Tuesday, 28 July 2026
Hard News Team

'ชาวเน็ต' ฮือฮา!! เติมผักฟรีที่เซเว่นคัมแบ็ก!! พิกัดประชาอุทิศ 90 ลุ้น!! ขอให้กลับมาทุกสาขา

หลังที่หายไปนานกว่า 20 กว่าปี ในที่สุดสิ่งที่หลายๆ คนคิดถึงและอยากให้กลับมาก็คัมแบ็กให้หลาย ๆ คนหายคิดถึงกันเป็นที่เรียบร้อย สำหรับมุมเติมผักฟรี ตอนซื้อไส้กรอกที่เซเว่นอีเลฟเว่น

โดยทางผู้ใช้งาน TikTok บัญชี @reviewprachautid ได้มีการแชร์คลิปวิดีโอรีวิวสุดปัง ที่ทำให้เด็ก 90 ที่เติบโตมากับมุมเติมผักฟรีถึงกับเฮลั่นกันเลยทีเดียว

แน่นอนว่าผู้ชมส่วนใหญ่ได้แสดงความคิดเห็น โดยอยากให้ทางเซเว่นฯ นำโซนเติมผักนี้กลับมาในทุกสาขากันเลยทีเดียว

‘มหาดไทย’ ประกาศขึ้นค่าตอบแทน ‘เจ้าหน้าที่ท้องถิ่น’ ให้สอดคล้องกับเศรษฐกิจ-ค่าครองชีพ มีผล 1 ต.ค. นี้

(7 ก.ย. 66) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ ระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการเบิกจ่ายเงินตอบแทนตำแหน่ง และเงินอื่น ๆ ให้แก่กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน แพทย์ประจำตำบล สารวัตรกำนัน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านฝ่ายปกครอง และผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านฝ่ายรักษาความสงบ (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2566 ลงนามโดย พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

ประกาศฉบับดังกล่าวระบุว่า โดยที่คณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2566 ได้มีมติให้ปรับเพิ่มอัตราเงินตอบแทนตำแหน่งกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน แพทย์ประจำตำบล สารวัตรกำนัน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านฝ่ายปกครอง และผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านฝ่ายรักษาความสงบ เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจ สังคม ค่าครองชีพและทัดเทียมกับค่าตอบแทนของเจ้าหน้าที่รัฐอื่น ๆ รวมทั้งสมาชิกสภาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่เดียวกันด้วย

อาศัยอำนาจตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง กระทรวงมหาดไทย ด้วยความเห็นชอบของกระทรวงการคลัง จึงวางระเบียบไว้ ดังต่อไปนี้

ข้อ 1.ระเบียบนี้เรียกว่า “ระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการเบิกจ่ายเงินตอบแทนตำแหน่งและเงินอื่น ๆ ให้แก่กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน แพทย์ประจำตำบล สารวัตรกำนัน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านฝ่ายปกครองและผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านฝ่ายรักษาความสงบ (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2566”

ข้อ 2 ระเบียบนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2566 เป็นต้นไป

ข้อ 3 ให้กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน แพทย์ประจำตำบล สารวัตรกำนัน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านฝ่ายปกครองและผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านฝ่ายรักษาความสงบ ที่ดำรงตำแหน่งอยู่ในวันที่ระเบียบนี้ใช้บังคับได้รับเงินตอบแทนตำแหน่งเพิ่มไปรวมกับอัตราเงินตอบแทนตำแหน่งที่รับอยู่ในวันที่ระเบียบนี้ใช้บังคับของแต่ละตำแหน่ง เป็นอัตราเงินตอบแทนตำแหน่งใหม่ ดังนี้

(1) กำนัน ให้ได้รับเพิ่มอีกคนละ 2,000 บาท
(2) ผู้ใหญ่บ้าน ให้ได้รับเพิ่มอีกคนละ 2,000 บาท
(3) แพทย์ประจำตำบล สารวัตรกำนัน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านฝ่ายปกครอง และผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านฝ่ายรักษาความสงบ ให้ได้รับเพิ่มอีกคนละ 1,000 บาท

ทั้งนี้ อัตราเงินตอบแทนตำแหน่งใหม่แต่ละคนตามวรรคหนึ่งจะต้องไม่เกินอัตราขั้นสูงของแต่ละตำแหน่งตามบัญชีเงินตอบแทนขั้นต่ำขั้นสูงท้ายระเบียบนี้ตามข้อ 4 วรรคหนึ่ง ของระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการเบิกจ่ายเงินตอบแทนตำแหน่ง และเงินอื่น ๆ ให้แก่กำนัน ผู้ใหญ่บ้านแพทย์ประจำตำบล สารวัตรกำนัน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านฝ่ายปกครอง และผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านฝ่ายรักษาความสงบซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยระเบียบนี้

ข้อ 4 ให้ยกเลิกความในข้อ 4 ของระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการเบิกจ่ายเงินตอบแทน ตำแหน่ง และเงินอื่น ๆ ให้แก่ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน แพทย์ประจำตำบล สารวัตรกำนัน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน ฝ่ายปกครอง และผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านฝ่ายรักษาความสงบ พ.ศ. 2546 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยระเบียบ กระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการเบิกจ่ายเงินตอบแทนตำแหน่ง และเงินอื่น ๆ ให้แก่ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน แพทย์ประจำตำบล สารวัตรกำนัน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านฝ่ายปกครอง และผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านฝ่ายรักษาความสงบ (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2560 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

“ข้อ 4 เงินตอบแทนตำแหน่งกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน แพทย์ประจำตำ บล สารวัตรกำนัน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านฝ่ายปกครอง และผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านฝ่ายรักษาความสงบ ให้ใช้บัญชีเงินตอบแทนขั้นต่ำ ขั้นสูงตำแหน่งกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน แพทย์ประจำตำบล สารวัตรกำนัน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านฝ่ายปกครอง และผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านฝ่ายรักษาความสงบ ท้ายระเบียบนี้ การเลื่อนขั้นเงินตอบแทน ตำแหน่งกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน แพทย์ประจำตำบล สารวัตรกำนัน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านฝ่ายปกครอง และผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านฝ่ายรักษาความสงบ

