Tuesday, 28 July 2026
Hard News Team

ขายฝีมือ!! โซเชียลแห่ชม ชายนั่งเป่าลูกโป่งด้วยใจรัก เขียนป้ายบอก “แล้วแต่จะให้ ไว้เป็นค่าข้าว ดีกว่าเป็นโจร”

(7 ก.ย. 66) ทุกอาชีพมีเกียรติมีศักดิ์ศรี ขอแค่ไม่ไปปล้น จี้ ใครมา อย่างเช่นผู้ชายคนนี้ ที่กำลังถูกแชร์บนโลกโซเชียล โดยเฟซบุ๊กชื่อว่า ‘Rainbow Six’ ได้เผยภาพชายคนหนึ่ง นั่งอยู่บริเวณข้างร้านสะดวกซื้อในพื้นที่จังหวัดราชบุรี พร้อมเล่าว่า…

“#ความสุขของเขาจริงๆ ทำผมอิจฉาชีวิตเขานะ นั่งดูเขาเกือบชั่วโมง อดใจไม่ไหว ต้องเข้าไปคุย สรุปคือ ผู้ชายคนนี้ผ่านครับ ใช้ฝีมือแลกเงินของแท้ แล้วชิ้นงานลุงเขาสวย น่ารักมาก เขาบอกมันคือความสุขของเขา #เมืองราชบุรี ใครเจอตรงไหนก็อุดหนุนเขาได้เลย ชีวิตคนเรามันก็แค่นี้แหละครับ สุดจริงชายคนนี้…”

โดยชายรายนี้ยังเขียนข้อความบนป้ายระบุว่า “แจกลูกโป่ง แล้วแต่จะให้ค่าข้าว ดีกว่าเป็นโจร”

เปิดปมสังหาร ‘สารวัตรหนุ่มอนาคตไกล’ หลังปฏิเสธ ‘กำนันนก’ ไม่จัดหาตำแหน่งให้หลานชาย ฉีกหน้ากลางงานเลี้ยงโชว์บารมี

(7 ก.ย. 66) รายงานข่าวแจ้งว่า สำหรับ นายประวีณ จันทร์คล้าย หรือ ‘กำนันนก’ ผู้มีอิทธิพลใน จังหวัดนครปฐม นั้น จากแนวทางสืบสวนพบเป็นคนกว้างขวางในพื้นที่ สนิทสนมใกล้ชิดกับอดีตนักการเมืองใหญ่ระดับประเทศ รู้จักตำรวจใหญ่ นักการเมืองท้องถิ่นในพื้นที่มากมาย จึงมักนัดพบดื่มสังสรรค์กันที่บ้านพักกันประจำ ประกอบมีแผนการจะฝากฝังหลานชายที่เป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของ พ.ต.ต.ศิวกร สายบัว สว.ส.ทล.1 กก.2 บก.ทล. ให้ได้ย้ายตำแหน่งหน้าที่ จึงวางแผนนัดหมายให้ พ.ต.ต.ศิวกร มาร่วมสังสรรค์ที่บ้านพักในวันนี้เพื่อจะโชว์บารมีว่าตนเองรู้จักผู้หลักผู้ใหญ่หลายคน คล้ายกับบีบให้ พ.ต.ต.ศิวกร ยอมทำตาม

ที่เกิดเหตุอยู่บริเวณลานอเนกประสงค์หน้าบ้าน มีการจัดโต๊ะนั่งรับประทานอาหาร จำนวน 2 โต๊ะ โดยโต๊ะกลมเป็นสำหรับผู้หลักผู้ใหญ่นั่ง มี นายประวีณ จันทร์คล้าย หรือ ‘กำนันนก’ นั่งเป็นประธานหัวโต๊ะ พร้อมด้วย พ.ต.อ.ภาณุทัต เหลืองสัจจกุล ผกก.สส.ภ.จว.นครปฐม, พ.ต.อ.วชิรา ยาวไทยสง ผกก.กก.2 บก.ทล., พ.ต.อ.กฤษฎาพร จงอักษร. ผกก.สน.พญาไท, พ.ต.ท.วศิน พันปี รอง ผกก.2 บก.ทล., พ.ต.ต.ณรงค์ พิทักษ์ฉนวน สว.ฝอ.กก.2 บก.ทล., พ.ต.ต.ศิวกร สายบัว สว.ทล.1 กก.1 บก.ทล., ด.ต.ชนาณัฐ วุฒิยากร ผบ.หมู่ บก.ทล. โดยมี จ.ส.ต.พิสิฐ ชิวปรีชา ผบ.หมู่ ส.ทล.1 กก.2 บก.ทล. และ จ.ส.ต.เมทิศกร พันศ์สีจันทร์ ผบ.หมู่ ส.ทล.1 กก.2 บก.ทล. คอยบริการผสมเครื่องดื่มให้ ส่วนโต๊ะอีกโต๊ะหนึ่งจะเป็นโต๊ะยาวเรียงต่อกัน มีเจ้าหน้าที่ตำรวจ จาก กก.2 ทล., เจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่จากโรงพักใกล้เคียง รวมถึง นายธนัญชัย มือปืน และกลุ่มลูกน้องของ นายปวีณ คนอื่นๆ นั่งอยู่ ซึ่งงานดังกล่าวเริ่มขึ้นตั้งแต่เวลา 20.00 น.

