Tuesday, 28 July 2026
Hard News Team

‘ก้อย อรัชพร’ กั๊กเผยสถานะ ‘ไมค์ พิรัชต์’ ปัดตอบถูกจีบไหม? พร้อมโบ้ยให้ไปถามฝ่ายชาย ด้านแก๊งเพื่อนชงกันหนักมาก!!

ถูกจับพิรุธความสัมพันธ์กับนักร้องหนุ่ม ‘ไมค์ พิรัชต์’ สำหรับนักแสดงสาว ‘ก้อย’ อรัชพร โภคินภากร หลังทั้งคู่ออกอาการเขินกันหนัก ในรายการที่หนุ่มไมค์ไปเป็นแขกรับเชิญ เรียกว่าเคมีดีสุดๆ แถมสองเพื่อนซี้อย่าง ‘นัตตี้-ดรีม’ ยังชงกันใหญ่อีกด้วย

เมื่อวันที่ 8 ก.ย. 66 สาวก้อย ที่มาร่วมงานแถลงข่าว ‘เทศกาล Mooncake 2023 ของขวัญจากพระจันทร์ สุข สมหวัง ดั่งใจปอง’ ที่ S&P Hall สุขุมวิท26 ได้ให้สัมภาษณ์ถึงสถานะความสัมพันธ์กับ ไมค์ พิรัชต์ มีโอกาสพัฒนามากแค่ไหน และยังเผยถึงเรื่องที่ ‘แบมแบม GOT7’ เข้าใจว่าตนเป็นแฟนกับ ‘เก้า จิรายุ’ ถึงกับช็อตฟีลไปเลย ทำเอาเพื่อนสนิทอย่าง ‘วี วิโอเลต’ ที่เป็นแฟนตัวจริง ด่าไปแอบซุ่มกันตอนไหน

คนจับตาความสัมพันธ์กับ ‘ไมค์ พิรัชต์’?
ก้อย : “ต้องยอมรับก่อนว่ารายการถ้าหนูรับฯ มันคือรายการอ้อล้อ มันคือรายการที่สร้างเคมีอยู่แล้ว เราจะไปด้วยพลังงานที่ว่าขึ้นรถ 30 นาทีโสด แล้วบวกกับตอนนี้เราไม่ได้มีพันธะอะไร เราก็เล่นไป คนอาจจะเชียร์เพราะดูมีเคมี”

เราก็ดูเขินๆ กันอยู่นะ ใส่ชุดเหมือนกันด้วย คุยกันหลังไมค์หรือเปล่า?
ก้อย : “ไปถามพี่ไมค์(หัวเราะ) ไม่ใช่ๆ เอางี้โดยสรุปเลย เป็นพี่น้องที่น่ารักกัน ถามว่าเขาสเป๊กมั้ย เขาน่ารักนะ ก้อยรู้สึกว่าพี่เขาเป็นคนที่เราเห็นมาตั้งแต่เด็กๆ เป็นไอดอล ไม่ใช่แค่พี่ไมค์ พี่กอล์ฟ(พิชญะ) ด้วย ทั้งพี่กอล์ฟ พี่ไมค์ เป็นคนที่เราชื่นชมอยู่แล้วค่ะ”

ความสนิทสนมเบอร์ไหน?
ก้อย : “มันก็คงไม่ใช่เพื่อนที่อยู่กันมาเป็นสิบปี ก็คือเป็นแขกรับเชิญที่เรารู้สึกว่าพี่เขาน่ารัก มีความห่วงใยกัน อย่างแฟนมีตเขาก็รู้สึกยินดีด้วย และเขากำลังจะมีคอนเสิร์ต เราก็รู้สึกยินดีกับเขา”

แสดงว่าเรามีการคุยนอกรอบกันอยู่บ่อยๆ ตามที่เพื่อนเราแซว?
ก้อย : “ใช้คำว่าบ่อยอาจจะไม่ได้ ใช้คำว่าคุยบ้าง มีการคุยกันบ้างซึ่งไม่ใช่แค่พี่ไมค์นะ หมายถึงแขกรับเชิญเวลาเราร่วมงานกันมันก็จะกลายเป็นเพื่อน มันไม่ใช่แบบแขกรับเชิญถ่ายงานเสร็จแยกใครก็ไม่รู้ เรารู้สึกว่าทุกๆ คนที่มีความสัมพันธ์ที่ดีกับเรา เราก็คุยกันได้อยู่แล้ว”

รู้สึกยังไงหลายคนเชียร์หนักมาก?
ก้อย : “ก็ขอบคุณค่ะ ดีใจ หมายถึงว่าใครชอบเราคู่กับใครเราก็แฮปปี้”

ได้คุยกับไมค์เรื่องนี้มั้ยว่ามีคนเชียร์?
ก้อย : “ก็ขำ พี่ไมค์ก็แบบมันดูเรื่องใหญ่เรื่องโตเนาะ ก็ขำกัน”

แล้วเชียร์ขึ้นมั้ย โอกาสเป็นไปได้แค่ไหน?
ก้อย : “ก้อยว่า (ดูคิดนาน?) ไม่ใช่ๆ เราแค่รู้สึกว่าไม่รีบกับอะไรเลย ก็ค่อยๆ ดูไป แต่ถ้าตอนนี้กับพี่ไมค์คือพี่น้องเลยค่ะ พี่น้องที่น่ารัก”

แล้วเขามาหยอดเล่นคุยนอกรอบไหม?
ก้อย : “ไม่ๆ ก็น่ารัก คุยกันน่ารัก”

แล้วเขาจีบไหม?
ก้อย : “เวลาถามว่าใครจีบเรา แล้วเราบอกว่ามีคนจีบเรา มันดูตลกเนาะ ก็เราสวยเหรอ (หัวเราะ) ไม่ ถามว่าจีบมั้ย ก็ต้องไปถามเขา แต่ก้อยว่าไม่ เป็นพี่น้องน่ารัก”

เปอร์เซ็นต์โอกาสในการพัฒนา?
ก้อย : “ถ้าตอนนี้ก็พี่น้องค่ะ น่ารักเฮฮา ตอนเห็นข่าวก็รู้สึกตลกดีนะ คอนเทนต์สนุกสนาน”

ถามเรื่องที่ แบมแบม GOT7 เข้าใจว่าเราเป็นแฟน เก้า จิรายุ?
ก้อย : “คือแบมแบมน่ารักมากเลยอ่ะ เป็นคนที่มีความเป็นธรรมชาติสูงมาก ชื่นชมมาก เขาก็นั่งอยู่แล้วเขาก็พูดขึ้นมา พี่มีแฟนไม่ใช่เหรอ คือเราเพิ่งเลิกใช่มั้ย เราก็คิดเขาคงหมายถึงพี่นิกกี้ใช่มั้ย แต่เขาพูด พี่เก้าไม่ใช่เหรอ หน้าไอ้วีลอยพรึ่บขึ้นมาเลย ผิดผีไปหมด (หัวเราะ)”

เรางงมั้ยตอนนั้นช็อตฟีลเลย?
ก้อย : “ก็หน้าช็อกกันไป 3 คน เราก็บอก แบมแป๊บนึงนะ อะไรที่ทำให้เรารู้สึกว่าเป็นก้อยกับเก้าเหรอ เขาก็เลยบอกว่า คลิปไงเป็นแฟนกันไม่ใช่เหรอ มันเป็นซีนหนึ่งในหกฉาก เขาได้ดูซีนนั้น ก็เลยคิดมาตลอดว่าเราเป็นแฟนกัน”

ผิดผีเลย?
ก้อย : “ก็รีบบอกวีเลยว่าเป็นไง จริงๆ คนที่คบเก้าไม่ใช่เธอจ้ะ คือฉัน(ยิ้ม) วีก็ด่าค่ะ ไปซุ่มเมื่อไหร่”