ในรอบปีงบประมาณหนึ่ง ๆ จะเลื่อนได้ไม่เกินสองขั้น โดยมีเงินตอบแทนตำแหน่งขั้นละสามร้อยบาท และให้ได้รับการเลื่อนสองขั้น ติดต่อกันไม่เกินสองครั้ง โดยการเลื่อนขั้นเงินตอบแทนจะต้องจัดให้มีการประเมินผลการปฏิบัติงาน ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดไว้ท้ายระเบียบนี้”

ข้อ 5 ให้ปลัดกระทรวงมหาดไทยเป็นผู้รักษาการตามระเบียบนี้ ให้มีอำนาจตีความและ วินิจฉัยปัญหาในการปฏิบัติตามระเบียบนี้ได้

ประกาศ ณ วันที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2566

เปิดโอกาสคนไทยสู่อาชีพใหม่ใน 'แฟรนไชส์ เอสเอ็มอี เอ็กซ์โป 2023' 7-10 กันยายน 2566 ที่บีซีซี ฮอลล์ ชั้น 5 เซ็นทรัล พลาซา ลาดพร้าว

จากรายการเรื่องเล่าเช้านี้ ทางช่อง 3 ได้ประชาสัมพันธ์ชวนคนไทยมีอาชีพที่งาน 'แฟรนไชส์ เอสเอ็มอี เอ็กซ์โป 2023' (Franchise SMEs EXPO 2023) 

โดยใครที่อยากเริ่มธุรกิจส่วนตัว คิดลงทุนธุรกิจแฟรนไชส์ ต้องไปงานนี้ งานแสดงแฟรนไชส์ที่จะสร้างอาชีพให้กับคุณ งานจัดระหว่างวันที่ 7-10 กันยายน 2566 ที่บีซีซี ฮอลล์ ชั้น 5 เซ็นทรัล พลาซา ลาดพร้าว 

ทั้งนี้ ในงานสามารถพบกับโปรโมชันส่วนลดพิเศษสุด ๆ จากธุรกิจแฟรนไชส์ แบบเยอะ ครบ คุ้ม เฉพาะภายในงานนี้เท่านั้น!! พร้อมการเปิดตัวแฟรนไชส์ใหม่ ๆ อาทิ...

* แฟรนไชส์หมวดอาหารและขนม
* แฟรนไชส์หมวดเครื่องดื่ม แฟรนไชส์ชา แฟรนไชส์กาแฟสด 
* แฟรนไชส์ร้านสะดวกซัก
* แฟรนไชส์การศึกษา
* ระบบซอฟต์แวร์สำหรับการบริหารจัดการร้าน / POS
* พบกับธุรกิจเครื่องหยอดเหรียญทำเงิน 24 ชม. 
* ผู้นำเข้าและจัดจำหน่าย เมล็ดกาแฟ เครื่องชงกาแฟ บรรจุภัณฑ์ในธุรกิจอาหารเครื่องดื่มเบเกอรี่ 
* พบกับบูธธุรกิจดาราชื่อดัง คุณอรอนงค์ ปัญญาวงศ์, คุณต๊ะ บอยสเก๊าท์

นอกจากนี้ ยังสามารถลงทะเบียนร่วมฟังเสวนาได้ฟรีทุกวัน...

- วันพฤหัสบดีที่ 7 กันยายน 2566 เวลา 13.00 - 14.00 น. หัวข้อ 'กลยุทธ์เลือกแฟรนไชส์น่าลงทุนและเหมาะกับคุณ' โดย คุณเศรษฐพงศ์ ผดุงพิสุทธิ์, CFE กรรมการผู้จัดการ บริษัท จีโนซิส จำกัด มืออาชีพสร้างแฟรนไชส์ และจับคู่แฟรนไชส์น่าลงทุน

- วันเสาร์ที่ 9 กันยายน 2566 เวลา 12.30 - 13.30 น. หัวข้อ 'Inspiration for the next startup' โดย คุณท๊อป จิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บิทคับ แคปปิตอล กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด

- วันเสาร์ที่ 9 กันยายน 2566 เวลา 14.00 - 15.00 น. หัวข้อ 'เส้นทางอาชีพสายครีเอเตอร์ นักออกแบบตัวการ์ตูน-มาสคอต' โดยคุณสัญญา เลิศประเสริฐภากร ครีเอทีฟไดเรกเตอร์ (Creative Director) จากไซโลสตูดิโอ ผู้สร้างสรรค์ตัวการ์ตูน ติดลมห้อยเวหา

- วันอาทิตย์ที่ 10 กันยายน 2566 เวลา 12.30 - 13.30 น.หัวข้อ 'การทำการตลาดบนแอปพลิเคชัน TikTok' โดยคุณแอ๊ม-ศรัณย์ แบ่งกุศลจิต CEO บริษัท Uppercuz Creative ผู้เชี่ยวชาญทางด้านการตลาดออนไลน์มากกว่า 9 ปี

เข้าร่วมชมงานฟรีทุกวัน 10.30 - 20.00 น. ลงทะเบียนเข้าชมงานรับฟรีเครื่องดื่ม 1 แก้ว 

สำหรับในครั้งนี้ จัดโดยบริษัท สกุล วี กรุ๊ป จำกัด สนใจติดต่อ โทร. 064-983-6919, 094-241-9664

‘เวนิส’ เตรียมทดลองเก็บค่า ‘เหยียบแผ่นดิน’ หัวละ 5 ยูโร หวังคุมจำนวน นทท.ล้นเมือง กระทบผู้อยู่อาศัยในท้องถิ่น

(6 ก.ย. 66) ‘เวนิส’ เมืองท่องเที่ยวชื่อดังในประเทศอิตาลี ที่เป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก เตรียมจะทดลองเก็บค่าธรรมเนียมเข้าเมือง 5 ยูโร (หรือราว 190 บาท) สำหรับนักท่องเที่ยวที่ไม่ค้างคืน โดยจะนำระบบนี้มาทดลองใช้ในปีหน้า ในความพยายามจัดการควบคุมจำนวนนักท่องเที่ยว ที่ไหลบ่าเข้าสู่เมืองประวัติศาสตร์แห่งสายน้ำอันแสนโรแมนติกของยุโรปแห่งนี้ มากจนล้นเกินจนกระทบต่อผู้คนในท้องถิ่น

