Tuesday, 28 July 2026
Hard News Team

‘พีมูฟ’ จี้!! ‘เศรษฐา’ บรรจุข้อเสนอเรื่องที่ดินไว้ในนโยบายรัฐบาล พร้อมดันยกร่าง รธน.ทั้งฉบับ ตั้ง ‘สสร.’ ให้ประชาชนมีส่วนร่วม

(6 ก.ย. 66) ที่ด้านหน้าสนง.กพ.เดิม ทำเนียบรัฐบาล กลุ่มขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม หรือ ‘P-Move’ นำโดย นายจำนงค์ หนูพันธ์ และ น.ส.ศิรวีย์ ทิพย์วงศ์ รวมตัวกันเพื่อยื่นหนังสือถึง นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เรื่อง ข้อเสนอของขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม เพื่อให้บรรจุไว้เป็นนโยบายของรัฐบาล

โดยระบุว่า เนื่องจาก ช่วงรณรงค์การเลือกตั้งที่ผ่านมาภาคประชาชนได้จัด ‘เวทีภาคประชาชนเสนอนโยบายต่อพรรคการเมือง’ โดย ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (P-Move) ร่วมกับคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อวันที่ 6 เมษายน 2566 ที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ เพื่อเสนอนโยบายด้านการแก้ไขปัญหาที่ดินและการจัดการทรัพยากรอย่างเป็นธรรม และปัญหาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ต่อพรรคการเมืองและสื่อสารสาธารณะต่อประชาชนชาวไทย ถึงแนวคิดในการบริหารทรัพยากรโดยยึดหลักสิทธิชุมชน

โดยเชิญหัวหน้าพรรคการเมืองทุกพรรคที่ลงสมัครรับเลือกตั้ง โดยพลังประชารัฐได้ตอบรับการเข้าร่วมเวที และได้ส่งนายไพบูลย์ นิติตะวัน ประธานคณะทำงานธุรการเพื่อการเลือกตั้งพรรคพลังประชารัฐ มานำเสนอนโยบายของพรรค

ดังนั้น เพื่อให้พรรคพลังประชารัฐดำเนินการตามนโยบายที่ได้ให้คำมั่นกับขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรมและประชาชน สามารถบรรลุตามนโยบายที่ได้ประกาศไว้ตอนรณรงค์การเลือกตั้งกับ ประชาชนในนามของพีมูฟ จึงขอให้นายกรัฐมนตรี ผ่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และคณะรัฐมนตรี เพื่อให้บรรจุนโยบายเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาป่าไม้-ที่ดิน รัฐสวัสดิการและประชาธิปไตย ไว้ในนโยบายที่จะแถลงต่อรัฐสภา ดังต่อไปนี้

1.) ให้ยกระดับโฉนดชุมชนให้เป็นรูปแบบหนึ่งของการจัดที่ดิน ภายใต้คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) ภายใต้มาตรา 10 (4) แห่งพระราชบัญญัติคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ พ.ศ. 2562

2.) ผลักดันให้มีการทบทวนปรับปรุงการดำเนินงาน ของสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (มหาชน) ให้สอดคล้องกับเป้าหมายและวัตถุประสงค์ในการกระจาย การถือครองที่ดินอย่างเป็นธรรมและยั่งยืน สู่เกษตรกรรายย่อยและผู้ยากจน รวมทั้งผลักดันให้มีการจัดตั้ง ‘ธนาคารที่ดิน’ ให้เป็นองค์กรที่มั่นคง และจัดสรรงบประมาณสนับสนุนการดำเนินงานอย่างพอเพียง

3). แก้ไขกฎหมายคืนความเป็นธรรมในเรื่องที่ดินและทรัพยากรป่าไม้ ให้แก่ประชาชนอย่างเป็นธรรมและเท่าเทียม สังคายนากฎหมาย ที่ดิน-ป่าไม้ทั้งระบบ ทบทวนและยกเลิกมติคณะรัฐมนตรีที่เป็นอุปสรรคต่อการแก้ไขปัญหาของประชาชน ได้แก่ มติคณะรัฐมนตรีวันที่ 30 มิ.ย.2541, มติคณะมนตรีวันที่ 26 พ.ย.2561 และมติคณะรัฐมนตรีอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

4.) เร่งออกกฎหมายว่าด้วยการนิรทษกรรมแก่ราษฎร ซึ่งได้รับความเสียหายหรือได้รับผลกระทบ จากการดำเนินการตามนโยบายของรัฐ พ.ศ.....โดยระหว่างการออกกฎหมายดังกล่าว ขอให้ชะลอการดำเนินคดีและการบังคับคดีทางปกครอง ก่อนการพิสูจน์สิทธิ์เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากนโยบายเกี่ยวกับคดีที่ดินป่าไม้ ตามที่อ้างถึง

5.) ผลักดันให้มีการจัดระบบสวัสดิการถ้วนหน้าแก่ประชาชนอย่างเหมาะสมและเป็นธรรม

6.) ผลักดันให้มีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทั้งฉบับ โดยให้การจัดตั้งและสรรหาสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) โดยกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน ที่สามารถกำหนดแนวทางได้ในทุกขั้นตอนโดยเร็ว

ทั้งนี้ เนื่องจากพรรคพลังประชารัฐมีนโยบายในการเปลี่ยน สปก. 4-01 ให้เป็นโฉนด ซึ่ง ขปส.ได้ประกาศจุดยืนไว้แล้วว่าไม่เห็นด้วยกับนโยบายดังกล่าวมาโดยตลอด ดังนั้นจึงขอสงวนสิทธิ์ในการไม่ให้การสนับสนุนนโยบาย ‘การแปลงสปก.-401 เป็นโฉนด’ อย่างถึงที่สุด และขอเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินนโยบายดังกล่าว ด้วยความรอบรอบคอบรัดกุม ไม่เอื้อประโยชน์ให้แก่กลุ่มนายทุน และทำให้เกิดวิกฤติความเหลื่อมล้ำและการกระจุกตัวของที่ดินมากยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ มีนายมงคลชัย สมอุดร รองปลัดสำนักนายกมนตรี (สปน.) รับหนังสือดังกล่าวไว้เพื่อนำเรียนนายกรัฐมนตรีเพื่อโปรดทราบและประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไปซึ่งกลุ่ม ผู้ชุมนุมพอใจ และใช้เครื่องขยายเสียงปราศรัย ก่อนที่จะเดินทางกลับ