ตอนบอกแบมแบมไปว่าไม่ใช่ เขาว่ายังไง?
ก้อย : “แบมก็ เหรอ เหมือนเขาก็น่าจะเข้าใจสิ่งนี้มานานแล้วว่าก้อย กับเก้า จิรายุ เป็นแฟนกัน แต่พอบอกเขาก็ขำๆ น่ารัก”

ถึงกับว้าวุ่นเลย?
ก้อย : “เราก็ว้าวุ่นเลย กลัวโดนเพื่อนด่า (ไอ้เราก็สวยซะด้วยสิ) ก็จริง (หัวเราะ) ก็ขำๆ แล้วก็บอกเก้าด้วย เก้าก็ไม่เก็บหน้าเลย คือก้อยบอกว่า แบมแบมบอกว่าเราสองคนเป็นแฟนกัน เก้าก็ว่า เขาคิดอะไร สีหน้าเก้าแสดงชัดเจนว่าไม่ เขารักแฟน เขาว้าวุ่นกับแฟนเขา”

แบมแบมติดตามผลงานเราด้วย?
ก้อย : “เขาน่ารัก เขาติดตามคอนเทนต์ไทยหลายๆ คอนเทนต์มากที่เราเซอร์ไพรส์”

ถามผู้หญิงในสเป๊กแบมแบม เขาก็ชี้มาที่เรา?
ก้อย : “ก้อยว่าอาจจะเพราะเราหน้าแปลกกว่าสองคนมากกว่า ช้อยส์มันมีอยู่ 3 เนอะ”

เราก็สวยมีแฟนหรือยัง?
ก้อย : “เอาจริงๆ ปะ ก็รอไหว้พระจันทร์อยู่เนี่ย (หัวเราะ) มีคนบอกให้ก้อยไปไหว้พระแม่ลักษมี เราก็คงต้องขอกันบ้าง แต่ว่าถ้าตอนนี้พูดตรงๆ เลยก็คือเปิด มีอะไรเข้ามาก็เปิดรับ จะมีแฟนเร็วๆ นี้มั้ย บอกเลยว่าไม่แน่นอน”

มีคนเข้ามาจีบเยอะ?
ก้อย : “ไม่ขนาดนั้น เพราะเราพูดมันมั่นอ่ะเนาะ ก็มีมาเอ๊าะแอ๊ะบ้างทักทายตามประสา”

ทำไมยังไม่เลือกใคร?
ก้อย : “เพราะเราไม่รีบไง ก็ยังไม่ได้รู้สึกว่ามันนานขนาดนั้นด้วย จริงๆ โสดมันตาวาวเหมือนกันนะ ใช้เวลาหน่อยๆ ใจเย็นๆ แล้วคนที่บอกตลอดให้ใจเย็นๆ คือคุณแม่ ด้วยวัยของเราด้วย ปกติเวลามีแฟนเราค่อนข้างใส่เต็ม ก็เลยใจเย็นดูดีๆ เราก็หาทำเยอะ ทำแฟนมีต ทำนู่นทำนี่ มีอะไรให้ทำเยอะ แล้วอยู่ดีๆ เพื่อนก็ดันโสดด้วยกัน มันเหมือนค่อยๆ มา ตอนนี้ 3 แล้ว เพื่อนมี 7 เรากลัวมาก อย่าคนที่ 4 นะ เพราะถ้าสี่ ขนหัวลุกเลย ก็ดีค่ะ เป็นช่วงชีวิตที่ได้ใช้เวลากับตัวเอง ค่อยๆ ดูไป”

เรื่องที่คนเอารูปเราไปเป็นแบบ ขอพระแม่ลักษมี อยากได้แฟนหน้าเหมือนเรา แล้วก็ได้จริงๆ มีคนแชร์เยอะ?
ก้อย : “มีแต่คนพิมพ์มา ขนาดเราดูเหมือนเราตอนเด็กเนาะ เป็นน้องปะเนี่ย ก็แชร์ขำๆ สนุก”

รู้สึกยังไงที่เขาเอาหน้าเราไปเป็นเรฟฯ อยากมีแฟนหน้าเหมือนเรา?
ก้อย : “ขอบคุณค่ะ ก็ดี เวลาเห็นอะไรแบบนี้ก็น่ารัก จริงๆ เขาทำเยอะมากเลยใช่ปะในติ๊กต็อก ตอนนี้มันเป็นคอนเทนต์ที่ฮิต เราก็คิดเหมือนกันว่าถ้าจะขอพระแม่ลักษมี เราจะขอใคร จะเอารูปใคร จะเอาหน้าใคร ยังอยู่ในช่วงแอบคิด”

สเป๊กก้อยเป็นยังไง?
ก้อย : “เอาจริงๆ ไม่รู้เลย ถ้าภายนอกสมัยก่อนนะ จะมีทางที่ชอบ แบบไทยๆ คมๆ แต่พอโตขึ้นมาหรือเราพักก่อน เอาคุยกันรู้เรื่อง ก็เลยรู้สึกว่าไม่ได้คิดขนาดนั้นแล้วว่าต้องยังไง แต่ว่าต้องทำให้ก้อยเป็นตัวเองได้ พูดสิ่งที่ตัวเองคิดจริงๆ ได้ ก้อยว่าใช้เวลา”

เราว่าตัวเองโสดแล้วสวยขึ้นไหม?
ก้อย : “ก็ประมาณนึง (หัวเราะ) ก็โอเค ปีนี้ไม่มีแน่ๆ ค่ะ”

หมอดูว่ายังไงยังทักอยู่ไหม?
ก้อย : “อยากดูมากนะ เดี๋ยวรอก่อน แค่รู้สึกว่ายังไม่ได้เจอหมอดูเป็นจริงจังมานานแล้ว เหมือนชีวิตเราก็วนเวียนเรื่องนี้เหมือนกันนะ (มีแพลนไปดูเรื่องความรัก?) คิดว่าอยากดูเหมือนกัน เดี๋ยวพาเพื่อนไป”

‘กทม.’ ผนึก ‘มูลนิธิเพื่อนักกีฬาไทย-ทิพยประกันภัย’ จัด ‘TIP SPIRIT’ หนุนเยาวชนเสริมทักษะกีฬา-พัฒนาตนเอง ปูทางสู่นักกีฬาอาชีพ

(9 ก.ย. 66) ‘กรุงเทพมหานคร–มูลนิธิเพื่อนักกีฬาไทย-ทิพยประกันภัย’ ร่วมจัดโครงการ ‘TIP SPIRIT นักกีฬาเลือดใหม่ ใส่สุดพลัง’ ให้เยาวชนไทยทั่วกรุงเทพฯ ได้เรียนรู้ทักษะกับโค้ชระดับตํานานฟุตบอล-วอลเลย์บอล ตั้งแต่ กันยายน-พฤศจิกายน 2566

ดร.ชัชชาติ สิทธิ์พันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร, ดร.สมพร สืบถวิลกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท ทิพย กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จํากัด (มหาชน) และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) และ ‘บิ๊กแป๊ะ’ ถิรชัย วุฒิธรรม ประธานมูลนิธิเพื่อนักกีฬาไทย ร่วมแถลงข่าวโครงการ ‘TIP SPIRIT นักกีฬาเลือดใหม่ ใส่สุดพลัง’ เมื่อเร็วๆ นี้ ณ ห้องบอลรูม สโมสรราชพฤกษ์ กรุงเทพฯ