จากการเปิดเผยแผนการนี้ของสภาเมืองเวนิส เมื่อวันที่ 5 กันยายนที่ผ่านมา ระบุว่า ค่าธรรมเนียมเข้าเมืองจะทดลองใช้เป็นเวลา 30 วันในปีหน้า โดยจะเน้นไปที่วันหยุดธนาคารช่วงฤดูใบไม้ผลิและสุดสัปดาห์ในฤดูร้อน ซึ่งเป็นช่วงที่จำนวนนักท่องเที่ยวถึงจุดสูงสุด โดยจะเก็บค่าธรรมเนียมเข้าเมืองกับนักท่องเที่ยวที่มีอายุ 14 ปีขึ้นไป

“วัตถุประสงค์ก็เพื่อจะหาความสมดุลใหม่ระหว่างสิทธิของผู้อยู่อาศัย เรียนหนังสือ หรือ ผู้ทำงานอยู่ในเมืองเวนิส กับผู้ที่มาเที่ยวชมเมือง” ซิโมเน เวนทูรินี สมาชิกสภาการท่องเที่ยวเมืองเวนิส กล่าว และว่า นี่ไม่ใช่การสร้างรายได้ โดยค่าธรรมเนียมดังกล่าวจะครอบคลุมค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการแผนงานเมืองเท่านั้น โดยกำหนดเวลาทดลองตามแผนการนี้และจะดำเนินการอย่างไรนั้น จะได้รับการเห็นชอบหลังจากมีการอนุมัติแผนงานในขั้นสุดท้ายของสภาเมืองแล้ว ที่คาดว่าจะมีขึ้นในสัปดาห์หน้า

แผนเก็บค่าธรรมเนียมเข้าเมืองเวนิสนี้ ซึ่งเป็นที่ถกเถียงครั้งแรกในปี 2019 นั้น ได้ถูกเลื่อนออกไป เนื่องจากเกิดการระบาดของโรคโควิด-19 ที่ทำให้นักท่องเที่ยวหายไปและด้วยเหตุผลทางเทคนิคและในแง่ของกระบวนการขั้นตอน

อย่างไรก็ดี การหลั่งไหลกลับเข้ามาของนักท่องเที่ยวสู่เมืองเวนิส ซึ่งมีจำนวนมากกว่าผู้อยู่อาศัยในใจกลางเมืองเวนิสประมาณ 50,000 คน จนท่วมท้นตามตรอกแคบๆ ของเมือง โดยการมีนักท่องเที่ยวล้นเมือง เป็นปัญหาที่รุมเร้าเมืองเวนิสที่มีความเปราะบางมานานแล้ว

แผนการข้างต้น ยังนับเป็นการสนับสนุนความเคลื่อนไหวที่มีก่อนหน้านี้ในเดือนกรกรกฎาคม เมื่อผู้เชี่ยวชาญขององค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) ได้เสนอแนะให้เพิ่ม เมืองเวนิส อยู่ในรายชื่อแหล่งมรดกโลกที่กำลังตกอยู่ในภาวะอันตราย โดยอ้างว่าอิตาลีไม่ได้ดำเนินการมากเพียงพอที่จะปกป้องเมืองเวนิสจากผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการท่องเที่ยวที่มากล้นเกิน

‘แพทริค ณัฐวรรธ์’ ผ่านการคัดเลือกติด 1 ใน 4 ขึ้นกล่าวสุนทรพจน์เปิดการศึกษา ม.ดัง ในจีน

(6 ก.ย.66) เป็นที่ทราบกันดีว่า ‘แพทริค ณัฐวรรธ์’ หรือมีชื่อจีนว่า หยิ่นเฮ่ายวี๋ (尹浩宇) ศิลปินสัญชาติไทยหนึ่งในสมาชิกวง INTO1 ได้สอบผ่านเเละเข้าเรียนระดับปริญญาตรีสาขาการเเสดงของมหาวิทยาลัยชั้นนำของจีนอย่าง Beijing Film Academy

เเละล่าสุด ‘แพทริค ณัฐวรรธ์’ ได้รับเลือกให้เป็น 1 ใน 4 ตัวเเทนนักศึกษา ขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ในพิธีเปิดการศึกษาของนักศึกษาใหม่ ‘Beijing Film Academy’ ประจำปี 2023 ผ่านการคัดเลือกจากผู้สมัครกว่า 500 คน

‘น้องแตงไทย’ วัย 8 ขวบ เอ่ยปาก!! “ขอเรียนสักลาย” ด้าน ‘พ่อแจ๊ส’ มั่นใจในฝีมือ ยื่นแขนให้ลงเข็มคนแรก

(6 ก.ย.66) เป็นอีกครอบครัวคนบันเทิงที่ไม่เคยปิดกั้นลูกๆ เมื่อ ‘น้องแตงไทย’ ลูกสาวคนเล็กวัย 8 ขวบของนักแสดงตลกชื่อดัง ‘แจ๊ส ชวนชื่น’ และภรรยา ‘แจง ปุณณาสา’ ที่ลูกสาวคนเก่งเอ่ยปากบอกอยากเรียนสักลาย โดยล่าสุดแจงได้ออกมาเผยภาพถ่ายน้องแตงไทยจับอุปกรณ์เครื่องสักลงบนแขนพ่อ พร้อมเขียนเล่าเรื่องราว บอกว่า

“แตงไทย : มี้ไออยากเรียนสัก พี่ช่าเขารับสอน
มี้ : ลูกจะกล้าหรอลูก
แตงไทย : ไออยากเรียน
มี้ : อืมมม OK

หลังจากนั้นมีก็คุยกับพี่ช่าเรื่องเวลาค่ะและชั่วโมงการเรียน พี่ชาบอกว่าต้องลองก่อนนะพี่ เพราะเขาต้องจับเครื่องสัก และลองสักหนังเทียมก่อนค่อยลงหนังจริงก็เลยบอกพี่แจ๊สว่าเธอมาเป็นแบบให้ลูกหน่อยสิ พี่แจ๊ส งง แล้วถามว่าลูกจะทำได้เหรอ แต่เขาก็โอเค

ใครจะไปเชื่อว่าเด็กแปดขวบจะขอทำอะไรแบบนี้รอชมใน @misstangdiary ได้เลยนะคะอาทิตย์หน้าค่ะ เขาทำได้จริงๆ ขอบคุณชาช่า มากเลยนะคะที่ช่วยสอนน้อง @chacharitaa @pepper.inker เราต้องไม่หยุด ความชอบ ต้องลองทุกอย่างจนเขาหาตัวตนเจอ ท่าอย่างเท่!!!!!”