‘ชลน่าน’ ยัน พร้อมยกระดับ 30 บาทรักษาทุกโรค  รื้อระบบให้ ปชช. เข้าถึงการรักษาได้ทุกที่ ทุกเวลา

(6 ก.ย. 66) ที่ทำเนียบรัฐบาล นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวถึงนโยบายแรกด้านกระทรวงสาธารณสุขที่จะดำเนินการว่า จะเป็นไปตามนโยบายที่เราจะแถลงต่อรัฐสภา เป็นเรื่องแรกที่เราจะต้องทำ

เมื่อถามถึงการยกระดับนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค? นพ.ชลน่าน กล่าวว่า "เราใช้คำว่ายกระดับ เพราะเป็นโครงการเดิมแล้วปรับตั้งแต่สมัยรัฐบาลพรรคไทยรักไทย ซึ่งเดิมมีลักษณะของคนที่มีรายได้ เมื่อเข้ารับบริการจะเสียค่าธรรมเนียม 30 บาท แต่เมื่อมีการปรับมาเรื่อย ๆ ตรงนี้ก็หายไป ตัดออกไปหมดแล้ว ไม่ว่าจะมีหรือไม่มีรายได้ก็ไม่ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมเมื่อเข้ารับการรักษา

"ส่วนโครงการใหม่ที่เราจะทำนั้นไม่ได้พูดถึงเรื่องการจ่าย แต่เราพูดถึงเรื่องยกระดับขึ้นมาเพื่อที่จะให้ประชาชนเข้าถึงบริการมากขึ้น โดยใช้บัตรประชาชนสามารถเข้ารักษาได้ทุกที่ เป็นการครอบคลุมเรื่องของคุณภาพและประสิทธิภาพ ถ้าระบบเราสมบูรณ์จะสามารถใช้ได้ทุกที่"

เมื่อถามว่า ระบบดังกล่าวจะใช้เวลานานหรือไม่? นพ.ชลน่าน กล่าวว่า "ก็ต้องใช้เวลาในการพัฒนา ส่วนจะนานหรือไม่นั้นตนต้องขอดูในรายละเอียด"

‘เปาะเปี๊ยะข้าวยำหมูย่าง’ เมนูสุดเด็ดเชฟส์เทเบิ้ล ของดีเมืองตรัง ได้รสสัมผัสข้าวยำปักษ์ใต้ หอมกลิ่นสมุนไพร ลองแล้วจะติดใจ!!

เปิดสูตรเด็ด ‘เปาะเปี๊ยะข้าวยำหมูย่าง’ อาหารกินเล่นสุดว้าว จากเชฟส์เทเบิ้ล ที่ผสมผสานกันอย่างลงตัว จนเป็นเมนูยอดฮิตของรีสอร์ทหนึ่ง ในจังหวัดตรัง

‘ข้าวยำไส้หมูย่างทอดกรอบ’ เมนูสุดว้าวจากเชฟส์เทเบิ้ล อร่อย 1 คำ จะได้รสสัมผัสของข้าวยำปักษ์ใต้ ที่หอมคละคลุ้งไปด้วยสมุนไพร และในขณะเดียวกันก็จะได้กินหมูย่างเมืองตรังไปด้วย

แม้ข้าวยำจะเป็นอาหารประจำถิ่นที่นิยมรับประทานใน 3 จังหวัดชายแดนได้ และล่าสุด ‘กรมส่งเสริมวัฒนธรรม’ (สวธ.) ประกาศรายชื่อผลคัดเลือก 1 จังหวัด 1 เมนู เชิดชูอาหารถิ่น ภายใต้โครงการการส่งเสริมและพัฒนายกระดับอาหารถิ่น สู่มรดกทางวัฒนธรรมและอัตลักษณ์ความเป็นไทย ‘รสชาติ...ที่หายไป’ (The Lost Tasts) ประจำปี 2566 ซึ่งจังหวัดได้รับการคัดเลือก ‘ข้าวยำโจร’ นั้นข้าวยำโจร ก็มีลักษณะเป็นข้าวยำคลุกด้วยเครื่องสมุนไพร ก็ไม่ต่างกับข้าวยำคลุกในจังหวัดอื่นในภาคใต้

แต่ที่จังหวัดตรัง นายจิรวัฒน์ วิระพรสวรรค์ หรือมิก อายุ 28 ปี หนุ่มสถาปนิก จากรั้วสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กลับบ้านช่วยครอบครัวบริหารรีสอร์ท และเป็นผู้ที่ชื่นชอบการทำอาหาร จนนับได้ว่าเป็น เชฟส์เทเบิ้ล แนวหน้าคนหนึ่งของจังหวัดตรัง โดยการคิดและค้นหาวัตถุดิบในชุมชนมารังสรรค์เป็นอาหารสุดว้าว ที่บอกเล่าเรื่องราวต่างๆ ผ่านเมนูจานอาหารที่เชฟรังสรรค์ขึ้น โดยแต่ละเมนูนั้นจะมีความพิเศษทั้งในเรื่องของวัตถุดิบและเรื่องราวมากมายที่เกิดจากชุมชน มานำเสนอในจานอาหาร

