารเจ็บ 666 นาย สละชีพ 18 นาย เพื่อปกป้องแผ่นดินไทย ย้ำทหารจะไม่ทำรัฐประหาร

(2 ก.ย. 68) “แม่ทัพภาคที่ 2” พลโท บุญสิน พาดกลาง กล่าวด้วยน้ำตาคลอ ระหว่างบรรยายวิสัยทัศน์หลักธรรมและยุทธศาสตร์ป้องกันชายแดน ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เผยข้อมูลสะเทือนใจว่า ทหารไทยบาดเจ็บกว่า 666 นาย และเสียชีวิต 18 นาย ในการปฏิบัติภารกิจปกป้องแผ่นดิน โดยบางนายสูญเสียอวัยวะหรือสายตา ซึ่งตนได้ไปเยี่ยมเยียนและให้กำลังใจด้วยตัวเองทุกครั้ง

แม่ทัพภาคที่ 2 ยังฝากถึงนักศึกษาให้เลิกยึดภาพจำทหารในอดีต แต่ให้มองบทบาทปัจจุบัน พร้อมยืนยันว่า “ทหารจะไม่ทำรัฐประหารแล้ว” และขอเป็นปากเสียงแทนเพื่อนร่วมรุ่น ตท.26 อย่าง พลเอกพนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก เพราะหมดสมัยแล้ว

ทั้งนี้ พลโท บุญสิน พาดกลางย้ำชัดว่า กองทัพจะวางตัวเป็นกลาง ไม่ยุ่งเกี่ยวการเมือง แต่ประเทศต้องการ “คนดีมาบริหาร” หากปล่อยให้การเมืองวนซ้ำเดิม ปัญหาก็จะเกิดซ้ำไม่สิ้นสุด พร้อมยืนยันบทบาทหลักของกองทัพคือการป้องกันชายแดนและยืนอยู่เคียงข้างประชาชนชาวไทย

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง เร่งกระจายกำลังช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม ระดมทีมกู้ชีพ กู้ภัย จัดตั้งโรงครัวฯ จัดกำลังช่วยเหลือชาวเพชรบูรณ์ และส่งทีมสังคมสงเคราะห์ แผนกสาธารณภัยฟื้นฟูหลังน้ำลดแก่ชาวเชียงราย พะเยา น่าน สุโขทัย

ตามที่ประเทศไทยได้เกิดอุทกภัยในหลากหลายพื้นที่ประชาชนได้รับผลกระทบเป็นจำนวนมาก มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง โดย นายวิเชียร เตชะไพบูลย์ ประธานกรรมการ มอบหมายให้นายอรัณย์ โตทวด ผู้จัดการใหญ่มูลนิธิฯ เร่งกระจายทีมบูรณาการช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม โดยวานนี้ (วันจันทร์ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2568 ) ได้เร่งจัดทีมบรรเทาสาธารณภัย นำโดย นายวรพจน์ จรัสเศรษฐสิริ ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการ นำทีมกู้ภัย กู้ชีพ อาสาสมัคร พร้อมเรือท้องแบน อุปกรณ์กู้ภัยทางน้ำ เครื่องกำเนิดไฟฟ้า รถกู้ภัยและรถพยาบาลขับเคลื่อน 4 ล้อ เสื้อชูชีพ น้ำดื่ม ชุดยาสามัญประจำบ้าน อาหารสุนัขและแมว เร่งลงพื้นที่จังหวัดเพชรบูรณ์ ให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมในทันที โดยกองอำนวยการฯ และโรงครัวเคลื่อนที่ จัดตั้ง ณ บริเวณสมาคมกกไทร พ่งไล้ยี่จับเซียวเกาะ อำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ ซึ่งในขณะนี้ ทีมบรรเทาฯ กำลังปฏิบัติภารกิจการช่วยเหลือผู้ประสบภัยในพื้นที่ โดยท่านสามารถติดตามข่าวสารกิจกรรม การช่วยเหลือของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่ เฟซบุ๊ก แฟนเพจ www.facebook.com/atpohtecktung หรือดูรายละเอียดช่องทางที่สะดวกได้ที่ https://linktr.ee/pohtecktung