‘ลดภาษี-อุดหนุนเงินเข้ากองทุน’ ทางออกปัญหา ‘พลังงานแพง’ ช่วยลดภาระ ปชช. ควบคู่สร้างความมั่นคงทางพลังงานให้ประเทศ

(6 ก.ย. 66) ดร.พรายพล คุ้มทรัพย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงาน ได้ให้สัมภาษณ์ถึงประเด็นนโยบายจัดการด้านพลังงาน ซึ่งเป็นประเด็นที่ประชาชนกำลังให้ความสนใจอยู่ในขณะนี้ ผ่านรายการ ‘คุยข่าว ถึงเครื่อง’ ประจำวันที่ 6 ก.ย. 66 เผยแพร่ผ่านช่องทางรับชมในเครือ THE STATES TIMES, คุยถึงแก่น, เปรี้ยง, NAVY AM RADIO/ MAYA Channel ช่อง 44 และ FM101 โดยมี นายปรเมษฐ์ ภู่โต สื่อมวลชนอาวุโส พิธีกร ผู้ประกาศข่าวรายการคุยถึงแก่น เป็นผู้ดำเนินรายการ โดยสาระสำคัญจาก ดร.พรายพล ได้กล่าวถึงเรื่องนี้ ว่า…

“สำหรับการจัดการเรื่องราคาน้ำมัน ทางเดียวที่เห็นได้ชัดในตอนนี้คือรัฐบาลต้องเข้ามาอุดหนุน จะทั้งทางลดภาษีสรรพสามิต หรือการอุดหนุนผ่านกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงก็ได้ทั้งนั้น อีกทั้งอยู่ในอำนาจของรัฐบาลที่จะทำได้ด้วย ที่พูดมานี้หมายถึงตัวน้ำมันดีเซล ซึ่งเป็นน้ำมันที่มีความจำเป็นในการขนส่ง รถโดยสาร”

ดร.พรายพล กล่าวว่า ปัจจุบันนี้รัฐได้อุดหนุนน้ำมันดีเซลผ่านกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อช่วยควบคุมให้ราคาน้ำมันไม่สูงขึ้น โดยอุดหนุนอยู่ที่ลิตรละ 5.60 บาท แต่ในขณะเดียวกันรัฐบาลก็เก็บภาษีสรรพสามิตลิตรละเกือบ 6 บาท ถ้าเทียบดูแล้ว ฟากที่รัฐเก็บเข้ามาและจ่ายออกไปก็พอ ๆ กัน โดยสรุปก็คือรัฐเก็บภาษีได้ไม่กี่สตางค์ต่อลิตร 

ส่วนทางด้านของน้ำมันเบนซิน ในขณะนี้มีการเก็บภาษีเต็มที่คือ 5 บาทกว่า ๆ ต่อลิตร และอุดหนุนเข้ากองทุนลิตรละประมาณ 2 บาทกว่า ๆ อาจจะฟังดูไม่เป็นธรรม แต่หากมองราคาที่หน้าปั๊มจะเห็นว่า ราคาขายปลีกของเบนซินสูงกว่าดีเซล

ดร.พรายพล กล่าวต่อว่า แนวคิดรัฐบาลที่ผ่าน ๆ มา จะมองว่าคนที่ใช้เบนซินจะเป็นคนที่มีกำลังจ่ายมากกว่าคนที่ใช้น้ำมันดีเซล เพราะการใช้น้ำมันดีเซลจะใช้ในรถบรรทุก ขนส่ง รถโดยสาร ซึ่งมีความจำเป็นต้องใช้ จึงนำเงินมาช่วยอุดหนุนมากหน่อย แต่น้ำมันเบนซินใช้ในรถยนต์ส่วนตัว รถที่มีราคาแพง จึงมีการอุดหนุนที่น้อยกว่า 

เมื่อถามว่านอกเหนือจากภาษีที่ต้องจัดการ โครงสร้างราคาน้ำมันส่วนไหนที่สามารถจัดการได้อีกบ้าง เพื่อให้ราคาน้ำมันถูกลง ดร.พรายพล กล่าวว่า จะต้องดูให้ครอบคลุมทั้งโครงสร้างพลังงาน ส่วนเรื่องของค่าการกลั่นที่เคยเป็นประเด็นก็ควรจับตาดูด้วยเช่นกัน ซึ่งจะมีการขยับขึ้นลงเสมอ ๆ และแม้ทั่วโลกจะมีค่าการกลั่นสูงเหมือนกันหมด แต่ก็น่าคิดว่าจะทำให้ค่าการกลั่นลดลงได้หรือไม่ สำหรับปีนี้ก็ลดลงต่ำกว่าปีที่แล้ว แต่แนวโน้มในช่วง 10 ที่ผ่านมาก็ยังสูง แต่คิดว่าก็น่าจะมีแนวทางที่จะลดลงได้

ส่วนค่าการตลาดที่ผ่านมาถือว่าไม่สูงเท่าไหร่ เฉลี่ยแล้วลิตรละ 2 บาท หากจะให้ลดลงอีกก็คงลดได้ไม่มากเท่าไหร่ เพราะก็ต้องมีช่องให้ผู้ประกอบการทำกำไรด้วย หากเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านก็อยู่ในเกณฑ์ใกล้ ๆ กัน 

เมื่อถามว่าจากนโยบายของพรรคการเมืองหนึ่งที่จะเปิดโอกาสให้นำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปเสรีในประเทศไทย ก่อนหน้านี้ไม่มีการอนุญาตให้นำเข้าเสรีใช่หรือไม่?