โดยนำ ‘ข้าวเบายอดม่วง’ ข้าวพื้นเมืองชื่อดังที่กำลังอยู่ระหว่างการผลักดันให้ได้รับ GI สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ เป็นข้าวพื้นเมืองของจังหวัดตรัง มาสร้างมูลค่าเพิ่มเป็นเมนูที่หลากหลาย โดยเฉพาะข้าวยำไส้หมูย่างทอดกรอบ นอกจากนี้มีการวิจัยพบว่าข้าวเบายอดม่วงมีคุณค่าทางโภชนาการสูง มีโปรตีนสูง แต่คาร์โบไฮเดรตต่ำ รับประทานแล้วไม่อ้วน และข้าวเบายอดม่วง มีลักษณะเนื้อข้าวที่เหนียวหนึบนุ่ม คล้ายกับข้าวญี่ปุ่น เหมาะต่อการนำมาทำข้าวยำไส้หมูย่างทอดกรอบ เวลาม้วนข้าวจะมาแตก เกาะตัวกับไส้ได้เป็นอย่างดี

เพิ่มความอร่อยด้วยการนำหมูย่างเมืองตรัง ที่ได้รับการคุ้มครองเป็นสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (Geographical Indications : GI) ในปี พ.ศ. 2548 มาเป็นส่วนผสมในข้าวยำไส้หมูย่างทอดกรอบด้วย เมื่อรับประทานข้าวยำไส้หมูย่างทอดกรอบ 1 คำจะได้รสสัมผัสของข้าวยำปักษ์ใต้ ที่หอมคละคลุ้งไปด้วยสมุนไพร และในขณะเดียวกันก็จะได้กินหมูย่างเมืองตรังไปด้วย เปรียบได้กับกินจังหวัดตรังไปเลยที่เดียว

การทำเปาะเปี๊ยะข้าวยำหมูย่าง ทางนายจิรวัฒน์ ก็ได้นำสมุนไพรที่ปลูกไว้ในสวนของรีสอร์ท มาเป็นส่วนผสมไม่ว่าจะเป็น ตะไคร้ ในมะกรูด ใบชะพลู ดอกดาหลา ถั่วฝักยาว มะม่วงเบา มะพร้าวคั่ว และที่ต้องซื้อหาเพิ่มเติม เช่น กุ้งแห้งป่น พริกป่น น้ำบูดู ขั้นตอนการทำก็เริ่มจากนำเครื่องข้าวยำ ที่เตรียมไว้ใสลงไปในถ้วยแล้วคลุกเคล้าให้เข้ากัน เติมน้ำบูดูลงไป คนให้เข้ากัน จากนั้นนำใบชะพลูมาเรียงก่อนที่จะตักข้าวยำที่คลุกเคล้าแล้ว ลงไปวางบนใบชะพลูตามด้วยการใส่หมูย่างลงไป ก็ทำการม้วนให้แน่น

ก่อนนำไปชุบแป้งทอดกรอบ และนำไปทอดในน้ำมันร้อนๆ ประมาณ 5-10 นาที ตักขึ้นมาพักให้เย็นจึงจะหันมาเป็นชิ้นๆ รับประทานเปาะเปี๊ยะข้าวยำหมูย่าง 1 คำ จะได้รสสัมผัสที่มีความเป็นอัตลักษณ์ของความเป็นตรัง เพราะมีทั้งความเป็นข้าวยำ น้ำบูดู แบบฉบับของปักษ์ใต้ หอมหวานด้วยหมูย่างเมืองตรัง ความกรอบนอกนุ่มในของแป้งและใบชะพลู อร่อยไปอีกแบบ

ส่วนใครสนใจ ลิ้มลองเมนู ‘เปาะเปี๊ยะข้าวยำหมูย่าง’ ไปกันได้ที่ห้องอาหาร กะช่องฮิลล์ รีสอร์ท 45 หมู่ 7 ต.ช่อง อ.นาโยง จ.ตรัง โทรศัพท์ : 075-573-513 ส่วนใครจะนำไปทำรับประทานเองก็ไม่หวงสูตร

‘เท่ง เถิดเทิง’ เผย อยากเกิดเป็นมือถือของลูกๆ 

ความในใจของพ่อคนหนึ่งถึงลูกที่รัก

‘เท่ง เถิดเทิง’ นักแสดงตลกชื่อดังที่มีความสามารถรอบตัวอย่าง เคยเปิดใจในบทบาทของการเป็นพ่อคนในรายการ Piano & i EP.24

โดยในช่วงหนึ่งที่ เท่ง ได้เผยว่าเคยแต่เขียนเพลงหนึ่งไว้ให้ลูก ๆ ตั้งชื่อเพลงว่า ‘อยากเป็นมือถือในมือเธอ’ พร้อมเล่าบทสนทนากับลูก ๆ ที่เป็นที่มาของเพลงนี้ให้ไว้ว่า

"คุยกับเขาว่า ถ้าหนูเลือกเกิดได้ หนูอยากเกิดเป็นลูกใคร ทุกคนตอบ เกิดเป็นลูกคุณพ่อ แล้วคุณพ่อล่ะถ้าเลือกเกิดได้อยากเกิดเป็นอะไร คุณพ่ออยากเกิดเป็นมือถือหนูอะ เพราะหนูไม่เคยห่างมันเลยเนอะ มันนอนด้วย มันคุยกับหนูทั้งคืนเลยอะ

เราได้เจอะเจอกันน้อยนะลูกนะ นี่คือสิ่งที่พ่ออยากเกิดเป็นมือถือหนู พ่อไม่มีคำคมอะไร พ่อพูดจากความรู้สึกของพ่อ มือถือแบตจะหมด หนูตามหาสายชาร์จอยู่ไหน แต่พ่อไม่ต้องชาร์จลูก แค่รอยยิ้มลูก พ่อชาร์จอยู่ตลอด เขานั่งร้องไห้ เลยเขียนเพลงขึ้นมา อยากเป็นมือถือในมือเธอ"

สรุปสถานการณ์ตลาดน้ำมันสัปดาห์ที่ 28 ส.ค. - 1 ก.ย. 66 จับตาปัจจัย 'บวก-ลบ' ชี้แนวโน้ม 4 - 8 ก.ย. 66

