Sunday, 8 November 2026
Hard News Team

‘พิมพ์ภัทรา’ จัดให้!! ชงครม. เคาะ 8 พันล้าน ‘จ่ายอ้อยสด-ดึงเงินซื้อรถตัด’ แก้ขาดแรงงาน

(8 ก.ย.66) น.ส.พิมพ์ภัทรา วิชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม, นายณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม, นายนรุณ สุขสมาน รองเลขาธิการคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) ประชุมร่วมกับตัวแทนสมาคมเกษตรกรชาวไร่อ้อย 38 แห่งจากทั่วประเทศ ประมาณ 70 คน ถึงแนวทางการแก้ปัญหาอ้อยและน้ำตาลทั้งระบบ โดยเฉพาะกรณีเร่งด่วนความชัดเจนนโยบายกระทรวงอุตสาหกรรม หลังเปลี่ยนรัฐบาลเกี่ยวกับเงินสนับสนุนการตัดอ้อยสด เพื่อแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 จำนวน 120 บาทต่อตัน และแนวทางการแก้ปัญหาภาวะภัยแล้งที่อาจส่งผลต่อการขาดแคลนน้ำตาล

โดยมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มีพื้นที่เกษตรกรทำไร่อ้อย อาทิ นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ ส.ส.ราชบุรี พรรครวมไทยสร้างชาติ, นายยศวัฒน์ มาไพศาลสิน ส.ส.กาญจนบุรี พรรคเพื่อไทยเข้าร่วมรับฟังด้วย

ด้าน นายปารเมศ โพธารากุล ประธานสหพันธ์ชาวไร่อ้อยแห่งประเทศไทย ตัวแทนเกษตรกรชาวไร่อ้อย กล่าวว่า ชาวไร่อ้อยมักถูกมองว่าเป็นผู้ร้ายทำให้เกิดฝุ่น PM 2.5 จากการเผาไร่อ้อย ทั้งที่จากข้อมูลระบุว่า ฝุ่นขนาดเล็กที่เกิดจากอ้อยไฟไหม้มีอยู่เพียงแค่ไม่ถึง 10% ของฝุ่นที่เกิดขึ้น โดยเกษตรกรชาวไร่อ้อยยืนยันจะช่วยลดปัญหา PM 2.5 ด้วยการเข้าร่วมพันธสัญญาตามนโยบายภาครัฐในการตัดอ้อยสดที่มีต้นทุนสูง และรับเงินสนับสนุนจากรัฐบาลจำนวน 120 บาทต่อตัน ซึ่งได้ดำเนินการมา 2 ปีแล้ว กระทั่งมาถึงช่วงเปลี่ยนผ่านระหว่างรัฐบาลเดิมสู่รัฐบาลใหม่ เงินสนับสนุนดังกล่าวถูกชะลอออกไปจนถึงขณะนี้ยังไม่ได้รับเงินดังกล่าว สร้างความเดือดร้อนกับเกษตรกรชาวไร่อ้อยทั้งประเทศที่ได้ลงทุนจ้างการตัดอ้อยสดไปแล้ว

“ขณะนี้กำลังจะถึงฤดูการหีบอ้อยใหม่ ประกอบกับภัยแล้งในอนาคต อาจจะทำให้เป็นอุปสรรคต่อเกษตรกร เพราะเกษตรกรต้องเตรียมพร้อมรับมือ ต้องใช้เงินทุน เรื่องเครื่องจักร หรือแรงงาน จึงอยากขอความอนุเคราะห์จากกระทรวงอุตสาหกรรมสนับสนุนเงินตัดอ้อยสด 120 บาทต่อตันของฤดูกาลที่ผ่านมาให้ถึงมือเกษตรกรภายในเดือนตุลาคม รวมทั้งขอความชัดเจนเกี่ยวกับนโยบายการจ่ายเงินสนับสนุนในรอบปีใหม่ด้วย” นายปารเมศกล่าว