ดร.พรายพล กล่าวว่า เท่าที่ผมทราบ ค่อนข้างเปิดกว้างและเสรี ยกเว้นแต่เพียงก๊าซหุงต้ม ส่วนที่เหลือไม่มีเงื่อนไขอะไรเลย การเสรีค้าในที่นี้หมายถึงเสรีภายใต้กรอบกฎหมาย และผู้นำเข้าจะต้องเป็นบริษัทที่จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย ไม่ใช่ใครก็ได้ที่จะไปนำเข้ามาขาย เพราะก็ต้องคำนึงถึงความปลอดภัยด้วย เพราะน้ำมันเป็นวัตถุอันตราย หากเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นก็จะเป็นเรื่องใหญ่

อีกเรื่องที่ต้องระวังคือเรื่องการเมืองระหว่างประเทศ เช่น หากเราไปซื้อน้ำมันจากรัสเซียในราคาถูก ก็อาจจะโดนจับตามองจากประเทศอื่น ๆ ทั่วโลก เพราะตอนนี้มีการคว่ำบาตรกันอยู่ 

สำหรับประเด็นราคาก๊าซธรรมชาติที่ผลิตได้ในอ่าวไทย ประชาชนซื้อราคาสูงมาก แต่กลุ่มธุรกิจปิโตรเคมีซื้อในราคาถูก สามารถแก้เขาให้มีราคาเท่ากันได้หรือไม่? ดร.พรายพล กล่าวว่า การปรับราคาก๊าซธรรมชาติให้มีราคาถูกเท่ากันก็มีวิธีการทำให้เป็นไปได้ ซึ่งก็หมายความว่า ผู้ประกอบการที่ขายแก๊สก็ต้องมีรายได้ลดลง และต้องเป็นการหารือระหว่างรัฐและผู้ประกอบการ ส่วนบริษัทรัฐวิสาหกิจก็ต้องทำตามนโยบายของรัฐบาล แต่ก็ต้องเห็นใจให้เขาสามารถทำกำไรได้ด้วย

เมื่อถามว่าจะบริหารจัดการให้เกิด ‘ความมั่นคงทางพลังงาน’ สามารถทำได้อย่างไรบ้าง? ดร.พรายพล กล่าวว่า ความมั่นคงในที่นี้คือการมีปริมาณที่เพียงพอและมีคุณภาพที่ยอมรับได้ โดยต้องดำเนินการอยู่บนพื้นฐานอำนาจของรัฐ เช่น ด้านภาษี หรือกลไกของกองทุนน้ำมัน เพราะหากออกนโยบายที่กดดันทางผู้ประกอบการมากเกินไป ก็อาจจะไม่มีเสถียรภาพในการให้บริการและไม่เกิดความมั่นคงทางด้านพลังงานตามมาได้

ก็ต้องติดตามกันต่อไปว่านายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน จะใช้มาตรการหรือวิธีการใดในการลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานให้แก่ประชาชน 

‘อาจารย์น้ำนุ่น’ ชี้!! ข้อจำกัด ‘ละครไทย’ สร้างภายใต้ปัจจัยเหนี่ยวความบูม ต่างจาก ‘เกาหลีใต้’ เสรีคอนเทนต์ สร้างสรรค์ได้อิสระจนของดีล้นตลาด

จากกรณีเมื่อไม่นานนี้ ที่ ‘คุณบอย เอนเตอร์เทน’ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กระบุว่า “ดาราไทยกำลังตกงาน ล่าสุดละครลดการผลิต รายการทีวีขอลดค่าตัว ดาราหันไปหาอาชีพใหม่หนีตายแล้ว ไม่ดังอยู่ยาก เรื่องเยอะก็ไม่จ้าง ดาราไทยมูลค่าการตลาดสูงลิ่ว ค่าตัวแพงสวนทางคุณภาพ พัฒนาแค่เรื่องหล่อสวย แต่ขาดความยั่งยืนเรื่องฝีมือ หรือจะเรียกว่ามีตัวจริงไม่กี่คนก็ได้” ซึ่งสวนทางกับเกาหลีใต้ ที่ปัจจุบันนี้เกาหลีใต้มีซีรีส์ที่ล้นตลาดกว่าหนึ่งร้อยเรื่องที่ยังหาคิวออนแอร์ไม่ได้ 

จากกรณีดังกล่าวนี้ ทางรายการ ‘ถลกข่าว ถลกปัญหา’ ประจำวันที่ 5 ก.ย. 66 โดยสำนักข่าวออนไลน์ THE STATES TIMES เผยแพร่ผ่านช่องทางรับชมในเครือ THE STATES TIMES, MAYA Channel ช่อง 44, NAVY AM RADIO AM 720 kHz และวิทยุ KCS RADIO ดำเนินรายการโดย คุณสถาพร บุญนาจเสวี ได้เชิญ ผศ.ดร.อาทิตยา ทรัพย์สินวิวัฒน์ หรือ ‘อาจารย์น้ำนุ่น’ อาจารย์ประจำสาขานวัตกรรมการสื่อสาร วิทยาลัยนวัตกรรมสื่อสารสังคม มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ มาร่วมถกในเชิงวิชาการ ถึงข้อจำกัดในวงการ ‘ละครไทย’ โดย อ.น้ำนุ่น เผยว่า...

หากย้อนไปดูทีวีบ้านเราตอนนี้ เช่น ช่อง 3 จะเห็นว่าเริ่มนำละครเก่ามารีรัน ส่วนช่อง 7 รีรันได้สักพักใหญ่แล้ว และบางช่องอย่าว่าแต่รีรัน มีการไปเอาซีรีส์เกาหลี หรือซีรีส์จีนมาออนแอร์ โดยที่ไม่ผลิตละครอีกแล้ว ซึ่งจริงๆ มันเป็นมาสักพักแล้ว และดิฉันเองก็เคยเขียนเรื่องนี้ลง THE STATES TIMES เมื่อหลายปีก่อน และพอผ่านมาหลายปี เราก็ยังไม่เดินไปไหนเลย ในขณะที่รอบบ้านเราเริ่มเร่งเครื่องกันแล้ว 

อันที่จริงประเทศไทยเรามีทรัพยากรที่ดีและมีคนที่เก่ง แต่เวลาเราจะพัฒนาอะไร ควรต้องไปด้วยกันทั้ง ‘อุตสาหกรรม’ จะพัฒนาไปแค่ภาคอุตสาหกรรมที่เป็นสถานี หรือเป็นช่องที่ผลิตไม่ได้ ซึ่งเรื่องนี้จำเป็นที่จะต้องได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ เปรียบเหมือนวงการกีฬา ที่บางชนิดกีฬามักไม่ได้รับความนิยมเหมือนกันกับกีฬาหลักๆ 

ทีนี้ถ้าหากหันไปมองเกาหลีใต้ เราก็ต้องยอมรับว่า เขามีนโยบายในการสนับสนุน Soft power ล่วงหน้าก่อนเรามาราว 20 ปีที่แล้ว แปลว่าเขาไม่ได้เกิดจากความฟลุ้ก แต่เกิดได้จากสิ่งที่รัฐบาลได้วางนโยบายไว้ว่าเขาต้องการจะผลักดัน Soft power ผ่านซีรีส์ ผ่านละครต่าง ๆ และก็ทําอย่างเป็นระบบ