ราคาน้ำมันดิบอ้างอิงทุกชนิด เฉลี่ยสัปดาห์สิ้นสุด 1 ก.ย. 66 เพิ่มขึ้น เนื่องจากตลาดคาดว่าซาอุดีอาระเบียจะขยายเวลาอาสาลดการผลิตน้ำมันดิบ (ปริมาณ 1 ล้านบาร์เรลต่อวัน) ออกไปถึงเดือน ต.ค. 66 จากเดิมช่วง ก.ค.- ก.ย. 66 ขณะที่รัสเซียจะขยายเวลาลดการส่งออกน้ำมันดิบออกไปถึง ต.ค. 66 เช่นกัน (ก่อนหน้ารัสเซียประกาศลดการส่งออกน้ำมันดิบในเดือน ส.ค. 66 ปริมาณ 0.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน และเดือน ก.ย. 66 ปริมาณ 0.3 ล้านบาร์เรลต่อวัน) และอาจจะอาสาลดการผลิตจนสิ้นปีนี้

พายุเฮอริเคน Idalia (ระดับ 3: ความเร็วลมสูงสุด 179 กิโลเมตรต่อชั่วโมง) เคลื่อนผ่านรัฐ Florida ของสหรัฐฯ ทำให้บริษัท Chevron อพยพพนักงานออกจากแท่นขุดเจาะปิโตรเลียม (Platforms) แถบ Gulf of Mexico (GoM) บางส่วน โดย Reuters คาดว่าจะกระทบต่อการผลิตน้ำมันดิบประมาณ 0.19 ล้านบาร์เรลต่อวัน ทั้งนี้ GoM ผลิตน้ำมันดิบประมาณ 1.8 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือคิดเป็น 15% ของการผลิตในสหรัฐฯ

ด้านเศรษฐกิจ ดัชนีการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคลของสหรัฐฯ (Core Personal Consumption Expenditure: PCE) ที่ไม่นับรวมหมวดอาหารและพลังงาน ซึ่งใช้วัดเงินเฟ้อ ในเดือน ก.ค. 66 อยู่ที่ +3.3% จากปีก่อน ต่ำกว่าผลสำรวจนักวิเคราะห์จาก Reuters คาดว่าจะอยู่ที่ +4.2 จากปีก่อน ทำให้ FedWatch Tool ของ CME Group ประเมินว่าในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (Federal Open Market Committee: FOMC) วันที่ 19-20 ก.ย. 66 นักลงทุนให้น้ำหนัก 88% ที่ FOMC จะคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ 5.25-5.50% และให้น้ำหนัก 12% ที่จะขึ้นดอกเบี้ย 0.25%

ภาคอุตสาหกรรมของจีนยังคงชะลอตัว โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติจีน (National Bureau of Statistics: NBS) รายงานดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (Purchasing Managers’ Index: PMI) ภาคการผลิตของรัฐวิสาหกิจและบริษัทขนาดใหญ่ ในเดือน ส.ค. 66 อยู่ที่ 49.7 จุด รัฐบาลจีนมีแนวโน้มจะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมอีกอย่างต่อเนื่อง

คาดการณ์ราคา ICE Brent สัปดาห์นี้จะเคลื่อนไหวในกรอบ 85-90 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล

‘ติ๊ก เจษฎาภรณ์’ เปิดใจครั้งแรก หลังเจอดรามาโยงการเมือง ลั่น!! อยู่ที่คนจะตีความ แต่ต่อไปนี้จะระวังเรื่องโพสต์มากขึ้น

เมื่อวันที่ 5 ก.ย. 66 เรียกว่าไม่ได้มีการเคลื่อนไหวอะไรออกมาเลย หลังจากอยู่ผู้จัดหนุ่ม ‘ติ๊ก เจษฎาภรณ์ ผลดี’ โดนทัวร์ลงหลังโพสต์ข้อความลงในทวิตเตอร์ (X) ไว้ว่า “ในความมืดมิด…ไม้ขีดไฟแค่ 1 ก้านที่จุดติด คนนับล้านในรัศมีไกลจะมองเห็นเปลวแสงสว่างจากปลายไม้ขีดนั้น #ยิ่งมืดยิ่งสว่าง” ซึ่งถูกโยงเรื่องการเมืองที่กำลังร้อนระอุในช่วงนั้น

ล่าสุดได้เจอ ‘ติ๊ก เจษฎาภรณ์’ ในงาน ‘ลมพัดผ่านดาว Gala Event’ ที่ สยามพารากอน หลังจบงานผู้จัดคนเก่งได้ให้สัมภาษณ์ถึงประเด็นดังกล่าว

>> ถามถึงเรื่องดรามาในทวิตเตอร์ อยู่ ๆ ทัวร์ก็ลง ?

“ผมเข้าไปอ่านในคอมเมนต์เราไม่เรียกว่าทัวร์ลงดีกว่า ผมเห็นแต่คอมเมนต์ดี ๆ มันเป็นเรื่องของนานาจิตตัง ว่าคุณจะเข้าใจและตีความหมายแบบไหน แต่ถ้าย้อนกลับไปผมเป็นคนชอบเข้าป่าอยู่แล้วเราเรียนวิชาลูกเสือมา เรานึกถึงว่าในเวลายามค่ำคืน แสงสว่างที่มันจุดขึ้นมาเราจะเห็นในระยะไกลหลายกิโลเมตร ซึ่งอันนี้มันเป็นคำคมอะไรบางอย่างเท่านั้นเองครับ”

>> เราไม่ได้อิงการเมืองในตอนนี้ ?