ทั้งนี้ น.ส.พิมพ์ภัทรา กล่าวภายหลังรับฟังชาวไร่ว่า ปัญหาเรื่องอ้อย เป็นปัญหาสำคัญที่ถูกพูดถึงมาโดยตลอดทั้งในรัฐบาล และในสภาผู้แทนราษฎร สำหรับปัญหาที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะการจ่ายเงินล่าช้า เป็นเพราะติดช่วงเวลาของการเปลี่ยนผ่านจึงทำให้เกิดล่าช้า โดยอยากชี้แจงว่าเงินสนับสนุน 120 บาทต่อตัน คือการลงทุนของรัฐ รัฐจึงอยากเห็นว่าการตัดอ้อยสดมากขึ้นจริง จนการเผาอ้อยลงได้ จึงอยากจะให้เกษตรกรสื่อสารออกมาว่าการที่รัฐสนับสนุนนั้น ทำให้ลดการเผาได้ตามเป้าหมายที่ชัดเจน หากทำได้เชื่อว่าจะไม่มีปัญหาในการสนับสนุนต่อไป สำหรับเงินสนับสนุนของรอบปีที่ผ่านมานโยบาย จะต้องใช้งบประมาณราว 8,000 ล้านบาท ต้องขอวงเงินจากรัฐบาลใหม่ และหากได้อนุมัติจะพิจารณาการใช้เงินให้คุ้มค่า อาทิ แบ่งเงินครึ่งหนึ่งซื้อรถตัดอ้อย เพื่อแก้ปัญหาขาดแคลนแรงงานที่ชาวไร่กังวล โดยงบประมาณดังกล่าวไม่ผูกพันกับงบประมาณใหม่ ปี 2567

“เบื้องต้นได้ปรึกษากับ นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง แล้ว เพื่อหาแนวทางในการใช้กรอบวงเงิน ก่อนที่จะนำเข้าหารือ กับนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เร็วๆ นี้ อาจไม่ทันเดือนตุลาคม เนื่องจากมีความล่าช้าของการเปลี่ยนผ่านรัฐบาล แต่จะพยายามเร่งแก้ปัญหา เพราะเข้าใจถึงความเดือดร้อนของชาวไร่อ้อย ดังนั้นอยากให้ชาวไร่อ้อยทราบว่าทุกฝ่ายไม่ได้เพิกเฉย กำลังร่วมกันหาแนวทางแก้ไขปัญหาให้ บางช่วงเวลาอาจติดกรอบระยะเวลาที่มีอุปสรรค แต่ขอให้มั่นใจในรัฐบาลและข้าราชการ กระทรวงอุตสาหกรรมที่ตั้งใจทำงานเพื่อเกษตรกรชาวไร่อ้อยอย่างจริงใจ” น.ส.พิมพ์ภัทรากล่าว

รายงานข่าวแจ้งอีกว่า หลังชาวไร่รับฟังคำชี้แจงของ น.ส.พิมพ์ภัทรา ต่างแสดงความพอใจพร้อมกล่าวว่า มีความชัดเจน หลังรอคอยคำตอบมานาน และมั่นใจว่ากระทรวงอุตสาหกรรมจะช่วยแก้ปัญหาของเกษตรกรชาวไร่อ้อยได้ ก่อนเดินทางกลับไป

‘เบสท์ คำสิงห์’ ควักเงินซื้อบิลบอร์ดให้ตัวเอง หลังปล่อยเพลงใหม่ “เรื่องที่เธอไม่หลอก”

(8 ส.ค.66) งานนี้ทำเอาเหล่านักเชียร์มีกรี๊ด เพราะต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าเคมีดีมากจนอยากจับจิ้น เมื่อสาวสวยอย่าง ‘เบสท์-รักษ์วนีย์ คำสิงห์’ ได้กลับมาทำเพลงในรอบ 3 ปี โดยเพลงนี้ก็ได้หนุ่มหล่ออารมณ์ดีอย่าง ‘คิวเท โอปป้า’ เพื่อนซี้ มาร่วมเล่นเป็นพระเอกประกอบมิวสิกวิดีโอให้อีกด้วย

โดยล่าสุด ‘เบสท์’ ได้โพสต์ภาพโมเมนต์ประทับใจลงอินสตาแกรมส่วนตัว @bestkamsing ซึ่งเป็นภาพที่เธอและคิวเทยืนถ่ายรูปคู่กับบิลบอร์ดเพลงตัวเองอยู่ใจกลางกรุง ด้านหนุ่มคิวเทก็ดีใจมากจนเก็บอาการแทบไม่อยู่ พร้อมกับระบุแคปชันว่า "ก็ซื้อบิลบอร์ดให้ตัวเองไปเลยสิคะ พระเอก MV ได้ขึ้นบิลบอร์ดครั้งแรก ตื่นเต้นสุด"