สำหรับ ‘TIP SPIRIT นักกีฬาเลือดใหม่ ใส่สุดพลัง’ เป็นโครงการที่ บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) ริเริ่มสร้างสรรค์ขึ้นบนแนวคิดที่ต้องการเป็นบริษัทประกันวินาศภัยที่มุ่งเน้นหลักธรรมาภิบาล ต้องการให้ประชาชนทุกคนได้รับการดูแล และร่วมสร้างสรรค์สังคมปลอดภัย เยาวชนไทยห่างไกลยาเสพติด ซึ่งเป็นหนึ่งในแนวทางตามกลยุทธ์ขับเคลื่อนองค์กรอย่างยั่งยืนตามหลัก ESG โดยคำนึงถึงมิติด้านสิ่งแวดล้อม (Environmental) ด้านสังคม (Social) และธรรมาภิบาล (Governance) ภายใต้การบริหารงานอย่างมืออาชีพ

อีกทั้งในปี พ.ศ. 2566 นี้ ยังถือเป็นโอกาสพิเศษที่ บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) ก้าวเข้าสู่ปีที่ 72 อยู่เคียงข้างคนไทยและสังคมไทย จึงได้มีการริเริ่มโครงการ ‘TIP SPIRIT นักกีฬาเลือดใหม่ ใส่สุดพลัง’ ขึ้นมา โดยร่วมมือกับกรุงเทพมหานคร ผ่านโรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานคร ศูนย์ฝึกกีฬาของกรุงเทพมหานครและ มูลนิธิเพื่อนักกีฬาไทย ในการสนับสนุนและส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนที่มีอายุตั้งแต่ 8-17 ปี ได้เรียนรู้ประสบการณ์การเล่นกีฬา และทักษะขั้นพื้นฐานในการเล่นกีฬาประเภทฟุตบอล และวอลเลย์บอลได้อย่างถูกต้อง เพื่อมุ่งหวังให้เยาวชนไทยใช้การเล่นกีฬาเป็นเครื่องมือในการพัฒนาศักยภาพตนเอง รวมถึงเพิ่มโอกาสในการก้าวสู่การเป็นนักกีฬาอาชีพ ตลอดจนเป็นนักกีฬาทีมชาติไทยในอนาคต

โครงการ ‘TIP SPIRIT นักกีฬาเลือดใหม่ ใส่สุดพลัง’ ยังได้รับการตอบรับจากโค้ชและอดีตตำนานนักกีฬาไทยที่ให้เกียรติเข้าร่วมโครงการเพื่อช่วยฝึกฝนทักษะ และแบ่งปันประสบการณ์ให้กับเยาวชนไทย อาทิ น.อ. ปิยะพงษ์ ผิวอ่อน, สะสม พบประเสริฐ, วรวุธ ศรีมะฆะ, กวินทร์ ธรรมสัจจานันท์ ผู้รักษาประตูทีมชาติไทย, ก้องภพ สรงกระสินธ์ คุณพ่อของ ชนาธิป สรงกระสินธ์ นักฟุตบอลทีมชาติไทย, พ.ต. ภาณุพงศ์ ผิวอ่อน โค้ชฟุตบอลโปรไลน์เซนส์, วีระยุทธ สวัสดี อดีตนักฟุตบอลทีมชาติไทย และโค้ชมากฝีมืออดีตทีมชาติไทยอีกมากมาย รวมไปถึงตำนานวอลเลย์บอลหญิงไทย ทั้งปลื้มจิตร์ ถินขาว, มลิกา กันทอง, วิลาวัณย์ อภิญญาพงศ์ และปิยะนุช แป้นน้อย และโค้ชวอลเลย์บอลจากสโมสร สุพรีม ทิพย ชลบุรี- อี.เทค

นอกจากนี้ ดร.สมพร สืบถวิลกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทิพย กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จํากัด (มหาชน) และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) พร้อมด้วย คุณถิรชัย วุฒิธรรม ประธานมูลนิธิเพื่อนักกีฬาไทย ยังได้มอบกรมธรรรม์ประกันภัยอุบัติเหตุและสุขภาพ ทุนประกันภัยรวม 150,000 บาท ให้กับอดีตนักกีฬาทีมชาติไทย เพื่อเป็นการตอบแทนที่ได้สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศ และสร้างความสุขให้กับคนไทยมาอย่างยาวนาน โดยมี สมรักษ์ คำสิงห์, มนัส บุญจำนงค์, ปวีณา ทองสุก, วรพจน์ เพชรขุ้ม และ เยาวภา บุรพลชัย อดีตนักกีฬาทีมชาติไทย ผู้สร้างตำนานคว้าเหรียญรางวัลในโอลิมปิกเกมส์ รวมถึง สืบศักดิ์ ผันสืบ เป็นตัวแทนรับมอบให้กับอดีตนักกีฬาทีมชาติไทยในกีฬาประเภทต่างๆ จำนวนกว่า 300 คน

โครงการ TIP SPIRIT นักกีฬาเลือดใหม่ ใส่สุดพลัง จะจัดทั้งหมด 6 สนาม ดังนี้
- สนามที่ 1 วันที่ 16-17 กันยายน 2566 ​​ณ สนามกีฬาไทย-ญี่ปุ่น ดินแดง (ฟุตบอล)
- สนามที่ 2 วันที่ 30 กันยายน - 1 ตุลาคม 2566 ​ณ สนามเฉลิมพระเกียรติ มีนบุรี (ฟุตบอล)
- สนามที่ 3 วันที่ 14-15 ตุลาคม 2566 ​​ณ สนามเฉลิมพระเกียรติ บางมด (วอลเลย์บอล)
- สนามที่ 4 วันที่ 28-29 ตุลาคม 2566 ​​ณ ศูนย์กีฬาบางบอน (ฟุตบอล)
- สนามที่ 5 วันที่ 11-12 พฤศจิกายน 2566 ​ณ โรงเรียนนนทรีวิทยา เขตยานนาวา (ฟุตบอล)
- สนามที่ 6 วันที่ 18 พฤศจิกายน 2566 ​​ณ สนามกีฬาไทย-ญี่ปุ่น ดินแดง (ฟุตบอล) Final Match

คุณสมบัติผู้เข้าร่วมสมัคร
1.) เยาวชนไทยที่มีอายุระหว่าง 8-17 ปีบริบูรณ์
2.) ต้องมีสุขภาพที่ดี ไม่มีโรคประจำตัว ร่างกายพร้อมรับการอบรม
3.) สามารถเดินทางเข้าร่วมโครงการตามสถานที่ต่างๆ ที่ลงทะเบียนได้

‘โครงการกีฬาฟุตบอล’ คณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ นำโดยทีมโค้ชมืออาชีพ จะมีการคัดเลือกนักกีฬาสนามละ 8 คน 4 สนาม รวม 32 คน (ยกเว้นสนามที่ 3 ซึ่งจะสอนวอลเลย์บอล) เป็นตัวแทนไปร่วมคัดเลือกเป็นสุดยอดนักกีฬา TIP SPIRIT ในโครงการสนามสุดท้าย วันที่ 18 พฤศจิกายน 2566 โดยจะมีการเรียนรู้ทักษะขั้นสูง และร่วมแสดงความสามารถ จากนั้นจะคัดเลือกนักกีฬาเยาวชนที่มีความสามารถโดดเด่นจำนวน 11 คน เพื่อรับรางวัลพิเศษจากโครงการ และขึ้นทะเบียนเป็นนักกีฬาของทิพยประกันภัย โดยจะได้รับกรมธรรม์ประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคล ทุนประกันภัยคุ้มครอง 1 ล้านบาท พร้อมรับสิทธิ์เข้าร่วมโครงการของทิพยประกันภัยในซีซั่นต่อไป ส่วนอีก 21 คน จะได้รับกรมธรรม์ประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคล ทุนประกันภัยคุ้มครอง 5 แสนบาท