“อิงในเรื่องธรรมชาติและพื้นป่าครับ (แต่คนก็เอาไปโยงเกี่ยวกับเรื่องการเมือง?) ผมว่าเรื่องของการโยงจะพูดแบบไหนก็แล้วแต่ มันสามารถโยงได้หมด ถ้าพูดถึงความเป็นประชาชนคนหนึ่งในสังคม ผมคิดว่าทุก ๆ คน สามารถพูดในเรื่องความคิดเห็นต่าง ๆ นี้ได้นะครับ

ต้องบอกว่าความรู้สึกของแต่ละคนมันมีความแตกต่างกันไป ผมว่าอยากให้มีการเปิดเสรีในการพูดเรื่องพวกนี้ โดยที่มันไม่ได้ทำให้เกิดความพึงพอใจหรือไม่พึงพอใจกับใคร แต่ผมว่ามันคือแรงขับเคลื่อนที่จะทำให้สังคมและชีวิตการเป็นอยู่ต่าง ๆ รวมถึงองค์ภาพรวมต่าง ๆ ของเรา เคลื่อนไปในทิศทางที่ดี”

>> ตกใจไหมอยู่ ๆ เราก็มาเป็นประเด็นเรื่องนี้ ?

“เคยเจอมาบ่อยเหมือนกันครับ ผมว่าเราต้องไม่รู้สึกว่าการที่ใครออกมาพูดอะไรต้องโยงถึงเรื่องการเมืองเสมอ อยากให้มองมุมเปิดกว้าง ๆ และให้มองว่าเป็นเรื่องปกติของสังคม

>> เราอยากที่จะออกมาอธิบายไหมว่าสิ่งที่เราโพสต์ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการเมือง ?

“ผมว่ามันไม่จำเป็นต้องอธิบาย ผมว่าเรื่องเหล่านี้มันผ่านมาแล้วก็ผ่านไป ผมคิดอยู่เสมอว่าตราบใดที่เรายืนอยู่บนพื้นฐานของความถูกต้อง และเราไม่ได้ทำอะไรผิดเราก็ไม่ต้องกลัวสิ่งใดบนโลกใบนี้”

>> ได้รับผลกระทบอะไรกับข่าวนี้ไหมทั้งตัวเราและครอบครัว ?

“ไม่มีครับ ทุกคนปกติไม่มีใครพูดถึงเรื่องนี้เลย ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป”

>> จากนี้เราจะระวังเรื่องการโพสต์มากขึ้นไหม การเมืองตอนนี้ค่อนข้างที่จะละเอียดอ่อน ?

“แน่นอนครับ ตอนนี้มันเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนและเปราะบาง ผมจะบอกว่าในบางแพลตฟอร์ม มันก็คือเรื่องของการที่ทำให้เราได้ ถ่ายทอดมุมมองต่าง ๆ ที่เรานึกคิด ณ ตอนนั้น ๆ มันก็อยู่ที่คนไปจับเรื่องนี้มาตีความครับ เราอยากให้ทุกคนได้เปิดใจให้กว้าง เปิดโอกาส มองเรื่องต่าง ๆ เหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็น สาขา หรืองานอาชีพใด ๆ เราล้วนเป็น มนุษย์ซึ่งอยู่พื้นที่เดียวกันครับ”

'สุปรีย์' เร่งผลักดัน Brand Province ทุกจังหวัด หลังนั่งประธานสภาเอสเอ็มอีคนใหม่ มุ่งนำพา SMEs สู่ BCG Model

วันที่ 1 กันยายนที่ผ่านมา ที่ห้องประชุม ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย หรือ SME BANK สภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย (สภาเอสเอ็มอี) จัดการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2566 โดยมีภาคีเครือข่ายเข้าร่วมการประชุมกว่า 50 องค์กร

ซึ่งที่ประชุมมีมติเลือก คุณสุปรีย์ ทองเพชร นายกสมาคมการค้าวัสดุอุปกรณ์การพิมพ์ไทย เข้ามาดำรงตำแหน่งประธานสภาเอสเอ็มอี วาระปี 2566–2568 ซึ่งมีนโยบายที่จะผลักดันเรื่อง Brand Province ทุกจังหวัด และการนำพา SMEs เข้าสู่ BCG Model ซึ่งเป็น Mega Trend ของโลก รวมทั้งการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามายกระดับศักยภาพของ SMEs ต่อไป ซึ่งได้รับเกียรติจาก คุณไชยวัฒน์ หาญสมวงศ์ ประธานกิตติมศักดิ์สภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย มาร่วมเป็นสักขีพยานในการประชุม

โดยในวันดังกล่าว ได้มีพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ระหว่าง สภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย กับ กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ โดย ท่านเรืองศักดิ์ สุวารี อธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ และสภาองค์การนายจ้างแห่งประเทศไทย โดย นายเอกสิทธิ์ คุณานันทกุล ประธานสภาองค์การนายจ้างแห่งประเทศไทย และสถาบันพัฒนาทุนมนุษย์เพื่อสังคม โดย ดร.ภูชิสส์ ศรีเจริญ ประธานสถาบันพัฒนาทุนมนุษย์เพื่อสังคม ในการการสร้างการรับรู้กฎหมายเกี่ยวกับสิทธิเสรีภาพ การคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน การไกล่เกลี่ยข้อพิพาท บูรณาการและยกระดับความร่วมมือของวิสาหกิจกับภาครัฐและเอกชน ซึ่งมีท่าน ดร.โฆสิต สุวินิจจิต ที่ปรึกษากรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม เป็นพยาน

รวมทั้งพิธีประกาศเจตนารมย์เปิดศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทภาคประชาชน สถาบันพัฒนาทุนมนุษย์เพื่อสังคม และสภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย แขวงคลอง 12 (04) เขตหนองจอก กรุงเทพมหานคร และมอบป้ายศูนย์ โดยท่านเรืองศักดิ์ สุวารี อธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ เป็นประธานมอบ ซึ่งมีท่าน ดร.ธปภัค บูรณะสิงห์ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านส่งเสริมสิทธิและเสรีภาพ กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ และท่านไพโรจน์ จันทรอด ผู้อำนวยการเขตหนองจอก สำนักงานเขตหนองจอก เป็นพยาน