‘รพ.ช้าง’ อัปเดตอาการ ‘พลายศักดิ์สุรินทร์’ พบข้อเสื่อม-ศอกอักเสบ ทำให้งอขาไม่ได้-กล้ามเนื้อหัวไหล่ฝ่อลีบ ล่าสุดเตรียมวางแผนรักษาแล้ว

(8 ก.ย.66) โรงพยาบาลช้าง ศูนย์อนุรักษ์ช้างไทย จ.ลำปาง เปิดเผยความคืบหน้าการรักษาพลายศักดิ์สุรินทร์ ว่า ทีมงานได้มีการตรวจวินิจฉัยความผิดปกติของขาหน้าซ้ายพลายศักดิ์สุรินทร์โดยละเอียด พบว่า การวัดและวิเคราะห์การก้าวย่าง ใช้ระบบวิเคราะห์การเดินของช้างเอเชีย

โดยวิธีการใช้หน่วยวัดแรงเฉื่อย (Inertial Measurement Unit : IMU) ซึ่งจะมีการติดเซนเซอร์ที่ตำแหน่งต่างๆ บนร่างกายช้าง ให้ช้างเดินบนทางราบเป็นระยะทางประมาณ 25 เมตร แล้วจึงนำข้อมูลที่ได้ไปประมวลผล

พบว่าขาหน้าซ้ายมีจังหวะการก้าวย่างสั้นกว่าขาข้างอื่น และพบการเหยียดของขาหน้าซ้ายท่อนบนมากกว่าส่วนอื่น นอกจากนี้ยังพบว่า มีการใช้ขาหน้าขวา เพื่อชดเชยการทำงานของขาหน้าซ้าย ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดโครงสร้างผิดรูปได้ในอนาคต

จากการถ่ายภาพรังสี (x-ray) ขาหน้าซ้าย เพื่อดูความผิดปกติของกระดูก โดยเฉพาะในส่วนของข้อต่อ พบว่า บริเวณข้อศอกผิวกระดูกมีความขรุขระ และมีช่องว่างระหว่างข้อแคบกว่าปกติ ซึ่งเป็นสัญญาณของข้อเสื่อม (Osteoarthritis ; OA)

การตรวจกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง (Ultrasonography) พบว่า เอ็นบริเวณข้อศอกด้านซ้ายมีการอักเสบเรื้อรัง เกิดเป็นพังผืด ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ช้างไม่สามารถงอขาได้ และพบว่ากล้ามเนื้อหัวไหล่ด้านซ้ายมีการฝ่อลีบเนื่องมาจากไม่ได้ใช้งานเป็นเวลานาน

เมื่อทำการวินิจฉัยจนพบสาเหตุของความเจ็บป่วยแล้ว ทีมงานจึงได้วางแผนการรักษา ดังนี้

1. กำหนดให้ช้างเดินออกกำลังกายในทางราบโดยให้เดินข้ามสิ่งกีดขวางเพื่อกระตุ้นการทำงานของกล้ามเนื้อขาหน้าซ้าย วันละ 30 นาที

2. ทำการนวดบริเวณข้อศอกซ้ายด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง (Ultrasound therapy) เพื่อรักษาพังผืดในบริเวณดังกล่าว

3. กระตุ้น/เสริมสร้างกล้ามเนื้อบริเวณหัวไหล่ด้านซ้ายด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (Peripheral Magnetic Stimulation ; PMS)

โดยจะมีการติดตามและประเมินผลการรักษาทุกๆ 30 วัน ทั้งนี้ขอขอบคุณคณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ Ams Cmu คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ที่ร่วมตรวจวินิจฉัยและวางแผนการรักษาร่วมกันในครั้งนี้ และขอขอบคุณ BTL Medical Thailand (บริษัท บีทีแอล เมดิคอล เทคโนโลจีส์ จำกัด) สำหรับอุปกรณ์เครื่อง PMS