กระทั่งผ่านไป 1 ชั่วโมง เวลาประมาณ 21.00 น. ขณะที่ผู้คนกำลังดื่มกินกันตามปกตินั้น นายประวีณ หรือ ‘กำนันนก’ ก็ได้เริ่มเปิดฉากพูดคุยกับ พ.ต.ต.ศิวกร เกี่ยวกับเรื่องที่ต้องการให้ช่วยสับเปลี่ยนตำแหน่ง จ.ส.ต.พิสิฐ หลานชาย ซึ่งเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของ พ.ต.ต.ศิวกร จากสายตรวจรถวิทยุ มาเป็นสายตรวจจักรยานยนต์ แต่ทาง พ.ต.ต.ศิวกร ได้ตอบปฏิเสธไปอ้างว่าต้องรอให้เจ้าหน้าที่ที่ประจำหน้าที่นั้นเกษียณก่อน ทำให้นายประวีณ ไม่พอใจและรู้สึกเสียหน้า ก่อนนายประวีณ จะพูดขึ้นมาในลักษณะไม่พอใจ ว่า “ขอมันคนเดียว มันเป็นหลานผม” แต่ทาง พ.ต.ต.ศิวกร ก็ยังแสดงทีท่าปฏิเสธอยู่ ยิ่งทำให้นายปวีณ ไม่พอใจหนักขึ้นก่อนจะลุกขึ้นยืน และ ตบโต๊ะ พร้อมย้ายไปนั่งอีกโต๊ะหนึ่งที่ลูกน้องของตัวเองนั่งอยู่

ระหว่างนั้น พ.ต.ต.ศิวกร และ จ.ส.ต.พิสิฐ เห็นท่าไม่ดีจึงลุกเข้าไปขอโทษนายประวีณ แต่นายประวีณ ก็ทำท่าทีไม่สนใจ พร้อมพูดไล่ให้ พ.ต.ต.ศิวกร กลับไป พ.ต.ต.ศิวกร จึงกลับมานั่งที่โต๊ะเดิม ส่วน จ.ส.ต.พิสิฐ นั้นนั่งคุยกับนายประวีณ อยู่อีกครู่หนึ่งก่อนจะเดินกลับมาที่โต๊ะ แล้วไหว้อำลา จากนั้นจึงเดินออกจากโต๊ะไปที่ลานจอดรถเพื่อกลับบ้าน

ให้หลังจากนั้นไม่นานประมาณ 5 นาที นายธนัญชัย มือปืน ก็ลุกขึ้นจากโต๊ะแล้วเดินเข้าไปยืนทางด้านข้างของ พ.ต.ต.ศิวกร ห่างประมาณ 1 เมตร ก่อนชักอาวุธปืนออกมากระหน่ำยิงใส่ พ.ต.ต.ศิวกร จำนวนหลายนัด จน พ.ต.ต.ศิวกร ล้มฟุบไป ขณะเดียวกันกระสุนยังถูก พ.ต.ท.วศิน ที่นั่งอยู่ติดกับ พ.ต.ต.ศิวกร ผู้ตาย ได้รับบาดเจ็บไปด้วยอีกราย หลังเกิดเหตุกลุ่มเพื่อนตำรวจจึงเร่งช่วยกันพาตัว พ.ต.ต.ศิวกร และ พ.ต.ท.วศิน นำส่งโรงพยาบาลนครปฐม ก่อนที่ พ.ต.ต.ศิวกร จะเสียชีวิตในเวลาต่อมา ส่วนตัว นายธนัญชัย อาศัยจังหวะชุลมุนหลบหนีไป

ทั้งนี้ ล่าสุด ‘กำนันนก’ ได้เข้ามอบตัวแล้ว

‘ไฮโซน้ำหวาน’ จัดโปรแกรมทดลองตั้งครรภ์ให้ ‘นาวินต้าร์’ บอก!! อยากให้เข้าใจว่าตอนอุ้มท้องเหนื่อยขนาดไหน

เพราะกำลังจะใช้สเตตัสคุณแม่ลูก 3 งานนี้ไฮโซสาวโปรไฟล์หรู ‘น้ำหวาน พัสวี’ ภรรยาคนสวย ของศิลปินหนุ่ม ขวัญใจแฟนคลับยุค 90 ‘ดร.นาวิน เยาวพลกุล’ หรือ ‘นาวินต้าร์’ ก็เลยต้องจัดโปรแกรมพิเศษให้คุณสามีทดลองการใช้ชีวิตขณะอุ้มท้องดูบ้าง

โดยเจ้าตัวได้นำเอาคลิปวิดีโอโมเมนต์ดังกล่าวมาแชร์ผ่านอินสตาแกรม @numwanz พร้อมแคปชันว่า "สามีจะได้รู้ว่าการตั้งท้องมันเหนื่อยขนาดไหน นี่แค่ 2-3 ชม. นะ สามียังไม่ไหวเลย แล้วนี่ 3 คน" 

ซึ่งเผยให้เห็นภาพของ นาวินต้าร์ ในชุดคอสตูม ที่ประดิษฐ์ขึ้นมาเอง จากผลไม้ 2 ชนิดคือ แตงโม และ ส้มโอ เพื่อจำลองสภาพร่างกายให้มีความคล้ายคลึงกับผู้หญิงที่ต้องอุ้มท้องมากที่สุด

นอกจากนั้นแล้วในคลิปวิดีโอนี้เราก็จะได้เห็นด้วยว่า นาวินต้าร์ ต้องใช้ชีวิตและทำกิจกรรมต่างๆ ด้วยตัวเองแบบจัดเต็ม ไม่ว่าจะเป็น ลุก-นั่ง ขึ้นบันได ก้มเก็บของ เข้ารถ ไปจนถึงลงแช่ตัวในสระน้ำ ซึ่งแต่ละท่วงท่านั้นเป็นไปด้วยความยากลำบากและทุลักทุเลสุด ๆ

งานนี้ทำเอาแฟน ๆ รวมถึงบรรดาแม่ ๆ ที่ได้เห็นคลิปวิดีโอต่างก็เข้ามากดไลก์ให้กับไอเดียความน่ารักของ ไฮโซน้ำหวาน และ นาวินต้าร์ อย่างล้นหลาม แถมยังไม่ลืมคอมเมนต์แท็กเรียกคุณสามีเข้ามารับชมคลิปนี้ไปพร้อม ๆ กันอีกด้วย

'เจ๊ไฝ' จับมือ Shin Ramyun รามยอนชื่อดังแห่งเกาหลีใต้ ส่งรามยอนต้มยำกุ้ง ดันอาหารไทยโกอินเตอร์ไปอีกขั้น