จากนั้น เป็นพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ระหว่าง สภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย กับ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) ด้านการส่งเสริม SMEs ให้เข้าถึงแหล่งเงินทุนและการพัฒนา SMEs

ซึ่งงานดังกล่าว ได้รับการสนับสนุนจากภาคีเครือข่ายสภาเอสเอ็มอีในการจัดงาน และหน่วยงานภาครัฐที่ส่งผู้แทนมาให้ข้อมูลด้านการส่งเสริม SMEs ได้แก่ สถาบันพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (ISMED) โดย คุณพิตรพิบูล ธีร์จันทึก ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) โดย คุณโมกุล โปษยะพิสิษฐ์ รองกรรมการผู้จัดการธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย กรมสรรพากร โดย ว่าที่ร้อยตรี อัครเดช เทียมเจริญ นักวิชาการภาษี ชำนาญการพิเศษ กรมสรรพากร และ กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ โดย ว่าที่ร้อยโท ชีวีวัฒน์ หวานอารมณ์ นักวิชาการยุติธรรมชำนาญการพิเศษ กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ซึ่งสภาเอสเอ็มอีเป็นองค์กรที่มีภาคีเครือข่ายกว่า 100 องค์กร มีสมาชิกรวมกันกว่า 8,000 กิจการ ในทุกธุรกิจและพันธมิตรหลายหลายองค์กร อีกทั้งมีประธานจังหวัดทุกจังหวัดเป็นผู้แทนในการประสานงานจากส่วนกลางไปยังภูมิภาคเพื่อขับเคลื่อนนโยบายจากสภาเอสเอ็มอีไปยัง SMEs ทั่วประเทศ

Wongnai ผนึก LINE เข้าซื้อ Rabbit LINE Pay จากผู้ถือหุ้นเดิม ปั้นบริการคลุม ‘สั่งอาหาร’ จนถึง ‘กู้เงิน’ พร้อมท้าชน ‘e-Wallet-เป๋าตัง’

(5 ก.ย. 66) นายยอด ชินสุภัคกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร LINE MAN Wongnai และ ดร.พิเชษฐ ฤกษ์ปรีชา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร LINE ประเทศไทย ได้ร่วมเปิดเผยภายหลังจาก LINE MAN Wongnai และ LINE ได้เข้าซื้อ Rabbit LINE Pay (RLP) จากผู้ถือหุ้นเดิม และทำให้ LINE MAN Wongnai กลายเป็นถือหุ้นสูงสุดใน RLP ว่า...

หากเป็นคนกรุงเทพฯ ที่เดินทางด้วยรถไฟฟ้า BTS บ่อยๆ เชื่อว่าก็คงจะใช้บริการ Rabbit LINE Pay (RLP) แน่นอน ซึ่ง Rabbit LINE Pay นั้นเป็นแพลตฟอร์มที่เกิดจาก LINE Thailand ร่วมมือกับทาง Rabbit Card และ mPay แพลตฟอร์มบริการทางการเงินของ AIS เข้ามาลงทุนร่วมกันเมื่อปี 2018 โดยทั้ง 3 พาร์ตเนอร์นั้นถือหุ้นเท่าๆ กัน

โดยจุดเด่นของ Rabbit LINE Pay ก็คือ การใช้งานผ่านแพลตฟอร์ม LINE ได้เลยโดยไม่ต้องโหลดแอปฯ เพิ่ม ไม่ว่าจะเป็นการซื้อตั๋ว BTS, ซื้อสินค้าใน LINE เช่น สติกเกอร์ รวมไปถึงร้านค้าชั้นนำต่าง ๆ ทั้งนี้ ตัวเลข ณ ปี 2022 Rabbit LINE Pay มีจำนวนผู้ใช้กว่า 10 ล้านราย

แม้จะไม่มีการเปิดเผยถึงมูลค่าการเข้าซื้อหุ้น RLP ต่อจาก แอดวานซ์ เอ็มเปย์ จำกัด และ บริษัท แรบบิทเพย์ ซิสเทม จำกัด แต่ ยอด เผยว่า LINE MAN Wongnai เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ โดยเชื่อว่า RLP นั้นเป็นส่วนสำคัญในการทำธุรกิจของ LINE MAN Wongnai โดยเปรียบเสมือน น้ำมันหล่อลื่น ให้กับธุรกิจ เพราะในทุกบริการต้องใช้ระบบเพย์เมนต์ นอกจากนี้ ยอด ยังมองว่า ตลาดอีเพย์เมนต์ยังมีโอกาสเติบโตได้อีกมาก

“ทุกบริการของ LINE MAN Wongnai ไม่ว่าจะเป็น Food, Taxi Messengers หรือ LINE เองก็มีบริการอีคอมเมิร์ซอย่าง LINE Shopping และทุกอย่างต้องใช้ระบบเพย์เมนต์ทั้งหมด ดังนั้น RLP จะมาช่วยให้บริการต่างๆ มันไร้รอยต่อ (Seamless) มากขึ้น” ดร.พิเชษฐ กล่าวเสริม

ทั้งนี้ ในแง่ขององค์กร RLP ยังคงไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ทั้งออฟฟิศและพนักงาน ในส่วนของผู้ใช้ก็เช่นเดียวกัน บริการไหนที่เคยใช้ได้ก็ยังใช้ได้ตามเดิม ไม่ว่าจะเติมเงินขึ้นรถไฟฟ้า BTS หรือการใช้จ่ายผ่านร้านค้าพันธมิตร ดังนั้น สิ่งที่ผู้บริโภคอยากรู้คือ บริการใหม่ที่จะได้เห็น