เปิดรายละเอียด ‘แจกเงินดิจิทัล 1 หมื่น’ ที่คนไทยควรรู้ ภายใต้ ‘ผลลัพธ์-ข้อจำกัด’ ที่ผู้ออกนโยบายต้องคิดให้ดี

เมื่อวันที่ 7 ก.ย.66 Spacebar ได้โพสต์คลิปวิดีโออธิบายรายละเอียด ‘เงินดิจิทัล 10,000 บาท’ ถึงความเป็นมาโครงการ รวมถึงข้อดี-ข้อเสีย และความเป็นไปได้ที่จะทำได้จริงมากน้อยแค่ไหน หลังรัฐบาลเศรษฐา 1 ได้มีการประกาศไว้ว่า จะสามารถใช้ได้ในช่วงไตรมาสแรกของปี 67 โดยระบุว่า...

เงินดิจิทัล 10,000 บาท เป็นเงินที่สามารถนำไปใช้จ่ายผ่านกระเป๋าเงินดิจิทัลที่ถูกสร้างขึ้นโดยรัฐบาลพรรคเพื่อไทย ซึ่งได้เผยว่าจะทำบน ‘ระบบ Blockchain’ โดยมีเป้าหมายที่จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจให้หมุนเวียนและเพิ่มกำลังซื้อของประชาชนได้อย่างรวดเร็ว

ทั้งนี้ ผู้ที่มีสิทธิรับเงิน คือ คนไทยอายุ 16 ปีขึ้นไป ซึ่งมีจำนวน 56 ล้านคน เท่ากับต้องใช้งบประมาณ 560,000 ล้านบาท โดยทางพรรคเพื่อไทยอธิบายไว้ว่า นี่คือมาตรการเร่งด่วนเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ผ่านการแจกเงิน 10,000 บาท เพื่อสู้กับความยากจน อันจะส่งผลให้เกิดการไหลเวียนทางเศรษฐกิจได้กว่า 3 ล้านล้านบาทเลยทีเดียว

สำหรับที่มาของเงินที่หลายคนเป็นห่วงว่าเอามาจากส่วนไหน เพื่อใช้ในการดำเนินการโครงการดังกล่าวนั้น ทางพรรคเพื่อไทย ได้ระบุว่า จะมีการนำมาจากการบริหารงบประมาณและภาษี โดยประกอบไปด้วย...

1.) ประมาณการรายได้รัฐที่เพิ่มขึ้นในปี 67 = 260,000 ล้านบาท

2.) ภาษีที่ได้จากผลคูณต่อเศรษฐกิจจากนโยบาย = 100,000 ล้านบาท

3.) การบริหารจัดการงบประมาณ = 110,000 ล้านบาท

4.) การบริหารงบประมาณด้านสวัสดิการที่ซ้ำซ้อน = 90,000 ล้านบาท

โดยสามารถปรับเปลี่ยนตามความเหมาะสมตามสถานการณ์ด้านการคลังของประเทศ

ในส่วนของร้านค้าที่สามารถรับเงิน 10,000 บาท หรือเข้าร่วมโครงการนี้ได้นั้น ต้องเป็นร้านที่จดทะเบียนการค้า จึงจะสามารถแลกเงินดิจิทัลเป็นเงินสดได้ รวมถึงต้องเป็นร้านที่อยู่ในระบบภาษี, เคยยื่นแบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา หรือยื่นแบบนิติบุคคลมาเรียบร้อยแล้วนั่นเอง

อุทาหรณ์!! ก้างปลาเก๋า 1.7 ซม.ทิ่มคอ ปล่อยทิ้ง 5 วัน โชคดี!! ยังไม่โดนกล่องเสียง หมอแนะอย่ากินไปคุยไป

(8 ก.ย.66) พญ.ลลิตา พระธานี แพทย์หูคอจมูก โรงพยาบาลธนบุรี 1 เปิดเผยว่า เพิ่งได้ผ่าตัดเคสคนไข้มารับบริการตรวจรักษา หลังพบความผิดปกติบริเวณคอ สอบถามเบื้องต้น ระบุว่าอาการดังกล่าวเกิดขึ้น หลังจากกินหัวปลาเก๋าหม้อไฟต้มเผือก เมื่อ 5 วันก่อน