‘โครงการกีฬาวอลเลย์บอล’ จัดขึ้นเพื่อให้น้องๆ ได้เรียนรู้อย่างเต็มที่ ทั้งการฝึกซ้อมฐานต่างๆ และได้ลงทีมเพื่อแสดงความสามารถอย่างรอบด้าน ผ่านการดูแลและคำแนะนำจากโค้ชและนักกีฬาทีมชาติของสโมสร สุพรีม ทิพย ชลบุรี-อี.เทค โดยจะมีการคัดเลือกนักกีฬาเยาวชน จำนวน 6 คน เพื่อรับรางวัลสุดยอดนักกีฬา TIP SPIRIT และได้รับกรมธรรม์ประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคล ทุนประกันภัยคุ้มครอง 1 ล้านบาท พร้อมรับรางวัลพิเศษจากโครงการในโครงการวันสุดท้าย

‘สาธิต’ ชวน ‘ก้าวไกล’ ไม่สาดโคลน หาเสียงเลือกตั้งซ่อมระยอง หลังพบการปราศรัยบนเวที ‘ด่าเอามัน’ มากกว่า ‘มาหาเสียง’

(9 ก.ย. 66) นายสาธิต ปิตุเตชะ รักษาการรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ‘สาธิต ปิตุเตชะ’ กรณีที่มี สส.พรรคก้าวไกล ปราศรัยบนเวที สาดโคลนใส่พรรคคู่แข่ง ในการหาเสียงเลือกตั้งซ่อม สส.เขต 3 จังหวัดระยอง โดยระบุว่า…

มาหาเสียง หรือมาด่าเอามัน

คือแทนที่จะมานำเสนอคุณสมบัติผู้สมัครของตัวเอง ดี เด่น มีผลงานอะไรมา และมีความพร้อมที่จะมาเป็นผู้แทนคนระยอง เขต 3 อ.แกลง อ.เขาชะเมา และมีนโยบาย พัฒนา แก้ไขปัญหาอะไร อย่างไร ให้กับคนระยองเขต 3

แต่ขึ้นเวทีปราศรัย ด่าเอามันอย่างเดียว แขวะไปที่ท่านอนุทิน มท.1 บ้าง เล่นคำบอกว่าหมอบัญญัติ และร้านกาแฟ โรงเลื่อย ซื้อเสียง โดยพูดลอยๆ ไม่ได้มีหลักฐาน และไม่ยื่น กกต.บ้าง ด่ารัฐบาลที่จัดตั้งมีนายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรีไปแล้วบ้าง

พฤติกรรมแบบนี้ไม่ใช่คนรุ่นใหม่ครับ เป็นแบบเก่าสุดๆ ครับ ถือว่ายังโชคดี ที่ไม่ได้ไปเป็นรัฐบาล หรือนายกรัฐมนตรีนะครับ ถ้าไปเป็นแล้ว เวลาไปเจรจาความเมืองระหว่างประเทศ กับบรรดามหาอำนาจ ผมไม่รู้ว่าประเทศไทยจะมีความเสี่ยงที่จะเสียหายมากน้อยแค่ไหน

‘ดร.คณิศ’ ฟันธง!! คิกออฟ ‘แลนด์บริดจ์’ ช่วยบูม ‘เศรษฐกิจไทย’ ดัน GDP เพิ่ม

ทีมข่าว THE STATES TIMES  ได้พูดคุยกับ ดร.คณิศ แสงสุพรรณ อดีตเลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) อดีตคณะกรรมการนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทยและ อดีตคณะกรรมการสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ในประเด็น ‘อภิมหาโปรเจกต์แลนด์บริดจ์’ 1 ล้านล้านบาท ที่จะเปลี่ยนประเทศไทย และเส้นทางการเดินเรือโลก

โดยก่อนที่จะไปถึงเรื่องแลนด์บริดจ์ ดร.คณิศ ได้เปิดประเด็นถึงความสำคัญของ SEC หรือ Southern Economic Corridor เพื่อเชื่อมต่อไปถึงอภิมหาโปรเจกต์ดังกล่าว ไว้ดังนี้…

SEC (Southern Economic Corridor) คือการพัฒนาพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้อย่างยั่งยืน ในพื้นที่ ชุมพร, ระนอง, สุราษฎร์ธานี, นครศรีธรรมราช ซึ่งจะดำเนินการพัฒนาเป็นพื้นที่เศรษฐกิจใหม่ เหตุผลหนึ่งต้องทำเพราะ หากเราลองพิจารณาบริบทการค้าขาย โดยดูจากเศรษฐกิจรอบๆ ภูมิภาคอาเซียนแล้ว เราจะพบเห็นการจัดตั้งกลุ่มเศรษฐกิจต่างๆ ขึ้นมามากมาย เช่น กลุ่ม บริกส์ (BRICS) ได้แก่ บราซิล, รัสเซีย, อินเดีย, สาธารณรัฐประชาชนจีน และแอฟริกาใต้ ซึ่งสามารถเชื่อมโยงไปยังภูมิภาคแปซิฟิก รวมถึงเคลื่อนย้ายไปเชื่อมต่อไปยังตะวันออกกลางและยุโรปได้เพิ่มมากขึ้น ผ่านโครงการ ‘หนึ่งเข็มขัดหนึ่งเส้นทาง จีนเชื่อมโลก’ (Belt and Road Initiative) เส้นทางสายไหมยุคใหม่ของจีน โดยรถไฟซึ่งสร้างมูลค่าเศรษฐกิจเพิ่มมากขึ้น นี่คือตัวอย่าง

เช่นเดียวกันประเทศไทยเอง ก็สามารถเชื่อมโยงระหว่างเอเชียกับยุโรป หรืออินเดียได้ โดยไม่ต้องผ่านช่องแคบมะละกา เนื่องจากปัจจุบันมีปริมาณเรือคับคั่ง โดยมาพัฒนาพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้อย่างยั่งยืน ด้วยการคิกออฟโครงการ ‘แลนด์บริดจ์’ (Landbridge) ชุมพร, ระนอง ซึ่งไทยจะเป็นศูนย์กลางการค้าโลกได้

ย้อนกลับมาต่อคำถามที่ว่า แล้วทำไมต้องทำ SEC นั่นก็เพราะเขตพิเศษในปัจจุบัน จะช่วยทำให้ท้องถิ่นได้เติมศักยภาพ และยกระดับทางเศรษฐกิจ รวมถึงคุณภาพสังคมของคนในพื้นที่ได้มากขึ้น จนกลายเป็นGrowth Center ช่วยให้ประเทศก้าวได้เร็ว ไม่เจริญกระจุกตัว ซึ่งจะมีลักษณะเหมือนกับเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ที่มีการยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน รางรถไฟการขนส่ง ทำเรื่องเศรษฐกิจชุมชน ทำเรื่องอุตสาหกรรมเป้าหมาย สร้างงาน สร้างรายได้ สร้างการลงทุนให้ประเทศ และก็ทำเมืองใหม่เชื่อมโยงทั่วประเทศ ซึ่งเป็นการพัฒนาพื้นที่ในองค์รวม ไม่ใช่การทำเขตพิเศษเพื่อส่งออกเหมือนในอดีต

อย่างไรก็ตาม SEC ซึ่งจะเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษที่ไปได้ถึงสถานภาพแห่งการเป็น Growth Center ได้นั้น ต้องมีความสามารถในการเชื่อมโยงโลกได้ เช่น เชื่อมโยงแปซิฟิก กับมหาสมุทรอินเดีย นั่นจึงต้องมีการยกโครงการแลนด์บริดจ์ ขึ้นมาพูดคุย เพื่อเชื่อมโยง 2 ฝั่งทะเลไว้ด้วยกัน

โดยชุมพรจะมีท่าเรือใหญ่ เช่นเดียวกันกับทางฝั่งระนองก็จะต้องมีท่าเรือใหญ่ ของที่ส่งจากญี่ปุ่นหรือจีน ก็มาเข้าท่าเรือที่ชุมพร แล้วขนผ่านถนน รถไฟ แลนด์บริดจ์หรือสะพานบก ข้ามสะพานฝั่งทะเลหนึ่ง มาอีกทะเลหนึ่ง