โดย ดร.พิเชษฐ ฤกษ์ปรีชา ได้กล่าวเสริมว่า จะมีบริการใหม่ๆ เกิดขึ้นแน่นอน อย่างน้อยที่จะได้เห็นก็คือ สิทธิพิเศษที่มากขึ้น หากใช้งาน RLP ผ่าน LINE หรือ LINE MAN รวมถึงความเป็นไปได้ของบริการ กู้เงินออนไลน์ เพราะทาง LINE เองก็มี LINE BK บริการทางการเงินแบบ Social Banking ของบริษัท กสิกร ไลน์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทที่เกิดจากการร่วมทุนระหว่างบริษัท กสิกร วิชั่น จำกัด (บริษัทในเครือของธนาคารกสิกรไทย) และบริษัท ไลน์ ไฟแนนเชียล เอเชีย (LINE Financial Asia) อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีแผนชัดเจนว่าจะเห็นบริการใหม่ ๆ เร็วสุดเมื่อไหร่

“อาจยังไม่ชัดเจนว่าจะมีบริการอะไรใหม่ ๆ แต่เราจะพยายามดันทรานซ์แซ็คชั่นของทั้ง LINE MAN Wongnai และ LINE เข้าไปใช้ใน RLP ให้ได้มากที่สุด แต่เราอยากให้คนเข้ามาในแพลตฟอร์มของเราแล้วทำได้ทุกอย่างตั้งแต่สั่งอาหารจนถึงกู้เงิน” ดร.พิเชษฐ กล่าว

ด้าน ยอด ได้กล่าวด้วยว่า แม้ว่าตลาดอี-วอลเลตปีนี้ผู้เล่นรายใหญ่อย่าง ดอลฟิน วอลเลต จะหายไป แต่การแข่งขันก็ไม่ได้ลดน้อยลง โดยตลาดอีเพย์เมนต์ยังมีความท้าทายจาก พร้อมเพย์ ที่ทำให้ทุกอย่างใช้งานได้อย่างเปิดกว้าง นอกจากนี้ยังมีแพลตฟอร์ม เป๋าตัง ของรัฐบาล ดังนั้น การแข่งขันจึงกว้างมากเพราะมีทั้งธนาคารและแพลตฟอร์มอีวอลเลต ซึ่ง RLP ก็อยากจะเป็นผู้เล่นหลักของตลาดไทย ดังนั้น การมีบริการต่าง ๆ เพื่อดึงดูดให้ผู้บริโภคยังใช้งานเป็นโจทย์ที่สำคัญ

“อย่างเป๋าตังเขาก็มีบริการซื้อสลากออนไลน์เพื่อดึงดูดให้ใช้งาน นี่ก็เป็นโจทย์ของเราว่านอกจากบริการที่มีที่ผู้บริโภคใช้อยู่แล้ว เราจะเพิ่มอะไรเข้าไปได้อีก”

อย่างไรก็ตาม ทิศทางของตลาดอีเพย์เมนต์ มีแต่ขาขึ้นไม่มีทางลง ตลาดจะใหญ่ขึ้นอีกเพราะผู้บริโภคใช้งานชินตั้งแต่เกิดโควิดระบาด คนใช้เงินสดน้อยลง เพียงแต่ตลาดยังไม่มาชัวร์ เพราะยังมีผู้เล่นที่ออกจากตลาดไปและยังมีผู้เล่นใหม่ๆ เข้ามา

ปัจจุบัน แม้บริการ RLP จะยังไม่ทำกำไร โดยในปี 2565 รายได้รวม 319.63 ล้านบาท ขาดทุน 156.65 ล้านบาท แต่ในส่วนของผู้ใช้ยังคงเติบโต โดย ยอด เชื่อว่า ต้องทำให้ RLP มีกำไร และเติบโตในฐานะ STAND ALONE COMPANY ที่แข็งแกร่งให้ได้

‘แบงค์ แคลช’ โชว์ภาพสวมแหวนนิ้วนางสาวปริศนา ‘นานา ไรบีนา’ โผล่ยินดี พร้อมเปิดวาร์ปเบาๆ

เรียกได้ว่าเป็นโพสต์เซอร์ไพรส์ที่ทำเอาเหล่าคนบันเทิงและแฟนคลับแซ่ซ้องแห่กรี๊ด แห่ยินดีกันอย่างล้นหลามเลยทีเดียว สำหรับโพสต์ล่าสุดบนอินสตาแกรมของนักร้อง-นักแสดงหนุ่ม ‘แบงค์ ปรีติ บารมีอนันต์’ หรือ ‘แบงค์ แคลช’

ที่วันนี้ (5 ก.ย. 66) หนุ่มแบงค์ได้ออกมาโพสต์ภาพสุดหวานสวมแหวนเพชรเม็ดงามอยู่บนนิ้วนางข้างซ้ายของสาวปริศนา พร้อมกับเขียนแคปชันซึ้งปนโรแมนติกว่า “แหวนวงหนึ่งที่ผมทำไว้ เผื่อจะใส่ให้ใครสักคน...”

ซึ่งหลังจากที่หนุ่มแบงค์ได้เผยโพสต์ดังกล่าวไปแล้วนั้น ก็มีบรรดาเพื่อนพ้องและแฟน ๆ แห่คอมเมนต์แสดงความยินดีพร้อมกับชมแหวนสวยกันอย่างคับคั่ง

นอกจากนี้เพื่อนรักอย่าง ‘นานา ไรบีนา’ ก็ยังได้เข้ามาแสดงคาวมยินดี พร้อมกับแอบเปิดวาร์ปเจ้าของมือปริศนาผ่านทางคอมเมนต์ด้วยว่า... “Follow อยู่คนเดียวเลยนะ ยินดีด้วยเพื่อน”

เจอสาวนานาชี้เป้ามาขนาดนี้แล้ว ทางเราก็ไม่พลาดเข้าไปส่องดูสักหน่อย แล้วก็พบว่าเจ้าของหัวใจหนุ่มแบงค์นั้นมีชื่อเสียงเรียงนามว่า ‘กุ๊กกิ๊ก มรกต’ แถมออร่าความสวยก็มาเต็มแบบ 10 เต็ม 10 สุดๆ