แม้ว่าช่วงที่ผ่านมาจะกลืนอาหาร และพูดคุยได้ปกติ แต่รู้สึกว่ามีอุปสรรคต่อการใช้ชีวิต จนไปหาหมอและมีการเอกซเรย์บริเวณคอ และส่องกล้องระบบทางเดินอาหารก็ยังไม่พบสาเหตุ

พญ.ลลิตา กล่าวว่า เท่าที่สอบสวนคนไข้มีอาการระคายเคืองคอด้านขวา คล้ายกับมีของทิ่มแทงอยู่ตลอดเวลา ตนจึงคลำเพื่อตรวจสอบบริเวณดังกล่าว จนพบรอยนูนเล็ก เมื่อส่งอัลตราซาวด์ พบชัดเจนว่ามีก้างปลายาว 1.70 ซม.ปักอยู่ เฉียดกล่องเสียงไปนิดเดียว

หลังพบสาเหตุที่เกิดจากก้างปลาตำคอ จึงผ่าตัดออกมาใช้เวลาเพียง 5 นาที และเปิดบาดแผลเพียง 3 ซม. โชคดีว่าก้างปลาที่มีแง่งอยู่ ไม่ได้มีส่วนใดไปในกล่องเสียง จึงอยากให้เป็นอุทาหรณ์ว่าหากพบสิ่งผิดปกติ ควรรีบมาพบแพทย์ เพราะมีโอกาสติดเชื้อสูง

พญ.ลลิตา กล่าวอีกว่า นอกจากนี้แนะนำว่าขณะรับประทานอาหาร ควรเคี้ยวให้ละเอียดก่อนกลืน รวมทั้งไม่พูดคุยหัวเราะ รวมถึงลุ้นแข่งขันกีฬา ขณะมีอาหารอยู่ในกระพุ้งแก้ม แม้ว่าจะเป็นอาหารอ่อน เช่น ข้าวต้ม ลูกชิ้น เต้าหู้ เพื่อป้องกันการสำลัก ติดคอ จนเกิดเหตุไม่คาดคิดได้

‘เท่ง เถิดเทิง’ ยอมรับ!! ถ้าไม่มีภรรยาคนนี้ ชีวิตไม่มีอะไรเลย คอยสะกิด-มีความคิดผู้ใหญ่ ขอบคุณทุกสิ่งที่ทำให้มาเจอกัน

(8 ก.ย.66) ‘เท่ง เถิดเทิง’ มาเล่าเรื่องความรักกับ ‘แจ๊ส ชวนชื่น’ ในรายการ ‘รสวิวาห์’ เผยถึงตอนมีแฟนคนแรกว่า ตอน ป.4 ปั๊ปปี้เลิฟ ถ้าคลิปนี้ถึงคนๆ นี้ วันนั้นเขาแค่ 10 ขวบ เขาอาจยังไม่คิดอะไรหรอก แต่เรา 10 ขวบ เริ่มมีความรู้สึกกับเพศตรงข้าม ความรัก เขาชื่อ ‘สิริมา บุญครอบ’ เขาอยู่ชั้นล่าง เราอยู่ชั้นบน แล้วมีร่องเขียนจดหมายแล้วหย่อนไป ครูชั้นนั้นเอามาอ่าน ครูขึ้นมาที่ชั้นเราเลย คนไหนอยากเจอ ‘สิริมา บุญครอบ’ อายเลย จบ ป.4 มาเขาก็เรียนต่อ คนละโลกกันแล้ว

จากนั้นมีคอมเมนต์ เข้ามาบอก “ขอบคุณนะคะที่จำกันได้ เห็นพูดกันครั้งนี้เป็นครั้งที่สองแล้ว” ทำเอาแฟนๆ เข้ามาเซอร์ไพรส์ตัวจริงมาเองเลย

ขณะที่ ‘เท่ง’ ยังได้ย้อนถึงการพบรัก ‘มาลา’ ภรรยาคนปัจจุบัน ‘เท่ง’ เล่าด้วยความคลั่งรักแรกเห็น ขณะตัวเองเป็นตลกคาเฟ่และ มาลา เป็นนักร้องว่า สวยเหมือนนางฟ้า ชีวิตนี้แค่เห็น พอแล้ว ก่อนเล่าเรื่องราวความรักชีวิตคู่ ตอนมีลูกชายคนแรกชีวิตลำบากมาก ต้องไปเช่าห้องอยู่ หาเช้ากินค่ำ ก่อนจะไปบวชให้สมเด็จย่า ตั้งใจบวชให้ดีที่สุด สึกแล้วขอให้ดี พอสึกออกมาชีวิตค่อยๆ ไต่เต้าดีขึ้นเรื่อยๆ มาอยู่กับ ‘หม่ำ จ๊กมก’