ในโลกออนไลน์แห่แชร์ภาพ Shin Ramyun รามยอนชื่อดังในประเทศเกาหลีใต้ ได้คอลแลบกับ ‘เจ๊ไฝ’ เชฟชาวไทยเจ้าของร้านสตรีตฟู้ดระดับ 1 ด้วยรสชาติใหม่ ‘ต้มยำกุ้ง’

โดยเมื่อวันที่ 6 ก.ย. ในโลกออนไลน์แห่แชร์ภาพ Shin Ramyun รามยอนชื่อดังในประเทศเกาหลีใต้ ได้มีการคอลแลบกับ ‘เจ๊ไฝ’ เชฟชาวไทยเจ้าของร้านสตรีตฟู้ดระดับ 1 ดาวมิชลินที่โด่งดังไปทั่วโลกออกมาด้วยรสชาติใหม่ ‘ต้มยำกุ้ง’ และยังไม่ได้เปิดตัวออกมาอย่างเป็นทางการในตอนนี้

สำหรับ รามยอน คือ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปของเกาหลี เมนูอาหารประเภทเส้น ที่นำไปต้มในน้ำร้อน เพียงเติมซอสและผงน้ำซุป ก็สามารถกินได้ง่าย ๆ โดยสามารถเติมเนื้อสัตว์และผักประเภทต่าง ๆ ลงไปได้ด้วย นอกจากนี้ ซีรีส์หลายเรื่องที่มักมีฉากอาหารเกาหลี รวมถึงภาพการกินรามยอนของศิลปินไอดอลชื่อดัง จนกลาย Soft Power (อำนาจอ่อน) ของเกาหลีใต้ ได้ส่งผลให้วัฒนธรรมอาหาร ‘รามยอน’ เป็นที่รู้จักและเผยแพร่ไปทั่วโลก

ส่วนร้าน ‘เจ๊ไฝ’ เป็นร้านอาหารประเภทสตรีตฟู้ดเพียงแห่งเดียวที่ได้รับดาวจากมิชลิน โดยได้รับรางวัล 1 ดาว ตามมาตรฐานของมิชลินไกด์ และมีหลายเมนูที่ขึ้นชื่อ เช่น ไข่เจียวปู, ราดหน้าทะเล เป็นต้น จุดเด่นของร้านคือการปรุงอาหารด้วยเตาถ่าน และชื่อของ ‘เจ๊ไฝ’ นั้นโด่งดังในเกาหลีใต้จริง ๆ เพราะดาราและไอดอลเกาหลีหลายคนมากินร้านเจ๊ไฝกันอยู่บ่อยครั้ง

‘2 ผัวเมียทะลุแก๊ส’ เจอคุก 1 ปี 6 เดือน ฐานร่วมแก๊งป่วนปี 64 - ครอบครองยุทธภัณฑ์

(7 ก.ย. 66) ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาลอ่านคำพิพากษาคดีร่วมกันมั่วสุมชุมนุมหมายเลขดำ อ596/2565 ที่พนักงานฝ่ายคดีอาญา เป็นโจทก์ฟ้องนายรังสรรค บุญพึ่ง และนางปราณี บุญพึ่ง สองสามีภรรยา เป็นจำเลยในความผิดฐานร่วมกันมั่วสุมกันตั้งแต่10 คนขึ้นไป ใช้กำลังประทุษร้ายฯ ให้เกิดความวุ่นวายขึ้นในบ้านเมืองฯ ร่วมกันมียุทธภัณฑ์ไว้ในความครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตฯ

โดยอัยการระบุฟ้องความผิดสรุปว่า เมื่อวันที่ 29 ส.ค. 2564 เวลากลางวันถึงเวลากลางคืน จำเลยทั้งสองได้บังอาจร่วมกันกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายบทหลายกรรมต่างกันกล่าวคือ

จำเลยทั้งสองได้ร่วมกันมีเสื้อเกราะป้องกันกระสุน จำนวน 1 ตัว อันเป็นยุทธภัณฑ์ ไว้ในความครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต มีหนังสติ๊ก ลูกแก้วไว้ใช้ประทุษร้ายร่างกาย แล้วจำเลยได้ร่วมกันขับขี่รถยนต์ ทะเบียน กษ 8960 ภูเก็ต ไปบริเวณถนนดินแดง แขวงดินแดง เขตดินแดง กรุงเทพมหานคร โดยใช้หน้ากากอนามัย จำนวน 2 อันปิดบังแผ่นป้ายทะเบียนรถทั้งด้านหน้าและด้านหลัง อันเป็นการเปลี่ยนแปลงโดยวิธีใด ๆ หรือปิดบังทั้งหมดหรือแต่บางส่วนซึ่งแผ่นป้ายทะเบียนรถหรือเครื่องหมายประจำรถและเป็นการไม่แสดงแผ่นป้าย และเครื่องหมายครบถ้วนแล้ว

จำเลยร่วมกับพวกมากกว่า 25 คน จัดกิจกรรมชุมนุมมั่วสุม ที่บริเวณแยกใต้ทางด่วนดินแดงและถนนวิภาวดีรังสิตโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานซึ่งเป็นพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด โดยการชุมนุมทางการเมืองดังกล่าวไม่มีการจำกัดทางเข้า-ออก ทุกคนสวมหน้ากากอนามัย เพื่อป้องกันการติดต่อโควิด-19

ต่อมาเจ้าพนักงานตำรวจควบคุมฝูงชน (คฝ.) ได้สั่งให้จำเลย และกลุ่มผู้ชุมนุมยุติการชุมนุม แต่จำเลยทั้งสองกับพวก ขัดขืนไม่เลิกกระทำและจุดไฟเผายางรถยนต์และวัสดุอื่น ๆ รวมทั้งใช้กำลังประทุษร้ายขว้างปาเจ้าพนักงานด้วยประทัด ลูกแก้ว และของแข็งต่าง ๆ โดยเจตนาใช้ประทุษร้ายร่างกายเจ้าหน้าที่อันเป็นการกระทำให้เกิดการวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง โดยมีอาวุธ