หลังจากนั้น พอมันบูม ก็จะเริ่มมีเงินหมุนเวียนเข้ามาในอุตสาหกรรม ทําให้เขาพัฒนาได้ต่อเนื่องและไปไกลก่อนเรามาก มากขนาดที่สามารถเข้าไปตีได้ทุกตลาดและทุกช่วงเวลา อย่างตอนที่โควิด19 ระบาดหนัก เขาก็สามารถนำซีรีส์ต่างๆ เข้าเจาะช่องทางอย่าง Netflix ที่กินเวลาชีวิตผู้คนในช่วงนั้นได้ทันที เพราะเนื้อหา โปรดักชัน มีความน่าติดตาม พอ Netflix เห็นแบบนี้ ก็กล้าให้เงินสนับสนุนมาทำ ทำให้มีเงินทุนหนุนเข้าสู่อุตสาหกรรมซีรีส์เกาหลีใต้ได้หลากหลายทาง

"วันนี้อุตสาหกรรมรอบข้างไทยอย่างเกาหลีและจีน มีซีรีส์มหาศาลที่พร้อมเทมาบ้านเรา ยิ่ง Netflix ที่เพิ่งประกาศลงทุน 85,000 ล้านบาท เพื่อสร้างคอนเทนต์เกาหลี ซึ่งเป็นการลงทุนเพิ่มขึ้นสองเท่าจากปี 2016 เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่าคนทั่วโลกดูคอนเทนต์จากทางเกาหลีมากที่สุด ก็ยิ่งทําให้ Netflix กล้าเอาเงินไปลงทุนกับทางฝั่งของเกาหลีค่อนข้างมากขึ้น ซึ่งนั่นก็จะทำให้เราต้องเจอคอนเทนต์เกาหลีไหลเทตามมาอีกมากมาย”

"ทั้งนี้ ส่วนหนึ่งต้องยอมรับว่า การที่เขาแข็งแรงและได้รับการตอบรับจากผู้ชมไม่ใช่แค่คนไทยนั้น ล้วนมาจากเนื้อหาที่เป็นจุดเด่น ซึ่งมันใหม่และแตกต่าง ขณะเดียวกันกองเซ็นเซอร์ของเขาน้อยกว่าบ้านเรา อย่างบ้านเราเห็นเหล้าไม่ได้ แต่เกาหลีกระดกโซจูโชว์ จนทําให้โซจูกลายเป็น Soft power ของเกาหลีไปโดยอัตโนมัติ แต่บ้านเรายังมีข้อจํากัดอีกหลายอย่างที่แตะประเด็นอ่อนไหวไม่ได้อย่างเราจะพูดถึงประเด็นพระในวัดอีกมุมหนึ่ง ที่เราเห็นข่าวว่ามันเกิดอะไรขึ้น แต่ทําไมพอเป็นหนังกลับสร้างไม่ได้ คือประเทศไทยมีการปิดกั้นในการสร้างเนื้อหา เพราะมีกองเซ็นเซอร์”

"ดิฉันไม่ได้ต้องการจะบอกว่าอะไรผิดหรือถูก แต่การทำงานของพวกเขา (เกาหลีใต้) อยู่ภายใต้การทําอะไรที่ได้มากกว่าบ้านเรา มันเลยไม่ไปจํากัดความคิดสร้างสรรค์ของคนทํางาน และนั่นก็ทำให้หลายๆ อย่างในซีรีส์เกาหลีที่ถูกถ่ายทอดออกมาจากตัวซีรีส์ กลายเป็น Soft power ไปโดยปริยาย ไม่ว่าจะเป็น อาหาร การแต่งกาย วัฒนธรรม หรือสถานที่ท่องเที่ยว ที่ถูกสอดแทรกเข้าไป"

อย่างไรก็ตาม อ.น้ำนุ่น ก็เริ่มเห็นสัญญาณที่เริ่มดีขึ้นในไทย หลังจากเริ่มมีหน่วยงานในไทยพยายามเข้ามาสนับสนุน Soft Power ในเชิงอุตสาหกรรมบันเทิง ผ่านกระแส T-pop ที่เริ่มขยายวง ควบคู่ไปกับการรีรันละครที่ขายได้ตลอด เช่น บุพเพสันนิวาส หรือ ทองเนื้อเก้า ซึ่งเป็นละครดีรีรันกี่ทีก็ยังขายได้ รวมถึงละครรีเมกบางเรื่องที่ยังตราตรึงหัวใจคนไทยอยู่

ยิ่งไปกว่านั้น คนไทยยังเปิดรับคอนเทนต์ดีๆ เสมอ และฐานคนดูก็ไม่ได้น้อยลง แต่อย่างใด ยกตัวอย่าง เช่น ‘มาตาลดา’ ตอนจบมีการรับชมผ่านออนไลน์ 7 แสนกว่าวิว ซึ่งไม่น้อยเลย…เขาแค่เปลี่ยนช่องทางในการรับชม แปลว่าคนดูไม่ได้ดูน้อยลง และประชากรพร้อมดู คำถาม คือ คุณพร้อมที่จะเสิร์ฟผลงานให้เขาได้ดูหรือเปล่าเท่านั้นเอง ในระยะนี้อาจจะได้เห็นละครรีรันเพราะช่องอยากจะลดค่าใช้จ่าย เนื่องจาก ‘เงินเฟ้อ’ ขึ้นตามสถานการณ์โลก ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เลยแพงขึ้น ค่าออกกองแพงขึ้น ก็เลยไม่แปลกที่เห็นละครรีรัน แต่ในอนาคตพอมันกลับมาอยู่ในสภาวะปกติ เราควรจะได้เห็นละครน้ำดีใหม่ๆ เยอะขึ้น

เมื่อถามถึงแนวโน้มในเมืองไทยกับการลดกำลังผลิต การลดค่าตัว หรือละครรีรันที่ถูกรีรันอยู่เรื่อยๆ ตอนนี้ จะลากยาวไปอีกนานแค่ไหน? อ.น้ำนุ่น มองว่า...