‘มาลา’ เก็บเงินของสามีชวนกันไปซื้อบ้านแถวหนองแขม ‘เท่ง’ เผยความรู้สึก ก็มีบ้าน กลับไปบ้าน 3-4 ทุ่ม ไม่นอน เดินน้ำตาไหล ภูมิใจ และ ภูมิใจกับเมียเก็บตังค์ซื้อบ้านหลังแรกซื้อสด มาลา ความคิดผู้ใหญ่มาก

ก่อนจะโชว์ นิ้วก้อยงอเพราะเมียใช้สากกะเบือตีหัก เท่ง ทำท่าร้องไห้หนักบอกว่า เวลาเขาพูดสากกะเบือยันเรือรบxูทุกทีเลย จน ‘แจ๊ส’ ต้องกอดปลอบ ‘เท่ง’ เล่าว่าเมียไล่ตี หนีไปขึ้นต้นไม้ กิ่งหักร่วงลงมา จุกก็จุก เขาจะตีหัว ยกมือกัน ก๊อกเลย

‘เท่ง’ พูดถึง มาลาว่า ถ้าไม่มีเมียคนนี้ ชีวิตพี่ไม่มีอะไรเลย ชีวิตพี่เสี่ยงคุกเสี่ยงตาราง พี่เขาคอยสะกิด เป็นผู้หญิงที่ดีที่สุด ขอบคุณเทวดา ทุกอย่างที่ทำให้มาเจอเขา เราจะอยู่กันแบบนี้ตลอดไป

'เซ็นทรัล วิลเลจ' จัดหนัก!! 10 กันยา ช้อปสินค้า ครบ 3,000 ลุ้นเกาะขอบกรี๊ด PROXIE แบบ Exclusive 1 ที่นั่ง อย่าช้า!!

𝐂𝐞𝐧𝐭𝐫𝐚𝐥 𝐕𝐢𝐥𝐥𝐚𝐠𝐞 𝟒𝐭𝐡 𝐀𝐧𝐧𝐢𝐯𝐞𝐫𝐬𝐚𝐫𝐲 𝐌𝐚𝐠𝐢𝐜𝐚𝐥 𝐂𝐚𝐧𝐝𝐲 𝐂𝐞𝐥𝐞𝐛𝐫𝐚𝐭𝐢𝐨𝐧.

(8 ก.ย.66) ฉลองครบรอบ 4 ปี กับ 'เซ็นทรัล วิลเลจ' พร้อมเอ็นจอยความสนุกแบบจัดเต็มกับ MINI CONCERT สุด Exclusive จากศิลปินวง PROXIE ชาว User พร้อมยัง มาเจอกันได้ที่ Central Village Bangkok Luxury Outlet

สำหรับงานนี้ มีเงื่อนไขสุดพิเศษ!! มาให้แฟนคลับ PROXIE ได้ร่วมสนุกกันด้วย โดยในวันที่ 10 ก.ย. 66 แค่คุณช้อปสินค้าภายในศูนย์การค้าเซ็นทรัล วิลเลจ ครบ 3,000 บาท ก็จะได้รับสิทธิ์ ที่นั่ง Exclusive 1 ที่นั่ง

**กติกา**

>> จำนวน 30 ท่านแรก

>> ลงทะเบียนที่จุด Redemption ตั้งแต่เวลา 10.00 น. เป็นต้นไป

>> เป็นใบเสร็จที่ช้อปภายในวัน สามารถรวมใบเสร็จได้

>> แต่ไม่สามารถรวมใบเสร็จจากการทำธุรกรรมทางการเงิน Tops, FamilyMart และ Food Village ไม่ร่วมกิจกรรม

อย่าพลาดกันน้า!!