‘สมจิตร’ เปิดใจทั้งน้ำตา ภรรยาป่วย ลูกสมาธิสั้น สุดท้ายพยายามคิดบวก อนาคตมันอาจจะดีขึ้น

(5 ก.ย.66) ‘บอย พิษณุ’ เผยคลิป ‘ไม่ได้สู้แค่บนสังเวียน แต่ ‘พี่สมจิตร’ คือเซียนชีวิตจริง!’ เปิดใจ ‘สมจิตร จงจอหอ’ เจ้าของเหรียญทองโอลิมปิก เล่าเรื่องราวชีวิตครอบครัวตอนหนึ่งกลั้นน้ำตาไม่ไหวร้องไห้ออกมา โดยเผยถึงอาการป่วยหนักก่อนหน้านี้ของ ‘อุ๋ม ศศิธร’ ภรรยาที่ป่วยเป็นโรคแพ้ภูมิตัวเอง (SLE) รักษามา 2 ปีกว่าแล้ว ต้องเปลี่ยนพฤติกรรมการกินการอยู่ ออกโรงพยาบาลมาก็ต้องดูแลเรื่องอาหาร การหลับนอน ใส่ใจเรื่องจิตใจเขา ฟื้นฟูเร็ว กินยาเป็นกำๆ ก็ลดน้อยลง ดูแลเขาเต็มที่เป็นปี ยิมปิดไปเลย โฟกัสที่ภรรยา เรื่องราวสะสม เราดูแลฟื้นฟูเร็ว ตอนนี้กลับมา 80-90 เปอร์เซ็นต์

การแต่งงานกันต้องอยู่กันไปจนแก่ตาย แม้ระหว่างทางจะมีทะเลาะกัน แต่สุดท้ายเราปรับความเข้าใจกันหักลบกันไป มันต้องอยู่จนแก่เฒ่า จนมีใครคนหนึ่งตายไป ต้องอยู่กันให้ได้ในความรักที่มีต่อกันทุกวัน มีกำลังใจให้กันทุกวัน

ถามถึง ‘กำปั้น’ ลูกชาย อยู่ปี 3 แล้ว เรียนสาขาอะไร ‘สมจิตร’ ตอบว่า ผมไม่ค่อยจะบอกรายการไหน กำปั้นเขาอายุ 22 ปี แต่ไอคิวเขาประมาณเด็ก 10 กว่าขวบ 15-16 เหมือนเด็กสมาธิสั้น แต่เขาเรียนพูดภาษาอะไรได้เก่ง แต่บวกลบคูณหารเลขไม่ได้เลย ความจำตรงนั้นไม่ได้เลย เรียนอยู่ได้เกรด 1 กว่า ไม่ถึง 2 เป็นคนร่าเริง เพื่อนเยอะ แต่สุดท้ายพอปี 3 จะขึ้นปี 4 ครูบอกว่าเรียนไม่ได้เพราะสมองน้องไปไม่ได้ ก็เลยต้องดรอป

นักชกเหรียญทองในตำนานสุดกลั้นน้ำตา เผยว่า “เมียก็ป่วย ลูกก็เป็นยังงี้ แต่สุดท้ายผมคิดบวก สุดท้ายมันอาจจะดีก็ได้ ถ้ากำปั้นเป็นเด็กเหมือนธรรมดา อายุ 22 ป่านนี้กำปั้นดื่มเหล้า ขับรถซิ่ง ขี่มอเตอร์ไซค์แว้น ดูดบุหรี่ 100 เปอร์เซ็นต์ ผมอายุ 22 เหมือนเขาผ่านมาแล้ว แต่เขาอายุ 22 สมองเขาเป็นเด็กเขาอยู่กับพ่อกับแม่ รอพ่อเหมือนเด็ก เป็นเด็กดีร่าเริง อัธยาศัยดี ทุกคนรักเขาหมด”

“แสดงว่าสิ่งที่เป็นโชคร้ายสำหรับผม ก็เป็นโชคดีสำหรับผมส่วนหนึ่ง มันเป็นเรื่องราวที่เขาอาจจะกำหนดมา แต่สิ่งที่มันเจอเนี่ย อยู่ที่เราจะปรับมันยังไง เราจะอยู่กับมันยังไง อยู่กับครอบครัวที่เมียป่วย ลูกก็ได้เท่านี้ คิดไปแล้วได้อะไร เราคิดแง่บวกดีกว่า ถ้าเราคิดลบ ผมว่าชีวิตมันก็จะลบไปเรื่อยๆ เราก็จะท้อแท้ การงานที่เราทำก็ไม่มีสมาธิ เวลาไปทำงานต่างจังหวัดหรือเล่นละครถ้าคิดเรื่องครอบครัว เรื่องทุกข์จะทำงานไม่ได้”

‘สมจิตร’ บอกอีกว่า ผมจริงจังกับการทำงานปลูกฝังจากการเป็นนักมวย พอครอบครัวเป็นแบบนี้ เรารู้สึกว่าเราโอเค เราตัดเรื่องนี้เอาไว้ สุดท้ายเราก็จะมีเรื่องอื่นมาทดแทน ไม่เสียใจ ไม่เสียดายเลยที่เป็นแบบนี้ มีลูกสาวอีกคน ‘จันทร์เจ้า’ ที่เขาก็เก่ง คนนี้เก่ง

“สิ่งที่เราได้คือได้ลูกอยู่กับเรา กำปั้นเรียนไม่จบไม่เป็นไร มันไม่ใช่เรื่องของการเอาใบปริญญามาให้พ่อแล้วพ่อจะภูมิใจ แต่เราภูมิใจที่เขาเป็นคนที่รักครอบครัว ส่วนจันทร์เจ้า เก่งหลายเรื่อง หัวไว เรียนเก่งเลย ระดับท็อปๆ ของห้องเลย แต่ว่าขี้เกียจ ขี้เกียจทำความสะอาดห้อง แต่ทำไมมันเรียนได้ ยังงง”


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top