"เรื่องนี้ต้องมอง 2 มุม อย่างมุมแรกการนำละครฮิตมารีรัน มันคือช่วงโควิด-19 ด้วยส่วนหนึ่ง เพราะออกกองไม่ได้ เขาก็เลยต้องรีรันละคร ส่วนสถานการณ์จะเป็นอีกนานไหม มันต้องขึ้นอยู่กับนโยบายของสถานี อาจจะบอกไม่ได้ เพราะส่วนหนึ่งเราไม่ใช่คนที่อาจจะอยู่ในฝั่งของการออกนโยบายของสถานี”

"แต่อีกมุมหนึ่ง มองว่า ช่องกําลังหยั่งเชิงอะไรอยู่หรือไม่ ว่าละครประเภทไหนกําลังจะมา…เช่นตอนนี้เอาบุพเพสันนิวาสมาปูก่อน อาจจะเป็นไปได้ว่าเขาจะมีบุพเพสันนิวาส 2 หรือเปล่า นั่นก็คือ 'พรหมลิขิต' ซึ่งตรงนี้อาจเป็นการปูทางเพื่อดูว่าคนยังสนใจละครแนวนี้อยู่หรือไม่...สิ่งนี้น่าสนใจ”

"ส่วนเรื่องค่าตัวนักแสดงหรือทีมงานอันนี้ คงตอบยาก เพราะเท่าที่พอทราบ เบื้องหน้าเขายังรู้สึกว่ารายได้หรือค่าตัว ยังไม่คุ้มกับการทํางานของเขา แต่ก็มีข่าวออกมาว่า คนเบื้องหน้าบางรายอาจจะได้ค่าตัวที่มันสูงแล้ว จนทําให้การรับงานมันน้อยลง"

ส่วนข้อคำถามที่ว่า ‘คนกลัวว่าถ้าทําละครมาแล้วดาราไม่ดัง จะขายยาก แล้วนักแสดงหน้าใหม่จะเกิดได้ยังไงนั้น? อ.น้ำนุ่น มองว่า...

"จริง ๆ แล้ว เราจะเห็นว่าทุกช่อง มีการปูนักแสดงหน้าใหม่ไว้อยู่แล้ว เวลาจะมีละครสักเรื่องหนึ่ง นักแสดงหน้าใหม่คงไม่ได้เล่นเลยหรอก แต่จะไปเป็นตัวสองตัวสามก่อน เพื่อดูกระแส หรือเอานักแสดงเบอร์ใหญ่มาเพื่อเล่นประกบคู่บทพระ-นาง ซึ่งมันจะเป็นการ ‘หมุนเวียนคน’ แต่ถ้าทั้งเรื่องเป็นนักแสดงใหม่หมดเลย...มันยาก!! นอกจากซีรีส์ ซีรีส์ที่เราดูกันทางช่อง GMM25 หรือ ONE ซึ่งกลุ่มเป้าหมายของเขาคือ ‘วัยรุ่น’ จะเป็นคนละแบบ อันนั้นเราอาจจะได้เห็นนักแสดงหน้าใหม่ที่เขาไปตีตลาดออนไลน์ ขายจิ้น และพอไปตีตลาดทางออนไลน์ได้ระดับหนึ่งแล้ว ก็ค่อยกลับเข้ามาเล่นในช่องสถานี ซึ่งเราก็จะได้เห็นการเติบโตของนักแสดงที่มาจากสายวายและเซ็นสัญญากับทางช่อง ในเชิงของละครโดยเฉพาะละครหลังข่าว ภายใต้การประกบกันระหว่างนักแสดงเก่ากับนักแสดงใหม่ ที่มาเล่นรวมคละๆ กัน เพื่อให้เกิดการส่งต่อระหว่างรุ่นพี่สู่รุ่นน้อง”

ท้ายสุด อ.น้ำนุ่น ยังได้แนะนำให้วงการละครไทยคิดต่ออีกด้วยว่า "โอกาสของละครไทย กับทิศทางการซื้อลิขสิทธิ์ละครเกาหลีเข้ามาทำใหม่ อาจจะไม่ได้ต่อยอดอะไรให้กับช่องได้จริง เพราะการสร้างละครเอง มันได้ทั้งเรตติ้ง ได้ทั้งโฆษณา ได้ทั้งลิขสิทธิ์เป็นของตน ซึ่งสามารถต่อยอดไปสู่การปั้นนักแสดงให้ดัง แล้วไปเก็บกินข้างนอก ไม่ว่าจะเป็นอีเวนต์ พรีเซนเตอร์ ดังนั้นส่วนตัวก็ยังเชื่อว่าละครหลังข่าวของบ้านเรา คงจะยังไม่ยอมให้ซีรีส์เกาหลีมาทดแทนช่วงเวลานี้ในช่วงระยะเวลาอันใกล้"

‘แจ๊ค เชิญยิ้ม’ ควงภรรยาสานฝันแต่งชุดวิวาห์สักครั้งก่อนตาย หลังป่วยหนักทั้งคู่ พร้อมยืนยัน!! ตอนนี้ยังทำงานได้เหมือนเดิม

(6 ก.ย.66) ‘หญิง อภิสรา รักชาติ’ ควงสามีตลกชื่อดัง ‘แจ๊ค เชิญยิ้ม’ ถ่ายแฟชันชุดแต่งงานครั้งแรกในรอบ 13 ปี ในงานเปิดตัวผลิตภัณฑ์อาหารเสริม C-qmin ของไฮโซสาว ‘บิว อรจิรา บัณฑูรจินดา’

ซึ่งเจ้าตัวเผยรู้สึกตื่นเต้น ถึงแม้ว่าจะไม่ได้แต่งจริง แต่มันก็เป็นความฝันของเราทั้งคู่ หลังจากที่ฝ่ายชายเคยขอแต่งงานมาแล้วเมื่อ 13 ปีก่อน แต่เป็นอันต้องยกเลิกเพราะสุขภาพล้มป่วยหนักทั้งคู่

ด้าน ‘หญิง อภิสรา’ และ ‘แจ๊ค เชิญยิ้ม’ เผยว่า "สำหรับหญิงมันรู้สึกดีใจมากนะที่ได้ใส่ชุดแต่งงานสักที มันเป็นความฝันของเราทั้งคู่ หลังจากเมื่อ 13 ปีที่แล้ว ลุงแจ๊คเคยขอแต่งงาน แต่ก็ไม่ได้แต่ง เพราะเราล้มป่วยกันทั้งคู่ ต้องรักษาตัว"