ขอให้ลงโทษตาม พ.ร.บ.ควบคุมยุทธภัณฑ์ พ.ศ.2530 มาตรา 15, 34, 42 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91, 215, 216, พ.ร.บ.โรคติดต่อ พ.ศ. 2558 พ.ร.ก.กำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ฯ

จำเลยให้การปฏิเสธฐานร่วมกันมั่วสุมชุมนุม แต่ข้อหาอื่นรับสารภาพ

พิพากษาว่าจำเลยทั้งสอง มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 215 วรรคสอง พ.ร.บ.ควบคุมยุทธภัณฑ์พ.ศ. 2530 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 42 พ.ร.บ.รถยนต์ พ.ศ. 2522 มาตรา 11, 60 พ.ร.บ.โรคติดต่อ พ.ศ. 2558 มาตรา 35 (1), 53 พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 มาตรา 9, 18

การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปฐานร่วมกันมีไว้ในครอบครองซึ่งยุทธภัณฑ์โดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกคนละ 1 ปี ฐานร่วมกันนำรถยนต์มาใช้โดยไม่แสดงแผ่นป้ายและเครื่องหมายครบถ้วนถูกต้อง ปรับคนละ 2,000 บาท ฐานร่วมกันมั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไปใช้กำลังประทุษร้ายหรือกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดให้เกิดความวุ่นวายขึ้นในบ้านเมืองโดยมีอาวุธ ฐานร่วมกันจัดกิจกรรมรวมกลุ่มของบุคคลที่มีจำนวนรวมกันมากกว่า 5 คนในลักษณะที่มีความเสี่ยงต่อโรคในพื้นที่ควบคุมสูงสุด อันเป็นการฝ่าฝืนข้อกำหนดตาม มาตรา 9 แห่งพ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ฯ เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันมั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ใช้กำลังประทุษร้ายหรือกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดให้เกิดความวุ่นวายขึ้นในบ้านเมืองโดยมีอาวุธ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด จำคุกคนละ 1 ปี

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ เฉพาะความผิดฐานร่วมกันมีไว้ในครอบครองซึ่งยุทธภัณฑ์โดยไม่ได้รับใบอนุญาต และฐานร่วมกันนำรถยนต์มาใช้โดยไม่แสดงแผ่นป้ายทะเบียนให้ถูกต้องครบถ้วน เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษในความผิดทั้งสองฐานให้กระทงละกึ่งหนึ่ง ฐานร่วมกันมีไว้ในครอบครองซึ่งยุทธภัณฑ์โดยไม่ได้รับใบอนุญาต คงจำคุกคนละ 6 เดือน ฐานร่วมกันนำรถยนต์มาใช้โดยไม่แสดงแผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์ให้ถูกต้องครบถ้วน คงปรับคนละ 1,000 บาท รวมจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 1 ปี 6 เดือน ไม่รอลงอาญา และปรับคนละ 1,000 บาท ริบเสื้อเกราะป้องกันกระสุนและหน้ากากอนามัยของกลาง ข้อหาและคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

‘ธีระชัย’ สับ!! ‘ดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท’ กระตุ้น ศก.แบบ ‘ไม่ถูกที่’ และ ‘ไม่ถูกเวลา’

(7 ก.ย. 66) คุณธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และคณะกรรมการด้านนโยบายเศรษฐกิจของพรรคพลังประชารัฐ ได้ให้สัมภาษณ์ถึงประเด็นนโยบายด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลเศรษฐา 1 โดยเฉพาะกับนโยบาย ‘ดิจิทัลวอลเล็ต’ (Digital Wallet) 10,000 บาท ถึงผลพวงที่จะตามมาทั้งในแง่บวกและลบ ผ่านรายการ ‘คุยข่าว ถึงเครื่อง’ ประจำวันที่ 7 ก.ย. 66 เผยแพร่ผ่านช่องทางรับชมในเครือ THE STATES TIMES, คุยถึงแก่น, เปรี้ยง, NAVY AM RADIO/ MAYA Channel ช่อง 44 และ FM101 โดยมีนายปรเมษฐ์ ภู่โต สื่อมวลชนอาวุโส พิธีกร ผู้ประกาศข่าวรายการคุยถึงแก่น เป็นผู้ดำเนินรายการ สาระสำคัญ ดังนี้…

ในประเด็นของนโยบายด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดนี้ ที่มีการปล่อยออกมา พอจะเห็นภาพความหวังต่อระบบเศรษฐกิจไทยมากน้อยเพียงใด? คุณธีระชัย มองว่า โดยภาพรวมของเนื้อนโยบายมีความน่าสนใจ แต่จะติดอยู่ 2 ส่วน นั่นก็คือ 1.ในเรื่องของเงินดิจิทัล และ 2.ในเรื่องของการลดราคาพลังงาน ซึ่งเข้าใจว่าต้องการช่วยประชาชน แต่ก็ต้องใช้งบประมาณบนความระมัดระวัง 

อย่างไรก็ตามในนโยบายที่ คุณธีระชัย ดูจะห่วงเป็นพิเศษ คือ นโยบายแจกเงินดิจิทัล หรือ ‘ดิจิทัลวอลเล็ต’ (Digital Wallet) 10,000 บาท โดยกล่าวว่า ตอนนี้คนไทยส่วนใหญ่ตั้งหน้าตั้งตารอกันแล้ว ยิ่งมีแรงสนับสนุนจากเสียงนักวิชาการในฟากฝั่งรัฐบาล ที่เชื่อว่าทำให้เกิด ‘พายุหมุนทางเศรษฐกิจ’ ช่วยปลุกเศรษฐกิจไทยให้กลับมามีชีวิตชีวา ก็ยิ่งทำให้นโยบายดีถูกมองในด้านบวกด้านเดียว