ข้อดีก็คือว่า เรือที่มาจากญี่ปุ่นจะขนสินค้าไปยุโรป มาขึ้นท่าเรือที่ชุมพร เรือเค้ากลับได้เลยไม่ต้องวิ่งไปปานามา จนถึงยุโรปและวิ่งกลับมา เรือฝั่งระนองก็วิ่งมารับของสินค้าและไปยุโรปได้เลย ซึ่งสามารถลดเวลาเดินทางไปได้ถึง 4 วัน จากเดิม 7-9 วัน ไม่ต้องข้ามช่องแคบมะละกา

ทว่า ในปัจจุบันช่องแคบมะลาจะหนาแน่นไปด้วยกระบวนการขนส่งสินค้าไปอินเดีย ยุโรป เพราะแต่เดิมมี ช่องเดินเรือแค่ 1.ช่องแคบมะละกา 2.ทางรถไฟจากจีนไปยุโรป แต่ถ้าโครงการแลนด์บริดจ์ของไทยสำเร็จ ประเทศไทย ก็จะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการขนส่งของโลกและที่สำคัญเราควบคุมมันได้ 

ในปัจจุบันนี้โครงการแลนด์บริดจ์ มีการเลือกพื้นที่ทำท่าเรือน้ำลึกแล้ว ที่อ่าวอ่าง จังหวัดระนอง และแหลมริ่ว ที่ชุมพร ซึ่งกำลังทำประชาพิจารณ์ เมื่อโครงการแล้วเสร็จจะทำให้มีการขนส่งระหว่าง 2 ฝั่งสูงสุด 20 ล้าน TEU (Twenty foot Equivalent Unit คือ ตู้สินค้าที่มีขนาด 20 ฟุต) ถ้าเปรียบเทียบความใหญ่ว่าใหญ่ขนาดไหน แหลมฉบังวันนี้ขนส่งตู้กันเพียง 8 ล้าน TEU  ขยายเต็มที่ได้เพียง 15 ล้าน TEU

ส่วนระยะทางในการทำแลนด์บริดจ์ อยู่ที่ประมาณ 89 กิโลเมตร มีทั้งมอเตอร์เวย์ รถไฟขนส่ง และการขนส่งทางท่อ ซึ่งจะครบถ้วนมาก เงินลงทุนประมาณไว้ 1 ล้านล้านบาท ซึ่งผมคิดว่าเราไม่มีปัญหาเรื่องเงิน เพราะเราทดลองใน EEC แล้ว เอกชนไทยมีความสามารถในการลงทุนอย่างมาก และแน่นอนการสร้างโครงสร้างพื้นฐาน มอเตอร์เวย์ รถไฟ ชาวบ้านก็ได้ประโยชน์อยู่แล้ว เพียงแต่สิ่งที่เราตระหนักเพิ่ม คือ ต้องมีการฝึกอบรมสร้างงานให้ชัดเจน เพราะจะมีอุตสาหกรรมเป้าหมายมาลงอีกมาก ส่วนการพัฒนาพื้นที่คงต้องทำในหลายมุม โดยสิ่งแรกที่ต้องทำคือ สิ่งแวดล้อม ซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญ เพราะรายได้หลักจากสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ก็คือ การท่องเที่ยว ต้องดูแลทั้งหมดที่กล่าวมาแบบควบคู่กันไป

โดยสรุปแล้ว การพัฒนาพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้อย่างยั่งยืน หรือ SEC จะช่วยให้ประเทศไทยมีศักยภาพในการขยายตัวไม่ต่ำ 5% เนื่องจากเราได้พิสูจน์แล้วจากพื้นที่ EEC ที่มี GDP ในพื้นที่ได้ใกล้เคียง 4- 5% ซึ่งจริงๆ แล้วเรามีโอกาสในการทำเขตเศรษฐกิจพิเศษได้ในหลายพื้นที่ ไม่ว่าจะทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยใช้ขอนแก่นเป็นศูนย์เกษตรเพื่อการพัฒนา ส่วนการท่องเที่ยวในภาคใต้ สามารถสร้างความเชื่อมโยงให้แต่ละพื้นที่ เช่น ภูเก็ต, กระบี่, ตรัง, สตูล ซึ่งสามารถรวมกันเพื่อเป็นการท่องเที่ยวอันดามัน เป็นต้น

ทิศทางของอภิมหาโปรเจกต์เหล่านี้ ล้วนสามารถผลักดัน GDP ผ่านศักยภาพผ่านจุดเด่นในแต่ละพื้นที่ได้แน่นอน และถ้าเกิดขึ้นพร้อมเพรียง ก็จะยิ่งพาเศรษฐกิจไทยเติบโตไปได้แบบพร้อมกันทั้งประเทศ...

ระทึก!! เกิดแผ่นดินไหวกลางดึกที่ ‘โมร็อกโก’ แรง 6.8 แมกนิจูด สั่นสะเทือนไกลถึง 350 กม. บ้านเรือนพังยับ ดับเกือบ 300 ศพ

(9 ก.ย. 66) เกิดแผ่นดินไหวรุนแรง 6.8 แมกนิจูดทางตอนกลางในเทือกเขาไฮแอตลาสของประเทศโมร็อกโก หลังเวลา 23.00 น. ของวันที่ 8 ก.ย. ตามเวลาท้องถิ่น สถานีโทรทัศน์อัล-เอาลาของโมร็อกโกรายงานว่า เบื้องต้นมีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าวอย่างน้อย 296 ราย และได้รับบาดเจ็บอีก 153 คน

ศูนย์ธรณีฟิสิกส์ของโมร็อกโกระบุว่า แผ่นดินไหวเกิดขึ้นในพื้นที่อิกิลของไฮแอตลาส วัดความรุนแรงได้ 7.2 แมกนิจูด ขณะที่สำนักงานสำรวจธรณีวิทยาแห่งชาติของสหรัฐฯ (ยูเอสจีเอส) ระบุว่า แผ่นดินไหวครั้งนี้แรง 6.8 แมกนิจูด โดยจุดศูนย์กลางค่อนข้างตื้นอยู่ลึกลงไปใต้ดินเพียง 18.5 กิโลเมตร

ด้านกองทัพโมร็อกโกเตือนให้ประชาชนระมัดระวัง เพราะยังมีความเสี่ยงที่จะเกิดอาฟเตอร์ช็อกตามมา โดยเผยแพร่ข้อความบน X (ทวิตเตอร์) ว่า “เราขอเตือนถึงความจำเป็นที่จะต้องใช้ความระมัดระวัง และคำนึงถึงมาตรการด้านความปลอดภัยเนื่องจากความเสี่ยงที่จะเกิดอาฟเตอร์ช็อก”

ชาวบ้านในเมืองมาร์ราเกซ เมืองใหญ่ที่สุดที่อยู่ใกล้กับศูนย์กลางของแผ่นดินไหวมากที่สุด และยังเป็นเมืองที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกระบุว่า อาคารในมาร์ราเกซบางแห่งพังถล่มลงมา สถานีโทรทัศน์ท้อง เผยแพร่ภาพสุเหร่าและมัสยิดที่พังทลาย และมีเศษซากอาคารร่วงลงมาทับรถ

อิกิลเป็นพื้นที่ภูเขาซึ่งมีหมู่บ้านเกษตรกรรมขนาดเล็กๆ อยู่ห่างจากมาร์ราเกซไปทางตะวันตกเฉียงใต้ราว 70 กิโลเมตร เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นระบุว่า ผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ภูเขาซึ่งเข้าถึงได้ยาก ด้านชาวบ้านในหมู่บ้านบนภูเขาอัสนีใกล้กับศูนย์กลางของแผ่นดินไหวระบุว่า บ้านเรือนส่วนใหญ่ได้รับความเสียหายและมีผู้ติดอยู่ใต้ซากปรักหักพัง ขณะที่คนอื่นๆ เร่งหาทางช่วยเหลือผู้ประสบเหตุ

‘ดาวหางนิชิมูระ’ เตรียมเฉียดโลก 12 ก.ย.นี้ หลังถูกค้นพบเดือนก่อน สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า หากพลาดชมต้องรออีกไป 400 ปี!!