พร้อมกันนี้ ระหว่างวันที่ 27 สิงหาคม -1 กันยายน พ.ศ. 2568 แผนกสาธารณภัย ฝ่ายสังคมสงเคราะห์ นำโดย นายชุมพล บุญภักดี ผู้ช่วยหัวหน้าแผนกสาธารณภัย จัดทีมเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย 4 จังหวัดเหนือ ได้แก่ จังหวัดเชียงราย พะเยา น่าน และสุโขทัย แจกจ่ายเครื่องอุปโภคบริโภค ประกอบด้วย ข้าวสาร ปลากระป๋อง บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป น้ำมันพืช และน้ำปลา รวมทั้งสิ้น 8,000 ชุด รวมมูลค่าทั้งสิ้น 3,600,000 บาท (สามล้านหกแสนบาทถ้วน) โดยมี ผู้แทนจากหน่วยงานรัฐเป็นประธานในพิธี พร้อมทั้งมูลนิธิสงเคราะห์ 14 จังหวัดภาคใต้ และ สมาคม/มูลนิธิแต่ละจังหวัด เป็นผู้ประสานงานและร่วมให้ความช่วยเหลือ

เมื่อเกิดอุทกภัย มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้จัดทีมบรรเทาสาธารณภัย พร้อมเรือท้องแบน และ โรงครัวเคลื่อนที่เพื่อประกอบอาหารกล่อง พร้อมถุงยังชีพ ชุดยาเวชภัณฑ์ และอาหารสุนัขและแมว นำแจกจ่ายแก่ผู้ประสบภัย เพื่อการบรรเทาทุกข์และช่วยเหลือผู้ประสบภัยในพื้นที่ต่างๆ ในเบื้องต้น พร้อม ฝ่ายสังคมสงเคราะห์ โดยแผนกสาธารณภัย จะประสานหน่วยงานในพื้นที่เพื่อฟื้นฟูหลังน้ำลด โดยแจกเครื่องอุปโภคบริโภคที่จำเป็น รวมถึงมอบเงินค่าฌาปนกิจศพแก่ญาติผู้เสียชีวิตจากอุทกภัย รายละ 20,000 บาท และกรณีมีผู้เสียชีวิตจากเหตุอุทกภัย ญาติของผู้เสียชีวิตสามารถขอรับเงินช่วยเหลือค่าฌาปนกิจศพจากมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่ สายด่วนป่อเต็กตึ๊ง 1418 ต่อ ฝ่ายสังคมสงเคราะห์ นอกจากนี้ ในปี พ.ศ.2568 ฝ่ายสังคมสงเคราะห์ โดยแผนกส่งเสริมการศึกษาและอาชีพ ริเริ่มโครงการมอบวัสดุอุปกรณ์ประกอบอาชีพให้แก่ผู้ประสบอุทกภัยยากไร้ โดยร่วมกับกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย โดยได้ทำพิธีมอบไปแล้ว 2 จังหวัดภาคเหนือ รวมงบประมาณการดำเนินงานโครงการฟื้นฟูหลังน้ำลด และมอบอุปกรณ์ประกอบอาชีพให้กับผู้ประสบอุทกภัยยากไร้ในปี 2568 กว่า 20.6 ล้านบาท

ทั้งนี้ มูลนิธิฯ ยังคงเฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อประเมินและเข้าให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยด้านต่าง ๆ ต่อไป

‘อินเดีย’ ยอมลดภาษีสินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ เหลือ 0% ‘ทรัมป์’ บอกไม่สน!! ชี้ควรทำตั้งนานแล้ว ไม่ใช่มาเสนอตอนนี้

(2 ก.ย. 68) สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ เปิดเผยว่า อินเดียเสนอที่จะปรับลดภาษีสินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ ลงเหลือศูนย์ หลังจากที่ผ่านมา ความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างสองประเทศถูกวิจารณ์ว่ามีความไม่สมดุล โดยทรัมป์โพสต์ใน Truth Social ว่า “พวกเขาควรทำตั้งนานแล้ว แต่เพิ่งจะมาเสนอตอนนี้ มันสายเกินไปแล้ว”