ทั้งที่ในความเป็นจริง จำเป็นต้องเข้าใจก่อนว่า การดำเนินนโยบายการคลังด้วยการอัดเงินเข้าไปในระบบเศรษฐกิจ ล้วนต้องการผลลัพธ์ในการกระตุ้นตัวเลขจีดีพีให้สูงขึ้น แต่กลับกันนโยบายแจกเงินดิจิทัลส่วนนี้ จะมีกลไกใดที่ช่วยกระตุ้นจีดีพี เพราะนี่คือการแจกแบบหว่าน ไม่ว่าจะรวยหรือจนด้วย ในสถานการณ์ที่หนี้สาธารณะไทยยังสูง และไม่ได้อยู่ในช่วงวิกฤติอย่างโควิด-19 ยิ่งไปกว่านั้นไทยจะเอาเงินมาจากไหน? ที่จะไม่กระทบต่อสถานะทางการคลังของประเทศ

“ผมเข้าใจดีว่าการแจกเงิน ก็เพื่อให้เกิดการหมุนในภาคอุปโภคบริโภค แต่ตอนนี้สถานการณ์ไม่เหมือนตอนโควิด19 ที่ต้องมีการแจกเพื่อกระตุ้นกำลังซื้อ ซึ่งมีผลพวงจากการล็อกดาวน์ ทำให้ส่งผลกระทบไปถึงร้านค้าที่ขายไม่ได้ เพราะต้องปิดร้าน รวมถึงกำลังซื้อหาย จากรายได้ประชาชนหด นั่นจึงทำให้การกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการแจกเงินผ่านโครงการที่โฟกัสลงไปเฉพาะกิจเป็นกลุ่มๆ ในช่วงรัฐบาลท่านพลเอกประยุทธ์จึงเกิดขึ้น

“แต่ตอนนี้ ล็อกดาวน์ ไม่มีแล้ว การหมุนเวียนทางเศรษฐกิจ ระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขายก็กลับมาแล้ว ลักษณะของการแจกเงินในช่วงเวลานี้ จึงเหมือนกับเป็นการให้ ‘ปลา’ แก่ประชาชน ซึ่งมันไม่ได้ช่วยให้เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันใด ๆ ต่อเศรษฐกิจของประเทศ เพราะเมื่อประชาชนได้เงินมา ก็แค่เอาใช้บริโภคให้หมด ๆ ไป แน่นอนว่า มันอาจจะเกิดผลดีในการกระตุ้นกำลังซื้อ แต่ก็แค่รอบเดียว แค่ระยะสั้นหมด แล้วก็จบ” 

คุณธีระชัย กล่าวอีกว่า สิ่งที่ประเทศไทยควรทำกับเศรษฐกิจในตอนนี้ ‘ไม่ใช่การแจก’ แต่ต้องสร้างพลังกระตุ้นหรือหาทางที่จะให้เม็ดเงินงอกเงยขึ้นมาจากหนึ่งร้อย เป็นร้อยยี่สิบ เป็นร้อยห้าสิบ อะไรประมาณนี้มากกว่า เพื่อทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนดีขึ้นในระยะยาวและยั่งยืน

ในส่วนของการเลือกแพลตฟอร์มเพื่อจ่ายเงินดิจิทัล คุณธีระชัย ก็ยังตั้งข้อสังเกตอีกว่า “ทางรัฐบาลจะทำบนแพลตฟอร์มใหม่ ทั้ง ๆ ที่มีการแนะนำให้ใช้ผ่านแอปฯ ‘เป๋าตัง’ ซึ่งก็ไม่ผิดคาด เพราะพรรคเพื่อไทยเขาก็คงไม่เอาด้วย เพราะเท่ากับเป็นการยอมรับว่า ดิจิทัล 10,000 นี้ เป็นการให้ ‘เงินบาท’ ปกติ ไม่ใช่ ‘เงินดิจิทัล’ ที่มาในลักษณะเหรียญดิจิทัล และมีการวงเล็บว่า (คูปอง) แบบที่ใช้ในศูนย์อาหาร ซึ่งตรงนี้ผมก็อยากฝากให้ระวังความเสี่ยงที่จะผิดกฎหมายไว้ด้วย ควรปรึกษาหารือกับทางธนาคารแห่งประเทศไทยให้ชัดเสียก่อนจะทำ เพราะอย่างที่บอกมันไม่ใช่เงินจริงๆ ที่โอนกันถึงมือประชาชนแบบโครงการของรัฐบาลลุงตู่ (คนละครึ่ง / ม.33 เรารักกัน) ที่อันนั้นก็คือเป็นเงินสดเข้าบัญชีในแอปฯ เป๋าตัง แล้วก็ไปใช้จ่ายแลกเปลี่ยนหมุนเวียนกัน มีเงินไหลเข้าสู่ร้านค้าทันที”

โดยสรุปแล้ว หากให้พูดถึงความเป็นจริงในเรื่องนโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจ ณ วันนี้ คุณธีระชัย ยังเชื่อว่าไทยควรต้องเดินตามบริบทของประเทศในปัจจุบัน ว่าเหมือนหรือเดือดร้อนอย่างตอนโควิดระบาดหรือไม่ ซึ่งนาทีนี้ค่อนข้างจะแตกต่างกันแล้ว นั่นหมายความว่าการใช้เครื่องมือเดิมในสถานการณ์ใหม่ ซึ่งดูเหมือนจะใช้เครื่องมือนั้นหนักกว่าเดิมอีกนั้น (กู้มาแจก) หากสถานการณ์ไม่ดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ จะเกิดอะไรขึ้นตามมา ต้องระวังมาตรการที่ทำแบบ ‘ไม่ถูกที่’ และ ‘ไม่ถูกเวลา’ ให้ดี