ไทยติดอันดับ 29 ประเทศที่ดีที่สุดในโลก ส่วนอันดับ 1 สวิตเซอร์แลนด์คว้าไปครอง

สถานเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐฯ โพสต์เฟซบุ๊กวันนี้ (8 ก.ย. 66) ว่า ประเทศไทยติดอันดับ 29 ในรายชื่อประเทศที่ดีที่สุดในโลกประจำปี 2566 หรือ Best Countries 2023 จากยูเอส นิวส์ แอนด์ เวิลด์ รีพอร์ต (U.S. News and World Report)

ทั้งนี้ รายงานฉบับดังกล่าวระบุว่า การจัดอันดับประเทศที่ดีที่สุดในโลกครั้งนี้เป็นการวัดประสิทธิภาพระดับโลกในหลากหลายด้าน โดยไทยติดอันดับที่ 29 จากทั้งหมด 87 ประเทศ โดยประเทศสวิตเซอร์แลนด์คว้าอันดับ 1 ไปครอง ขณะที่ประเทศแคนาดา ประเทศสวีเดน ประเทศออสเตรเลีย และประเทศสหรัฐฯ รั้งอันดับ 2-5 ตามลำดับ ส่วนประเทศอิหร่าน ได้อันดับ 87 เป็นอันดับสุดท้ายในการจัดอันดับดังกล่าว

‘วันนอร์’ จ่อนัดเคลียร์ปัญหา จัดสรรอาหาร สส.ใหม่ ชี้!! ต้องยึดหลักความเหมาะสม และไม่ฟุ่มเฟือย

(8 ก.ย.66) ที่รัฐสภา นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงกรณีที่มีสส.นำอาหารที่ทางสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร จัดให้ระหว่างการประชุมสภาฯ ไปรับประทานนอกสถานที่ ว่า เบื้องต้นเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรได้รายงานเรื่องดังกล่าวมาที่ตนเอง ซึ่งคาดว่าภายหลังจากรัฐสภาพิจารณานโยบายของคณะรัฐมนตรี (ครม.) แล้วเสร็จ จะหารือกับสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรอย่างเป็นทางการต่อไป ส่วนแนวทางเกี่ยวกับการบริการอาหารให้กับสส.นั้น ส่วนตัวคิดว่าจะต้องยึดหลักความเหมาะสม และไม่ฟุ่มเฟือย พร้อมทั้งต้องให้สส.ได้รับการบริการที่ดีด้วย แต่ในอนาตจะมีการปรับลดงบประมาณในเรื่องนี้หรือไม่ คงต้องพิจารณาในรายละเอียดร่วมกับรองประธานสภาฯ ทั้งสองคนอีกครั้ง

ถามว่าที่ผ่านมาการจัดสรรอาหารให้กับสส.ระหว่างประชุมสภาฯ ปรากฏว่ามีปริมาณอาหารเหลือเป็นจำนวนมาก ทางสภาฯ จะมีแนวทางการแก้ไขปัญหานี้อย่างไร นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวว่า ยอมรับว่ามีปริมาณอาหารเหลือ แต่ในทางปฏิบัติที่ต้องเข้าใจว่าบางครั้งมีจำนวนสส.มาประชุมมาก หรือบางครั้งก็มีสส.เดินทางกลับไปก่อน ดังนั้น การจะแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ต้องร่วมหารือกันทุกฝ่ายเพื่อให้เกิดความสมดุล

“อาหารเตรียมไว้มากไปก็ไม่ดี หรือเตรียมอาหารไว้พอดี ถ้าเลิกประชุมเร็วก็ทำให้มีอาหารเหลือบ้าง จึงต้องมีมาตรการที่ทำให้เกิดความสมดุลให้ได้” นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าว

เมื่อถามถึงกรณีที่มีการเผยแพร่ภาพสส.นำอาหารของสภาฯ กลับไปรับประทานนอกอาคารรัฐสภา พร้อมกับมีการตอบโต้เป็นอาหารที่เหลือหลังจากการประชุมสภาฯเสร็จแล้ว นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวว่า กรณีถ้ามีอาหารของสภาฯเหลือ เลขาธิการสภาฯแจ้งให้ทราบเบื้องต้นว่าจะนำไปบริจาคในทางสาธารณกุศล เช่น สถานรับเลี้ยงเด็ก เป็นต้น

'ดร.สุวินัย' ชี้!! สาเหตุก๊วนทัวร์รุม 'เพจดัง' เตือนคนรุ่นใหม่ให้รู้จักออม เพราะไปทิ่มแทงอีโก้คนรุ่นใหม่ 'หนี้ท่วมหัว-คำเตือนผู้ใหญ่ดันเป็นจริง'

(8 ก.ย.66) ดร.สุวินัย ภรณวลัย ประธานยุทธศาสตร์วิชาการ สถาบันทิศทางไทย อดีตอาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก 'Suvinai Pornavalai' ว่า...