วันที่ 8 กันยายน เพจเฟซบุ๊ก ‘NARIT สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ’ โพสต์ข้อความชวนชม ‘ดาวหางนิชิมูระ’ ที่เพิ่งถูกค้นพบเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา กำลังจะโคจรเข้าใกล้โลกในเดือนกันยายนนี้ โดยระบุว่า…

ลุ้นชม ‘ดาวหางนิชิมูระ’ เดือนกันยายน นี้

โดยระบุว่าดาวหาง C/2023 P1 (Nishimura) ที่ถูกค้นพบเมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อนหน้านี้ กำลังจะโคจรเฉียดโลกในวันที่ 12 กันยายนนี้ และจะเข้าใกล้ดวงอาทิตย์มากที่สุดในวันที่ 17 กันยายน ซึ่งจะเป็นช่วงที่มีความสว่างมากที่สุด และยังมีมุมห่างจากดวงอาทิตย์มากเพียงพอ อาจสามารถสังเกตเห็นได้ด้วยตาเปล่าในช่วงหัวค่ำของวันดังกล่าว

‘ดาวหางนิชิมูระ’ ค้นพบครั้งแรกโดย ‘ฮิเดโอะ นิชิมูระ (Hideo Nishimura)’ นักดาราศาสตร์สมัครเล่นชาวญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม ค.ศ.2023 โดยเขาใช้กล้องโทรทรรศน์ถ่ายภาพท้องฟ้าในช่วงรุ่งเช้า แล้วพบว่ามีวัตถุท้องฟ้าบางอย่างที่ไม่สามารถระบุได้บริเวณกลุ่มดาวคนคู่ (Gemini) ติดมาในภาพ และเมื่อกลับไปตรวจสอบภาพถ่ายในวันก่อนหน้า ก็พบวัตถุเดียวกันนี้ แต่มีการเปลี่ยนตำแหน่งเปลี่ยนไปเล็กน้อย จึงคาดว่าน่าจะเป็นดาวหางดวงใหม่ที่ไม่เคยมีใครค้นพบ

ฮิเดโอะ นิชิมูระ ได้ส่งข้อมูลไปยัง ‘Minor Planet Center’ ซึ่งเป็นหน่วยงานที่จะช่วยตรวจสอบและยืนยันการค้นพบวัตถุขนาดเล็กในระบบสุริยะอย่างเป็นทางการ และได้รับการยืนยันในวันที่ 15 สิงหาคม ค.ศ.2023 จึงกำหนดชื่อดาวหางดวงนี้อย่างเป็นทางการว่า “C/2023 P1 (Nishimura)” จัดเป็นดาวหางคาบยาวที่มีแหล่งที่มาจากเมฆออร์ต (Oort Cloud) มีคาบการโคจรรอบดวงอาทิตย์ 437 ปี โดยขณะนี้กำลังโคจรเข้าใกล้โลกและดวงอาทิตย์มากขึ้นเรื่อยๆ และจะโคจรเข้าใกล้ดวงอาทิตย์มากที่สุดในวันที่ 17 กันยายน ค.ศ.2023

#ต้องดูดาวหางนิชิมูระตอนไหน?
ในช่วงรุ่งเช้าทางทิศตะวันออกก่อนดวงอาทิตย์ขึ้น ของวันที่ 8 กันยายน 2023 ดาวหางจะมีตำแหน่งปรากฏอยู่บริเวณกลุ่มดาวสิงโต (Leo) บริเวณใกล้กับดาวเรกูลัส (Regulus) ซึ่งอยู่ห่างจากดวงอาทิตย์เป็นมุมประมาณ 20 องศา ทำให้มีระยะเวลาสังเกตการณ์ประมาณ 1 ชั่วโมงก่อนที่ดวงอาทิตย์จะขึ้น และจากข้อมูลล่าสุดชี้ว่า ขณะนี้ดาวหางมีค่าความสว่างปรากฏ 5.2 สามารถสังเกตเห็นได้ด้วยตาเปล่าในพื้นที่ที่ไร้มลภาวะทางแสง

ในช่วงวันถัดมาหลังจากนี้ แม้ดาวหางจะโคจรเข้ามาใกล้โลกและดวงอาทิตย์มากขึ้นเรื่อยๆ แต่ขณะเดียวกันดาวหางก็จะมีตำแหน่งปรากฏบนท้องฟ้าเข้าใกล้ดวงอาทิตย์มากขึ้น ทำให้ยิ่งมีเวลาในการสังเกตการณ์น้อยลงเรื่อยๆ และในวันที่ 12 กันยายน 2023 จะเป็นวันที่ดาวหางโคจรเข้าใกล้โลกมากที่สุด ด้วยระยะห่าง 125 ล้านกิโลเมตร แต่ก็เป็นช่วงที่ดาวหางมีตำแหน่งปรากฏบนท้องฟ้าอยู่ใกล้กับดวงอาทิตย์มาก ทำให้ยากต่อการสังเกตการณ์

หลังจากวันที่ 15 กันยายน 2023 ดาวหางจะเปลี่ยนมาปรากฏทางทิศตะวันตกในช่วงหัวค่ำ และมีมุมปรากฏบนท้องฟ้าห่างออกจากดวงอาทิตย์มากขึ้นเรื่อยๆ เริ่มเคลื่อนตำแหน่งออกจากกลุ่มดาวสิงโต (Leo) จนกระทั่งในวันที่ 17 กันยายน 2023 จะเป็นวันที่ดาวหางโคจรเข้าใกล้ดวงอาทิตย์มากที่สุดด้วยระยะห่าง 34 ล้านกิโลเมตร (ใกล้กว่าวงโคจรของดาวพุธประมาณ 40 เปอร์เซ็นต์) และจะยิ่งมีความสว่างมากขึ้น โดยเว็บไซต์ Comet Observation database (COBS) คาดการณ์ว่า ดาวหางอาจมีค่าความสว่างปรากฏได้มากถึง 3.0 ซึ่งเป็นค่าความสว่างปรากฏที่สามารถสังเกตเห็นด้วยตาเปล่าได้ไม่ยากนัก

ในวันที่ 17 กันยายนนี้ จะสามารถสังเกตการณ์ดาวหางได้ในกลุ่มดาวหญิงสาว (Virgo) ทางทิศตะวันตกในช่วงหัวค่ำหลังดวงอาทิตย์ตก ห่างจากดวงอาทิตย์เป็นมุมประมาณ 10 องศา มีเวลาสังเกตการณ์เกือบ 1 ชั่วโมงก่อนที่จะตกลับขอบฟ้าตามดวงอาทิตย์ไป ซึ่งหลังจากนี้ดาวหางจะค่อยๆ โคจรออกห่างจากดวงอาทิตย์ และมีความสว่างลดลงเรื่อยๆ จนไม่สามารถสังเกตเห็นได้อีก และจะโคจรกลับเข้ามาเฉียดโลกและดวงอาทิตย์อีกครั้งในอีกกว่า 400 ปีข้างหน้า

‘หยก’ โพสต์ทวงความชัดเจนสถานภาพจากโรงเรียน จี้ถาม “ทำไมคุณครูปล่อยเพื่อนๆ ทำอะไรต่างๆ กับหนู”

เมื่อวันที่ 6 ก.ย. 66 จากเฟซบุ๊ก ‘Thanalop Phalanchai’ ของ ‘หยก ธนลภย์’ เยาวชนนักเคลื่อนไหวการเมืองและผู้ต้องหา ม.112 อายุ 15 ปี ได้โพสต์ข้อความระบุว่า...

โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ 6 กันยายน 2566

วันนี้หนูมาโรงเรียน ที่โรงเรียนให้หนูเข้ามาที่ห้อง แต่ห้องปิดไฟ ดับไฟ ไม่มีใครอยู่ในห้อง แต่ห้องข้างๆ เรียนกันอยู่ แต่ห้องหนูเพื่อนหายไปหมด หนูมาทราบทีหลัง ผู้ปกครอง-ครู บอกว่า “เพื่อนไม่สบาย”

หนูเลยนั่งเรียนพยายามอ่านหนังสือไปเอง ไม่ได้ไปตามหาว่าเพื่อนไปไหน สักพักจากนั้นผู้ปกครองของเด็กที่อุ้มหนูก็เข้ามา ผู้ปกครองคนอื่นก็เข้ามา รอง 2 คนของโรงเรียนก็เข้ามา เขาเริ่มพูดถึงด้วยการว่าพี่บุ้ง และบอกว่าคนแบบนี้สุดท้ายเป็นยังไง ก็ต้องลี้ภัย จนหนูทนไม่ไหวเลยไปนั่งริมหน้าต่าง แล้วบอกให้เขาออกไป ตอนแรกเขาก็ออก แต่ต่อมาก็เอาครูคนอื่นมาพูดใส่หนู หนูเลยใส่หูฟังนอนก้มหน้าหลับตาไป

ช่วงประมาณก่อนเที่ยง หนูหลับไป อาจเป็นเพราะไม่ค่อยสบาย พี่คนนึงที่มาก็ขึ้นมาดูหนู แต่หนูไม่รู้ หนูหลับอยู่ พี่อีกคนที่ตามมาดูหนูก็เดินเข้ามา หนูถามว่าเข้ามาได้ไง พี่เค้าก็เล่าว่าหน้าโรงเรียนมีคนให้เข้ามาเลย พอผ่านประตูมาก็มีครูมารับแล้วพาเดินมาหาหนู หนูก็นั่งในห้องเรียน พี่เค้าอยู่ด้วย ส่วนครูกับผู้ปกครองที่เคยเดินเข้ามาว่าก็ไม่มาแล้วพอพี่เขามา ต่อมาก็มีเพื่อนนักเรียนผู้หญิงสองคนนั่งเฝ้าหน้าห้อง แต่หนูไม่รู้ว่ามาเองหรือโรงเรียนให้มานั่งเฝ้า จนบ่ายสามโมง เวลาเลิกเรียนหนูก็ออกมา

หนูเห็นสมาคมผู้ปกครองโรงเรียนออกจดหมายถึงหนู หนูเห็นด้วยกับสิ่งที่เค้าเรียกร้องกับโรงเรียน เรื่องขอความชัดเจนในสถานะของหนู เพราะหนูก็อยากรู้ หนูก็เห็นว่าการไม่แจ้งอะไรเป็นตัวหนังสือหลักฐานมาเลย แต่ก็อ้างว่าอยากช่วย ‘เด็กที่ไม่มีชื่อในระบบ’ ให้เริ่มต้นใหม่ คือการให้หนูมาเจออะไรแบบนี้เหรอ ทำไมหนูถึงไม่มีชื่อ เป็นความผิดใคร มอบตัวแล้วเกิดความผิดพลาดไม่ให้เรียนอยู่ๆ ก็คืนเงินได้เลยใช่ไหม โรงเรียนมีแผนการอะไรหรือให้ความชัดเจนอะไรได้ และทำไมมันถึงไม่มีความชัดเจนมาจนวันนี้ คือโรงเรียนอาจจะเคยไปบอกเพื่อนๆ ลับหลังหนูว่าหนูไม่ใช่นักเรียน แต่หนูไม่เคยได้เอกสารแจ้งชัดเจนเลยนะคะ และไม่มีการอธิบายด้วยว่าเพราะอะไรถึงมอบตัวไม่สำเร็จ แค่เพราะไม่มีผู้ปกครองมาใช่ไหม

นอกจากเห็นด้วยกับสมาคมผู้ปกครองในเรื่องนี้แล้ว หนูอยากเรียกร้องพ่อแม่ของเพื่อนๆ คนอื่นเหมือนกัน ว่าบางทีครูอาจจะทำไม่ถูก บางเรื่องที่เป็นความไม่ปลอดภัยหรือการสนับสนุนพฤติกรรมของนักเรียน คุณครูไม่น่าจะทำ และคุณพ่อคุณแม่ของเพื่อนๆ น่าจะต้องเป็นกังวลกับเรื่องนี้ ที่คุณครูปล่อยหรือสนับสนุนให้เพื่อนๆ ทำอะไรต่างๆ กับหนู

สุดท้าย จดหมายที่สมาคมผู้ปกครองบอกให้หนู “ขอโทษ” หนูไม่เห็นด้วยเลย หนูเองไม่เคยได้รับคำอธิบายจากศาลเยาวชนฯ จากบ้านปรานีฯ จากโรงเรียน จากคุณครู ไม่เคยมีใครบอกอะไรกับหนู และไม่เคยมีใครมาขอโทษหนูเหมือนกัน กับทุกๆ เรื่องที่ผ่านมา และหนูคิดว่าเรื่องที่เกิดขึ้นกับหนูไม่ใช่เรื่องปกติ และนอกจากหนูในโรงเรียนนี้แล้วก็มีเด็กคนอื่นๆ ที่เจอเรื่องแบบนี้อยู่ทั่วประเทศ เช่นเด็กที่ถูกพักการเรียน 1 ปี เพราะใส่ชุดไปรเวท 1 วัน หรือเด็กที่โรงเรียนทำให้ออกจากโรงเรียน เพราะโดนมาตรา 112

หนูไม่ใช่คนไม่กล้าที่จะพูดคำว่าขอโทษ หนูเคยพูดคำนี้ในชีวิตมาแล้ว เมื่อพิจารณาแล้วมีเหตุผลสมควรที่จะพูด คำว่าขอโทษ ถ้าสมควรจะพูดหนูก็สามารถพูดได้ ไม่ต้องใช้ความกล้าหาญใดๆ

‘สรรเพชญ-ร่มธรรม’ ลุย ระยอง อ้อนชาวแกลงเลือกหมอบัญญัติ ลั่น!! ประสานคนทุกรุ่นฟื้นฟูพรรค-แก้ไขจุดบกพร่อง-รักษาสิ่งดีงาม

เมื่อวันที่ 8 ก.ย.66 สส.สรรเพชญ บุญญามณี จังหวัดสงขลา สส.ร่มธรรม ขำนุรักษ์ จังหวัดพัทลุง ร่วมปฏิบัติภารกิจดาวกระจายลงพื้นที่ ตำบลกระแสบน อำเภอแกลง จังหวัดระยอง เพื่อขอคะแนนเสียงให้กับ นพ.บัญญัติ เจตนจันทร์ ผู้สมัครหมายเลข 2 จากพรรคประชาธิปัตย์ “เลือกหมอบัญญัติ คนบ้านเรา”

โดยบรรยากาศการขอคะแนนเสียงเน้นการกระจายตัวไปทุกจุด เข้าถึงพูดคุย ให้เวลาและรบกวนช่วงเวลาทำงาน เวลาทำมาหากินของพี่น้องประชาชนน้อยที่สุด เพื่อนำเสนอที่เป็นประโยชน์ให้เห็นว่า การทำหน้าที่ผู้แทนราษฏร นั้นต้องเลือกคนที่เข้าใจปัญหา ประสานแก้ไขปัญหาได้ทั้งในและนอกสภาฯ