คุณธีระชัย ทิ้งท้ายอีกว่า “ในทางการเมืองนโยบายในลักษณะนี้ มักตอบโจทย์ประชาชน เพราะเวลาพรรคการเมืองจะไปหาเสียง แล้วบอกหรือนำเสนอโครงการที่จะเพิ่มขีดความสามารถจากเงินที่ลงไปในระบบเศรษฐกิจ เพื่อสร้างความงอกเงยนั้น ส่วนใหญ่มันไม่โดนใจ เพราะไม่ใช่การแจกหรือให้ที่ถึงมือประชาชนทันที ไม่มีความหวือหวาที่พร้อมกระชากใจประชาชน ต่างจากนโยบายหวือหวา แต่ไม่ได้คำนึงถึงผลลัพธ์ที่จะตามมา ซึ่งเรื่องนี้น่าห่วง”

'โอ๊ค-พานทองแท้' เตรียมเอาผิดคนสร้างเฟกนิวส์ ปล่อยภาพเก่า ‘ทักษิณ’ เล่นกับหลานที่ ตปท.

จากกรณีมีผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งโพสต์ภาพนายทักษิณ กำลังอุ้มหลานและตั้งคำถามว่า รพ.ตำรวจ และกรมราชทัณฑ์ จะตอบคำถามสังคมในกรณีอย่างไร?

ล่าสุด (7 ก.ย.66) นายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชายของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ขณะนี้กำลังรักษาตัวอยู่ที่ รพ.ตำรวจ ภายใต้การควบคุมของกรมราชทัณฑ์ ได้ทวีตข้อความชี้แจงผ่านทวิตเตอร์ ถึงประเด็นดังกล่าว ไว้ว่า...

“โรงพยาบาลตำรวจและเจ้าหน้าที่กรมราชทัณฑ์ไม่น่าจะต้องอธิบายอะไรนะครับ แต่คุณ (ชื่อเฟซ) เตรียมอธิบายกับพนักงานสอบสวนว่าคุณต้องการอะไรมากกว่าครับ”

ทั้งนี้ นายพานทองแท้ ยังระบุในรูปดังกล่าวว่าเป็น เฟกนิวส์ หรือข่าวปลอม เพราะภาพดังกล่าวเป็นภาพที่โพสต์ตั้งแต่ปีที่แล้ว ที่ต่างประเทศ โพสต์โดย อุ๊งอิ๊ง แพทองธาร เมื่อวันที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2565 หรือเมื่อปีก่อนแล้ว

‘ต่าย อรทัย’ ผู้ไม่หยุดยั้งที่จะพัฒนาศักยภาพของตัวเอง และทลายกำแพงบนเส้นทางการเป็นนักร้องตลอด 20 ปี

(7 ก.ย. 66) ถูกแฟนๆ ยกให้เป็น ‘นักร้องหญิงอันดับ 1’ ซึ่ง ‘ต่าย-อรทัย ดาบคำ’ บอกว่าเธอรับทราบด้วยความขอบคุณ และรู้สึกว่า ‘นั่นก็เป็นกำลังใจให้เรา’

กับเส้นทาง 20 ปี บนถนนสายนักร้อง ต่ายบอกว่า พอหวนคิดย้อนก็รู้สึกว่าสิ่งที่เป็นอยู่ในวันนี้ได้ตอกย้ำให้เห็นว่า 20 ปีที่สู้มาไม่ได้เสียหลายอะไรเลย ที่เราอดทน ต่อสู้ แล้วก็บากบั่น ตั้งใจกับทุกอย่าง โอกาสที่เข้ามาในชีวิต วันนี้ดีใจมากนะคะ ทุกวินาทีที่มีโอกาสได้เป็นศิลปิน ก็ดีใจมาก ทุกคนยังอยู่ร่วมเส้นทาง 20 ปีกับต่าย อรทัย มาโดยตลอด

การอยู่ยั้งมายาวนานขนาดนี้ ต่ายบอกว่า สาเหตุหนึ่งเพราะเธอยึดรุ่นพี่หลายคนเป็นแบบอย่าง

“มองพี่ๆ คนอื่นๆ ศิลปินในค่าย รุ่นใหญ่อย่างพี่เบิร์ด (ธงไชย แมคอินไตย์) พี่ก็อต (จักพรรณ อาบครบุรี หรือในชื่อใหม่ จักรพันธ์ ครบุรีธีรโชติ) พี่นาง (ศิริพร อำไพพงษ์) พี่ไมค์ (ไมค์ ภิรมย์พร) ทุกคนร้องเพลงออกมาจากใจ เราสัมผัสได้ ทุกคนเป็นต้นแบบ เป็นครูให้มาโดยตลอด เราก็เฝ้ามองพี่ๆ ดูว่าทุกคนทำยังไง ถึงอยู่มาได้นานกว่าเราอีก เราอยู่มา 20 ปี แต่ก็มีอะไรที่ต้องเรียนรู้ หลังจาก 20 ปีนี้ไปเราจะยังอยู่ตรงนี้ได้อีกไหม เหมือนพี่ๆเขาหรือปล่า อยากจะบอกว่าคนอื่นๆก็เป็นตำนานให้กับต่ายเหมือนกัน เป็นต้นแบบให้กับเรา”

ส่วนเรื่องที่มีคนบอกว่าเธอเองก็เป็นต้นแบบ เป็นไอดอลของเขา เธอก็ขอบคุณกลับ พร้อมรอยยิ้ม