"แต่สำหรับผมเรื่องการแต่งงานมันเป็นเรื่องไกลตัวมากสำหรับผู้ชายอย่างผม ไม่เคยคิดว่าจะมีโมเมนต์แบบนี้ แต่มันก็เป็นความฝันของของเราที่อยากแต่งงานสักครั้ง เคยวาดฝันไว้ว่าอย่างจัดงานแต่งริมทะเล เป็นงานแต่งเล็กๆ มีเพื่อนๆ ไปร่วมงานเลี้ยง แต่ด้วยสุขภาพเราไม่ดีก็ต้องรักษาตัวกันก่อน"

สุขภาพของทั้งคู่เป็นไงบ้าง? "สำหรับผมลุงแจ๊คตอนนี้ต้องกลับมารักษาปอดอีกครั้ง ตอนนี้กินยาได้ 4 เดือนแล้ว เหมือนว่าอาการมันกำเริบอีกครั้งทำอะไรก็เหนื่อย พอไปตรวจจึงพบว่าโรคเก่ามาอีกแล้ว จะบอกว่าถึงแม้ว่าจะรักษาหายขาด 100 เปอร์เซ็นต์ แต่ก็สามารถกลับมาเป็นอีกได้ถ้าร่างกายไม่แข็งแรง"

"สำหรับหญิงตอนนี้เป็นห่วงโรคกระดูก ใจเราสู้เต็มร้อยนะ แต่ร่างกายเราไม่เต็มร้อย ด้วยโรคไต มันทำให้ค่าพาราไทรอยด์มันสูงขึ้น ปกติคนทั่วไปค่าพาราไทรอยด์อยู่ที่หลักร้อย แต่ของหญิงมันทะลุไปหลักพัน ทำให้กระดูกเราเปราะกระดูกหักง่าย อย่างที่เห็นกัน ถ่ายละครอยู่ดีๆ หัวเขาหลุด 

ตอนนี้หญิงรอการผ่าตัด และได้ปรึกษาพี่บรุ๊ค ดนุพร เพราะพี่เขาเป็นคนจัดการพาหญิงเข้าโครงการ แต่ตอนนี้พี่บรุ๊คยุ่งๆ กับการเมืองอยู่ รอให้พี่เขาว่างก่อน ค่อยปรึกษาพี่เขาอีกที 

คอนเฟิร์มนะคะว่าเราทั้งคู่ยังทำงานได้เหมือนเดิม อย่างวันนี้เรามาถ่ายแฟชันให้ C-qmin ของน้องบิว อรจิรา บัณฑูรจินดา เป็นอาหารเสริมขมิ้นชันนาโนที่ผ่านการวิจัยร่วมกับจุฬาลงกรณ์ ที่หญิงกับลุงแจ๊คแข็งแรงขึ้นก็เพราะขมิ้นชันด้วยนี่แหละ สมุนไพรไทยนี่แหละดีที่สุดในโลก ฝรั่งต่างชาติยังต้องการสมุนไพรไทยไปช่วยรักษาโรคเลยค่ะ"

"สำหรับผมลุงแจ๊คยังคอนเฟิร์มทำงานได้เหมือนเดิม แข็งแรงดีแล้ว คุณหมอบอกว่าในปอดไม่มีเชื้อแล้วนะ เอ็กซเรย์ปอดออกมาไม่มีเม็ดฝ่าเหมือนก่อนแล้ว ก็รู้สึกดีใจมาก"

เห็นว่าอยากใส่ชุดแต่งงานก่อนตาย? "สำหรับหญิงมองว่าทุกคนต้องตาย หญิงไม่เคยกลัวตาย เราทั้งคู่นอนจับมือกัน แล้วบอกกันว่าเราจะสู้ไปด้วยกัน เวลาทำบุญก็จะขอพรขอให้สุขภาพแข็งแรง การใส่ชุดแต่งงานถ่ายภาพคู่ มีภาพพรีเวดดิ้งติดผนังบ้านสวยๆ วันนี้หญิงได้ภาพนี้แล้วจะเอาไปขยายใหญ่ใส่กรอบ ภาพออกมาสวยมาก ขอบคุณทีมงาน C-qmin ทุกท่านที่ช่วยให้ฝันของหญิงกับลุงแจ๊คเป็นจริง" 

‘นิวัติไชย’ ยัน!! ป.ป.ช.ชี้มูล 15 ผู้ถูกกล่าวหา ‘คดีบอส’ จริง พบ ‘สมยศ-เนตร’ โดนด้วย ส่วน ‘เพิ่มพูน’ ผิดวินัยไม่ร้ายแรง

(6 ก.ย. 66) นายนิวัติไชย เกษมมงคล เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ยืนยันข้อเท็จจริงว่า ที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิดผู้ถูกกล่าวหาในคดีกลับคำสั่งไม่ฟ้องนายวรยุทธ อยู่วิทยา หรือ ‘บอส’ ในข้อหาขับรถยนต์ชน ‘ด.ต.วิเชียร กลั่นประเสริฐ’ เสียชีวิตเมื่อปี 2555 เนื่องจากมีการเปลี่ยนพยานหลักฐานด้านความเร็วของรถไปแล้วจริง เมื่อวันที่ 5 ก.ย. 2566

นายนิวัติไชย ยอมรับว่า ผู้ถูกกล่าวหาที่ถูกชี้มูลความผิดนั้นจำรายละเอียดทั้งหมดไม่ได้ ต้องรอให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.รับรองรายงานการประชุม ก่อนจะแถลงข่าวกับสื่อมวลชนต่อไป อย่างไรก็ดี ในส่วนของผู้ถูกกล่าวหาหลัก เช่น พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง อดีต ผบ.ตร. และนายเนตร นาคสุข อดีตรองอัยการสูงสุด (อสส.) โดนชี้มูลความผิดไปทั้งหมด

ส่วน พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ อดีตผู้ช่วย ผบ.ตร. ที่ถูกกล่าวหาในคดีนี้เมื่อครั้งยศ พล.ต.ท. ถูกที่ประชุมชี้มูลความผิดด้วยเช่นกัน แต่เป็นความผิดวินัยไม่ร้ายแรง และส่งเรื่องให้ต้นสังกัดไปดำเนินการทางวินัยแล้ว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คดีนี้มีผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมด 15 ราย ได้แก่ ทั้งอดีตข้าราชการตำรวจชั้นผู้ใหญ่ที่เกษียณอายุราชการไปแล้ว และยังรับราชการอยู่ พนักงานสอบสวน พนักงานอัยการ นักการเมือง เป็นต้น


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top