ด้านอินเดียยังไม่มีการตอบโต้ต่อถ้อยแถลงดังกล่าว แต่เป็นที่รู้กันว่า สหรัฐฯ เคยเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากอินเดียสูงถึง 50% สร้างแรงกดดันต่อความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศอย่างมาก

คำกล่าวของทรัมป์มีขึ้นในช่วงที่นายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี (Narendra Modi) ของอินเดีย เดินทางไปเข้าร่วมการประชุมองค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ (SCO) ที่จีน โดยปรากฏภาพเขาเดินจับมือกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง และประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ตอกย้ำภาพความใกล้ชิดระหว่างอินเดีย จีน และรัสเซีย ท่ามกลางแรงกดดันจากวอชิงตัน

แม้สหรัฐฯ และอินเดียจะเคยมีความร่วมมือใกล้ชิด โดยเฉพาะในประเด็นถ่วงดุลอำนาจจีน แต่ความสัมพันธ์กลับตึงเครียดขึ้น หลังอินเดียยังคงนำเข้าน้ำมันรัสเซีย ขัดต่อความพยายามของสหรัฐฯ ที่ต้องการสกัดกั้นการทำสงครามของมอสโกในยูเครน

'สาธิต' ชงตั้งรัฐบาลเฉพาะกาล ' มี 'นายกฯ-ครม.คนกลาง' ทุกพรรคเป็นฝ่ายนิติบัญญัติ เตรียมเลือกตั้งที่เป็นธรรม

(2 ก.ย. 68) นายสาธิต ปิตุเตชะ อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ได้โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊ก ระบุว่า "ข้อเสนอทางออก จัดตั้งรัฐบาลเฉพาะกาล มีนายกฯ-ครม.คนกลาง"

จะว่าผมโลกสวย หรือ เสนอสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ก็เข้าใจครับ 

ทุกพรรคการเมืองเป็น ฝ่ายนิติบัญญัติ เต็มสภา รัฐบาลที่จะเกิดขึ้นนี้ ไม่ใช่รัฐบาลตามปรกติ เป็นรัฐบาลเฉพาะกาล เพื่อเตรียมการ เลือกตั้งแบบปรกติ  เป็นโอกาสที่ฝ่ายการเมืองทุกฝ่ายทุกพรรคทำเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ ประชาชนก่อน และเมื่อประชาชนในประเทศเชื่อมั่นการเมืองแล้ว เดินหน้าไปสู่การแข่งขันเลือกตั้งที่ แข่งขันที่เสรี เป็นธรรม     

เพราะไม่ว่าใครมาเป็น นายก อีกฝ่ายต้องระแวงสงสัย ในการใช้อำนาจรัฐ ไปเอื้อประโยชน์ฝ่ายของตัวเอง เพื่อไปสู่การเลือกตั้งซึ่งจะมีการได้เปรียบเสียเปรียบ และสร้างความขัดแย้งในอนาคตอยู่ดี

ถ้าทุกพรรคทำตามนี้ได้ การเมืองภาพรวมจะได้รับการยอมรับ ทุกพรรคได้ประโยชน์ การเมืองได้ประโยชน์ ประเทศได้ประโยชน์

ผมมีข้อเสนอส่วนตัว เพื่อสร้างการเมือง เพื่อการให้ การเมืองที่ให้ประชาชนเห็นภาพการเสียสละ ไม่ใช่ให้ได้มาซึ่งการ แสวงหาอำนาจเพื่อพรรคตัวเอง เพื่อพรรคพวกตัวเองชิงความได้เปรียบเสียเปรียบ ทุกคน ทุกพรรคต้องให้ทุกคนต้องลด ทิฐิ และลดการชิงเหลี่ยม ชิงตำแหน่งอำนาจ เพื่อแต่ละฝ่าย