“ขอบคุณอีกครั้งที่นอกจากฟังเพลงแล้ว ยังยกให้เป็นต้นแบบ เป็นแรงบันดาลใจ ดีใจที่วันนี้ต่ายไม่ได้แค่ร้องเพลงออกไปให้ทุกคนได้ฟังความไพเราะ แล้วมีความสุข แต่ว่าบทเพลงและก็เส้นทางชีวิตที่บางคนอาจจะได้ฟังบทสัมภาษณ์ มันอาจจะไปโดนความรู้สึกของใครบางคน ที่อยากจะลุกขึ้นมาต่อสู้ แล้วทำในสิ่งที่ดี หรือทำในสิ่งที่ต่ายเคยทำแล้ว ทำได้ ประสบความสำเร็จ น้องๆก็อาจจะอยากลองทำเหมือนพี่ต่ายบ้าง อันนี้แอบรู้สึกดีใจมาก และขอบคุณที่หลายคนกลับมาเล่าให้ฟัง ว่าหนูเรียนจบเพราะพี่นะ หนูมีงานทำที่ดีเพราะพี่ จากการที่เป็นคนไม่เอาไหนก็ได้เรียนรู้เส้นทางของพี่ต่าย แล้วเอาไปเป็นต้นแบบ จนเขาสามารถที่จะก้าวข้ามอะไรบางอย่าง จากคนที่ไม่ได้ตั้งใจทำอะไร ก็มีอะไรบางอย่างที่ทำให้เขาภูมิใจได้ ในความเป็นต้นแบบของเรา ดีใจมากค่ะ”

ในส่วนของงาน ที่ล่าสุดจากคนที่ร้องแต่เพลงช้าๆ จนเป็นเอกลักษณ์ ตอนนี้กลับลุกขึ้นเต้น ในเพลงใหม่ ‘ลืมอ่านไลน์กลุ่ม’ นั้น เจ้าตัวหัวเราะเขินๆ แล้วรับว่า นี่คือความพยายามในการปรับตัวเอง เพราะหวังจะให้เกิดความแปลกใหม่ เพื่อจะได้มีพื้นที่อยู่ในวงการให้ยาวนานมากขึ้น

“พยายามที่จะทำลายกำแพงตรงนี้มานานหลายปีมากนะคะ จริงๆ ถ้าหลายๆ คนได้ติดตามเพลงของต่าย จะเห็นว่ามันจะมีอยู่เพลงนึงชื่อเพลงว่า ‘ผู้บ่าวนินจา’ ซึ่งตอนนั้น คิดว่าเป็นความตั้งใจของครูสลา (สลา คุณวุฒิ) นะคะ ว่าอยากจะให้มีภาพที่เปลี่ยน เพราะว่าต่ายเองร้องเพลงช้ามาตลอด เป็นภาพจำไปแล้ว แล้วเราก็รู้สึกว่าเราก็ถนัด และรู้สึกมั่นใจที่จะร้องเพลงช้า แต่ว่าเพลงนั้นมันอาจจะด้วยอะไรไม่รู้ ด้วยกำแพง ด้วยความไม่กล้า ด้วยความที่เรามีประสบการณ์น้อย แล้วก็มีเวลาในการพร้อมน้อยมากๆ มันทำให้ไม่กล้าที่จะกลับไปดูมิวสิกวิดีโอของตัวเองเลยจนบัดนี้”

“แต่ว่าพอครั้งนี้ก็คือครูสลาให้โจทย์มา ว่าจะต้องเต้น ตอนแรกคือจะร้องเพลงนี้เราไม่ได้ติดเลย ตั้งใจร้องเพลงอยู่แล้ว คิดว่าในห้องอัดไม่น่าจะมีปัญหา ครูบาอาจารย์นำพาเราให้ร้องเพลงออกมาได้อย่างสมบูรณ์แน่นอนอยู่แล้วในศักยภาพที่เรามี แต่ว่าพอมาถึงเรื่องของการเต้นคือเอาอีกแล้ว…แต่คิดว่าครูน่าจะอยากจะมีภาพเปลี่ยน แล้วให้หน้าเวทีมันมีอะไรที่ดูเปลี่ยนแปลงไป ไม่ใช่เพียงแค่มีภาพวัฒนธรรม การฟ้อนรำ แล้วเป็นเรื่องของเพลงช้า เพลงดัง เพลงฮิต ซึ่งเรามีมาหมดแล้ว”

กับการเต้น ต่ายบอกว่าตั้งแต่รับโจทย์มาเธอก็ตั้งใจซ้อมเต็มที่ อย่างไรก็ดีก็จะเขินทุกทีเวลามีคนขอมาหน้าเวที ว่าให้เราเต้น

“ก็ยังติดความเขินอายอยู่ แต่ว่าก็ทำได้เต็มที่ วันนี้คิดว่าได้ทำลายกำแพงอะไรบางอย่างไปประมาณนึงแล้ว”

แต่กระนั้นก็ “ยังมีอีกหลายอย่างที่ต้องพัฒนาตัวเองเหมือนกัน”

นักร้องคนดังผู้ไม่หยุดยั้งที่จะก้าวข้าม ทำลายกำแพงของตัวเองบอกอย่างนั้น

‘บิ๊กทิน’ แง้ม!! นายกฯ มีทางออกเรื่อง ‘เครื่องยนต์เรือดำน้ำ’ เชื่อ!! หาจุดที่ยอมรับได้ ‘ไทย - เยอรมัน - จีน’ ไม่หมางใจกัน

(7 ก.ย. 66) ที่บ้านพักย่านเกษตร-นวมินทร์ นายสุทิน คลังแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงจุดยืนของกองทัพเกี่ยวกับสถานการณ์ในประเทศเพื่อนบ้าน อย่างเมียนมา และการสร้างจุดสมดุลระหว่าง 2 ขั้วมหาอำนาจ ว่า ทำงานเรื่องนี้ตนมีคณะทำงานที่กำลังศึกษาร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศ ว่าจุดยืนควรจะเป็นอย่างไร ถือเป็นเรื่องละเอียดอ่อน และหลังจากที่ตนได้เข้าทำงานที่กระทรวงกลาโหมแล้วคณะทำงานชุดนี้จะสรุปให้ฟังว่าปัญหาเมียนมาจะเอาอย่างไร

เมื่อถามว่า ปัญหาเรื่องเรือดำน้ำ จะเป็นอย่างไร นายสุทิน กล่าวว่า นายกฯ จะมีทางออกที่เหมาะสม และสังคมไม่ผิดหวัง