โดย สส.สรรเพชญ กล่าวว่า วันนี้หลังภารกิจในสภาฯ เลือดใต้ใหม่ ปชป.ของสงขลาและพัทลุง ใจเกินร้อยตั้งใจมาช่วยที่หมอบัญญัติ เพราะในช่วงที่ผ่านมานั้น ตนได้ติดตามและชื่นชมการทำหน้าที่ สส.ของคุณหมอบัญญัติมาโดยตลอด ว่าเป็นอีก สส.อีกคนหนึ่งที่ขยัน และรับผิดชอบพื้นที่ เข้าถึงง่าย ทำให้พี่น้องประชาชนชาวระยองได้ประโยชน์จากการที่มีคุณหมอบัญญัติเป็นผู้แทนฯอย่างมาก และสภาฯ เองก็ได้ผู้แทนฯ ที่มีคุณภาพอีกด้วย โดยหากไม่ได้กลับไปทำหน้าที่ สส.ในครั้งนี้ ส่วนตัวก็รู้สึกเสียดาย วันนี้ตั้งใจเต็มที่มาขอคะแนนจากพี่น้องชาวระยอง ได้โปรดเลือกหมอบัญญัติ คนมีความรู้ มีประสบการณ์ กลับเข้าสภาฯ และชาวระยองเองก็จะได้ สส.ที่มีคุณภาพ

นายสรรเพชญ ยังกล่าวอีกว่า หลายเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับพรรคในช่วงที่ผ่านมา ทุกอย่างยังคงดำเนินต่อไปด้วยความเชื่อมั่นที่แสดงให้เห็น ว่าวันนี้พรรคประชาธิปัตย์ ยังคงเป็นประชาธิปัตย์ที่มีเอกลักษณ์ที่ดีงามเฉพาะตัว ทั้งความตั้งใจช่วยเหลือแก้ไขปัญหาให้ประชาชนไม่ว่าจะเป็นฝ่ายรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน เรายังคงทำหน้าที่ที่ควรจะทำอย่างเสมอมา และแม้อดีต สส. อดีตรัฐมนตรี ของพรรคทุกคนก็ยังคงทำหน้าที่ช่วยเหลือสังคมอยู่ตลอด โดยไม่เกี่ยงว่าจะอยู่ในสถานะใด เราต้องการแสดงให้เห็นว่า จิตสาธารณะทางการเมืองยังคงเข้มข้นในเลือดของคนประชาธิปัตย์ การเดินทางมาในวันนี้ก็เช่นเดียวกัน

นอกจากอยากให้คุณหมอบัญญัติได้กลับไปสิ่งดีๆ ในสภาฯ แล้ว การที่คน ปชป.ทุกภาคทุกพื้นที่ อดีตและปัจจุบันมาช่วยกันนั้น ถือเป็นวัฒนธรรมองค์กรที่ดีงามของพรรคฯ ที่ต้องธำรงไว้ วันนี้ตนและ สส.ร่มธรรมในฐานะคนรุ่นใหม่ เห็นตรงกันว่า เราต้องช่วยกันร่วมกับคนทุกรุ่นในพรรคช่วยกันฟื้นฟู โดยเริ่มจากการรักษาสิ่งดีงามที่มีอยู่ แก้ไขจุดบกพร่อง เพื่อนำประชาธิปัตย์ไปสู่ความหวังของประชาชนให้ได้โดยเร็ว และบทบาทหลังจากนี้ สส.ของพรรคทุกคน พร้อมทำหน้าที่ฝ่ายค้านอย่างเข้มข้น ตรวจสอบการทำงานรัฐบาล เริ่มตั้งแต่วันแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี 11 ก.ย. นี้

9 กันยายน พ.ศ. 2551 ศาลรัฐธรรมนูญ มีคำวินิจฉัยให้ 'สมัคร สุนทรเวช' พ้นนายกรัฐมนตรี 

วันนี้เมื่อ 15 ปีก่อน ศาลธรรมนูญ มีคำวินิจฉัย ให้ ‘สมัคร สุนทรเวช’ พ้นตำแหน่งนายกรัฐมนตรี กรณีการจัดรายการ ‘ชิมไปบ่นไป’ และรายการ ‘ยกโขยงหกโมงเช้า’

วันที่ 9 กันยายน ปี พ.ศ. 2551 คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ โดยนายชัช ชลวร ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ในขณะนั้น ออกบัลลังก์อ่านคำวินิจฉัยการสิ้นสุดความเป็นรัฐมนตรีของนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 182 วรรคหนึ่ง (7) และมาตรา 267 ประกอบ 182 วรรคสาม และมาตรา 91 กรณีการจัดรายการ ‘ชิมไปบ่นไป’ และรายการ ‘ยกโขยงหกโมงเช้า’

โดยประเด็นนี้ เกิดขึ้นจากการที่นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ สว.สรรหาในขณะนั้น พร้อมคณะ สว. ยื่นศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย โดยอ้างรัฐธรรมนูญ มาตรา 267 ห้ามนายกฯ มีตำแหน่งใดๆ ในห้างหุ้นส่วน บริษัท หรือองค์กรที่ดำเนินธุรกิจโดยมุ่งหาผลกำไร หรือรายได้มาแบ่งปันกัน หรือเป็นลูกจ้างของบุคคลใด และหากมีการกระทำตามมาตรานี้ จะทำให้สิ้นสุดความเป็นนายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญมาตรา 182 (7)

ในที่สุด ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า นายสมัครกระทำการที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 มาตรา 267 และมาตรา 182 วรรค 1 เนื่องจากการที่เขาได้รับเป็นพิธีกรกิตติมศักดิ์ รายการโทรทัศน์ ชิมไปบ่นไป และ ยกโขยง 6 โมงเช้า ซึ่งคณะตุลาการฯ มีมติเป็นเอกฉันท์ 9 ต่อ 0 เสียง เห็นว่ากระทำต้องห้ามขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 267 เรื่องคุณสมบัติของนายกรัฐมนตรีทำให้ต้องพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และเป็นผลให้คณะรัฐมนตรีทั้งคณะพ้นจากตำแหน่งด้วยตามมาตรา 180 วรรค 1 แต่ในระหว่างนี้คณะรัฐมนตรีทั้งหมดจะรักษาการในตำแหน่งไปก่อน จนกว่าจะได้นายกรัฐมนตรีคนใหม่

‘โบว์ ณัฏฐา’ วิเคราะห์ 3 ความเป็นไปได้ ‘แม่ของหยก’ แต่ไม่ว่าทางไหน ก็หนีความรับผิดชอบไม่ได้

(8 ก.ย. 66) น.ส.ณัฏฐา มหัทธนา หรือ โบว์ พิธีกรรายการวิเคราะห์ข่าว และนักกิจกรรมเพื่อสิทธิมนุษยชน โพสต์เฟซบุ๊ก Bow Nuttaa Mahattana ระบุข้อความว่า ประเด็นแม่ของหยก ประเมินได้สามทาง

1. แม่เป็นผู้ปกครองแบบอยากใช้ไม้แข็ง รอให้หยกสิ้นหนทางจนต้องกลับบ้านเอง เป็นวิธีปราบที่ใช้ได้กับเด็กบางคน แต่ไม่ได้กับเด็กทุกคน ซึ่งผู้ปกครองบางคนดันทุรังใช้วิธีแบบนี้เพราะเข้าใจว่าจะได้ผล สุดท้ายคือเสียลูก

2. แม่เป็นคนขี้ขลาดตาขาว กลัวแรงกดดันจากสังคม ไม่กล้าเผชิญหน้า ใช้วิธีหนีปัญหา

3. ความเป็นไปได้อื่น ๆ เช่น เป็นส่วนหนึ่งของขบวนการ เล่นบทหลบเพื่อให้กลุ่มและหยกสร้างประเด็นต่อไป ด้วยข้ออ้างว่าหยกไม่มีผู้ปกครองดูแล ฯลฯ

ไม่ว่าจะอย่างไร หนีความรับผิดชอบไม่ได้ค่ะ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top