1. ทุกพรรคนั่งคุยกัน หานายกที่เป็นกลางมากที่สุด ใน บช นายกที่มีอยู่(ท่านประยุทธ,) เพื่อ สรรหา ครม และปฏิบัติตามมติ ของทุกพรรค ที่ประชุมร่วมกันว่าต้องทำอะไรบ้าง 1,2,3,4 ในช่วงเวลานี้ 

2. นายกฯ ไปตั้ง รมต บริหารกระทรวง เท่าที่จำเป็น ให้ไปทำภารกิจ เพื่อชาติเพื่อประเทศ ตาม มติ ของ ที่ประชุมทุกพรรคกำหนด 

3. ทุกพรรคเป็นฝ่ายนิติบัญญัติ ไม่ต้องส่งคนเข้ามาเป็น รมต แต่ทำหน้าที่ คอยติดตามตรวจสอบ นายกฯ ฝ่ายบริหาร ในการปฏิบัติหน้าที่ ให้เป็นไปตามกรอบคุณธรรม และกฎหมาย และมติร่วม ทปช พรรคทุกพรรค

4. กำหนดเวลา ยุบสภา ที่แน่นอน เพื่อให้ทุกพรรค ทราบเวลา และแข่งขันเป็นธรรม ของทุกพรรค จะได้ไม่ได้เปรียบเสียเปรียบ

สหรัฐฯ ตั้งค่าหัว รมต.กลาโหมเวเนซุเอลา 15 ล้านดอลลาร์ แลกข้อมูลนำจับ

(2 ก.ย. 68) สหรัฐฯ ประกาศมอบเงินรางวัลสูงถึง 15 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 498 ล้านบาท) สำหรับผู้ที่ให้ข้อมูลนำไปสู่การจับกุม วลาดิมีร์ ปาดริโน โลเปซ (Vladimir Padrino López) รัฐมนตรีกลาโหมเวเนซุเอลา ซึ่งถูกกล่าวหาพัวพันคดียาเสพติดและทุจริต ซึ่งการประกาศดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการกดดันรัฐบาลประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร (Nicolás Maduro) ที่สหรัฐฯ และหลายประเทศไม่ยอมรับความชอบธรรมในการดำรงตำแหน่งสมัยที่ 3

ขณะเดียวกัน ประธานาธิบดีมาดูโรยังคงแสดงท่าทีแข็งกร้าว โดยระหว่างพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 10 มกราคมที่ผ่านมา เขาประกาศต่อสาธารณะว่า เวเนซุเอลามีขีปนาวุธจำนวน 1,200 ลูก ที่ถูกล็อคเป้าใส่เรือรบสหรัฐฯ ทั้ง 8 ลำแล้ว พร้อมย้ำว่าประเทศตนจะยืนหยัดปกป้องอธิปไตยจาก “สงครามเศรษฐกิจ” และแรงกดดันจากชาติตะวันตก

สหรัฐฯ ยังได้เพิ่มเงินรางวัลนำจับ นิโคลัส มาดูโร เป็นจำนวน 25 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 830 ล้านบาท และ ดิโอสดาโด กาเบโย (Diosdado Cabello) รัฐมนตรีมหาดไทยอีก 25 ล้านดอลลาร์ รวมถึงคว่ำบาตรเจ้าหน้าที่ระดับสูงของเวเนซุเอลาเพิ่มเติม ขณะที่สหภาพยุโรป แคนาดา และสหราชอาณาจักร ก็ร่วมออกมาตรการคว่ำบาตรไปในทิศทางเดียวกัน

ด้านฝ่ายค้านเวเนซุเอลาและนานาชาติยังคงยืนยันว่า ผลการเลือกตั้งปี 2024 ไม่โปร่งใส และอดีตผู้สมัครฝ่ายค้าน เอ็ดมุนโด กอนซาเลซ (Edmundo González) ควรเป็นผู้ชนะอย่างแท้จริง โดยสถานการณ์ล่าสุดยิ่งตอกย้ำความตึงเครียดระหว่างรัฐบาลมาดูโรกับสหรัฐฯ ที่อาจลุกลามสู่ความขัดแย้งทางทหารมากขึ้นในอนาคต


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top