เมื่อถามว่านายกฯ จะใช้เวทีการประชุมสหประชาชาติ ในการพูดคุยเรื่องนี้หรือไม่ นายสุทิน กล่าวว่า อาจเป็นไปได้ แต่นายกฯ มีทางออกที่ดี

เมื่อถามย้ำว่า มีเรื่องที่เกี่ยวกับกองทัพ เรื่องชายแดน เรื่องเมียนมาหรือไม่ เพราะว่าที่ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เดินทางไปด้วย นายสุทิน กล่าวว่า ก็ถือเป็นโอกาสที่ดีในการพบปะกับนานาชาติ เรื่องไหนที่เป็นประโยชน์ เรื่องไหนที่จะแก้ปัญหาได้ ท่านคงทำ

เมื่อถามว่า มีความเป็นไปได้หรือไม่ ที่จะเจรจากับเยอรมนี ให้ขายเครื่องยนต์เรือดำน้ำให้กับไทย และเจรจากับจีนหากไม่ใช้เครื่องยนต์ของจีน นายสุทิน บอกว่า ก็เป็นไปได้ซึ่งอาจเป็นแนวทางที่นายกฯ เตรียมไว้ในใจ ซึ่งมีโอกาสเปลี่ยนแปลง ได้หากผู้ใหญ่ระดับรัฐบาลคุยกัน

เมื่อถามว่า จะไม่มีปัญหาระดับประเทศใช่หรือไม่ นายสุทิน ย้ำว่า เราจะทำให้ไม่กระทบ ทั้งจีน เยอรมนี ไทย หากจุดที่พอใจ และกองทัพไม่เสียโอกาส ประเทศชาติไปเสียประโยชน์ พันธมิตรก็ไม่เสียใจ และตนเชื่อว่านายกฯ และ นายปานปรีย์ มหิทธานุกร รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ จะหาจุดสมดุล และ โจทก์ที่อยู่ในใจตนก็จะหารือกับนายกฯ เช่นกัน

‘สาวกิมจิ’ ชี้!! ชีวิต นร.เกาหลีใต้หดหู่ ต้องเรียน ‘เช้าจรดดึก’ เทียบ นร.ไทย ‘ดีกว่า’ เลิกเรียนเวลาปกติ แถมมีชีวิตอิสระ

เมื่อไม่นานมานี้ ได้มีวิดีโอที่เป็นไวรัลอยู่ในโลกออนไลน์ เป็นวิดีโอของหญิงสาวชาวเกาหลีใต้ที่ออกมาเล่าถึงชีวิตความเป็นอยู่ของนักเรียนในเกาหลีใต้ และเน้นย้ำว่าชีวิตนักเรียนเกาหลีใต้น่าสงสาร แตกต่างจากนักเรียนไทยที่ดีและมีอิสระมากกว่า…

หญิงสาวชาวเกาหลีใต้เจ้าของวิดีโอมีชื่อว่า ‘ริซชี่’ ปัจจุบันใช้ชีวิตอยู่ในประเทศไทยมาแล้ว 15 ปี โดยเธอได้ระบุในวิดีโอว่า เรื่องที่ไทยดีกว่าเกาหลีใต้ มีหลายเรื่องมาก ๆ หนึ่งในนั้นคือเรื่องชีวิตประจำวันของนักเรียน โดยที่เกาหลีใต้จะมีตารางเรียนให้นักเรียน ซึ่งเรียนตั้งแต่ 8 โมงเช้าถึง 4 ทุ่ม ใน 1 วันเรียนทั้งหมด 7 วิชา และต้องกินข้าวกลางวันและข้าวเย็นที่โรงเรียน

เธอยังระบุอีกว่า วิชาสุดท้ายเรียนจบตั้งแต่ช่วงห้าโมงเย็นแล้ว แต่ทางโรงเรียนบังคับนักเรียนให้อ่านหนังสือต่อจนถึงสี่ทุ่ม หลังจากอ่านหนังสือเสร็จก็ยังไม่ได้กลับบ้าน เพราะต้องไปเรียนพิเศษต่อ โดยจะมีรถบัสเรียนพิเศษมารอรับที่โรงเรียนเลย และเรียนพิเศษจนถึงเที่ยงคืน สำหรับการเรียนพิเศษ ต้องไปทุกวัน เสาร์อาทิตย์ก็ไม่ได้หยุด ทำให้เด็กนักเรียนเจอคุณครูมากกว่าพ่อแม่เสียอีก

สาวเกาหลีใต้รายนี้ยังระบุอีกว่า จริง ๆ ก็เรียนไหว ไม่ได้แย่ขนาดนั้น เพราะตอนที่เรียนมีเพื่อนอยู่ด้วยทุกคน เธอยังบอกอีกว่าสาเหตุที่ต้องเรียนโหดขนาดนี้ เพราะว่าการแข่งเกาหลีสูงมาก ๆ เพื่อให้ได้งานดี ๆ ก็ต้องเข้ามหาวิทยาลัยดี ๆ ให้ได้ก่อน ซึ่งแตกต่างจากฝั่งตะวันตกที่สอนว่าความสามารถของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ต่อให้เรียนไม่เก่งก็ยังสามารถมีความสุขได้ แต่สำหรับที่เกาหลีใต้นั้นมีทรัพยากรไม่มากพอ ทำให้โรงเรียนและผู้ปกครองพยายามสอนนักเรียน ต้องเรียนให้เก่ง เพื่อหางานดี ๆ จะได้มีชีวิตที่ดีในอนาคต 

ริซชี่ระบุทิ้งท้ายว่า ตัวเธอเองไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่เกิดขึ้นในสังคมเกาหลี และหวังว่าในอนาคตอยากเห็นนักเรียนที่เกาหลีใต้มีชีวิตที่ดี และสามารถเลิกเรียนได้ตามเวลาปกติเหมือนเด็กนักเรียนไทย 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top