คนรุ่นใหม่ไม่เห็นโลงศพไม่หลั่งน้ำตา

ว่ากันว่าปฏิกิริยาแรกของคนส่วนใหญ่ที่ได้รับฟังจากปากของหมอว่าตัวเองเป็น "มะเร็งระยะสุดท้าย" ... คือการปฏิเสธยอมรับความจริง!!

ครั้นพอผ่านไปไม่นาน เมื่อเจ้าตัวทำใจได้แล้วในที่สุดก็จำใจยอมรับความจริงได้...การรักษาที่แท้จริงเริ่มต้นจากจุดนี้ คือเริ่มตั้งแต่เจ้าตัวยอมรับความจริง

รายการ ‘ถามอีก กับอิก’ ของคุณอิก บรรพต ธนาเพิ่มสุข เป็นรายการเกี่ยวกับเศรษฐกิจ-การเงินที่น่าติดตามในยุคนี้

วันนี้ผมได้ทราบข่าวว่า ทวิตเตอร์ส่วนตัวของคุณอิกโดนทัวร์ลงอย่างหนัก จนถึงขั้นคุณอิกต้องปิดทวิตเตอร์ส่วนตัวของเขาอย่างถาวร เพราะคุณอิกดันไปแนะนำให้คนรุ่นใหม่เริ่มเก็บออมเงิน อย่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือย และเริ่มลงทุนตั้งแต่เริ่มทำงาน

‘ความจริง’ ที่อยู่เบื้องหลังการโดนทัวร์ลงอย่างหนักของคุณอิกคืออะไร?

‘ความจริง’ นั้นก็คือ คนรุ่นใหม่มีหนี้ท่วมหัว และครัวเรือนไทยมีหนี้ท่วมหัว

ในช่วงที่ผ่านมาเราพบว่า...

- ปี 2563 คนไทยเป็นหนี้ 33%

- ปี 2564 คนไทยเป็นหนี้ 36%

- ปี 2565 คนไทยเป็นหนี้ 37%

จะเห็นได้ว่า สัดส่วนคนที่มีหนี้เพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ ทุกปี

ทำให้ตอนนี้สัดส่วนหนี้ต่อ GDP ของไทยเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก โดยเพิ่มขึ้นจาก 58% เป็น 90% ในช่วง 12 ปีที่ผ่านมา

เมื่อเข้าไปดูเนื้อในหรือประเภทของหนี้ ว่าหนี้ประเภทไหนที่มีสัดส่วนมากที่สุด เราพบว่า หนี้เพื่อการอุปโภคบริโภคที่ไม่ก่อรายได้ (ไม่รวมหนี้ซื้อบ้านซื้อรถ) มีมากสุดถึง 27%

มิหนำซ้ำ ‘หนี้เสีย’ ก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเช่นเดียวกัน

โดยล่าสุดหนี้ครัวเรือนไทย 15,960,000 ล้านบาท เป็นหนี้เสียถึง 950,000 ล้านบาท

นอกจากนี้ยังมีหนี้ที่มีความเสี่ยงว่าจะเป็นหนี้เสียอีก 600,000 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นจากกลางปี 2565 ที่อยู่ที่ 380,000 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นถึง 57% ภายในระยะเวลาเพียงไม่ถึงปี

โดยหนี้เสียส่วนใหญ่ คือ หนี้บัตรเครดิต หนี้ส่วนบุคคล และหนี้รถยนต์ รวมไปถึงรถมอเตอร์ไซค์

โดยเฉพาะหนี้เสียรถยนต์ ที่มีโปรโมชันต่าง ๆ มากมาย ทำให้ปีที่ผ่านมามีการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

จากต้นปี 2565 ที่ 1.47% จนล่าสุดเพิ่มขึ้นเป็น 2.05%


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top